เพื่อแม้ววุ่น “หน่อย” บินดูไบ “ชัชชาติ” ไปย่างกุ้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อแม้ววุ่น “หน่อย” บินดูไบ “ชัชชาติ” ไปย่างกุ้ง

17 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
แม้ว,ดูไบ,นายใหญ่,ชัชชาติ,คุณหญิงหน่อย,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,574 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 17 ต.ค. 62

*****************************

พลันที่ “คนพันธุ์แกร่ง-ชัชชาติ” ประกาศลงสนามเมืองกรุงโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง อาการคลื่นเหนือน้ำก็บังเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย เมื่อ สาวก “เจ้าแม่เมืองหลวง” แสดงอิทธิฤทธิ์ประลองกำลังกับประมุขพรรค “เสี่ยคลอสเตอร์” ผลปรากฏว่า ยกแรกจบลง “คุณหญิงหน่อย” น้ำตาร่วง

จะว่าไปแล้วกุนซือข้างกาย “เสี่ยคลอสเตอร์” ประเมินว่า ตัวชัชชาติเองถือว่าเป็นจุดแข็ง การที่ไม่สวมเสื้อเพื่อไทยนั้นเป็นยุทธศาสตร์เก็บแต้มจากกลุ่มที่ชอบ “ชัชชาติ” แต่ไม่ชอบ “เสี่ยแม้ว” ซึ่งหากต้องเผชิญหน้ากับตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ก็จะสู้ได้สมราคา

หม่องชัชชาติ”ดูงานรถเมล์

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตัวเขาเดินทางไปทำบุญออกพรรษา ไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ 

ชัชชาติ ขอพรไหว้พระที่เจดีย์ชเวดากอง

ประสานักการเมือง “ชัชชาติ” จับประเด็นการปฏิรูปรถเมล์ในย่างกุ้งมานำเสนอทันที โดยรัฐบาลท้องถิ่นย่างกุ้งมีการก่อตั้ง Yangon Region Transport Authority (YRTA) เมื่อปี 2559 และตั้งระบบ YBS Yangon Bus System มีการจัดสายรถเมล์ใหม่เหลือประมาณ 90 สาย มีบริษัทรถเอกชนร่วมให้บริการ 20 บริษัท จัดหารถใหม่จากจีนและเกาหลีมาวิ่ง จากเดิมการเดินรถเมล์ของเมืองย่างกุ้งมีจำนวนเส้นทางมากถึง 357 เส้นทาง มีผู้ประกอบการรถเมล์ 4,000 คัน

ชัชชาติ ดูการปฏิรูปรถเมล์พม่า

“เรื่องรถเมล์เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่ารถไฟฟ้าในการแก้ไขปัญหาจราจร และช่วยการเดินทางของคนจำนวนมากใน กทม. และใช้เงินลงทุนน้อยกว่ารถไฟฟ้ามากครับ”

ชัชชาติชิงจังหวะหาเสียงไกลหน่อย..แต่หยิบเรื่องใกล้ตัวคนกรุงมากระทุ้ง เรียกคะแนนได้ไม่น้อยกันเลยทีเดียว

น้ำตาหยดรดดูไบ

เช้าวันที่ 16 ตุลาคม 2562 มีสื่อออนไลน์หลายเสนอข่าวเหมือนกัน ประหนึ่งว่ามาจากแหล่งข่าวคนเดียวกัน สรุปได้ว่า “หญิงหน่อย บินด่วนดูไบ หลั่งน้ำตาเคลียร์ใจพบแม้ว กรณีศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.”

ในรายงานข่าว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เดินทางไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเข้าพบทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อพูดคุยกรณีการส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ภารกิจก่อนวันหยุดยาว

“คุณหญิงหน่อย” ในฐานะแม่ทัพเมืองหลวง ให้เหตุผลว่า พรรคเพื่อไทย จำเป็นที่จะต้องส่งผู้สมัครในนามของพรรค ขณะที่ทักษิณไม่เห็นด้วย ควรหลีกทางให้กลุ่มอิสระของชัชชาติ 

อย่างไรก็ตามก่อนวันหยุดยาวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 “คุณหญิงสุดารัตน์” เดินทางไปเป็นประธานกล่าวปิดงานสัมมนาเสริมศักยภาพ ส.ส. ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา เพชรบุรี

คุณหญิงหน่อยมาโผล่เป็นข่าวอีกที ในงานพลิกวิกฤติ SME ไทยให้ทันโลกวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ที่ห้องเสวนาชั้น 1 พรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์

แสดงว่าวันหยุดยาว วัน คุณหญิงหน่อยอาจไปหลั่งน้ำตารดผืนทราย ตามที่มีข่าวกระพือลือไกล

เจ๊แดง”ยังแรงฤทธิ์

พรรคเพื่อไทยยุคที่มีนักการเมืองอาวุโส สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งกองเชียร์เสื้อแดงบางกลุ่มบอกว่านี่เป็นการปรับขบวนของฝ่ายประชาธิปไตย แต่ความจริงของเพื่อไทยวันนี้ยังหนีไม่พ้นร่มเงา “นายใหญ่ดูไบ”

ดุลกำลัง ส.ส.ภายในพรรค แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ กลุ่มที่ภักดีต่อ “เจ๊แดง-น้องปู” กลุ่ม ส.ส.กทม.ที่ขึ้นตรง “เจ๊หน่อย” และกลุ่มที่รอดูสถานการณ์ภายในพรรค

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เมื่อวิเคราะห์จากที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค 4 คนที่อยู่ข้างกาย “เสี่ยคลอสเตอร์” ก็ชัดเจนว่า ใครเป็นใหญ่เหนือพรรคเพื่อไทย?

คนแรก เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรค ก็ทำงานรับใช้นายใหญ่มานาน และไม่ถูกชะตา “เจ้าแม่เมืองหลวง” มากนัก

คนที่สอง “วิสาร เตชะธีราวัฒน์” สายตรง “เจ๊แดง” ที่ได้โควตาส่งลูกสาว “วิสาระดี” ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงราย

คนที่สาม “ชูศักดิ์ ศิรินิล” มือกฎหมาย และคนที่สี่ นลินี ทวีสิน” หัวหน้าพรรคเพื่อธรรม แทนสมพงษ์ ที่ลาออกกลับพรรคเพื่อไทย

ตั้งแต่มีการตั้งพรรคเพื่อธรรมก็รับรู้โดยทั่วกันว่า “เจ๊แดง” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และฝากฝังให้เสี่ยสมพงษ์ดูแล แต่เมื่อ “พี่ใหญ่” เปลี่ยนเกม ก็เลยต้องถอยมาที่พรรคเพื่อไทย

ถึงนาทีนี้ก็คงรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรุงเทพฯ ยังมีดูไบ เหนือเจ๊หน่อยก็ยังมีเจ๊แดง

ดันศก.ดิจิทัลต้องเข้มภัยออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดันศก.ดิจิทัลต้องเข้มภัยออนไลน์

17 ตุลาคม 2562 – 08:19 น.
เศรษฐกิจออนไลน์
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

รายงานสำรวจกิจกรรมทางเศรษฐกิจออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กูเกิลจัดทำร่วมกับกองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ และ เบน แอนด์ คอมพานี บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนตุลาคม พบว่าผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก โดยคนไทยทำสถิตินำหน้าทุกชาติในอาเซียน ด้วยการใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันท่องโลกอินเทอร์เน็ต ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ในขณะที่คนทั้งโลกใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง ทั้งนี้รายงานดังกล่าววัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ผ่าน 5 ภาคส่วน คือท่องเที่ยวออนไลน์ สื่อออนไลน์ รถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น ซื้อของออนไลน์ การเงินออนไลน์ และคาดว่าเศรษฐกิจออนไลน์จะโตถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

 รัฐบาลยังผลักดันการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในแง่การเพิ่มรายได้และความรู้โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล การวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกเหนือจากโครงการเน็ตประชารัฐที่ติดตั้งไปแล้ว 24,700 หมู่บ้านโดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการสร้างสมาร์ทซิตี้และเตรียมจะติดตั้งฟรีไวไฟเพิ่ม 10,000 แห่ง ขณะที่ กสทช.ส่งสัญญาณว่าจะเร่งขับเคลื่อน 5G ในกลุ่มอาเซียนให้ทันประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังต้องพร้อมรับมือภัยไซเบอร์แก้ปัญหาข่าวปลอมรวมถึงด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันและจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งต้องเตรียมการพอสมควรในหลายๆ ด้านพร้อมทั้งเพิ่มเติมประสบการณ์ที่ไทยยังขาดอยู่

การสำรวจดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นทิศทางเติบโตออนไลน์ของไทยและยังถือเป็นโอกาสของธุรกิจออนไลน์อีกด้วย ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เพียงเท่านั้นไทยในฐานะประธานอาเซียนได้เคยประกาศตั้งเป้าเตรียมความพร้อมอาเซียน เพื่อรับ 4IR (การเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4) โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และมีการเติบโตจาก 50,000 ล้านดอลลาร์ ในปัจจุบันเป็น 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหลายด้าน อาทิ วางโครงสร้างเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่เป็นปัจจัยสำคัญและการปรับตัวภาครัฐนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการทำงานให้มากขึ้นรวมทั้งเสริมสร้างระบบ “อีโคซิสเต็ม” และที่จำเป็นคือปรับปรุงกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

แต่เมื่อมีด้านดีก็ย่อมมีด้านลบคู่กันเฉกเช่นการพัฒนาด้านดิจิทัลที่พบว่าภัยจากออนไลน์ได้ก่อปัญหาสังคมอย่างกว้างขวางขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้จากผลสำรวจเกี่ยวกับ “สถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์” ซึ่งสำรวจเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ที่ผ่านมา มีกลุ่มตอบแบบสอบถามอายุ 6-18 ปี 15,318 คนจากทั่วประเทศ พบว่าเด็กมากกว่า 83% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพักผ่อนบันเทิง และ 39% ใช้ 6-10 ชั่วโมงต่อวัน และ 38% เล่นเกมออนไลน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันเสี่ยงต่อการเสพติดเกม ขณะที่เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์และเด็ก 34% เคยกลั่นแกล้งรังแกคนอื่นทางออนไลน์ซึ่งบอกว่าเป็นการโต้ตอบที่ตนเองโดนกลั่นแกล้ง ซึ่งยังไม่นับรวมคดีจากภัยออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้นจึงเป็นสิ่งยืนยันว่าภาครัฐจะต้องจริงจังหามาตรการป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรมทางออนไลน์ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบันนี้

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393782?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน

17 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
การเมืองร้อน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,380 ครั้ง

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากที่ ผบ.ทบ ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ พูดเรื่องห้ามแก้ไขมาตรา 1 ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรงเป็นสัญญาณว่าทหารกับฝ่ายค้านเดินคนละทางกัน

จนถึงขนาดนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ออกมาขอร้องให้หยุดทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ต่างก็มีกองเชียร์ออกมาถือหางกันมากมาย

ถึงนาทีนี้แสดงให้เห็นว่าต่อนี้ไปการเมืองของไทยเข้าสู่ยุคการเล่นแรงอย่างแท้จริง และกว่าจะถึงจุดหักเหว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรคงอีกนาน

  ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเพราะทหาร-นักการเมือง-ประชาชน หรือบุคคลอาชีพต่างๆ จะมีความเห็นแสดงออกได้ถ้าไม่ผิดกฎหมายที่ครอบคลุมอยู่

มองดูสถานการณ์แล้วประเทศไทยจะยังอยู่ในสภาพนี้อีกนานหากต่างฝ่ายต่างสาดเชื้อเพลิงสาดไฟเข้าหากัน

 การเมืองจะเริ่มเข้าสู่ความร้อนแรงต่อไปจะต้องดูว่าจะมีใครพูดประเด็นร้อนขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องมีมาอยู่เรื่อยๆ

แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับจีนว่าไทยไม่เกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงเพราะ ‘โจชัว หว่อง’ แกนนำคนสำคัญม็อบฮ่องกงกับ ‘ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

 มิตรภาพไทย-จีน ที่มีมานานอย่าให้มีอันต้องเป็นไปเพราะคนสองคนนี้เลย !
อ๊อด เทอร์โบ


 10-20-60 ไม่ใช่ใบ้หวย
 แต่เป็นเทคนิคดูแลสุขภาพ

ผมขอให้เป็นสื่อกลางนำข้อความที่เป็นประโยชน์จากกรมควบคุมโรค ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งส่งไลน์มาและเห็นว่าสามารถทำได้โดยเฉพาะคนทำงานในออฟฟิศซึ่งใช้คอมพิวเตอร์มาก

วิธีการง่ายๆ ต้องสูตร 10-20-60 ซึ่งท่านสามารถทำได้คือ

10 นาที พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ 20 นาที เปลี่ยนท่าทางและอิริยาบถการทำงาน และ 60 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขน อาจทำง่ายๆ ด้วยการแกว่งแขนสะบัดข้อมือ กำมือและคลายมือ หมุนข้อวนไปมาซ้ายขวา

ขอแนะนำทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยปกป้องดวงตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมและความเครียดสะสม ผมจึงนำมาบอกต่อเพื่อให้สุขภาพดีขึ้นเพราะเดี๋ยวนี้คนเจ็บ ‘ป่วยง่าย’ กว่าเดิม จากที่สังเกตดู
เฉลิมศักดิ์ (บางนา)

เรียนคุณ ‘เฉลิมศักดิ์’ บางนา
จดหมายของคุณทันยุคทันเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เงินเดือนและคนวัยทำงานที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีมากกว่า 20 ล้านคน และรวมถึงพวกใช้โทรศัพท์มือถือทุกเวลาโอกาสอำนวยด้วย

ผมจึงรีบนำมาแจ้งต่อให้ทราบเพราะหลักการดูแลสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่แนะนำมานั้นปฏิบัติได้ง่ายมาก ขอให้ปฏิบัติตามเถิดครับ

การทำงานหรือจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อาจก่อให้เกิดความเครียดได้และส่งผลต่อถึงร่างกาย-จิตใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ

โปรดดูแลทะนุถนอมสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ต่อไปจะได้อยู่อย่างมีความสุข-ห่างไกลโรค
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าปล่อยให้คนมีทุกข์เดือดร้อน
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘วิเชียร’ บางใหญ่ ซึ่งขอให้เป็นสื่อกลางไปยังกทม.และหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับห้องส้วมหรือห้องสุขา ซึ่งหาได้ยากเย็นเหลือเกิน

โปรดเห็นใจคนกำลังมีทุกข์ทางร่างกายด้วยเถิดอย่าให้ต้องปล่อยลงแบบคนมักง่ายลงข้างทางเลยเป็นภาพที่ไม่น่าดูจริงๆ

อย่าปล่อยให้ต้องเดือดร้อนกันเช่นทุกวันนี้เลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ห้องปลดทุกข์อยู่ไหน?
 ต้องสะอาดถูกอนามัย

ผมขอส่งจดหมายฉบับนี้ไปถึงกทม.และทุกหน่วยงานว่ากรุงเทพมหานครของเรานี้ หาห้องส้วมหรือห้องปลดทุกข์หนัก-เบาได้ยากลำบากเหลือเกิน

โดยเฉพาะรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน ช่างใจดำเหลือเกินไม่มีสร้างไว้ให้ผู้โดยสารเลย โดยจะอ้างเรื่องความปลอดภัยหรืออะไรก็แล้วแต่

ขอเรียนย้ำว่าห้องส้วมสำคัญมากนะครับและไม่ใช่มีไว้แบบขอไปที โดยจะต้องสะอาดถูหลักอนามัยและมีความปลอดภัย มีรปภ.คอยดูแลตลอด

ถึงเวลาที่จะต้องมองถึงความสำคัญเรื่องส้วมได้แล้ว และจดหมายฉบับนี้คงไม่ต้องตอบหรืออธิบายอะไร เพียงแต่ให้เห็นใจผู้มีทุกข์ทางกายด้วยเถิดครับ
วิเชียร (บางใหญ่)


ชะตาคนตุลา ‘รุ่น 6-รุ่น 14’ ขอแยกทางใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชะตาคนตุลา ‘รุ่น 6-รุ่น 14’ ขอแยกทางใจ

16 ตุลาคม 2562 – 09:41 น.
คนตุลา,เจาะประเด็นร้อน,ศธีรยุทธ บุญมี,นพสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
เปิดอ่าน 1,497 ครั้ง

#คนตุลา คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ต.ค.62

***********************************

นับแต่สังคมไทยแบ่งสีแบ่งขั้ว การจัดงานรำลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือนตุลาคม ก็พบรอยปริร้าวของผู้คนที่เรียกขานกันว่า “คนเดือนตุลา” ชัดเจน

การจัดงานรำลึกครบรอบ “43 ปี 6 ตุลาคม 2519” จึงเป็นเสมือนงานรวมรุ่นคนเดือนตุลาปีกที่ไม่เอาเผด็จการ ตรงกันข้ามงานรำลึก “46 ปี 14 ตุลาคม 2516” ก็จะเป็นกิจกรรมของคนเดือนตุลา ที่มีแนวคิดกลางๆ หรือเคยสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส.มาก่อน

คนรุ่น ตุลา

ปีนี้งานรำลึกครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519 ที่ลานประติมานุสรณ์ และหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่อนข้างคึกคัก

ไฮไลท์น่าจะอยู่บริเวณโถงหอประชุมศรีบูรพา ที่มีการจัดนิทรรศการ โดยนำหลักฐานบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา มาจัดแสดง โดยทั้งหมดจะถูกรวบรวมในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา

หมอเลี้ยบ กล่าวปาฐกถา 43 ปี 6 ตุลา

ไม่แปลกที่ หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะมาเป็นผู้กล่าวปาฐกถารำลึก 43 ปี 6 ตุลา หลังจากรุ่นพี่เข้าป่าหมดแล้ว หมอเลี้ยบได้รวบรวมเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สืบทอดอุดมการณ์เพื่อนผู้จากไป

ที่น่าสังเกตมีคนรุ่นใหม่เข้ามาชมนิทรรศการ และรับฟังรายการเสวนาเชิงประวัติศาสตร์หนาตากว่าทุกปี เหตุมาจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ในเครือข่ายนักการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ ประชาสัมพันธ์งานนี้อย่างเต็มที่

ดังที่รู้กัน “คนรุ่น 6 ตุลา” โดยส่วนใหญ่จะพาลูกหลานไปเป็นอาสาสมัครให้พรรคอนาคตใหม่ บางคนก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ

คนรุ่น 14 ตุลา

หันไปทางอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว การจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 46 ปี 14 ตุลาคม 2516 ก็ไม่แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา บรรยากาศคล้ายงานภาคส่วนราชการเข้าไปทุกที

ผู้ที่เข้าร่วมงานจะเป็นเจ้าประจำ คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ความคึกคักกลับมาอยู่วันที่ 15 ตุลาคม 2562 เมื่อวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึก 14 ตุลา โดยเชิญ “ธีรยุทธ บุญมี” มาบรรยายพิเศษเรื่อง “ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย”

ธีรยุทธ บรรยายพิเศษในวาระ 46 ปี 14 ตุลา

ในสายตาคนรุ่น 6 ตุลา มักจะนับรวม “ธีรยุทธ” อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ปี 2515 เป็นกลุ่มกองหนุนพันธมิตรฯ และ กปปส. เช่นเดียวกับประสาร มฤคพิทักษ์

วันนี้ “ธีรยุทธ” เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นศูนย์รวม “คนรุ่น 14 ตุลา” กลุ่มหนึ่ง โดยพวกเขาในวัย 70 ปี ต่างรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมือง

ธีรยุทธ จึงให้น้ำหนักการก่อวิกฤตใหม่ และประดิษฐ์คำ “ความเมือง” มาเตือนสติผู้มีอำนาจให้ตระหนักรู้ อย่าเดินซ้ำรอยเดิม

คนตุลาการเมือง”สูญพันธุ์

มีข้อน่าสังเกตจากงาน 6 ตุลา และงาน 14 ตุลา ในปีนี้ ปรากฏว่า ไม่มี ส.ส. ไม่มี ส.ว. ไม่มีรัฐมนตรีไปร่วมงานเหมือนบางยุคบางสมัย

ถ้าจำกันได้ เมื่อ 14 ตุลาคม 2544 มีการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา โดยนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” บอกได้คำเดียวว่า “คนเดือนตุลา” มีความฮึกเหิมมาก โดยเฉพาะบรรดา ส.ส. และรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทย 

จาตุรนต์ ฉายแสง

กล่าวสำหรับรัฐสภาชุดนี้ ปรากฏว่า อดีต ส.ส.สายคนตุลา แทบจะไม่มีอยู่ในสภา ส่วนหนึ่งสอบตก และอีกส่วนหนึ่ง ขอวางมือชั่วคราว

โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทย ทั้ง ภูมิธรรม เวชยชัย” และ อดิศร เพียงเกษ” อยู่ในบัญชีรายชื่อเพื่อไทย ก็สอบตกเกลี้ยง ส่วน จาตุรนต์ ฉายแสง” และ เหวง โตจิราการ” อยู่ในบัญชีรายชื่อไทยรักษาชาติ พรรคถูกยุบ

สาย ปชป. ไล่มาแต่ “ชำนิ ศักดิเศรษฐ”“วิทยา แก้วภราดัย” และ “รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท” ก็ไม่ได้เข้าสภาเช่นกัน

อดิศร เพียงเกษ

เท่าที่ส่องดูในกลุ่มสภาสูง พบว่า ยังมีคนรุ่น 14 ตุลา ได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. 3 คนคือ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ปี 2517, สังศิต พิริยะรังสรรค์” ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรม (มธ.) ปี 2515 และ “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” นักกิจกรรมจากรั้วมหิดล

ต้องลุ้นว่า เลือกตั้งซ่อมเขต ขอนแก่น อดิศร เพียงเกษ จะได้ลงสนามในนามเพื่อไทยหรือไม่ เพราะเจ้าตัวหวังสูงว่า จะกลับมาเป็นดาวสภาอีกหน

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
เปิดอ่าน 2,078 ครั้ง

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง คอลัมน์…  จี้จุดตาย…คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

หลังการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรกยุติลงได้

สมมุติว่าหากผู้แทนฯ คว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดสิทธิ์ไปต่อ มีเพียงลาออกหรือยุบสภาที่เป็นคำตอบ หากเป็นแบบนี้ไม่มีใครแฮปปี้แน่ แต่หากเสียงข้างมากของ ส.ส.ไฟเขียว ก็ดีไป

เมื่อมองถึงโอกาสและสถานการณ์ไฟเขียวของ ส.ส.ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับคนบนเรือเหล็กบ้าง…

สายสืบไปนั่งทางในอ่านใจใครบางคนที่พอมีอิทธิพลทางจิตใจลุงตู่ในการนำเรือเหล็กลุยน้ำคราวนี้ว่าเค้าลางการเตรียม “ปรับครม.ลุงตู่ 2” แม้จะยังไม่เกิดในเวลาอันใกล้ แต่คนที่อยู่ในบัญชีรอเรียกนั้น บางชีวิตขยับเพื่อไต่เพดานบินกันล่วงหน้าและเร่งสร้างแต้มส่วนตัว นัยว่าหวังให้ลุงตู่แลเห็นฝีมือและผลงานที่ควรจะไปนั่งช่วยลุงตู่บริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งเสนาบดี

คนวงใน ครม.และบางพรรคหลักบนเรือเหล็กทราบบางรหัสสัญญาณแล้วว่า อีกชั่วอึดใจใหญ่ สัญญาณการปรับองคาพยพ รมต.นั้นจะบังเกิด เพราะ
1) รองนายกฯ บางคนจ่อจับเข่าคุยเปิดใจกับลุงตู่ว่าผลงานรัฐบาลบางอย่างที่ยังไม่กระดิกหรือบางอย่างขยับได้ไม่เต็มสูบนั้น เนื่องจากสายการบังคับบัญชาแยกสามสายให้สามพรรค คือ พปชร.-ปชป.-ภท. จังหวะจึงไม่สอดรับ เพราะต่างคนต่างทำงานของตัวเองโดยไม่แลเพื่อนร่วมขบวน หากไม่รื้อและวางระบบใหม่ อาการเศรษฐกิจไทยหัวทิ่มบ่อจะมาโดยไว…

2) รมว.กับรมช.ที่มาจากการร่วมรัฐบาล แม้จะแบ่งงานให้กำกับดูแลก็พบว่า เจ้ากระทรวงเศรษฐกิจบางคนล้วงลูกด้วยการแต่งตั้งคนไปทำงานในบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แบ่งให้ รมช.ไปแล้ว จนเกิดอารมณ์หงุดหงิดในใจ แม้จะไม่ระบายออกมาแต่ก็จับอาการได้ แม้แต่ รมว.-รมช. จากพรรคเดียวกันยังเหยียบตาปลากันเองเลย

3) บุคคลที่อยู่ในบัญชีว่าที่ รมต. ซึ่งพลาดโอกาสขึ้นเรือเหล็กประยุทธ์ 2/1 หวังใจว่า คราวนี้จะได้สมหวังในเรือเหล็กประยุทธ์ 2/2 บางรายเร่งสปีดผลงานหวังลุงตู่มองเห็น แต่กลับละเลยหน้าที่บางประการที่ควรดูแลในวันนี้ บางรายถึงกับหวังว่าผู้ใหญ่ที่นับถือจะเมตตาส่งเสริมให้ไปทำหน้าที่เสนาบดีแบบแหกโผและอาจเขี่ยเพื่อนร่วมขบวนไปแบบงงๆ

แต่ข้อสามนั้นหากจะปรับเก้าอี้ของพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไขอันน่าสนใจไปเสนอ รับรองไม่มีใครเอาด้วย ดังนั้นโอกาสที่จะปรับภายใน พปชร.เองมีสูงกว่า แต่อย่าลืมช่วงฟอร์ม ครม.ชุดนี้ สิบกว่าก๊กในพปชร.ฟัดกันหนักเพียงใด…ลองย้อนไทม์ไลน์ข่าวเก่าๆ หลังรู้ผลเลือกตั้ง ส.ส. แล้วพินิจเอาเองว่า พปชร.เล่นกันแรงเพียงใดกับศึกในบ้าน

ดังนั้นรอดูลุงตู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะวันนี้คือเรือเหล็กมิใช่เรือแป๊ะดั่งวันวานเมื่อห้าปีที่แล้ว ที่จะปรับ/ขยับ/โยกบุคลากรไปไหนมาไหนได้แบบสะดวกใจ เพราะการขยับหนึ่งเก้าอี้มันส่งแรงกระเทือนอย่างน้อยสามเก้าอี้ มีคนดีใจเพียงหนึ่งเดียว แต่คนผิดหวังนั้นอย่างน้อยมีมากกว่าสามคน

และอย่าลืมการหมางใจของคีย์แมนแต่ละพรรคด้วย หากจะแบ่งเค้กงานใหม่ในวันข้างหน้า เพราะบางคนเมื่อโดนล้วงลูกอาจไม่พอใจขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้นก็เดาไม่ได้เสียด้วย…

เรื่องวุ่นวายใจที่คนการเมืองจ่อขยับในวันข้างหน้านั้น รอดูว่าลุงตู่จะพินิจจังหวะอย่างไรไม่ให้เครื่องสะดุด และรักษาน้ำใจของหลากพรรคบนเรือเหล็กไว้ได้เพื่อเดินทางไปถึงฝั่ง !

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณ,ความมั่นคง,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว    โดย…ปกรณ์ พึ่งเนตร

วาทกรรม “งบความมั่นคงสูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ” กลายเป็น “ธีมหลัก” ที่ฝ่ายค้านใช้ถล่มร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ของรัฐบาล

ดูตามหน้าเสื่อต้องบอกว่าโหมโรงถล่มตั้งแต่ก่อนส่งร่างกฎหมายเข้าสภา ตีตราตอกย้ำความเป็นรัฐบาลทหาร เทงบให้แต่ภารกิจความมั่นคง ซื้ออาวุธ สวนทางกับพวกตนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

คำถามคือ “ไส้ใน” งบปี 63 เป็นไปตามข้อครหาจริงหรือไม่ ?

ก่อนอื่นไปดูโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 กันก่อน งบปี 63 ตั้งวงเงินไว้ที่ 3,200,000 ล้านบาท (3.2 ล้านล้านบาท) สูงกว่างบปีที่แล้วถึง 2 แสนล้านบาท และเป็นยอดงบประมาณที่สูงที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยจัดทำระบบงบประมาณเป็นต้นมา

การจัดงบปี 63 เป็นงบขาดดุลต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยยอดการขาดดุลอยู่ที่ 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มยอดขาดดุลขึ้นจากปีที่แล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท (ปีที่แล้วยอดรวมงบ 3 ล้านล้านบาท ยอดขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท) โดยเหตุผลที่ต้องตั้งงบแบบขาดดุล ก็เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเหตุผลข้อนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจพอสมควร

ทีนี้ไปเจาะดูกันว่า รัฐบาลตั้งงบในภารกิจความมั่นคง สูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ?

จากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณปี 63 พบว่า มีการจัดสรรงบภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน รวมทั้ง “รายการค่าดำเนินการภาครัฐ” ซึ่งนับเป็นอีก 1 ยุทธศาสตร์ด้วย รวมเป็น 7 ด้าน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งงบไว้ที่ 4.28 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 12 แผนงาน รวมทั้งแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1 หมื่นล้านบาทเศษด้วย (10,865.5 ล้านบาท)

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน พูดง่ายๆ ก็คือยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งงบไว้ที่ 3.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 16 แผนงาน

ถ้าเราดูคร่าวๆ เพียงแค่นี้ ก็จะเห็นว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน น้อยกว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงจริงๆ โดยเฉพาะหากเทียบกับปีที่แล้ว คือ งบปี 62 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งไว้ที่ 3.29 แสนล้านบาทเท่านั้น ต่ำกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 4.06 แสนล้านบาท

แต่ถ้าเราดูไส้ในแผนงานในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ก็จะเห็นว่ามีแผนงานหลายแผนที่ส่งผลบวกด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน เช่น แผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ เพราะเรื่องแรงงานเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยตรง หากแก้ปัญหาได้ ก็จะช่วยเรื่องการส่งออกในตลาดยุโรปและอเมริกาได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่หากทำสำเร็จก็จะส่งผลให้เกิดการค้าการลงทุนร่วมกันกับมิตรประเทศด้วย

กล่าวเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 10,865.5 ล้านบาท แบ่งเป็นงบด้านความมั่นคง 5,363.9 ล้านบาท และงบด้านการพัฒนา 5,501.4 ล้านบาท จากตัวเลขก็จะเห็นว่ารัฐบาลให้น้ำหนักงานพัฒนามากกว่างานความมั่นคงเล็กน้อย

ฉะนั้นหากพิจารณาตามหลักการจัดทำ “งบประมาณแบบบูรณาการ” แล้ว คงพูดไม่ได้ว่ารัฐบาลให้น้ำหนักกับภารกิจความมั่นคงมากกว่าเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายงบทุกตัว ทุกด้าน ล้วนส่งผลถึงกัน และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งสิ้น

สำหรับตัวเลขงบประมาณที่หลายฝ่ายพูดถึงกันมาก ก็คือตัวเลขงบรายกระทรวง ท็อปโฟร์ หรือ 4 อันดับแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงที่สุด ประกอบด้วย
อันดับ 1 กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับจัดสรร 3.68 แสนล้านบาท แต่น้อยกว่าปีที่แล้ว 386 ล้านบาท
อันดับ 2 กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท
อันดับ 3 กระทรวงการคลัง 2.49 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 62 จำนวน 6,700 ล้านบาท
และ อันดับ 4 กระทรวงกลาโหม 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ถึง 6,200 ล้านบาท

ขณะที่กองทัพบกเพียงกองทัพเดียว ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1.13 แสนล้านบาท (เฉียดครึ่งหนึ่งของงบทั้งกระทรวงกลาโหม) มากกว่าปี 62 อยู่ 2,300 ล้านบาท

  ทิศทางงบกลาโหม ต้องบอกว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช.เป็นต้นมา จากปี 58 อยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท ถึงปี 63 พุ่งขึ้นไป 2.33 แสนล้านบาทแล้ว คิดรวมๆ 5 ปีงบประมาณขึ้นมาราวๆ 4 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมางบกระทรวงกลาโหมขึ้นมาติดอันดับท็อป 5 ในยุคคสช. และปีล่าสุดขยับมาติดท็อป 4 โดยงบกลาโหมเพิ่มขึ้นแต่ละปีเฉลี่ย 7 พันล้านบาท แต่งบปี 63 มีอัตราการเพิ่มขึ้นจากงบปี 62 ต่ำกว่างบปีก่อนหน้า

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม

16 ตุลาคม 2562 – 07:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ลมหนาว,ฟื้นฟู,น้ำท่วม,อุณหภูมิ
เปิดอ่าน 292 ครั้ง

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          นับแต่วันนี้เป็นต้นไป กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่าภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิจะลดลงราว 1-3 องศาเซลเซียสนั้น หมายความว่าอากาศจะเย็นลงหรือเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวแล้ว

แต่ขณะเดียวกันทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2 เมตร และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือ

ประชาชนในบริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น

จากการติดตามข่าวจากน้ำท่วมโดยเฉพาะที่อุบลราชธานี ณ เวลานี้ ปริมาณน้ำได้ลดลงมากแล้วและเหลือซากแห่งความสูญเสียปรักหักพัง บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมไปถึงถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ประชาชนจะต้องเดือดร้อนไปอีกแรมเดือน

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ และคณะชุดใหม่ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูให้สู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิม ซึ่งต่อไปนี้หากคำสั่งของหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ไม่หายไปกับสายน้ำแล้ว ประชาชนคนไทยจะได้รับการเยียวยาดูแลทุกครัวเรือน

สิ่งที่จะฝากไว้ก็เรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน ซึ่งพูดกันมานานแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นรวมถึงภัยแล้งที่มีมาทุกปีในทุกภาคของประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่จะทำให้ภัยแล้ง-น้ำท่วม หมดไปจากประเทศไทยเสียที

ไม่งั้นเราก็ต้องบริจาครินน้ำใจช่วยเหลือกันเรื่อยไปไม่จบสิ้น
อ๊อด เทอร์โบ


 ไทยเจอศึกหนักเจ้าภาพ
 บอลโลกเจอคู่แข่ง

ผมเห็นคุณคัดค้านเรื่องการขอเป็นเจ้าภาพจัดบอลชิงแชมป์โลก 2034 หรืออีก 15 ปี ข้างหน้าแล้วขอร่วมแสดงความคิดเห็นมาทางจดหมายนี้ หลังจากได้ตามข่าวการประชุมรัฐมนตรีกีฬาประเทศเอเซียน

เรียนให้ทราบตามตรงว่าเราเจองานช้างหรือศึกหนักเป็นคู่แข่งที่จะเสนอตัวเสียแล้วครับ และอยากเตือนมาเพราะไทยได้รับเลือกให้เป็นหัวหอก-หัวขบวน ขอเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งเราก็โอเคไฟเขียวไปแล้วด้วย

ที่เขียนแจ้งมานี้ไม่ใช่จะให้หมดกำลังใจ แต่ด้วยความปรารถนาดีเพราะอุปสรรคมีมากมายจะได้เตรียมรับมือ

กลุ่มประเทศอาเซียนที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดบอลโลก 2034 ร่วม มีไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งจะต้องมีข้อรายละเอียดตกลงกันมากหลายประเด็น

ลองมาดูประเทศที่ขอเป็นเจ้าภาพอีก เช่น จีน-ซิมบับเว-ไนจีเรีย-ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละประเทศพร้อมทั้งเงินทอง, อิทธิพลการเมืองและกำลังภายนอกภายในทั้งนั้น

จึงขอให้เตรียมพร้อมสำหรับไทย หัวหอกที่จะขอจัดบอลโลก 2034 และยืนยันว่าจะไม่สะดวกเหมือนดังที่ฝันหวาน
ประเสริฐ (กทม.)

เรียนคุณ ‘ประเสริฐ’ กทม.
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางจดหมายที่แจ้งมา ผมจึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบและเชื่อว่าในการประชุมทีมงานที่มาเลเซียเร็วๆ นี้ จะต้องพูดกันหลายประเด็นและดูรายชื่อประเทศแล้วเป็นศึกหนักอย่างที่คุณแจ้งมา

งบประมาณในการเตรียมการเป็นเจ้าภาพนี้ระดับพันล้านบาท หรือหลายพันล้านบาท หรือสนามบอล หรือทีมที่จะใช้รองรับการเป็นเจ้าภาพนี้ก็ไม่ใช่น้อยต้องใช้เงินอีกเป็นหมื่นล้านบาท

จึงขอเรียนให้ทราบเพื่อจะได้เตรียมการให้ถูกต้องและเวลานี้ขอยกให้ ‘จีน’ เป็นเต็ง 1 ที่จะได้จัดเพราะ ‘สี จิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีนจะอยู่ในอำนาจอีกนานและเป็นมหาอำนาจมีความแข็งแกร่งทุกอย่าง

แล้วที่สำคัญประธานาธิบดีจีนผู้นี้โปรดปรานฟุตบอลมากและไม่ค่อยชอบกอล์ฟเพราะเห็นว่าทำลายธรรมชาติ

มีคนพูดกันว่ายกเว้นดาวกับเดือนเท่านั้นที่จีนจัดการให้ไม่ได้

แล้วแค่เจ้าภาพบอลโลก 2034-สบายมาก อย่าห่วง!
อ๊อด เทอร์โบ


 คนบวชน้อยลงจริงหรือไม่?
 แต่พระ-เณร ยังมีกว่า 3 แสน

ผมอยากเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้พระเณรบวชอยู่ในผ้าเหลืองกว่า 3 แสนรูป ซึ่งนับว่ามากจริงๆ เมื่อเทียบกับอัตราส่วนคนไทยของเรา

ที่แจ้งมานี้เพราะได้ข่าวจากสำนักงานพุทธศาสนาฯ ว่าคนไทยบวชน้อยลงซึ่งนับเฉพาะบวช 1 พรรษาขึ้นไป

อยากจะให้พระเณรที่ศรัทธาในพุทธศาสนาบวชและมีการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มข้น

ประเภทบวชเพื่อผลประโยชน์หรือหนีหนี้ หนีคดี ฯลฯ อย่าให้มีอีก พระพุทธศาสนาจะได้เป็นที่ศรัทธาตลอดไป
มานพ (ชาวพุทธ)


หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี

15 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
หมอลำคาร์นิวัล,ศิลปวัฒนธรรม
เปิดอ่าน 385 ครั้ง

หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปีโดย… สุมาลี สุวรรณกร   ภาพโดย…   จิติมา จันพรม

เรื่องวุ่นวายของ “หมอลำคาร์นิวัล” ที่จัดมา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2562 ดูเหมือนจะอยู่ในความสนใจของคนขอนแก่นอย่างยิ่ง เพราะจัดปีไหนก็มีปัญหาตลอด ถูกวิจารณ์ตลอด โดยเฉพาะปีล่าสุดที่งบประมาณในการจัดบานเบอะทะลุ 27.4 ล้าน ทั้งๆ ที่หลายคนมองสเกลงานแล้วน่าจะไม่เกิน 10 ล้านด้วยซ้ำ

ปี 2560 ที่จัดเป็นปีแรก เจ้าภาพจัดคือสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ มาจัด และเชิญหลายหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมหารือ ประชุม ดำเนินการ แต่ก็ได้ยินเสียงบ่นๆ ว่าคนในพื้นที่ หน่วยงานในพื้นที่มีส่วนร่วมค่อนข้างน้อยเพราะทุกอย่างอยู่ในการดูแลของออร์แกไนซ์ทั้งหมด งบประมาณการจัดในปีนั้นอยู่ที่ 6 ล้านบาท มีการแต่งชุดหมอลำเดินตามถนน เลียนแบบงานคาร์นิวัลในเมืองนอก มีดาราดังในเพลานั้นคือ “เคน ภูภูมิ” ซึ่งกำลังดังจากละครเรื่อง “นาคี” มาร่วมโชว์ตัวในขบวนแห่ด้วย และมีศิลปินแห่งชาติ คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน คุณพ่อป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม และคุณแม่บานเย็น รากแก่น มาขึ้นรถแห่ไปตามถนนรวมถึงมีการแสดงหมอลำเวทีใหญ่ริมบึงแก่นนคร มีการยกอ้อ ยอครู รัฐมนตรีบินมาเปิดงาน แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นฝนกระหน่ำแทบไม่มีชิ้นดี จนมีเสียงพูดว่า “ผิดครู” เพราะชุดหมอลำเป็นชุดมีคุณค่า คือตัวแทนศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ไม่ควรเอามาใส่แล้วเดินตามท้องถนนแบบนี้ เลยทำให้ฝนตกหนัก

ปีที่ 2 ได้ยินว่างบประมาณก็เท่าเดิม เพิ่มเติมคือมีปัญหากันระหว่างออร์แกไนซ์กับคนที่รับงานต่อในพื้นที่ไม่จ่ายเงินกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล งานนี้การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ก็ยังน้อยเหมือนเดิม มีหน้าที่แค่เอาคนไปร่วมงานและร่วมชมเท่านั้น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เป็นเจ้าภาพเช่นเคย

แต่พอปีที่ 3 ดูเหมือนว่าเป็นที่จับตามองอย่างมากเพราะปีนี้โอนการทำงานมาให้หน่วยงานในท้องถิ่นอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และถูกจับตาเพราะมีการตั้งบประมาณเอาไว้สูงลิ่วถึง 28 ล้านบาท และมีการยื่นซองกันราคาต่ำสุดอยู่ที่ 27.4 ล้านบาท โดยระบุว่างบประมาณสูงเพราะมีการตั้งทีโออาร์ เอาไว้ตามสเปกที่สูงมาก โดยเฉพาะจะต้องมีคนมาเดินในขบวนถึง 2,000 คน งานจัด 3 วันและมีการประกวดหมอลำด้วย ซึ่งหากมองตามทีโออาร์ที่เขียนเอาไว้ค่อนข้างต้องใช้เงินเยอะและยังระบุอีกว่า หมอลำที่มาแสดงนั้นจะต้องเป็นคณะดังๆ ระดับท็อปทรีของประเทศเท่านั้น

ตอนแรกได้อ่านทีโออาร์ก็ตกใจเพราะสิ่งที่ระบุเอาไว้ต้องใช้งบประมาณเยอะจริงๆ แต่พอมาเห็นสเกลของงานที่ออกมาในวันจริงคือ 6-8 กันยายนที่ผ่านมาแล้วทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “ถึงเหรอ” หมายถึงงบประมาณที่ต้องใช้มันจะถึง 27.4 ล้านเลยหรือ

แต่สิ่งที่เหมือนกันของทุกครั้งคือออร์แกไนซ์ที่มารับงานเป็นคนที่ไม่เคยทำงานหมอลำ ไม่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอีสาน ไม่รู้จักหมอลำมีใคร อะไรอย่างไรบ้าง แต่โชคดีตรงที่มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเป็นที่ปรึกษา และมีพ่อครูแม่ครูรุ่นศิลปินแห่งชาติที่ถูกใส่ชื่อเป็นคณะทำงานมาช่วยแนะนำด้วย
พอวันจัดงานเมื่องบประมาณเยอะแต่การจัดงานออกมาไม่ได้หรูหราเหมือนที่ใช้งบประมาณไปทำให้มีกระแสโจมตีจากคนเมืองขอนแก่น กระแสโซเชียล และอื่นๆ อีกมากมาย พอซักไปซักมา ถามไปถามมาก็มีการโยนกันว่า “ปีนี้ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะงบประมาณไปอยู่ในส่วนของการจัดประกวดหมอลำ ซึ่งใช้งบประมาณไปมากถึง 17 ล้านบาท” เมื่อพูดออกมาแบบนี้ทำให้คนจับจ้องไปที่คณะกรรมการจัดประกวดหมอลำ ซึ่งมีระดับพ่อครูแม่ครูทั้งนั้น หลายคนเคลือบแคลงสงสัยว่าท่านเหล่านี้ได้รับเงินค่าตัวเยอะแน่นอน ทั้งค่าตอบแทนในการเป็นกรรมการตัดสินและค่าตัวในการดำเนินการต่างๆ แต่พอไปฟังจากปากของคนที่อยู่ในกระบวนการแล้ว มันโอละพ่อ ไม่ได้เยอะอย่างที่คิดเลย

โดยเฉพาะการได้ฟังการบอกเล่าของศิลปินระดับครูเรื่องการจัดประกวดหมอลำที่ถูกโยนกลองว่าใช้งบประมาณมากที่สุดแล้วก็อยากจะร้องไห้ สงสารพ่อครูแม่ครูที่ถูกดึงตัวมาลำบากในการจัดงานครั้งนี้ เพราะระดับศิลปินแห่งชาติได้ค่าตัวในการเป็นกรรมการประกวดและดูแลการจัดประกวดทั้งหมดเพียงคนละ 10,000 บาทต่อวัน ส่วนคนอื่นๆ อีก 5 คน ได้ค่าตัวคนละ 6,000 บาทต่อวัน โดยไม่มีค่าที่พัก ไม่มีค่าเดินทาง แต่ไม่ได้ถามว่ามีข้าวเลี้ยงไหม

การจัดประกวดหมอลำจัดที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่เมืองขอนแก่น 2 วัน หากคิดค่าเช่าสถานที่ 2 วันไม่น่าจะเกินวันละ 150,000 บาท อีก 2 วันเป็นการชิงชนะเลิศมาจัดที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในวันที่ 7-8 กันยายน มีการตั้งโดม 2 ตัว โดมตัวแรกใช้แสดงหมอลำของคณะหมอลำชื่อดังของอีสานตามทีโออาร์ที่แจ้งไป และอีกโดมหนึ่งใช้ประกวดหมอลำ ซึ่งดูเงินรางวัลแล้วก็พอสมน้ำสมเนื้อ รวมสองประเภททั้งระดับประชาชนทั่วไปและระดับนักเรียนนักศึกษา 2 รางวัลรวมเงินอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท และแต่ละคณะที่มาประกวดมีค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าต่างๆ ให้อีกคณะละ 10,000 บาท โดยมีข้อแม้ว่าแต่ละคณะจะต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 20 คน ข้อกำหนดนี้เองทำให้มีคนมาสมัครน้อย เพราะเวลากระชั้นถึงขั้นต้องไปเกณฑ์กันมา บางคณะมีสมาชิกแค่ไม่ถึง 10 คนก็ต้องไปเรียกเพื่อนมาช่วยอยู่ในคณะเพื่อให้เข้าเกณฑ์และสามารถสมัครได้

ผลการประกวดออกมาก็เป็นที่น่าพอใจรวมถึงหลังการประกวดมีการกำหนดให้ไปโรดโชว์เพื่อโชว์ตัวในสถานที่ต่างๆ ด้วย แต่ทั้งหมดทั้งมวลหากมีการสรุปยอดค่าใช้จ่ายในการประกวดหมอลำรวมการโรดโชว์แล้วผู้ที่นั่งอยู่ในที่นั้นด้วยบอกว่าไม่น่าจะเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งห่างไกลกับตัวเลข 17 ล้านบาทที่ว่ามากโข
นอกจากนั้นเรื่องคณะหมอลำระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ระบุเอาไว้ในทีโออาร์นั้นเอาเข้าจริงๆ หากว่ากันราคาจ้างกันทั่วไปน่าจะอยู่ที่วงละไม่ต่ำกว่า 3-4 แสน มีประมาณ 6 คณะ แต่พอมาโชว์จริงๆ กลับพบว่าไม่ได้มาเต็มวง แถมมีแต่ตัวเอกที่มากับลูกทีมอีกไม่ถึง 20 คน อีกทั้งแต่ละคืนวงดังๆ โชว์แค่วงละ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าค่าจ้างคงไม่ถึงวงละ 3-4 แสนตามราคาที่ตั้งเอาไว้แน่นอน

แต่ที่น่าอนาถใจที่สุดในส่วนของพิธียกอ้อยอครูซึ่งเป็นพิธีสำคัญที่สุดในการจัดงาน กลับมีงบประมาณให้แค่ 50,000 บาท และผลักภาระให้คุณพ่อคุณแม่ศิลปินแห่งชาติท่านเป็นคนดำเนินการ แถมมีการต่อรองงบประมาณอีกมากมาย เล่นเอางานนี้คนร่วมทำงานเหนื่อยใจเป็นที่สุดแทบอยากจะลุกหนี แต่เพราะอยากอนุรักษ์สืบสานเรื่องดีๆ เอาไว้ถึงได้ก้มหน้าทำงานให้ แม้จะถูกสายตาสงสัยของหลายคนจับจ้องก็ตาม
ถึงวันนี้แม้ยังไม่มีคำชี้แจงอะไรออกมาอย่างแจ่มชัดแต่ก็ทำให้สังคมเฝ้าจับตามองโอกาสของเมืองขอนแก่นที่ได้รับงานดีๆ เข้ามา หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องดีที่ให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรม แต่พอเอาเข้าใจจริงๆ การทำงานที่ต้องผ่านออร์แกไนซ์และบริษัทรับจ้างจัดงาน เลยทำให้ขาดความร่วมมือร่วมใจของคนในพื้นที่ งานดีแต่มีส่วนร่วมน้อย ความอินกับงานของหน่วยงานร่วมจัดก็น้อย แถมมีการตั้งตารอว่าปีหน้าจะมีการจัดอีกหรือไม่ และปีหน้างบประมาณจะทะลุหลักกี่ล้านเรื่องนี้คงต้องรอคอยคำตอบเพราะเราๆ ท่านๆ คงทำได้แค่จับตาดูเท่านั้น

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

15 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
46 ปี 14 ตุลาฯ 2516
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ โดย…  เกศินี แตงเขียว

วาระครบ “46 ปี 14 ตุลาฯ 2516” มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ 16 แยกคอกวัว ซึ่งช่วงสายได้จัดปาฐกถา 14 ตุลาฯ ประจำปี 2562 หัวข้อ “นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย”

“รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ” อดีตรองคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขึ้นปาฐกถาหัวข้อดังกล่าว โดยเกริ่นนำว่า การได้รับเชิญมาพูดในหัวข้อวันนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นว่า นิติรัฐ-นิติธรรม ที่เป็นคำใหม่ในรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร และเราจะเดินหน้ากันต่อไปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นภายใต้นิติรัฐ-นิติธรรมอย่างไร

ซึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พลังของประชาชนนิสิตนักศึกษา คนที่มีความคิดก้าวหน้าร่วมกันผลักดันประเทศของเราให้ก้าวไปข้างหน้าตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหาร แต่หากดูภาพรวมแล้วไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม สิ่งที่วีรชน 14 ตุลาฯ ทั้งที่จากไปแล้วและที่ยังมีชีวิตได้ใฝ่ฝันแสวงหาและต่อสู้ให้ได้มานั้นก็กำลังก่อรูปก่อร่างทำให้เห็นชัดมากขึ้นทุกวัน สมกับปณิธานของคนรุ่น 14 ตุลาฯ ที่ว่าคนเหล่านั้นพร้อมโถมตัวเป็นเม็ดทรายเพื่อจะก่อถนนเส้นใหม่ให้ประเทศไทย แม้จะเป็นถนนที่ถมลงไปในท้องทะเลที่มืดมิดก็ตามแต่สักวันเส้นทางนั้นจะปรากฏให้เห็น

ขณะที่การปาฐกถาได้เริ่มต้นประเด็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้วางหลักการพื้นฐานที่ถือว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือในมาตรา 1 บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ที่ทำให้เราระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงความคิดของวีรชน 14 ตุลาฯ แต่ยังเป็นความพยายามของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมาในสังคมไทยนับตั้งแต่ร่วมกันกอบกู้เอกราชจากการยึดครองของพม่ามาตั้งเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ต่อต้านอำนาจที่ครอบงำบ้านเมืองอยู่ในเวลานั้นอย่างจริงจังเพื่อจะนำมาซึ่งหลักความเป็นเอกราชของบ้านเมือง และยังมีพลเมืองที่อาสาเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการรักษาและจารึกไว้รัฐธรรมนูญว่าเราเป็นประเทศเอกราชที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันและจะแบ่งแยกมิได้

ขณะที่มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการนี้ก็มีพัฒนาการโดยที่เห็นเด่นชัดมากขึ้นคือพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสมานสามัคคีกัน ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มาจากการรับรู้และร่วมใจนับถือด้วยความเชื่อว่าเป็นที่รวมจิตใจ เป็นผู้ที่เสริมสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ หลักนี้คือหลักราชประชาสมาสัย 14 ตุลาฯ ที่ประชาชนและพระมหากษัตริย์มีส่วนร่วมกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบันซึ่งมีพัฒนาเป็นลำดับมา

ส่วนมาตรา 3 กล่าวถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยข้อความในมาตรา 3 นั้นได้บัญญัติรับรองกันไว้ตั้งแต่ปี 2475 และที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นก็เป็นลักษณะพิเศษของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับในต่างประเทศที่บัญญัติ

ขณะที่มาตรา 4 ซึ่งเป็นของใหม่ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังของคนที่รู้และเข้าใจและมุ่งมั่นผลักดันให้เป็นจริงในฐานะหลักการใหญ่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

และในมาตรา 5 กำหนดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ การกระทำใดๆ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้ไม่ได้ โดยหลักการในมาตราเหล่านี้ก็สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 กระทั่งมีการเกิดขึ้นของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญต้องบังคับได้จริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเอกสารที่แสดงแนวทางการปกครองประเทศ หรือแสดงความหวัง หรืออุดมคติเท่านั้น จึงมีองค์กรที่ออกมารองรับการใช้รัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ในวรรคท้ายของมาตรา 5 ยังระบุว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นหรือมีเหตุการณ์ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ว่าจะทำอย่างไร ก็ให้ดำเนินการตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยนั้น

หากย้อนในประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่พระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการใช้พระราชอำนาจในยามวิกฤติที่เราควรทำความเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ

ส่วนความหมายนิติรัฐ-นิติธรรม “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวว่า กำเนิดของหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law การปกครองแห่งกฎหมาย ส่วนนิติรัฐเป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน แปลตรงๆ คือ State of Law หรือรัฐที่กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุด ความสูงสุดของกฎหมายหรือหลักนิติธรรม หรือหลักการปกครองโดยธรรม หรือหลักการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือหลักนิติรัฐ หลักรัฐแห่งกฎหมายนั้น เป็นหลักการพื้นฐานที่ยืนยันว่าอำนาจปกครองย่อมมีได้จำกัดตามกฎหมาย โดยถือได้ว่าเป็นหลักของระบบกฎหมายในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งหลักนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ-เสรีภาพของบุคคล กำเนิดขึ้นจากผลพวงวิวัฒนาการทางกฎหมายที่อดีตเคยมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในฝั่งตะวันตก

ขณะที่ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวถึงสังคมไทยโบราณว่าเคยถือหลักตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ชี้ขาดข้อคดีทั้งปวงด้วยพระสติ พระปัญญา ที่ทำด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยพระมหากษัตริย์ในคติแบบไทยแต่โบราณไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นตามพระราชหฤทัยแต่เป็นเพียงผู้แสดงออกว่ากฎหมายนั้นแท้จริงมีอยู่อย่างไรตามหลักธรรมอันดำรงอยู่ ตามเหตุ ตามปัจจัยหรือตามเหตุผลของเรื่องเท่านั้น โดยผู้พิพากษาตุลาการรวมทั้งหมู่มุขมนตรี (หัวหน้าฝ่ายบริหาร) มีหน้าที่ต้องตัดสินความและกระทำการเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนี้

สำหรับหลักนิติธรรมในประเทศไทยก็สอดคล้องกับหลักที่รับรู้กันในประเทศตะวันตกว่ากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดและการปกครองต้องถือกฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งหลักนี้รับรู้มาตามรูปแบบคำสอนของอาจารย์สอนกฎหมายในประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องแสดงความสามารถในการปกครองตนเองของชาติที่เจริญแล้ว และเป็นหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่มีสาระสำคัญว่าการปกครองต้องปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยอำเภอใจ หรือโดยดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

การที่กฎหมายจะเป็นใหญ่ได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักประกัน 1.ต้องไม่มีผู้ใดได้รับโทษ หรือผลร้ายใดๆ จากรัฐหากผู้นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 2.บุคคลทุกคนย่อมเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย 3.ศาลเป็นผู้มีอำนาจที่เป็นอิสระเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทว่ากฎหมายมีว่าอย่างไร

การปาฐกถาของ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” ได้กล่าวถึงข้อคิดในตอนท้ายว่า อำนาจที่แท้จริงคือความเห็นร่วมกันที่คนทั้งหลายยอมเคารพและเชื่อฟัง หลัง 14 ตุลาฯ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจตามอำเภอใจลดน้อยถอยลง

แต่อำนาจตามอำเภอใจทางเศรษฐกิจมีมาก ต้องไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ให้ประชาชนต่อรองควบคุมการใช้อำนาจผูกขาด ซึ่งขอให้รำลึกถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ เพื่อให้กฎหมาย เหตุผลเป็นใหญ่ ด้วยความร่วมมือกัน

p26

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง

15 ตุลาคม 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บุหรี่ไฟฟ้า,มอเตอร์เวย์,สารเคมี
เปิดอ่าน 296 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งเตือนมายังผู้นิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอ้างเหตุผลว่าไม่มีอันตรายและมีข่าวจาก ‘ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ’ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มาแจ้งให้ทราบ

การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเรียกร้องให้คนไทยหยุดสูบเพราะเป็นสาเหตุให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรงในเวลา 2-3 ปีอาจถึงตายได้

โดยเฉพาะน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคเร็วขึ้น ซึ่งมีศัพท์ทางการแพทย์แจ้งมาโดยจะขออนุญาตไม่กล่าวถึง

เพียงแต่คุณหมอท่านแจ้งเตือนให้หยุดสูบโดยทันทีและเวลานี้คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นคนล้าสมัย สังคมรังเกียจอย่างมาก

ขอให้หยุดสูบบุหรี่ทุกชนิดเป็นการดีที่สุด โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นการประหยัดเงินอีกด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มอเตอร์เวย์บางใหญ่
 ล่าช้าเพราะการเวนคืน

วันก่อนผมได้อ่านจดหมายที่ส่งมาว่าการเวนคืนที่ดินทำให้โครงการก่อสร้างถนนหนทางหรือทางรถไฟล่าช้า ซึ่งเป็นความจริงที่พบเห็นได้จากมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งล่าช้าไปถึง 2 ปีแล้วครับ

ขอขยายความให้ทราบว่ามอเตอร์เวย์สายนี้ระยะทางแค่ 96 กม.เท่านั้นเอง และใช้งบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทและต้องจ่ายเงินเวนคืนที่ดินถึง 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด

พูดง่ายๆ ก็คือคนเจ้าของที่อยากได้เงินค่าเวนคืนเยอะๆ และบอกว่าที่กรมทางหลวงจ่ายให้นั้นไม่เป็นธรรม ซึ่งเวลานี้มีกว่า 3,000 รายที่ยังเจรจาไม่เสร็จ

สรุปได้ว่านี่คือปัญหาโลกแตกที่เคยมีผู้แจ้งมาให้ทราบว่าทำไมโครงการต่างล่าช้าและบานปลาย เพราะอะไร
สมศักดิ์ (บางใหญ่)

เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ บางใหญ่
ผมได้นำจดหมายร้องขอความยุติธรรมจากเจ้าของที่ดินในแนวทางรถไฟความเร็วสูง, มอเตอร์เวย์ ฯลฯ มาเรียนให้ทราบหลายครั้งแล้วและอยากจะบอกว่าทางราชการต้องจ่ายค่าเวนคืนให้อย่างเป็นธรรม

อย่างมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีนี้ ผมรอใช้มานานแล้วเพิ่งรู้สาเหตุว่าทำไมถึงล่าช้าไปเป็นแรมปี ทั้งๆ ที่เป็นเส้นทางสำคัญมากจะช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว

ทำมาถึงขนาดนี้ก็ต้องรอกันต่อไปเพราะได้แค่ฝันว่าคนไทยจะได้ใช้เส้นทางหรือมอเตอร์เวย์นี้ ทั้งๆ ที่ต้องใช้

เมื่อไรถึงจะได้ใช้มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี-ชาตินี้หรือเปล่าหนอ?
อ๊อด เทอร์โบ


 สารเคมีทางการเกษตร
 ต้องยกเลิกทันที (เรียนผ่านไปยังรมช.เกษตร)

ขอเรียกร้องมายัง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ‘น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์’ ว่าจะต้องยกเลิกหรือเลิกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่รอจนถึง 1 ธันวาคมนี้

ผมจำชื่อไม่ได้ว่าสารเคมีเหล่านี้มีชื่อว่าอย่างไรบ้างเพราะศัพท์แสงยากเหลือเกินแต่อยากจะบอกว่าถ้าเป็นอันตรายต่อประชาชนโปรดอย่ารอ

สารเคมีทางเกษตรนั้นมีมากและผมเองเป็นคนไทยที่ไม่มีอาชีพนี้แต่เป็นผู้บริโภคขอเรียกร้องให้สำรวจว่าสารเคมีเหล่านี้มีอะไรบ้าง

สารเคมีที่เป็นอันตรายต้องเลิกใช้และหันเข้าสู่วิธีธรรมชาติโดยเร็วที่สุด
มานพ (ราชบุรี)
