‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459241

news_default

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง

‘ปารีณา’อ่วม

ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

ร้องสอบ21สส.-5สว.รุกที่ป่า

ปปช.ลุยเช็ค13สส.ปมที่ดิน

รมว.ทรัพยากรฯลั่นกรมป่าไม้ เอาจริงปมที่ฟาร์มไก่ “ปารีณา” รุกป่า ถ้าผิดดำเนินคดีแน่ ย้ำต้องทำรอบคอบหวั่นโดนฟ้องกลับ “กรมป่าไม้”เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน “ปารีณา”682 ไร่ มอบให้ส.ป.ก.เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วแต่ยังไม่จัดสรรสิทธิ์ เป็นที่ป่าไม้หรือไม่ หากสรุปเป็นที่ป่าไม้จะดำเนินคดีเพิ่มแน่ ด้าน“ธรรมนัส “ย้ำชัด “สส.เอ๋”ขาดคุณสมบัติ เกษตรฯ ยันพร้อมลุยยึดคืนพื้นที่ สปก.จากนักการเมือง ขณะที่”อัจฉริยะ”ร้อง ปทา.ฟสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า ด้านประธาน ป.ป.ช.ระบุเตรียมลุยเช็กอีก13สส.ปมถือครองที่ดิน ภบท.5ที่ถูกร้องเรียน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) และประธานยุทธ์ศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในข้อหาบุกรุกที่ป่าไม้ 682 ไร่ว่าจากที่มีข่าวหลายฝ่ายเป็นห่วงนั้นตนยืนยันว่า การดำเนินคดีในพื้นที่เกือบ 700 ไร่นั้นต้องใช้ความรอบคอบ ไม่อยากทำอะไรลวกๆ การมาจี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯดำเนินคดีนั้น อยากให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่าเราดำเนินคดีแน่นอน และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานคือกรมป่าไม้ ดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในภายหลังได้ ตนต้องให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของตัวส่วนราชการเองด้วย ดังนั้นการเร่งรัดทำอะไร ทำแบบถูกใจทำได้ง่าย แต่การทำแบบถูกต้องนั้นต้องรอบคอบให้มาก

บิ๊กท๊อปลั่นถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

“การจะยึดเอาผิดเลยในทันทีเรียกว่าทำแบบถูกใจ แต่ถึงที่สุดแล้วหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ท่านไม่ได้เป็นคนโดนฟ้องกลับ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นคนโดนฟ้องร้องกลับ ดังนั้นในการทำงานผมจึงได้ให้นโยบายกับทางส่วนราชการว่าให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการแบบถูกต้องกับถูกใจนั้น อาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ทันใจ คนบางกลุ่มบางท่านก็ต้องขออภัย แต่ผมยึดเอาความถูกต้อง และความรอบคอบเป็นหลัก” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ ระบุว่าหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรุกป่าเกิดขึ้นจริง ยืนยันว่าเราดำเนินการอย่างแน่นอน ดำเนินคดีแน่นอน ไม่ละเว้นแต่อย่างใด

อย่าสับสนระหว่างคำว่าละเว้นกับคำว่ารอบคอบ ยืนยันตนไม่เคยมีความคิดที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ความรอบคอบก็ต้องมี และตนให้ความสัมคัญกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นหลัก และในความเป็นจริงแล้วเรื่องของ น.ส.ปารีณา เป็นเรื่องของกระบวนการที่ส่วนราชการมีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง

ย้ำไม่ได้หายไปไหน-ไปประชุมสเปน

“ผมก็ไม่ได้หายหน้าไปไหนตอนนี้อยู่ที่ประเทศสเปนมาเข้าร่วมประชุมสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งมีผู้นำทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุมกันที่สเปน ก่อนหน้านี้จะจัดการประชุมนี้ที่ประเทศชิลี แต่เมื่อมีปัญหาจึงย้ายมาจัดที่สเปน และผมได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปฎิบัติหน้าที่แทน ส่วนการดำเนินการของส.ป.ก.นั้น เราตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ส.ป.ก.ต้องอธิบาย แต่ในส่วนของกรมป่าไม้ที่มีการบุกรุกนั้นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน” รมว.ทส.กล่าว

ธรรมนัสลั่นต้องเอาผิดตามกฎหมาย

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการ คดี กับ นส. ปารีณา ไกรคุปส์ ว่า ล่าสุดล่าสุด ได้สั่งการให้ทางทีมกฎหมาย สปก. เร่งดำเนินการ ตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติ ของ นส. ปารีณา พบว่า ไม่มีคุณสมบัติ ที่เข้าเงื่อนไขที่จะได้จับการจัดสรรที่ดิน จาก พรบ. ปฏิรูปที่ดิน ของ สปก. เนื่องจากมีอาชีพ เป็น สส. ชัดเจนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทางด้านการเมืองไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจึงขาดเงื่อนไข ความเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเอกสาร ที่ ขอส่งมอบคืน ที่ สน. ปารีณาส่งมา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 62 ที่ผ่านมา นั้นจากการตรวจสอบพบว่า มีเงื่อนไขในการคืนที่มาด้วย จึงให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ประสาน ไปยัง นส. ปารีณา เพื่อทำหนังสือส่งมอบมาใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิ์ภายหลัง โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นแน่นอน

ย้ำชัด’ปารีณา’ขาดคุณสมบัติเกษตร

“ คุณ ปารีณา คิด อย่างไร ผมไม่ทราบเพราะที่ผ่านมาเค้าเข้าใจผิดมาโดยตลอด งเราชัดเจนตามหลักฐานที่มี ว่ากรมป่าไม้ส่งให้เราเมื่อไหร่ เราประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ เมื่อไหร่ ส่วนคุณปารีณาจะมาบอกว่าเค้าเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นสิทธิ์เค้ามันไม่ใช่ มันต้องเอากฎหมาย สปก. เป็นหลัก เค้าไม่มีสิทธิ์ เป็นเกษตรกร เพราะเค้าเป็น สส. ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สภาฯ ไม่ใช่ทำการเกษตรฯสปก. มันชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนเรื่อง การดำเนินคดี ตาม พรบ. ป่าไม้ เป็นส่วนของ ป่าไม้รับผิดชอบ เราในฐานะกำกับดูแลเรื่องการจัดสรรและให้สิทธิแก่เกษตรกร เราต้องดูว่าขอบเขต สปก. ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้างจำไปทำนอกกรอบกฎหมาย สปก. ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นศรย้อนกลับมาหาตัวเอง ส่วนจะดำเนินคดี ร่วมกันอย่างไร ระหว่าง กรมป่าไม้กับ สปก. ผมมอบนโยบายชัดเจนให้ประสานงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ต้องไปดูรายละเอียด ให้ชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

