กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย

13 ตุลาคม 2562 – 13:25 น.
กอรมน,พคท,เจาะประเด็นร้อน,บิ๊กแดง,พลทอภิรัชต์ คงสมพง,ธง แจ่มศรี
เปิดอ่าน 4,874 ครั้ง

#กอ.รมน. ต้องอ่าน #พคท. คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ 13 ต.ค.62

********************

ปฏิกิริยาต่อบรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ร้อนแรงเป็นพิเศษ ทั้งจากปีกสนับสนุนกองทัพ-รัฐบาลประยุทธ์ และปีกต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.

พล.อ.อภิรัชต์ พยายามชี้เป้าว่า นักวิชาการบางคนคบคิดกับ “พวกคอมมิวนิสต์เดิม” เป็น Mastermind เป็นคลังสมองของขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่ก็เจอการสวนกลับด้วยวาทกรรม “ปลุกผีคอมมิวนิสต์”

ข้อเท็จจริง จากการอ่านประวัติ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ณ ฌาปน สถานวัดพระประโทณเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อ 14 กรกฎาคม 2562 พบว่า พคท.ได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาจริงๆ ช่วงต้นปี 2536

หลังธง แจ่มศรี ได้ยุบกองป่าเขตงานตะนาวศรี (เพชรบุรี-ราชบุรี) และทยอยส่งผู้ปฏิบัติกลับคืนเมือง โดยไม่มีการมอบตัว

สหายธง แจ่มศรี ก็คือหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว ผู้นำนาวาปฏิวัติฝ่าคลื่นลมมรสุม ประคับประคองไม่ให้นาวาลำนี้จมลง แม้คลื่นลมมรสุมจะโหมกระหน่ำเพียงใด ปรากฏการณ์ของงานในวันนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นาวาปฏิวัติลำนี้ยังไม่จม หากจมไปแล้ว ก็คงไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ในวันนี้”

คำกล่าวในตอนท้ายของ “ลุงโชติ” ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ อดีตกรรมการกลาง พคท. ซึ่งเป็นผู้อ่านประวัติอดีตเลขาธิการพรรคฯ ในงานฌาปนกิจธง แจ่มศรี

คอมฯ แบ่งขั้วแบ่งสี

แม้ไม่มีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) แต่สถานะของ “คณะกรรมการบริหารพรรคฯ” ยังดำรงอยู่ ระหว่างปี 2542-2547 ลุงดิน” ธง แจ่มศรี พยายามรวบรวมสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพื่อเตรียมเปิดประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 5

เมื่อเกิดปรากฏการณ์สนธิ ต้านระบอบทักษิณ ตามมาด้วยการรัฐประหาร 2549 ภายในคณะกรรมการบริหารกลาง พคท. ได้มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกี่ยวกับการแยกมิตรแยกศัตรู

ปลายปี 2552 ธง แจ่มศรี ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงออกแถลงการณ์ยุติบทบาทขององค์การนำชุดที่ 4 เนื่องจากอยู่มายาวนานโดยไร้ผลงาน และผิดระเบียบการพรรค เป็นการคืนอำนาจให้สหายและมวลชนในการกำเนิด “องค์การนำ” ชุดใหม่ของตนเอง ตามกระบวนการที่ระเบียบการของพรรคได้กำหนดไว้

ปี 2553 คณะกรรมการบริหารพรรคเสียงข้างมาก ไม่พอใจธง แจ่มศรี ที่กระทำการยุบองค์การนำ โดยพลการ จึงบีบให้เขาลาออกจากเลขาธิการพรรค

คณะกรรมการกลาง พคท. ฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดย “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และ “ลุงชิต” วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่

พคท.ในอุ้งมือ “ลุงขาบ” และ “ลุงชิต” มีจุดยืนต่อต้านทุนสามานย์ ต้านทุนผูกขาด พร้อมจะเดินสู่แนวทางรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์สังคมไทย และแนวทางการเคลื่อนไหวใต้ดินของปีกลุงธง

ส่งไม้ต่อคนรุ่นใหม่

บั้นปลายชีวิตของธง แจ่มศรี ออกเดินสายไปตามเขตงานต่างๆ และมอบหมายให้คนใกล้ชิด ทำงานจัดตั้ง “คนรุ่นใหม่” เพราะเชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่จะสามารถสานต่ออุดมการณ์ สามารถสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดได้

ภารกิจ “ส่งไม้ต่อ” ให้คนรุ่นใหม่ จึงดำเนินต่อไป โดยมีการตั้้งคณะกรรมการประสานงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (คปปท.) เพื่อปรับจูนความคิดและแนวทางการเมืองทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ

ปี 2556 พรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย” (พปท.) จึงอุบัติขึ้น ดังปรากฏในเอกสารคำชี้แนะภายใน “สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ของพรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย (พปท.) ได้เปิดประชุมอย่างเป็นทางการ และปิดลงอย่างมีชัย ณ สถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย..”

องค์การนำของพรรคใหม่ยังอยู่ในสถานะ “ปิดลับ” ซึ่งในช่วงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ได้มีการส่งผู้ปฏิบัติงานบางส่วนไปทำงานในพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ อย่างน้อย พรรค

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392763?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย

11 ตุลาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,แผนพิทักษ์นนท์
เปิดอ่าน 621 ครั้ง

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

สังคมเมืองยิ่งเจริญและขยายตัวมากเท่าไหร่ปัญหาก็ยิ่งเยอะตามมาเท่านั้น การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หากหวังพึ่งพากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา

ด้วยเหตุนี้จังหวัดนนทบุรีภายใต้การนำของ นายไกรธวัช ทินโสม นายอำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งได้รับคำสั่งจากจังหวัดนนทบุรี ให้ดำเนินการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา คือ “ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองนนทบุรี” โดยมี นายปาริณทษ์ ซุ้นหั้ว ปลัดอำเภอนนทบุรี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าชุด เพื่อนำทีมบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ตามที่ได้รับการแจ้งเข้ามาในทันที

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปาริณทษ์ บอกว่า ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมของอำเภอเมืองนนทบุรี ประกอบไปด้วย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เจ้าหน้าที่ทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี หรือที่สรุปง่ายๆ ก็คือ ทีมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง มารวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจคอยทำหน้าครอบคลุมทุกอย่างถือเป็นชุด “ปะ ฉะ ดะ” โดยแท้จริง

“ที่ผ่านมาทีมบูรณาการชุดนี้มีผลงานมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการติดตามจับกุมผู้ค้า ผู้เสพยา ตั้งแต่รายย่อย ขยายผลต่อไปถึงรายใหญ่ การจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนัน การจับกุมวินมอเตอร์ไซค์เถื่อน หรือมาเฟียเรียกเก็บผลประโยชน์ การจับกุมแก๊งเงินกู้หมวกกันน็อกรายวัน การตรวจสอบสถานบันเทิงที่ไม่มีใบอนุญาตหรือเปิดเกินเวลา แม้กระทั่งล่าสุดการระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบวาตภัยจนบ้านเรือนพังได้รับความเสียหาย ซึ่งทีมบูรณาการชุดนี้ก็ไม่เกี่ยงที่จะนำทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดูแลแบบทันทีทันใด” หัวหน้าชุดทีมบูรณาการ กล่าว

