เพื่อไทย จี้ กรมป่าไม้-ส.ป.ก. เดินหน้าคดีปารีณารุกทีป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เพื่อไทย จี้ กรมป่าไม้-ส.ป.ก. เดินหน้าคดีปารีณารุกทีป่า

9 ธันวาคม 2562 – 16:24 น.
เพื่อไทย,ปารีณา,คดีรุกที่ป่า,กรมป่าไม้,สปก,เตี้ยอุ้มค่อม
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

เพื่อไทย จี้ กรมป่าไม้ – ส.ป.ก. เดินหน้าคดี ปารีณา รุกที่ป่า อย่าทำตัวเตี้ยอุ้มค่อม ระบุต้องบังคับใช้กม.ตรงไปตรงมา หากละเลยถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 – นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการถือครองที่ดินส.ป.ก. และกรมป่าไม้ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า ตนเริ่มรู้สึกว่าอาจจะหวังกับหน่วยงาน ส.ป.ก. ไม่ได้ รวมถึงกรมป่าไม้ ด้วย จึงตั้งคำถามว่าถ้า น.ส.ปารีณา ไม่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีภาพกอดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะรอดอย่างวันนี้หรือไม่ ตนจึงขออย่าทำตัวเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม ซึ่งคนอุ้มก็ป่วยคนถูกช่วยก็ไม่สบาย ดังนั้นจึงเรียกร้องว่า ทั้งกรมป่าไม้ ทั้งส.ป.ก. ประชาชนยังรออยู่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รัฐบาลมาแล้วไปและข้าราชการยังอยู่กับประชาชนต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมา

นายอนุสรณ์ กล่าวอึกว่า ส่วนกรณีที่ นายทวี ไกรคุปต์ อดีต รมช.คมนาคม บิดา น.ส.ปารีณา บอกว่าที่ดินผืนดังกล่าว ซื้อมาจากทหาร จึงตั้งข้อสังเกตว่าเคยมีนโยบายทหารทวงคืนผืนป่า แล้วมีคำถามว่ามีทหารไว้ทำไม และขณะนี้ มีคำถามเพิ่มว่ามีทหารไว้รุกป่าหรือไม่ ที่ทหารทวงผืนป่าคือทวงมาให้นักการเมืองหรือทวงมาให้ผู้ถืออำนาจรัฐหรือไม่ จึงขอเรียกร้อง เพราะไม่คาดหวังรัฐบาล และพรรคพลังประชารัฐที่พยายามจะช่วย แต่หวัง ส.ป.ก. หวังกรมป่าไม้ และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาอย่าออกมาชี้นำข้าราชการจนเสียขบวน ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ด้าน นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนี้ มีความน่าสงสัย ในหลายประการ โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อเท็จจริง ต้องเน้นย้ำให้เข้าใจว่า น.ส.ปารีณา ที่ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าว ตั้งแต่ยังเป็นป่าสงวน ยังไม่ได้เป็น ส.ป.ก. ดังนั้นเรื่องนี้ ข้อกฎหมายระบุว่า หากกระทำความผิดตั้งแต่วันใด ให้เริ่มนับตั้งแต่วันนั้น แม้ภายหลังจะมีการประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ก็ไม่ได้ทำให้การครอบครองในอดีตพ้นผิด ป่าสงวนที่มีสภาพเสื่อมโทรม ทางราชการจะจัดสรรให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. และออกพระราชกฤษฎีกาให้ประชาชน เข้าไปทำประโยชน์ได้ แต่กรณีนี้คือการครอบครองมาก่อน ฉะนั้นจะมาอ้างไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีกฎหมายใด ที่ระบุว่า ในสภาพที่เป็น ส.ป.ก. แล้ว ได้คืนให้กับสำนักงานเลขาธิการ ส.ป.ก. จะทำให้ความผิดเดิมพ้นผิดไปด้วย นอกจากนี้ มีการพยายามจากทางฝ่ายรัฐบาล บอกว่าการให้คืนที่ดินภายใน 7 วัน จะไม่มีความผิด ส่วนตัวเข้าใจว่า ตรงนี้ไม่มีกฎหมายใดๆให้อำนาจ อาจจะเป็นเพียงความเห็นเท่านั้น ตนก็มองว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นเรื่องดังกล่าว ก็คงอยู่ในอำนาจของกรมป่าไม้ และกรมป่าไม้เป็นผู้เสียหาย หากละเลย ก็อาจจะมีความผิดกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

อนุสรณ์ ยัน เศรษฐกิจใหม่ ยังร่วมก๊วนค้านเหมือนเดิม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อนุสรณ์ ยัน เศรษฐกิจใหม่ ยังร่วมก๊วนค้านเหมือนเดิม

9 ธันวาคม 2562 – 16:08 น.
อนุสรณ์,เศรษฐกิจใหม่,ร่วมก๊วนฝ่ายค้าน,อย่าหวังชนะเลือกตั้งซ่อม,พปชร,เพื่อไทย,กกต
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

“อนุสรณ์” ยัน เศรษฐกิจใหม่ ยังร่วมก๊วนค้านเหมือนเดิม ชี้ พปชร. อย่าหวังชนะเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น เชื่อ มีขบวนการติดต่อซื้องูเห่าจริง วอน กกต. ทำงานตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 – นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการซื้องูเห่าหรือแจกกล้วย เพื่อหามือไปช่วยรัฐบาล ว่า พรรคพลังประชารัฐออกมาพูดเรื่องนี้ และพูดทำนองว่าคนที่ออกมาเปิดเผย เป็นการเล่นการเมืองน้ำเน่า ซึ่งตนมองว่าหลักฐานปรากฏชัดขนาดนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไร ถ้าถามฝ่ายค้านว่ามีความพยายามซื้องูเห่า หรือแจกกล้วยจริงหรือไม่ ฝ่ายค้านยืนยันมีแน่นอน หากถามประชาชนก็ยืนยันว่ามีแน่นอน แต่ตนอยากให้พรรคพลังประชาชรัฐ หันไปถามพรรคร่วมรัฐบาลว่าพรรคร่วมรัฐบาลเชื่อเรื่องการซื้องูเห่าหรือไม่ ก็จะได้รับคำตอบไม่ต่างกับถามฝ่ายค้านและประชาชน

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดของการทำสิ่งนี้คือพรรคพลังประชารัฐ คนที่เสียประโยชน์คือประชาชน เศรษฐกิจยังมีความวิกฤต ยิ่งมีความหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันเช่นนี้ ก็ยิ่งวิกฤต ถ้ามันจะมีการเมืองน้ำเน่า ขอให้ไปโทษคนทำ ซึ่งเป็นคนที่อยู่รอบตัว พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชารัฐ แทนที่จะโทษคนเปิดเผย ให้ถามพรรคร่วมรัฐบาลว่ายังมีความสุขกับการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเขต 7 จ.ขอนแก่น ว่า ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นรถหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ไม่เห็นป้ายหาเสียงนโยบายต่างๆของพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศว่าพลังประชารัฐชนะแน่ๆ ตนของถามว่าจะเอาอะไรมาชนะ หาเสียงก็ไม่หาเดินก็ไม่เดิน ป้ายนโยบายก็ไม่มี รถแห่หาเสียงก็ไม่เห็น ตนขอเสนอว่า ประกาศให้ชัดว่าใครมาลงในนามพรรคพลังประชารัฐ อย่าหาเสียงโดยวิธีการยิงโฆษณาบิดเบือน หรือโฆษณาให้คนเข้าใจว่า ชูผู้สมัครและพร้อมทำงานในพื้นที่ ประกาศให้ชัดว่าเมื่อชนะจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งนี้ ตนไปอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตนไม่สบายใจ มีข่าวว่าทีมงานของพรรคพลังประชารัฐ บุกเข้ามาในที่พักของเพื่อไทย และได้มีการแจ้งความ แต่ก็ได้แค่ไกล่เกลี่ย ทั้งนี้จึงเรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ดำเนินการเลือกตั้งอย่างสุจริตเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา อย่ามาบอกว่าไม่ใช้อำนาจรัฐเพราะคนในท้องที่รู้ดี
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีประเด็นเรื่องพรรคเศษฐกิจใหม่ อาจย้ายไปร่วมกับฝ่ายรัฐบาลว่า ผู้แทนจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ คือนายบุญเลิศ เหลียงกอบกิจ และนายประพันธ์ เอี่ยมศิริ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ยืนยันว่ายังนับเป็น 1 ใน 7 ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และยืนยันในเจตจำนงของการทำงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไปเหมือนเดิม

พีระพันธุ์ แจ้ง กกต. ลาออก สมาชิก ปชป.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403564?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

พีระพันธุ์ แจ้ง กกต. ลาออก สมาชิก ปชป.

9 ธันวาคม 2562 – 15:40 น.
พีระพันธุ์,ลาออก,สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 476 ครั้ง

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แจ้ง กกต. ขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ น.ส.พิมพ์รพี พันธ์ุวิชาติกุล ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24 ขยับเป็น ส.ส.แทน

9 ธันวาคม 62  รายงานข่าวแจ้งว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง กกต. ระบุว่า มีความประสงค์จะลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. เป็นต้นไป โดยได้แจ้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายทะเบียนของพรรครับทราบแล้ว

ทั้งนี้ตามกฎหมายการลาออกดังกล่าว ทำให้นายพีระพันธุ์ สิ้นสภาพการเป็นส.ส.ด้วย และทำให้ น.ส.พิมพ์รพี พันธ์ุวิชาติกุล ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24  ของพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นส.ส.แทน
สำหรับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด เคยลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแข่งกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โดยได้คะแนนเป็นอันดับสอง
หลังการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก วิจารณ์ถึงผู้มากบารมีในพรรคในเชิงลบ ทำให้นายชวนต้องออกมาตอบโต้กลางที่ประชุม

ต่อมาหลังนายชวนได้รับเลือกเป็นประธานสภา นายพีระพันธุ์ ยังได้ออกมาโพสต์ข้อความในเชิงวิจารณ์ว่า ทำงานยุคชวนประธาน สุดเหนื่อย โดนเมินญัตติด่วนสำคัญซ้ำๆ

ด้านนายพีระพันธุ์ กล่าวถึงการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ตนไม่ได้คิดจะย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองใดหรือพรรครัฐบาล ตอนนี้ขอพักผ่อนก่อน ส่วนอนาคตทางการเมืองนั้น ค่อยว่ากันอีกครั้ง

วราวุธยันฟ้องปารีณาต้องรอบคอบหวั่นถูกฟ้องกลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403557?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วราวุธยันฟ้องปารีณาต้องรอบคอบหวั่นถูกฟ้องกลับ

9 ธันวาคม 2562 – 15:26 น.
วราวุธ ศิลปอาชา,ปารีณา,รุกที่,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 152 ครั้ง

รมว.ทส.ยัน ป่าไม้เอาจริง ฟ้องปารีณารุกป่า ชี้ต้องรอบคอบ หวั่นฟ้องกลับ บอกไม่ได้หายหน้าไปไหน ตอนนี้อยู่สเปน บิ๊กตู่ให้มาประชุมสภาพภูมิอากาศโลกบนเวทีผู้นำแทน

9 ธันวาคม 2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่หลายฝ่าย เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในข้อหาบุกรุกที่ป่าไม้ 682 ไร่

โดยกล่าวว่า จากที่มีข่าวหลายฝ่ายเป็นห่วงนั้นตนยืนยันว่า การดำเนินคดีในพื้นที่เกือบ 700 ไร่นั้นต้องใช้ความรอบคอบ ไม่อยากทำอะไรรวก ๆ การมาจี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินคดีนั้น อยากให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่าเราดำเนินคดีแน่นอน และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานคือกรมป่าไม้ ดำเนินการอย่างรอบคอบเนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในภายหลังได้ ตนต้องให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของตัวส่วนราชการเองด้วย ดังนั้นการเร่งรัดทำอะไร ทำแบบถูกใจทำได้ ง่าย แต่การทำแบบถูกต้องนั้นก็ต้องรอบคอบให้มาก

“การจะยึดเอาผิดเลยในทันทีเรียกว่าทำแบบถูกใจ แต่ถึงที่สุดแล้วหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ท่านไม่ได้เป็นคนโดนฟ้องกลับ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นคนโดนฟ้องร้องกลับ ดังนั้นในการทำงานผมจึงได้ให้นโยบายกับทางส่วนราชการว่าให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ  ซึ่งการดำเนินการแบบถูกต้องกับถูกใจนั้น อาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ทันใจ คนบางกลุ่มบางท่านก็ต้องขออภัย แต่ผมยึดเอาความถูกต้อง และความรอบคอบเป็นหลัก”

หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรุกป่าเกิดขึ้นจริง ยืนยันว่าเราดำเนินการอย่างแน่นอน ดำเนินคดีแน่นอนไม่ได้การละเว้นแต่อย่างใด ดังนั้นอย่าสับสนระหว่างคำว่าละเว้นกับคำว่ารอบคอบ ยืนยันตนไม่เคย มีความคิดที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่ความรอบคอบก็ต้องมี และตนให้ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นหลัก และในความเป็นจริงแล้วเรื่องของน.ส.ปารีณานี้เป็นเรื่องของกระบวนการที่ส่วนราชการมีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้วฉะนั้นทุกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง

“ผมก็ไม่ได้หายหน้าไปไหนตอนนี้อยู่ที่ประเทศสเปนมาเข้าร่วมประชุมสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งมีผู้นำทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุมกันที่สเปน ก่อนหน้านี้จะจัดการประชุมนี้ที่ประเทศชิลีแต่เมื่อมีปัญหาจึงย้ายมาจัดที่สเปน และผมในฐานะ ที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปฎิบัติหน้าที่แทน”

ส่วนการดำเนินการของส.ป.ก.นั้น เราตอบแทนไม่ได้เป็นเรื่องที่ส.ป.ก.ต้องอธิบาย แต่ในส่วนของกรมป่าไม้ที่มีการบุกรุกนั้นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

ธรรมนัส ไฟเขียวป่าไม้​ ดำเนินคดีปารีณา​รุกที่​ 682​ ไร่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403553?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ธรรมนัส ไฟเขียวป่าไม้​ ดำเนินคดีปารีณา​รุกที่​ 682​ ไร่

9 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ธรรมนัส,กรมป่าไม้,ปารีณา,ไฟเขียวป่าไม้​,ดำเนินคดี,รุกป่า,​ สปก,จ่อล้างไพ่,ที่ดิน​ ภบท,กลุ่มนักการเมือง
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

“ธรรมนัส”​ ไฟเขียว​ กรมป่าไม้​ ดำเนินคดีปารีณารุกป่า 682ไร่ เผย​ ส.ป.ก.มีอำนาจแค่ปฏิรูปจัดสรรที่ดิน​ จ่อล้างไพ่ ที่ดิน​ ภ.บ.ท.กลุ่มนักการเมือง​ ยันไม่สองมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 9​ ธ.ค.​ 2562​ -​ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบการรับมอบคืนที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า ต้องให​้​ น.ส.ปารี​ณา​ ทำหนังสือส่งมอบที่ดินจำนวน​ 682​ ไร่​ มาใหม่เนื่องจาก​ จดหมายส่งมอบดังกล่าวระบุเงื่อนไขขอสงวนสิทธิ์ให้ตัวเองได้รับการจัดสรรก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งการส่งมอบที่ดินต้องไม่มีเงื่อนไข​

“ยอมรับว่าผมไม่ได้อ่านหนังสือส่งมอบของ น.ส.ปารีณา อย่างละเอียด จึงไม่เห็นว่าท้ายหนังสือมีการกำหนดเงื่อนไขในการส่งมอบไว้ด้วย”

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวอีกว่า อีกทั้งคุณสมบัติของนางสาวปารีณา ก็ไม่เข้าข่ายเป็นเกษตรกร เพราะส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในรัฐสภาเป็นส.ส โดยการทำหนังสือใหม่ จะไม่กระทบเลื่อนเวลาที่วางเอาไว้ 7 วัน ในการคืนพื้นที่

ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับ​ นางสาวปารีณา นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวยืนยันว่า ส.ป.ก.มีหน้าที่เพียงจัดสรร​ และปฏิรูปที่ดินเท่านั้น​ ซึ่งย้อนกลับไป กรมป่าไม้ได้ส่งมอบที่ดินให้​ เมื่อปี พ.ศ 2536 โดยส่งมอบมาเฉพาะที่ดิน​ ไม่ได้โอนคดีมาให้จัดการด้วย​ ดังนั้นในเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยังไม่มีการจับจอง อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมป่าไม้ ที่จะดำเนินคดี​ ตาม​ พ.ร.บ.ป่าไม้​ พ.ศ.2484 ซึ่งได้ส่งตัวแทนฝ่ายกฎหมายเข้าร่วมประชุมกับกรมป่าไม้​ เพื่อที่จะตกลงขอบเขตอำนาจในการดำเนินการร่วมกัน

ผู้สื่อข่าว​ ถามว่า​ ทำไมนางสาวปารีณา​ จึงเพิ่งมาคืนที่ดินในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ร.อ.ธรรมนัส​ กล่าวว่า ไม่ขอตอบให้มันเป็นประเด็น เพราะถือว่าได้ทำตามหน้าที่​ รับมอบคืนเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็จะนำไปจัดสรรให้ผู้ยากไร้

ส่วนที่มีการนำเสนอรายชื่อของส.ส.และนักการเมืองที่ถือครองที่ดินในรูปแบบใบ​ ภ.บ.ท.5​ ที่หนึ่งในนั้นปรากฏ​ รายชื่อของ นายเฉลิมชัย​ ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์​ นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำงานอย่างบูรณาการ​ ประสานกับทั้งกรมอุทยานฯ​ และกรมป่าไม้รังวัดทางใหม่เพื่อยืนยันแนวเขตให้ชัดเจน​ โดยจะดำเนินการ​ จากเบาไปหาหนัก​ เจรจาเพื่อขอที่ดินคืนก่อนใช้กฎหมายดำเนินการ​ ยืนยันว่าวิธีการที่ดำเนินการขอที่ดินคืนจากกลุ่มนักการเมือง​ เป็นมาตรฐานเดียวกันกับชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้ดำเนินการสองมาตรฐานแต่อย่างใด

กกต.ตั้งเป้าสอบเงินกู้อนค. นิติกรรมอำพราง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403550?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.ตั้งเป้าสอบเงินกู้อนค. นิติกรรมอำพราง

9 ธันวาคม 2562 – 15:04 น.
กกต,อนาคตใหม่,เงินกู้
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ธนาธร-อนค. ลุ้นระทึก 7 กกต.นัดถกปมเงินกู้ 191 ล้าน ตั้งประเด็นบริจาคเกิน 10 ล้าน กู้เงินขัดกฎหมาย พบพิรุธนิติกรรมอำพราง เอาเงินจากแหล่งใดมาเคลียร์หนี้เงินกู้

9 ธันวาคม 2562  “ธนาธร-อนค.” ลุ้นระทึก 7 กกต.นัด ถกปมเงินกู้ 191 ล้าน ตั้งประเด็นบริจาคเกิน 10 ล้าน -กู้เงินขัดกฎหมาย พบพิรุธนิติกรรมอำพราง เอาเงินจากแหล่งใดมาเคลียร์หนี้เงินกู้ ซ้ำจ่ายคืนเป็นเงินสด 5 งวด 26.8 ล้าน ห่างกันงวดละ 10 วัน 

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ กกต.ทั้ง 7 คนนัดพิจารณาสำนวนคำร้องกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวน 191 ล้านบาท โดยมีการตั้งประเด็นตามคำร้อง รวม 2 ประเด็น คือ 1.การกู้เงินดังกล่าว ถือเป็นการบริจาคของบุคคลเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปีตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

2.การกู้เงินดังกล่าวถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาตามมาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน มาดำเนินกิจการพรรคการเมืองได้ หากชี้แจงว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาค ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บริจาคได้เพียง 10 ล้านบาท

รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานชี้แจงที่พรรคอนาคตใหม่ส่งมา ส่วนหนึ่งระบุว่าสัญญาเงินกู้ฉบับแรก เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2562 ที่พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายธนาธรจำนวน 161,200,000 บาท และตามสัญญาระบุว่าพรรคจะมีการชำระเงินภายใน 3 ปี

โดยในปีแรกจะชำระเงินกู้จำนวน 80 ล้านบาท ปีที่สอง 40 ล้าน และปีที่สาม 41 ล้านบาท ซึ่งพรรคได้มีการรายงานมาว่าปัจจุบันเงินกู้ดังกล่าวได้มีการชำระแล้ว 26.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 งวดห่างกันครั้งละ 10 วัน และชำระเป็นเงินสดทั้งหมด ก็ยังมีข้อน่าสงสัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของใคร เบิกถอนมาจากไหน และเอาเข้าบัญชีใคร หรือถ้านำเงินที่เป็นรายได้ของพรรคตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 62 มาชำระ ก็ยิ่งจะถือว่าผิดกฎหมายเพราะกฎหมายมาตราดังกล่าวกำหนดเรื่องที่มารายได้ของพรรคไว้ 7 ประการ และไม่ให้นำรายได้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการอื่น นอกจาการดำเนินกิจการของพรรค

รายงานข่าวระบุด้วยว่า หากมีการนำรายได้ของพรรคไปชำระหนี้เงินกู้ก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา กรรมการบริหารพรรคต้องติดคุก ขณะเดียวกันก็จะต้องพิจารณาถึงรายรับรายจ่ายของพรรคว่ามีการลงบัญชีเงินจำนวนนี้ไว้ในหมวดใด การรับบริจาคที่หากนำเงินบริจาคไปชำระคืนกระทบต่อยอดเงินบริจาคหรือไม่ และความสามารถของพรรคในการชำระหนี้ เพราะจากรายงานงบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ในรอบปี 2561 ที่มีการรายงานต่อ กกต.เมื่อ เม.ย.2562 พบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้

ดังนั้นการให้พรรคกู้เงินจึงอาจจะเข้าข่ายของการเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นการได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็จะเข้าข่ายตามมาตรา 72 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 92(3) เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคได้

“เรื่องการกู้ยืมเงินเป็นกฎหมายเอกชน เมื่อยืมเงินมาก็ต้องใช้คืน แล้วคุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ ในเมื่อกฎหมายห้ามไม่ให้เอาเงินรายได้ของพรรคไปใช้ในกิจการอื่น นอกเหนือจากเพื่อการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรค ซึ่งเงินกู้ไม่ถือเป็นกิจการทางการเมืองของพรรค เราจึงสงสัยว่าจะเป็นนิติกรรมอำพราง กฎหมายฉบับปี 50 เปิดช่องให้พรรคมีรายได้อื่น ๆ พรรคจึงมีการกู้เงินจากคนที่เป็นนายทุน หรือบุคคลนอกพรรค แล้วก็เกิดปัญหาการครอบงำโดยคน ๆ เดียว กฎหมายปี 60 จึงมีการแก้ไข ตัดไม่ให้มีเรื่องของรายได้อื่นๆ เพื่อไม่ให้พรรคใช้เงินเกินตัว โดยกำหนดไว้ว่าให้ใช้เงินจากทุนระเดิม ค่าสมาชิกพรรค เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการครอบงำแล้วทำให้การเมืองผิดเพี้ยน เราตัดระบบนี้ออกไปแต่เขาก็ยังมาทำแบบนี้อีก”แหล่งข่าวระบุ

รายงานข่าว ระบุอีกว่า หากกกต.เห็นว่าเข้าข่ายมีความผิด ตามกฎหมายมีช่องทางที่กกต.ดำเนินการได้ 3 ช่องทาง  คือ 1.กรณีเป็นความปรากฏต่อกกต.ซึ่งหากกกต.เห็นว่าเป็นความผิดยุบพรรค ก็สามารถเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เลย เช่น กรณียื่นให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือกรณียื่นให้วินิจฉัยสถานภาพ ส.ส.ของนายธนาธร ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยืนยันว่าการใช้อำนาจในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เป็นความปรากฏอยู่ในอำนาจที่ กกต.ดำเนินการได้

2.ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้วเสนอต่อกกต.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง และ 3.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหานายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้มาชี้แจงข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับที่ กกต.เคยทำในกรณี มีมติให้นายธนาธรมาชี้แจงกรณีการถูกร้องเรื่องถือครองหุ้นสื่อเพื่อดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

เปิดเอกสารหลุดกกต.คดีเงินกู้อนค.มีธงชัดตัดสิทธิแกนนำพรรค5 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403549?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เปิดเอกสารหลุดกกต.คดีเงินกู้อนค.มีธงชัดตัดสิทธิแกนนำพรรค5 ปี

9 ธันวาคม 2562 – 15:02 น.
เปิดเอกสารหลุดกกต,คดีเงินกู้อนค,มีธงชัดตัดสิทธิแกนนำพรรค5 ปี
เปิดอ่าน 420 ครั้ง

เปิดเอกสารหลุด กกต.คดีเงินกู้ อนค.มีธงชัด ดำเนินคดีอาญา -ตัดสิทธิแกนนำพรรค 5 ปี-ด้านพรรณิการ์ เผย แหล่งข่าวเผยมีใบสั่งอีกฉบับหวังโยงถึงขั้นยุบพรรค

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ที่สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงกรณีมีเอกสารต้องสงสัย ว่าอาจจะหลุดออกมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุความเห็นของบุคคลระดับสูงในกกต. ในลักษณะที่มีการระบุให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และกรรมการบริหารของพรรคในคดีเงินกู้ของนายธนาธรให้ได้

โดยนางสาวพรรณิการ์    ระบุว่ากรณีเอกสารที่หลุดออกมานั้น ทำให้เกิดความน่าสงสัย ว่าการดำเนินการของ กกต.เป็นไปโดยมีธงทางการเมืองและใบสั่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะรายละเอียดในเอกสารนี้ได้มีการชี้นำคดีไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะให้นายธนาธรและกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่มีความผิดในคดีอาญา ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยความเห็นนี้มีมาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน แต่กกต.มาเรียกพยานเอกสารจากพรรคในเดือนตุลาคม แต่ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าใบสั่งทางการเมืองสามารถมีได้มากกว่าหนึ่งใบเสมอ ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่เองก็ได้รับรายงานมาจากแหล่งข่าวเช่นกัน ว่ากำลังมีความพยายามที่จะทำให้คดีนี้ นำไปสู่การวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ทั้งๆที่คดีนี้ฐานความผิดไม่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคเลยแม้แต้น้อย ไม่สามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามตัวบทกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้พรรคอนาคตใหม่มีข้อสังเกต ว่าในขณะนี้อาจมีใบสั่งทางการเมืองไม่ใช่แค่ใบเดียว แต่มีสองใบหรือไม่ กล่าวคือทั้งจะดำเนินคดีอาญาตัดสิทธิทางการเมืองนายธนาธรและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี พร้อมกับนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคให้ได้ด้วย ตนจึงขอให้ประชาชนได้ช่วยกันจับตามองในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

นางสาวพรรณิการ์  ระบุว่านอกจากนี้ สิ่งที่น่าจะพอทำให้เห็นได้ว่าเรื่องของธงหรือใบสั่งทางการเมืองอาจจะเป็นเรื่องจริง คือกรณีที่ กกต.ไม่รอให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคดีวี-ลัค สอบสวนให้แล้วเสร็จก่อน แต่กลับมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปโดยที่ยังมีการเรียกพยานในคดีดังกล่าวไปสอบอยู่ ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไปแล้ว

แต่ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กกต.กลับยังคงไม่ยอมรับ และออกมายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว โดยอ้างว่าที่ กกต.เรียกตัวพยานมาสอบนั้นเป็นเรื่องคดีอาญา ซึ่งทางพรรคขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากเอกสารเรียกพยานมาสอบทุกฉบับ ไม่มีฉบับใดที่ระบุว่าเป็นการสอบในคดีอาญาตามมาตรา 151 ดังที่ กกต.กล่าวอ้าง ในทางกลับกัน เอกสารทุกฉบับระบุว่าเป็นการสอบในความผิดฐานมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ซึ่งก็คือตามคดีที่ กกต.ส่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไป ไม่มีฉบับใดที่พูดถึงความผิดตามมาตรา 151 เลย

“กกต.พูดแบบนี้ต่อสังคมหมายความว่าอย่างไร นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจน ว่ามีความเป็นไปได้ว่า กกต.มีธงทางการเมือง อนุฯยังสอบไม่เสร็จกลับส่งเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งๆที่อนุฯสอบประเด็นเดียวกัน ไม่ใช่คดีอาญา ขอให้ กกต.ตอบเรื่องนี้ด้วย เพื่อความกระจ่างต่อสังคม ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เป็นไปโดยชอบ ไม่มีธงทางการเมืองแบบที่สังคมกำลังสงสัย” นางสาวพรรณิการ์ กล่าว

นางสาวพรรณิการ์ แถลงปิดท้าย โดยระบุถึงกรณีของงูเห่าทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะหลัง โดยระบุว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ ได้มี ส.ส.ของพรรคหลายคนถูกรบกวนโดยขบวนการซื้องูเห่า มีการติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมากจากหลายกลุ่มหลายพรรค เนื่องจากเห็นว่าเป็นเวลาที่พรรคกำลังเผชิญกับคดีต่างๆ ในระยะหลังนี้ยิ่งมีความพยายามหนักข้อขึ้น

ซึ่งในการนี้ ตนขอประกาศไว้ให้ทราบโดยทั่วกัน ถึงผู้ที่มารบกวน ส.ส.ของพรรค ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวแล้วเอาเวลาไปทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนดีกว่า ส.ส.  อนาคตใหม่ยังอยากทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่างรับโทรศัพท์จากใครที่จะมาเสนอราคาซื้องูเห่าทั้งสิ้น

มิ่งขวัญ ฮึ่ม อย่าวิสาสะอ้างชื่อจับขั้วรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

มิ่งขวัญ ฮึ่ม อย่าวิสาสะอ้างชื่อจับขั้วรัฐบาล

9 ธันวาคม 2562 – 14:41 น.
พรรคเศรษฐกิจใหม่,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

มิ่งขวัญ ย้อนถาม พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้มาเป็น ส.ส. เพราะใคร อย่าถือวิสาสะเอาชื่อตนเองไปอ้างจับขั้วรัฐบาล 

9 ธันวาคม 2562  “มิ่งขวัญ” แถลงจุดยืนร่วมข้างฝ่ายค้าน-ไม่รู้5 ส.ส.ของพรรคจะร่วมรัฐบาล โบ้ย ถามหัวหน้าพรรค ย้ำไม่รู้-ไม่ทราบ 4 ส.ส.เศรษฐกิจใหม่ โหวตหนุนรัฐบาล ออกโรงทวงบุญคุณ 5 ส.ส.เข้าสภาฯ ได้ เพราะชื่อเสียงของมิ่งขวัญ

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวยืนยันว่าไม่มีส่วนอยู่เบื้องหลังหรือมีส่วนรับรู้กรณีที่ 4 ส.ส.ของพรรคที่ลงมติสนับสนุนญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาฯ​ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของ หัวหน้า คสช.  ตามมาตรา 44  ตามความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมชี้แจงว่าในวันที่ 4 ธันวาคม ตนเข้าร่วมประชุมสภาฯ

โดยได้แสดงตนกับเจ้าหน้าที่หน้าห้องประชุม และได้เข้าไปนั่งทำงานภายในห้องรับรองพรรคเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฐานะหัวหน้าพรรค  และนายภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฐานะเลขาธิการพรรค เข้ามาพบตนแต่ไม่ได้หารือหรือพูดคุยประเด็นใด รวมถึงไม่มีมติพรรคใดๆ ต่อการลงมติในวันดังกล่าว เพราะไม่มีบุคคลใดแจ้ง หรือมีรายละเอียดบันทึกการประชุม ดังนั้นในการแสดงความเห็น ของส.ส.​ในพรรคขอให้รับผิดชอบคำพูดของตนเอง และอย่านำชื่อของตนกล่าวอ้างการกระทำใดๆ ต่อไป

“เรื่องนี้ผมได้รับผลกระทบ โดนด่าคนเดียว โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย จึงต้องออกมาชี้แจงและยืนยันต่อจุดยืนเดิมของผม 3 ข้อ คือ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตตริย์, ผมมีความรู้และจุดแข็งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งผมมองว่าปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันแก้ไม่ได้ และยึดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ยึดเงินเป็นตัวตั้งของชีวิต  ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีเรื่องว่าส.ส.ของพรรค จำนวน 4 คนเป็นงูเห่า ผมเคยเรียกมานั่งคุยและถามว่าคุณไปรับประโยชน์จากใครมาหรือไม่ ซึ่งเขายืนยันว่าไม่มี และผมได้ให้ส.ส.ของพรรคมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนยืนยัน แต่ในวันดังกล่าวมีส.ส.ของพรรคระบุต่อประเด็นการตัดสินใจ ซึ่งผมรู้สึกถึงสัญญาณว่า ว่าเหมือนโดนหลอก” นายมิ่งขวัญ กล่าว

นายมิ่งขวัญ กล่าวด้วยว่าตนยืนยันจะอยู่ร่วมกับพรรคเศรษฐกิจใหม่ต่อไป และคงจุดยืนเดิมคือการเป็นอยู่ข้างฝ่ายค้าน ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ส.ส.ของพรรคอาจจะย้ายขั้วไปอยู่กับรัฐบาลและพรรคอาจจะสนับสนุนรัฐบาลนั้นตนไม่ทราบและไม่รู้ขอให้ไปสอบถามกับทางพรรค ทั้งนี้การแถลงข่าวของตนใช้สิทธิในนามส่วนตัว และต้องการให้ส.ส.ของพรรคนึกถึงวันที่เชิญตน ฐานะบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคม อยู่ร่วมกับพรรค ซึ่งสละเงินเดือนหลักล้าน เพื่อรับเงินเดือนส.ส.หลักแสน และกรณีที่ส.ส.ได้เดินอยู่ในสภาฯ เป็นเพราะตน ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจใหม่ ยังคือมิ่งขวัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากประเด็นที่นายมิ่งขวัญ แถลงต่อสื่อมวลชนยังถูกซักถามในหลายประเด็น อาทิ กระแสข่าวที่พรรคเศรษฐกิจใหม่จะย้ายขั้ว, การรับเงินของส.ส.ในพรรคเพื่อแลกเสียงลงมติ, 4 ส.ส.ที่ลงมติสวนทางมติฝ่ายค้านเหมือนถูกหลอกซ้ำสองหรือถูกหักหลังหรือไม่, จะเสนอให้พรรคปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อให้ได้สิทธิดูแลพรรคหรือไม่, กรณีไร้ตำแหน่งใดๆ ในพรรคทำให้ลูกพรรคแตกแถว รวมถึงการทำงานร่วมกันกับส.ส.ของพรรคต่อไปในอนาคต ซึ่งนายมิ่งขวัญ ย้นยันคำตอบเดียวคือ ไม่รู้และไม่ทราบ และกล่าวด้วยว่าตนขอยืมคำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​รองนายกฯ และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ มาตอบ

วัชรพล ลั่นสอบที่ดิน ปารีณา เสร็จก่อนคดีอาญารุกป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วัชรพล ลั่นสอบที่ดิน ปารีณา เสร็จก่อนคดีอาญารุกป่า

9 ธันวาคม 2562 – 14:22 น.
ปปช,ปารีณา,วัชรพล,สอบที่ดิน,คดีอาญา,รุกป่า
เปิดอ่าน 587 ครั้ง

“ประธาน ป.ป.ช.” เผยสอบที่ดิน “ปารีณา” เสร็จก่อนคดีอาญารุกป่า ขีดเส้นตาย 180 วัน เตรียมคุ้ยอีก 13 ส.ส.ถือครอง ภ.บ.ท.5 

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 – พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า เรื่องยังไม่เข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุม ป.ป.ช. ในสัปดาห์นี้ โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้หาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุด และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการ ซึ่งจะมีเวลา 180 วัน ในการตรวจสอบ แต่เชื่อว่า ป.ป.ช. จะสามารถสรุปสำนวนคดีนี้เสร็จก่อนคดีอาญาที่ น.ส.ปารีณา เพิ่งถูกแจ้งความจับกรณีบุกรุกป่า

ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียน ส.ส. อย่างน้อย 13 ราย จาก 6 พรรคการเมือง ที่แจ้งถือครอง ภ.บ.ท.5 นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามา ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และไต่สวนให้เกิดความกระจ่าง

สำหรับความคืบหน้าในการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่งนั้น พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหา จากนั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุมวุฒิสภา รับรองเห็นชอบ คาดว่าจะสรรหากรรมการ ป.ป.ช. อีก 2 ราย ได้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ แต่ช่วงระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เหลือทั้ง 7 ราย ยังดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะมีมติในคดีที่สำคัญๆ โดยไม่ต้องรอให้กรรมการครบทั้ง 9 ราย เพราะขณะนี้ก็มีองค์ประชุมครบอยู่แล้ว

ทั้งนี้ วันที่ 9 ธ.ค.ถือเป็นวันต่อต้านการคอร์รัปชั่นสากล ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.จัดขึ้นที่อิมแพคเมืองทองธานี โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยภายในงานมีการนำเสนอวีดีทัศน์การต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต ส่วนในช่วงบ่าย วันเดียวกัน กรรมการป.ป.ช.มีการประชุมตามปกติ

บิ๊กตู่ นำประกาศเจตนารมณ์ วันต่อต้านทุจริตสากล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ นำประกาศเจตนารมณ์ วันต่อต้านทุจริตสากล

9 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
บิ๊กตู่,นำประกาศเจตนารมณ,วันต่อต้านทุจริตสากล,แนะต้องก้าวข้าม,ค่านิยมอุปถัมภ์,ลงโทษคนโกงจริงจัง
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

“บิ๊กตู่” นำประกาศเจตนารมณ์ เนื่องใน “วันต่อต้านทุจริตสากล” ย้ำสร้างจิตสำนึก-ความร่วมมือ เปลี่ยนผ่านประเทศสู่สิ่งดีกว่าทุกมิติ ชี้ต้องลงโทษคนโกงจริงจัง รวดเร็ว

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 เวลา 09.30น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day) โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พร้อมมอบรางวัลการประเมินคุณธรรมและ ความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 (ITA  Awards) และรางวัลการแข่งขันกิจกรรมเดิน-วิ่ง “Good Guy Run 2019” รวมพลัง วิ่งเพื่อส่งเสริมความดี

ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล โดยถือเป็นตัวอย่างที่ดี จึงขอให้มีการขยายและนำร่องทำต่อไปให้มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้รัฐบาลร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ร่วมกันจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนร่วมกันของคนไทย และทุกภาคส่วนในสังคมในการต่อต้านการทุจริต และตระหนักถึงภัยร้ายแรงของ ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าเราจัดงานนี้กันเพื่ออะไรสิ่งสำคัญทำอย่างไรให้เกิดผลจริงจังไม่ใช่พูดแล้วก็จบไม่ทำต่อ ดังนั้น ต้องสร้างจิตสำนึกและความร่วมมือโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งที่ดีกว่าในทุกมิติ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงส่งผลเสียต่อประเทศและทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ช้า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น แต่การทุจริต มีทั้งการทุจริตเวลาราชการ และไม่เคารพกฎหมายในเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาหลายอย่างตามมาเช่น การเรียกรับผลประโยชน์ความขัดแย้งและเรื่องอื่นๆ หากมีการทำผิดกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ โดยได้ดำเนินการพัฒนา ปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้ครอบคลุม และเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ ส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล ตลอดจนการกำหนดให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจังและรวดเร็ว ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยตรวจสอบและเฝ้าระวังด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่พอเราต้องทำต่อไปและต้องเชื่อมั่นในกฎหมายและกระบวนการสื่อเป็นสิ่งสำคัญหลายคนคิดได้แต่ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องทำอย่างไรให้ช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ โดยรัฐบาลนี้รวมถึงรัฐบาลต่อไปต้องวางรากฐานทางความคิดของประชาชน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ความคิดแตกต่างกันซึ่งถือเป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันคนไทยจะต้องก้าวข้ามค่านิยมอุปถัมภ์และความเพิกเฉยต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากประชาชนว่าสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560 – 2564 ที่มีเป้าหมายให้ “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” โดยมุ่งหวังให้ระยะ 5 ปีข้างหน้า จะเป็นการปฏิรูปกระบวนการทำงานจากเดิม ไปสู่กระบวนการทำงานแบบบูรณาการทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยดีขึ้นหลายมิติ แต่ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อเนื่อง สิ่งสำคัญเรื่องกฎหมายที่ต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงให้ทันสมัยต่อสากล แต่คนทุจริตคือคนไม่ดีที่เก่งหาช่องโหว่กฎหมายจนได้ ดังนั้น ทุกคนต้องมีจิตใจเริ่มจากตัวเองก่อน อย่าทำอะไรที่เป็นการทุจริต หากทำได้ลดความขัดแย้งได้มาก และกฎหมายก็จะได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น ผู้ที่ทุจริตจะถูกต่อต้านและถูกลงโทษทั้งจากกฎหมายและสังคม ทั้งนี้เรามีหลักสูตรด้านการต่อต้านทุจริตที่กำหนดเป้าหมายให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้คนในชาติคิดถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มีจิตสาธารณะ และละอายต่อการทำทุจริตทุกรูปแบบ

“ทุกคนต้องรู้จักคิดและนำมาปฏิบัติ มีจริยธรรม รู้ว่าชาติ หรืออะไร ประเทศคืออะไร เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ นายกฯ ทำคนเดียวไม่ได้ วันนี้ผมทำงานเหมือนเดิมและหนักกว่าที่ผ่านมา 5 ปีด้วยซ้ำ มีหลายคนเรียกร้องใช้มาตรการเด็ดขาด แต่ตอนนี้ไม่มีแบบเดิมไม่มีมาตรา 44 แล้ว ทุกคนต้องเรียนรู้และการปรับตัวให้รู้แก้ปัญหาไม่เร็วแบบเดิมเพราะต้องใช้เวลา ฝากทุกคนช่วยคิดด้วย ส่วนการปะเมินรัฐบาบเดี๋ยวรัฐบาลจะขึ้นจะลงผมไม่สนใจ คิดแต่ทำอย่างไร วันนี้ต้องสร้างหลักคิดทำงานร่วมกัน จับมือเดินไปด้วยกัน และต้องไม่ใช้ความรู้สึกแก้ปัญหาและสร้างความขัดแย้ง ขณะเดียวกันทุกคนคาดหวังผม ผมเข้าใจและยอมรับ และผมจะทำให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ ใจผมทำงานเกินร้อยและทุกคนทำงานหนักทุกเรื่อง ทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น วันนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันคิดและช่วยกันทำด้วย ใครทำแล้วก็ให้ทำยิ่งขึ้น ขอทุกคนช่วยทำความดี ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

​จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ นำกล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “ข้าพเจ้า ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะประพฤติปฏิบัติตน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จักปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสา พร้อมทำความดี ด้วยหัวใจ ตลอดไป”