พร้อมลุยยึดคืนที่สปก.นักการเมือง

ในส่วนของบุคคลอื่น ที่มีการครอบครองพื้นที่ สปก. โดยขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะ นักการเมือง นั้น ตนยืนยันว่าระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช. เกษตรฯ ที่ดูแลหน่วยงาน สปก. ไม่ว่า จะเป็น ใครก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่ ของหลวง ถ้าไม่มีคุณสมบัติ ความเป็นเกษตรกร ตามกรอบกฎหมาย สปก. ต้องคืน พื้นที่ ให้กับทาง สปก. ทุกคน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยืนยันว่าทุกคนที่ได้ที่ดิน สปก. มาโดยมิชอบ ต้องคืนพื้นที่ กลับมา เป็นของ สปก. จากนี้ไป ตนมอบให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ไปดำเนินการยึดคืนทั้งหมด โดยจะเริ่มมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตามขั้นตอน เริ่มจากการเจรจา ดีๆโดยไม่ต้อง ใช้บังคับ ตาม ม. 44 หาก ไม่คืน จะต้องใช้ม44 ทั้งหมด ขณะนี้กำลังประสานงานไปยัง ปปช. เพื่อขอข้อมูล ทั้งหมด จากนั้น จะดำเนินการตรวจสอบ ทุกแปลงก่อน ยึดคืน เพื่อ นำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร ผู้ยากไร้ต่อไป

ป่าไม้เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาด่วนทีสุดว่า ที่ดิน 29 แปลง เนื้องที่ 682 ไร่ที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐครอบครองอยู่ โดยเป็นพื้นที่กรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) และส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่พ.ศ. 2554 แล้ว แต่ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธินั้นยังคงถือเป็นที่ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติและพ.ร.บ. ป่าไม้หรือไม่ หากชัดเจนว่า ยังคงเป็นที่ป่าไม้ จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม

โดยกำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดเนื่องจากยังมีความเห็นเป็น2ด้านโดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่งส.ป.ก.ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

อัจฉริยะร้องสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า

บ่ายวันเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำเอกสารหลักฐานการยื่นบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 21 คน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 5 คน และข้าราชการ 4 คน มายื่นให้ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.)และกรมป่าไม้ เพื่อทำการตรวจสอบดินที่ ภบท.5 ในเขตป่าไม้หรือเขตป่าสงวน และที่ดิน ส.ป.ก.ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวครอบครองถูกต้องด้วยกฏหมายหรือไม่

โดยนายอัจฉริยะระบุว่าจำนวนนักการเมืองที่นำมาตรวจสอบวันนี้ มีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นต้น โดยหนึ่งในนั้นคือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ซึ่งครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 จำนวน 120 ไร่ ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่ นักการเมืองบางรายครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 สูงถึงกว่า 300 ไร่

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯระบุว่า การครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถเอาผิดได้นั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของอัยการและศาลซึ่งไม่มีสิทธิทำได้ คดีที่ดิน ส.ป.ก. นั้นเป็นความผิดทางอาญา ไม่สามารถยอมความได้ ที่ผ่านมา มีฎีกาในลักษณะนี้ปรากฎให้เห็นและศาลลงโทษทุกคนที่บุกรุกพื้นที่ป่า แต่เหตุใดทำไมนางสาวปารีณาถึงไม่ถูกดำเนินคดี อีกทั้งปัจจุบันนางสาวปารีณาไม่ใช่เกษตรกร และแม้จะเป็นเกษตรกรก็มีสิทธิครอบครองที่ดินแค่ 50 ไร่เท่านั้น

หากมีการคืนที่ดินก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้ วันที่ 21 ธ.ค. 62 นายอัจฉริยะ จะเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อแจ้งความเอาผิดกับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทั้ง เลขาธิการ ส.ป.ก. เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หลังเข้าไปดำเนินการด้านสาธารณูปโภคและให้ความช่วยเหลือในที่ดินของนางสาวปารีณา

ปปช.ลุยเช็ก13ส.ส.ถือครองที่ ภบท.5

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุว่า ป.ป.ช.ได้เร่งตรวจสอบเรื่องการทุจริต ที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า จะไม่มีสำนวนใดขาดอายุความ จนไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำการทุจริตได้ โดยในส่วนของความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุด และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการ ซึ่งจะมีเวลา 180 วันในการตรวจสอบ แต่เชื่อว่า ป.ป.ช.จะสามารถสรุปสำนวนนี้เสร็จก่อนคดีอาญา ที่น.ส.ปารีณาถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนที่ให้ตรวจสอบ 13 ส.ส. 6 พรรคการเมือง ที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ดินและมีเอกสารภบท.5 นั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และไต่สวนให้เกิดความกระจ่าง

ประธาน ป.ป.ช. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสรรหากรรมการป.ป.ช.อีก 2 ตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ว่า ขณะนี้ปิดรับสมัครตามขั้นตอนของการสรรหาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหาฯ จากนั้นจะอยู่ในที่ประชุมวุฒิสภารับรองเห็นชอบ คาดว่าจะสรรหากรรมการ ป.ป.ช.อีก 2 คนได้ แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ แต่ช่วงระหว่างนี้คณะกรรมการป.ป.ชที่เหลือทั้ง 7 คน ยังดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะมีมติในคดีที่สำคัญๆ โดยไม่ต้องรอให้กรรมการครบทั้ง 9 คน เพราะขณะนี้ก็มีองค์ประชุมครบอยู่แล้ว.

