ลูกหนังการเมืองสูตร “ชินวัตร-ติยะไพรัช”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371546?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังการเมืองสูตร “ชินวัตร-ติยะไพรัช”

14 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,เสี่ยฮั่น,สิงห์เชียงรายยูไนเต็,กว่างโซ่งมหาภัย,สุโขทัย เอฟซี,สโมสรสุโขทัย เอฟซี,คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร,พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร,พยัคฆ์ล้านนา,ไทยลีก
เปิดอ่าน 6,023 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

*************************

ศึกไทยลีกฤดูกาล 2562 ไม่ต่างจากสมรภูมิการเมือง เมื่อกว่าครึ่งหนี่งของสโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดมีนักการเมืองเป็นเจ้าของ เฉพาะภาคเหนือมี 3 ทีม คือ “กว่างโซ่งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี และ “ค้างคาวไฟ” สุโขทัย เอฟซี

กว่างโซ้งกับพยัคฆ์ล้านนานั้น สังกัดค่ายนายใหญ่..คนแดนไกล ส่วนค้างคาวไฟ สายลุงตู่ เพราะเสี่ยสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐบาลประยุทธ์ภาค 2

“ติยะไพรัช” ผงาด

ย้อนไปช่วงปลายปีที่แล้ว “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ สำหรับคนเชียงรายไม่รู้สึกแปลกใจเพราะ 8-9 ปีที่ “บิ๊กฮั่น” ทำทีมลูกหนังก็แสดงออกชัดเจนว่าจะเล่นการเมืองอย่างแน่นอน

8 ธันวาคม 2561 ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ได้มีงานอภิมหาวิวาห์ระหว่าง “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ลูกสาวคนกลางของ ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายก อบจ.เชียงราย กับนายตำรวจหนุ่ม

ครอบครัว ติยะไพรัช -โฮม, ยงยุทธ, ฮาย, ฮั่น และสลักจฤฎดิ์

คืนวันนั้น “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” ให้เกียรติเป็นประธานคล้องพวงมาลัยมงคลสมรสคู่บ่าวสาว สร้างความปีติยินดีแก่ครอบครัวติยะไพรัชเป็นอย่างมาก

เดิมทีมีข่าว “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จะขยับจากรองประธานทีมกว่างโซ้ง ขึ้นเป็นประธานสโมสร สุดท้ายยงยุทธก็เปลี่ยนแผนให้ “โฮม ปิยะรัฐชย์” ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 พรรคเพื่อชาติ

เวลานี้พรรคเพื่อชาติก็ตกมาอยู่ในมือของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ โดยมียงยุทธ เป็นที่ปรึกษาหลังม่าน และส.ส.เพื่อชาติ 5 คน ก็มี “น้องโฮม” เป็นตัวแทนนั่งอยู่ในสภา

แม่เลี้ยงโฮม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ

ส่วนประธานสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จึงตกเป็นของ “ฮาย” ปวิษรัช ติยะไพรัช ลูกสาวคนเล็กของยงยุทธ-สลักจฤฎดิ์

แม่เลี้ยงฮาย ประธานสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด

          เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ “บิ๊กฮั่น” ตกงาน ต้องไปนั่งขอบสนามช่วยน้องสาวดูแลทีมกว่างโซ้ง รอเวลาได้รับภาระหน้าที่ใหม่จากคนแดนไกล

“บิ๊กฮั่น” คุมพยัคฆ์ล้านนา

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่สนาม 700 ปี เชียงใหม่ มีโปรแกรมไทยลีกระหว่างเจ้าบ้าน เชียงใหม่ เอฟซี กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ปรากฏว่า “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ได้ไปนั่งชมเกมคู่นี้ที่ห้องวีไอพี

          จริงๆ แล้ว “บิ๊กฮั่น” เป็นตัวละครสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้างทีม “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี ให้เลื่อนชั้นจากไทยลีก 2 สู่ไทยลีก 1 ฤดูกาลนี้

บิ๊กฮั่น ดูแลทั้งกว่างโซ้ง และพยัคฆ์ล้านนา

สโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี ก่อตั้งโดย “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งบิ๊กฮั่นให้ความเคารพนับถือพ่อเลี้ยงอี๊ด ประหนึ่งพ่อคนหนึ่ง

เมื่อ “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ต้องการเข้ามาทำทีมเชียงใหม่ เอฟซี บิ๊กฮั่นจึงเจรจากับพ่อเลี้ยงอี๊ด จนได้ข้อสรุปว่า ชูชัยจะเป็นประธานคนใหม่ของพยัคฆ์ล้านนา

“ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” เป็นใคร? ทำธุรกิจอะไร? จึงมีเงินถุงเงินถังมาทำทีมลูกหนัง คนเชียงใหม่รู้แต่ว่า “ส.ว.ก๊อง” เป็นทนายความ เรียกกันติดปากว่า ทนายก๊อง

          การเลือกตั้งส.ว.ปี 2551 ทนายก๊องได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน และมีการพลิกโฉมร้านอาหารผาลาดตะวันรอน เป็นอัครสถานบันเทิงครบวงจร ต้นปี 2560 เปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด โดยมี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา

นับแต่ฤดูกาล 2561 ส.ว.ก๊องกับบิ๊กฮั่น ช่วยกันปั้นทีมเชียงใหม่ เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพยัคฆ์ล้านนา

ก่อนสงกรานต์ แฟนทีมพยัคฆ์ล้านนาช็อก เมื่อ “ส.ว.ก๊อง” แถลงลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี หลังมีความคิดไม่ตรงกับคณะกรรมการบอร์ดสโมสร

ส.ว.ก๊อง อดีตประธานสโมสรเชียงใหม่เอฟซี

ถัดจากนั้นสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ทีมในศึกไทยลีก 2 ได้แต่งตั้ง “ส.ว.ก๊อง” ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี เข้ารับตำแหน่งประธานสโมสรทันที

สันนิษฐานว่า ส.ว.ก๊อง อาจไม่ลงรอยกับคนของพ่อเลี้ยงอุดรพันธ์ ต่างจาก “บิ๊กฮั่น” ที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อเลี้ยงอย่างสูง

วันนี้เวียงเชียงใหม่ไร้เงาเจ๊แดง แต่ยงยุทธก็ยังมีบารมีเหนือ ส.ส.เพื่อไทย สายเหนือ แถมลูกชายยังคุมทีมลูกหนังทั้งเชียงราย และเชียงใหม่

          ในอนาคต ยงยุทธคงสยายปีกจากเพื่อชาติเข้าไปคุมเพื่อไทย ในฐานะคนใกล้ชิดติดแทบ “นายใหญ่-นายหญิง”

“ปราสาทเรือนแก้ว” ของเล่นใหม่ “เสี่ยแม้ว”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปราสาทเรือนแก้ว” ของเล่นใหม่ “เสี่ยแม้ว”

14 พฤษภาคม 2562 – 10:15 น.
เรือใบสีฟ้า,คริสตัลพาเลซ,แม้ว,ทักษิณ ชินวัตร,บิ๊กฮั่น,มิตติ ติยะไพรัช,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,สวก้อง,ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 18,379 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เฝ้าลุ้นเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2561-2562 ทีมเรือใบสีฟ้า หรือแมนเชสเตอร์ซิตี สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 6

          บังเอิญวันเดียวกัน มีข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตเจ้าของสโมสรเรือใบสีฟ้า เตรียมควักเงินซื้อสโมสร “คริสตัลพาเลซ” หรือทีมปราสาทเรือนแก้ว ซึ่งเพิ่งจบอันดับ 12 ของตารางพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

สื่อยักษ์ใหญ่ด้านกีฬาของอังกฤษ ได้เคยรายงานว่า โจชัว แฮร์ริส และ เดวิด บลิตเตอร์ ผู้ถือหุ้นของทีมคริสตัลพาเลซ กำลังจะประกาศขายทีมให้ผู้ที่สนใจเข้ามารับช่วงต่อ

