ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

16 พฤษภาคม 2562 – 09:40 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์,รักแผ่นดิน,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 9,437 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

เสร็จศึกชิงหัวหน้าพรรค ที่ลงเอยด้วยการมีมติให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นผู้นำคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ในรอบ 73 ปี

ภารกิจเร่งด่วนสำคัญ คือการตัดสินใจของหัวหน้าและกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

ภารกิจเร่งด่วนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คือการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล

แม้คำตอบจะคาดหมายได้ว่า ท้ายที่สุด ประชาธิปัตย์ อาจจะตัดสินใจเข้าร่วมเพราะเป็นตัวแปรสำคัญ หากคิดแบบ “ทารกทางการเมือง” เป็นฝ่ายค้านอิสระ รังแต่จะทำให้ประเทศเข้าสู่ทางตัน และเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ประชาธิปัตย์จะกลายเป็น “จำเลย”ทางการเมือง

แต่ให้ดูลีลา หรือจังหวะก้าวทางการเมืองต่อการเข้าร่วมของประชาธิปัตย์ ที่จะร่วมรัฐบาล จะต้องมีเงื่อนไขที่มิใช่เรื่องการต่อรอง “ตำแหน่ง”ทางการเมือง เพราะนั่น “ธรรมดาเกินไป” สำหรับพรรคเก่าแก่ทางการเมืองที่สุดซึ่งมีนักการเมือง “ชั้นเซียน” อยู่เต็มพรรค

จะเป็นการเข้าร่วมที่พร้อม “ถอนตัว”ตลอดเวลา หากไม่ทำตามสัญญาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไข ต้องจัดการไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลใหม่ ซึ่งเคยเป็นเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ประกาศถอนตัวในรัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ของรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2533 มาแล้ว

หรืออาจมีการขอสัตยาบันต่อกัน ในการ “แก้รัฐธรรมนูญ 2560” ซึ่งถูกวิจารณ์มากว่า มีหลายจุดที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” แลกกับ “ความชอบธรรม” ที่ประชาธิปัตย์จะสามารถอธิบายกับแฟนคลับที่เหลืออยู่ 3.9 ล้านเสียง และฟื้นฟูกอบกู้ศรัทธาพรรคกลับคืนมา

แต่การอยู่ข้างนอก เป็นฝ่ายค้านอิสระ “ดีแต่พูด”ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ไม่ได้กอบกู้ภาพลักษณ์ “เก่งแค่ปาก” ทำงานไม่เป็น ที่ถูกตีตราไว้อย่างยาวนานได้

“ฝ่ายค้านอิสระ” คือ “วาทกรรม” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นของกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” ทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

15 พฤษภาคม 2562 – 12:45 น.
สมาชิกวุฒิสภา
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

1.พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา 2.นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 3.พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.นายกษิดิศ อาชวคุณ 6.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา 7.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 8.นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ 9.นายกิตติ วะสีนนท์ 10.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ 11.นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา 12.นายเกียว แก้วสุทอ 13.นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 14.นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ 15.นายคำนูณ สิทธิสมาน 16.นายจเด็จ อินสว่าง 17.นายจรินทร์ จักกะพาก 18.พล.ท.จเรศักณิ์ อานุภาพ 19.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา 20.พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง 21.นางจินตนา ชัยยวรรณาการ 22.นายจิรชัย มูลทองโร่ย 23.นางจิรดา สงฆ์ประชา 24.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ 25.พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ

26.นายเจตน์ ศิรธรานนท์ 27.นายเจน นำชัยศิริ 28.นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร 29.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข 30.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 31.นายเฉลา พวงมาลัย 32.พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม 33.นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ 34.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน 35.นายเฉลียว เกาะแก้ว 36.นายชยุต สืบตระกูล 37.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ 38.นายชลิต แก้วจินดา 39.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 40.พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 41.พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร 42.นายชาญวิทย์ ผลชีวิน 43.พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ 44.พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ 45.พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ 46.พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย 47.ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ 48.นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ 49.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 50.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน

51.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย 52.นายณรงค์ รัตนานุกูล 53.นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ 54.นายณรงค์ อ่อนสอาด 55.พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ 56.พล.อ.ดนัย มีชูเวท 57.นางดวงพร รอดพยาธิ์ 58.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 59.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 60.นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย 61.พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา 62.พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย 63.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง 64.นายตวง อันทะไชย 65.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช 66.นายถนัด มานะพันธุ์นิยม 67.นายถวิล เปลี่ยนศรี 68.นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล 69.พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ 70. นายทรงเดช เสมอคำ 71.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม 72.นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี 73.นางทัศนา ยุวานนท์ 74.ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ 75.พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์

76.พล.อ.ธงชัย สาระสุข 77.พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร 78.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร 79.นายธานี สุโชดายน 80.นายธานี อ่อนละเอียด 81.พล.อ.ธีรเดช มีเพียร 82.นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ 83.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา 84.พล.อ.นพดล อินทปัญญา 85.พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ 86.นายนิพนธ์ นาคสมภพ 87.พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน 88.นางนิสดารก์ เวชยานนท์ 89.นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง 90.นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 91.นายบรรชา พงศ์อายุกูล 92.พล.อ.บุญธรรม โอริส 93.นายบุญมี สุระโคตร 94.นายบุญส่ง ไข่เกษ 95.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ 96.นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ 97.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล 98.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง 99.นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม 100.นางประภาศรี สุฉันทบุตร

101.นายประมนต์ สุธีวงศ์ 102.นายประมาณ สว่างญาติ 103.ร.อ.ประยุทธ เสาวคนธ์ 104.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ 105.พล.อ.ประสาท สุขเกษตร 106.นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ 107.พล.ต.ต.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ 108.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา 109.นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ 110.นายปัญญา งานเลิศ 111.พล.อ.ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ 112.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 113.น.ส.ปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม 114.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ 115.พล.อ.โปฎก บุนนาค 116.นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ 117.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ 118.พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี 119.นายพรเพชร วิชิตชลชัย 120.นายพลเดช ปิ่นประทีป 121.พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป 122.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 123.นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ 124.นายพิทักษ์ ไชยเจริญ 125.พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์

126.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 127.พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก 128.พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร 129.นายพีระศักดิ์ พอจิต 130.นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง 131.พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ 132.นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา 133.นายไพโรจน์ พ่วงทอง 134.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 135.น.ส.ภัทรา วรามิตร 136.นายภาณุ อุทัยรัตน์ 137.นายมณเฑียร บุญตัน 138.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร 139.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 140.พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ 141.พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ 142.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 143.พ.ต.อ.ยุทธกร วงเวียน 144.นายยุทธนา ทัพเจริญ 145.นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 146.นายระวี รุ่งเรือง 147.น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร 148.นายลักษณ์ วจนานวัช 149.พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ 150.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช

151.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ 152.ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี 153.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร 154.นางวรารัตน์ อติแพทย์ 155.พล.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ 156.พล.อ.วลิต โรจนภักดี 157.พล.อ.วสันต์ สุริยมงคล 158.พล.อ.วัฒนา สรรพานิช 159.นายวันชัย สอนศิริ 160.นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 161.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ 162.นายวิทยา ผิวผ่อง 163.พล.อ.วินัย สร้างสุขดี 164.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ 165.น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ 166.นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์ 167.น.ส.วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ 168.นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร 169.นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ 170.นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล 171.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ 172.นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน 173.พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล 174.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 175.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล

176.นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย 177.นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร 178.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง 179.พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร 180.นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา 181.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ 182.นายศุภชัย สมเจริญ 183.พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ 184.พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ 185.พล.อ.สกล ชื่นตระกูล 186.ม.ล.สกุล มาลากุล 187.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 188.พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา 189.พล.อ.สนธยา ศรีเจริญ 190.พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ 191.นายสม จาตุศรีพิทักษ์ 192.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม 193.นายสมชาย ชาญณรงค์กุล 194.นายสมชาย เสียงหลาย 195.นายสมชาย แสวงการ 196.นายสมชาย หาญหิรัญ 197.นายสมเดช นิลพันธุ์ 198.พล.ต.ท.สมบัติ มิลินทจินดา 199.นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ 200.นายสมพล เกียรติไพบูลย์

201.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 202.พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข 203.พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ 204.พล.อ.สราวุฒิ ชลออยู่ 205.นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ 206.พล.อ.สสิน ทองภักดี 207.นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 208.นายสัญชัย จุลมนต์ 209.นายสาธิต เหล่าสุวรรณ 201.นายสำราญ ครรชิต 211.พล.อ.สำเริง ศิวาดำรงค์ 212.พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร 213.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 214.นายสุชัย บุตรสาระ 215.นายสุธี มากบุญ 216.นางสุนี จึงวิโรจน์ 217.นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล 218.นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย 219.พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ 220.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 221.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ 222.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ 223.นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง 224.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ 225.นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์

226.นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ 227.นายเสรี สุวรรณภานนท์ 228.พล.อ. อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ 229.พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ 230.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว 231.พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ 232.นายอนุมัติ อาหมัด 233.นายอนุศักดิ์ คงมาลัย 234.นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 235.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ 236.พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ 237.นายอมร นิลเปรม 238.นายออน กาจกระโทก 239.พล.อ.อักษรา เกิดผล 240.นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ 241.พล.อ. อาชาไนย ศรีสุข 242.พล.ท.อำพน ชูประทุม 243.นายอำพล จินดาวัฒนะ 244.พล.ร.อ.อิทธิคมน์ ภมรสูต 245.นายอุดม คชินทร 246.นายอุดม วรัญญูรัฐ 247.พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ 248.นายอุปกิต ปาจรียางกูร 249.พล.อ.อู้ด เบื้องบน 250.พล.ต.โอสถ ภาวิไล

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

15 พฤษภาคม 2562 – 10:57 น.
สว,สส,สมาชิกวุฒิสภา,คสช,สภาสูง,สภาล่าง,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,มณเฑียร สงฆ์ประชา,นันทนา สงฆ์ประชา
เปิดอ่าน 3,469 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 พ.ค.2562

*******************

ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อมีการประกาศรายชื่อ ส.ว.แต่งตั้งจำนวน 250 คน เพราะส่วนใหญ่เป็นบุคคลในเครือข่าย คสช. และจะมีสาย “นักเลือกตั้ง” แทรกเข้ามาบ้างในสัดส่วนที่น้อยนิด

อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.เลือกตั้ง ที่หลุดเข้ามาอยู่ในสภาสูงเที่ยวนี้ มาจากกระบวนการคัดเลือก ส.ว.ทั่วประเทศ ที่เป็นการเลือกกันเองจากผู้สมัคร 10 กลุ่มอาชีพ โดย คสช.เป็นผู้เคาะรายชื่อในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตามในแวดวงการเมืองรู้ดีว่ามีอดีต สนช.กี่คน ที่แอบหนุนผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และได้รับแต่งตั้งกลับมาเป็น ส.ว.อีกครั้ง

ทายาท “เจ้าพ่อหันคา”

ส.ว.หญิงป้ายแดงที่คนรู้จักมากหน่อย เพราะนามสกุล “สงฆ์ประชา” นั่นคือ “จิรดา สงฆ์ประชา” อดีตนายก อบจ.ชัยนาท

“จิรดา” เป็นบุตรสาวของบุญธง สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท ที่มีฐานธุรกิจอยู่ใน ต.ไพรนกยูง อ.หันคา โดยบุญธงเป็นส.จ.ครั้งแรกปี 2490 ก่อนจะได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2526 และสร้างฐานมวลชนไว้แน่น จนได้ฉายา “เจ้าพ่อหันคา”

จิรดา สงฆ์ประชา

“เจ๊อ้อย” จิรดา เป็นพี่สาวใหญ่ ดูแลกงสีบริษัทธงไทยหันคา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบุญธง และเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชัยนาท 2 สมัย

          เลือกตั้ง 2562 “แดง ชัยนาท” มณเฑียร สงฆ์ประชา น้องชายจิรดา ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ชัยนาท สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อีกสมัย คู่กับ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย เขต 1

มณเฑียร สงฆ์ประชา

ส่วน “มันแกว” นันทนา สงฆ์ประชา แยกทางไปเป็นเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคนี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่งคือ สมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรค

นันทนา สงฆ์ประชา

วันก่อน นันทนา สงฆ์ประชา เพิ่งพาสมเกียรติไปร่วมแถลงข่าว 11 พรรคเล็กหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          สรุปว่าตระกูลสงฆ์ประชา พี่สาวอยู่สภาสูง น้องชายอยู่สภาล่าง และน้องสาวอีกคนกำกับพรรคจิ๋วหนุนลุงตู่

 ลูกสาว “เจ้าพ่อโรงสี”

เห็นรายชื่อผู้สมัครส.ว. กลุ่มอุตสาหกรรม/เอสเอ็มอี/การท่องเที่ยว ที่หลุดเข้ามาสภาสูงอีกรายหนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “อ้อ” ภัทรา วรามิตร อดีตส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทยนั่นเอง

ภัทรา วรามิตร

ภัทรา วรามิตร เป็นบุตรสาวของสมบัติ วรามิตร อดีต ส.ว.กาฬสินธุ์ และชะม้อย วรามิตร อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

         ตระกูล “วรามิตร” เป็นเจ้าของธุรกิจโรงสีข้าวใหญ่ใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่ “อ้อ ภัทรา” ย้ายค่ายจากเครือข่ายทักษิณ ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก็สอบตกทั้งในสีเสื้อพรรคชาติไทย และพรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง 2562 ตระกูลวรามิตร ส่ง “โด่ง” ชานุวัฒน์ วรามิตร ลูกชายคนโตลงสมัครส.ส.เขต 2 กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ แต่ก็พ่ายแชมป์เก่า

          แม้พี่ชายจะชวดเข้าสภาล่างแต่น้องสาวก็ได้รับเลือกเป็น ส.ว.สมใจป้าชะม้อย

สายนักการเมืองเก่า

นักแต่งตั้งป้ายแดงอีกส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มอดีต ส.ว.เลือกตั้ง เริ่มจาก “พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์” อดีตส.ว.พิษณุโลก เป็นบุตรสาวของโกศล ไกรฤกษ์ และเป็นพี่สาวของจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

“บุญส่ง ไข่เกษ” อดีตส.ว.ตราด ปี 2549 และเคยเป็น ส.ส.ตราด ปี 2544 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

“อมร นิลเปรม” เป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรก ปี 2543 โดยเข้าสภาสูงในฐานะส.ว.อุบลราชธานี ซึ่งตระกูลนิลเปรม ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและเล่นการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน

อมร นิลเปรม

ญาติของอมร คือ อดุลย์ นิลเปรม ก็เคยลงสมัคร ส.ส.อุบลฯ ตั้งแต่สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน จนมาถึงพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็สอบตก

“สุรสิทธิ์ ตรีทอง” อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายก อบจ.แม่ฮ่องสอน และเป็นหลานชายของบุญชู ตรีทอง อดีต ส.ส.ลำปาง

อดุลย์ นิลเปรม

บังเอิญกลางปีที่แล้วกลุ่มสามมิตรเคยเปิดตัวสุรสิทธิ์ ตรีทอง ในนามตัวแทนของพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไปสมัคร ส.ว. โดยมี ปัญญา จีนาคำ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน 5 สมัย ลงสนามและได้รับชัยชนะ

เปรียบเทียบจำนวน ส.ว.แต่งตั้ง ที่มาจากนักการเมืองเก่านั้น มีจำนวนแค่หยิบมือเดียวท่ามกลางนักแต่งตั้งขาประจำหลายร้อยคน

เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

15 พฤษภาคม 2562 – 10:30 น.
ชิงขั้วตั้งรัฐบาล,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,อนุทิน ชาญวีรกุล,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,ภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 16,667 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

การชิงขั้วตั้งรัฐบาลจากนี้ไปนั้น การขับเคี่ยวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในทางการเมืองนั้น ลุงตู่กับพลังประชารัฐยังคุมเกมได้เหนือกว่าขั้วต้านลุงตู่นิดๆ แต่ต้องรอแน่ๆ ว่าจะไปกันทางไหนในช่วงวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นไป

บิ๊กเนมในค่ายเพื่อไทยยอมรับว่ายามนี้ขั้วต้านลุงตู่เปิดทุกเงื่อนไขให้พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินมาร่วมงาน และจะไม่ต่อรองใดๆ ขอเพียงว่าอย่าไปแตะมือกับขั้วหนุนลุงตู่เท่านั้น

“หากได้สองพรรคจะดีที่สุด อย่างน้อยได้พรรคใดพรรคหนึ่งมา จบ” บิ๊กเนมค่ายยักษ์ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ระบุถึงความหวังในการเตะตัดขาสกัดความหวังของพลังประชารัฐ แม้จะยากยิ่งในความจริง…

เกมนี้ไฟเขียวต้องได้รับอนุมัติจากคนไกลบ้านเสียก่อนจึงจะเคลื่อนได้ และท่าทีตอนนี้จากคนไกลบ้านคล้ายว่าต้องกลืนเลือดยอมเสียเนื้อชิ้นโตให้คู่แค้นวันวาน ซึ่งลูกทีมของคนไกลบ้านไปกล่อมเจ้านายว่า แม้จะต้องยอมเสียไป แต่มันดีกว่าจะยื่นให้คู่แข่งในวันนี้มิใช่หรือ…

แว่วว่า…ดีลนี้บิ๊กเนมในเพื่อไทยยิงข้อเสนอไปยังแกนนำสองพรรคข้างต้น โดย “ประชาธิปัตย์” นั้นมีการประสานไปยังผู้ใหญ่คนหนึ่งในพรรคที่หลายคนยังนับถือ แต่พรรคสีฟ้านี้รายละเอียดในการมาแตะมือกับเพื่อไทยค่อนข้างยากมากที่สุด เพราะระบอบทักษิณที่พรรคสีฟ้าสู้กันมาในช่วงสิบปีเศษนั้น อยู่ๆ จะให้เลี้ยวกลับไปแตะมือแบบไร้เหตุผลที่จะชี้แจงต่อสังคมให้คลายข้องใจมันก็ยากอยู่

แม้กระทั่งให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็น สร.1 เจ้าภาพโต๊ะจีนที่ชื่อว่าเพื่อไทยก็ยินยอม…

อย่าลืมว่าศึกในของ ปชป.นั้นใช่ย่อย เพราะสี่แคนดิเดตที่สมัครเป็นหัวหน้าพรรคนั้น เงื่อนไขของแต่ละคนในการไปแตะมือกับใครในการตั้งรัฐบาลก็มีมากอยู่…แม้ตอนนี้จะเหลือแค่สองชีวิตแล้วที่มีลุ้นว่าใครจะนั่งประมุขพรรคต่อจาก “เดอะ มาร์ค” โดยหนึ่งในนั้นเพื่อไทยมองว่าง่ายกว่าอีกคนหนึ่งหากจะได้ทำหน้าที่กุมบังเหียนพรรคสีฟ้า

แต่ในความจริงมันยากยิ่งนักที่เพื่อไทยจะสมหวังกับพรรคสีฟ้า

ขณะที่ “ภูมิใจไทย” นั้น ทราบว่า คนโตแดนอีสานใต้เป็นคนคุมเกมต่อรองด้วยตัวเอง โดยที่เสี่ยหนูแทบไม่มีบทบาทใดๆ ในการร่วมเคาะสูตรฟอร์มรัฐบาล ซึ่งเพื่อไทยหวังว่าอำนาจเต็มที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือไว้ตามกฎหมายนั้นจะพลิกไปคนละมุมจากที่คนโตแดนอีสานใต้วางไว้ในช่วงท้าย

พรรคสีน้ำเงินนั้นรู้กันดีว่าคนโตแดนอีสานใต้คือผู้จัดการตัวจริงของพรรคนี้ รายชื่อว่าที่เสนาบดีจากภูมิใจไทยนั้น คนโตแดนอีสานใต้จะเป็นคนเคาะว่าใครเหมาะสมไปทำอะไร เงื่อนไขนี้เองที่เพื่อไทยมองว่ามันคือรอยปริที่เสี่ยหนูอาจยอมหักดิบกับคนโตแดนอีสานใต้ และหวังว่าสัมพันธ์ที่เสี่ยหนูมีไว้กับคนไกลบ้านนั้นจะยังพันผูกและยอมมาร่วมงาน

แต่มันก็ยากยิ่งเช่นกัน เพราะหากหักดิบแบบนั้นรับรองเลยว่า เร็ววันนี้เสี่ยหนูโดนคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งที่หนึ่งบุรีรัมย์ แบบไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้

แม้แต่การจ่อดูดงูเห่าจากอาคารปานศรี เพราะคนในเพื่อไทยรู้ดีว่าสารพัดก๊กในพลังประชารัฐนั้นต่างทวงโควตาหลักกันแล้ว และบางคนส่อแววว่าไม่ได้ดั่งหวัง โดยเริ่มที่เกมชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีการชิงดำระหว่าง วิรัช รัตนเศรษฐกับ สุชาติ ตันเจริญ นั้น เรตราคาต่อรองในช่วงนี้แว่วว่าพ่อมดดำยังตามหลังผักสวนครัว โดยเพื่อไทยก็พร้อมที่จะตลบหลังหนุนคนที่พ่ายเกมนี้ของ พปชร. รวมทั้งยังหวังไปดูดคนใน พปชร. ที่น่าจะพลาดเก้าอี้ รมต.ด้วย โดยให้เจ้าตัวเลือกเลยว่าอยากทำงานตรงไหน เพื่อไทยพร้อมเต็มที่

ดีลทั้งหมดนี้เพื่อไทยคงรู้ว่า หากใครบางคนยินยอมหนุนลุงตู่อาจไม่สมหวังเพราะลุงตู่จะคอนโทรลทุกอย่างด้วยตัวเอง ธรรมชาติของคนการเมืองนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอมเท่าใดนักหากต้องทำงานในแนวทางนี้ เพื่อไทยน่าจับจุดนี้ออกจึงเปิดดีลดังกล่าวออกมา

การเคลื่อนเกมแบบนี้คล้ายว่าเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเลี้ยงโต๊ะจีนโดยให้แขกรับเชิญ โดยเฉพาะแขกระดับสุดพิเศษที่ใส่เสื้อสีฟ้าและสีน้ำเงิน รวมทั้งบางชีวิตจากย่านรัชโยธิน สั่งอาหารสุดหรูด้วยตัวเองแบบไม่มีข้อจำกัด ขอเพียงว่าอย่าไปกินโต๊ะกับอีกขั้วหนึ่งเป็นพอ

โต๊ะจีนที่เพื่อไทยเป็นเจ้าภาพซึ่งไร้เมนู หากแต่แขกรับเชิญที่จะมาเยือน หวังที่จะชิมลิ้มรสสิ่งใดใต้หล้า เจ้าภาพจะเร่งสรรหามาให้ได้สัมผัสแบบสุดพิเศษ

ขอเพียงว่าแขกรับเชิญต้องมาตามเทียบเชิญ…เป็นพอ

แต่แลซ้ายชำเลืองขวาแล้วนั้น…เทียบเชิญดังกล่าวยังไม่มีคำตอบส่งกลับมายังเจ้าภาพในขณะที่เวลางวดเข้ามาทุกที…แบบนี้การที่เจ้าภาพตั้งโต๊ะและแต่งตัวรอนั้น…จะเก้อหรือไม่ ติดตามกันต่อ…

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371689?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

15 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน,ใบขับขี่,รมควัน,สิงห์นักบิด
เปิดอ่าน 2,168 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ต้องบอกว่าสีกากีงานเข้า นอกจากเรื่องที่สืบเนื่องจากคลิปฉาวเรียกตรวจใบขับขี่ชายวัยกลางคนที่อ้างว่าเป็นอธิบดีศาล จน ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช หวุดหวิดจะถูกเด้งแล้ว ก่อนหน้านั้นไม่นานยังมีกรณีหนุ่มร้อยเอ็ดฆ่าตัวตาย แล้วเขียนจดหมายลาตายพาดพิงตำรวจเรียกเงินทำคดี 5,000 บาท หลังเข้าแจ้งความที่สน.โชคชัย ให้ติดตามรถที่นำไปจำนำแล้วถูกยักยอกไปด้วย

กรณีคลิปฉาวตำรวจเรียกตรวจใบขับขี่แล้วผู้ถูกตรวจไม่ยอมให้ตรวจ แถมอ้างตัวเป็นอธิบดี จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจว่า ตกลงตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจใบขับขี่ หรือเรียกตรวจรถที่ไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่

คุณผู้อ่านที่ขับรถยนต์ส่วนตัว หรือเป็นสิงห์นักบิด ขับรถอยู่ดีๆ จู่ๆ ถูกตำรวจเรียกตรวจรถ หรือต้องขับเข้าด่าน แล้วตำรวจขอดูใบขับขี่ คงเคยคิดว่าในเมื่อไม่ได้ทำผิดอะไรจะเรียกตรวจทำไม เหตุใดไม่ไปจับโจร หรือหาข่าวมาให้ชัดว่ารถคันไหนทำผิด

จากการตรวจสอบ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 140 ยังพบว่าตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจรถ และเรียกตรวจใบขับขี่ รวมถึงยึดใบขับขี่ได้ เฉพาะเมื่อพบการกระทำความผิด ทำให้มีการตีความตามตัวอักษรว่า ถ้าไม่พบการกระทำความผิดก็น่าจะเรียกตรวจรถไม่ได้ เพราะกระทบสิทธิ์ประชาชน

แต่เมื่อไปตรวจสอบพ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 66 จะพบบทบัญญัติว่า ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท นี่เองที่เป็นอำนาจของตำรวจจราจรในการตรวจใบขับขี่ และถ้าผู้ขับขี่ไม่แสดงก็ต้องถูกดำเนินคดี มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ฉะนั้นชายวัยกลางคนในคลิปเมื่อถูกเรียกตรวจใบขับขี่แม้ไม่ได้กระทำผิดอะไรมาก็มีหน้าที่ต้องแสดงใบขับขี่ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากไม่มี หรือไม่ได้พกมา ก็ต้องยอมถูกปรับ ไม่ใช่อ้างตำแหน่งหน้าที่ราชการเพื่อให้พ้นผิด หรือถ้าจะเจรจาขอผ่อนผัน แล้วนำหลักฐานอื่นมาแสดงว่าตนเป็นเจ้าของรถจริงไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมมา ก็น่าจะลดหย่อนผ่อนโทษได้

ส่วนการเป่าคดีหนุ่มร้อยเอ็ดแถมเรียกเงินเป็นค่าหยอดน้ำมัน จนเป็นต้นเหตุของการตัดสินใจรมควันฆ่าตัวตายนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า เรื่องของการเรียกรับเงินเป็นค่าสืบคดีของตำรวจบางกลุ่มบางนายนั้น หากว่ากันตามจริงแล้วตำรวจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดี แม้ผู้เสียหายจะให้เงินเพื่อเป็นสินน้ำใจก็ไม่สามารถรับได้ เพราะอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 โทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

แต่ที่ผ่านมาประเด็นการเรียกรับเงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวนคดีมีให้เห็นมานานพอสมควร ถือเป็นพฤติกรรมของตำรวจบางนาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพูดแบบ “หมาหยอกไก่” เช่น อ้างว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางบ้าง ไม่มีค่าน้ำมันรถบ้าง ทั้งที่ค่าใช้จ่ายพวกนี้หน่วยงานต้นสังกัดมีงบประมาณเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว (ปีงบประมาณปัจจุบัน 2562 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจัดสรรงบ 117,617 ล้านบาท) และหากตำรวจคนไหนไม่มีงบประมาณในการทำงานจริงๆ ก็ควรไปแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการ หรือผู้บังคับการทราบ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปขอเงินจากประชาชน

สำหรับช่องทางการทุจริตและเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจบางกลุ่มบางพวกนั้นมีอยู่ 4 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า “4 สายสูบ” คือ

“สายสืบสวน” ส่วนใหญ่เรียกรับเงินจากบ่อนการพนันที่เปิดแบบผิดกฎหมาย และสถานบันเทิงที่เปิดเกินเวลา

“สายปราบปราม” เรียกรับเงินจากการติดตั้งตู้แดงตามบ้าน หรือห้างร้านต่างๆ ซึ่งบางโรงพักใช้การติดตั้งตู้แดงเป็นการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการดูแลตรวจตรา นอกจากนั้นก็มีการเรียกรับเงินจากผู้ต้องหา แลกกับการไม่ถูกจับ

“สายจราจร” เรียกรับเงินตามท้องถนน หรือบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดมากๆ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หรือออกใบสั่งและหวังส่วนแบ่งค่าปรับ

“สายสอบสวน” เรียกรับผลประโยชน์จากการล้มคดี หรือเคลียร์คดี อย่างคดีของลูกชายบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการเคลียร์คดี

อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ ยังแสดงความกังวลว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ ตำรวจไม่อยากรับเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นคดีความ เพราะเมื่อรับแล้ว ออกเลขคดีแล้ว จะเข้าสู่สารบบคดีอาญา ต้องสืบสวนสอบสวนทำสำนวนวุ่นวาย และหากคดีมีการฟ้องขึ้นสู่ศาลก็ต้องไปเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ทำให้ปัจจุบันมีการรับแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แต่ไม่ออกเลขคดี ไม่ทำคดี ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนและไม่มีหน่วยงานไหนตรวจสอบได้

โดยถ้าออกเลขคดี จะมีระยะเวลาการทำงานทุกขั้นตอน เช่น ต้องส่งสำนวนให้อัยการภายในกี่เดือน ถ้าหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ก็ต้องแจ้งอัยการ “งดสอบสวน” หรือที่เรียกว่า “ฟ้องสำนวนขาว” คือจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล check and balance ทุกขั้นตอน แต่เมื่อไม่ออกเลขคดี ก็จะไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ในการตรวจสอบ

ขณะที่ภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดูดี เพราะสถิติอาชญากรรมไม่สูงมาก เนื่องจากไม่มีการออกเลขคดี!

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

15 พฤษภาคม 2562 – 09:00 น.
ไผ่ ดาวดิน,จตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา,นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่,คุก
เปิดอ่าน 8,715 ครั้ง

โดย… สุมาลี สุวรรณกร

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น”

ชื่อของ ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่ได้เคลื่อนไหวเป็นปากเสียงให้แก่ประชาชนที่ด้อยโอกาส ทั้งปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ปัญหาการถูกแย่งชิงทรัพยากรระหว่างท้องถิ่นกับนายทุน จนกระทั่งถูกจับกุมดำเนินคดี และควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดขอนแก่น และได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนอยากรู้ว่า ชีวิตภายหลังกำแพงเหล็กนั้นเป็นอย่างไร และจากนี้ไปเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วเขามีแผนชีวิตอย่างไร

ไผ่ ในเช้าวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และมีอิสรภาพพ้นออกจากการคุมขัง สภาพร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โดยเจ้าตัวบอกว่า “ไม่ได้สูบบุหรี่” ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือนจำมีโครงการ “เรือนจำสีขาว” ทำให้อะไรหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยน

ส่วนกิจวัตรประจำวันหลังกำแพงคุก เขาบอกว่า แต่ละวันไม่มีอะไรมากนัก ทุกอย่างเหมือนเดิมซ้ำๆ กัน ตื่นแต่เช้า 05.30 น. สวดมนต์ไหว้พระ ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าแถว กินข้าว และทำงานประจำที่ได้รับมอบหมาย โดยไผ่ได้อยู่ในส่วนของหน่วยพยาบาล ทำให้ได้ช่วยทำเอกสาร เพราะเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น รู้เรื่องเอกสาร ช่วยดูแลคนเจ็บป่วยและพอมีเวลาว่างก็ได้อ่านหนังสือ เขาบอกว่าชีวิตในนั้น 2 ปีเศษได้อ่านหนังสือเยอะมาก

“ผมอ่านหนังสือเยอะมาก น่าจะเกือบ 50-60 เล่มได้ อ่านหมด ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ ทุกอย่างที่มีอยู่ในห้องสมุด หนังสือดีๆ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น แด่หนุ่มสาว, ปีศาจ, จนกว่าเราจะพบกันอีก, ลูกอีสาน, ข้างหลังภาพ, หนังสือการเมือง, หนังสือสังคม ฯลฯ หนังสือเยอะนะแต่ยังไม่พอต่อความต้องการ เพราะในคุกเวลามีเยอะมาก หนังสือและสิ่งบันเทิงต่างๆ จึงจำเป็นมาก สำหรับคนที่อ่านหนังสือออก หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด บางคนไม่ชอบดูทีวี ก็หากิจกรรมทำ ซึ่งการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่นักโทษชอบที่สุด” ไผ่เล่า

ในเรือนจำยังมีโทรทัศน์ให้ดู ทำให้ได้ดูซีรีส์ดีๆ แต่โทรทัศน์ก็จะถูกควบคุมโดยผู้คุม จะเปิดเฉพาะสิ่งที่อยากจะให้ดู อันไหนที่ไม่อยากให้ดูก็จะไม่มีสิทธิ์ดู โดยจะได้ดูทั้งละครไทย และซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน ไม่ว่าจะเป็นละครอย่าง ทองเอกหมอยาท่าโฉลง ซีรีส์เกาหลี เรื่อง “เลขาฯ คิม” “ชีวิตเพื่อชาติหัวใจเพื่อเธอ” ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการฆ่าเวลาได้อย่างดีมาก

ส่วนการใช้จ่ายนั้น ในคุกสามารถใช้เงินได้วันละ 300 บาท จะซื้ออะไรก็ได้ โดยไผ่บอกว่า กับข้าวของทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นอร่อยที่สุด อาหารกินอิ่มไม่มีอด และหากใครไม่อยากกินอาหารที่เรือนจำจัดให้อยากจะซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่มีแจกก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าสวัสดิการในเรือนจำ ราคาอาหารทั่วไปถุงละ 30 บาท ซึ่งชีวิตของเขาเคยติดคุกอยู่ 3 เรือนจำด้วยกันคือ ที่เรือนจำกรุงเทพฯ เรือนจำอำเภอภูเขียว และเรือนจำจังหวัดขอนแก่น โดยหากจะให้คะแนนเขาบอกว่า “เรือนจำขอนแก่นกับข้าวอร่อยที่สุด อยู่ดีกินดีที่สุด”

และด้วยความที่เขาเรียนกฎหมาย สู้เรื่องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่อยู่นอกเรือนจำ พอเข้าไปอยู่ในนั้นก็ได้มีโอกาสช่วยเหลือนักโทษบางคนที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง ด้วยการบอกให้ฟังว่าเขาควรจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง และได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คุมที่บางทีทำเกินกว่าเหตุว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการละเมิดสิทธิและผู้ต้องขังสามารถฟ้องร้องได้ ทำให้หลายเรื่องที่เคยรุนแรงในเรือนจำเริ่มคลี่คลายและเข้าใจกันดีขึ้น

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น” ไผ่เล่าในสิ่งที่เขามีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ในการทำประโยชน์เพื่อคนในนั้น

ส่วนการถูกเลือกให้เป็นผู้นำกล่าวปฏิญาณตนก่อนออกจากเรือนจำ สำหรับผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ไผ่บอกว่า ปกติเวลามีกิจกรรมอะไรในเรือนจำเขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ากล้าพูด และได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในนั้น ในวันที่ได้รับอิสรภาพเขาจึงเป็นคนที่ถูกเลือกให้พูด โดยเนื้อหาที่พูดทั้งหมดเขาเป็นคนคิดเอง และพูดเอง

สำหรับชีวิตในเรือนจำ ให้บทเรียนแก่เขามากมาย ในฐานะนักกฎหมายได้เห็นความไม่ยุติธรรม ทำให้มุมมองเรื่องสิทธิกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง สิทธิทั่วไป แต่เรื่องสิทธิอื่นๆ ที่ถูกละเมิดก็ได้เห็นกว้างขึ้นเพราะการอยู่ข้างในเห็นชัดว่ามีการละเมิดสิทธิ หน่วยงานหลายแห่งผลักภาระให้เรือนจำ จนมีคำพูดที่พูดติดปากของนักโทษในเรือนจำว่า “สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน รับสารภาพติดพอประมาณ” ซึ่งสะท้อนกระบวนการทางยุติธรรมได้ชัดเจนมากว่า “ถ้ารับสารภาพทุกปัญหาก็จบ”

นอกจากนั้นบทเรียนที่เขาได้รับจากเรือนจำคือ การมองคน หรือตัดสินคน อย่าตัดสินจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะบางคนมีลายสักเต็มตัวแต่พอดูหนังแล้วร้องไห้ก็มี บางคนดูหน้าตาโหดร้ายแต่เป็นคนอ่อนโยน ถูกจับกุมเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี

และเมื่อพ้นโทษมาแล้ว ในฐานะนักกฎหมาย เขาบอกว่า จะเอาบทเรียนในนั้นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยมองว่ากระบวนการยุติธรรมต้องแก้ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อไปอยู่ในคุก เจ้าหน้าที่ไม่เคยแจ้งสิทธิเลยว่ามีสิทธิอะไรบ้าง และการสอบสวนที่เอาผู้ต้องสงสัยไปฝากขังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเขายังไม่ได้มีความผิด การจะคุมขังคนได้จะต้องถูกพิพากษาแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะเอาคนไปเข้าคุกเพื่อทดแทนเงินค่าปรับที่ไม่มีจ่ายก็ไม่ควรจะทำเหมือนกัน

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น เขาบอกว่า คงต้องเล่น เพราะหากไม่เล่น การเมืองก็เล่นเขาอยู่แล้ว อาจจะไม่ใช่การเล่นในรูปแบบการเมืองแบบตัวแทน แต่จะเล่นในแบบของตนเอง อาจจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนนแบบที่เคยทำมา และยืนยันในการยืนอยู่ฝั่งความถูกต้อง อะไรไม่ดี ไม่ถูกก็จะไม่ยอม เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งสิทธิที่ประชาชนพึงมี และจะไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรมทั้งปวง และจะยังเคลื่อนไหวเหมือนเดิม

ส่วนนักศึกษารุ่นใหม่นั้น ไผ่มองว่า ยังสนใจปัญหาของสังคมน้อย อยากจะให้นักศึกษารุ่นใหม่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคมบ้าง หรือแม้แต่สิทธิของตนเองก็ควรจะใส่ใจ สนใจ อย่าให้ใครมาละเมิด อีกทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่เป็นตัวเอง อันไหนไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องยอม และลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

15 พฤษภาคม 2562 – 08:52 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,ภาษี,จีน,งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่
เปิดอ่าน 558 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ. คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562

ส่งแรงสะท้านสะเทือนกันไปทั้งโลก หลังจากที่จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐในสงครามการค้าสองประเทศมหาอำนาจของโลก ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 25% ในวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.896 ล้านล้านบาท โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ โดยที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% นับเป็นมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.320 ล้านล้านบาท ส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันควันก็คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง มูลค่าหุ้นหายไป 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 31.675 ล้านล้านบาท อย่างกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่น แอปเปิ้ล และเทสลา ดัชนีหุ้นลดลงไปกว่า 5%

กระทรวงการคลังของจีนให้ข้อมูลว่า มีสินค้าจากสหรัฐจำนวน 2,493 รายการจะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ปรับเป็น 25% อีก 1,078 รายการจะถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% ส่วนที่จะเก็บในอัตรา 10% มีอยู่จำนวน 974 รายการ และอีก 595 รายการจะถูกเรียกเก็บ 5% ขณะที่มาตรการของสหรัฐส่งผลกระทบต่อสินค้าจีน 5,745 รายการ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ที่ส่งออกจากท่าเรือและสนามบินของจีนเข้าไปยังสหรัฐตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันที่่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่จะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ส่งข้อมูลต่างๆ อุปกรณ์แสงสว่างและเครื่องใช้ในครัวเรือน กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า นับเป็นการสร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนจะมีมาตรการตอบโต้ตามความเหมาะสม

สำหรับผลกระทบประเทศไทยนั้น ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เมื่อการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ทำให้จีดีพีของโลกเหลือเพียง 3% ก็จะส่งผลกระทบถึงไทยแน่นอน จากที่เคยคาดไว้ว่า การส่งออกของไทยจะขยายตัวในระดับ 3.2-4.6% จะลดลงทันที 1% เพราะการส่งออกของไทยไปจีนในปีนี้ขยายตัวเพียง 0.5% ขณะที่เมื่อปีก่อนขยายตัว 2.3% ส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1% เช่นกัน หรือหากในกรณีเลวร้าย การส่งออกของไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5% นั่นก็เท่ากับว่า จีดีพีของไทยจะเติบโตต่ำกว่าประมาณการ หรือน้อยกว่า 3% ปัจจุบันสัดส่วนการค้าของไทยกับจีนและสหรัฐมีมูลค่าการค้ารวมกันถึง 25% และเมื่อกำลังซื้อของจีนลดลง คำสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกกรรมของจีนเพื่อส่งไปขายสหรัฐก็จะลดลงตามไปด้วย

สำหรับความพร้อมในการรับมือกับสงครามการค้าโลกครั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงทุนได้ และพร้อมผลักดันนโยบายใหม่ที่เท่าทันเกมระดับโลก เพราะนับจากนี้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจจะแก้ยากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อมูลค่าการส่งออกของไทยไป 2 ประเทศมีจำนวนมหาศาลต้องหดตัวลงและส่งผลกระทบต่อการส่งออกถึง 1% ขณะที่การหันหน้าไปพึ่งพิงเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างเช่น การท่องเที่ยว ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างจีนที่จะมีกำลังซื้อลดลง เป้าหมายที่ว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนจากเดิม 10 ล้านคนเป็น 11 ล้านคนในปีนี้ก็น่าวิตก ขณะเดียวกันก็มีคำเตือนจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เฝ้าระวังการระบายสินค้าจากสองประเทศที่มีปัญหามายังประเทศไทยด้วย นี่คืองานโหดหินที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแสดงฝีมือ

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

15 พฤษภาคม 2562 – 08:29 น.
อ๊อด เทอร์โบ,สนามบิน,สนามบินต้าซิง,เครื่องบินไฟไหม้
เปิดอ่าน 1,831 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้จำนวนผู้โดยสารเดินทางโดยทางเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนยักษ์ใหญ่ที่กำลังเป็นมหาอำนาจโลก ทั้งเศรษฐกิจการค้าและทางทหาร

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาแจ้งให้ทราบว่า นครหลวงกรุงปักกิ่งของจีน กำลังจะเปิดใช้สนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง สนามบินแห่งนี้จะมีอาคารผู้โดยสารแบบอาคารหลังเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก “สนามบินต้าซิง” จะรอรับผู้โดยสารกว่า 100 ล้านคนต่อปี มี 2 ชั้น สำหรับการเดินทางขาเข้าและขาออก ซึ่งอาคารนี้มีพื้นที่ 1 ล้านตารางเมตร

รัฐบาลจีนได้ศึกษารอบคอบแล้วจากการประเมินขั้นต่ำภายในปี 2025 จำนวนผู้โดยสารรวมในกรุงปักกิ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านคน

สนามบินป้ายแดง ‘ต้าซิง’ ของนครปักกิ่งจะทำทีเดียวครบวงจร โดยจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองและรถไฟใต้ดิน ในการเดินทางเข้าปักกิ่ง การก่อสร้างเพิ่งเริ่มปี 2016 สนามบินแห่งนี้มีจุดเด่นด้านประหยัดพลังงานหลายเรื่อง เช่น การกักเก็บน้ำฝนได้ 100% พื้นที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาด จะเปิดใช้งานในเดือนก.นยายนนี้

สรุปว่าสนามบินใหญ่ที่สุดในโลก ‘ต้าซิง’ จีนใช้เวลาสร้างเบ็ดเสร็จใช้งานได้ในเวลาเพียง 3 ปี เปรียบเทียบกับสนามบินสุวรรณภูมิของเราที่ใช้เวลานานกว่า 40 ปี

นี่คือความมหัศจรรย์เขย่าโลกที่จีนกำลังทำและจะมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างตามมา
อ๊อด เทอร์โบ


‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายที่มีประโยชน์ ซึ่งแนะนำวิธีอพยพหนีออกจากเครื่องบินที่ไฟไหม้ ซึ่งมีเวลาเพียงเล็กน้อย

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาให้ทราบและขอบคุณข้อความจากคุณ ‘แอร์’ ซึ่งน่าจะเป็นพนักงานต้อนรับหรือแอร์โฮสเตรสสายการบินแห่งหนึ่ง

เวลานี้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องปกติเพราะใครๆ ก็บินได้ตามสโลแกนของ ‘แอร์เอเชีย’ ซึ่งผู้โดยสารเครื่องบินกำลังจะมีมากกว่ารถไฟ หรือ บขส. อยู่แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 หนีตายจากเครื่องบินไฟไหม้
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมได้รับข้อความออนไลน์จากเพื่อนคนหนึ่งส่งมา และเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ได้ทราบ

ระยะนี้มีอุบัติเหตุทางเครื่องบินบ่อย ล่าสุดก็สายการบินของรัสเซียที่เสียชีวิตหลายสิบคน เพราะอะไรโปรดรับทราบสาเหตุ และรับรู้วิธีการหนีตายไว้
วศิน (พญาไท)


 วิธีหนีออกจากเครื่องบินไฟไหม้
 รักษาชีวิตได้อย่างไร

1.เมื่อขึ้นเครื่อง สังเกตจุดที่เรานั่ง ว่าห่างจากทางออกฉุกเฉินหน้าหลัง ซ้ายขวา ฝั่งไหนใกล้สุด และให้ลองนับแถวไปเลยว่าห่างจากจุดที่เรานั่งกี่แถว จดจำเอาไว้ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะหากเกิดเหตุกลางคืนมันมืดจริงๆ หรือไฟไหม้ หมอนควันหนาดำ มองไม่เห็นทาง คุณอาจมองไม่เห็นแถบเรืองแสงตรงพื้น เพราะอาจมีคน/สิ่งของ/สิ่งกีดขวางกองกันอยู่ ทำให้เราอาจต้องใช้การคลำเก้าอี้เอา หรือบางคนก็เหยียบเก้าอี้ออกไปเลย นาทีชีวิตคงไม่มาต่อแถวอย่างเรียบร้อยตรงทางเดินหรอก

2.เก็บเอกสารและของมีค่าไว้กับตัว เช่น พาสปอร์ต กระเป๋าตังค์ ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือสะพายที่ไม่ใหญ่มาก เกิดอะไรขึ้นก็ไปแต่ตัวหรืออย่างน้อยที่สุดกระเป๋าสะพายนั้นไม่ได้ใหญ่จนเป็นอุปสรรคกีดขวางการอพยพ หากกรณีฉุกเฉินและต้องอพยพ ให้รอสัญญาณจากกัปตันหรือลูกเรือก่อน เช่น “Evacuate, Evacuate” (ออกเสียงว่า อีแวคคิวเอท) เมื่อได้ยินแล้วก็ตั้งสติ ไปต่ออย่ารอเลยค่ะ สัมภาระที่เหลือทิ้งไปเลย ชีวิตสำคัญกว่าสมบัติ ถ้าเห็นใครพยายามเอากระเป๋า คุณชนหรือผลักมันออกไปหาทางออกก่อนเลย ไม่ต้องสน เป็นการพาหมู่คนให้เดินไหลไปข้างหน้าหาทางออก

3.หากเป็นการอพยพที่ความเสี่ยงสูงไม่สามารถต่อบันไดจากภาคพื้นดินได้ จำเป็นต้องกางสไลด์อพยพ หากมีสิ่งของที่สามารถทำอันตรายกับแพยางสไลด์ เช่น รองเท้าส้นสูง เข็มกลัด หรืออะไรก็ตามที่เป็นของมีคมแหลม พวกชอบใส่แจ็กเก็ต หรือกางเกงใส่กระดุม หนาม ให้เอาทิ้งไป อย่าใส่ลงสไลด์ สไลด์รั่วคุณเองก็อาจไม่ถึงพื้นอย่างปลอดภัย ความสูงจากสไลด์บนเครื่องห่างจากพื้นดินมากนะคะ อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตร ยิ่งพวกเครื่องบินใหญ่ๆ ยิ่งสูงมากกว่านั้นอีก หล่นลงมามีสิทธิ์บาดเจ็บสาหัสถึงตายได้เลย

       วิธีสไลด์ออกจากประตู
รอให้ลูกเรือเปิดประตู และแน่ใจว่าสไลด์กางให้เรียบร้อยก่อน รอสัญญาณจากแอร์ค่อยกระโดด เคยมีคนใจร้อน ผลักแอร์ออกหรือกระโดดลงไปเองก่อน บาดเจ็บสาหัสตายได้นะคะ ต้องรอสไลด์สูบลมก่อนประมาณ 6 วินาทีจึงจะโดดได้ คำสั่งลูกเรือจะบอกเราว่า “Jump and slide” จะไม่โดดก็ได้ คือให้นั่งกอดอกโน้มตัวลงไปข้างหน้าสไลด์ลงไป ถ้าโดดก็ท่าเดียวกัน มีสามท่า

1.ท่ากอดอกแบบหลวมๆ โน้มตัวลง ทำท่าเหมือนกอดตัวเอง ไม่เอามือซุกใต้รักแร้ มือต้องกางออกได้ทัน หลังเท้าแตะพื้น
2.ท่านยื่นแขนออกมาแบบผีจีนกองกอย โน้มตัวลงข้างหน้าด้วยเช่นกันเวลาสไลด์จะได้ไม่ต้านลม ช่วงสไลด์ได้เร็วขึ้นด้วยแรงโน้มถ่วง

3.ท่านอนหงายราบ กอดอกด้วย แต่จะลำบากตอนลุกวิ่งตรงปลายสไลด์ ค่อนข้างอันตรายหากลุกไม่ทัน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ช่าง ออกจากเครื่องไปก่อนด้วยท่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ท่าเอาหน้าลงแบบซูเปอร์แมน คิดสภาพดูเอาหากปักลงพื้นตรงปลายสไลด์แล้วคนอื่นตามหลังมาอันตรายถึงชีวิต

4.เมื่อสไลด์ออกไปได้แล้ว ให้วิ่งทันทีที่เท้าแตะพื้น อย่าหยุดตรงปลายสไลด์ เพราะคนที่สไลด์ตามหลังคุณจะมากองทับถมตรงปลาย ใครโดนทับอาจบาดเจ็บสาหัส กระดูกหักได้ นึกภาพขบวนคนหนีตายสไลด์ลงมาเร็วๆ แรงๆ แล้วทับกันตรงปลาย ดังนั้นเท้าแตะพื้นให้วิ่งออกไปทันที

5.วิ่งไปทางเหนือลม มองหาที่กว้างที่ปลอดภัย หากมีเปลวไฟมาจะได้ปลอดภัยไม่ติดไฟที่ปลิวตามลมและวิ่งไปให้ไกลที่สุด เผื่อไฟไหม้เครื่องแล้วระเบิด

6.สำรวจอาการบาดเจ็บของตัวเอง หรือของผู้อื่นแล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือตามความสำคัญ อย่ามัวแต่เป็นมนุษย์กล้องจนไม่สนใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือความปลอดภัยของตัวเอง

7.“สติ” เท่านั้นที่ช่วยคุณได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้เวลาขึ้นเครื่องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคกับตัวคุณได้ยิ่งดี เช่น ของมีค่าไม่ต้องพกพาไปมาก นอกจากตัวท่านเองและเงิน หรือพาสปอร์ต พวกกระเป๋าสัมภาระที่หนักหรือพะรุงพะรังมากจนเกินไปมันทำให้ท่านลังเลได้ ควรตัดใจทิ้ง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

สูตรขั้วที่ 3 – ปิดสวิตช์ ส.ว.ชิงแต้มต่อ หรือแค่สร้างฝัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรขั้วที่ 3 – ปิดสวิตช์ ส.ว.ชิงแต้มต่อ หรือแค่สร้างฝัน

14 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
ชิงตั้งรัฐบาล,สูตรขั้วที่ 3
เปิดอ่าน 1,870 ครั้ง

รายงาน…

ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศรับรอง ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ 498 คนของ กกต.

ช่วงนี้จึงเข้าสู่โหมด “ชิงตั้งรัฐบาล” โดยจะมีเกมชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวชิมลางก่อน เพราะจะต้องเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 15 วันหลังจากประกาศรับรอง ส.ส.ครบ 95% ซึ่งนับนิ้วดูจะไปตกวันที่ 23 พฤษภาคม ซึ่งตามประเพณีการปกครองของไทยแล้ว จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี

จากนั้นทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร กับ วุฒิสภา ก็จะนัดประชุมเพื่อเลือกประธานและรองประธานของแต่ละสภา หลังจากนั้นจะมีการเรียกประชุม “รัฐสภา” เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

จะเห็นได้ว่านับจากนี้อีกไม่กี่วันก็จะรู้แล้วว่าขั้วการเมืองไหนรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องมีการโหวตชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ “ประธานรัฐสภา” คุมเกมการโหวตเลือกนายกฯต่อไป

โดยปกติแล้ว พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะส่งคนของตัวเองขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพื่อความสะดวกในการทำงานนิติบัญญัติ มีเพียงบางยุคเท่านั้นที่พรรคแกนนำรัฐบาลไม่ได้ครองเก้าอี้ประธานสภา เช่น ในรัฐบาล ชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 ระหว่างปี 2540-2544

แต่ครั้งนั้นต้องถือว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้การเมืองพลิกขั้ว พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และต้องอาศัยเสียง “งูเห่า” จากพรรคประชากรไทยมาโหวตให้นายชวนเป็นนายกฯ

ช่วงนั้นมีประธานสภาอยู่แล้วจากพรรคความหวังใหม่ ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ฉะนั้นแม้นายกฯ จะเปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ประธานสภายังคงมาจากพรรคความหวังใหม่ต่อไป

แต่สำหรับการเปิดสภาหนนี้ พรรคที่จะชิงธงตั้งรัฐบาลต้องส่งคนของตัวเองไปแย่งเก้าอี้ประธานสภามาให้ได้ เพราะจังหวะก้าวการเมืองตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธาน

นี่คือความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาในเกมชิงตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

ฉะนั้นหากพรรคไหนหรือขั้วไหนคว้าเก้าอี้ประธานสภา ก็การันตีได้เกือบ 100% เลยว่า จะได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย เพราะถือว่ารวบรวมเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว

แต่ปัญหาก็คือ การรวมเสียง ส.ส.เพื่อจับขั้วชิงตั้งรัฐบาลจนถึงขณะนี้ยังคงฝุ่นตลบ

เรามาเช็กดูกันอีกสักรอบว่าแต่ละขั้วได้เสียงสนับสนุนเท่าไรกันแน่

เริ่มจากขั้ว เพื่อไทย ถือว่าเป็นขั้วที่นิ่งแล้ว มีพรรคการเมืองที่ร่วมลงสัตยาบันกันไว้ 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 136 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 7 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง และพรรคพลังปวงชนไทย 1 เสียง รวมเสียง ส.ส.ขั้วเพื่อไทย 245 เสียง

ส่วนขั้ว พลังประชารัฐ คัดเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจนก่อน มี 3 พรรคด้วยกัน คือ พรรคพลังประชารัฐ 115 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ 5 เสียง และพรรคประชาชนปฏิรูป ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน 1 เสียง รวมเฉพาะ 3 พรรคนี้ได้ 121 เสียง

ขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์กันว่า บรรดาพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้ ส.ส. 1-3 คน จะมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐด้วย รวมเสียงพรรคกลุ่มนี้ 16 เสียง (เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง พรรคพลังชาติไทย 1 เสียง พรรคไทยศิวิไลย์ 1 เสียง ฯลฯ) กลายเป็น 137 เสียง (ล่าสุดพรรคเล็กเหล่านี้ เฉพาะพรรคที่ได้ 1 เสียง รวมตัวกันเป็น “กลุ่ม 11 พรรคเล็ก” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองการเข้าร่วมรัฐบาล)

นอกจากนั้นยังมีพรรคการเมืองที่ยังไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าจะสนับสนุนขั้วไหน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง และพรรคชาติพัฒนา 3 เสียง รวมเป็น 116 เสียง

การที่พรรคพลังประชารัฐจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็จะได้ตำแหน่งประธานสภาไปด้วย ก็จะต้องจับมือกับพรรคการเมืองนอกเหนือจาก 7 พรรคขั้วเพื่อไทยทั้งหมด รวมแล้ว 20 พรรค ก็จะได้เสียงสนับสนุนทั้งหมด 253 เสียง เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมา 3 เสียง

สูตรการเมืองนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และล่าสุดแกนนำพรรคพลังประชารัฐ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ก็ออกมายอมรับแล้วว่ากำลังรวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลราวๆ 20 พรรค!

แน่นอนว่า “มากหมอก็ยิ่งมากความ” ช่วงปลายสัปดาห์ก็เลยมีข่าวหลุดออกมาเรื่องการรุมทึ้งเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ ซึ่งว่ากันว่าแกนนำพลังประชารัฐ 3 กลุ่ม ทั้งกลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี กลุ่มอดีตแกนนำ กปปส. และกลุ่มสามมิตร พากันจองตำแหน่งสำคัญๆ ไปหมดแล้ว และยังมีตำแหน่งสายตรงนายกฯ อย่าง “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สองพี่เลิฟของ “บิ๊กตู่” อีกด้วย รวมทั้งรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ต้องนั่งคัดท้ายเศรษฐกิจเหมือนเดิมเท่านั้น

แค่พรรคเดียวก็ตีตราจองไปเกือบ 20 เก้าอี้จากทั้งหมด 35 เก้าอี้แล้ว อีก 19 พรรคที่เหลือจะได้กันสักเท่าไร หนำซ้ำยังเหลือแต่กระทรวงเกรดบี

ในช่วงของภาวะฝุ่นตลบ ก็เกิดคนปิ๊งไอเดียตั้งขั้วการเมืองใหม่ คือ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา” ทั้งหมด 113 เสียง เปิดหวูดเชิญชวนให้พรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาพูดคุยเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาล

เข้าทางพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังเปิดแคมเปญ “รวม 377 เสียงปิดสวิตช์ ส.ว.” พอดี ทำให้ “หนุ่มเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาให้ข่าวกำกวมแบบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เหมือน “ขั้วที่ 3” ใกล้เป็นจริง

แต่หากพิจารณาความเป็นไปได้จาก “ตัวเลข” และ “จุดยืนทางการเมือง” ของพรรคที่มีข่าวว่าจะจัดตั้ง “ขั้วที่่ 3” โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตหัวหน้าพรรคคนใหม่ทุกคนพูดตรงกันว่า ไม่มีทางจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยได้

ฉะนั้นหาก “ขั้วที่ 3” ต้องการเสียงเกินครึ่ง ก็ต้องดึงทุกพรรคมาร่วม แล้วโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐเป็นฝ่ายค้าน

แต่เมื่อบวกตัวเลข ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย 136 เสียง กับพรรคพลังประชารัฐ 115 เสียงแล้ว ปรากฏว่าสองพรรคนี้ได้ 251 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลในฝัน “อนาคตใหม่-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” จึงน่าจะเป็นได้แค่ “วิมานในอากาศ”

ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่มีต่อสถาบันหลักของชาติ ยังน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย

ส่วนแคมเปญ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ของพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะการโหวตนายกฯ โดยใช้เสียง ส.ว. 250 เสียงมารวมด้วย ทำให้ต้องการเสียง ส.ส.อีกเพียง 126 เสียง ซึ่งขณะนี้ขั้วพลังประชารัฐมีเสียงในมือแน่นอนแล้ว 121 เสียง ขาดอีก 5 เสียง ซึ่งหาเติมจากพรรคเล็กได้ไม่ยาก โดยเฉพาะพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ “ชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม ออกมาประกาศจุดยืนเมื่อวันศุกร์ว่าจะร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองที่รักษาสถาบันหลักของชาติ นอกจากนั้นยังมีพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานของ คสช. อีก 1 เสียงด้วย

ไล่ดูหน้าไพ่ ณ เวลานี้ ต้องบอกว่าพรรคพลังประชารัฐยังมีภาษีมากที่สุดที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลผสม 20 พรรค ซึ่งอาจจะมีจำนวนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมากที่สุดในโลก และเสี่ยงมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพจากสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ตาม

ศึกชิงหัวหน้า ปชป.คนใหม่-วัดอนาคตพรรค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงหัวหน้า ปชป.คนใหม่-วัดอนาคตพรรค

14 พฤษภาคม 2562 – 12:50 น.
หนพรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,กรณ์ จาติกวณิช,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,อภิรักษ์ โกษะโยธิน
เปิดอ่าน 979 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

ความสำคัญของการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง คงไม่ใช่แค่การจัดการภายในพรรคเท่านั้น แต่หมายถึงอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย โดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และ ส.ส.ของพรรค จะร่วมกันตัดสินใจ

สำหรับขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ มีขั้นตอน คือ
1.วันที่ 15 พฤษภาคม จัดการประชุมใหญ่ โดยองค์ประชุมใหญ่ทั้งหมดมี 307 คน
2.เสนอชื่อผู้ที่ประสงค์จะรับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรคต่อที่ประชุม
3.ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแสดงวิสัยทัศน์คนละ 15 นาที
4.ลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

ทั้งนี้องค์ประชุมใหญ่ที่มีสิทธิเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ซึ่งมีทั้งหมด 307 คน ประกอบด้วย 19 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง ส.ส.ชุดใหม่ ที่ได้รับการเลือกตั้ง จำนวน 52 คน มีน้ำหนักการโหวตถึง 70% จะเห็นได้ว่าให้น้ำหนักกับคนที่ประชาชนเลือกมากที่สุด

ส่วนที่สอง กลุ่มคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า, อดีต ส.ส., อดีตรัฐมนตรี, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, กลุ่มผู้บริหารท้องถิ่นหรือสภาท้องถิ่นที่ลงสมัครในนามพรรค, กลุ่มหัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนจังหวัด, กลุ่มตัวแทนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งชุดล่าสุด จำนวน 25 คน ประกอบด้วย ตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 7 คน และตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.เขต จำนวน 18 คน ซึ่งก็คือพวกที่สอบตกไม่ได้รับเลือกตั้ง ส่วนที่สองนี้รวมทุกกลุ่มแล้ว มีน้ำหนักในการโหวต 30%

และเนื่องจากให้น้ำหนักในการโหวตกับส่วนที่หนึ่ง คือ ส.ส.ชุดใหม่ ที่ได้รับการเลือกตั้งถึง 70% ดังนั้นถ้า ส.ส.ใหม่ออกเสียงไปในทางเดียวกันว่า เลือกใครเป็นหัวหน้าพรรค คนนั้นก็ได้เป็น ส่วนที่สองซึ่งประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ข้างต้น จะไม่มีความหมาย เพราะมีน้ำหนักในการโหวตเพียง 30% เท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงในส่วนแรกซึ่งเป็น ส.ส.ชุดใหม่ที่ได้รับการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นเอกภาพ ดังนั้นส่วนที่สอง จะมีน้ำหนักในการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคด้วย

สำหรับรายชื่อผู้ที่ลงแข่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มีอยู่ 4 คนคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และทั้งสี่คนต่างเคลื่อนไหวหาคะแนนเสียงสนับสนุนตนเอง โดยแต่ละคณะมีการนัดพบว่าที่ ส.ส.และสมาชิกพรรคตามกลุ่มภาคต่างๆ ผ่านการนัดรับประทานอาหารร่วมกัน โดยแต่ละคณะได้แสดงวิสัยทัศน์ นโยบายที่จะขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่การปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงพรรคให้ดีขึ้น หลังจากที่การเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาพรรคพบความพ่ายแพ้แบบไม่เคยเป็นมาก่อน

สำหรับทั้งสี่คน นายจุรินทร์ อยู่พรรคประชาธิปัตย์ มานานที่สุด รองลงมา นายพีระพันธุ์ ตามมาด้วยนายอภิรักษ์ และนายกรณ์

ทั้งสี่คนนี้ นายจุรินทร์ เก๋าเกมการเมืองมากที่สุด และเป็น “ลูกรัก” ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค มากที่สุด เพราะอยู่ด้วยกันมานาน และนายชวนชื่นชมการทำงานของนายจุรินทร์ในสภา โดยนายจุรินทร์เคยเป็นผู้สรุปปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมาแล้ว

นายจุรินทร์ มีสมาชิกพรรคภาคใต้ให้การสนับสนุน รวมทั้งกลุ่มว่าที่ ส.ส.สายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากนายจุรินทร์เคยอยู่ในทีมงานที่ช่วยนายบัญญัติ ซึ่งเป็นตัวแทน “กลุ่มทศวรรษใหม่” แข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อปี 2546 กับ “กลุ่มผลัดใบ” ซึ่งดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งการห้ำหั่นครั้งนั้นจบลงที่ชัยชนะของนายบัญญัติ และที่ผ่านมานายจุรินทร์ได้เดินสายพบปะโหวตเตอร์ที่มีสิทธิลงคะแนนในการเลือกหัวหน้าพรรคเป็นระยะๆ

ส่วนคนที่จะอยู่ในทีมงานของนายจุรินทร์ เข้าชิงตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค” คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ และอดีตเลขาธิการพรรค โดยนายจุรินทร์บอกว่า ได้ทาบทามนายเฉลิมชัยมาเป็นเลขาธิการพรรค เนื่องจากมีมุมมองต่อปัญหาและแนวทางพัฒนาพรรคไปในทิศทางเดียวกัน และหลังจากประกาศชื่อนายเฉลิมชัย ได้รับการตอบรับจากคนในพรรคเป็นอย่างดี โดยเจ้าตัวได้รับปากแล้วว่าจะร่วมทีม

“ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายเฉลิมชัยมาโดยต่อเนื่องหลายปีแล้วในเรื่องความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาพรรคหากมีโอกาส ซึ่งนายเฉลิมชัยเป็นบุคลากรคนหนึ่งของพรรคที่มีศักยภาพ มีประสบการณ์ มีความพร้อม และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง และมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคได้ดีในทุกภาค”

ส่วนนายเฉลิมชัยก็ยอมรับว่าได้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมนายจุรินทร์ เนื่องจากมีแนวทางการทำงานในทิศทางเดียวกัน และได้พูดคุยกันแล้วเห็นพ้องว่า จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นศรัทธาของพรรคให้กลับมาอยู่ในใจของประชาชน โดยแนวทางการทำงานของตนตั้งใจจะลดความขัดแย้ง

สำหรับนายกรณ์  ผู้ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกคน บอกว่า ได้ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลังจากนายอภิสิทธิ์ประกาศลาออก เพราะเคยพูดไว้นานแล้วว่าหากนายอภิสิทธิ์ยังลงแข่งหัวหน้าพรรค ก็จะสนับสนุน แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ลาออก จึงตัดสินใจเสนอตัว

ที่ผ่านมานายกรณ์เต็มที่กับการชิงหัวหน้าพรรคในครั้งนี้ เดินสายพบว่าที่ ส.ส.หลายพื้นที่ เช่น ภาคใต้ที่ จ.นครศรีธรรมราช และกระบี่ ลงพื้นที่ดูแลปัญหาราคาปาล์มตกต่ำและทำโพลล์ว่าประชาชนต้องการอะไร ทั้งยังลงพื้นที่ภาคกลาง มีการนัดรับประทานอาหารร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโส หัวหน้าข่าว ผู้บริหารสื่อทีวี สิ่งพิมพ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง

พร้อมกับชูนโยบายบริหารพรรคอย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และทันต่อยุคสมัย และให้โอกาสคนทุกรุ่น ทุกกลุ่ม และทุกภาค รวมไปถึงการเชิญชวนคนมีความสามารถระดับประเทศเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสะพานข้ามความขัดแย้ง และมีทีมเวิร์กที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยกเครื่องพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นเครื่องมือในการทำงานให้แก่ประชาชน

สำหรับนายกรณ์ มีว่าที่ ส.ส. และอดีต ส.ส.ในกลุ่มของนายอภิสิทธิ์กับกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการบางส่วนให้การสนับสนุน  แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า นายกรณ์ กับนายอภิรักษ์ นั้นส่วนหนึ่งมีฐานเสียงเดียวกัน คือ แนบแน่นกับนายอภิสิทธิ์ ดังนั้นเมื่อนายอภิรักษ์ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วย ฐานเสียงส่วนนี้จึงแตก

ส่วนคนที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรค ให้แก่นายกรณ์ คือ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก และอดีตรองหัวพรรค  โดยนายชัยวุฒิยอมรับว่าได้ตัดสินใจเมื่อวันที่ 29 เมษายน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีเหตุผลหลายอย่างและเป็นเรื่องที่หนักใจมาก เพราะทุกคนที่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคมีดีเหมือนกันหมด แต่ได้ตัดสินใจทำงานให้แก่นายกรณ์ ซึ่งไม่ขอบอกเหตุผลขอเป็นเรื่องส่วนตัวดีกว่า เพราะเกรงว่าจะกระทบกับหลายฝ่ายแล้วจะไม่ดี แต่ต้องการให้พรรคเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ และอยากให้การดำเนินการเลือกหัวหน้าพรรคเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด ไม่อยากให้มีผลกระทบเกิดขึ้นภายหลัง และไม่ว่าใครชนะก็อยากให้ทุกคนมารวมตัวกันทำงานเพื่อพรรค

ส่วนนายอภิรักษ์นั้น ตอนแรกไม่ชัดเจนว่าจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่สุดท้าย นายอภิรักษ์ยืนยันว่า ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน เพราะดูจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุดและสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เปลี่ยนไป จึงเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องรับฟังกระแสสังคมหรือเสียงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ โดยนายอภิรักษ์ได้เปิดตัวทีมงานมืออาชีพและเชื่อมคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าในพรรคและทุกคนในพรรคต้องกลับมาร่วมแรงร่วมใจทำงานด้วยกัน เพราะพรรคต้องการการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยพร้อมที่จะประชันนโยบายกู้พรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศแข่งกับผู้ที่ลงแข่งในตำแหน่งนี้  เน้นทำงานเรื่องนโยบายสาธารณะ และเห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้

สำหรับคนที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรคให้แก่นายอภิรักษ์ คาดว่าจะเป็นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เพราะจะได้เสียงจาก กปปส. และจากภาคใต้สนับสนุนเพิ่มจากฐานเสียงที่นายอภิรักษ์มีอยู่ใน กทม. แต่เมื่อมีการสอบถามไปยังนายสาทิตย์ พบว่ายังแบ่งรับแบ่งสู้

ส่วนนายพีระพันธุ์นั้น ชูนโยบายฟื้นฟูพรรคทำให้เดินหน้าและกลับมาเป็นพรรคหลักของประเทศ ทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่มีการรวบอำนาจให้อยู่ที่หัวหน้า เลขาธิการพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ในส่วนเลขาธิการพรรค  นายพีระพันธุ์จะไม่กำหนดว่าเป็นใคร โดยให้เป็นเสรีภาพของสมาชิกพรรคที่จะเลือกว่าใครเหมาะสม

เมื่อเปรียบเทียบผู้ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทั้ง 4 คน นายจุรินทร์น่าจะได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่มากที่สุด เพราะมีฐานเสียงสนับสนุนแตกต่างจากอีก 3 คน โดยมาจาก ส.ส.ภาคใต้ และการที่มีนายเฉลิมชัย เป็นเลขาฯ ก็จะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ภาคกลางอีกด้วย ขณะที่นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธุ์ ต่างมีฐานเสียงเดียวกันคือ กทม. ก็จะแย่งคะแนนเสียงกันเอง จึงทำให้มีข่าวว่าก่อนหน้านี้นายกรณ์ล็อบบี้ให้นายอภิรักษ์และนายพีระพันธุ์ถอนตัว แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งหากเหลือเพียงนายจุรินทร์กับนายกรณ์ ก็จะสูสี แม้ว่านายจุรินทร์ยังเหนือกว่า

อีกประเด็นหนึ่งคือ ต้องจับตาแรงกระเพื่อมที่ตามมา หลังจากการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้นลง ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะขนาดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้

“อย่าให้เกิดความแตกแยกขึ้น มีความเป็นห่วงปัจจัยภายนอกพรรคเข้ามาครอบงำและชี้นำ การแข่งขันให้พยายามคำนึงว่าเป็นเรื่องภายในพรรค”

และจากประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ เคยถึงขนาดกลุ่มที่แพ้ย้ายออกจากพรรคแล้วไปตั้งพรรคการเมืองใหม่มาแล้ว อย่างเช่น 10 มกราคม 2530 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 4 นายพิชัย รัตตกุล ชนะ นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์  ทำให้ นายเฉลิมพันธ์, นายวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น แยกไปตั้งพรรคประชาชน เข้าทำนอง เสร็จ “ศึกใน” เลือดไหลออกจากพรรค