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459152

news_default

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนงานหม่อนไหมว่า งานกรมหม่อนไหม เป็นงานสำคัญมาก เพราะดำเนินตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ กรมหม่อนไหมจึงต้องพัฒนาไหมไทยให้นานาชาติยอมรับให้คนไทยและต่างชาติเห็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย ควรเพิ่มช่องทางจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เน้นความหลากหลายของชนิด ลวดลายและราคา ล่าสุดได้รับการประสานจากการท่าอากาศยานให้นำผ้าไหมไปจำหน่ายในสนามบินทั่วประเทศ

ด้าน นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า แนวทางขยายตลาดผ้าไหมในประเทศนั้น นอกจากกรมฯ จะจัดงานตรานกยูงพระราชทานสืบสานตำนานไหมไทยเป็นประจำทุกปีแล้ว จะเพิ่มจัดตลาดนัดหม่อนไหมในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ส่งเสริมใช้ผ้าไหมเป็นชุดประชุมและรับแขกต่างประเทศ สวมใส่ชุดผ้าไหมในพิธีสำคัญและเทศกาลต่างๆให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐและนักเรียนนักศึกษาสวมใส่ผ้าไหมทุกสัปดาห์ รวมถึงส่งเสริมการออกแบบผ้าไหมให้ร่วมสมัยมาจำหน่ายมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำรายได้ให้ประเทศได้ถึง 12,000 ล้านบาท

ส่วนในต่างประเทศ จะส่งเสริมขยายช่องทางตลาดในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศมุสลิม เป็นต้น โดยเน้นผ้าไหมในตลาดแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงผ้าไหมที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งอาคาร (Home Textile) ตั้งเป้าให้มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิม 800 ล้านบาทต่อปี โดยทั้งในและต่างประเทศนั้นจะเพิ่มการส่งเสริมตลาดนัดออนไลน์โดยให้ส่วนราชการร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นำผลิตภัณฑ์จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ด้วย

และเพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว กรมหม่อนไหมนำงานวิจัยนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ไหมอุตสาหกรรมขึ้นอีก 20% จากเดิมมีผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 4,000 ราย ปริมาณรังไหม 2,800 ตัน มูลค่าสินค้า 500 ล้านบาท เพิ่มจำนวนผู้เลี้ยงไหมเป็น 5,000 ราย ปริมาณรังไหม 3,300 ตัน มูลค่าสินค้า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ จะเพิ่มผู้เลี้ยงไหมอีรี่รือไหมที่ไม่ได้กินใบหม่อนเป็น 2,500 ราย ปริมาณรังไหม 500 ตัน มูลค่าสินค่า 60 ล้านบาท โดยส่งเสริมให้ทำแปลงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตรังไหมต่อไร่เป็น 150 กิโลกรัม เพิ่มผลผลิตเส้นไหม และเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็น 30,000 ไร่

ส่วนการแปรรูป มีเป้าหมายเพิ่มรายได้ขึ้นอีก 20% เป็น 320 ล้านบาท จากกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากใบหม่อน 150 ล้านบาท หม่อนผลสด 150 ล้านบาท และไหม 20 ล้านบาท ซึ่งจะร่วมมือกับภาคเอกชนแปรรูปและจัดจำหน่าย นอกจากนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจะเพิ่มปริมาณผลิตผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน 250,000 เมตร และเพิ่มจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตผ้าไหมในกลุ่มผู้สูงวัยและคนรุ่นใหม่เป็น 10,000 รายต่อไปด้วย

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459243

news_default

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ไม่ถอดใจ เดินหน้าแบน 3 สาร ลุยผลักดันเกษตรปลอดภัยทั้งระบบ สหกรณ์การเกษตรพร้อมใจขึ้นป้าย ไม่ขายสารเคมีอันตรายทางการเกษตร3 ชนิด รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เผยมี บริษัทนำเข้าเร่งระบายสต๊อกทั้งส่งออกไปประเทศที่ 3ทั้งลดแลกแจกแถม ระบุมี 70 บริษัทเอกชนนำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร บางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกหารือผู้เกี่ยวข้องเพื่อวางนโยบายทำเกษตรปลอดภัยทั้งระบบจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค โดยทุกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ พร้อมใจขึ้นป้ายไม่จำหน่ายสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และให้กรมวิชาการเกษตร รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การทำเกษตรผสมผสาน ใช้เครื่องจักรกล ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการเกษตร ทำการเกษตรแบบปราณีต เพื่อเป็นครัวโลก

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้ห้ามนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้เลื่อนแบน กระทรวงเกษตรฯไม่อนุญาตให้นำเข้าแน่นอน โดยเอกชนต้องจัดการเคลียร์สต๊อกให้หมด ถ้าการแบนมีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำเรื่องสต๊อกมาอ้างไม่ได้

“ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีการส่งออกไปประเทศที่ 3 แล้วกว่า 2 พันตัน และทราบว่ามีการจำหน่ายสารแบบลดแลกแจกแถมกันมาก ถ้าจำกัดการใช้ จริงๆต่อไปต้องทราบว่าอยู่ในมือประชาชนเท่าไหร่แล้ว ขายไปให้สวนไหนบ้าง ต้องบอกได้สวนนี้ใช้สารไกลโฟเซต แปะสติกเกอร์ไว้ที่พืชพรรณว่า ผลผลิตตัวนี้ใช้สารอะไร นี่คือการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปสอนเกษตรกรให้ใช้สารเคมี ทั้งที่ต้องเป็นหน้าที่ของบริษัทนำเข้ามาหลายร้อยบริษัท แต่ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯกลับใช้งบไปอบรมเป็น100 ล้านบาท”น.ส.มนัญญา กล่าว

และว่า ช่วง 6 เดือนนี้ ไม่มีการนำเข้าสารไกลโฟเซต แม้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีมติจำกัดการใช้ ก็ไม่อนุญาตนำเข้า เพราะมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีกฎหมาย รับรอง หากออกประกาศเป็นพระราชบัญญัติ คงไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ตอนนี้ไม่นำเข้า ไม่ให้มีในประเทศไทย เพราะถ้าไม่หมดสต็อก ทำอย่างไร ต้องยืดไปอีก 6 เดือนหรือไม่ ไม่ใช่การเกษตรปลอดภัย ฉีดพ่นสารได้ก่อนเก็บเกี่ยว แต่คนกิน จะรู้ได้อย่างไร ว่าสารตกค้างเข้าไปสะสมในร่างกายแล้วเท่าไหร่

น.ส.มนัญญายังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้มีกว่า 70 บริษัท ที่นำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร สำหรับบางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม ในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของเอกชน ที่เจ้าของบริษัทดำเนินธุรกิจ เขารู้อยู่แล้ว แต่ต้องมีศีลธรรมด้วย ขอให้คิดถึงชีวิตคนมากกว่าเงิน

รมช.เกษตรฯยังยืนยันด้วยว่า ไม่ล้มเลิกต่อสู้ยกเลิก 3 สาร ตอนนี้มีกำลังใจส่งมาจากทั่วประเทศ ขนาดเดินซื้อของพนักงานห้าง มาบอกว่าเขาร้องไห้ เห็นข่าวแบนสารไม่สำเร็จ หน่วยงานร่วมมือกันต้องเดินหน้ารณรงค์ สร้างความเข้าใจถึงผลดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก สารชีวภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตได้มากขึ้นด้วย เพราะต้นไม้แข็งแรง ไม่มีแมลงรบกวน ไม่มีโรค จากสภาพดินดี พร้อมเปิดแปลงเกษตรอินทรีย์ มีตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ รองรับผลผลิต ขายราคาไม่แพง มีคุณภาพ ยกเป็นซูเปอร์สหกรณ์ ทุกจังหวัด เช่นสหกรณ์พระนคร ขายกระหล่ำดอกออร์แกนิค 20 บาท อะโวคาโด กล่องละ 60-80 บาท

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459157

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรจังหวัดหนองคายนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอทั้งจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดนิยมนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชาในศาสนาพุทธ อีกทั้งตลาดต้องการสูงโดยเฉพาะดอกดาวเรืองสามารถส่งขายไปยัง สปป.ลาว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สศท.3 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง มีจำนวนสมาชิก 30 ราย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 29 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกดอกดาวเรืองดอกเบญจมาศ และดอกมัม ในพื้นที่ครึ่งงาน ถึง 1 งานซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได้ 1-2 รอบ/ปี โดยดอกดาวเรือง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 34,498 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 2-4 เดือน ให้ดอกตั้งแต่อายุ 2 เดือน นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 979 กก./ไร่ (5-6 หมื่นดอกคละเกรด) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 63 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 27,056 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งจะมีแม่ค้าคนกลาง  มารับซื้อถึงสวนทุกวัน ราคาแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ราคาขายอยู่ที่ 1 บาท/ดอก ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 9 ซม. ราคาขาย 0.6 บาท/ดอกหรือ เกรด C ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 – 7 ซม. ราคา 0.5 บาท/ดอก และขนาดเล็ก ราคา 0.3 – 0.25 บาท/ดอก ทั้งนี้ดอกดาวเรืองเป็นพืชสวนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้น้ำและการตัดดอกขายและจะขายดีในช่วงก่อนถึงวันพระ 1 วัน (วันโกน)

ดอกเบญจมาศ ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 81,739 บาท/ไร่  อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไปให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,584 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 97,477 บาท/ไร่/รอบการผลิต การตัดดอกขายแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 10 ซม. ราคาขาย  อยู่ที่ 75 บาท/กก.ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ราคาขาย 60 บาท/กก.

ดอกมัม ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 69,140 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม เช่นเดียวกับดอกเบญจมาศ นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,443 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 60 – 70  บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 87,803 บาท/ไร่/รอบการผลิต ส่วนใหญ่จะมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนทุกวัน ซึ่งเกษตรกรบางรายที่มีแผงและร้านจำหน่ายดอกไม้ จะนำไม้ดอกมาเพิ่มมูลค่าด้วยการร้อยมาลัยหรือจัดช่อสำหรับไหว้พระ แหล่งขายส่วนใหญ่อยู่ที่หลังวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยราคาขายจะอยู่ที่ 10 บาท/กำ หากขายเป็นพวงมาลัยราคาขาย จะอยู่ที่ 5 – 40 บาท/พวง ซึ่งขึ้นกับขนาดและรูปแบบของมาลัย

นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับที่เกษตรปลูกเพิ่มเติมได้แก่ ใบเตย ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกคัตเตอร์ และดอกสร้อยทอง แสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสินค้าพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยสร้างรายได้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการปลูกไม้ดอกจังหวัดหนองคาย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางขวัญเรือน น้อยเจริญรองประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย โทร. 08-5000-8651

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459155

news_default

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ตอนนี้ผมต้องการจะเลือกบริโภคผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นอยากขอทราบผลดีที่จะเกิดขึ้นในมุมกว้างๆ ด้วยครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจแก่คนทั่วไปด้วยครับ

วิบูลย์ นาคจันทรา

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การใช้สารเคมีการเกษตรอาจเป็นอันตราย อันได้แก่ ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรายาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี (บางอย่าง)และการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรจากแปลงข้างเคียง เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตเกษตรที่ได้มีสารพิษตกค้างปนเปื้อนอย่างมากผลผลิตไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้อัตราการป่วยไข้และเสียชีวิตของประชาชนทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นผลผลิตจากกระบวนทำแบบเกษตรอินทรีย์ จึงมีความปลอดภัยกว่าอาหารที่ปลูกตามแบบเกษตรที่ใช้สารเคมี โดยมีผลดีดังนี้

ปลอดภัยจากสารปรุงแต่งอาหารในการผลิตอาหารแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ มีข้อกำหนดไม่ให้มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูด สารให้สี สารแต่งกลิ่นและรส รวมทั้งกรรมวิธีแปรรูป จะต้องไม่ใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การหมักโดยใช้สารเร่งเนื้อแดง และการฟอกสีให้ขาวเป็นต้น

วิตามินและคุณค่าทางโภชนาการมีการเพาะปลูกที่เป็นธรรมชาติ และเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพที่ดี มีวิตามินและสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางโภชนาการและต่อสุขภาพสูง มีรสชาติที่ดี เพื่อให้คงคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เป็นธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไปที่มีการใช้สารต่างๆ ในการเร่งการเจริญเติบโต ทั้งในพืชและสัตว์

อนุรักษ์ดินและน้ำหลักการสำคัญประการหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของดินและน้ำ เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การไม่เผาตอซัง การป้องกันการชะล้างหน้าดิน การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินเค็มทำให้ทรัพยากรดินได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะต้องใช้ทรัพยากรน้ำอย่างประหยัด ไม่ใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น และต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำที่อยู่ใต้ดิน หรือบริเวณใกล้เคียงปนเปื้อน หรือเสื่อมคุณภาพลง

คืนความหลากหลายทางชีวภาพการไม่ใช้สารเคมีการเกษตร เกษตรอินทรีย์ จึงมีพืชและสัตว์ต่างๆ หลากหลายชนิดมากกว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพืชพรรณพื้นบ้านที่เป็นทั้งอาหาร ยา และไม้ใช้สอย หรือสัตว์ต่างๆ ทั้งที่อยู่ใต้ดิน และบนดิน หรือตามต้นไม้ความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์มีความแน่นอน จากการรบกวนของโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะธรรมชาติควบคุมกันเองอนุรักษ์ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายไปโดยสารเคมีกลับฟื้นคืนดี ทำให้ประชาชนมีอาหารที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด นก เป็นต้น

ราคายุติธรรมการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น เกษตรกรที่ยากจนสามารถปลดเปลื้องหนี้สินให้ลดลงและหมดไปได้ผลผลิตขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตจากการผลิต โดยใช้สารเคมี ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว เพราะดินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรที่ผลผลิตอินทรีย์ จะได้รับการประกันราคาผลผลิต ซึ่งราคาประกันนี้ พิจารณาจากต้นทุนในการผลิตต่างๆ ที่รวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร  ราคาผลผลิตที่ยุติธรรมนี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเกษตรทั่วไป  ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ต่ำ เกิดปัญหาหนี้สิน และยากจน สำหรับผู้บริโภค อาหารจากเกษตรอินทรีย์มีราคาที่ยุติธรรม เพราะเป็นอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูง และดีต่อสิ่งแวดล้อม

แก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าการเกษตร ที่มีสารเคมีที่เป็นพิษเจือปน และถูกประเทศผู้นำเข้าตั้งข้อขีดกั้นที่จะนำเข้าสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย หากปรับเปลี่ยนมาใช้การผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ จะทำให้ประเทศส่งออกสินค้าการเกษตรได้มากขึ้น ทั้งปริมาณและมูลค่า

ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลง ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงได้มาก ประหยัดเงินตราต่างประเทศ และสามารถสร้างงาน และรายได้ในส่วนนี้ให้กับคนไทยที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพ และสารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืชขึ้นทดแทนได้อีกด้วย

ลดภาระงบประมาณของรัฐ ในการดำเนินการควบคุมตามกฎหมาย และตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิตการเกษตรลงได้ คิดเป็นมูลค่าปีละมหาศาล

ลดโลกร้อนการผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมีการเกษตร ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน  ระบบเกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการ ใช้สารเคมีเหล่านี้จึงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า วิธีการจัดการฟาร์มของเกษตรอินทรีย์ ก็ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังช่วยตรึงและเก็บกักคาร์บอน ในรูปของอินทรียวัตถุใต้ดินและบนดิน รวมทั้งในชีวมวลต่างๆ ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกลดลง

ระบบเกษตรอินทรีย์ มีผลดีที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสูตรสำเร็จทางเดียวที่ใช้แก้ไขปัญหาการเกษตรของประเทศเกษตรอินทรีย์เหมาะสมกับบางพื้นที่ของประเทศเท่านั้น ซึ่งต้องมีการสำรวจและทำโซนนิ่งออกมาให้ชัดเจน และส่งเสริมกันอย่างจริงจัง

นาย รัตวิ

APPPCจับมือปราบหนอนข้าวโพด-โรคใบด่างมัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459151

news_default

APPPCจับมือปราบหนอนข้าวโพด-โรคใบด่างมัน

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2562 ประเทศไทยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (APPPC) ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชฯครั้งที่ 31 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบให้กรมวิชาการเกษตรในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม

จากการประชุมดังกล่าว ผู้แทนสมาชิกแต่ละประเทศรายงานสถานการณ์ของประเทศสมาชิกระหว่างปี 2560-2562 ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านกักกันพืช การบริหารจัดการวัตถุอันตรายทางการเกษตร และการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ ซึ่งประเด็นสำคัญที่หารือในการประชุมคือ การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดและโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ศัตรูพืชอุบัติใหม่ของภูมิภาคที่สร้างความเสียหายวงกว้าง ปัจจุบันพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดเกือบทั่วโลกแล้ว ประเทศที่พบการระบาดได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา  เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังพบระบาดที่อินเดีย ศรีลังกาเวียดนาม กัมพูชา จีนตอนใต้ อินโดนีเซีย  และไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อลดการระบาดของศัตรูพืชดังกล่าว

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังรับรองร่างมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าเรื่องแรกของโลกด้านสุขอนามัยพืชเห็นชอบหลักการจัดทำมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ตามแนวทางที่ประเทศไทยเสนอสำหรับใช้ในภูมิภาค โดยไทยจะเป็นผู้นำยกร่างมาตรฐานร่วมกับนิวซีแลนด์ สำหรับแผนงานปี 2563-2564 ด้านกักกันพืชได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรวม 9 กิจกรรม โดยไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดทำร่างมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นลดความเสี่ยงศัตรูพืช สำหรับการค้าเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศ โดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับ มกอช. รับเป็นเจ้าภาพยกร่างมาตรฐาน การประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชฯเป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิกที่จัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อพิจารณาแผนดำเนินการร่วมกัน โดยการประชุมครั้งต่อไปที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของจีน ที่รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งที่ 32 และออสเตรเลียรับเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งที่ 33

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453288

650935

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2562

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

●● มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ร่วมกับมูลนิธิ ควง อภัยวงศ์ จัดมหกรรมประกวดพระเครื่องรายได้สนับสนุนการกุศลของมูลนิธิฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เริ่มรายการก็คึกคักเข้มข้นเลย เพราะขึ้นราคาประมูลขั้นละหนึ่งแสนบาท! ปรมาจารย์ ต้อย เมืองนนท์ เปิดตัวด้วยการมอบพระนาคปรกสนิมแดงให้รณรงค์ โดยมีผู้ประมูล8 แสนบาท…แต่ที่เป็นไฮไลท์สุดคือ ทายาทตระกูลธุรกิจ“สิงห์” สส.จิตภัสร์ กฤดากร มอบพระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์เจ็ดชั้น งดงามสมบูรณ์ระดับแชมป์โลก ประเมินราคาไว้ขั้นต่ำกว่า 8 ล้านบาท ระหว่างนั้นมีการร่วมประมูลกันดุเดือด ในที่สุดกลุ่มธุรกิจ “คิง เพาเวอร์” ได้ไปในราคา 18 ล้านบาท…สาธุ…