สำหรับทีมบูรณาการในแต่ละวันจะได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสต่างๆ จากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ หลังจากนั้นทีมบูรณาการจะปรึกษาหารือและเรียงลำดับความสำคัญ หรือความจำเป็นเร่งด่วนเป็นหลักก่อนจะลงพื้นที่พร้อมกันเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ อาทิ เรื่องยาเสพติด ถ้าเป็นผู้เสพก็จะคาดโทษตักเตือนให้ปรับปรุงตัว ถ้ายังทำผิดซ้ำซากก็จะถูกนำตัวส่งไปบำบัด หรือแม้แต่เรื่องเงินกู้นอกระบบที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนก็จะเรียกมาตักเตือน ห้ามใช้ความรุนแรงหรือกำลังทำร้ายร่างกาย แต่แนะนำให้ใช้ความอะลุ้มอล่วย มีความยืดหยุ่นให้แก่กัน เพื่อไม่ให้เป็นการทำผิดกฎหมาย หรือแม้การกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนบ้าน ทีมงานก็ลงไปดูแลปรับความเข้าใจไม่ให้เกิดเป็นปัญหาลุกลามจนกลายเป็นเหตุร้าย

ในส่วนของการบูรณาการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐชุดนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายๆ ฝ่าย โดยทีมบูรณาการจะดำเนินการจากเบาไปหนัก ตามขั้นตอน จึงทำให้ทีมบูรณาการชุดนี้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานเพียงหน่วยงานเดียว กระทั่งได้รับคำชื่นชมจากผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยงาน

การทำงานเป็นระบบจากเบาไปหนักทำให้ปัญหาเล็กบรรเทาเบาบางลง ปัญหาใหญ่คลี่คลายไปในทางสมานฉันท์ตามแผนโครงการพิทักษ์นนท์ เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย..!!

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู,เชื้อไวรัส,หมู,ระบาด,ถังเศษอาหารรวมมิตร,ฟาร์มเลี้ยงหมู
เปิดอ่าน 7,340 ครั้ง

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

   “ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู” ระบาดไปแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเพื่อนบ้านล้อมรอบไทย ทั้งเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา คำถามคือ…ฟาร์มหมูไทยจะรอดจากไวรัสตัวร้ายนี้ได้อีกนานเท่าไร !?!.. ปัจจุบันธุรกิจค้าขาย “หมู” ในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท คนไทยเลี้ยงหมู 1.8 แสนราย ผลิตสุกรได้ประมาณปีละ 15 – 20 ล้านตัว สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ วางแผนหาวิธีเยียวยารับมือผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนแผนป้องกันคงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ให้ “เสียหายน้อยที่สุด”

ตั้งแต่ปี 2561 วงการธุรกิจฟาร์มหมูเอเชีย ได้รับแจ้งเตือนจากฝั่งยุโรปว่า “โรค ASF” หรือ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) กำลังจะแพร่ระบาดไปถึง จากนั้นไม่นานจีนรายงานพบเชื้อตัวนี้ในหลายมณฑลด้วยกัน รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปเกือบแสนตัว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนถึงปีนี้ต้องฆ่าหมูไปแล้วกว่า 1.1 ล้านตัว ระหว่างนั้นเชื้อก็แพร่จากจีนไปยังเวียดนาม เดือนมิถุนายน 2562 เวียดนามประกาศกำจัดหมูไปแล้วกว่า 2.5 ล้านตัว ราคาเนื้อหมูพุ่งขึ้นไป 3 เท่า

เชื้อนี้พบระบาดครั้งแรก​ปี 2464 ที่ “ประเทศเคนยา”​ ทวีปแอฟริกา กลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ดีเอ็นเอไวรัสร้ายกาจตัวนี้ทนทานสูง อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมนานกว่าไวรัสทั่วไป ​หากสุกรในฟาร์มติดเชื้อ จะมีอาการไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด และตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3-4 วัน และถ้าเลือดของสุกรที่ติดเชื้อไวรัสตกค้างในดินหรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จะอยู่ได้ 1 เดือน ถ้าเป็นซากสัตว์อยู่ได้ 3​ เดือน แต่ถ้าเอาเนื้อหมูติดเชื้อไปแปรรูปเป็นไส้กรอก หมูยอ หมูแห้ง ฯลฯ จะยิ่งอยู่ได้​ไม่ต่ำกว่า 1​ ปี

โรคนี้ไม่ทำอันตรายต่อคน แต่คนเป็นตัวการสำคัญในการแพร่เชื้อนี้ไปยัง “หมู” เพราะการทิ้งเศษอาหารประเภทเนื้อหมูแปรรูป เช่น กรณีนักท่องเที่ยวทิ้งไส้กรอกหมูรมควันลงถังขยะ หรือตามห้างสรรพสินค้าที่นำเศษอาหารจากร้านต่างๆ หรือที่นักท่องเที่ยวโยนทิ้งมาเทรวมกันใส่ถังใหญ่ แล้วมีคนรับจ้างเอา “ถังเศษอาหารรวมมิตร” ไปส่งขายให้ฟาร์มหมู ทำให้การป้องกันไม่ให้มีเศษกุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ ฯลฯ จากนักท่องเที่ยวจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

          วงการฟาร์มสุกรของไทย พยายามเตือนให้ระวังเชื้อไวรัสตัวนี้จากอาหารแปรรูปเนื้อหมูที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามา !

เดือนกันยายน 2562 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) รายงานพบการระบาดแล้วประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป แอฟริกา เอเชีย รวมถึงเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่ผ่านมา “จีน” ถูกโจมตีว่าเป็นต้นตอการระบาด เพราะวิธีกำจัดและการขนส่งเคลื่อนย้ายหมูที่ติดโรคไม่เข้มงวดพอ ทำให้แพร่ระบาดไปประเทศอื่น

เนื่องจากการกำจัดเชื้อ “ASF​” ต้องใช้ความร้อน​ 60 องศา นาน 30 นาที หรือพ่นยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องในฟาร์มหมูถึง 180 วัน และห้ามเลี้ยงหมูอีกอย่างน้อย 2 ปี เกษตรกรต้องพยายามดิ้นรนหาทางลดการขาดทุนจากหมูตาย ซ้ำร้ายปัจจุบัน​ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน แม้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มพยายามทดลองผลิตยาต้านไวรัส​และวัคซีน เช่น​ จีน อเมริกา สเปน อังกฤษ เกาหลีใต้​ แต่ไม่รู้จะประสบความสำเร็จเมื่อไร

วันที่ 16 กันยายน 2562 มีรายงานข่าวโรคระบาดในฟาร์มสุกรหลายพื้นที่แถวเชียงราย ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต้องรีบเข้าไปควบคุมกำจัดและฝังกลบสุกรกว่า 200 ตัว พร้อมเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือไม่

          อะไรเป็นสาเหตุให้เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลแต่ละประเทศจะพยายามใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งกำจัดหมูติดโรคทันทีประเทศละหลายล้านตัว แต่ก็ควบคุมไม่ได้ ยังคงแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง ?

สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลควบคุมฟาร์มสุกร อธิบายให้ทีมข่าว “คมชัดลึก” ฟังว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “ฟาร์มแบบเปิด” มักมีขนาดเล็กหรือขนาดกลางเป็นของชาวบ้านทั่วไป กับ “ฟาร์มแบบปิด” มีขนาดใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุน ซึ่งฟาร์มแบบชาวบ้านมักใช้นิยมซื้อ “ถังเศษอาหารรวมมิตร” มาให้สุกรในฟาร์มกิน และยากที่จะควบคุมไม่ให้มีส่วนประกอบจาก กุนเชียง หมูยอ หรืออาหารแปรรูปที่ทำมาจากเนื้อหมู แตกต่างจากฟาร์มหรือเล้าหมูขนาดใหญ่ที่นิยมใช้ “อาหารเม็ดสำเร็จรูป” และมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมแบบปิดมิดชิด ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปได้ยาก พร้อมกล่าวต่อว่า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมฟาร์มเล็กๆ เพราะที่จีนแม้รัฐบาลสั่งฆ่าหมูติดโรคแล้วให้ฝังกลบ แต่ก็มีเจ้าของฟาร์มจำนวนหนึ่งรู้สึกเสียดาย แอบเอาเนื้อหมูเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นอาหารส่งขายให้ผู้บริโภค แน่นอนว่าคนซื้อกินเข้าไปไม่เป็นไร แต่กินแล้วเหลือเศษทิ้งในถังขยะ มีคนเก็บขยะรวบรวมไปให้ฟาร์มหมูขนาดเล็ก เชื้อไวรัสตัวนี้ก็แพร่มาถึง หรือแม้แต่การฆ่าหมูตายแล้วทิ้งซากในแหล่งน้ำ คนตักน้ำมาใช้ในพื้นที่เกษตรหรือไร่นา สุดท้ายน้ำที่มีเชื้อไวรัสก็วนเวียนอยู่ในชุมชน ฟาร์มหมูก็ดึงน้ำไปใช้ด้วย ก็เลยติดเชื้อกันไปใหญ่ เหมือนมีข่าวลือว่าฝั่งพม่ากำจัดหมูป่วยโรคนี้ด้วยโยนทิ้งลงแม่น้ำแถวเขตชายแดน”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นแนะนำต่อว่า ประเทศไทยคงยากที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อตัวนี้เข้ามา สิ่งที่ทำได้คือพยายามวางแผนเตรียมรับมือร่วมกัน โดยเฉพาะชาวบ้านต้องไม่เสียดายหมูติดเชื้อ รีบฆ่าทิ้ง ไม่ส่งโรงเชือด และรีบฝังกลบทำความสะอาดฟาร์มอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเริ่มเลี้ยงใหม่ได้ รวมถึงการป้องกันไม่ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหมูในช่วงนี้ด้วย ส่วนภาครัฐก็ต้องช่วยเหลือเยียวยา ไม่ปล่อยให้ขาดทุนย่อยยับจนต้องแอบเอาซากหมูติดเชื้อไปขายกิน

ในวันนี้กรมปศุสัตว์ประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เรียบร้อยแล้ว โดยมีมาตรการรับมือเชิงรุกสั่งทุกด่านทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ตรวจเข้มห้ามนำเข้าสุกรทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูด้วยหวังสกัดกั้นไม่ให้เชื้อนี้ผ่านเข้ามาในไทย

แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า ประเทศไทยคงผนึกกำลังต้านเชื้อตัวนี้ได้อีกไม่นาน คาดว่าไม่เกินสิ้นปี 2562 หรืออีกไม่เกิน 3 เดือน เชื้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” คงระบาดถึงฟาร์มหมูไทย…ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การเตรียมงบประมาณเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่น่าจะได้รับผลกระทบหลายหมื่นฟาร์ม

คงมีเพียงกลุ่มธุรกิจขาย “อาหารเม็ด” ที่ได้กำไรเพิ่มขึ้น หากเป็นไปได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรรีบหาวิธีผลิตหรือช่องทางขาย “อาหารเม็ด” ราคาถูกให้ฟาร์มหมูขนาดเล็กใช้แทน “เศษอาหารรวมมิตร” และช่วยส่งเสริมให้เป็นฟาร์มมาตรฐาน

ไม่ควรปล่อยให้ฟาร์มหมูของกลุ่มเจ้าสัวยักษ์ใหญ่ฉวยโอกาสนี้เข้าไปผูกขาดตลาดค้าขายหมูทั่วประเทศไทยเพียงกลุ่มเดียว !

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ.

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
อบจ,กมธ,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,ยิ้ม วิสาระดี,สภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ
เปิดอ่าน 388 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

สนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นเวทีต่อจากสนาม ส.ส.นั้น คาดกันว่าช่วงปลายไตรมาสแรกและต้นไตรมาสสอง รัฐบาลน่าจะไฟเขียวให้ กกต.กดปุ่มให้มีการหย่อนบัตร

โดยสนามที่จะประเดิมนั้นคือผู้ว่าฯ กทม. และนายกอบจ. ถัดจากนั้นก็จะเป็นเวทีของเทศบาลและอบต. ไล่ลงไป

หลากพรรคหลักมองตรงกันว่าสนามท้องถิ่นจะเป็นหนึ่งในฐานเสียงที่เสริมสร้างคะแนนของพรรคต้นสังกัดได้

พื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแจ้งเกิดบนเวทีการเมือง สามารถปักธงไว้ได้เกือบหมด แม้วันนี้สภาพการณ์จะเปลี่ยนไป แต่กระแสนิยมไทยรักไทยที่วันนี้อยู่ในชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงได้รับความนิยม แม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่ชื่อพรรคพลังประชารัฐเข้ามาเบียดพื้นที่ภาคเหนือในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ก็ตาม ดังนั้นแกนนำพรรคที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งคนที่อยู่ต่างแดน มีข้อสรุปตรงกันว่า จากนี้ไปพื้นที่ภาคเหนือจะสูญเสียให้คู่แข่งไม่ได้เป็นอันขาดแม้แต่เวทีเดียว

ช่วงนี้แกนนำพรรคได้เช็กกระแสผู้สมัครที่มีโอกาสปักธงพรรคไว้แล้ว และคนที่มีความพร้อม พท.ก็จะเปิดตัว

โดยคนแรกๆ ที่ พท.เคาะให้ได้สิทธิเป็นผู้ชิงตำแหน่ง “นายกอบจ.เชียงใหม่” ไปแล้วคือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร อดีต ส.ว.เชียงใหม่ ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงคือ จ.เชียงราย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.สองสมัย พร้อมอาสาลงสมัครชิงเก้าอี้ตัวนี้ในพื้นที่บ้านเกิด

วิสาระดี คือบุตรสาวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีตส.ส.เชียงรายหลายสมัย และเคยเป็น รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งยังมีความใกล้ชิดกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช มาหลายปี

วิสาระดี คือสะใภ้ของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน

ดังนั้นโอกาสของอดีต ส.ส.สองสมัยคนนี้ที่จะลงสนามปักธงเพื่อไทยในเชียงรายนั้น น่าจะมีสิทธิ์สูงยิ่ง

วิสาระดี กล่าวกับเครือเนชั่นในการเปิดตัวเบื้องต้นกับชาวเชียงรายไปบ้างแล้ว และรอเพียงการอนุมัติของพรรคต้นสังกัด ดังนั้นวิสัยทัศน์ในการอาสาทำหน้าที่นายกอบจ.เชียงรายครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ติดตามที่นี่

      ทำไมสนใจลงสมัครนายกอบจ.
“เคยทำหน้าที่ ส.ส.สองสมัยมาแล้ว การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. จึงมีเวลาลงพื้นที่เยอะขึ้นเพราะครอบครัวก็เป็นครอบครัวนักการเมือง ได้พบว่า เมื่อตัวเองเคยทำงานการเมืองระดับชาติมาแล้วสองสมัยวันนี้ขออาสาทำงานการเมืองท้องถิ่นบ้าง เชื่อว่าศักยภาพของตัวเองและทีมงานที่ทาบทามไว้จะพัฒนาเชียงรายได้ดีขึ้น เพราะบางสิ่งบางอย่างแม้ว่าการได้เป็น ส.ส.นั้นมีโอกาสผลักดันการแก้ปัญหาของพื้นที่ได้ แต่ความจริงมันค่อนข้างยาก แต่เมื่อได้มาศึกษาข้อเท็จจริงพบว่าหากเราเป็นตัวแทนของชาวบ้านในระดับท้องถิ่นคือ อบจ. และแก้ปัญหาของจังหวัดเราเอง ด้วยตัวของเราและทีมงานที่เป็นคนในพื้นที่ น่าจะตอบโจทย์ตรงจุดกว่า

คนเก่งๆ ใน จ.เชียงราย มีมาก ได้ทาบทามมาร่วมงานไว้เบื้องต้นแล้ว หากพรรคให้โอกาสลงสมัครและได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย จะนำเสนอการบริหาร อบจ.รูปแบบใหม่ ซึ่งได้ศึกษารูปแบบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ(กมธ.)ที่เป็นเสมือนตัวแทนประชาชนไว้รับฟังปัญหาและสะท้อนต่อรัฐสภาให้แก้ไข รวมทั้งส่งต่อให้รัฐบาล

ดังนั้นจะนำเอารูปแบบเดียวกันมาปรับใช้ คือให้ ส.อบจ.แต่ละท่านทำงานในรูปแบบ กมธ. ตามความถนัด แล้วเชิญปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ ตัวแทนชาวบ้านมาเป็น กมธ.ด้านต่างๆ ของ อบจ.เชียงราย เช่นด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เวลาชาวบ้านมาร้องเรียน กมธ.ชุดนี้ก็รับเรื่องและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เลย เพราะรู้ถึงสาเหตุปัญหาจริง คณะผู้บริหารอบจ.ก็รับข้อเสนอแนะของกมธ.นี้มาใช้ แล้วก็จะมีเวลาคิดงานอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้พื้นที่ได้มากขึ้น

แนวทาง กมธ.ที่ระบุข้างต้น หากทำในพื้นที่ อบจ.เชียงรายได้ผลดีก็จะเสนอเป็นตัวอย่างให้ อบจ.อื่นๆ นำไปใช้แก้ปัญหาของจังหวัดนั้นๆ”

   ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง
“วันนี้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ดิฉันมีความภูมิใจในสโมสรบ้านเกิด ทีมฟุตบอลก็มีอะคาเดมีที่นำน้องๆ หลายรุ่นมาอบรมฟุตบอลเยาวชน พวกเขามาอยู่ด้วยกันก็เสมือนคนในครอบครัว บางคนมีโอกาสเล่นฟุตบอลอาชีพ บางคนแม้ไม่ได้รับสิทธิ์นั้นแต่ก็มีทักษะฟุตบอลและความเป็นนักกีฬาติดตัว ตรงนี้เหมือนว่าเราสร้างความฝันของคนเชียงรายให้เป็นจริง

วันนี้ฝันของคนเชียงรายคือฝันของดิฉันที่จะทำฝันนั้นให้เป็นจริง ตัวอย่าง เอกนิต ปัญญา เป็นนักเตะในทีมสิงห์ เชียงรายยูไนเต็ด เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด ก็เป็นเด็กเตะบอลทั่วไป แต่ฝันว่าจะเล่นในระดับอาชีพ วันนี้ดิฉันดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฝันของเด็กเชียงรายเป็นจริง ใครอยากเป็นนักกีฬาอาชีพ ใครอยากเป็นแม่ค้าออนไลน์ ใครอยากเปิดร้านกาแฟ ใครอยากเป็นเกมเมอร์ ฝันอะไร ดิฉันจะช่วยคนเชียงรายไปสู่ฝันนั้น”

แนวทางดึงคนเก่งที่เป็นคนเชียงรายกลับมาทำงานในพื้นที่จะทำแบบใด
“คนเก่งๆ ที่เป็นคนเชียงรายนั้น อยากจะดึงพวกเขากลับมาพัฒนาเชียงรายให้ก้าวหน้า ดิฉันมีคอนเนกชั่นหลายด้านที่จะดึงมาช่วยเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่เชียงรายให้มาทำงานในบ้านเกิด ไม่ใช่ว่าไปเรียนแล้วทำงานในต่างถิ่น หากเราสร้างงานและโอกาสให้พวกเขามาทำงานที่บ้านเกิด มันจะดีกว่าหรือไม่

เพราะคนเรานั้นหากได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และการได้อยู่กับคนในครอบครัว มันก็สร้างเชียงรายที่อบอุ่นและดีขึ้นได้ มีผลการศึกษาจากต่างประเทศว่าเมื่อคนได้ทำงานตามความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง ผลผลิตที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นถึง 30% ดิฉันจึงจะนำเอานโยบายกองทุนคนเปลี่ยนงานของพรรคเพื่อไทยมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ด้วยโครงการนี้จะทำให้คนสามารถย้ายไปอยู่ในงานที่ตนต้องการจริงๆ ประกอบกับการสร้างงานเพิ่ม เชียงรายจะมุ่งสู่สังคมที่เรียกว่า zero unemployment หรือมุ่งสู่สังคมไร้การว่างงาน เมื่ออยู่บ้านแล้วมีงานทำ อยู่ได้อย่างเพียงพอ คนก็จะกลับมาสู่บ้านเกิด สร้างสังคมที่เป็นสุข

ขณะเดียวกันเชียงรายนั้นถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมหลายด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประตูการค้าชายแดน วันนี้โลกใช้การสื่อสารออนไลน์กันมาก หากเรายกระดับและปักหมุดเชียงรายให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือและประเทศได้นั้น รายได้จะเข้ามามาก

หวังไว้ว่าในสี่ปีข้างหน้าจะทำให้เชียงรายเป็นเมืองระดับโลกด้านการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะการท่องเที่ยวจะมีหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง เช่น ที่พัก อาหาร ของที่ระลึก ระบบคมนาคม การจ้างงาน และยังกระจายไปยังกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ให้รายได้ตรงนี้กระจายไปด้วย”

    สถานการณ์การแข่งขันของคู่แข่งเป็นอย่างไร
“พอจะทราบว่า มีหลายคนที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นสนใจที่จะลงสมัคร แต่ดิฉันแจ้งแกนนำพรรคไปแล้วว่าสนใจที่จะทำงานพัฒนาบ้านเกิดในตำแหน่งนี้ หากพรรคให้โอกาสก็หวังว่าสิ่งที่นำเสนอไปนั้นจะพัฒนาบ้านเกิดได้แบบก้าวกระโดด และยังจะเป็นจังหวัดนำร่องในการเอานโยบายของพรรคเพื่อไทยมาทดลองใช้ในระดับจังหวัดอีกด้วย”

สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า

11 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,สามพรานเดือด,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 1,638 ครั้ง

#เลือกตั้ง #สามพรานเดือด คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ต.ค.62

**************************

สนามเลือกตั้งสามพราน 3 ผู้สมัครตัวเต็ง งัดกลยุทธ์หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการเดินเคาะประตูบ้าน ปลุกกระแสเลือกตั้งให้คึกคัก

“ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” อนาคตใหม่ เบอร์ 6 ยังโฟกัส “วัดเรตติ้งประยุทธ์” ผ่านคูหาเลือกตั้ง ส่วน “สุรชัย อนุตธโต” ประชาธิปัตย์ เบอร์ 3 เน้นเลือกคนสามพรานเพื่อสามพราน และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ชาติไทยพัฒนา เบอร์ 1 ออกลูกขยัน และลูกอ้อนขอเป็นหนึ่งในใจชาวบ้าน

ลุงเตี้ย” หัวใจหนุ่ม

ตระกูล “สะสมทรัพย์” เติบโตมาในยุคการเมืองอะนาล็อก เมื่อเจอการเมืองดิจิทัลก็ปรับตัวไม่ทัน เลือกตั้งซ่อมหนนี้ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” จึงตั้งทีมงานสื่อดิจิทัลมาโดยเฉพาะ มีทั้งเพจ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์”และเพจ ศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์”

ยกตัวอย่างเมื่อ 9 ตุลาคม 2562 แอดมินเพจศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ โพสต์ว่า อายุมากไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแข็ง!! เพราะเผชิญมาทุกปัญหา..”

หรือเมื่อ 6 ตุลาคม 2562 มีภาพเผดิมชัยพบปะชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง แอดมินเพจโพสต์ “ขอบคุณที่ต้อนรับเป็นอย่างดีนะคะ แอดมินปลื้ม”

นี่เป็นความแปลกใหม่ของนักการเมืองอาวุโสที่มั่นอกมั่นใจมากว่า เที่ยวนี้จะต้องกู้ศักดิ์ศรีคืนกลับมาให้ได้

ปกติเผดิมชัยไม่เดินมากขนาดนี้

กลยุทธ์โซเชียลเหมือนการยิงปืนใหญ่ แต่โค้งสุดท้ายคงเป็นหน้าที่ของ “หน่วยตะลุมบอน” ที่จะลุยทุกหมู่บ้านทุกตำบล นำโดย “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หัวหน้า ส.จ.กลุ่มชาวบ้าน

อย่าประมาทลุงเตี้ย อายุเยอะแต่ก็เล่นโซเชียลเป็นเหมือนกัน

ทีมโซเชียลก็มา

ลูกหนังนำการเมือง

จริงๆ แล้ว ตระกูล “สะสมทรัพย์” ก็เหมือนตระกูลการเมืองหลายจังหวัดที่สร้างทีมลูกหนังเป็นธงนำ นั่นคือ “สโมสรฟุตบอลนครปฐม  ยูไนเต็ด” ที่บริหารโดย พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” แห่งบริษัท สโมสรฟุตบอลนครปฐม จำกัด

ปัจจุบัน “พาณุวัฒณ์” และภรรยา มาดามหน่อย” ชุตินันศ์ สะสมทรัพย์ ปั้นทีมนครปฐม ยูไนเต็ด จากไทยลีก 4 ขยับมาเป็นรองแชมป์ไทยลีก 3

เผดิมชัยกับหลานชาย จิรวัฒน์

วันก่อน “มาดามหน่อย” ได้โพสต์ภาพ “ลุงเตี้ย” กับหลานๆ ในอาณาจักร The King Tiger Academy ผ่านเฟซบุ๊ก Chutinan Sasomsub พร้อมบรรยายว่า “#รักคุณลุงคุณลุงน่ารัก คุณลุงใจดี..”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ที่สนามฟุตบอลโรงเรียนวัดท่าพูด อ.สามพราน จ.นครปฐม เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ร่วมกับ จำรัส ตั้งตระกูลธรรม นายกเทศมนตรีเมืองไร่ขิง เปิดตัว “ท่าพูด อคาเดมี” โดยมีศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย อดีตผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย และ “ก้องภพ สรงกระสินธ์” พ่อของ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มาร่วมมือกันสร้างเยาวชนรุ่นอายุ 10-12 ปี สู่ทีมนครปฐม ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย

ครอบครัว “เมสซีเจ” เป็นคนสามพราน และชอบกีฬาลูกหนัง จึงมาร่วมสานฝันกับเผดิมชัย

ธนาธร-ปชป.ลุยหนัก

ด้านพรรคสีส้ม ทีมงานโซเชียลเยี่ยมวรยุทธ์อยู่แล้ว แต่หากไปดูสมัยที่ “จุมพิตา จันทรขจร” หาเสียง กลับใช้พื้นที่เฟซบุ๊กน้อยมาก ด้วยหวังพึ่งจากทีมสื่อดิจิทัลส่วนกลางมากกว่า

ธนาธรเตรียมลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย

ตรงกันข้ามกับสามี “ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” ที่ใช้เฟซบุ๊กอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้านหนึ่ง “ป๋วย ไพรัฏฐโชติก์” ผ่านสมรภูมิ ตุลาและป่าเขามาแล้ว จึงตกผลึกทางความคิด

“ป๋วย” แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมาลงพื้นที่สามพรานอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2562

ฝ่ายพรรคสีฟ้า ก็มีแกนนำพรรคเวียนไปช่วยหาเสียง สุรชัย อนุตธโต” แทบทุกวัน  โดยเฉพาะ สาธิต ปิตุเตชะ” ถอดหัวโขน รมช.สาธารณสุข สวมบทรองหัวหน้าพรรคและแม่ทัพเลือกตั้งนครปฐม จะแวบไปหาเสียงช่วยสุรชัยบ่อยมาก

สาธิต ปิตุเตชะ แม่ทัพ ปชป. มาสามพรานบ่อยมาก

พลพรรครักสีฟ้าในแถวมหาชัยก็ข้ามเขตมาช่วยกันเพราะมั่นใจว่า เที่ยวนี้ ปชป.ชนะแน่ เพราะหวังได้คะแนนเสียงจาก ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐมาเติมของเก่า

เหลืออีกเวลาอีกไม่นานผลแห่งศึกสามสามพรานคงได้รู้กัน..หวยจะออกสีฟ้า สีส้ม และสีสะสมทรัพย์

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด

11 ตุลาคม 2562 – 09:18 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ลงโทษทางวินัย,ข้าราชการ
เปิดอ่าน 2,684 ครั้ง

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด  คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 “ข้าราชการ รวมถึงลูกจ้างของส่วนราชการ” ต้องระมัดระวังความประพฤติของตน ทั้งในการปฏิบัติ “หน้าที่ราชการ” และ “เรื่องส่วนตัว” โดยไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันนำไปสู่การถูกลงโทษได้

สำหรับโทษที่จะลงได้สำหรับการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ก็คือ ปลดออกและไล่ออก ส่วนโทษที่จะลงได้ในการกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน ส่วนลูกจ้างประจำของส่วนราชการ คือ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 โดยข้อ 52 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกได้

ตามความร้ายแรงแห่งกรณี … ทั้งนี้การพิจารณาพฤติการณ์การกระทำความผิดกับระดับโทษนั้นจะต้องมีความเป็นธรรมและเหมาะสมกันด้วย โดยจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงรวมถึงพฤติการณ์ของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ ไปครับ….

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ลูกจ้างประจำของกรมชลประทานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานร่วมกันเล่นการพนันไฮโลเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมายและศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับ ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยข้อ 52

          ประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้ก็คือพฤติการณ์การกระทำของลูกจ้างดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่? และการลงโทษปลดออกจากราชการเหมาะสมกับการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่?

ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า…ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 3 ทำหน้าที่ในตำแหน่งรักษาอาคาร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ทำหน้าที่ในตำแหน่งคนงาน ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมเล่นการพนันไฮโลกับผู้เล่นอื่นรวมจำนวน 11 คน ในวันหยุดโดยใช้สถานที่ราชการและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ให้การรับสารภาพและศาลแขวงมีคำพิพากษาลงโทษปรับคนละ 1,000 บาท

ต่อมาอธิบดีกรมชลประทานได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ อ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่ถูกยกอุทธรณ์ จึงได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และอ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ และมติที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่เป็นเพียงลูกจ้างประจำ ไม่ได้มีหน้าที่ในการกวดขันการกระทำผิดกฎหมาย โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลอาคารของหน่วยงาน ไม่ได้มีหน้าที่ติดต่อหรือบริการประชาชนโดยตรง และในการกระทำผิดไม่ได้เป็นเจ้ามือ เจ้าสำนักหรือเล่นการพนันเป็นอาจิณ และความผิดดังกล่าวได้กระทำนอกเวลาราชการมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ประกอบกับเมื่อพิจารณาแนวทางการลงโทษกรณีการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าว ซึ่ง ก.พ. ในฐานะเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการต่างๆ ที่ได้รวบรวมแนวทางการลงโทษ ที่ปรับบทความผิดและกำหนดระดับโทษได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกรณีการเล่นการพนันนั้นมีการลงโทษตัดเงินเดือนและลงโทษลดเงินเดือน การลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงต้องคำนึงถึงระดับโทษที่ส่วนราชการอื่นลงโทษด้วย สำหรับแนวทางการลงโทษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ซึ่งถือเป็นเพียงคำแนะนำให้ส่วนราชการนำไปประกอบการพิจารณา และหาได้หมายความว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดฐานเล่นการพนันแล้วจะต้องเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงทุกกรณี

ดังนั้นการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงยังไม่อาจถือได้ว่ากระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 46 ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 แต่เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามข้อ 46 วรรคหนึ่ง ของระเบียบฉบับเดียวกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและลงโทษปลดออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติที่ยกอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษทางวินัย โดยจะต้องกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิด โดยพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการหรือลูกจ้างแต่ละประเภท ประกอบกับความรู้สึกของสังคมที่มีต่อพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้จะต้องนำแนวทางการกำหนดโทษที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการนั้นๆ มาพิจารณาประกอบกันด้วยเพื่อให้การใช้ดุลพินิจลงโทษเป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน … ครับ !

          (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 142/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด

11 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
ชูธงทวนกระแส,6 ตุลา,พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 481 ครั้ง

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจั คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว 

ผ่านไปแล้ว งานรำลึกครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งปีนี้มีการจัดนิทรรศการ “ประจักษ์ | พยาน” มีการนำหลักฐานบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาจัดแสดงเช่น ประตูแดง นครปฐม ที่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้นำแรงงาน, ลำโพงวันที่ 6 ตุลา ที่มีร่องรอยของกระสุนปืนลูกซอง รวมถึงเครื่องแต่งกายของ ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ใส่เข้าร่วมชุมนุมและเสียชีวิตในเหตุการณ์

หลักฐานทั้งหมดจะถูกรวบรวมในโครงการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งข้อมูล เพื่อขยายพื้นที่ความเข้าใจของคนในสังคม

ผู้ประสานงานโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา แถลงว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องอดีต แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เราอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และผู้ที่สนใจ มีส่วนร่วมในการจัดแสดง ทั้งหลักฐาน สิ่งของ วัตถุ เรื่องเล่า มาจัดกิจกรรมการศึกษา เช่น นิทรรศการ เสวนาและเวิร์กชอบ เพื่อให้เรื่องราวของวันที่ 6 ตุลา ได้ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง

“พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่อยากฝากให้มีการนำเรื่องราวใน “ปีกซ้าย” มาบันทึกไว้ด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งในสายธารประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

ดังที่รู้กัน ผลของกรณี 14 ตุลาคม ทำให้ประชาชนไทยได้รับสิทธิเสรีภาพ และนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐสภา และก่อให้เกิดความตื่นตัวด้านสิทธิประชาธิปไตยครั้งใหญ่แก่ประชาชนทุกระดับ

งาน 43 ปี 6 ตุลา

การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษายังดำเนินต่อไป โดยทิศทางเปลี่ยนจากการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายอื่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลา เช่นการเฟื่องฟูของอุดมการณ์สังคมนิยม

คนรุ่นไหนก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยหัวใจเปิดกว้าง ย่อมไม่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของ “ขบวนการซ้ายไทย” และการเคลื่อนไหวใต้ดินของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” 

เนื่องจากชัยชนะของกรณี 14 ตุลา ทำให้การผูกขาดทางความคิดโดยรัฐพังทลายลง และเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยมีเสรีภาพทางความคิดเต็มที่ ความรู้และความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเป็นความคิดต้องห้ามมาแต่การรัฐประหาร 2500 จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

รูปธรรมที่เห็นชัดเจนคือนิทรรศการจีนแดง โดยองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่หอประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 23-29 มกราคม 2517 มีผู้คนเข้ามาชมล้นหลาม จนต้องขยายวันจัดงานออกไป

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เสนอความรู้เกี่ยวกับจีนและแนวทางสังคมนิยม พิมพ์เผยแพร่ในนามสำนักพิมพ์ต่างๆ เปรียบประดุจร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ เช่น  คติพจน์เหมาเจ๋อตง, สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง, โฉมหน้าจีนใหม่ และอื่นๆ อีกมาก

มินับรวมหนังสือแนวทฤษฎีการเมืองที่อ่านเข้าใจยากอย่าง คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์, หลักลัทธิเลนิน และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก

เรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชนอินโดจีนก็มีจัดการพิมพ์รวมเล่มออกมาขาย และหนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่งคือ เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2516 และต้องตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

ต้นปี 2519 การปะทะทางความคิดระหว่าง “ปีกซ้าย” กับ “ปีกขวา” มีความแหลมคมและรุนแรงขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์ “หนังสือเล่มเล็ก” ราคาเล่มละ 2-5 บาท วางขายอยู่ข้างหอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ และตามเวทีการชุมนุมมวลชน

มีข้อน่าสังเกตว่า หนังสือเหล่านี้รวบรวมมาจากเอกสารเผยแพร่ในวงปิดลับ เช่น “หนทางการปฏิวัติไทย เอกราช ประชาธิปไตยที่แท้จริง มิใช่จะได้มาด้วยการลัทธิปฏิรูป หากด้วยการปฏิวัติ”, “ใต้ธงปฏิวัติ”, “การปฏิวัติประเทศไทย”, “สงครามปฏิวัติ”, “วีรชนปฏิวัติ” และ “นอร์แมน เบทูน นายแพทย์นักรบจิตใจสากลนิยมผู้ยิ่งใหญ่”

หนังสือเล่มเล็ก มีเนื้อหายกย่องการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในเขตป่าเขา ว่าเป็นแนวทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงรากถึงโคน

เมื่อเราตัดสินใจเดินหน้าชำระประวัติศาสตร์ ก็ควรศึกษาให้ครบทุกด้าน มิใช่เจาะจงเอาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มิได้เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป

ของดี ไม่มีวันตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392928?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ของดี ไม่มีวันตาย

11 ตุลาคม 2562 – 08:53 น.
ชิมช้อปใช้,ของดีไม่มีวันตาย,ประชาชน,ประชานิยม,ลุงตู่,พลประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562

กำลังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกมือสำหรับโครงการ “ชิมช้อปใช้” หนึ่งในมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสิร์ฟโปรแรงด้วยการเสกแบงก์พันจำนวน 1 หมื่นล้านบาทเข้ากระเป๋าตังค์คนไทย 10 ล้านคนไปแบบสบายๆ มิหน้ำซ้ำยังไม่ทันข้านเดือน “รัฐบาล” ออกมาประกาศแบบรัวๆ ว่ากำลังผุดมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ตามมาติดๆ หลังจากเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่เบื้องต้นประมาณการว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนรูปแบบการแจกเงินเป็นอย่างอื่นแทน

“ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก”...งานนี้แม้รัฐบาลต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลจนกระเป๋าแทบปริ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือ “เรตติ้ง” แรงๆ ด้านบวกจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเมื่อรัฐบาลเริ่มตัดสายสะดือดำเนินโครงการดังกล่าว บรรดาฝ่ายค้าน นักวิชาการ และคนบางกลุ่มต่างออกมาค่อนแคะว่า “ชิมช้อปใช้” เป็นโครงการประชานิยมแบบง่าวๆ ที่รัฐบาลกำลังละลายเม็ดเงินกองมหึมาลงในแม่น้ำโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคตจากการใช้งบประมาณแบบสุรุ่ยสุร่าย และสะเปะสะปะ

นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังเปิดแผลสดด้วยการตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสให้เห็นว่า รัฐบาลใช้ช่องโหว่ของโครงการชิมช้อปใช้เพื่อเปิดทางให้คนที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์…โดยเฉพาะบรรดาซูเปอร์มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาผูกปิ่นโตเถาใหญ่ในโครงการดังกล่าวจนทำให้กระเป๋าตุงไปตามๆ กัน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดด่างเล็กๆ ของรัฐบาลที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความกังขา แม้ว่าการเข้ามาในระบบของบรรดาเจ้าสัวเหล่านั้นจะชอบธรรมและถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ก็ตาม

เป็นการชำแหละข้อเสียของโครงการ “ชิมช้อปใช้” ให้เห็นเป็นฉากๆ แต่ในความเป็นจริงอยากบอกกลับไปตรงๆ ว่า “ใครจะแคร์” เพราะตราบใดที่เงินทุกบาททุกสตางค์จากโครงการประชานิยมดังกล่าวส่งตรงไปถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ขาดตกบกพร่องไปแม้แต่เศษเสี้ยวสลึง…ส่วนตัวถือว่า “โอเคนะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การปัดเป่าทุกข์เข็ญของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญสุด ดังนั้นหากสิ่งใดที่รัฐบาลทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรเร่งทำให้ถึงที่สุด แม้ในบางครั้งต้องจำใจกลืนเลือดตัวเองไปบ้างก็ตาม ซึ่งตรงนี้เราคงต้องให้เครดิตแก่รัฐบาล ไม่ใช่มัวตั้งหน้าตั้งตาจับผิด หรือก่นด่ากันตะพึดตะพือ

ที่พูดไม่ใช่จะโลกสวยเอาแต่ยกยอปอปั้นโครงการ “ชิมช้อปใช้” ของลุงตู่แบบไม่ลืมหูลืมตา เพราะส่วนตัวไม่ได้ต้องการเห็นคนไทยเสพติดโครงการ “ประชานิยม” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่คล้อยตามผ่อนผันเพราะเหตุผลเดียวคือ อะไรที่ถึงมือ “ประชาชน” ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีๆ ที่น่าสรรเสริญ เพราะในอดีตที่ผ่านมาคนไทยคงได้เห็นแล้วว่า โครงการ “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลใด หากตอบโจทย์ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นอยุู่ดีมีสุข ขอให้เชื่อขนมกินได้เลยว่า โครงการเหล่านี้จะไม่มีวันสิ้นสลายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน…หากไม่ยังอินขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” ของรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ทุกวันนี้ยังเป็น “ของดีไม่มีวันตาย” อยู่ยั้งยืนยงยาวนานยิ่งกว่าผู้ริเริ่มนโยบายที่ตอนนี้จางหายจากไปไกลแล้ว…

ช่วงช่วง-หัวใจล้มเหลวบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

11 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ช่วงช่วง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หัวใจล้มเหลว
เปิดอ่าน 756 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

รอกันมาแรมเดือนในที่สุดทีมสัตวแพทย์จีนได้ออกประกาศแล้วว่า ‘ช่วงช่วง’ ตายเพราะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 โดยการชันสูตรและวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญจีน-ไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – ไทยชดเชยจีนช่วงช่วงเสียชีวิต – ดูแลหลินฮุ่ยให้ดีที่สุดต่อไป

กรณีนี้ต้องแอบหายใจและโล่งอกอีกครั้งเพราะ ‘ช่วงช่วง’ ไม่ได้ตายด้วยเหตุอื่น เช่น ไม่พบบาดแผลภายนอก ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมหลังจากมีข่าวลือว่ามีถุงพลาสติก ต่อไปก็จะเป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ว่าแน่นแฟ้นดีหรือไม่ เพราะเวลานี้สวนสัตว์เชียงใหม่เหลือ ‘หลินฮุ่ย’ แพนด้าที่น่ารักเพียงตัวเดียวและมีเรื่องเรียกร้องให้จีนส่งแพนด้ามาแทน ‘ช่วงช่วง’

เรื่องนี้รัฐบาลไทยจะต้องแสดงเจตจำนงขอไปส่วนจีนจะส่งมาให้หรือไม่อยู่ที่การตัดสินใจว่าเป็นอย่างไร เพราะ ‘ช่วงช่วง’ หมดอายุขัยจริงๆ ไม่ได้ตายเพราะทางสวนสัตว์เชียงใหม่ดูแลไม่ดี

จึงอยู่ที่ทางจีนว่ายังรักประเทศไทยและคนไทยเหมือนเดิมหรือไม่?
อ๊อด เทอร์โบ


 แม่สายสะอื้น
 ชุมทางของอาชญากรรม

ผมเป็นคนแม่สายมีเรื่องที่ต้องขอให้รัฐบาลรับรู้ความรู้สึกสักนิดก็ยังดีครับ เพราะเวลานี้ไปไหนๆ ถูกชี้หน้าว่าแม่สายเป็นชุมทางอาชญากรรม

การค้าชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังไม่เข้มงวดมาก ตลอดริมแม่น้ำแม่สาย ตั้งแต่เริ่มเข้าพื้นที่เขตไทยจากท่าน้ำหัวฝาย ท่าน้ำ 18 ท่าข้างวัดเกาะทราย ท่าเจ๊ดาว ท่ากะหล่ำ ท่าน้ำกำนันแดงไปถึง ต.เกาะช้าง สุดอำเภอแม่สายไปออกแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน เป็นช่องทางลักลอบขนสินค้าข้ามไปมาระหว่างแม่สาย-ท่าขี้เหล็กอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สร้างเม็ดเงินให้เจ้าหน้าที่บางคนที่รับผิดชอบชายแดนด้านนี้

กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เพิ่มหน่วยงานหลัก ทหาร ตำรวจ ตม.ศุลกากร หน่วยการข่าวยุบยับทั้งราชการ จ้างสายข่าวคนนอกเข้าพื้นที่แทบเดินชนกันตาย ผู้นำหน่วยเข้มแข็งสั่งกวาดล้างเข้มข้น สืบสวน จับกุมทลายขบวนการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แก๊งขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำ แรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์จนเบาบางลง แต่พอ 2 ปีที่ผ่านมาชุดประจำการอยู่นานจนรากงอก กลับละเลยปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว เกิดความหย่อนยานในการทำงาน

รัฐบาลมีนโยบายบูรณาการทำงานร่วมกันการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายควรจะเข้มแข็งมากขึ้น แต่กลับกันขบวนการค้าเสพติด ค้าแรงงานต่างด้าว ค้ามนุษย์ ค้ารถโจรกรรมข้ามท่าน้ำ ยังดำเนินกันไม่มีการวางแผนกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง ไม่มีการเคลื่อนไหวเฝ้าระวังจับกุมเหมือนในอดีต

เจ้าหน้าที่ไม่เข้มข้นหรือไม่มียาเสพติดหรือไม่มีต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือไม่มีรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมลักลอบไปขาย หรือไม่มีหญิงบริการข้ามน้ำ หรือไม่มีของเถื่อน จึงไม่มีข่าวการจับกุมหรือปิดล้อม ตรวจค้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ แปลกแต่จริง
สาโรจน์ (แม่สาย)


เรียนคุณ ‘สาโรจน์’ แม่สาย
จดหมายของคุณทำให้รู้สึกว่าคนแม่สายเหมือนแพะรับบาปเพราะคนเลวเพียงจำนวนน้อยที่สร้างรอยด่างให้ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูปการทำงานโดยด่วน

เมืองแม่สายอยู่ชายแดนและมีการค้าคึกคัก ผู้คนทั้งไทย-เมียนมาร์ เข้าออกมากและมีแนวเขตยาว มีธรรมชาติเป็นป่าเขาลำเนาไพรเป็นบางช่วง

แต่อย่างไรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องสั่งงานทุกหน่วยงานให้ดำเนินตามกฎหมายอย่างเข้มแข็ง-เข้มข้น โดยให้เป็น ‘แม่สาย’ โมเดล

แล้วจัดการกับแนวตะเข็บชายแดนให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ตรวจโครงการอาคาร
 หลังน้ำลดทุกจังหวัด

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย แถลงว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่อาจเป็นน้ำที่ไหลหลากและมีความเร็วของกระแสน้ำจึงอาจเกิดแรงปะทะกับโครงสร้างและทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายขึ้น โดยแรงปะทะจากน้ำที่ไหลแรงอาจทำให้โครงสร้างโย้ เอียง หรือเคลื่อนตัวหลุดจากฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดการแตกร้าวตามมา

ความเสียหายของโครงสร้างอาคารดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ดังนั้นจึงแนะนำให้ประชาชนเจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนดังนี้
1.ลักษณะรูปร่างภายนอกของอาคารให้ตรวจสอบด้วยสายตาว่ามีการ ทรุด เอียง โย้หรือไม่
2.กำแพงรั้ว หรือผนังบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการทรุด เอียง ล้ม แตกร้าวที่รอยร้าวทำมุมเอียง 45 องศา
3.พื้นบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการแอ่นตัว แตกร้าว เนื้อคอนกรีตกะเทาะ ชำรุดเสียหาย
4.ชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ เช่น คาน เสา ให้ตรวจสอบรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นที่บริเวณปลายคาน และโคนเสา ซึ่งหากพบรอยแตกร้าวที่ทำมุมเอียง 45 องศา จะเป็นรอยร้าวที่อันตราย
5.ตอม่อ ให้ตรวจสอบว่าตอม่อมีการแตกร้าวในเสาตอม่อ หรือมีการกะเทาะของเนื้อคอนกรีตหลุดออกจนเห็นเหล็กเสริม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
6.ฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นฐานรากแผ่ที่ฐานวางอยู่บนพื้นดินโดยตรง ไม่มีเสาเข็มรองรับ ให้ตรวจสอบว่าดินใต้ฐานรากถูกน้ำเซาะออกไปหรือไม่ซึ่งจะเห็นฐานรากลอยจากพื้นเป็นอันตรายเพราะอาจทำให้ฐานรากทรุดตัวตามมา
7.ข้อต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของโครงสร้าง เช่น ข้อต่อระหว่างคานกับเสา ให้ตรวจสอบว่ามีการแตกร้าว หลุดหรือแยกออกจากกันหรือไม่ หากพบการหลุดของข้อต่ออาจทำให้โครงสร้างพังถล่มตามมาได้


ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง

10 ตุลาคม 2562 – 12:55 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เปิดอ่าน 8,091 ครั้ง

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ได้คิว “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออก ‘แอ็กชั่น’ ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ หลังซุ่มเงียบเก็บข้อมูลเกือบสองสัปดาห์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘บทบาทกองทัพในการดูแลความมั่นคงภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน’ ที่ห้องประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก

เวทีนี้ถูกกำหนดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลัง “บิ๊กแดง” ได้รับรายงานจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในเวทีสัมมนาหัวข้อ ‘พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่’ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการฝ่ายค้านเพื่อประชาชนสัญจรภาคใต้ โดยมีหลักฐานเป็นวิดีโอความยาวกว่า 2 ชั่วโมง และเนื้อหาการเสวนาถูกถอดเทปแบบคำต่อคำ

กลายเป็นที่มาเรื่องการแจ้งความดำเนินคดีกับ 12 แกนนำฝ่ายค้าน และนักวิชาการ ทำความผิดมาตรา 116 ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พล.ท.ภารดร พัฒนถาบุตร  อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นางชลิตา บัณทุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์

และนายสมพงษ์ สระกวี  นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายมุข สุไลมาน  นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นายรักชาติ สุวรรณ นายอสมา มังกรชัย  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา  หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ปฏิกิริยาตอบกลับของพรรคฝ่ายค้านผลัดกันดาหน้าออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) บิดเบือนกฎหมาย พร้อมทั้งแจ้งความกลับ  พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4  และพล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 

บ้างจะใช้อำนาจกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษชน ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นประธาน เรียก ‘พล.ต.บุรินทร์’ มาชี้แจงหรือขู่จะปฏิรูป ‘กอ.รมน.’ เสียใหม่  ตามข้อเสนอของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. หรือแม้แต่การนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

ใจจริงแล้วการจัดเวทีดังกล่าว “บิ๊กแดง” ตั้งใจโฟกัสเฉพาะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องมา ‘อีนุงตุงนัง’ ทันทีเกิดกรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษายิงตัวเองขณะพิจารณาคดี ที่ จ.ยะลา หลังเชื่อว่าถูกแทรกแซงคำตัดสินก่อนจะเผยแพร่เอกสารแถลงการณ์ 25 หน้า

เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเพื่อห้ามกระทำการตรวจร่างคำพิพากษาก่อนอ่านให้คู่ความฟัง ทั้งห้ามกระทำใดๆ อันมีผลเป็นการแทรกแซงผลคำพิพากษาและให้สภานิติบัญญัติและนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ความเป็นธรรมทางการเงินแก่ผู้พิพากษาทั่วประเทศ

แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลา แต่เมื่อเป็นพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงกลายเป็นข้อถกเถียงว่าการยิงตัวเองของผู้พิพากษา จ.ยะลา และการจัดเสวนาของพรรคฝ่ายค้าน จ.ปัตตานี เป็นการจัดฉากเพื่อหวังผลบางอย่างหรือทั้งสองกรณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย เป็นแค่ความบังเอิญ

ตลอดจนถึงการโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ​ของนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2561 จนถูกเจ้าหน้าที่บุกจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ก่อนจะได้รับประกันตัวออกไป

จากเวทีสัมมนาที่ภาคใต้ของพรรคฝ่ายค้านสู่การยิงตัวเองของผู้พิพากษาและการโพสต์เฟซบุ๊กของนักกิจกรรมการเมืองกลายมาเป็นเวทีบรรยายพิเศษของ “บิ๊กแดง” ที่อาจซ่อนคำตอบบางอย่างเอาไว้ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องซับซ้อนที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ ‘โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ’ เอกสารที่อยู่ในมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี