‘บอสอภิสิทธิ์’ ประกาศชัด ซื้อคอนโดฯ ออนไลน์ได้แล้วจ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/403597?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

‘บอสอภิสิทธิ์’ ประกาศชัด ซื้อคอนโดฯ ออนไลน์ได้แล้วจ้า

9 ธันวาคม 2562 – 16:00 น.
แอน แอนโทเนีย โพซิ้ว,วิญญู ไชยวรรณ,เอิร์น อภิชา วีรชาติยานุกูล,อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ,ศิริญา เทพเจริญ,ดรพิจิตต รัตตกุล,ฮูเตอร์ส เอเชีย,ดรสุวิทย์ เมษินทรีย์,บาระBARA,ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต,ชิโระ ซะโดะชิมะ,คอตโต้,หลุยส์ วิตตอง
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

เกาะติดกระแสข่าวสารในแวดวงสังคม-ธุรกิจ ที่จะทำให้คุณไม่ตกขบวน

 

** ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลังนวัตกรรม สร้างสรรค์อุดมศึกษายั่งยืน” ในงานมหกรรมการแสดงผลงานระดับชาติ ด้านการพัฒนางานประจำ งานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม สำหรับบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 4 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม เวลา 08.00 น.

จารึกประวัติศาสตร์

** “แอน” แอนโทเนีย โพซิ้ว ดีใจสุดๆ หลังเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์นางงามไทยคนแรกที่คว้ามงกุฎ ‘มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019’ เวทีประกวดนางงามระดับแกรนด์สแลมมาครองได้สำเร็จ ในการประกวดรอบตัดสินที่ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันก่อน

    ** ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ แอทเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงาน “บีไซด์ สปอร์ต โอเพนนิ่ง เดย์” เปิดตัว บีไซด์ สปอร์ตส  สปอร์ตไลฟ์สไตล์ แห่งใหม่ย่านศรีนครินทร์ 15 ฮับเอาใจคนรักสุขภาพ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมนี้

     ** ในโอกาสครบรอบปีที่ 5 ฮูเตอร์ส เอเชีย บริหารโดย กลุ่มธุรกิจ Destination Eats จัดกิจกรรม “การแข่งขันกินเร็ว ฮูเตอร์ส วิงส์ ชิงแชมป์ประเทศไทย” ที่ร้านอาหารฮูเตอร์ส ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม เวลา 18.00 น.

อภิชา วีรชาติยานุกูล

    ** ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส บอสสาวคนเก่ง “เอิร์น” อภิชา วีรชาติยานุกูล แห่งศูนย์การค้า ยูดีทาวน์ บรรจงเนรมิตพื้นที่ทั้งศูนย์ฯ ให้อยู่ในบรรยากาศแห่งความสุข ทั้งแสงไฟสว่างไสวระยิบระยับ ทั้งกิจกรรมร้องเล่น เต้น โชว์ รวมถึงร้านอาหารรสเลิศไว้ให้นักชิมนักช็อปมาลิ้มลองหลากหลายสไตล์…ผู้บ่าวผู้สาวอยากฟิน ต้องไม่พลาดเช็กอินกันนะคร้า

วิญญู ไชยวรรณ

     ** วิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิตฯ จะไปลุยตลาดบางปลา ไม่ได้ไปหาลูกค้าหรอกนะคะ แต่ไปมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนไทยที่ชนะการประกวดเรียงความ ในโครงการ “คิดเพื่อน้อง…บ่มเพาะลูกไม้ใต้ต้น” ปีที่ 3 ภายใต้หัวข้อ ตลาดชุมชนสีเขียวที่ฉัน “รักษ์”…

 อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ

     ** ทำเรื่องจองคอนโดให้เป็นเรื่องง่ายเพียงแค่จิ้มหน้าจอ ผู้บริหารหนุ่ม อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ แห่งแบรนด์ “ดิ ออริจิ้น” เปิดแคมเปญช็อปออนไลน์ 12.12 กับ Lazada อัพเดตห้องหลุดดาวน์ลง ออฟฟิเชียล สโตร์ ให้จองออนไลน์ผ่าน LazMall ในราคาสวยๆ เพียง 1,212 บาท กับ 6 โครงการมาแรงแห่งปี…ยอมใจอภิสิทธิ์เลยจ้าพ่อจ๋า

ศิริญา เทพเจริญ

     ** ศิริญา เทพเจริญ ผู้บริหาร บริษัท พานาซี กรุ๊ป จำกัด ทำสนธิสัญญา กับ FUDA Cancer Hospital สถาบันผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมะเร็งจากมณฑลกวางตุ้ง พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “ความหวังใหม่ของคนไข้มะเร็ง” ที่โรงพยาบาลพานาซี พระราม 2 ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น.

 

ไม่ทนต่อการทุจริต

**ผู้บริหารและพนักงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแสดงพลังในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทย ไม่ทนต่อการทุจริต” ร่วมกับองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อ 9 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

** นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. พร้อมรองผู้อำนวยการ ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ และ ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รับมอบรางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ 2562 หรือ ITA Awards ระดับ AA จาก พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ณ อิมแพค เมืองทองธานี

ร่วมพิธี

** บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วย ประวิช สุขุม ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร และ หม่อมหลวงรดีเทพ เทวกุล รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร ร่วมพิธีทําบุญตักบาตร พิธีถวายพานพุ่มดอกไม้ และพิธีถวายบังคม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา

เปิดตัวต้นคริสต์มาส

** เซ็นทรัล ภูเก็ต เปิดตัวต้นคริสต์มาสจาก Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) ในเฉดสีฟลูออเรสเซนต์แสนสดใสบนลายโมโนแกรมจากแบรนด์ดังระดับโลก แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์ช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปี ที่เตรียมพร้อมดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้ลูกค้าทุกท่านได้มาสัมผัสเพื่อสร้างโมเม้นต์ประสบการณ์แห่งความสุขสุดพิเศษส่งท้ายปี ตระการตากับความสวยงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาสที่จะเป็นแลนด์มาร์กสุดอลังการ The Best in Town ที่ดีและสวยงามที่สุดในจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เพื่อส่งต่อรอยยิ้มและมอบประสบการณ์ความสุขช่วงท้ายปีสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หาที่ไหนไม่ได้ พร้อมเนรมิตศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความสุขให้กับทุกคน ภายใต้แคมเปญ “The Kingdom of Happiness 2020”  นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาลของขวัญ “Christmas Market” ที่จำลองบรรยากาศความสวยงามและอบอุ่นของตลาดนัดคริสต์มาสจากทั่วโลกมาไว้ภายในศูนย์ฯ พร้อมรวบรวมและคัดสรรไอเท็มที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์มาให้ทุกท่านได้เลือกช้อป พบกับสินค้าในคอลเลคชั่นคริสต์มาสและปีใหม่จากแบรนด์ต่างๆ มากมาย ที่พร้อมตอบโจทย์การฉลองเทศกาลปลายปีได้ดีที่สุด และนำมารวมไว้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ตอย่างครบถ้วนที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะการเป็นจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยวชายทะเลระดับโลกของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง

รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว

     ** บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำของไทยภายใต้แบรนด์ “คอตโต้” (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA) ที่ครอบคลุมทุกรสนิยม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อมด้วยการหล่อหลอมทุกภาคส่วนในองค์กรให้มีจิตสำนึกร่วมกันในการรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี จนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) ในงานรับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวและสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ “Green Industry Forum ประจำปี 2562”  โดยมีนายอัครินทร์ ทองภู แพลนท์ แมนเนอเจอร์ (Plant Manager – NK1) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นายทองชัย  ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กรุงเทพมหานคร

  เปิดงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่น

**ชิโระ ซะโดะชิมะ (ที่ 6 จากซ้าย) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่น “Shijimi Matsuri” (ชิจิมิ มัตสุริ) ชูวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทะเลสาบจูซังโกะ ซึ่งได้แก่ หอยชิจิมิ ที่ขึ้นชื่อและโด่งดังของจังหวัดอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นอร่อยหลากหลายกว่า 10 รายการ โดยมี พลภัทร สุวรรณศร, นงนุช บูรณะเศรษฐกุล, ไพศาล อ่าวสถาพร, เทรุชิดะ อิโต้, และ สถาพร พานิชรักษาพงศ์ มาร่วมงานด้วย ณ ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น โฮว ยู (ชั้นใต้ดิน (B1) อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส – อโศก) เมื่อเร็ว ๆ นี้

ขบวนพาเหรดซานตาคลอส

** ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต จัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ กับกิจกรรม “SANTA CLAUS AROUND THE WORLD” ขนขบวนพาเหรดซานตาคลอสนานาชาติกว่า 10 ประเทศ ในชุดประจำชาติแสนน่ารัก อาทิ จีน อินเดีย อังกฤษ สเปน สกอตแลนด์ ฯลฯ ส่งมอบความสุข และสร้างสีสีนเป็นของขวัญส่งท้ายปลายปีให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมร่วมกันถ่ายภาพกันอย่างเพลิดเพลินในรอบเวลา 14.00 / 16.00 / 18.00 และ 20.00 น. ระหว่างวันที่ 24 -25 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ยังร่วมกับร้านค้าต่างๆ ภายในศูนย์ฯกว่า 300 ร้าน พร้อมใจกันขยายเวลาเปิดและปิด ให้บริการในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ได้ใช้เวลาในการพักผ่อน กิน ดื่ม ช้อปมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00 – 23.00 น. ในวันที่ 21 ธันวาคม ถึงวันที่ 1 มกราคมนี้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 076-600-111

มอบความสุข

** บาระ(BARA) ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจผิวของผู้หญิงโดยเฉพาะ ขอมอบความสุขด้วยมหกรรมส่วนลดพิเศษส่งท้ายปีสูงสุดถึง 50% ประกอบไปด้วย  น้ำตบกุหลาบ ออร่า เฟเชียล เอสเซนส์    (AURA FACIAL ESSENCE) มอยเจอร์ไรเซอร์ เพอเฟคเชิน ยูท สกิน อิมัลชั่น (PERFECTION YOUTH SKIN EMULSION)  ครีมกันแดด เดลี่ มอยเจอร์ไรเซอร์ ซันสกรีน  (DAILY MOISTURIZING SUNSCREEN) และ ชุดต้อนรับขนาดเดินทาง (EXCLUSIVE WELCOME KIT)  ใครอยากมีผิวสวยใสสุขภาพดีแบบสาวบาระ สามารถหาซื้อได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2562 ได้ที่ร้าน Castle C สาขา สยาม, แฟชั่น, เอเชียทิค  (เฉพาะสาขานี้ หมดเขต 15 ธันวาคม 2562) และช่องทางออนไลน์  https://www.baraskincare.com/contactus

ปั่นปิดเมือง ณ หัวหิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/403526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ปั่นปิดเมือง ณ หัวหิน

9 ธันวาคม 2562 – 14:10 น.
อามัน คาพัว,อามัน โชวลา,นักปั่น,หัวหิน,พรูไรด์ ไทยแลนด์ 2020,บมจพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ประเทศไทย
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

ปั่นสุขใจได้ทั้งความสุขภาพและความสุข

         บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) (พรูเด็นเชียล ประเทศไทย) นำโดย อามัน โชวลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และส่วนราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมปั่นปิดเมืองสุดยิ่งใหญ่ ‘พรูไรด์ ไทยแลนด์ 2020″ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ทรู ้เอารีน่า หัวหิน

อามัน โชวลา-อามัน คาพัว

           อามัน คาพัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารลูกค้าและการตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า งานนี้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ฟัน ไรด์ บนระยะทาง 25.8 กม. และโปรเฟสชั่นนอล ไรด์ บนระยะทาง 100.7 กม. โดยมีมูลค่ารวมของเงินรางวัลกว่า 700,000 บาท ซึ่งเหล่านักปั่นจะได้สัมผัสความสวยงามตลอดระยะทางการปั่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่อำเภอหัวหินถึงถนนเลียบชายหาดปราณบุรี สำหรับผู้ชนะเลิศจากงานนี้นอกจากจะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัลแล้ว พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังมอบประสบการณ์สุดพิเศษในการเข้าร่วมการแข่งขันพรูเด็นเชียล ไรด์ ลอนดอน ซึ่งเป็นงานปั่นจักรยานระดับโลกในฝันของบรรดานักปั่นทั้งหลาย พร้อมตั๋วเครื่องบินไปกลับและที่พัก ที่สำคัญนักปั่นทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการกุศลโดยรายได้ส่วนหนึ่งจากงานนี้จะมอบให้แก่โรงพยาบาลของรัฐในหัวหินอีกด้วย

กาย รัชชานนท์ และครอบครัวร่วมงานแถลงข่าว 

ด้าน ไพรัชช์ ทุมเสน ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการขนานนามอย่างเสมอมาว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหน่วยงานภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่ามหกรรมงานปั่นจักรยานครั้งนี้จะมีส่วนช่วยดึงดูดเหล่านักปั่นชาวไทยและต่างประเทศให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การปั่นจักรยานได้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังช่วยยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

          ขณะที่ ณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ผู้ช่วยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมหกรรมปั่นจักรยานประจำปีที่ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้นักปั่นทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมได้ และยังเปิดโอกาสให้เหล่านักปั่นได้สัมผัสสถานที่อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหัวหินและปราณบุรี อาทิ สถานีรถไฟหัวหิน เพลินวาน อุทยานราชภักดิ์ พระราชวังไกลกังวล จุดชมวิวเขาหินเหล็กไฟ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เขากะโหลก และถนนเลียบชายหาดปราณบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดเส้นทางการปั่น จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านดังกล่าว

         ทั้งนี้นักปั่นบุคคลทั่วไปและผู้สนใจเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์สามารถลงทะเบียน และซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้-12 กุมภาพันธ์ ค่าลงทะเบียนราคา 750 บาทต่อท่าน สำหรับประเภทฟัน ไรด์ และราคา 1,000 บาทต่อท่านสำหรับโปรเฟสชั่นนอล ไรด์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaimtb.com

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403543?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

9 ธันวาคม 2562 – 14:45 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ข้าวโพดหลังนา
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก  พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา             สหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน

ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง                    

เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน  และมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูก                    และจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์             ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท
“ สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต”

อย่างไรก็ตาม กรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำ               การกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์                   กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร
ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403527?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

9 ธันวาคม 2562 – 14:05 น.
กรมชล,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจว.เตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ดอยฟ้าฟ่มปก,ข้าวทนหนาว,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมการข้าว เร่ง วิจัยพันธุ์ข้าวทนหนาวส่งเสริมเกษตรพื้นที่สูงปลูกบริโภค เล็งใช้แผงโซล่าเซลล์ หลอกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต หลังพบปัญหาแดดน้อยผลผลิตต่ำ

9 ธันวาคม 2562 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมดำเนินงานตามแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านข้าว

โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการสามารถนำไปพัฒนาอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริให้เกษตรกรและประชาชนประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก (ชื่อเดิมดอยผ้าห่มปก) ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น เมฆหมอกปกคลุมยอดดอยตลอดทั้งปี พืชพรรณไม้อุดมสมบูรณ์ ได้ถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อทดลองให้คนเข้าไปอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ให้ราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่รักษาป่าไม้ และปลูกป่าไม้เพื่อใช้สอยในชุมชน

โดยจัดตั้งให้ปลูกป่าฟืน ธนาคารฟืน ปลูกไม้ใช้สอยและป่าสน ตลอดจนให้มีการปลูกข้าวและจัดตั้งธนาคารข้าวให้มีเพียงพอต่อบริโภคตลอดทั้งปี ทั้งนี้ กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ได้ศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาว ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของโครงการฯ มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ ความเข้มของแสงน้อย สภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป

ผลจากนำพันธุ์ข้าวมาปลูกทดสอบ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 และพันธุ์ขะสอ112 (CK) เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดเมล็ดให้ผลผลิตข้าวได้ โดยมีสายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยมากที่สุดคือ 41.9 กก./ไร่ รองลงมาคือ MHSC13001-DPK-2 (26.0 กก./ไร่) MHSC13001-DPK-1 (14.6 กก./ไร่)  และขะสอ112 (CK) (1.6 กก./ไร่) ตามลำดับ

แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่มีมากขึ้นของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก เพราะค้นพบพันธุ์ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการได้ แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องมีการทดสอบ และพัฒนาพันธุ์ต่อไป เนื่องจากสายพันธุ์ข้าว MHSC13001-DPK-3 ที่ให้ผลผลิตมากที่สุดถึง 41 กก./ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดอื่นคือ พื้นที่ปลูกข้าวที่โครงการฯ จัดสรรให้เพียงครอบครัวละ 4 ไร่ (เนื่องจากพื้นที่โครงการตั้งอยู่ในเขตป่าต้นน้ำ) ผลผลิตที่จะได้จึงยังไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคแน่นอน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องทดสอบและพัฒนาด้านเทคโนโลยีควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการติดเมล็ดของพันธุ์ดังกล่าวด้วย

“ด้วยข้อจำกัดของสภาพอากาศไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่ต้องการแสงแดดในระยะเวลานานถึง 10-12 ชั่วโมงต่อวันแต่พื้นที่นี้แสงแดดน้อย จึงมีแนวคิดที่จะนำแผงโซล่าเซลส์มาใช้เป็นการหลอกข้าว ช่วยเพิ่มแสงให้นานขึ้น  เหมือนปลูกดอกเบญจมาศที่ใช้ไฟนีออนในช่วงกลางคืน  อย่างไรก็ตามระหว่างรอผลผลิตข้าว เกษตรกรต้องปลูกพืชเศรษฐกิจไปก่อน  ทั้งนี้ในอนาคตอาจปลูกข้าวแบบรวมกลุ่มและนำข้าวมาแบ่งกัน”

“กรมการข้าว มุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชาไปขยายผลสู่พี่น้องชาวนา ให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังมุ่งมั่นในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนต่อสภาพอากาศและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวที่ดี ใช้เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพต่อไป” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ฟางข้าว,กรมส่งเสริมการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรจังหวัดนครพนม
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

เกษตรนครพนม แนะเกษตรกรนำฟางข้าวนำมาอัดก้อนทำอาหารสัตว์ ลดภาวะโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีแล้วเสร็จ จะมีฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวจำนวนมากในพื้นที่การเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรปล่อยทิ้งไว้ฟางข้าวก็จะย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ เพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดิน

นอกจากนี้ฟางข้าวยังสามารถนำมาทำอาหารสัตว์ เช่น การอัดก้อน และการหมักโดยวิธีต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตร อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น สำหรับการนำฟางข้าวมาอัดเป็นก้อนเพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้กับ โค – กระบือ ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่หญ้าสดในธรรมชาติขาดแคลน จึงต้องมีการเตรียมการสะสมอาหาร และเก็บไว้จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง

นายร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในช่วงของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีนั้น เป็นช่วงที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ และเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเกษตรกรบางรายจะทำการเผาฟางข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังหรือทำการเพาะปลูกพืชอื่น ส่งผลให้เกิดฝุ่น ควัน และก๊าซพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

รวมทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วมขัง และที่สำคัญการเผายังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรตรา 220 คือ หากผู้ใดที่กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้จะเป็นของตนเองจนน่าจะก่อให้เกิดอันตรายกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น จะต้องระวางจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท จะเห็นว่าแม้จะเป็นพื้นที่ของตนเองก็ตาม สำหรับเกษตรกรบางรายแล้วฟางข้าวถือว่ามีประโยชน์มาก สามารถนำมาอัดเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์เลี้ยง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลงได้มาก

เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ฟางข้าว หรือวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ เกษตรกรสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การทำปุ๋ยหมัก หมักเป็นอาหารสัตว์ ใช้คลุมดิน เป็นวัสดุเพาะเห็ด เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ และความชุ่มชื้นให้กับดิน เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของฟางข้าว มีประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ โปรตีน 3.44% ไขมัน 1.88% เยื่อใย 37.48% ปริมาณเถ้า 12.30% ฟอสฟอรัส (P2O5) 0.11% (กองอาหารสัตว์, 2548) การนำฟางข้าว มาเลี้ยง โค – กระบือ เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ และมีผลทำให้น้ำหนักของสัตว์ลดลง จึงควรนำฟางข้าวมาปรุงแต่ง ร่วมกับวัสดุอื่น หรือ การทำฟางหมักยูเรีย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตรกร และเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ช่วยรักษาและลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับฟางข้าวเมื่อมีการอัดก้อนแล้ว จะมีการจำหน่ายในราคา 25 บาท/ก้อน ทำให้เกษตรกรบางรายนิยมอัดฟางก้อนไว้เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยง โค – กระบือ เป็นการสร้างรายได้เสริมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี และเพื่อใช้ประโยชน์จากฟางข้าว จากเดิมที่เผาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลีก ร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมักจะซื้อมาตกแต่งร้านให้สวยงาม นับเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภาพ ข่าว  ว่าที่ ร.ต.อาทิตย์ อุ่นนาแซง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม

ป่าไม้ ยังรอคำตอบกฤษฎีกา ปารีณา รุกที่ สปก. ฟ้อง-ไม่ฟ้อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403630?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ป่าไม้ ยังรอคำตอบกฤษฎีกา ปารีณา รุกที่ สปก. ฟ้อง-ไม่ฟ้อง

9 ธันวาคม 2562 – 19:29 น.
ป่าไม้,ยังรอคำตอบกฤษฎีกา,รุกที่ สปก ฟ้อง-ไม่ฟ้อง,ปารีณา
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

ป่าไม้ ยังรอคำตอบกฤษฎีกากรณี ปารีณา รุกที่ สปก. 682 ไร่  ก่อนตัดสินใจว่าจะฟ้องหรือไม่

 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เชิญผู้อำนวยการสำนักกฏหมาย กรมป่าไม้ และฝ่ายกฏหมาย ของสำนักคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.) เข้ามาประชุมเป็นการภายในที่กรมป่าไม้ เพื่อหารือข้อกฏหมาย ว่าสมควรฟ้อง หรือไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)
นายอรรถพล ให้สัมภาษณ์ว่า การจะฟ้องร้องเพื่อเอาผิด น.ส.ปารีณา กับกรณีรุกพื้นที่ป่า 682 ไร่ โดยอ้างว่า เสียเงินบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 ซึ่งตรวจสอบพื้นที่ล่าสุดเป็นพื้นที่ส.ป.ก.นั้น โดยหลายคนอยากให้กรมป่าไม้ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพราะเดิมที ก่อนที่จะเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเรื่องนี้กรมป่าไม้ต้องมีความรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อกฏหมาย จึงเชิญฝ่ายกฏหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ ซึ่งประเด็นการหารือได้ข้อสรุปออกเป็น 2 แนวทาง คือ จะต้องฟ้องดำเนินคดีเอาผิดกับน.ส.ปารีณา ว่าบุกรุกพื้นที่ป่า และ ไม่ดำเนินคดี ซึ่งทางส.ป.ก.ยืนยันว่า จะไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณา อย่างไรก็ตาม ทางกรมป่าไม้จะรอคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะชี้แนวทางเรื่องนี้ด้วย

นายอรรถพล กล่าวว่า กำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดเนื่องจากยังมีความเห็นเป็น 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่ง ส.ป.ก. ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ ว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

“หลักการของกรมป่าไม้คือ หากพบว่าทำความผิดเมื่อไรก็ฟ้องดำเนินคดีทันที อย่างกรณีของพื้นที่ป่าสงวน 46 ไร่ ที่เราฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว แต่กรณี 682 ไร่นี้ ขอให้ได้ข้อยุติจากฝ่ายกฎหมายก่อน ซึ่งคงอีกไม่นาน”นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวว่า กรมป่าไม้ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทำการรังวัดพื้นที่ที่แท้จริงในเขต ส.ป.ก.จำนวน 29 แปลง เนื้อที่ 682 ไร่ ที่ น.ส.ปารีณา ส่งคืน ส.ป.ก. อีกครั้งในสัปดาห์นี้ ว่า ข้อเท็จจริงมีจำนวนกี่ไร่ ซึ่งไม่น่าจะคลาดเคลื่อนไปจาก จำนวน 682 ไร่มากหรือน้อย เพราะการรังวัด ต้องทำเฉพาะที่ น.ส.ปารีณา ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ จะใช้เวลาทำการรังวัดไม่เกิน 7 วันทำการจะแล้วเสร็จ จากนั้น กรมป่าไม้จะนำมาพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่กรมป่าไม้มีอยู่ คือ การครอบครองพื้นที่ 682 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการใช้ประโยชน์จากที่ทำกิน ซึ่งพบว่า มีร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ระหว่างปี 2537 – 2543 โดยจะนำข้อมูลใหม่จากการรังวัดและข้อมูลเดิมมาพิจารณาร่วมกับฝ่ายกฎหมายรวมทั้งคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะชี้แนวทางเรื่องนี้ด้วยว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ที่เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดมาใหม่ ยังคงถือเป็นที่ดินตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ หากชัดเจนว่า ยังคงเป็นที่ป่าไม้ จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม

“ข้อเท็จจริงสำหรับการครอบครองพื้นที่ 682 ไร่ ของน.ส.ปารีณา ที่ได้มาวันนี้ก็คือ การแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการใช้ประโยชน์จากที่ทำกิน ซึ่งพบว่า มีร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ระหว่างปี 2537-2543 ซึ่งแน่นอนว่า หลังปี 2527 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายลุ่มน้ำภาชี อย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหมดต้องนำมาประมวลเทียบเคียงกัน ทั้งเรื่องข้อกฏหมาย ส.ป.ก. นโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเรื่องการปฏิบัติตามมติชนคณะรัฐมนตรีด้วย”นายอรรถพล กล่าว

โฆษก อนุสัมมนาฯ แจงไม่ลักไก่โหวต 100 ล้าน หน่วยงานนอกงบฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

โฆษก อนุสัมมนาฯ แจงไม่ลักไก่โหวต 100 ล้าน หน่วยงานนอกงบฯ

9 ธันวาคม 2562 – 17:20 น.
โฆษก อนุฯ สัมมนาฯ,ไม่ลักไก่,โหวต ให้100ล้าน,หน่วยงานนอกงบประมาณ,มูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร,สภาพัฒน์
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

โฆษกอนุฯสัมมนาฯ แจงไม่ลักไก่โหวตให้100ล้าน กับหน่วยงานนอกงบฯ บอกมีเหตุ อนุกมธ. ขู่วอล์คเอาท์จนต้องพัก ย้ำอนุมัติงบให้มูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร ตามข้อเสนอสภาพัฒน์

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน งบรายจ่ายอื่น และทุนหมุนเวียน ในกมธ.ฯ งบประมาณ​ปี 2563 สภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล สมาชิกพรรคเพื่อไทย ฐานะรองประธานอนุกมธ.ฯ ชุดดังกล่าว ระบุว่าอนุกมธ.ฯ​ ฝั่งรัฐบาลฉวยโอกาสอนุมัติงบประมาณ 100 ล้านบาท ให้กับภาคเอกชน คือ มูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร ถือว่าขัดกับกฎหมายวิธีงบประมาณ ที่อนุมัติให้หน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นั้น

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งการอนุมัติงบประมาณส่วนดังกล่าวให้มูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร เป็นไปตามข้อเสนอของสภาพัฒน์ฯ ที่ว่าจ้างมูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร จัดตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายน 2561 เพื่อทำงานด้านการวิจัยทั้งงานวิจัยของประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการทำงานของอนุกมธ.ฯ ได้ซักถามและพิจารณา พร้อมกับได้รับคำชี้แจงจากสภาพัฒน์ฯ​ฐานะหน่วยงานที่เป็นผู้ว่าจ้างมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งเป็นการขออนุมัติตามการผูกพันของงบประมาณที่จะว่าจ้างรวม 4 ปี

“ผมยอมรับว่าก่อนที่อนุกมธ.ฯ จะอนุมัติ ที่ประชุมได้พักการประชุมเพราะมีอนุกมธ.ฯ บางคนบอกว่าหากเดินหน้าพิจารณาจะวอร์คเอาท์ออกจากห้องพิจารณา และเมื่อพักประชุมได้กลับมาลงมติอีกครั้ง ส่วนที่คุณวรวัจน์บอกว่าเกณฑ์อนุกมธ.ฯ ฝั่งรัฐบาลเข้ามาลงมตินั้น ผมยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อรักษาองค์ประชุมของอนุฯ ที่มีไม่น้อยกว่า 5 คน จากอนุกมธ.ฯ​ที่มีทั้งหมด 9 คน ซึ่งเรื่องนี้ผมอธิบายได้ว่า อนุกมธ.ฯ อนุมัติงบประมาณให้กับหน่วยงานรับงบประมาณ คือสภาพัฒน์ฯ ส่วนสภาพัฒน์ฯ​จะนำงบประมาณไปจ้างหน่วยงานหรือใคร ย่อมเป็นสิทธิที่ดำเนินการได้ คล้ายกับการอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานเพื่อเช่ารถยนต์โดยสารจากบริษัทเอกชน ดังนั้นจึงยืนยันว่าอนุกมธ.ฯ พิจารณาตามกรอบกฎหมาย” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากเกิดกรณีดังกล่าว ไม่มีผลต่อการทำงานร่วมกัน เพราะการประชุมอนุกมธ.ฯ​วันนี้ (9 ธ.ค.) ยังร่วมประชุมกันด้วยดี.

เพื่อไทยต้องลุ้น ธนิก โดนร้อง ลักษณะต้องห้าม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403595?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เพื่อไทยต้องลุ้น ธนิก โดนร้อง ลักษณะต้องห้าม

9 ธันวาคม 2562 – 17:06 น.
กกต,ธนิก,เพื่อไทย,ลักษณะต้องห้าม,ต้องลุ้น,ระบบปาร์ตี้ลิสต์,นัดวินิจฉัย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

“ธนิก” ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น โดนร้อง มีลักษณะต้องห้าม เหตุมีชื่อในระบบปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย คาด กกต. นัดวินิจฉัย 11 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 นายอภินันท์ จันทร์อุปละ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ขอนแก่น ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขต 7 แทนตำแหน่งที่ว่างครบทั้ง 4 คน ที่ยื่นสมัครไปเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ปรากฏว่าในวันที่ 6 ธ.ค. ได้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคัดค้านประกาศของผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ 7 โดยเห็นว่านายธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครเนื่องจากมีชื่อเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ทางสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดขอนแก่น จึงได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ ส่งไปยังสำนักงานกกต.กลาง เพื่อให้เสนอเรื่องให้กกต.กลางพิจารณา ซึ่งคาดว่า กกต. วินิจฉัยชี้ขาดภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้กรณีดังกล่าว ก่อนการเปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 28 พ.ย. พรรคเพื่อไทยได้มีหนังสือขอหารือมายังกกต.เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ว่า ผู้มีชื่อเป็นผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 ที่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้วจะสามารถไปลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างได้หรือไม่ แต่กกต.ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ระบุเพียงว่า เป็นหน้าที่ของพรรคเมืองที่ต้องพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งในการยื่นสมัครของนายธนิก ต่อผอ.กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ขอนแก่นในวันที่ 28 พ.ย.นั้นก็มีรายงานว่า นอกจากนายธนิกจะยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดแล้ว นายธนิกยังยื่นหนังสือของถอนชื่อจากการเป็นผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อด้วย
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในพิจารณาของที่ประชุม กกต.ขณะนั้น มีความเห็นเป็น 2 ทาง โดยทางหนึ่งเห็นว่า ไม่สามารถลงสมัครได้ เนื่องจากตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 43 ได้เขียนล็อคไว้ให้ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคส่งสมัคร นอกจากจะลงสมัครรับเลือกตั้งเกินหนึ่งเขตมิได้ และยังต้องไม่เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ขณะเดียวกันผู้ที่มีชื่อเป็นผู้สมัครในบัญชีรายชื่อมีโอกาสได้รับการเลื่อนลำดับเป็นส.ส.อยู่ตลอด จะอ้างว่าผลการเลือกตั้งระบบเขตของพรรคเพื่อไทยโอเวอร์แฮงค์ ไม่มีโอกาสที่ส.ส.ระบบบัญชีแล้วผู้สมัครจึงสามารถไปลงในระบบเขตได้คงไม่ถูกต้อง เพราะคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองจะยังมีโอกาสขยับได้ หากมีการเลือกตั้งจากเหตุทุจริตภายใน 1 ปี ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พ้นระยะเวลาดังกล่าว

ขณะที่ความเห็นอีกทางหนึ่งมองว่า เมื่อการประกาศผลการเลือกตั้งแล้วก็ถือว่าการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ได้จบสิ้นไป ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อก็น่าจะสามารถไปลงสมัครส.ส.ในระบบเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้งซ่อมได้ ซึ่งคาดว่าในการประชุม กกต.วันที่ 11 ธ.ค.นี้ที่ประชุมจะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจะเป็นการประชุมเดียวของสัปดาห์นี้  โดยมาตรา 51 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กำหนดว่า กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใดเห็นว่าผู้มีชื่อในประกาศรายชื่อที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตได้ประกาศให้เป็นผู้สมัคร ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อกกต.ภายใน 7 วันนับแต่วันประกาศรายชื่อ  ในกรณีที่กกต.มีคำวินิจฉัยให้ถอนการรับสมัครของผู้ใด ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยกกต.ต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ถูกถอนการรับสมัคร และในกรณีที่ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดก่อนวันเลือกตั้ง ให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามคำสั่งของกกต.

สำหรับการเลือกตั้งส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ขอนแก่น แทนตำแหน่งที่ว่าง มีผู้สมัครทั้งสิ้น 4 คน คือนายธนิก พรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 นายสมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 2 พ.ต.อ.กิตติกรู กาญจนสกุล พรรคเสรีรวมไทย หมายเลข 3 และนายสุทัศน์ ผลบุญ พรรคพัฒนาชาติ หมายเลข 4

มติวิปรัฐบาล​ สั่งจัดระเบียบโหวตญัตติการเมือง-เสถียรภาพรบ.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

มติวิปรัฐบาล​ สั่งจัดระเบียบโหวตญัตติการเมือง-เสถียรภาพรบ.

9 ธันวาคม 2562 – 16:53 น.
ชินวรณ์,มติวิปรัฐบาล,จัดระเบียบ,โหวตญัตติการเมือง,เสถียรภาพรัฐบาล,ญัตติแก้รธน
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

“ชินวรณ์”​ เผย “มติวิปรัฐบาล​” สั่งจัดระเบียบโหวตญัตติการเมือง-เสถียรภาพรบ. บอกให้แจ้งทราบก่อนดำเนินการ ไฟเขียวอภิปรายญัตติแก้รธน. เต็มที่ พร้อมขยายเวลาให้ 2วัน

รัฐสภา / เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 – นายชินวรณ์​ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป รัฐบาล) แถลงผลการประชุมวิปรัฐบาล ว่า ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ สภาฯ จะเดินหน้าพิจารณากลุ่มญัตติด่วน ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ตามที่มีส.ส.ยื่นญัตติ รวม 6 ญัตติ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้ ส.ส. อภิปรายและแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ หากการประชุมวันที่ 11 ธ.ค.  ยังมีผู้อภิปรายไม่แล้วเสร็จจะต่อในการประชุมครั้งถัดไป

ขณะที่จำนวนของกมธ.ฯ จะเป็นไปตามข้อตกลง คือ 49 คน เป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 12 คน พรรคร่วมรัฐบาล 18 คน และพรรคฝ่ายค้าน 19 คน อย่างไรก็ตามในที่ประชุมนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานวิปรัฐบาล ขอให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลส่งรายชื่อให้พิจารณาและเตรียมนำเสนอต่อไป ส่วนรายชื่อของครม. นั้นตนไม่ทราบเพราะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับตำแหน่งประธานกมธ.วิสามัญฯ ที่ยังไม่หารือว่าจะสนับสนุนบุคคลใด ส่วนชื่อของนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ฐานะรองประธานสภาฯ​คนที่หนึ่ง ที่มีข่าวว่าจะดำรงตำแหน่งประธานกมธ.ฯ นั้นตนไม่ทราบเพราะเป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ และเมื่อตั้งกมธ.ฯ แล้วจะใช้เวลาศึกษา จำนวน 180 วัน

นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นการคุมเสียงของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในการประชุมสภาฯ นั้น เบื้องต้นหารือเป็นแนวทางว่า หากเป็นประเด็นเสถียรภาพรัฐบาล หรือ ประเด็นการเมือง จะมีมติที่ชัดเจนจากทางวิปรัฐบาล เพื่อแจ้งไปยังพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ส่วนจะให้พรรคร่วมรัฐบาลปฏิบัติโดยไม่แตกแถวหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าต้องพิจารณาเป็นละประเด็น อย่างไรก็ตามจากนี้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลยังสามารถนำเสนอญัตติหรือประเด็นทางการเมืองต่อสภาฯ ได้แต่ต้องแจ้งให้วิปรัฐบาลทราบ

อย่างไรก็ตาม นายชินวรณ์ ยังปฏิเสธการตอบคำถาม ต่อประเด็นกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าไม่มีการพิจารณาในที่ประชุม.