●● ผู้คนอ่านข่าวแล้วถึงกับอุทาน “พระเครื่องอะไรถึงได้ตีราคากันองค์ละ50-100 ล้านบาท?” ส่วนคนวงในน่ะรู้กันมานานแล้วว่านี่คือจุดอ่อนที่ทั้งนักการเมืองและผู้ต้องแจ้งทรัพย์สินแก่ทางการ ใช้เป็นช่องทางทำ CUSHION เผื่อไว้สำหรับขยายตัวทรัพย์สินของตนในวันหน้า ล่าสุดมีข่าว ป.ป.ช.เชิญบางท่านที่อยู่ในข่าย เพื่อนำวัตถุมงคลมาทำการตรวจสอบเพิ่มเติม ถึงจุดนี้ยังเป็นเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และการเชิญปัจเจกบุคคลผู้เชี่ยวชาญมาวินิจฉัยก็อาจจะเป็นการสร้างปัญหาแง่มุมใหม่ในอนาคต ดังเราเคยให้คำแนะนำว่าให้ทางการจัดทำเป็นระบบยั่งยืนอย่างยุติธรรมต่อทุกฝ่าย คือการแต่งตั้ง “คณะอนุญาโตตุลาการ” เพื่อทำการตรวจสอบให้ข้อสรุปแก่หน่วยงาน…

●● กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุระพินทร์ จารุดุล นำคณะกรรมการมูลนิธิฯไปถวายพระคัมภีร์ ฉบับภูมิพโลภิกขุ แด่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ 206 รูป เมื่อ 7 พ.ย. ที่ มจร.วังน้อย…กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน “วันภูมิพโลภิกขุ” ประจำปี 2562…

●● สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอเชิญชม คอนเสิร์ตการกุศล “The Golden Hits” เพลงหวานกลางกรุง 8 ธ.ค. 14.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ทีโอที สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ พบกับศิลปินระดับตำนานอาทิ โฉมฉาย อรุณฉาน/ จิตติมา เจือใจ/ รุ่งฤดีแพ่งผ่องใส/วินัย พันธุรักษ์/นัดดา วิยกาญจน์/ศุภชัยผ่องสวัสดิ์/วิภา จันทรกูล/เธียรชัย สุขเที่ยง ร่วมด้วยนักร้องกิตติมศักดิ์ ศิษย์เก่า มช. ขับขานบทเพลงมหาวิทยาลัยฯ เพลงอมตะไพเราะมากมาย รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้ศูนย์สุขภาพเวลเนส เซ็นเตอร์ ลำปาง และสนับสนุนกิจกรรมฉลองวันคืนสู่เหย้า 55 ปี มช. สอบถามรายละเอียดได้ที่ 094-7577978, 064-9546597 line @:amscmualumni…

●● ส่วน งาน 55 ปี รำลึกวันวานราตรีอ่างแก้ว ที่สมาคมนักศึกษา มช.เชียงราย จัดขึ้นนั้นกำหนด วันที่ 16 พ.ย.18.00 น. ณ โรงแรมเวียงอินทร์ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย…

●● ขอแสดงความยินดีกับ วิภาวรรณ วงศ์ดาว ที่ได้รับรางวัลดีเด่น คนดีศรีแผ่นดิน สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2562…

●● สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)มีสถานที่ทำงานอายุใกล้ 50 ปี โดยมีแผนว่าจะทุบสร้างอาคารใหม่กลางปีหน้า ทำให้คนเก่าที่เคยทำงานที่นี่ทราบแล้วใจหาย อาทิ เกษม สนิทวงศ์ฯ สันทัด สมชีวิตา เฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ เทอดขวัญ กำภูฯ เตือนใจ ศงสภาต เป็นต้น…

●● จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลใช้เวลาออกกำลังกายด้วยการเดินวันละหลายกิโลเมตรเบ็ดเสร็จเป็นหมื่นก้าว…น่าเอาอย่างยิ่งนัก…

●● นิศากร โฆษิตรัตน์ ได้สัมผัสชีวิตแบบอีซี่ไลฟ์ตอนไปเที่ยวบุรีรัมย์ เจ้าตัวบอกชอบมากโดยเฉพาะที่ตลาดสด มีของสดๆ จากเรือกสวนไร่นาชาวบ้านมาขายตรงแก่ลูกค้าคุณภาพและราคาน่าอุดหนุน…

●● อนิตาวงศ์ทองศรี นำรูปสมัยที่ผมยังดำดกปรกหน้ามาโชว์บน FB เผยให้เห็นว่า สวยตั้งแต่สาวๆ จนน้องๆ รุ่นหลังๆพร้อมใจกันยกมงให้ แบบไม่มีเงื่อนไข ฐานที่ “งามอมตะนิรันดร์กาล”นั่นไง…

●● ขอชี้แจงแถลงไข จากที่เขียนไปเมื่อวันอังคารก่อน เรื่องมีดังนี้คือ แหล่งข่าวได้ไปเป็นแขกรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารชื่อดัง “CHEF MAN”ที่ รร.EASTIN…อาหารอร่อยดีเลยเขียนเพลินไปนิดว่าร้านได้รับ “MICHELIN-STAR ‹19” ความจริงเขาได้รับแค่คำชมเชยเรื่องวัตถุดิบสด จัดเตรียมดีเท่านั้น แต่สำหรับ THAI CONNOISSEUR ทั่วไปที่ชอบอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง รับรองว่าถูกใจ !!…●●

บารอนเนส

เบลอ วูบ บ่อย…เสี่ยงโรคลมชัก แบบไม่ทันตั้งตัว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453238

news_default

เบลอ วูบ บ่อย…เสี่ยงโรคลมชัก แบบไม่ทันตั้งตัว

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคลมชัก หรือ ลมบ้าหมู ประเภทที่ไม่มีอาการชักเกร็งมากถึง 650,000 คน แต่ได้รับการรักษาน้อยเพียง 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าโรคนี้กำลังเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักหรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้ หากไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคสมองเสื่อมไวและส่งผลให้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชซ้ำซ้อนตามมาได้ถึงร้อยละ 30

แพทย์หญิงรับพร ทักษิณวราจารแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคลมชัก หรือ Epilepsy หรือที่คนไทยเรียกว่า ลมบ้าหมู จัดเป็นโรคของการเจ็บป่วยทางสมองพบได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากพบในผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรคออทิสติกแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีร่างกายแข็งแรงได้อีกด้วย  โดยสาเหตุหลักนั้นเกิดจากเซลล์สมองที่มีนับล้านเซลล์ที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้าและปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน จึงส่งผลให้การควบคุมการทำงานของสมองเสียไปชั่วขณะ  ซึ่งโรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมพันธุ์ ติดเชื้อในสมอง สมองขาดออกซิเจน ดื่มสุรา อุบัติเหตุทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง  หรือเซลล์สมองอยู่ผิดที่ หรือมีเนื้องอกในสมอง

ทั้งนี้ โดยสถิติทั่วโลก มักพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 50 ล้านคน  โดย 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนในประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 1 หรือมีประมาณ 650,000 คน ทั่วประเทศ แต่สถิติการเข้ารับการรักษาพบว่ามีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 10  โดยข้อมูลในปี 2558 มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน  79,385 คน เป็นชาย 49,100 คน หญิง 30,285 คน โดยอาการของโรคลมชัก แบ่งเป็น 2 ลักษณะอาการ คือ 1.อาการชักกระตุกเกร็งไปทั้งตัวคล้ายกับลมบ้าหมู ลักษณะการชักแบบนี้จะเห็นได้ชัดเจน คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและรู้จักว่าโรคลมบ้าหมู  2.อยู่ดีๆ ก็มีอาการแบบเบลอๆ เหม่อลอย ไม่รู้สึกตัวหรือที่เรียกว่า “อาการวูบไปชั่วขณะ” อาจมีตาค้างหรือตาเหลือกด้วยก็ได้ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุ 6-14 ปี อาการของโรคลมชักชนิดนี้ คนไทยยังรู้จักน้อยมาก และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการวูบหรือเป็นลมทั่วไป จึงไม่ไปรับการรักษาอย่างทันท่วงที

ดังนั้น หากมีอาการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นใน 2 ลักษณะอาการ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักให้เร็วที่สุดและให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น หากอาการชักเกิดจากคลื่นสมองผิดปกติทั่วไป จะให้การรักษาด้วยยา เพื่อควบคุมอาการชัก โดยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย หากเกิดจากเนื้องอกในสมอง อาจใช้วิธีการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก แต่หากผู้ที่มีอาการชักได้รับการรักษาเร็ว โดยเฉพาะหลังจากมีอาการครั้งแรกจะมีโอกาสหายขาดได้สูง และสามารถกลับมาเรียนหนังสือ หรือทำงานได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาก็จะมีอาการชักบ่อย บางรายอาจเกิดเป็นชุดๆ หรือเกิดตลอดวันก็ได้ จะมีผลเสียที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะการชักแบบลมบ้าหมู อาจทำให้เซลล์สมองตาย และทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ ร้อยละ 30 ส่งผลทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาได้ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบแบบไม่ทันตั้งตัว

การรักษาโรคลมชัก ผู้ป่วยจะต้องยึดหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ การรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดยาเอง และไม่ลดจำนวนยาเอง ต้องใช้เวลารักษาไม่ต่ำ
กว่า 2 ปี จึงจะควบคุมอาการชักที่ได้ผลดีโดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับลดหรือหยุดยาให้เอง โดยผู้ป่วยประมาณกว่าร้อยละ 70จะมีโอกาสหายขาดได้  ส่วนอีกร้อยละ 30 มีอาการดีขึ้น แม้ไม่หายชักทั้งหมดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก จะมีความเสี่ยงเสียชีวิตได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป 2-3 เท่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีอาการชัก ประชาชนผู้ที่พบเห็น ต้องตั้งสติให้ดี ระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการชัก ไม่สำลักน้ำลายหรืออาหาร  โดยให้จับศีรษะและลำตัวตะแคงไปด้านข้าง และดูแลไม่ให้มีสิ่งของที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากระทบกับผู้ป่วยโดยตรง เช่น กาน้ำร้อน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นของแข็ง เพื่อไม่ให้แขนขาของผู้ป่วยมากระแทก หากเป็นไปได้ ให้บันทึกภาพเคลื่อนไหวของอาการชักที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปให้แพทย์วินิจฉัยแยกอาการชักจากโรคลมชักกับโรคอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเหลือแพทย์ในการวินิจฉัยหาแนวทางการรักษาได้อีกด้วย

เนรมิตสวนสวรรค์แห่งดอกไม้กลางกรุง อลังการฉลอง 6 รอบ 72 ปี เซ็นทรัล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453254

เนรมิตสวนสวรรค์แห่งดอกไม้กลางกรุง อลังการฉลอง 6 รอบ 72 ปี เซ็นทรัล

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ห้างเซ็นทรัล ฉลองครบ 6 รอบ 72 ปี จัดงาน “Central Anniversary2019” (เซ็นทรัล แอนนิเวอร์ซารี) เนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้เป็นสวนสวรรค์แห่งพฤกษานานาพันธุ์ ตระการตาด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันบานสะพรั่งนับล้านดอก ในคอนเซ็ปต์ “มนต์เสน่ห์แห่งดวงดาวและเหล่าพันธุ์ไม้สีเหลืองหายากที่ตราตรึง” พร้อมกิจกรรมหลากหลายและความอร่อยจากเมนูดอกไม้ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน2562

เริ่มต้นที่ ห้างเซ็นทรัลชิดลมชั้น 1 สะดุดตากับดอกทิวลิปสีเหลือง กว่าหมื่นดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาลตลอดโถงของชั้น ตื่นตากับไฮไลท์ “บันไดแห่งสรวงสวรรค์” เปรียบเสมือนเป็นบันไดของสมมุติเทพที่ลงมาโปรดมวลประชากรให้อยู่เย็นเป็นสุข นอกจากนี้ ยังมี ดอกแดฟโฟเดลและแชนเดอร์เลียจากเส้นไหมสีเหลืองสว่างไสว ความยาวรวมกว่า 100,000 เมตร นำมาร่วมประดับตกแต่งเหลืองอร่ามสวยงาม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนบริเวณโถงเปียโนตกแต่งในธีมสวนอันร่มรื่น มีน้ำพุโดดเด่นอยู่ตรงกลางพร้อมดอกบัวหลากสีสวย

ชั้น 2 แผนกสตรี พบกับสวนดอกไม้ยักษ์ สร้างสรรค์จากรากกล้วยไม้ที่นำมาทำเป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ แซมด้วยดอกไม้โทนสีพาสเทลอย่างสวยงาม ชั้น 3
แผนกวัยรุ่น สร้างความแปลกตาและมุมมองใหม่ ด้วยการจำลองภาพสะท้อนของดอกไม้ เสมือนว่าคุณกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกระจกเงา นอกจากนี้ ยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการจัดดอกไม้แบบคลุกสีเพื่อสร้างสีสันความวาไรตี้และความหลากหลายให้แก่ชั้นนี้ชั้น 4 แผนกบุรุษ สอดคล้องกับแผนกบุรุษด้วยแผ่นเหล็กติดสนิมที่แสดงถึงความเท่ มีสไตล์ ประดับตกแต่งด้วยเหล่าสัตว์ที่มีความหมายดี ได้แก่ นกเงือก แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ สิงโต แสดงถึงความมีพลัง อำนาจ ความกล้า ความเป็นผู้นำ กวาง แสดงถึงความใจดี มีเมตตา และนกฮูก แสดงถึงความฉลาด ความแสนรู้

ชั้น 5 แผนกโฮม ได้แรงบันดาลใจจากสวนในบ้านที่มองออกมาจากบานประตูและหน้าต่าง จึงเป็นที่มาของโครงสร้างของบานประตูใหญ่สีเขียวประดับด้วยดอกไม้
สีขาว ชมพู และม่วง และชั้น 6 แผนกเด็กตื่นตะลึงกับเหล่าสัตว์ใหญ่แสนน่ารัก อย่าง ยีราฟ ฮิปโป และช้าง ที่ล่องลอยเหนือก้อนเมฆสีขาวนวลลายล้อมด้วยลูกโป่งสีสันสดใสประดับด้วยดอกไม้หลากสีไว้ต้อนรับคุณหนูๆ ปิดท้ายที่ THAITHAI พื้นที่สร้างสรรค์ของแบรนด์ไทยดีไซเนอร์บนชั้น 2 ห้างเซ็นทรัลชิดลม พบกับ Sakura Taste ให้ได้ลิ้มรสความอร่อยกับ 2 เมนูพิเศษจาก Brown Café ที่สร้างสรรค์เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ต่อกันที่ทางบริเวณเชื่อม ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 ตื่นตาตื่นใจกับ The Cherry Blossom Forest อุโมงค์ดอกซากุระอินเตอร์แอ๊กทีฟ พร้อมโปรยปรายลงมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง สร้างมิติความสวยงามเสมือนอยู่ท่ามกลางสวนซากุระให้ได้ถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก เดอะ บัลโคนี ชั้น 2 ต่อเนื่องจากสีชมพูของดอกซากุระเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด The Pink Chamber อิ่มเอมไปกับบรรยากาศอบอุ่นในห้องดอกไม้สีชมพูประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ตกแต่งในสไตล์อิเคบานะ(Ikebana) ศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นและอุโมงค์ดอกไม้สีชมพู ชั้น 5 : Pink Market พบกับตลาดที่รวบรวมสินค้าเกี่ยวกับดอกไม้มาไว้ให้ได้เลือกสรรอย่างจุใจ อาทิ ร้านขายต้นไม้ อุปกรณ์เครื่องครัวลายดอกไม้ ผ้าพันคอลายดอกไม้ เสื้อผ้าลายดอกไม้ ฯลฯ และร่วมบริจาคสมทบทุนในโครงการ Pink Park Village (บ้านพิงพัก)ของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ชั้น 6 Open Market สนุกไปกับการเลือกซื้อสินค้ามากมายที่รวบรวมร้านค้ามากกว่า 20 ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และสินค้าจากไอเดียแปลกใหม่ ให้คุณได้เลือกซื้อตามใจชอบ

สำหรับนักชิมห้ามพลาด เมนูอาหารดอกไม้ ที่ Eathai (อีทไทย) ชั้น LGศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กับงาน“A Floral Taste Celebration” อิ่มอร่อยกับร้านอาหารดังที่มาร่วมออกร้านมากมายเช่นเคย ต่อเนื่องกับเมนูดอกไม้ที่ ฟู้ดลอฟท์ (Foodloft) ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ในงาน “Sakura Sensations” มาพร้อมหลากหลายเมนูเครื่องดื่มและของหวานสุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกซากุระ มาให้ลิ้มรสความอร่อยไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ร้าน PEPPINA ในโซน Open House ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ยังเสิร์ฟเมนูพิเศษสไตล์อิตาเลียน ที่เชฟร่วมสร้างสรรค์มาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ เมนู Fiori Del Mare Pizza พิซซ่าสไตล์นโปเลียนแท้ๆ ที่เชฟตั้งใจออกแบบมาเป็นรูปทรงดอกไม้ และ Purple Risotto เมนูข้าวสไตล์อิตาเลียนผสมผสานกับดอกอัญชันสีสันสวยงาม

เปิดตัว ‘เกรซ นรินทร’ ในชุดราตรี พร้อมเฉิดฉายบนเวทีโลก ‘มิสเวิลด์ 2019’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453272

เปิดตัว ‘เกรซ นรินทร’ ในชุดราตรี พร้อมเฉิดฉายบนเวทีโลก ‘มิสเวิลด์ 2019’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.51 น.

11 พฤศจิกายน 2562 ที่อาคารมาลีนนท์  ได้จัดแถลงข่าวการเตรียมความพร้อม “เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ” มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 สาวงามตัวแทนประเทศไทยที่จะเดินทางไปประกวดเวทีระดับโลก “มิสเวิลด์ 2019” ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ


โดย “ชุดราตรี” ที่  “เกรซ นรินทร” ได้ใส่ยลโฉมให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพนั้น ถูกออกแบบและตัดเย็บโดยคุณวุฒิชัย แก้วหล้า ห้องเสื้ออันคุนิยะ  ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานความเป็นไทยสู่สากลอย่างลงตัวเรียงร้อยผ่านศาสตร์และศิลป์ ด้วยงานปักแบบงาน “โขน”

ซึ่งจะสื่อถึงวรรณกรรมของไทย ด้วยเทคนิคการปักแบบราชสำนักโบราณที่ยังคงตราตรึงในประวัติศาสตร์ไทย  ให้ออกมาสวยงามทันสมัยแบบสากลกับโครงชุดหลักแบบเกาะอกทรงสอบ ปักลวดลายแบบไทยประยุกต์  โดยตัวชุดจะเป็นพื้นผ้าไหมแบบบาง แล้วเสริมด้วยเพชรและอัญมณีต่างๆ ดูงามเลอค่าและชวนผู้คนที่เห็นต้องหลงใหลกันเลยทีเดียว