สโมสรคริสตัลพาเลซ เป็นทีมเก่าแก่มีอายุ 113 ปี ถือเป็นสโมสรที่ก่อตั้งตั้งแต่ยุคแรกๆ ของอังกฤษ โดยฉายาสโมสรคือ “ปราสาทเรือนแก้ว” สนามเหย้าของสโมสรคือ เซลเฮิสต์พาร์ก ตั้งอยู่กรุงลอนดอน ความจุ 25,456 ที่นั่ง มีรายงานการประเมินมูลค่าของสโมสรแห่งนี้ มีราคาอยู่ที่ 225 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 9,200 ล้านบาท

หลังรัฐประหาร 19 กันยา “ทักษิณ” สิ้นอำนาจ ต้องพเนจรร่อนเร่อยู่ในต่างประเทศ พยายามดิ้นรนกลับเมืองไทย เมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับ ทักษิณจึงเบนเข็มไปลงทุนด้านธุรกิจลูกหนัง โดยเข้าไปเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี ด้วยเงิน 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,360 ล้านบาท) เมื่อกลางปี 2550

ทักษิณเป็นนักกลยุทธ์ การลงทุนในธุรกิจลูกหนังอังกฤษ ก็มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน เหมือนสมัยที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เดินเกมปล่อยข่าวจะซื้อทีมลิเวอร์พูลมาแล้ว

ครั้งที่เทกโอเวอร์เรือใบสีฟ้า ทักษิณในฐานะประธานสโมสรได้แต่งตั้ง พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เข้ามาร่วมบริหารทีม พร้อมกับประกาศขายฝันว่า นักเตะไทยเล่นในพรีเมียร์ลีกได้แน่นอน อันเป็นการหวังผลทางการเมือง

ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า ก่อนตัดสินใจซื้อแมนเชสเตอร์ซิตี้ เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษมากนัก และสนใจทีมลิเวอร์พูล แต่เลือกซื้อแมนฯ ซิตี้ เพราะเป็นทีมหนีตกชั้นที่ราคาไม่สูงมาก

          เพียงแค่ฤดูกาลเดียว ทักษิณก็ขายทีมเรือใบสีฟ้าให้แก่เศรษฐีน้ำมัน กลุ่ม The Abu Dhabi United Group for Development ในราคา 150 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 9,750 ล้านบาท การขายครั้งนั้น ทักษิณฟันกำไรเกือบ 100%

กรณีข่าวทักษิณกับของเล่นชิ้นใหม่ “ปราสาทเรือนแก้ว” ทำไมต้องมีชื่อ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช โผล่เข้ามาในฐานะผู้บริหารทีมคนหนึ่ง ร่วมกับโอ๊ค พานทองแท้

“บิ๊กฮั่น” ประสบความสำเร็จจากการปั้นสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งแต่อยู่ลีกภูมิภาค จนได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยลีก แม้จะไม่ได้เป็นแชมป์ แต่เชียงราย ยูไนเต็ด ก็คว้าถ้วยเอฟเอคัพ และถ้วยบอลลีกมาครอง

สองปีก่อน “บิ๊กฮั่น” จับมือ “ส.ว.ก๊อง” หรือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นคนสนิทเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาบริหารสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นไทยลีกในฤดูกาลนี้

ความสำเร็จของ “กว่างโซ้งมหาภัย” และ “พยัคฆ์ล้านนา” ที่โลดแล่นในลีกสูงสุดของประเทศ ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานของ “บิ๊กฮั่น”

          “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “ยงยุทธ-สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” ฉายแววเจ๋งในฐานะนักบริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ จนเข้าตาทักษิณ แต่ไม่รู้ทำไมในช่วงเลือกตั้ง กลับถูกเลือกเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เมื่อพรรคถูกยุบเลยต้องกลับไปนั่งข้างสนามบอล

ด้วยเหตุนี้กระมัง เสี่ยแม้วจึงขอเรียกใช้บริการ “บิ๊กฮั่น” อีกครั้ง เหมือนจะเยียวยาความรู้สึกครั้งที่ตกเก้าอี้เลขาธิการพรรค ด้วยการก้าวขึ้นคุมทีมพรีเมียร์ลีกในอังกฤษ

ฝันเสี่ยแม้วจะเป็นจริงหรือไม่ ? โปรดติดตามช่วงปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกนี้ มีข่าวใหญ่จากลอนดอนแน่นอน

พระราชทานเงิน 27 โรงพยาบาลพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371537?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระราชทานเงิน 27 โรงพยาบาลพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร

14 พฤษภาคม 2562 – 09:05 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า,กรมแพทย์ทหารเรือ,วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก,โรงพยาบาลรามาธิบดี
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงการดูแลรักษาพยาบาลประชนชน จึงพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลตำรวจ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ

โรงพยาบาลหัวหิน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และโรงพยาบาลท่าวังผ่า จ.น่าน

ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องในงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และส่วนหนึ่งเป็นเงินรายได้จากการจัดงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,407,144,487.59 บาท

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้การรักษาทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์และพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย การรักษาพยาบาลที่ดีมีคุณภาพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ

ทรงพระเจริญ


 โรคสมองฝ่อ-ผู้สูงอายุ
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจมากๆ เพราะเกรงว่าจะเป็นคนแก่ที่เป็นภาระลูกหลาน จึงพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้

วันก่อนได้อ่านพบเรื่อง ‘โรคสมองฝ่อ’ ที่ทางคุณหมอ อธิบดีกรมการแพทย์ และอีกท่านเป็นคุณหมอ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ได้ความรู้ที่น่าในใจ จึงขอนำมาแจ้งให้ทราบว่า

โรคสมองฝ่อเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ สาเหตุหลักคือ การเสื่อมของเซลล์สมองเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อ เช่น การนอนที่ไม่มีคุณภาพ สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด ซึ่งทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายและสมอง

พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผอ.สถาบันประสาทวิทยา ให้ความรู้เรื่อง สมองฝ่อ คือ ภาวะที่ปริมาณเนื้อสมองลดลงเป็นการเสื่อมของอวัยวะในร่างกายตามธรรมชาติ แต่เกิดกับสมองมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุวัย 75 ปีขึ้นไป

โดยมีปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุ เช่น การเสื่อมของสมองตามวัย เกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะกระทบกระเทือนสมอง การรับประทานยาบางชนิด โรคประจำตัวบางชนิด เช่นขาดวิตามินบี 12 โรคติดเชื้อในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสมอง เช่น ภาวะความเครียด พักผ่อนน้อย

ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้ ลืมสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองลดลง ความจำเสื่อม หลงลืม มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

การรักษาโรคสมองฝ่อ หากพบสาเหตุที่แก้ไขได้จะให้การรักษาตามสาเหตุและให้การรักษาตามอาการ ควรหลีกเลี่ยงรับประทานยาที่มีผลต่อการทำงานของสมอง ควรปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยกับการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยกินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ส่วนการป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อ สามารถป้องกันได้หากปรับพฤติกรรมให้เป็นประโยชน์ต่อสมอง อาทิ ฝึกคิด การเล่นหมากรุก ฝึกคิดเลข รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เป็นต้น

ผมจึงขอแจ้งให้ผู้สูงอายุหรืออาจจะไม่สูงอายได้ทราบและป้องกันไว้เพื่อชีวิตร่างกายจิตใจที่ดีครับ

สุรัตน์ (บางแค)


ตอบคุณ ‘สุรัตน์’ บางแค
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์ที่ส่งมา ซึ่งผมขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ผู้สูงอายุหรือกำลังจะสูงอายุสูงวัยได้ทราบ และนำไปเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้เป็นกิจวัตรประจำวัน และทำได้ง่ายๆมาก

เวลานี้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายมากขึ้น และที่สำคัญก็คือต้องเริ่มจากจิตใจดี มองโลกในด้านบวก

สำหรับโรคสมองฝ่อ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากแต่ทุกคนที่สูงวัยอาจจะเป็นได้ ซึ่งเราต้องหาทางป้องกันและพยายามปรับปรุงตัวให้ดีดังคำแนะนำจากคุณหมอด้วย

ขอบคุณในความรู้และคำแนะนำเป็นประโยชน์จากคุณหมออธิบดีกรมการแพทย์และท่านผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ณ ที่นี้ด้วยครับ
อ๊อด เทอร์โบ

แผนรับมือ’เปิดเทอมใหญ่’..การจราจรว้าวุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371470?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนรับมือ’เปิดเทอมใหญ่’..การจราจรว้าวุ่น

13 พฤษภาคม 2562 – 17:40 น.
เปิดเทอมใหญ่,จราจร,รถติด,โรงเรียน
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

โดย… สุริยา ปะตะทะโย / เจษฎา จันทรรักษ์

ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่รอการการแก้อย่างยั่งยืน โดยเป็นปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน ทุกหน่วยงานและทุกรัฐบาลหลายสมัยพยายามหาแนวทางและกำหนดเป็นแผนงานเพื่อขจัดปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่แก้เท่าไหร่ ออกนโยบายอะไรก็ยังไม่เห็นเป็นมรรคผล อาจเป็นเพราะระบบขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ความสะดวกสบายและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางยังไม่ตอบโจทก์เท่ากับการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาการจราจรติดขัดให้หมดไปในเวลาอันใกล้นี้ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งแล้วช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ ย่อมมีผลต่อสภาพการจราจรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น โดยเริ่มโหมโรงเปิดเทอมกันไปบ้างแล้ว แต่โรงเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดเทอมในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ การเตรียมพร้อมรับมือการจราจรในช่วงเปิดเทอมจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

เกี่ยวกับการรับมือ แก้ไข และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรคงหนีไม่พ้น “ตำรวจ” ที่จะเป็นแม่งานหลัก ซึ่งความห่วงใยเรื่องนี้ถูกส่งมาตั้งแต่ระดับรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้นในฐานะ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงกำชับให้ทุกโรงพักที่มีสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ดูแลอำนวยการจราจรจุดรับส่งหน้าโรงเรียน และสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กัน พร้อมประสานเร่งรัดการคืนพื้นผิวจราจรตามแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังสั่งกำชับในการเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวก ขนส่งสาธารณะ การบริหารจัดการจราจรในภาพรวม รวมทั้งการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจรร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมประสานงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในจุดที่เป็นปัญหา เพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กระทั่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรช่วงเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา (ภาคต้น) โดยได้แบ่งเป็น 4 หัวข้อสั่งการ คือ 1.การแก้ไขปัญหาการเปิดสัญญา 2.การแก้ไขปัญหาการจราจรในช่วงเวลาเปิดภาคเรียน 3.การคืนพื้นผิวการจราจรตามแนวรถไฟฟ้า และ 4.การใช้พื้นที่จอดรถไม่ให้กระทบการจราจร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมด้วย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมการขนส่งทางบก และ กรุงเทพมหานคร

ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ที่รับผิดชอบงานด้านจราจร อธิบายว่า สถานศึกษาที่อยู่ในซอยแคบมักมีปัญหาจราจรมาก ซึ่งได้เน้นย้ำระบายรถไม่ให้กระทบถนนสายหลัก โดยให้แต่ละพื้นที่แก้ปัญหาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พร้อมสั่งระดมกำลังตำรวจจราจรเต็มที่ช่วงเดือนแรกของการเปิดภาคเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองคุ้นเคยกับระบบบริหารจัดการจราจร

พล.ต.ต.จิรสันต์ อธิบายอีกว่า ด้วยการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีข้อสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หลัก ๆ อยู่ 9 ข้อ คือ 1.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผู้บังคับบัญชาระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) และรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ต้องลงมากำกับดูแล ร่วมแก้ปัญหากับผู้กำกับ (ผกก.) สถานีตำรวจท้องที่ เมื่อมีปัญหาจราจรติดขัด หรืออุบัติเหตุใหญ่ ส่งผลกระทบไปยังเขตพื้นที่อื่นๆ ในส่วนรองผู้กำกับ (รองผกก.) และสารวัตรจราจร (สว.จร.) ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกครั้ง โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งเด่วนเช้าเย็น

2.ให้สถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีสถานศึกษาบูรณาการร่วมกับโรงเรียนและสถานศึกษาในการอำนวยความสะดวกการจราจร เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ขอความร่วมมือในการจอดรถรับส่งบุตรหลาน และการเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนถึงโรงเรียน โดยตำรวจ ผู้ปกครอง โรงเรียน ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการจุดรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ 3.ประสานความร่วมมือภาคีเครือข่าย เร่งรัดคืนพื้นผิวการจราจรตามแนวก่อสร้างให้ได้มากที่สุด 4.ให้ทุกหน่วยจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ รถยก หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาการจราจรให้พร้อม กรณีรถของประชาชนเกิดอุบัติเหตุ หรือเสีย ตำรวจจราจรที่อยู่ใกล้เคียงต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาและเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางการจราจรให้เร็วที่สุด เพื่อให้การจราจรลื่นไหลไปได้

5.ให้ทุกโรงพักทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจัดทำแผนอำนวยความสะดวกจราจร หรือแก้ไขปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบ จะต้องรายงานกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยการทำแผนขอให้คำนึงถึงสถานกำลังพลตำรวจจราจร และจุดเสี่ยงที่จะวางกำลังประจำจุด ซึ่งขอให้มีการสุ่มตรวจจาก บก., บช.น. และตร. หากออกแผนแล้วไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีการดำเนินการต้องถูกพิจารณาข้อบกพร่อง 6.ให้ทุกหน่วยนำเทคโนโลยีมาบริการจัดการจราจร เช่น การเชื่อมต่อระบบซีซีทีวีเข้าไปในป้อมตำรวจควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามแยกต่างๆ เพื่อให้เห็นท้ายแถวของรถ แล้วบริหารจัดการเฉลี่ยปล่อยรถในเส้นทาง ซึ่งอยากให้เชื่อมต่อไปยังโรงพักด้วย เพื่อให้ผู้กำกับ หรือผู้บริหารในโรงพักได้ร่วมบริหารจัดการ หรือตรวจสอบการจราจรในพื้นที่ของตนเองได้ตลอดเวลา

7.กำชับการแต่งกายตำรวจจราจรทุกนาย จะต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ สะอาด สง่างาม ใช้กิริยาวาจาสุภาพ มีจิตใจให้บริการประชาชน และให้ถือปฏิบัติตามที่ ตร. เคยสั่งไว้โดยเคร่งครัด 8.ให้ บก.จร. พิจารณาจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่สร้างภาพลักษณ์ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องของการจราจรและการให้บริการประชาชน ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดหน้าโรงเรียน สถานศึกษา สถานที่สำคัญๆ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วไว้ให้บริการตามแผนที่เตรียมไว้ และ 9.ให้ศูนย์แก้ไขปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (บก.02) ประชาสัมพันธ์ผ่านหมายเลข 1197 เป็นที่พึ่งให้ประชาชนในการแก้ไขปัญหาจราจร เช่น สอบถามข้อมูลจราจร แจ้งรถเสีย หรืออุบัติเหตุ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ สวพ.91 และจส.100 ร่วมกับแชร์ข้อมูลข่าวสารและสร้างเครือข่าวโซเชียลมีเดีย เพื่อรับรู้ข่าวสารทางโซเชียลมีเดียมาวางแผนในการจัดการจราจร แก้ปัญหารถติด รับแจ้งอุบัติเหตุ

อย่าลืมใช้รถใช้ถนนมีน้ำใจ มีวินัย เคารพกฎลดอุบัติเหตุ เพราะจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองและผู้อื่น..!!

 วันเปิดเทอมโรงเรียนในพื้นที่การจราจรหนาแน่น
1.กลุ่มโรงเรียน ถนนสามเสน ราชวิถี นครราชสีมา ได้แก่ ร.ร.เซนต์คาเบียล (5,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 21 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.เซนต์ฟรังฯ (2,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.โยนออฟอาร์ค (305 คน) เปิดเทอมวันที่ 14 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.ราชินีบน (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 21 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.เขมะสิริอนุสสรณ์ (1,802 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.สามเสนวิทยาลัย (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 8 พ.ค. (มัธยม) ร.ร.อนุบาลสามเสน (1,200 คน) เปิดเทอมวันที่ 8 พ.ค. (อนุบาล+ประถม)

2.กลุ่มโรงเรียน ถนนเพชรบุรี อโศก สุขุมวิท เพลินจิต ได้แก่ ร.ร.เซนต์ดอมินิก (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.วัฒนาวิทยาลัย (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 13 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.มาแตร์เดอีวิทยาลัย (2,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร (1,700 คน) เปิดเทอมวันที่ 27 พ.ค. (มัธยม)

3.กลุ่มโรงเรียน ถนนสีลม สาทร เจริญกรุง ได้แก่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน (5,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 14 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.อัสสัมชัญแผนกประถม (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.อัสสัมชัญคอนแวนต์ (2,700 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (มัธยม) ร.ร.เซนต์หลุยส์ศึกษา (600 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ (5,500 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม)

อย่าลืมสัญญาแรงงานไทยเรียกร้อง 10 ประการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าลืมสัญญาแรงงานไทยเรียกร้อง 10 ประการ

13 พฤษภาคม 2562 – 11:20 น.
อ๊อด เทอร์โบ,แรงงาน,สัญญา
เปิดอ่าน 746 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 เสียงเรียกร้องจากผู้ใช้แรงงาน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นกรรมกรก่อสร้างหรือเรียกกันให้เสนาะหูว่าคนใช้แรงงาน อยากฝากทวงคำมั่นสัญญาข้อเรียกร้อง 10 ประการถึงนายกรัฐมนตรีดังนี้

1.ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 เรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงานและฉบับที่ 98 เรื่องการเจรจาต่อรอง 2.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนำร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ…. ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านประชาพิจารณ์แล้วเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาโดยเร่งด่วน

3.ให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดเกษียณอายุลูกจ้างอยู่ที่ 60 ปี กรณีลูกจ้างมีอายุ 55 ปี ประสงค์จะลาออกการเป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างอนุญาตให้ลาออกได้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างที่เกษียณทุกประการ ให้กระทรวงแรงงานหามาตรการให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 11/1 อย่างเคร่งครัด

4.ให้รัฐบาลปฏิรูปแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคมดังนี้ ปรับฐานการรับเงินบำนาญโดยให้มีอัตราเริ่มต้นที่ 5,000 บาท กรณีผู้ประกันตนเกษียณอายุและรับบำนาญแล้ว เมื่อสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อ ให้มีสิทธิรับเงินบำนาญต่อไป และหรือผู้ประกันตนที่รับบำนาญ ให้คงสิทธิ์ไว้ 3 กรณี ได้แก่ การรักษาพยาบาล ทุพพลภาพและค่าทำศพ ในกรณีที่ผู้ประกันตนพ้นสภาพจากมาตรา 33 และประกันตนต่อ มาตรา 39 การคำนวณเดิมค่าจ้าง 60 เดือน เป็นเงินค่าทนแทนต่างๆ ขอให้ใช้ฐานค่าจ้างจากมาตรา 33 เพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลผู้ประกันตนมาตรา 40 เหมือนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ขยายอายุผู้ประกันจาก 10-60 ปี ขยายเป็น 15-70 ปี กรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อสร้างแรงจูงใจและลดความเหลื่อมล้ำให้รวมทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 เป็นทางเลือกเดียวกัน

5.ให้รัฐบาลรวมกองทุนเงินทดแทนกับกองความปลอดภัยแรงงาน และยกระดับเป็นกองความปลอดภัยแรงงาน 6.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาต่อรัฐสภาเพื่อเป็นกองทุนของลูกจ้าง ส่งเสริมการออมของลูกจ้างในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์ในทุกสถานประกอบการ 7.ออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบและมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้ 8.จัดระบบสวัสดิการหรือกองทุนสวัสดิภาพของรัฐวิสาหกิจให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยังเป็นพนักงานและพ้นสภาพพนักงาน ให้ได้รับไม่น้อยกว่าลูกจ้างภาคเอกชน 9.ให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 74 และ 10.ให้ รมว.แรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2562

จดหมายของผมอาจจะยาวไป แต่เป็นสาระสำคัญที่ขอให้รัฐบาลใหม่ แต่อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนเก่า โปรดช่วยเหลือพวกเราด้วยครับ
ประเสริฐ (ดินแดง)


ตอบคุณ ‘ประเสริฐ’ ดินแดง
ผมเองก็ได้ติดตามข่าววันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติไปเป็นประธานและดีใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และขอให้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้คำนึงนึกถึงแรงงานที่เรียกว่าเป็นมือที่สร้างชาติ

สำหรับข้อเรียกร้องทั้ง 10 ประการที่แจ้งมานี้เป็นเรื่องใหญ่มากและไม่เป็นการเกินเลย และหากทำได้ก็จะเป็นประโยชน์และทำให้ชีวิตคนแรงงานดีขึ้นและมีหลักประกันมั่นคง

เรากำลังจะมีรัฐบาลใหม่และคาดหมายว่ารัฐบาลจะคงนโยบายเดิมด้านแรงงาน โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อความที่ส่งต่อกันมาทางโลกออนไลน์ และเห็นว่ามีแนวความคิดดีมาก

จึงขอส่งต่อมาเพื่อพิจารณาปฏิบัติ และโปรดบอกต่อด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปลูกผลไม้ทางอ้อม
 ทำให้ประเทศไทยเป็นสีเขียว

อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ของเรา เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด ขนุน ฯลฯ กำลังจะมาเยือนเราอีกเช่นทุกๆ ปี

เมื่อฤดูกาลแห่งผลไม้มาถึง เมื่อพวกเรากินเนื้อของมันหมดแล้วอย่าโยนเมล็ดผลไม้เหล่านั้นลงในถังขยะของคุณ แทนที่การเทลงถังขยะ กรุณานำเมล็ดเหล่านั้นมาล้าง นำไปผึ่งแดดให้แห้ง และห่อเก็บไว้ในหนังสือพิมพ์เก็บไว้ในรถของคุณ และเมื่อใดที่คุณออกไปข้างนอกและพบกับพื้นที่เปิดโล่ง ที่ดินรกร้าง หรือป่าในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นข้างถนนในหมู่บ้าน ป่าข้างทาง บนที่ดินว่างเปล่าให้โยนเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ลงไป เพื่อให้พวกมันงอกและเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ด้วยการทำสิ่งที่เรียบง่ายนี้ เราสามารถเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการเพิ่มสีเขียวให้กับโลก แม้เพียงต้นไม้ต้นเดียวในแต่ละฤดูกาลแก่โลกของเรา ภารกิจของเราในการเปลี่ยนโลกใบนี้เป็นสีเขียวก็จะประสบความสำเร็จ

รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนประชาชนทุกคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายคนผลักดันแคมเปญนี้อย่างจริงจัง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จำนวนไม้ผลในป่าทวีคูณโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

ด้วยความคิดริเริ่มที่ยอดเยี่ยมนี้ พวกเราสามารถช่วยกันเพื่อกระจายความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติ ด้วยวิธีที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพนี้ได้

ไขปัญหาสูตรคำนวณเลือกตั้ง 62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขปัญหาสูตรคำนวณเลือกตั้ง 62

13 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,สูตรคำนวณเลือกตั้ง 62
เปิดอ่าน 542 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จนล่วงเลยมาเดือนเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็เพิ่งจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั้ง ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อไป พร้อมกับตัวเลข ส.ส.จากพรรคเล็กกว่า 13 พรรคที่ได้เก้าอี้ในสภาเพียงเก้าอี้เดียว ซึ่งสามารถเข้าสภาได้จากสูตรคำนวณของ กกต. ทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ มาจาก 27 พรรค ทำลายสถิติการมี ส.ส. จากพรรคการเมืองจำนวนมากที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม มีความสำเร็จอยู่บ้าง คือการดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่จุดบกพร่องซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สืบเนื่องมาจนถึงขณะนี้คือความผิดพลาดในการบริหารจัดการ และการประกาศผลการเลือกตั้ง

ผลที่ตามมาอย่างที่ปรากฏกว้างขวางในโลกออนไลน์ คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และไม่ไว้วางใจต่อการเลือกตั้ง รวมถึงผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“จุดบกพร่องมีเยอะ ตั้งแต่การนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งไม่มีมาตรฐาน บัตรเสีย บัตรดี ใช้เกณฑ์อะไรทำไมถึงไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นชัดว่าขาดการฝึกอบรมกรรมการประจำหน่วย การนับเองก็มีความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ประชาชนสงสัยว่าถ้านับใหม่คะแนนเหมือนเดิมไหม ยังไม่รวมถึงกรณีบัตรเสียที่ส่งมาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า กกต. ไม่เข้าใจการจัดการการเลือกตั้งเลย”

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการประกาศจำนวนคนมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 75 รวมถึงกรณีบัตรเขย่งที่มีการกล่าวอ้าง ก็สะท้อนได้ชัดเจนว่า กกต.ไม่เข้าใจตัวเลขการเลือกตั้ง ทำให้การรายงานผลที่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ขณะที่ สูตรคำนวณเก้าอี้ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ขยายความไม่พึงพอใจของสาธารณชนต่อ กกต. เนื่องจากทาง กกต. ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยปัญหานี้ว่าการใช้สูตรนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ กกต. จึงยิ่งลดลงเข้าไปอีก

อาจารย์สิริพรรณระบุว่า ท่าทีของ กกต. เป็นการสะท้อนว่าต้องการโยนเผือกร้อนให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยเหลือ แต่ศาลกลับวินิจฉัยว่า กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ดังนั้น กกต.จึงมีหน้าที่อธิบายตามขั้นตอนของกฎหมายให้สาธารณะเข้าใจด้วย

“กกต.ชุดนี้สอบตกในเรื่องการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างรุนแรง เรื่องสูตรการคำนวณทำไมถึงไม่ชี้แจงก่อนการเลือกตั้งให้ชัดเจน พอมาวันที่ 8 พฤษภาคมมาประกาศมีพรรคเล็กๆ ได้ที่นั่ง 1 ที่นั่ง คนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ เป็นการบั่นทอนสถาบันการเลือกตั้งในอนาคต ประชาชนยิ่งสูญเสียความหวังต่อการเลือกตั้ง”

อาจารย์สิริพรรณกล่าวว่า ปัญหาของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้นี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีผลเสียตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กกต.อาจจะมีความผิดในแง่ของการบริหารจัดการและการสื่อสารต่อประชาชน แต่ตัวคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรออกมารับผิดชอบต่อกรณีนี้ด้วย โดยเฉพาะการใช้สูตรคำนวณที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง และไม่สะท้อนต่อความต้องการของประชาชน ถึงแม้ว่า กรธ.จะระบุว่าคะแนนเสียงจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างที่อ้างไว้ตั้งแต่ทีแรกก็ตาม

“ตัวสูตรมันนิ่งอยู่แล้ว แต่วลีที่เขียนในกฎหมายมันไม่ชัดเจน กรธ.มีการใช้วลีว่า ให้จัดสรรกับพรรคที่ ส.ส.ต่ำกว่าจำนวนที่พรรคจะพึงมี แต่ต้องไม่เกินจำนวน ส.ส.พึงมีได้ ผลปรากฏว่ารัฐธรรมนูญไม่ให้ปัดเลขทศนิยม แต่ให้เกลี่ยให้พรรคเล็กจนครบ 150 ที่นั่ง แม้ว่าจะได้คะแนนไม่ถึง 70,000 เรียกระบบ Loser Bonus System (ให้รางวัลกับพรรคที่ได้เสียงน้อย) เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ส.ส.จะไม่ถึง 150”

กรณีนี้จึงเรียกได้ว่า กฎหมายที่ระบุไว้ไม่ครอบคลุมไปถึงการกำหนดสูตร ทำให้มีความสับสน ไม่ชัดเจน มิหนำซ้ำ ตัว กกต.เองก็ไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนว่านำสูตรมาใช้อย่างไร ไม่มีการยกตัวอย่างในประกาศของ กกต. ตั้งแต่แรก สะท้อนถึงการไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร และนำมาซึ่งความสูญเสียวิกฤติศรัทธาต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลต่อสภาพการเมืองไทย ในแง่ของระบบที่เน้นหัวหน้าพรรคมากกว่านโยบายของแต่ละพรรค และการปรากฏตัวของพรรคเล็กๆ จนเกิดกรณีพรรคงูเห่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากและขาดเสถียรภาพอย่างชัดเจน

“การกอบกู้ศรัทธาของ กกต. อยู่ที่การประพฤติตัวต่อจากนี้ ตามจริงการเปิดเผยคะแนนดิบสามารถกอบกู้ศรัทธาได้บ้าง ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามกระทำ แต่ถ้าประกาศไปแล้วไม่ตรงกับความเป็นจริงตอนนี้ กกต.จะยิ่งเละกว่าเดิม และต้องระมัดระวังมากๆ ต่อการให้ใบแดงใบเหลืองใบส้มใบดำพรรคการเมืองต่อจากนี้ด้วย ประชาชนเขารู้หมดนะ” อาจารย์สิริพรรณกล่าวทิ้งท้าย

“ลุงป้อม”จะได้ไปต่อกับครม.บิ๊กตู่2หรือไม่…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงป้อม”จะได้ไปต่อกับครม.บิ๊กตู่2หรือไม่…

13 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช
เปิดอ่าน 952 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สายสัมพันธ์ของพี่, เพื่อน, น้อง ระหว่างขุนพลแต่ละเหล่าทัพนั้น ว่ากันว่าแน่นเหนียวยากที่จะแซะออกจากกันได้ ยิ่งหากเคยเป็นเจ้านายและลูกน้องนับแต่วันวานยันวันนี้ความสัมพันธ์ยิ่งจะทวีความเหนียวแน่นไปแบบทวีคูณและน่าจะทิ้งกันยากยิ่งในช่วงที่ต้องลุยกับเหตุการณ์ลำบาก

พี่ใหญ่ของ “3ป.” คือ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นซีเนียร์ที่คอยค้ำจุนบัลลังก์ให้แก่น้องเล็กคือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. มาตั้งแต่หลังการยึดอำนาจ เพราะหลายสิบปีก่อนบิ๊กตู่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของลุงป้อมเสมอมา และวันที่บิ๊กตู่ต้องอาสามาทำหน้าที่ยุติความขัดแย้งและเตรียมคืนประชาธิปไตยให้คนไทยในเร็ววันนี้นั้น ถามว่ายามนี้จำเป็นที่บิ๊กตู่ต้องอาศัยชั่วโมงบินของลุงป้อมมาช่วยหรือไม่…

หากย้อนเวลาไปในอดีต…หลายต่อหลายครั้งที่ลุงตู่ต้องเผชิญวิกฤติที่ถาโถมเข้ามา …ทว่าพี่ใหญ่แห่งค่าย “3ป.” คนนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้รับหน้าเสื่อและยอมเป็นผู้บาดเจ็บแต่เพียงลำพัง เพื่อให้ “รัฐบาล” เดินไปอย่างมีเสถียรภาพ

การยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้บิ๊กตู่ลุยไปข้างหน้าแบบไม่ต้องพะวงหลังในช่วงวันวานจวบจนวันนี้ ภารกิจของ “ลุงป้อม” ที่โดดเด่นตั้งแต่เริ่มต้น…

คงเป็นเรื่องของการตระเตรียมการคัดสรรสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีทั้งสายคนการเมืองเก่าและสายอื่นๆ เข้ามาร่วมในการร่างและคลอดกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะมี ส.ว. 250 คนเป็นกำลังสำคัญให้แก่รัฐบาลใหม่หลังมีการเลือกตั้ง และเป็นทีมงานซึ่งจะทำให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ตรงนี้เป็นอีกบทบาทสำคัญที่บิ๊กป้อมคอยกุมบังเหียนเพื่อให้น้องตู่ได้ทำงานอื่นๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อมุ่งหน้าในการพัฒนาบ้านเมือง

บางครั้งบิ๊กป้อมยังคอยเก็บกวาดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้ต้องถึงมือลุงตู่ และยิ่งปัญหาปากท้องของประชาชนในหลากกรณีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่บิ๊กป้อมสั่งการและลงไปดูแลด้วยตัวเองเพื่อให้ชาวประชารับรู้ว่า เพลาที่ผ่านมา…บิ๊กตู่มิได้นิ่งนอนใจและดูดายสังคม

ไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน, การเอารัดเอาเปรียบของนายทุนต่อลูกหนี้, การคืนสิทธิต่างๆ ที่จะให้ชาวบ้านมีพื้นที่ลืมตาอ้าปากครั้งใหม่หลังเสียรู้นายทุนหน้าเลือดนั้น จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลนี้ดำเนินการเคลียร์ความทุกข์ยากของชาวบ้านด้วยการคืนโฉนดที่ดินและคืนความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านให้ได้กลับไปครอบครองที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประชากรในประเทศ และกำลังจะเริ่มครั้งใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

การลุยกับนายทุนที่ทำนาบนหลังคนนั้น…จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะบางกรณีนั้นนายทุนใช้ช่องกฎหมายในการเข้าไปยึดสินทรัพย์ของชาวบ้านที่นำไปเป็นหลักประกันเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแต่ความจริงกลับต้องเสียเปรียบมหาศาล ฉะนั้นการขับเคลื่อนช่วยชาวบ้านในลักษณะนี้ของบิ๊กป้อม มองได้ว่าเป็นการต่อสู้เชิงจรยุทธ์ ที่ต้องอาศัยบารมีเป็นที่ตั้งถึงจะสามารถนำกฎหมายไปสยบนายทุนที่รีดเลือดคนทุกข์ยากได้อยู่หมัด และยอมจำนนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะจะพบว่า หลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา แค่มีกระแสข่าวว่าทีมงานปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนที่มีบิ๊กป้อมนั่งหัวโต๊ะจะส่งทีมงานลงไปตรวจสอบและแเก้ปัญหา ก็มีการแจ้งความจำนงว่าขอเจรจาก่อนล่วงหน้าจากนายทุน โดยไม่อยากให้ใช้กำลัง และมีบทสรุปจบลงด้วยการคืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้แต่โดยดี ภายใต้เงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด การบ้านข้อนี้ที่ลุงตู่สัญญาไว้นั้น บิ๊กป้อมรับหน้าที่สางทุกข์นี้ให้หมดไป…

แต่ดูเหมือนยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายในการเตรียมตัวตั้งรัฐบาลใหม่ สภาวะวันนี้ดูเหมือนบิ๊กป้อมจะกลายเป็นเป้านิ่งให้หลายฝ่ายนำมาโจมตีเรื่องของความเหมาะสมในการทำงาน

แหล่งข่าวที่สื่อหลากแขนงและคนการเมืองมองกันว่า เป็นข่าวปล่อยที่หวังสกัดพี่ใหญ่แห่งค่าย “3ป.” ให้เข้าหูบิ๊กตู่แบบไม่ต้องไปพบด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วกรณีที่บังเกิดกับสื่อหลายแขนงในช่วงเวลาไม่นานมานี้ หลายคนในวงการการเมืองรู้ดีว่า…เป็นเรื่องการต่อรองให้ได้มาซึ่งอำนาจ ทุกกลยุทธ์ ข้อด้อยหลากกรณีของคู่แข่งทางการเมืองจึงถูกนำมาขุดคุ้ยหวังทำลายชื่อเสียง หรือลดทอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่กำลังตั้งไข่

แม้แต่ตัวบิ๊กป้อมเองก็โดนกระหน่ำ เพราะทุกขั้วที่จะมาจับมือกับพลังประชารัฐรู้ดีว่า หากไร้บิ๊กป้อมแล้วนั้น การต่อรองให้ได้โควตาจะง่ายแสนง่าย การที่บิ๊กป้อมรับบทพ่อบ้านในการรับพิจารณาดีลการเมืองแทนบิ๊กตู่เพื่อเป็นเสาค้ำบัลลังก์ให้บิ๊กตู่ในการลุยงานครั้งหน้าแบบสะดวกโยธินนั้น “พี่ใหญ่คนนี้แห่งค่าย 3ป.” จะนิ่งเฉยต่อไปได้อย่างไร เมื่อวันนี้ “ลุงตู่” กำลังถูกขั้วตรงข้ามตอกลิ่มให้คนที่จะมาหนุนลุงตู่เกิดความหวาดระแวงขัดแย้งกันเอง เพื่อสลายความแข็งแกร่งของรัฐบาลทหาร และ คสช.

โดยเฉพาะการเสี้ยมให้พี่ใหญ่กับน้องเล็กค่าย “3ป.” แตกคอกันเองนั้นมีมาหลายเพลาแล้ว

หากถามว่า…ทำไมถึงต้องใช้กลยุทธ์ในการเสี้ยมพี่น้องให้ขัดแย้งกัน คำตอบคือ ก็เพราะว่าชัยชนะของการเลือกตั้งครั้งนี้ใครก็รู้กันเป็นอย่างดีว่า…หากไร้ซึ่งบิ๊กป้อมในการแก้ปัญหาหลังบ้านแล้วไซร้…โอกาสที่ชัยชนะจะเป็นของพลังประชารัฐในการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเห็นทีจะหืดขึ้นคอ

ยิ่งพอมีข่าว 4 กระทรวงหลักในการวางตัวเสนาบดีชุดใหม่…ไม่ว่าจะเป็น มหาดไทย คมนาคม กลาโหม และกระทรวงเศรษฐกิจฯ จะตกเป็นของพรรคพลังประชารัฐ แล้วนั้น… แน่นอนว่าพรรคอื่นๆ ที่จะมาแตะมือหนุนลุงตู่ยากที่จะยอมรับ เพราะใครๆ ก็อยากครอบครองกระทรวงเกรดเอ เนื่องจากไม่เพียงเฉพาะงบของกระทรวงเหล่านี้ที่จะหว่านลงไปเพื่อหวังผลในพื้นที่ต่างๆ ในวันข้างหน้าเพื่อเป็นผลงานของเจ้ากระทรวงที่ขับเคลื่อนนโยบายนั้นๆ แต่ความจริงอีกข้อหนึ่งที่มิควรละเลยคือกระทรวงเหล่านี้เป็นเสมือนขุมอำนาจที่ค้ำบัลลังก์เสถียรภาพของรัฐบาลด้วย

ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญให้หลายฝ่ายร่วมโจมตีพี่ใหญ่แห่ง “3ป.” แบบไม่ยั้งมือ เพราะหากขาดพ่อบ้านที่เจนเกมการเมืองและเข้าใจแรงต่อรองที่คนการเมืองวาดหวัง โดยทำหน้าที่คอยปัดกวาดเช็ดถูให้บิ๊กตู่แล้ว…ถามว่าวันหน้าใครจะเป็นผู้ตามเช็ดล้างปัญหาและรับหน้าเสื่อแทนบิ๊กตู่แบบที่พี่ใหญ่ค่าย ”3ป.” ทำมาแล้ว และควรที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป

ตรงนี้หรือ…คือจุดอ่อนของรัฐนาวาลุงตู่ ที่หลายคนพยายามจะบอก

ทั้งๆ ที่บิ๊กป้อมคือยาสามัญประจำบ้านที่ลุงตู่มิอาจขาดได้ด้วยซ้ำ…

ลอกคราบ “ลุงสนามหลวง” จุดจบแดงไร้เดียงสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ลุงสนามหลวง” จุดจบแดงไร้เดียงสา

13 พฤษภาคม 2562 – 10:38 น.
ลุงสนามหลวง,แดงฮาร์,องค์การสหพันธรัฐไท,สหพันธรัฐไท,วิทยุแดงใต้ดิน,วิทยุใต้ดิน,แดงใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,โกตี๋,อุ้มหาย,หายตัว,วิทยุใต้ดินฝั่งลาว
เปิดอ่าน 30,699 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 พ.ค. 2562

****************

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เอาตัวรอด ได้เป็น “พลเมืองฝรั่งเศส” ส่งเสียงโวยวายกรณี “ลุงสนามหลวง” กับสองสหาย อ้างว่าทางการเวียดนามส่งตัวกลับไทยแล้ว โดยไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน

ตรงกันข้าม นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ไม่เคยพูดถึง “พฤติกรรม” ของลุงสนามหลวง และวิธีการปลุกระดม ผ่านยูทูบช่องสนามหลวง 2008 ที่ประกาศตัวเป็นนักปฏิวัติ และไม่สนใจแนวทางรัฐสภา เพราะมีเป้าหมาย “โค่น..ลูกเดียว”

ลัทธิวีรชนเอกชน

ปลายปี 2560 กลุ่มลุงสนามหลวง หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบหรือวิทยุใต้ดินให้สมาชิกองค์กร “สหพันธรัฐไท” ที่อยู่ในไทย ออกมา “ป่วน” งานพระราชพิธีสำคัญ

ขณะนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี” ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ถ้าแน่จริง ลุงสนามหลวงต้องกลับมาทำเอง อย่ายุชาวบ้านออกไปตายแทน

ช่วง 5 และ 10 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงปลุกให้สมาชิกสหพันธรัฐไท สวมเสื้อดำมาทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ และได้มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จริง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวเข้าไปปรับทัศนคติภายในค่ายทหารประมาณ 5 คน

สาวกลุงสนามหลวง ทำกิจกรรมท้าทาย ลงท้ายก็ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ

เสื้อสหพันธรัฐไท ที่สาวกลุงสนามหลวงผลิต

รวมถึง “สหายดาบ” ลัดดาวัลย์ ชีวะสุทธิ์ ภรรยาของลุงสนามหลวง พร้อมลูกชาย ก็ถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร 7 วัน ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

          ลุงสนามหลวงได้แต่ส่งเสียงข้ามโขง เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวภรรยาและลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

จำได้มั้ย “ชีพ ชูชัย”

ระหว่างปี 2517-2519 ลุงสนามหลวง หรือชื่อจริง “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นประธานชมรมนิยมไทย ได้ร่วมเคลื่อนไหวต้านเผด็จการ และเข้าป่าอีสานใต้ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย”

หลังปี 2524 ชูชีพพาภรรยาคืนสู่เมือง เรียนหนังสือต่อ และประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ยังไปมาหาสู่กับเพื่อนนักศึกษาที่เข้าป่าอีสานใต้ ซึ่งรวมตัวกันในนาม “สโมสร 19”

ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชูชีพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเหล็กเส้น เนื่องจากมีเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวมหิดลนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ชูชีพตั้งตัวเองเป็นประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

ลุงสนามหลวง, ข้าวเหนียวมะม่วง และ ยังบลัด

          ตอนนั้น ชูชีพทำเว็บไซต์ใต้ดิน จัดรายการวิจารณ์สถาบันเบื้องสูงในนาม “ชีพ ชูชัย” พร้อมกับสนับสนุนอดีตสหายอีสานใต้กลุ่มหนึ่ง ผลิตเอกสาร “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง”

20 สิงหาคม 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ภายหลังกล่าวพาดพิงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกอากาศผ่านทางวิทยุชุมชน และผ่านทางเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต

ชูชีพหนีออกจากไทยไปหลบภัยอยู่ในเมืองจีน โดยหวังจะให้เครือข่าย “นายใหญ่” ช่วยเหลือ แต่ผิดหวัง เขาถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เลยเปลี่ยนแผนหนีมากบดานอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์

          อยู่ว่างๆ เลยเปิดช่องสนามหลวง 2008 ทางยูทูบ จัดรายการวิจารณ์การเมืองฉบับใต้ดิน

อีโก้แถมไร้เดียงสา

ต้นปี 2559 “โกตี๋” หนีจากเขมรมาอยู่ลาว ได้มาร่วมงานกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ ในนาม “สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย” โดยโกตี๋ ในนามแฝงจัดวิทยุว่า “สหายหมาน้อย” และชูชีพใช้ชื่อ “ลุงสนามหลวง” เวลานั้น สถานีวิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ที่ส่งกระจายเสียงจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีคนเสื้อแดงติดตามรับฟังกันครึกโครม

19 พฤศจิกายน 2559 สถานีวิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ประกาศยุติการกระจายเสียงชั่วคราว เนื่องจากกรมตำรวจสันติบาลลาว ได้ขอให้หยุดการกระจายเสียง

5 ธันวาคม 2559 วิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กลับมาออกอากาศทางยูทูบอีกครั้ง พร้อมคำประกาศจัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” เพื่อเป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย

โกตี๋ หรือ สหายหมาน้อย 

          สมาชิกสหพันธรัฐไท มีอยู่ 7 คน ประกอบด้วย 1.ลุงสนามหลวง (ชูชีพ ชีวะสุทธิ์) 2.โกตี๋ (วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ) 3.ขุนทอง ไฟเย็น (ไตรรงค์ สินสืบผล) 4.แยม ไฟเย็น (รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล) 5.สหายร้อยสิบสอง (วัฒน์ วรรลยางกูร) 6.สหายยังบลัด (กฤษณะ ทัพไทย) 7.สหายเผด็จ (สมเจตน์ คงวัฒนะ)

ทุกคนรวมตัวกันอยู่ในบ้านหลังใหญ่ และกลางปี 2560 โกตี๋กับชูชีพทะเลาะกันรุนแรง เรื่องเงินๆ ทองๆ และจบด้วยการแยกกันอยู่ บ้านใครบ้านมัน

สุรชัย แซ่ด่าน และ ขุนทอง ไฟเย็น

ถัดจากนั้นไม่นาน โกตี๋ถูกกลุ่มชายนิรนามอุ้มหายไป ส่วนลุงสนามหลวงหรือชูชีพ ยังเดินหน้าจัดวิทยุใต้ดินต่อไป

          ที่สุด ลุงสนามหลวง อาจประสบชะตากรรมเดียวกันกับโกตี๋ และ สุรชัย แซ่ด่าน ที่หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย

เพื่อไทยปล่อยอนาคตใหม่เคลื่อนไหวชิงธงตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทยปล่อยอนาคตใหม่เคลื่อนไหวชิงธงตั้งรัฐบาล

13 พฤษภาคม 2562 – 09:45 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ตั้งรัฐบาล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เจ๊หน่อย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 8,798 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ต่างเห็นอาการแปลกๆ ของพรรคเพื่อไทย ที่หยุดการเคลื่อนไหวรวบรวมเสียงที่หลังจากไปผนึกกัน 7 พรรค และได้เสียงนับรวมกัน 245 เสียง ยังไม่ข้ามเส้น “กึ่งหนึ่ง” ของสภาผู้แทนราษฎร แต่แล้วดูเหมือนพรรคเพื่อไทยหยุดเคลื่อนทัพรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลเสียดื้อๆ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ (หลัง 24 มี.ค.-ก่อนสงกรานต์) มีความพยายามของแกนนำเพื่อไทยหลายระดับต่อสายพรรคเล็ก เพื่อหวังดึงมาอยู่ร่วมในการตั้งรัฐบาล แต่หลังประกาศรับรอง ส.ส.ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 7-8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลเหมือนก่อนหน้านี้

          เพื่อไทยหันไปสู่เกมการสร้างทางตันหรือล้มกระดาน ด้วยการมุ่งไปฟ้องร้องการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะการประกาศดำเนินคดีการเลือกวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของ กกต. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่หากเป็นไปดังยุทธศาสตร์เพื่อไทย จะนำไปสู่การ “ต้องมีอันเป็นไป” ของรัฐบาลที่กำลังตั้งใหม่ และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้ เพราะครั้งนี้ เพื่อไทยสรุปภายในว่า “ยากที่ฝั่งเพื่อไทยจะชิงธงตั้งรัฐบาล” 

ประกอบกับความไม่เป็นเอกภาพในการขับเคลื่อน การนำทัพของพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ยังไม่แน่ใจว่าคนแดนไกลจะสนับสนุนใคร ระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นเป็นผู้ท้าชิงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขณะที่มีข่าวลอยออกมาเป็นระยะๆ ว่า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เริ่มถอยออกจากศูนย์อำนาจของพรรคเพื่อไทย

          ความไม่เป็นเอกภาพนี้ทำให้โอกาสที่จะขับเคลื่อนชิงธงกับ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งรางเลือน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ “หนุ่มห้าว” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขันอาสานำทัพ รณรงค์สกัดกั้นการหวนคืนนายกรัฐมนตรีรอบสองของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งยุทธศาสตร์ ปิดสวิตช์ ส.ว. หวังเอาเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 376 เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเลย 

แน่นอนว่าการจะได้เสียง ส.ส.เกิน 376 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย หากไม่ได้ 2 พรรคนี้เข้าร่วมยุทธศาสตร์ปิดสวิตช์ ส.ว. แนวคิดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ “แท้ง” ทันที

          จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ ธนาธรจะประกาศตนตั้งแต่วันแรกที่ไปรับใบรับรองความเป็น ส.ส. ว่าจะไปเจรจากับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยด้วยตัวเอง ปัญหาอยู่ที่ ทั้งสองพรรคจะตอบรับการเจรจาของ “หนุ่มห้าว” อย่างธนาธร หรือไม่ เท่านั้น

การที่พรรคเพื่อไทย ปล่อยให้ อนาคตใหม่ เล่นบทนำในการชิงธงตั้งรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะประเมินแล้วว่า โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะเล่นบทนำนั้นไม่ประสบผล เพราะเป็นคู่ขัดแย้งเดิม มิใช่การเจรจากับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเท่านั้นที่ไม่เป็นผล เพราะอยู่คนละขั้วกันมานาน แต่เกมนี้เพื่อไทยและอนาคตใหม่วิเคราะห์กันว่า การเจรจาอย่างเดียวไม่เป็นผล จำเป็นต้อง “สร้างกระแส” กดดันสองพรรคนี้ด้วย ถึงจะทำให้การเจรจาเป็นผลได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน “หน้าชก” ใช้อนาคตใหม่สร้างกระแส จะดีกว่า

เหนืออื่นใด สถานการณ์และบรรยากาศ ที่ “ข้อมูลใหม่” เต็มไปหมด กดดันให้เพื่อไทยไม่กล้าเป็นหัวหอกในการเดินเกม เพราะมิอาจประเมินได้ต่อผลกระทบ ที่จะสะท้อนกลับมา จึงต้องเข็นพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังห้าวเต็มที่ในเวลานี้ “ลองของ” เสียก่อน

          นี่คือความเขี้ยวของพรรคการเมืองเก่าที่มีเหนือพรรคการเมืองใหม่ ส่วนนักการเมืองใหม่กำลังร้อน กำลังมัน ลืมเหลียวหลังกลับไปดูว่า “ถูกหลอกใช้นี่หว่า“ กลับมาดูอีกทีอาจ “สายเสียแล้ว”

ศุภชัย เชื่ออภิปรายญัตติแก้รธน.ไร้ปัญหา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ศุภชัย เชื่ออภิปรายญัตติแก้รธน.ไร้ปัญหา

10 ธันวาคม 2562 – 09:57 น.
อภิปรายญัตติแก้รธน
เปิดอ่าน 16 ครั้ง

“ศุภชัย” เชื่ออภิปรายญัตติแก้รธน.ไร้ปัญหา พร้อมควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ บอกกรณี “ไวพจน์” ยังมีสถานะส.ส.​แต่จะร่วมประชุมหรือไม่ อยู่ที่จิตสำนึก

รัฐสภา –  10  ธันวาคม 2562-นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 11 ธันวาคม เพื่อพิจารณาญัตติด่วน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาหรือมีประเด็นที่ต้องวิตก

เพราะการควบคุมและกำกับการทำหน้าที่ในการประชุมต้องยึดข้อบังคับการประชุมสภาฯ เป็นหลัก ทั้งนี้ยอมรับว่าจะมีส.ส.ที่อภิปรายเป็นจำนวนมาก หากวันที่ 11 ธันวาคมอภิปรายไม่แล้วเสร็จ จะต่อในการประชุมครั้งถัดไป ส่วนระยะเวลาการอภิปรายของสมาชิกนั้น จะเป็นไปตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามตนพร้อมหน้าที่ไปจนถึงเวลาเที่ยงคืน

“ผมเชื่อว่าการประชุมและการอภิปรายไม่มีอะไรที่ต้องวิตกหรือกังวล หากจะมีการพูดคุยก่อนการประชุมอาจเชิญ ส.ส.ที่เป็นผู้เสนอญัตติ ที่มีทั้งสิ้น 6 ญัตติมาพูดคุยกันเท่านั้น ส่วนที่หลายฝ่ายประเมินว่าอาจมีการอภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอก หรือรัฐบาลนั้น สภาฯ​มีข้อบังคับที่กำกับไว้แล้ว โดยเรื่องอภิปรายใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับญัตติต้องตักเตือนสมาชิกให้พูดอยู่ในประเด็น” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวถึงกรณีการเข้าร่วมประชุมสภาฯ ของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกออกหมายจับของศาล ว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ ยังมีสถานะเป็นส.ส.​ส่วนจะเข้าร่วมประชุมหรือไม่ตนไม่ทราบ ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสถานะของพ.ต.ท.ไวพจน์คือนักโทษและไม่เหมาะสมที่จะมาร่วมประชุมสภาฯ นั้นตนมองว่าขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของบุคคล.