ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์”

10 ตุลาคม 2562 – 10:47 น.
พรรคเพื่อไทย,เจ๊หน่อย,สุดารัตน์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 ต.ค.62

********************

สัปดาห์ที่แล้วมีความชัดเจนจากปากของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เรื่องจะลงสมัครชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ต้นปีหน้า โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ก็มีขาใหญ่เพื่อไทย 2-3 คน ก็ยินดีจะหนุน

ไม่ทันข้ามสัปดาห์พลพรรครัก “คุณหญิงหน่อย” หรือกลุ่ม “กทม.เพื่อไทย” ได้มีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่เพื่อส่งลงเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ทำเอากองเชียร์ออกอาการงุนงง

ชัชชาติ วันประกาศตัวลงสมัครผู้ว่า กทม.

ผู้กองมาร์คหายไปไหน?

การเสนอตัวของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในศึกชิงทำเนียบเสาชิงช้าไม่มีการพูดถึง “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ซึ่งเมื่อกลางเดือนกันยายน 2562 “ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช” หรือ ผู้กองมาร์ค อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวเป็นคุ้งเป็นแคว

ผู้กองมาร์คอ้างว่ากลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมเป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชน ที่จะเสนอ “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่หลังจากนั้นผู้กองมาร์คหยุดความเคลื่อนไหว “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ไปเฉยๆ

ส่องในเฟซบุ๊กผู้กองมาร์ค บทบาทกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมหยุดนิ่งไว้แค่วันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา วันนี้ผู้กองมาร์คไปทำหน้าที่เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาห กรรม สภาผู้แทนราษฎร 

ผู้กองมาร์ค กับชัชชาติ

ผู้กองมาร์ครับงานใครมาจุดพลุข่าว ชัชชาติ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ หรือผู้กองมาร์คทำปืนลั่น โดยชัชชาติยังไม่พร้อมจะเปิดตัว

ที่แน่ๆ ผู้กองมาร์คเป็นเพื่อไทยสายเมืองกรุงที่ไม่ได้ขึ้นต่อบ้านขาใหญ่แห่งวังทองหลาง

อภินิหาร “เด็กหน่อย”

เรื่อง “ชัชชาติ” ลงสนามผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นระเบิดภายในพรรคเพื่อไทย เมื่อ “วิชาญ มีนชัยนันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาค กทม. ได้เรียกประชุมภาค กทม. มีสมาชิกที่เป็นส.ส.และผู้สมัครส.ส. อดีต ส.ก. และผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคในพื้นที่ กทม.เข้าร่วมประชุม เพื่อพูดคุยเรื่องสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

พลันที่มีข่าวนี้ออกไปก็มีข่าวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคยังไม่มีมติใดๆ เกี่ยวกับผู้ว่าฯ กทม. สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวเพื่อไทยแตกยับ

“วัฒนา เมืองสุข” ลุกขึ้นมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า 17 กันยายน 2562 ที่ประชุมภาค กทม. ได้มีมติให้ส่งชัชชาติเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ต่อมา ชัชชาติ ประกาศที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ ที่ประชุมภาค กทม.จึงมีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย

แปลกมาก! ผู้กองมาร์คแถลงข่าว ชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม เมื่อวันที่ 16 กันยายน แสดงว่า ชัชชาติชิงปล่อยข่าวหนีมติพรรคหรือ?

ใครโกหกกันแน่..หรือขาใหญ่คนไหนต้องการสกัดชัชชาติ จึงเล่นเกมนี้

ไม่ใช่หุ่นเชิด

ย้อนไปวันแรกที่มีข่าว “ชัชชาติ” จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย สายตรง “คุณหญิงหน่อย” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายังไม่มีวาระในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพราะปีนี้ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนยันว่า ชัชชาติมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจลงผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนามพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นสิทธิ์ของชัชชาติเอง

สมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ จะเอายังไง

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองแบ่งรับแบ่งสู้กรณีชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรคเพื่อไทย

เวลานั้นเหมือนรู้กันว่าชัชชาติได้ “ไฟเขียว” จากคนแดนไกลให้ลงสนามอิสระ และเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน จู่ๆ กลุ่ม “เด็กหน่อย” ก็เรียกประชุมภาค กทม. ผุดมติกดดันหัวหน้าพรรค

ค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2562 “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พรรคยังไม่เคยมีมติในเรื่องการจะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริงมีแต่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น จึงขอเรียนชี้แจงมาในชั้นต้นจนกว่าจะมีการประชุมหารือของพรรคเสียก่อน

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เสี่ยสมพงษ์จะใช้สื่อโซเชียลเพื่องานการเมือง หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และจำเป็นต้องเบรกเกมของใครบางคน

วงในเพื่อไทยรู้กันมานาน สมพงษ์ไม่สบายใจเรื่องบทบาท “คุณหญิงหน่อย” ที่ทำหน้าที่เกินเลยประธานยุทธศาสตร์พรรคอยู่บ่อยๆ 

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

10 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 350 ครั้ง

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทยบนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

กระดานการเมืองยามนี้คล้ายว่าแรงกระเพื่อมร้อนๆ ที่ฝ่ายค้านพยายามเข็นเกมแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อหวังโละมรดก คสช. รวมทั้งพยายามดึงกระแสข่าวด้านอื่นๆ มาผนวกให้น้ำหนักการเปิดเกมรุกกับรัฐบาลเรือเหล็กลำนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจากสายตาของสังคม

ฝ่ายค้านกำลังปั่นให้ติดลมบน เพราะเกือบสามเดือนมานี้หลายกรณีที่กัปตันเรือเหล็กและคณะตอบคำถามบางข้อไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่เรือเหล็กลำนี้ลงน่านน้ำได้นั้นมาจากอานิสงส์ของกติกาหลักจากแม่น้ำห้าสายที่ คสช. วางโรดแม็พไว้เมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่รวมทั้งผลงานในยามนี้ที่เรือเหล็กลงน่านน้ำนั้นก็มิใช่ว่าจะมีแต้มบวกเท่าใด…

ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นใช้บางจังหวะที่ฝ่ายค้านและแนวร่วมพลาดในบางแง่มุมจัดกลับแม้จะไม่ชี้ไปตรงๆ ว่าเบื้องหลังการถ่ายทำบางประการของขั้วตรงข้ามเรือเหล็กนั้นมีเค้าโครงอย่างไร ปล่อยให้สังคมไตร่ตรองเอาเอง…

ดังนั้นหมากกลบนกระดานการเมืองช่วงนี้ไปแยบยลยิ่งนัก หากฝ่ายใดเผยจุดอ่อนออกมารับรองเลยว่าขั้วตรงข้ามขย้ำเต็มเขี้ยวแน่นอน หากจะไล่จับจุดอ่อนและเงื่อนตายของทั้งสองขั้วการเมืองไทยยามนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะเจาะออกมาในยามนี้และยามหน้า แต่สิ่งที่น่าติดตามคือสองขั้วนี้จะกลบจุดอ่อนของตัวเองและทะลวงไปยังจุดตายขั้วตรงข้ามได้เยี่ยงใด

เริ่มที่ “ขั้วหนุนลุงตู่” อันมีสิบกว่าพรรคมาแตะมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภารกิจแรกในช่วงจากนี้คือเตรียมกำลังพล ส.ส.ให้พร้อมสรรพในการลงมติวาระแรกของร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.21 ล้านล้านบาท โดยทุกฝ่ายรับรู้อยู่ทั่วไปว่าเรือเหล็กของลุงตู่นั้น ”เสียงปริ่มน้ำ” เพียงใด และมีสองทางออกหากว่าร่างกฎหมายฉบับนี้โดนคว่ำในสภาผู้แทนราษฎรคือ “ลาออกหรือยุบสภา” แม้ลุงตู่จะออกมาพูดเมื่อหลายวันก่อนว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านเดือดร้อนทั้งประเทศ….มันก็ไม่ผิดจากความจริงไปนัก แต่ควรรอดูว่าคำพูดของลุงตู่จะออกมาในมุมไหนในช่วงวันที่ 17 ตุลาคมเป็นต้นไป แม้กระแสงูเห่าจะบรรเทาลงในตอนนี้แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่วันจะมีการปัดฝุ่นให้คะแนนเสียงของขั้วตรงข้ามสวิตช์มายังขั้วนี้แบบงงใจ…ว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?

ส่วนการจับจังหวะขับเคลื่อนผลงานของรัฐบาลบางเรื่องได้แต้มบวก และหลายเรื่องยังไม่ไปไหน แต่เมื่อมองลึกไปยังพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลผู้แทนราษฎรบางคนในปีกพลังประชารัฐสะท้อนมาว่า “หลายโครงการรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาไม่มีการอธิบายข้อมูลให้ ส.ส.นำไปชี้แจงกับประชาชน และหลายเรื่องที่หาเสียงไว้แต่ยังไม่ดำเนินการชาวบ้านถามมาแต่ ส.ส.ไม่มีคำตอบให้” เพียงเท่านี้ก็ชี้ให้เห็นเบื้องต้นแล้วว่าเอกภาพในการทำงานของพปชร.เป็นอย่างไร เมื่อบวกกับการแบ่งมุ้งแบ่งก๊วนในพรรคที่สัมผัสได้ง่ายๆ ก็พอจะมองเค้าลางอนาคตของพปชร.ได้ว่ายามอันใกล้นี้จะรุ่งหรือร่วง

และหากเทียบ พปชร.กับสองพรรคร่วมรัฐบาลคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่เร่งเครื่องดันนโยบายพรรคที่ให้คำมั่นกับประชาชนในช่วงหาเสียงไว้พบว่ากำลังผลิดอกออกผล แต่พปชร.ตอนนี้ยังตามหลังหลายก้าว แม้แกนนำ พปชร.จะตอบแบบไม่เต็มคำว่าเราเป็นรัฐบาลผสมต้องบริหารนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าในภาพรวมก็ตาม ก็ฟังแล้วทะแม่งๆ หากย้อนไปดูความเห็นของ ส.ส. พปชร.ในข้างต้นที่เอ่ยไว้ประกอบกัน

ส่วน “การเหยียบตาปลาของครม.ลุงตู่ 2” แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพชัด แต่คนวงในเริ่มสัมผัสรอยปริของ ”ทีมครม.เศรษฐกิจ” ออกมาแล้วว่า อาการไม่ลงรอยกำลังคืบคลานเข้ามา เพราะแต่ละพรรคต่างเน้นเคลื่อนงานของตัวเองแบบต่างคนต่างทำจนภาวะเอกภาพแทบไม่บังเกิด แว่วมาว่าเร็วๆ นี้ เสนาบดีบางคนจ่อขอพบลุงตู่เพื่อสะท้อนความหนักใจในการขับเคลื่อนสี่เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศแล้วว่ามีปัญหาที่ควรยกเครื่องใหม่อย่างไร ?

เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นรางๆ แล้วว่าเรือเหล็กนั้นปัญหาภายในมีมากแค่ไหนและกัปตันลุงตู่จะอดทนรวมทั้งวางกลวิธีจัดการคนการเมืองหลากพรรคที่มาร่วมหัวจมท้ายกันให้บรรลุจุดประสงค์ได้อย่างไรกับเหตุข้างหน้า….

หันมามองไปยัง “ขั้วฝ่ายค้าน” กันบ้างโดยจะพบว่าแกนนำขั้วนี้หวังใจยิ่งว่าการเดินเกมแก้กติกาหลักจะบรรลุผลเพราะมั่นใจว่าหลากวาระที่ส่อแววพิรุธของกัปตันเรือเหล็กและบวกกับพฤติกรรมของเสนาบดีบางรายที่ทยอยโผล่ออกมาเรื่อยๆ นั้น สังคมจะมาเกื้อหนุนและเป็นแรงส่งให้ขั้วฝ่ายค้านได้เดินหน้า

ตอนนี้เกมหลักของขั้วนี้คือกระหน่ำเรื่องรายได้และรายจ่ายของร่างกฎหมายงบประมาณ โดยใช้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ดีนักในวันนี้เป็นหัวเชื้อ และน่าจะทิ้งน้ำหนักไปยังกระทรวงหลัก เช่น กลาโหม คมนาคม คลัง พาณิชย์ มหาดไทย ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณ์ ว่ามีความไม่น่าเชื่อถือเพียงใดว่าจะช่วยชาวบ้านได้จริง

ส่วนวาระอื่นๆ ที่เป็นกระแสข่าวอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงานของ คสช.เมื่อห้าปีที่แล้วจวบจนมีเรือเหล็กในวันนี้ แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะนำมาผสมซัดไปยังลุงตู่และชาวคณะ โดยตอนนี้เห็นแล้วว่ากรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรชุดต่างๆ ที่ขั้วฝ่ายค้านเป็นประธานเริ่มลุยจับผิดสารพันปัญหาที่ผุดขึ้นมา

แม้เกมที่ฝ่ายค้านดำเนินการอยู่ใช่ว่าจะราบเรียบเพราะจังหวะก้าวก็มีสิ่งผิดปกติที่คล้ายว่ามีการวางบทไว้ล่วงหน้ากับบางเหตุการณ์บ้านเมืองในยามนี้ โดยแกนนำฝ่ายค้านบางคนและกองเชียร์เสมือนไปมีส่วนร่วมแบบเถียงลำบาก ตรงนี้ขั้วหนุนลุงตู่พยายามที่จะต้อนเข้ามาให้อยู่ในมุมที่ใช้กฎหมายจัดการ

สิ่งที่น่าติดตามยิ่งคือวันที่ 18 ตุลาคม (ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนการโอนหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) จะพอมองเห็นชะตาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บนถนนการเมืองว่าจะไปต่อได้ไหม…และจะเป็นการชี้วัดเบื้องต้นว่าพรรคสีส้มจะได้ไปต่อหรือไม่? แม้บางฝ่ายจะสื่อความมาว่าหากพรรคสีส้มหายไปจากสารบบอาจมีเหตุรุนแรงบนถนนการเมืองไทยอีกคราวก็ตาม…

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีมากกว่าเขต 5 นครปฐม (รอการวินิจฉัยจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความชัดเจนของเขต 2 กำแพงเพชร, เขต 7  ขอนแก่น, เขต 5 สมุทรปราการ) 4 เขตนี้ฝ่ายค้านและรัฐบาลเคยปักหมุดไว้ฝ่ายละ 2 เขต แต่ตอนนี้มันเห็นภาพชัดแล้วว่าทั้งสองขั้วแบ่งเขตกันส่งผู้สมัคร ส.ส.เพื่อให้แต้มไหลไปยังคนที่มีโอกาสมากสุดของขั้วนั้นๆ ได้ชัยชนะเพื่อเพิ่มยอด ส.ส. แต่ขั้วฝ่ายค้านคล้ายว่าจะมั่นใจว่า 4 เขตนี้ ชาวบ้านจะเทแต้มให้เพราะเป็นเครื่องชี้วัดเบื้องต้นว่าประชาชนไม่วางใจรัฐบาลลุงตู่ และจะเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์หรือไม่ เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลนั้นไล่เลี่ยกันแบบหายใจรดต้นคอ หากฝ่ายใดพลาดเกมในรัฐสภาจากคะแนนเสียงที่จี้กันเช่นนี้นั้น ขั้วใดมีหนึ่ง ส.ส.ก็อาจจะพลิกเกมกันได้แบบลุ้นระทึก

ส่วนการปักหมุดสนามท้องถิ่นที่ราวๆ ปลายไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาสสองของปีหน้าจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ. และผู้ว่าฯ กทม.นั้น อนาคตใหม่หวังว่า 15 จังหวัดที่จะส่งทีมลงแข่งขัน พรรคสีส้มน่าจะปักธงได้ ด้านเพื่อไทยก็เตรียมรุกในภาคอีสานกลางและเหนือที่เป็นฐานเสียงหลักเอาไว้ในมือ โดยน่าจะส่งอดีตผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่งวดนี้ชวดโอกาสเข้ารัฐสภารวมทั้งอดีตนายก อบจ. ในสายพท.ทำหน้าที่ต่อ ส่วนสนามเมืองกรุง น่าจะชัดเจนในเบื้องต้นแล้วว่า อนค.คงเว้นวรรคสนามนี้เพื่อเทแต้มให้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ประกาศแล้วว่าลงสมัครแบบอิสระ และตอนนี้มีแววร้าวเล็กๆ แล้ว เมื่อภาค กทม.ของพท. จะเสนอพรรคให้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบรกเกมนี้จนหัวทิ่มหัวตำไปเมื่อวันก่อน เพราะรู้มาหลายวันแล้วว่าชัชชาติในฐานะอดีตหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ   ของ พท.ลงสมัครชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้าไร้สังกัดโดยที่คนแดนไกลอนุมัติไปแล้ว แต่ใครบางคนที่มีบารมีในภาค กทม.ของเพื่อไทยมิยอมรับความจริงด้านนี้และพยายามที่จะล็อบบี้ชัชชาติแต่มิเป็นผล รวมทั้งยังเปิดช่องให้ภาค กทม.กระทุ้งไปยังพรรคว่าควรส่งผู้สมัครประชัน จนคล้ายว่า พท.จะมีศึกในอีกระลอก

เพียงเท่านี้ก็จับความแรงร้อนการเมืองไทยในช่วงนี้ได้อย่างพอควร และรอดูว่ากลเกมของแต่ละฝ่ายที่วางไว้นั้น ฝ่ายใดจะพลาดก่อนกัน…

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง

10 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
3จังหวัดชายแดนภาคใต้,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน,กอรมน
เปิดอ่าน 809 ครั้ง

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง โดย…   ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ชื่อของ กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง

โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้กลไกของ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม รวม 12 คน ที่ร่วมเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ จ.ปัตตานี แล้วมีนักวิชาการไปหลุดข้อเสนอว่าจะแก้ไขมาตรา 1

รัฐธรรมนูญมาตรา 1 อยู่ในบททั่วไป บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” เมื่อมีคนเสนอแก้ แถมพูดบนเวทีที่ปัตตานี ซึ่งมีการพูดเจือสมเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าผู้เสนอต้องการให้ “แบ่งแยกประเทศ” หรืออย่างไร

แม้คนเสนอจะมีคนเดียว เป็นนักวิชาการ แต่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลายคนนั่งอยู่บนเวทีด้วย กลับไม่คัดค้าน ทั้งๆ ที่เคยประกาศมาตลอดว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ว่าด้วย “บททั่วไป” และ “พระมหากษัตริย์” ทำให้ กอ.รมน.มองว่าน่าจะกระทบต่อความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ จึงส่ง พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ เป็นตัวแทนเข้าแจ้งความ

งานนี้เล่นเอาฝ่ายค้านควันออกหู มีการแถลงข่าวโต้ แจ้งความกลับ และประกาศรื้อโครงสร้าง กอ.รมน. ท่ามกลางกระแสสนับสนุนจากนักวิชาการและนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่มีจุดยืนตรงข้ามกองทัพอยู่แล้ว

หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อ “กอ.รมน.” แต่อาจไม่ทราบความเป็นมาอันเนิ่นนาน และบทบาทภารกิจที่ชัดเจน วันนี้ “คมชัดลึก” มีคำตอบมาฝาก

เดิมที กอ.รมน. มีชื่อเต็มว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” มีภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ กฎหมายฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 ให้อำนาจฝ่ายบริหารจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นอกเหนือจาก “ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ที่ใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองเป็นหลัก

โดยในบริบทงานความมั่นคง มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ หรือ กอ.ปค. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน.

ในบริบทงานพัฒนา มีการจัดตั้ง กรป.กลาง หรือ กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ

ทั้ง 2 กองอำนวยการนี้ มีกองทัพบกเป็นแกนหลัก และสานภารกิจต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดย กรป.กลาง เปลี่ยนชื่อเป็น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ. อยู่ในสังกัดกองทัพไทย

ส่วน กอ.รมน. เมื่อแก้ไขปัญหาคอมมิวนิตส์จบ หลังมีคำสั่ง 66/23 (ราวๆ ปี 2523) และยุติปัญหาได้อย่างเด็ดขาด หน่วยงานนี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมา แต่ไม่มีภารกิจหลักให้รับผิดชอบ ยกเว้นภารกิจกว้างๆ ด้านความมั่นคง กระทั่งถูกเสนอกฎหมายยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 เมื่อปี 2543 ทำให้ กอ.รมน.เป็นดั่ง “สุสาน” โดยสมบูรณ์ แม้จะไม่ถูกยุบก็ตาม (แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ยุบทิ้งไปเสีย) โดยฐานบัญชาการอยู่ที่สวนรื่นฤดีจนถึงปัจจุบัน

ยุคต่อมา กอ.รมน.ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ภายใต้ภารกิจงานความมั่นคง อย่างในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็เคยดึง กอ.รมน.ไปใช้งาน โดยมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำ จปร.7 ซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัยทำหน้าที่เป็น รอง ผอ.รมน.

ในปี 2547 ไฟใต้ปะทุขึ้นมาอีกระลอก กองทัพบกมีบทบาทเข้าไปแก้ไขปัญหา จึงหันมาใช้โครงสร้าง กอ.รมน.ในการบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน มีการตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขึ้นที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี รับผิดชอบทั้งงานความมั่นคงและงานพัฒนา (ช่วงนั้นมีการยุบ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)

กระทั่งปี 2551 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตราพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขึ้นมา เพื่อรองรับหน่วยงาน กอ.รมน. (มีกฎหมายรองรับโดยตรงเป็นครั้งแรก) และมอบหมายภารกิจให้แก้ไขปัญหาภาคใต้ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ผ่านโครงสร้าง “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” หรือ ศปป. ซึ่งมี 6 ศูนย์ด้วยกัน เช่น ปัญหาภาคใต้ รับผิดชอบโดย ศปป.5

จะเห็นได้ว่า ชื่อ “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” สะท้อนว่าการทำงานของ กอ.รมน.เน้นการประสานงานและบูรณาการ แต่ก็เน้นงานความมั่นคงเป็นหลักอยู่ดี

ที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัจจุบันบังคับใช้อยู่ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา และอีก 3-4 อำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้ว) นอกจากนั้นยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ จ.สมุทรสาคร จ.ระนอง และเคยใช้ควบคุมการชุมนุมในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยถือเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ แต่เป็น “ยาแรง” ในระดับต่ำกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548)

 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ประกาศใช้เมื่อปี 2551 และไม่เคยถูกแก้ไขในสาระสำคัญมาก่อนเลย กระทั่งปี 2560 มีการปรับแก้ที่เรียกได้ว่า “รื้อใหญ่” พอสมควร โดยการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/2560 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่สาระสำคัญที่มีการแก้ไขไม่ใช่การ “รื้อโครงสร้าง กอ.รมน.” ทว่าเป็นการขยายฐานอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งโดยนัยก็คือกองทัพบก ให้แผ่ลงไปถึงระดับจังหวัดทั่วประเทศมากกว่า

เหตุผลในการแก้ไขกฎหมายมี 3 ข้อใหญ่ๆ คือ ปัจจุบันภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ทั้งภายในและภายนอก, ภัยคุกคามเกิดได้จากทั้งบุคคลและภัยธรรมชาติที่เป็นสาธารณภัย, การติดตามตรวจสอบและประเมินสถานการณ์จึงต้องมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ฉะนั้นจึงให้อำนาจ กอ.รมน.เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์และบูรณาการหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ประเด็นหลักๆ ที่ถูกแก้ไขใหม่ คือการเพิ่มนิยามของคำว่า “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” จากเดิมที่หมายถึงภัยคุกคามทั่วๆ ไป แต่ของใหม่ให้หมายรวมถึง “สาธารณภัย” ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะเกิดด้วย

เมื่อตามไปดูกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะพบว่า ความหมายของคำว่า “สาธารณภัย” นอกจากพวกอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุแล้ว ยังหมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย

โดยกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ แต่กฎหมาย กอ.รมน.ที่แก้ไขใหม่โดย คสช. ได้โอนอำนาจส่วนนี้มาให้ กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพแทน ขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปถึงภัยทางอากาศและวินาศกรรม นอกจากนั้นยังให้อำนาจ กอ.รมน. ทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบให้ตามแผนด้วย ซึ่งประเด็นนี้ในกฎหมายเก่าไม่ได้ระบุเอาไว้

ในส่วนของคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ คณะกรรมการระดับชาติ ได้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี เข้าไปอยู่ในโครงสร้างด้วย

ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายเดิม แม้จะกำหนดให้มี “กอ.รมน.ภาค” แต่ก็ใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณจากกองทัพภาค ซึ่งก็คือทหารเป็นหลัก แต่ในกฎหมายใหม่ที่แก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ได้ดึงเอาฝ่ายอัยการ คือ อธิบดีอัยการภาค และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม มาอยู่ในโครงสร้าง กอ.รมน.ภาค ที่มี “แม่ทัพ” เป็นหัวหน้าในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค” ด้วย

เช่นเดียวกับ กอ.รมน.จังหวัด แม้ “ผอ.รมน.จังหวัด” ยังคงเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เหมือนเดิม แต่กฎหมายเก่าใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองสนับสนุนงาน กอ.รมน. ส่วนกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ได้ดึงเอาผู้แทนทุกส่วนราชการจากทุกกระทรวงในจังหวัดมาร่วมอยู่ในโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เกษตรฯ พาณิชย์ ศึกษาธิการ พลังงาน แรงงาน และสาธารณสุข โดยมีผู้แทนมณฑลทหารบกที่ดูแลพื้นที่จังหวัดนั้นร่วมอยู่ในโครงสร้างด้วย

ทั้ง กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด มีอำนาจจัดทำแผนป้องกันแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านเศรษฐกิจและสังคมของทุกส่วนราชการในจังหวัดที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงภายในจังหวัดทั้งหมด

ภาพรวมของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ในยุคปัจจุบันนี้ อาจสรุปได้อย่างไม่เกินเลยว่า มีการขยายขอบเขตอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งมี “กองทัพบก” เป็นหน่วยนำ ลงไปกำกับแผนงานทุกด้านในการบริหารจัดการประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

แน่นอนว่าการทำภารกิจด้านความมั่นคง เช่น แก้ไขปัญหาชายแดนใต้ แรงงานต่างด้าว รวมไปถึงภารกิจบรรเทาสาธารณภัย อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ที่อุบลราชธานี คงไม่มีใครปฏิเสธบทบาทนี้่ แต่การส่งตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการและนักการเมือง ด้วยเหตุผลเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคงจากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ย่อมทำให้ กอ.รมน.ถูกตั้งคำถาม และถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนอาจทำให้ภารกิจหลักที่ทำอยู่ด้อยค่าลงไปก็เป็นได้

นี่จึงเป็น “ทางสองแพร่ง” อีกครั้งหนึ่งของหน่วยงาน “แมวเก้าชีวิต” หน่วยนี้ ว่าจะยังสามารถฝ่าคลื่นลมทางการเมืองต่อไปได้อีกหรือไม่ !

เดินหน้าฟื้นเอฟทีเอ ไทย-อียู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดินหน้าฟื้นเอฟทีเอ ไทย-อียู

10 ตุลาคม 2562 – 07:35 น.
เอฟทีเอ,อียู
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2562

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังหาข้อสรุปฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งที่ผ่านมาได้เจรจากันไปแล้วกว่า 4 รอบ และหยุดชะงักไปเมื่อปี 2557 หลังเกิดการรัฐประหาร โดยได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วทั้งศึกษาผลวิจัยและผลกระทบ ตลอดจนเปิดเวทีรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการศึกษาเปรียบเทียบความตกลงเอฟทีเอที่อียูได้ลงนามกับประเทศต่างๆ โดยกำหนดเสร็จเดือนพฤศจิกายนก่อนนำเสนอรัฐบาลตัดสินใจ ทั้งนี้อียูเป็นตลาดใหญ่ครอบคลุม 28 ประเทศในทวีปยุโรปที่มีประชากรกว่า 500 ล้านคนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย โดยปี 2561 การค้ามีมูลค่า 47,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.4 ของการค้าไทยกับโลก จึงถือเป็นตลาดสำคัญที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่ง

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ที่ทำงานติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานเกี่ยวข้องกรณีรื้อฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูในรอบใหม่นี้โดยตั้งข้อสังเกตว่า 1.กรณีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดการผูกขาดในภาคการเกษตรแบบครบวงจรและกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตของชุมชน และเกษตรรายย่อย รวมทั้งในด้านระบบสุขภาพ อาทิ ผลกระทบต่อการเข้าถึงยาในราคาไม่แพงและยังมีการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ดังนั้นต้องตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว 2.กรณีการอ้างความจำเป็นเร่งเจรจาเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) แต่ก็มีสินค้าบางรายการของไทยถูกตัดสิทธิไปแล้วแต่การส่งออกไม่ได้ลดลง ดังนั้นควรทบทวนข้อมูลแท้จริงเพื่อประโยชน์การเจรจา

3.สนับสนุนให้จัดทำการศึกษาผลกระทบของเอฟทีเอด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม Health Impact Assessment (HIA) และ Environmental Health Impact Assessment (EHIA)) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ 4.ต้องมีขั้นตอนการมีส่วนร่วมในทุกระดับและทุกหัวข้อของเนื้อหาการเจรจา รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน 5.ผู้ได้ประโยชน์จากการเจรจาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยจะต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีรายการใหม่ในอัตราที่สมเหตุสมผลและเพียงพอต่อการเยียวยาจริง ทั้งนี้ภาคประชาสังคมและภาควิชาการได้เคยส่งสัญญาณเตือนถึงข้อดีข้อเสียในหัวข้อการเจรจามาตลอด แต่ที่ผ่านมาทางภาครัฐไม่ค่อยสนองตอบต่อข้อเสนอของกลุ่มเอฟทีเอวอทช์เท่าใด ทั้งที่ข้อเสนอเหล่านี้ตั้งบนพื้นฐานประโยชน์ประเทศและคนไทย

การใช้ “เอฟทีเอ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการของยุโรป อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของยุโรปรวมถึงยังช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบจากประเทศอื่นป้อนสู่ภาคการผลิตภายในยุโรปที่มีนวัตกรรมสูงอีกด้วย ในขณะเดียวกันจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มการจ้างงานและกระตุ้นเงินหมุนเวียนในกลุ่มประเทศสมาชิกโดยอียูเป็นตลาดขนาดใหญ่ทำให้มีอำนาจเจรจาสูง เมื่อผนวกกับเงื่อนไขด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การปกป้องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานนอกเหนือจากประเด็นด้านการค้า ดังนั้นการเจรจาเอฟทีเอจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยต้องเตรียมพร้อมและข้อตกลงต้องได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบ ต้องวินวินทุกฝ่าย

p27

ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร

10 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ชิม-ช้อป-ใช้,หุ่นยนต์,ช้างป่า,น้ำตกเหวนรก,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 333 ครั้ง

ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีเรื่องโครงการชิม-ช้อป-ใช้ ของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศปรากฏว่าประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย คำถามคือโครงการนี้ทำเพื่อใคร? และสมควรจะทำต่อหรือไม่เพราะเงินพันบาทไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนจนแต่ทำไปเพื่อสนองนโยบายหรือโครงการประชานิยมของรัฐบาลมากกว่า

อยากจะยกตัวอย่างจาก ‘นิด้าโพล’ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นว่าโครงการ ‘ชิม-ช้อป-ใช้ ถูกใจหรือไม่? ผลปรากฏว่ากว่าครึ่งคือ 58.37% ระบุว่าไม่ได้ไปลงทะเบียนเพราะขั้นตอนยุ่งยากมากและบ้างก็ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีแต่อยากให้ปรับปรุงให้ดีกว่านี้

มีอีกจำนวนหนึ่งอยากให้ยกเลิกโครงการไปเลยแล้วเอาเงินที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนี้ไปใช้อย่างอื่นเพราะแจกคนละพันรวมแล้วเป็นหมื่นล้าน

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนให้เลิกโครงการนี้เสียเลยเพราะวุ่นไม่รู้จบและหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

ประเทศไทยของเรามักมีอะไรๆ ที่พิสดารเช่นนี้แหละ!
อ๊อด เทอร์โบ


 สงสารช้างเขาใหญ่
 ระวัง! อย่าให้เกิดขึ้นอีก

ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดเรื่องช้างพลัดตกหน้าผาที่น้ำตกเหวนรก เขาใหญ่ ซึ่งตกไปถึง 6 ตัว ล้วนแต่เป็นช้างป่าที่ลักษณะดี มีรอดชีวิตไปเป็นช้างป่าแม่ลูก 2 ตัวเท่านั้นเอง ด้วยความที่เป็นคนรักช้าง ดิฉันถึงกับน้ำตาไหลด้วยความสงสารและอยากให้ช่วยกันระมัดระวังป้องกันอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะอุบัติเหตุสุดวิสัยย่อมเกิดขึ้นได้แต่เราก็ระวังได้เช่นกันและอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องน้อยนิดเพราะต่อไปอาจเกิดขึ้นอีกได้
จึงเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาในฐานะที่พวกเราคนรักช้างโดยเฉพาะช้างป่าที่เขาใหญ่นี่มีมากกว่าที่อื่นอย่าให้เกิดเรื่องเศร้าเช่นนี้อีกเลย
รัตนาพร (สระบุรี)

เรียนคุณ ‘รัตนาพร’ สระบุรี
ผมเองก็เป็นคนรักช้างเช่นกันและเห็นว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่โบราณกาลแล้ว และพอได้ทราบข่าวเรื่องช้างป่าเขาใหญ่ตายถึง 6 ตัวที่น้ำตกเหวนรกแล้วเศร้าใจมาก

จึงเห็นด้วยที่จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีกเพราะช่วงฤดูนี้น้ำแรงมาก ช้างป่าที่คึกคะนองอาจตกเหว-ตกน้ำป่าตายได้ และขอให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันดูแลให้ดี ช้างป่านั้นมักจะสร้างปัญหาบ่อยๆ เช่นการออกมาทำลายไร่สวนชาวบ้านแถวหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ หรืออื่นๆ ก็ขอให้ใช้วิธีการแบบเมตตาธรรม

กรณีที่เขาใหญ่เป็นบทเรียนราคาแพงเพราะช้างป่าตายทีเดียว 6 ตัว เสียดายและสงสารจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘หุ่นยนต์’ เข้ามามีบทบาท
 โตเกียวโอลิมปิก 2020
(ผ่านไปยังผู้ชมทุกท่าน)

ผมเพิ่งไปญี่ปุ่นดินแดนยอดฮิตของคนไทยมา เพราะกินอยู่ง่าย ไปมาสะดวกและที่สำคัญไม่ต้องทำวีซ่าให้ปวดหัวเหมือนไปยุโรป-อเมริกา หรืออีกหลายประเทศ ปีหน้า ค.ศ.2020 ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก 2020 ซึ่งแน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศไฮเทค จะต้องเตรียมตัวจัดให้ยิ่งใหญ่มโหฬารไม่น้อยหน้าประเทศที่ผ่านมาในอดีตและระยะหลังนี้โอลิมปิกตกต่ำลดความดังลงไปมาก

ญี่ปุ่นนอกจากจะใช้กำลังคนแล้วยังใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ซึ่งต่อไปหุ่นยนต์เราจะเห็นได้คุ้นหน้าคุ้นตาครับ หุ่นยนต์ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาวและแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้วและเจ้าหุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้

ยังมีหุ่นยนต์มาสคอตที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้

หุ่นยนต์ภาคสนามเป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางและยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีก

ผมว่าน่าจะมอบ ‘เหรียญทองโอลิมปิก’ ให้หุ่นยนต์เป็นพิเศษเลยดีไหมครับ_ฮีโร่โอลิมปิก 2020
ศักดา (เยาวราช)


เลื่อนและรื้อรถไฟความเร็วสูงเวทีสภาที่3จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392617?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลื่อนและรื้อรถไฟความเร็วสูงเวทีสภาที่3จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย

9 ตุลาคม 2562 – 13:30 น.
ประภัสร์ จงสงวน,การรถไฟแห่งประเทศไทย,วันมูหะมัดนอร์,ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล,คลัง,โครงการรถไฟความเร็วสูง
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

เลื่อน และ รื้อ “รถไฟความเร็วสูง” เวทีสภาที่3 จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย “ค่าโง่” โดย… ขนิษฐา เทพจร 

คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสภาที่ 3 จัดเสวนาโต๊ะกลม บัญญัติกลโกง 10 ประการ ลำดับที่ 1 ประเด็นความไม่ชอบมาพากล ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ และ สนามบินอู่ตะเภา และโครงการอีอีซี ของกระทรวงคมนาคม

ซึ่งสภาที่ 3 ฐานะสภาของประชาชน ที่คอยถ่วงดุล สภาผู้แทนราษฎร ฐานะสภาที่ 1 และวุฒิสภา ฐานะสภาที่ 2 จับจ้องโครงการนี้มาตั้งแต่การเขียนทีโออาร์ และรายละเอียดจนถึงกำหนดการที่ “กระทรวงคมนาคม” เตรียมลงนามสัญญาจ้างกับ “กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งและพันธมิตร” ภายในเดือนตุลาคมนี้

โดย “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานญาติพฤษภา เกริ่นหัวเรื่องนี้ก่อนเวทีเสวนาจะเริ่มคือ เป็นกระบวนการที่ขอเรียกว่ากลโกง แทนคำว่า มีเจตนาทุจริต ซึ่งปมเหตุที่จั่วหัวนั้น ไม่หวั่นที่รัฐบาลจะฟ้องร้อง เพราะเป้าหมายต้องการให้เกิดการฟ้องร้อง เพื่อสร้างพื้นที่แสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานให้สาธารณะได้เห็น นอกจากนั้นยังฝากให้สังคมจับตาการพัฒนาพื้นที่ย่านมักกะสัน จำนวน 140 ไร่ ที่หากเกิดการพัฒนาแล้ว จะสร้างรายได้สูงถึงหลายแสนล้านบาท

เริ่มต้นเวที ด้วยมุมมองของ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง” ที่ตั้งต้นด้วยการจับโกหกของรัฐบาล ว่าด้วยการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งทางรางของภูมิภาค ที่เมื่อพิจารณาปัจจัยสำคัญ อาทิ ขนาดของรางรถไฟ จากประเทศกัมพูชา, เมียนมาร์ ที่มีขนาดไม่เท่ากับของประเทศไทย จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ อีกทั้งเส้นทางขนส่งทางรางที่จะเชื่อมต่อไม่อยู่ในเส้นทางของ “โครงการรถไฟความเร็วสูง” ที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ

นอกจากนั้น “ธีระชัย” ยังตั้งข้อสังเกตในอีกหลายประเด็นด้วยว่า รฟท.จะไม่ได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพราะมีรายได้จากส่วนแบ่งของการเดินรถไฟความเร็วสูง ส่วนเอกชนนอกจากจะได้รับรายได้จากโครงการแล้ว ยังมีของแถมคือ การพัฒนาพื้นที่มักกะสัน จำนวน 140 ไร่ ที่เอกชนสามารถทำธุรกิจได้ทันทีระหว่างรอการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่เป็นเงื่อนไขที่รัฐจะได้รับค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งเชื่อว่าการก่อสร้างจะล่าช้า เพราะมีปัจจัยชะลอ คือ การส่งมอบที่ดินเพื่อใช้ก่อสร้าง ที่ต้องทำเรื่องเวนคืนที่ดิน ต้องออกกฎหมาย, การรื้อระบบสาธารณูปโภค รวมถึงท่อส่งน้ำมัน ที่ใช้เวลาประมาณ 12 เดือน, รื้อท่อระบายน้ำ, สายไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงการขุดคลองในพื้นที่แนวก่อสร้างกว่า 17 เมตร พื้นที่รอยต่อพญาไท ไปบางซื่อในจุดหักเลี้ยว

“ที่ดินมักกะสันเขาประเคนให้ผู้ชนะประมูล ด้วยการจ่ายเงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี สัญญา 50 ปี รวมมูลค่า 50,000 ล้านบาท โดยมีราคาประเมินที่ดินประมาณตารางวาละ 2-3 แสนบาท อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศรินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นองค์กรที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขึ้นทะเบียนวิชาชีพ ดังนั้นผมมองว่า หากมีการออกกฎหมายเวนคืนที่ดิน เพื่อให้เอกชนใช้ที่ดินเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ”

หลังจากตั้งข้อสังเกตและยกตัวอย่าง “ธีระชัย” ตั้งคำถามกับสังคมด้วยว่า เชื่อหรือว่าการส่งมอบพื้นที่จะทำได้ทันตามเวลาที่กำหนด ?

พร้อมให้ความเห็นส่วนตัวด้วยว่า หากวันที่ 15 ตุลาคม รฟท.เดินหน้าลงนามกับกลุ่มซีพีจะมีความเสี่ยงที่ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ฐานะประธานบอร์ดอีอีซี อาจถูกพิพากษาคดี เช่นเดียวกับ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย

“เหตุที่ต้องเร่งรัดลงนาม มีคนอ้างว่า นายกฯ ในฐานะประธานบอร์ดอีอีซีอนุมัติ และเชื่อว่าหากลงนามกับเอกชนแล้วจะปลอดภัย แต่ผมเห็นต่าง เพราะขณะนี้ปัญหาเกิดขึ้นมาก เนื่องจากในแผนการทำโครงการ ยังไม่พบการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กทม., การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อกำหนดแผนการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ที่ควรกำหนดปฏิทินและขอบเขต รวมถึงงบประมาณที่จะใช้ ดังนั้นหากไม่มีปฏิทินที่ชัดเจนก่อนลงนามสัญญากับเอกชนได้ และเร่งรัดจนผิดวิสัย อาจมีความเสี่ยงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือ เลื่อนการลงนามสัญญากับเอกชน ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า กลุ่มซีพี จะล้มการลงนาม และให้กลุ่มบริษัทที่สองเข้ารับงานแทน มองว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง”

ขณะที่ความเห็นจากตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ” ในฐานะผู้มีส่วนร่วมผลักดันการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษากรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน และโครงการอีอีซี ในสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการเสนอญัตติ แต่ผลการผลักดันรอบนั้นล้มเหลว เนื่องจากเสียงข้างมากของสภาโหวตล้มญัตติ

“โครงการนี้ไม่โปร่งใส ตั้งแต่เริ่มต้นคิด รวมถึงทีโออาร์ ซึ่งสภาเคยเสนอให้พิจารณาใหม่ เพราะเป็นโครงการที่ทำมาก่อนจะมีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ขาดการวิเคราะห์ หรือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดที่สภาต้องศึกษานั้น ไม่ใช่การบอกว่ารัฐบาลห้ามทำ แต่เพื่อให้ทำโครงการอย่างรอบคอบ และประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนเท่านั้น รวมถึงเสนอให้ชะลอการประมูลออกไป 6 เดือนได้หรือไม่ แต่ผลสุดท้ายไม่มีการตั้ง ทั้งที่การอภิปรายในสภามี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล สนับสนุนให้ตั้ง แต่นาทีสุดท้าย แกนนำวิปรัฐบาลระดับสูงสุดบอกกับผมเองว่า ผู้ใหญ่ของผม ระดับรองนายกฯ ของพรรคในซีกรัฐบาลขอให้ไม่ตั้ง เพราะกลัวเซ็นสัญญาไม่ทัน ดังนั้นที่กำหนดจะลงนามสัญญาในเดือนตุลาคมนี้ เชื่อว่าเขาเซ็นสัญญาแน่นอน จากนั้น ส.ส.ฝั่งรัฐบาลที่อภิปรายสนับสนุน กลับพบการลงมติคัดค้าน ซึ่งผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่มีความเป็นอิสระ เพราะผู้ใหญ่นอกสภา ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขอให้ไม่ตั้ง”

กับประเด็นตรวจสอบเรื่องนี้ “วันมูหะมัดนอร์” ย้ำชัดว่า หากรัฐบาลลงนามกับกลุ่มซีพีในโครงการนี้ จะเป็นตัวเร่งให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็วแน่นอน

“ผมขอเตือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าคุณไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น หากคุณลงนามจะเป็นเบอร์หนึ่งที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แม้เสียงรัฐบาลจะมีมากกว่า แต่ประเด็นที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบ คุณต้องรับผิดชอบไปชั่วชีวิต คุณเป็นคนธรรมดาอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง เหมือนกับคนที่ยึดอำนาจรัฐประหาร”

ขณะที่ ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย มีความเห็นสอดคล้องกับการเสวนาก่อนหน้านี้ โดยจับสังเกตผ่านการนำเสนอของสื่อมวลชนของเครือเนชั่น ในรายการชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ ที่นำคำให้สัมภาษณ์ของ “เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)” ที่ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าเป็นโครงการที่ลงทุนสูง หากรัฐทำแล้วจะขาดทุน จึงอยากให้ซีพีดูแล ลงทุนส่วนของสายตะวันออก ส่วนกลุ่มไทยเบฟจะลงทุนสายตะวันตก กรุงเทพ-หัวหิน” คือ คำให้สัมภาษณ์ที่พิสูจน์ว่าการประกวดราคาแบบนานาชาติ ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แม้มีหลายบริษัทซื้อซองประมูล แต่เมื่อยื่นซองประมูลพบเพียง 2 กลุ่มบริษัทเท่านั้น ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีกระบวนการล็อก หรือฮั้ว เหมือนอย่างที่บางฝ่ายกล่าวหา

อย่างไรก็ดี “ประภัสร์” ยังตั้งข้อสังเกตพร้อมเรียกร้องให้ รัฐบาล-กระทรวงคมนาคม เปิดเผยสัญญาที่จะลงนามกับเอกชน ต่อสื่อมวลชน และสาธารณะ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส รวมถึงอย่าปัดความรับผิดชอบที่อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบินที่นำมาผูกเข้ากับโครงการอีอีซีนั้น เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากกฎหมายพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ให้เช่าพื้นที่ระยะยาว 99 ปี ซึ่งกรณีดังกล่าวคือ เค้กชิ้นใหญ่ ที่เขาต้องการเร่งลงนามสัญญา ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์

“เดือนตุลาคมที่เขานัดหมายลงนามสัญญาจ้างกับเอกชน เชื่อว่าเขาจะลงนามแน่นอน เพราะจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์ แต่การเร่งรัดนั้น ผมเชื่อว่าจะทำให้กกระบวนการเสียค่าโง่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ดังนั้นหากเกิดความเสียหาย ฝ่ายนโยบายอย่าโทษหน่วยงาน เพราะการจะดำเนินการใดๆ ต้องผ่านระดับนโยบายมาก่อนทั้งนั้น” ประภัสร์ ระบุ

ส่วนความเห็นของคนการรถไฟฯ “สุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.)” เรียกร้องให้เปิดสัญญาก่อนลงนาม ให้คนการรถไฟตรวจสอบ เพราะจากที่ทราบรายละเอียดเบื้องต้น พบข้อกำหนดห้าม รฟท.เดินรถที่เข้าข่ายการแข่งขัน และอาจมีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นปัญหาต่อการเดินรถไฟปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับโครงการรถไฟความเร็วสูง

ส่วนปัญหาที่ “ประธานสพ.รฟ.” กังวลคือ การเวนคืนที่ดิน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีประชาชนอยู่อาศัยกว่า 8,000 ราย อีกทั้งพื้นที่โครงการยังพบแนวที่ทับซ้อนกับโครงการโฮปเวลล์ด้วย ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้น รฟท.อาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย แม้จะเป็นคำสั่งของฟากรัฐบาล อีกทั้งค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน นอกจากนั้นการพัฒนาพื้นที่มักกะสัน ที่เป็นพื้นที่นอกเขตเศรษฐกิจ โยงเข้ากับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ กลายเป็นคำถามใหญ่จากคนการรถไฟว่า เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบใดกันแน่

ทั้งนี้บทสรุปของเวทีเสวนานี้ ยังเสนอความเห็นให้ล้มการลงนามสัญญาโครงการในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น และจัดการประมูลหรือดำเนินโครงการนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และประเทศไม่เสียประโยชน์

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ

9 ตุลาคม 2562 – 12:10 น.
ร้านเหล้า,โซนนิ่ง,ลันลาเบล
เปิดอ่าน 1,345 ครั้ง

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ

  “ลันลาเบล” กับ “ปาร์ตี้มรณะ” ครองกระแส ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลายสัปดาห์ ตอนนี้แม้กระแสแผ่วลงแต่มีประเด็นสังคมต้องพูดถึงอยู่

  “ลันลาเบล” เป็นพริตตี้สายเอ็นเตอร์เทน แค่การกินเหล้ากับลูกค้า ในวงการสาย En ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการทำงาน

 “ลันลาเบล” มีประสบการณ์รับงานนอกสถานที่มานานจึงรู้ว่าควรรับมือกับลูกค้าแต่ละประเภทอย่างไร แต่ปาร์ตี้ที่บ้านย่านบางบัวทอง เธอพลาดท่าถูกท้าชนเหล้าชนิด 10 รุม 1 แบบช็อตต่อช็อตจนร่วงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด  หมอนิติเวชที่โรงพยาบาลระบุสาเหตุว่า “ดื่มสุราเยอะ” แต่ชาวบ้านใช้คำว่าถูก “มอมเหล้า”

เมื่อคดีดังมีเรื่องเสพสิ่งมึนเมาเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นสาเหตุของการตาย สังคมจึงเริ่มพูดคุยถึงพิษภัยจากสุราหนาหูขึ้นเรื่อยๆ การประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน จึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะคาดหวังว่าบทเรียนจากการเสียชีวิตของ “ลันลาเบล” จะกระตุ้นให้เห็นความกระตือรือร้นในการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานราชการทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติมากกว่าที่เป็นอยู่

การประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้เป็นการประชุม ครั้งที่ 2/2562 มีหลายประเด็นที่หารือกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจเห็นมีอยู่ 2 ประเด็น คือ มาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา และประเด็นข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถออกประกาศเพิ่มเติมมาตรา 30(6) เอาผิด การส่งเสริมการขายด้วยวิธีแข่งดื่มที่จัดในบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของกรณี “ลันลาเบล” ชนเหล้ากับลูกค้าอย่างหนักจนเสียชีวิต

กระนั้นประเด็นการเอาผิดการส่งเสริมการขายด้วยวิธีแข่งดื่มที่จัดในบ้านนั้น ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายมาตราไหนเอาผิดได้ แต่ดูเหมือนว่าที่ประชุมจะรับไปพิจารณาต่อ ซึ่งก็คงหวังผลไม่ได้เร็วอย่างที่คิด

  นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อธิบายว่า ปกติการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีมาตรา 30(6) เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยสามารถดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้ แต่ในส่วนของร้านค้าที่จัดทำโปรโมชั่น จะเข้าข่ายมาตรา 30(5) สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ซึ่งปัจจุบันการบังคับใช้ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการยังไม่เอื้อในการบังคับใช้ภายในบ้าน ส่วนนี้จะให้อนุร่างฯ ไปพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“การจัดงานภายในบ้านจะเข้าข่ายเรื่องการตลาดหรือไม่นั้นอยู่ที่เจตนารมณ์ โดยกฎหมายระบุห้ามขายห้ามซื้อ หากเชิญชวนมาจัดสังสรรค์ และมีการขายบัตรเพื่อเข้าร่วมงาน ถือว่าเข้าข่ายการส่งเสริมการขาย หากแค่สังสรรค์ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน โดยวิธีการจะต้องดูตามเจตนารมณ์ รวมถึงกรณีสาวเชียร์เบียร์ และเหล้าเดินถือถาดเร่ขายแอลกอฮอล์ ถือว่าเข้าข่ายส่งเสริมการตลาดผิดกฎหมาย”

     *โซนนิ่งร้านเหล้ายาแรงหมดอายุ?
ปัญหาเด็กแว้นและปัญหานักเรียนตีกันเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ไม่มีรัฐบาลยุคไหน เอาอยู่! แม้กระทั่งรัฐบาล คสช.เองก็ไม่ได้รับความยำเกรงจากบรรดาเยาวชนเหล่านี้

ปี 2558 ยังอยู่ในยุครัฐบาล คสช. การก่อเหตุตีกันของนักเรียนอาชีวะเกิดขึ้นถี่มาก เช่นเดียวกันการรวมกลุ่มแข่งขันรถจักรยานยนต์ของบรรดาวัยรุ่นบนท้องถนนได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชาวบ้านจนสุดจะทนไหว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 เรื่อง “มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ”

คำสั่ง คสช.ดังกล่าวดูเหมือนว่ามีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการแข่งรถของเด็กแว้นและนักเรียนนักเลงโดยตรง แต่ในรายละเอียดแล้วได้มีการออกคำสั่งพ่วงเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เชื่อว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการก่อปัญหาของกลุ่มวัยรุ่นเข้าไว้ด้วยในข้อที่ 4 และ 6

คำสั่งข้อ 4 เป็นมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการว่าด้วยการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และห้ามเปิดบริการเกินเวลา ซึ่งเป็นคำสั่งที่เคยมีอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการกำชับให้ทำตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เคร่งครัดมากขึ้น

ส่วนคำสั่งข้อที่ 6 ห้ามมิให้มีสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ถือว่าเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดของรัฐบาล คสช. ที่นอกจากช่วยลดปัญหาการก่อเหตุของนักเรียน นักศึกษาแล้ว ยังสามารถป้องกันการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี

มาตรการห้ามขายเหล้าใกล้สถานศึกษาและหอพักตามคำสั่ง คสช. ถือว่าจัดการได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ในระยะ 2 ปีแรก ไม่เพียงร้านเหล้าและสถานบริการที่ตั้งอยู่ในรัศมี 300 เมตร รอบสถานศึกษาเท่านั้นที่ย้ายและปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ร้านเหล้าและสถานบริการที่อยู่ห่างออกไปแต่ยังอยู่ในรัศมีใกล้เคียงสถานศึกษาอีกหลายแห่งก็ต้องหลบไป เพราะไม่อยากเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่า “ใกล้สถานศึกษา” นั้น มีระยะทางเท่าใด เพียงแต่ให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานเป็นผู้ชี้ขาด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการโซนนิ่งร้านเหล้ารอบสถานศึกษาจะประสบความสำเร็จด้านการลดลงของสถานประกอบการ ซึ่งจากการสำรวจของ ผศ.ศรีรัช ลอยสมุทร อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่าลดลงถึงร้อยละ 20-50 ในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันร้านเหล้ายังย้ายออกไปไกลสถานศึกษามากขึ้นในทุกพื้นที่ที่เฉลี่ยย้ายออกไปไกล 1 กิโลเมตร แต่ยังคงมีร้านในรัศมี 300 เมตรอยู่ในบางพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 31 และพบว่าการบังคับใช้กฎหมายในด้านการควบคุมแหล่งจําหน่ายในคําสั่งห้ามตั้งร้าน/ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใต้หรือใกล้หอพัก ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง โดยพบว่าในหลายพื้นที่ร้านเหล้าตั้งอยู่บริเวณหอพัก

ขณะที่ พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า กทม.มีเขตโซนนิ่งห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา จำนวน 1,026 โซน จากข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจสถานบริการตั้งแต่ปี 2558-2562 จำนวน 1,261 แห่ง พบว่ามีสถานบริการที่ทำผิด 6 แห่ง โดยได้สั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี ส่วนการตรวจสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ พบว่ามีความผิด และได้มีการสั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 56 แห่ง รวมเป็น 62 แห่ง

รองปลัดกทม.ระบุว่า  จากการดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 กทม.ได้สำรวจสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา 15 แห่ง พบว่ามีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559-2561 จาก 341 ร้าน เป็น 223 ร้าน

จากผลการสำรวจดังกล่าวแม้ว่าการจัดโซนนิ่งร้านเหล้าใกล้สถานศึกษาและหอพักตาม ม.44 ของคสช. จะเห็นผลด้านจำนวนร้านที่ลดลง แต่จะเห็นว่ายังมีร้านเหล้าที่เปิดบริการใกล้สถานศึกษาในโซนนิ่ง และรัศมี 300 เมตรอยู่อีกจำนวนมาก

ที่เป็นเช่นนี้เพราะช่องโหว่ของกฎหมายที่เกิดจาก หนังสือซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติตามคําสั่ง คสช. 22/2558 ที่ระบุว่า ร้านเดิมที่ได้รับใบอนุญาตยังสามารถขายต่อได้ แต่ห้ามให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ ทําให้ร้านเหล้าเดิมที่ยังอยู่ในรัศมี 300 เมตร ก็ยังสามารถอยู่ต่อได้ และเป็นสาเหตุทำให้มาตรการสกัดนักดื่มหน้าใหม่ (นักเรียน นักศึกษา) ไม่ประสบความสำเร็จ

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมที่มีองค์ประกอบจากการดื่มสุราในเด็กและเยาวชนยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีเหตุการณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยย่านพระราม 7 ถูกนักเรียนอาชีวะนับสิบคนรุมทำร้ายใช้มีดแทงจนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มูลเหตุสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนั้น ตำรวจสอบสวนพบว่าเด็กอาชีวะที่ก่อเหตุมีทั้งปี 1 ถึงปี 3  กินเหล้าเมากันมาทุกคน ที่สำคัญร้านเหล้าที่นั่งกินก็อยู่ในเขตโซนนิ่งสถานศึกษา ทำให้เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา พร้อมด้วย เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยและนักศึกษาจากสถาบันในกรุงเทพฯ ต้องเข้าพบ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. จี้ให้จัดการกับสถานบริการและร้านเหล้าในพื้นที่โซนนิ่งทั่ว กทม.อย่างเด็ดขาด หลังจากถูกปล่อยปละละเลยมานาน

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392550?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี

9 ตุลาคม 2562 – 11:55 น.
พลังประชารัฐ,พรรคการเมือง,สส
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

หลายวันที่ผ่านมากับหลากเรื่องราวในสังคม จะพบว่าบางความเห็นของผู้แทนราษฎรที่สะท้อนออกมากับกระแสข่าวนั้น “บางคนก็เวิร์ก แต่หลายคนกลับหลุดวาทะสร้างความชังให้บังเกิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆ”

และคล้ายว่าใครคนนั้นยังเมามันในอารมณ์จนถึงขีดสุดเมื่อได้แสดงอาการตอกกลับขั้วตรงข้ามแบบใส่เกียร์ห้าหน้าเดิน จนเสพติดความสะใจด้านความรุนแรงที่แสดงออกไปในหลากวาระ

พื้นที่ส่วนตัวบนโลกออนไลน์ที่บางคนสะท้อนแนวคิดชังขั้วตรงข้ามออกมาแบบไม่มีเม้มนั้น คล้ายว่าเจ้าของพื้นที่จะสมอารมณ์หมายเสียด้วยซ้ำกับสิ่งที่แสดงออกไป และยินดียิ่งนักหากมีใครนำมากระจายต่อในสังคมไร้พรมแดนแบบแชร์ไปเรื่อยๆ แม้จะโดนก่นด่าก็ตาม

…แต่คล้ายว่าเจ้าของโพสต์จะยักไหล่…แล้วรำพึงว่า “แล้วไง ใครแคร์?”

ยามนี้กับแทบทุกกรณีที่คนการเมืองสองขั้วออกมาเปิดศึกสงครามน้ำลาย หลายเรื่องไร้สาระที่ควรติดตาม และยังสร้างรอยหมางบนพื้นที่กระดานข่าวสารให้สังคมรับรู้ จนการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในสังคมออนไลน์ชัดขึ้นและแรงขึ้นทุกวี่วัน

แน่นอนว่าคำพูดหรือความเห็นใดๆ ผู้ที่แสดงและสื่อออกมาย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ ตามตัวบทกฎหมายในผลที่ตัวเองกระทำลงไป หากไปกระทบสิทธิของคนอื่นๆ

ภาวะแบบนี้ถูกส่งออกมาจาก ส.ส.และทีมกระบอกเสียง รวมทั้งบุคลากรในขั้วรัฐบาลและขั้วฝ่ายค้านที่คำนึงเพียงความสะใจและหวังตอกขั้วตรงข้ามแบบดื้อๆ ทื่อๆ และยังแถมเปิดหน้าท้าทายกันชนิดที่เรียกว่า เย้ยฟ้าท้าดิน

เห็นแล้วก็อ่อนใจกับบรรดาคนการเมืองเหล่านี้ที่แทบไม่ติดตั้งสติในระบบความคิดทางปัญญาเลย

แต่ที่น่าอ่อนใจคือ วาทะชังของอีกขั้วที่ไปกระตุ้นกองเชียร์ให้แสดงออกด้วยความยินดีในสิ่งที่สื่อออกมาจนคล้ายว่าจะนิยมการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น

…เอาเข้าจริงแล้วหากมองไปลึกๆ จะพบว่า 7 พรรคต้านลุงตู่ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและเสนอแนวทางของตัวเองให้สังคมแเละขั้วตรงข้ามนำไปพินิจ หากมองว่ารัฐบาลดำเนินการแบบผิดฝาผิดตัว แต่หลายจังหวะขั้วฝ่ายค้านโหนกระแสเกินควร คอลัมน์นี้หวังเตือนใจคนฝ่ายค้านว่าการแสดงความเห็นและตำหนิติเตียนลุงตู่นั้น อย่าลืมอดีตที่ผ่านมาของบางคนในบางพรรคด้วยว่าเคยทำอะไรไว้ ไม่ใช่ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ส่วนผู้แทนราษฎรและทีมกระบอกเสียงบางคนในขั้วหนุนเรือเหล็ก…ขอเน้นไปยังพรรคหลักของขั้วเรือเหล็กคือพปชร. คล้ายจะดำเนินการแบบเฮทสปีช เพราะการตอบโต้ขั้วตรงข้ามแบบปะ-ฉะ-ดะในทุกกรณี จนสังคมระอาใจ แต่แว่วว่าระดับบิ๊กในพรรคนี้ชอบใจที่มีใครบางคนอาสาทำหน้าที่หน่วยกล้าตายออกไปบอมบ์ขั้วตรงข้าม แต่มิได้มองภาพรวมของพรรคเลยว่า บวกหรือลบ สิ่งใดมีมากกว่ากันแน่ ?

บทสรุปที่ออกมาคือแต้มเทน้ำหมดสำหรับหลายกรณีของขั้วหนุนลุงตู่

หากคนการเมืองทั้งสองขั้วเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์และประหยัดคำพูดที่ชวนให้เกิดแรงปะทะกันลงไปได้บ้าง…จะเกิดผลดีมิใช่น้อย แม้มันจะไม่เป็นข่าวฮอตตูมตาม แต่ในภาพรวมก็ย่อมดีกว่าการแสดงออกที่เสมือนราดน้ำมันบนกองไฟทำให้สังคมแตกแยกขึ้น

สติคือเครื่องเจริญปัญญา สติจะสร้างวาทกรรมการเมือง คนการเมืองวันนี้จะสร้างประเทศให้ดีขึ้นได้ หากหยุดและประหยัดวาทกรรมที่สร้างรอยแยกได้ก็จะนับเป็นความดีข้อหนึ่งของคนการเมืองวันนี้…สาธุ

เจ้าภาพบอลโลก 2034 ต้องทำประชาพิจารณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าภาพบอลโลก 2034 ต้องทำประชาพิจารณ์

9 ตุลาคม 2562 – 08:54 น.
บอลโลก,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พิพัฒน์ รัชกิจประการ
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเกาะประเด็นเรื่องไทยจะเป็นเจ้าภาพบอลโลก ค.ศ.2034 ร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกทีเพราะอย่าเห็นว่าอีกนาน แต่วันเวลารวดเร็วเหมือนติดปีกบินเผลอไม่นานก็ถึงแล้ว

วันก่อนรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ให้สัมภาษณ์ฟันธงว่าการจัดบอลโลกไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตีเท่านั้น-ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

การเป็นเจ้าภาพบอลโลกนั้นต้องใช้เงินมหาศาลเป็นหมื่นๆ ล้านบาทจะต้องเจรจากับประเทศที่จะร่วมจัดว่าจะเอาไงดีเพราะเงินทองของบาดใจไม่เข้าใครออกใคร

ขอเรียนให้ทราบว่าฟุตบอลโลก 2034 นั้นจะเพิ่มทีมเข้ารอบสุดท้ายเป็น 48 ทีมและต้องเตรียมพร้อมเรื่องสนามซึ่งถ้าเจ้าภาพร่วมประเทศอย่าง ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย จะต้องมีประเทศละ 4 สนาม และสนามซ้อม 8 สนาม

นี่ยังไม่รวมอย่างอื่นๆ อีก อย่างเรื่องโรงแรมที่พัก การขนส่ง ความมั่นคงปลอดภัย ฯลฯ อีกหลายอย่าง

สรุปว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีกีฬาถึงไม่อยากให้ทำประชาพิจารณ์เพราะขืนสวนกระแสเป็นได้หน้าแหกแน่ ประเทศไทยของเรายังจนต้องใช้เงินพัฒนาประเทศอีกมากมายขืนเอาไปใช้จัดบอลโลกแบบประเทศร่ำรวยมีเงินทองเหลือเฟือ

อะไรจะเกิดขึ้นคงไม่ต้องบอก
อ๊อด เทอร์โบ


 โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร
 ต้องพบแพทย์ดูแลรักษาด่วน

ระยะนี้มีข่าวคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้าเยอะเหลือเกินครับ หรือบางคนจิตใจไม่ค่อยดีก็เหมาไปเลยว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็มี ซึ่งเพราะใครๆ ก็เป็นได้

ผมจึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งอาการที่ท่านทั้งหลายอาจเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งค้นคว้ามาจากไลน์ของ รพ.รามาธิบดี น่าสนใจมากจึงขอสรุปมาให้ทราบว่า

อาการที่เป็นโรคซึมเศร้า ได้แก่ มีอารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิดเกือบทั้งวัน มีความรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าและเบื่อหน่ายสิ่งที่เคยมีความสุข มีความจำและสมาธิน้อยลง รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงและทำสิ่งต่างๆ ได้ช้าลง นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ที่สำคัญคือไม่อยากมีชีวิตอยู่

ขอบอกว่าถ้าตัวเองมีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าต้องรีบพบหมอจะได้รักษาได้ทัน  ผมอาจจะใช้ภาษาแบบธรรมดาๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและขอให้ท่านสังเกตตัวเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่?
วิเชียร (ราชเทวี)

เรียนคุณ ‘วิเชียร’ ราชเทวี
คณากร เพียรชนะ จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับเพราะโรคซึมเศร้านี่เป็นโรคยอดฮิตที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจการทำมาหากินฝืดเคืองเช่นนี้ ซึ่งใครที่มีอาการเบื้องต้นตามที่บอกมานี่ควรรีบไปพบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

ผมมีเพื่อนเป็นหมอด้านจิตแพทย์บอกว่าโรคซึมเศร้านี่เป็นกันมากในหมู่คนสูงวัยหรือคนมีอาการเครียดรุมเร้าตัดสินปัญหาชีวิตไม่ได้หรือคนรอบข้างไม่เข้าใจ เรื่องนี้เราต้องช่วยกันนะครับเพราะโลกทุกวันนี้บางคนถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยวตามลำพังจนเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าไปเลยก็มีไม่ใช่น้อย

ขอให้ช่วยเป็นกำลังใจให้กันและกัน ไม่มีใครอยากซึมเศร้าจนเป็นโรคอันตรายเช่นนี้หรอก
อ๊อด เทอร์โบ


 วันหยุดชดเชย
 มีมากเกินไปหรือไม่?
(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นประชาชนคนเดินดินอยากฝากถึงรัฐบาลว่าประเทศไทยของเรามีวันหยุดมากเกินไปหรือเปล่า? ยกเว้นวันสำคัญต่างๆ แล้ว ควรพิจารณาถึงวันหยุดชดเชย อย่างช่วงปีใหม่หยุดติดต่อกัน 5 วัน ซึ่งผมเห็นว่ามากเกินไปและบางคนเล่นฉลาดแกมโกงลาพักหัวท้ายเข้าไปอีกจนหยุดเกือบครึ่งเดือน

มีคนบอกว่าคนไทยตรุษอะไรก็หยุดพักผ่อนไปเที่ยวเฮฮาหมด ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ไทยช่วงสงกรานต์ ตรุษจีน ตรุษฝรั่ง ฯลฯ คนที่เดือดร้อนคือพวกเราที่ต้องไปติดต่องาน ควรพิจารณาเรื่องนี้ได้แล้วหรือรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชนให้มีความสุขโดยไม่ต้องทำงานก็ไม่ว่ากัน!
เทพศักดิ์ (ธนบุรี)


หยุดบ่มเพาะนักพนัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดบ่มเพาะนักพนัน

9 ตุลาคม 2562 – 08:29 น.
หยุดบ่มเพาะนักพนัน
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

หยุดบ่มเพาะนักพนัน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562

ตามการเก็บสถิติของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศึกษาสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี 2562 โดยเก็บข้อมูลประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 77 จังหวัด รวม 44,050 ตัวอย่าง พบว่า ปี 2562 คนไทยเล่นการพนันประมาณ 30.42 ล้านคน หรือ 57% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 5.2% หรือ 1.49 ล้านคน จำนวนนี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 710,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีประมาณ 620,000 คน หรือ 14.43% เมื่อแยกตามช่วงอายุ พบข้อน่ากังวลคือเด็กอายุ 15-18 ปี เล่นการพนัน 733,000 คนหรือ 20.9% เยาวชนอายุ 19-25 ปี เล่นพนัน 3.05 ล้านคน หรือ 46.3% และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเล่นพนัน 3.35 ล้านคนหรือ 42.2% และอายุผู้ที่เริ่มเล่นการพนันครั้งแรกต่ำสุดคือ 7 ขวบ และสูงวัยมากที่สุดคือ 62 ปี

จากชุดข้อมูลดังกล่าวยังพบว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันยอดนิยมอันดับ 1 มีผู้เล่น 22 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1.3 ล้านคนวงเงิน 150,000 ล้านบาท ตามมาด้วยหวยใต้ดิน 17 ล้านคน เพิ่มขึ้น 410,000 คนวงเงิน 153,000 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3 ลำดับเป็นการพนันทั่วๆ ไปคือ ไพ่ ทายผลฟุตบอล ซึ่งมีวงเงินสูงสุดคือ 160,000 ล้านบาท สุดท้ายคือ ไฮโล โปปั่น น้ำเต้าปูปลา นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่รัฐบาลเป็นเจ้ามือนั้นไม่ได้ช่วยให้หวยใต้ดินซึ่งผิดกฎหมายลดลง แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้คนเล่นหวยใต้ดินกันมากขึ้นโดยพบว่า13 ล้านคนเล่นทั้งหมดสลากกินแบ่งและหวยใต้ดิน จำนวนเงินและความถี่ในการซื้อก็เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล

ในความเป็นจริงแล้วอย่าว่าแต่เด็ก เยาวชน และคนแก่ กำลังลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับการพนันในนามสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินเลย แม้แต่พระภิกษุเองก็ยังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันอย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพราะความเชื่อที่ว่าการเสี่ยงโชคด้วยสลากกินแบ่งฯ เป็นของถูกกฎหมาย และรัฐบาลนำเงินรายได้ไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ภาครัฐเองที่ผ่านมาหลายรัฐบาลเล็งเห็นรายได้ก้อนโตจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แสดงออกในลักษณะส่งเสริมให้ประชาชนเข้าร่วมวงการพนันอย่างโจ่งแจ้ง อย่างเช่นนโยบายหวยบนดินเรื่อยมาจนถึงแนวคิดออกสลากปีนักษัตร ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นการมอมเมาอย่างยากจะปฏิเสธ

การเพิ่มจำนวนคนซื้อสลากรัฐบาลและเล่นหวยใต้ดินมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากโลกออนไลน์ในปัจจุบันที่สื่อต่างๆ แข่งขันกันนำเสนอนับตั้งแต่การใบ้หวย ออกข่าว งมงายใบ้เลขเด็ด แข่งขันกันด้านความเร็วในการประกาศรางวัล ถ่ายทอดสดให้ลุ้นกันทุกวินาที ขณะที่รัฐบาลก็เพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เมื่อวงจรการพนันหวยเป็นเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นแนวโน้มที่คนเล่นพนันหวยจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี และปีละจำนวนมากจนน่าตกใจ บางฝ่ายอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา สังคมไหนๆ ก็เล่นเกม หรือสินค้าเสี่ยงโชค ประเทศยังมีบ่อนพนันถูกกฎหมายด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ควรจะอยู่ในวงกำจัด และจำนวนคนเล่นก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นเหมือนการบริโภคสินค้าอื่นทั่วไปซึ่งถือว่าผิดปกติสำหรับสังคมที่ไม่ยอมให้ผีพนันเข้าสิงสู่