โบว์ ชิ่ง กาณฑ์ ชอบรั่ว ห่างขบวนการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โบว์  ชิ่ง กาณฑ์ ชอบรั่ว ห่างขบวนการ

9 ตุลาคม 2562 – 08:11 น.
กลุ่มพลังมด,โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา,แดงฮาร์ดคอร์,กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์,รังสิมันต์ โรม,จ่านิว,นัชชชา กองอุดม
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

คอลัมน์… ท่องยุทธ โดย… ขุนน้ำหมึก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 9 ตุลาคม 2562

ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั้งในและนอกประเทศ เมื่อ “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ถูกจับกุมตัวข้อหาความผิดตาม มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีโพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ

บังเอิญช่วงสุดสัปดาห์ มีงานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 43 ปี ตามหน้าเฟซบุ๊คของ “ซ้ายไทยพเนจร” ผสม “แดงฮาร์ดคอร์” ในต่างแดน เขย่าประเด็นคนสั่งฆ่านักศึกษากันโจ๋งครึ่ม

ก๊วนคนหน้าเดิม
ก่อนหน้าจะถูกจับกุม “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ได้ปิดบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว อันเนื่องจากโพสต์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รัสเซีย และกาณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขาโพสต์ข้อความไป “ด้วยความคะนอง ไร้สติ” และ “ใช้ถ้อยคำรุนแรง”
จริงๆแล้ว “กาณฑ์” เป็นหนึ่งในแกนนำ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ตั้งแต่ปี 2558 แต่ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่ากับ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ,รังสิมันต์ โรม, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา และอานนท์ นำภา
เมื่อมีการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ “โรม” และสมาชิกกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบางคน ได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค และลงสมัคร ส.ส. แต่กาณฑ์ไม่ได้สนใจจะเล่นการเมือง

กาณฑ์ ในบทบาทแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

กาณฑ์หันไปทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว
พลันที่มีข่าวการจับกุมกาณฑ์ บวกจังหวะรำลึก 6 ตุลา เอ็นจีโอสายสิทธิมนุษยชน ก็สวมรอยเขย่าเรื่องกลุ่มขวาจัดไทย

มีความ “รั่ว”

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2562 “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ได้แจกแจงเรื่องความสัมพันธ์ “กาณฑ์” กับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ว่า “กาณฑ์เป็นคนที่โบว์พยายามห่างๆตลอดเวลา (ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่) ถ่ายรูปถ้าเลี่ยงได้ยังไม่ยืนติดเลย คอยเอานิวมาคั่น เพราะโบว์เซ็งในความรั่วของกาณฑ์ อยู่ในศาลก็ต้องคอยดุ แต่น้องก็เด็กมากจนถือสาไม่ลง”
โบว์ต้องการสื่อให้เห็นว่า กาณฑ์ถอยห่างจากขบวนไปแล้ว แต่เธอก็ยืนยันว่า “กาณฑ์ไม่ควรถูกใส่ร้ายในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ..”

โบว์ พลังมด

วันนี้ โบว์ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม “กลุ่มพลังมด” ซึ่งกลุ่มนี้ โบว์ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
มวลชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แปลงร่างเป็น “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” จัดการชุมนุม “ไล่ประยุทธ์” ทุกวันอาทิตย์ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน
 โบว์ก็ทำหน้าใสๆ บอกว่าเป็นการเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่ได้มีใครอยู่เบื้องหลัง

ผู้ลี้ภัยชื่อ “นัชชชา”

ถ้ายังจำกันได้ ปฏิบัติการเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของ “นัชชชา กองอุดม” ได้ชูป้ายประท้วงพร้อมกับชูหน้ากาก “ยุทธนอคคิโอ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร ขณะที่นายกฯประยุทธ์ กำลังกล่าวปาฐกถาในการประชุม Asia Society ที่นิวยอร์ค เมื่อปลายเดือนที่แล้ว
“โบว์” เป็นคนแรกๆ ที่ได้แชร์ต่อผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ก่อนจะกระจายไปตามเฟซบุ๊คคนเสื้อแดงและกองเชียร์พรรคส้มหวาน
“นัชชชา” นักกิจกรรมทางการเมือง มีชื่อเสียงจากการชู 3 นิ้ว ก่อนการฉายหนัง เดอะฮังเกอร์ กลางห้างสยามพารากอน เมื่อปี 2557 ซึ่งหลังวีรกรรมของสาวข้ามเพศที่นิวยอร์ค โบว์ได้โพสต์ว่า นัชชชา เคยตกเป็นจำเลยในคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จ่ายเงินเป็นแสนเพื่อเดินทางมาขึ้นศาล แต่ภายหลัง โบว์ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้ง

“นัชชา” เครือข่ายกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

จริงๆแล้ว หน้ากากยุทธนอคคิโอ เป็นสัญลักษณ์การประท้วงที่เคยถูกใช้โดยกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อปี 2561 แต่โบว์คงไม่อยากให้นัชชชามาโยงกับกลุ่มตัวเอง
นัชชชาเพิ่งได้สถานะผู้ลี้ภัย และกำลังเตรียมตัวศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา โดยนัชชาได้บอกว่า ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังการทำกิจกรรมประท้วงในครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเราเอง
จะอธิบายอย่างไร กรณีของนัชชชา จนถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแปลงร่าง คงยากจะปฏิเสธว่า มิใช่ขบวนการไล่รัฐบาลประยุทธ์

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งแปลงร่างไล่ประยุทธ์

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392382?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5)

9 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ควันดำ,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 362 ครั้ง

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5) คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ระดับมลพิษเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (พีเอ็ม 2.5) ที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องอันตรายจากมลพิษในอากาศมากขึ้น ซึ่ง “ฝุ่นพิษ” ที่ว่านี้เกิดขึ้นทั้งจากแหล่งธรรมชาติ เช่น เกลือทะเล และที่มนุษย์สร้างขึ้นจากไอเสียจากรถยนต์และรถบรรทุก ฉะนั้นเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่มีการจราจรหนาแน่น โรงงานและงานก่อสร้างมากมายจึงมีแนวโน้มที่จะมีอันตรายต่อมลพิษดังกล่าว

ขณะที่รัฐบาลได้สรุปสาเหตุการเกิดสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าเกิดจาก 1.ปัญหาการจราจรการนำรถที่มีสภาพเครื่องยนต์ไม่พร้อมมาใช้งาน ก่อให้เกิดควันดำบนท้องถนน 2.การเผาในที่โล่งในภาคเกษตรกรรม 3.การปล่อยมลพิษทางอากาศของภาคอุตสาหกรรม และ 4.การก่อสร้างและผังเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผบ.ตร. และ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหานี้ โดยมี กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขสมก. รวมทั้งข้าราชการตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

พล.ต.อ.สุวัฒน์ เผยผลสรุปการประชุมว่า การแก้ไขที่ต้องดำเนินการ คือ 1.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะการปล่อยมลพิษควันดำมาใช้บนนท้องถนน 2.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษทางอาการ โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน 3.ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาพืชไร่เผาในที่โล่งในภาคเกษตรกรรมและกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 4.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อประสงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก 5.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนในการสนับสนุน และ 6.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบแนวทางการป้องกันตนเองจากสถานการณ์ฝุ่นมลพิษพีเอ็ม  2.5 โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะการปล่อยมลพิษควันดำมาใช้บนท้องถนน โดยมอบหมายให้ บก.จร.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันจับกุม โดยเพิ่มชุดตรวจจับควันดำจากเดิมมีจำนวน 14 ชุดปฏิบัติการเป็น 20 ชุด ประจำจุดตามแผนจำนวน 15 ชุด ส่วนอีก 5 ชุด เป็นการเคลื่อนจุดต่างๆ

ด้าน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า ได้ยกระดับความเข้มข้นในการดำเนินการให้ทุกมาตรการต้องดำเนินการเร่งด่วน เข้มข้น จริงจังโดยเน้นการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการตรวจค่าควันดำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืน โดยรถที่ตรวจพบควันดำจะเปรียบเทียบปรับทันที 5,000 บาท และพ่นห้ามใช้ สำหรับรายที่ไม่เกินแต่อยู่ในเกณฑ์สูง (30-45%) ซึ่งจะออกใบเตือนเพื่อให้ปรับปรุงสภาพรถไม่ให้เกิดควันดำ

หากประชาชนพบรถบรรทุกควันดำที่ถูกพ่นสีห้ามขับ หรือรถยนต์เล็กที่ถูกปิดสติกเกอร์กรมควบคุมมลพิษ แต่ยังนำมาใช้บนท้องถนนก็สามารถแจ้งสายด่วน บก.จร.1197 ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที ซึ่งผู้ที่แกะหรือทำลายสติกเกอร์จะได้รับโทษทางอาญาด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ได้นำข้อมูลไปบันทึกในระบบเรียบร้อยแล้ว และต้องไปแก้ไขภายใน 30 วัน ที่ศูนย์แก้ไขรถยนต์ควันดำ หรือศูนย์ปรับแต่งรถยนต์ต่างๆ ต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานสถิติการจับกุมรถควันดำในปี 2560 มีจำนวน 188,718 คัน ปี 2561 มีจำนวน 133,733 คัน และระหว่างเดือนมกราคม-กันยายนที่ผ่านมา มีจำนวน 116,040 คัน งานนี้ถ้าไม่อยากสะอื้นโดนจับเสียค่าปรับ อย่าปล่อยให้รถตัวเองควันดำเป็นต้นตอของฝุ่นพิษ..!!

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก

8 ตุลาคม 2562 – 13:27 น.
กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์,แกนนำคนอยากเลือกตั้ง,ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก

หลัง “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ถูกจับกุมตัวข้อหาความผิดตาม มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 จากกรณีโพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ”

หลายคนคงอยากรู้จักเส้นทางของนักกิจกรรมทางการเมืองคนนี้

“กาณฑ์” วัย 25 ปี จบการศึกษาจากวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปี 2558-2561 กาณฑ์เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ร่วมกับสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) , รังสิมันต์ โรม , ณัฏฐา มหัทธนา , อานนท์ นำภา และเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
พักหลังกาณฑ์ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก เขาหันไปทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว

กาณฑ์เคยใช้เฟซบุ๊ก วิจารณ์แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ด้วยถ้อยคำรุนแรง อันเนื่องจากไม่พอใจที่ทางพรรคกีดกันคนรุ่นใหม่ และครั้งหนึ่ง กาณฑ์เคยโพสต์วิจารณ์ “เฌอปรางค์”  ด้วยถ้อยคำหยาบคายที่เข้าไปทำเนียบรัฐบาล
กรณีการโพสต์เฟซบุ๊กครั้งล่าสุด เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างประเทศ เขาได้รับการแจ้งเตือนจาก “ผู้หวังดี” ให้ปิดบัญชีทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย เขาก็ดำเนินการปิดทั้งหมดเมื่อเที่ยงวันที่ 4 ต.ค.2562

ต่อมา กาณฑ์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขาโพสต์ข้อความไป “ด้วยความคะนอง ไร้สติ” และ “ใช้ถ้อยคำรุนแรง” และข้อความเหล่านั้น ได้ทำให้เขา “ถูกล่าแม่มด” ซึ่งไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่โดนคนในโลกโซเชียลด่าทออย่างรุนแรง แต่พ่อ แม่ น้องชายและน้องสาวของเขาก็โดนเปิดเผยตัวตนและถูกด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง

“กาณฑ์ “แกนนำคนอยากเลือกตั้ง

กาณฑ์เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการเมืองมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง จากการเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน และคดีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่หน้ากองทัพบก ในปี 2561
ทั้งสองครั้ง กาณฑ์ขึ้นปราศรัยเป็นผู้ดำเนินรายการ เขาจึงถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้จัดการชุมนุม โดยถูกตั้งข้อกล่าวหายุยุงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และข้อหาข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 กับความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟ3สนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392377?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟ3สนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน

8 ตุลาคม 2562 – 11:30 น.
สนามบิน,ดอนเมือง,สุวรรณภูมิ,อู่ตะเภา,การรถไฟแห่งประเทศไทย,รฟท
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟสามสนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ลุ้นกันว่าวันที่ 15 ตุลาคม 2562 กลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภัณฑ์ จะลงนามในสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามเส้นตายที่อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมวางไว้หรือไม่?

เพราะเสี่ยหนูไล่บี้กลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภันฑ์โฮลดิ้ง และพันธมิตรให้มาลงนามในสัญญานี้หลังชนะประมูลและเด้งเชือกมาระยะหนึ่งเพื่อมิให้เกิดข้อครหา….

ล่าสุดเสี่ยหนูระบุถึงการขันนอตโครงการนี้ว่า “มันมีการสื่อสารว่าผมหักกับกลุ่มซีพี แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเป็นเช่นนั้นเลย ขอให้เข้าใจว่าในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ มันจำเป็นต้องทำงาน หากอยู่เฉยๆ จะจ้างผมทำไม และกลุ่มซีพีเอช ก็ชนะการประมูลมาจะครบปีแล้ว จำเป็นต้องเดินหน้ากันเสียที

ทั้งนี้เมื่อทางเอกชนเสนอราคาต่ำสุดถูกกว่าคู่แข่งประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ก็ต้องยอมรับว่าภาครัฐเองยังตะลึงกับราคานี้และพอใจมาก แน่นอนว่าพร้อมจะช่วยเหลือฝ่ายเอกชนแต่ก็ขอให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้ อีกอย่างคือที่เราทำเพราะว่าเรามองถึงอนาคต เนื่องจากหากเซ็นรับงานไปทำแล้ว รู้ราคาแน่นอน ทางเอกชนจะได้ไปคุยกับซัพพลายเออร์ได้ งานจะได้เดินหน้าเสียที”

และย้อนไปดูสิ่งที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เคยยํ้าข้อมูลคณะกรรมการคัดเลือกที่แจ้งว่ากลุ่มซีพีสามารถทำตามข้อกำหนดหนังสือแนบท้ายสัญญา ดังนั้นน่าจะลงนามในสัญญาได้ “ในแง่การก่อสร้างที่มีปัญหาก็มีข้อกำหนดชัดเจน หากพื้นที่ใดมีปัญหาก็สามารถขยายเวลาในการก่อสร้างออกไปได้”

ดังนั้นโครงการนี้ต้องลุยเพราะวันที่ 30 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 9/2562 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินวงเงิน 2.2 แสนล้านบาท

กพอ.รับทราบ การวางกำหนดการส่งมอบที่ดินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คือ ส่งมอบที่ดิน 72% ภายใน 1 ปี หลังลงนามในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้เอกชนเริ่มก่อสร้างโครงการและเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดการรื้อย้ายท่อก๊าซยาว 12 กม. ยกเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 16 จุด กระทรวงมหาดไทย เร่งรัด ย้ายท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ 4 จุด ย้ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงยาว 14 กม. ยกเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 39 จุด ย้ายท่อประปาขนาดใหญ่ยาว 2 กม. และกระทรวงคมนาคม โดย รฟท. ใช้สิทธิ์เร่งรัดให้ย้ายท่อน้ำมันของบริษัทเอกชน ระยะทาง 44 กม. รวมทั้งเร่งรัด พรฎ. เวนคืนที่ดิน พ.ศ. … ซึ่งจะทำให้การส่งมอบพื้นที่โครงการเป็นไปตามแผนงาน และโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ตามเป้าหมาย

น่าพินิจว่ารัฐบาลลุงตู่ต้องการให้โครงการนี้บรรลุตามไทม์ไลน์เพื่อเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 ให้บรรลุตามหวัง และเสี่ยหนูซึ่งเป็นรองนายกฯ ที่ดูแลกระทรวงหูกวางก็เร่งดันเรื่องนี้ให้ยุติมิให้เกิดข้อพิพาทในวันข้างหน้า และน่ามองว่าทำไมขั้วฝ่ายค้านและบางองค์กรเอกชนที่ต่อสู้เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติกลับนิ่งในเรื่องนี้แบบฉงนใจ?

แต่สิ่งที่น่าชมเชยคือครม.ชุดนี้มิได้โอนอ่อนตามข้อเรียกร้องของเอกชนไปเสียหมดเพราะหากไล่ช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่าปมปัญหาความล่าช้าคือกลุ่มซีพีต้องการให้รฟท.เคลียร์พื้นที่ก่อนส่งมอบให้เสร็จสมบูรณ์ 100% พร้อมแจงเหตุผลเกรงก่อสร้างเสร็จไม่ทันตามสัญญา 5 ปี มีภาระดอกเบี้ยผูกพันจากการส่งมอบพื้นที่แต่ละช่วงแต่ละตอนต้องเริ่มนับหนึ่งในสัญญา เชื่อว่าต้องเกินเวลาทั้งเวนคืน ไล่รื้อ

ขณะที่ รฟท.ยืนยันในฐานะผู้ร่วมลงทุนมองว่าคงไม่สร้างปัญหาลุกลามบานปลายในลักษณะนั้น ถัดมากลุ่มซีพียังตั้งเงื่อนไขคือโยนภาระทุบเสาตอม่อโฮปเวลล์ให้เป็นหน้าที่ของรฟท. กระทั่งอนุทินออกมาประชดจะขอควักเงินส่วนตัว 200 ล้านบาทให้เป็นค่ารื้อถอนซึ่งมองว่าเรื่องแค่นี้ไม่น่าจะนำมาเป็นข้ออ้างเลื่อนลงนาม

ปมลึกที่คนในแวดวง ครม.ลุงตู่ 2 ประเมินไว้คือกลุ่มซีพีต้องการขอให้กระทรวงการคลังคํ้าประกันเงินลงทุนดอกเบี้ยตํ่าวงเงิน 2 แสนล้านบาทจากธนาคารต่างชาติในฐานะพันธมิตรซึ่งข้อนี้ถูกคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินตัดออกเป็นข้อแรกๆ

และทราบจากมุมคิดของผู้รับเหมาที่มองว่าหากกลุ่มซีพีตั้งใจจริงไม่น่าตื่นกลัวล่วงหน้า ทุกโครงการย่อมมีผลกระทบด้านการเวนคืนไล่รื้อแทบทั้งสิ้น แต่ที่น่าจับตาการดัมพ์ราคาตํ่าๆ ไร้เงื่อนไขพิเศษทำให้กลุ่มซีพีตกที่นั่งขาดทุน อีกประเด็นใหญ่ที่เพลี่ยงพลํ้าสะดุดขาตัวเองคือสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน 2.9 แสนล้านบาท ที่เสมือนเป็นขุมทรัพย์ทำกำไรต่อยอดไฮสปีดซึ่งยังลุ้นต่อว่าในที่สุดแล้วศาลปกครองสูงสุดจะพลิกคำพิพากษาจากศาลปกครองกลางหรือไม่

อย่างไรก็ตามวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 จะหมดเวลาการยื่นราคาไฮสปีดที่กลุ่มซีพีเสนอ หากวันที่ 15 ตุลาคม ถูกถ่างเวลาเซ็นสัญญาออกไปนั้น รอดูว่าลุงตู่, เสี่ยหนู, รมต.โอ๋ จะเคาะระฆังและตีธงไปมุมใด เพราะหากล้มประมูลผู้ชนะประมูลต้องจ่ายค่าปรับและโดนขึ้นบัญชีดำห้ามเกี่ยวข้องกับการประมูลโครงการรัฐ หากจะให้ผู้ชนะอันดับที่สองในการยื่นซองรับงานนี้ไปก็อาจโดนผู้ร่วมประมูลรายอื่นฟ้องร้องได้

ตรงนี้มันคือข้อพิสูจน์ความกล้าของลุงตู่และรมต.จากภท.ว่าจะผลักดันให้เมกะโปรเจกท์ชิ้นนี้โปร่งใสไร้ข้อครหาและสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง

หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น..น่ากลัวว่าขั้วตรงข้ามจะจัดหนักประเคนเรือเหล็กว่าเอื้อนายทุนและเป็นปมปัญหาที่ต้องตามแก้ไขเหมือนค่าโง่หลายโครงการที่คนไทยต้องเจ็บใจมามากแล้ว

 หากเอกชนที่ชนะการประมูลงานแล้วไม่มาเซ็นสัญญาผลจะเป็นอย่างไร
รฟท.จะใช้สิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อ 56 ตามเอกสาร RFP คือ ดำเนินการริบหลักประกันซองวงเงิน 2 พันล้านบาท หรือเรียกร้องจากผู้ออกหลักประกันซอง และเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มซีพีถ้ามี รวมทั้งจะพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการต่อไป

สำหรับข้อกำหนดที่ถูกระบุไว้ในเอกสาร RFP ในประเด็นหลักประกันซองจะถูกริบได้ แบ่งออกเป็นกรณี 1.ผู้ยื่นข้อเสนอขอถอนเอกสารข้อเสนอของตนในช่วงเวลาที่เอกสารข้อเสนอยังไม่หมดอายุ

2.ผู้ยื่นข้อเสนอไม่ยอมรับการแก้ไขข้อมูลที่เสนอไป
3.ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกแต่ไม่ดำเนินการตามข้อกำหนด คือ ก. ไม่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน หรือ ข. ไม่ยื่นหลักประกันสัญญาซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการประเมินจะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้แก่รฟท.ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 4.5 พันล้านบาท

ส่วนกรณีการพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการตามกฎหมายของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังระบุไว้ว่าเมื่อส่วนราชการดำเนินการจัดจ้างและมีเหตุแห่งการทิ้งงาน คือผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่มาทำสัญญา หรือข้อตกลงภายในเวลาที่ทางราชการกำหนด

ส่วนราชการประกาศจัดจ้างดำเนินการจนกระทั่งได้ตัวผู้จะมาลงนามในสัญญากับทางราชการแล้ว และส่วนราชการผู้ว่าจ้างให้มาทำสัญญาหรือข้อตกลงแต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการรายนั้นไม่มาทำสัญญาหรือข้อตกลง ก็เข้าข่ายว่าผู้ประกอบการรายนั้นเป็นผู้ทิ้งงาน

โดยการลงโทษผู้ทิ้งงานตามกฎหมายระบุว่าห้ามส่วนราชการก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงานที่กระทรวงการคลังได้ระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงาน และได้แจ้งเวียนชื่อแล้ว ทั้งในส่วนของเป็นผู้ทิ้งงานด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยการพิจารณาลงโทษผู้ทิ้งงาน นอกจากจะเป็นผู้ทิ้งงานของส่วนราชการแล้วยังหมายรวมถึงผู้ทิ้งงานของรัฐวิสาหกิจ และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

กำหนดการสำคัญพระสันตะปาปาเสด็จเยือนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กำหนดการสำคัญพระสันตะปาปาเสด็จเยือนไทย

8 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พระสันตะปาปา,สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เปิดอ่าน 11,498 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

ในโอกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จมาประเทศไทย 20-23 พฤศจิกายน ตามที่มีข่าวไปแล้วนั้น ณ เวลานี้ ได้มีกำหนดการมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้รับเสด็จทั่วกันดังนี้

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จออกจากกรุงโรม ด้วยเที่ยวบินพระที่นั่ง เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น 19 พฤศจิกายน มาถึงท่าอากาศยานกองทัพอากาศ ดอนเมือง (บน.6) วันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 12.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

วันที่ 21 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปา มีกำหนดเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล คณะทูตานุทูต ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล แล้วเสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวิหาร

เสด็จโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ สาทร พบคณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาล รวมทั้งเวชบุคคลของโรงพยาบาลในเครือคาทอลิก เสด็จเยี่ยมอวยพรบรรดาผู้ป่าย ผู้สูงวัย และบุคคลพิการ เป็นการส่วนพระองค์

เสร็จแล้วเสด็จไปประทับ ณ สถานสมณทูตวาติกัน โดยมีกำหนดเสด็จไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นการส่วนพระองค์

จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปประกอบพิธีสหบูชามิสซาเพื่อประชาสันบุรุษ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย มีคริสต์ศาสนิกชนกว่า 25,000 คน จาก 11 เขตศาสนปกครองเข้าร่วมพิธี

วันที่ 22 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มีกำหนดพบปะกับคณะบิชอปบาทหลวงสมาชิกนักบวชคณะเยซูอิต นักบวชชายหญิง นักพรต ผู้เตรียมตัวเป็นบาทหลวง ผู้ฝึกหัด ครูคำสอน ที่วัดคาทอลิกนักบุญเปโตร อ.สามพราน จ.นครปฐม

เสด็จกลับมาประทับที่สถานสมณทูตวาติกันช่วงบ่าย พระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จยังจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพื่อพบปะผู้นำคริสตชนต่างนิกายผู้นำหรือผู้แทนผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทยพร้อมกับบรรดาผู้นำสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์และนิสิตนักศึกษา

เสด็จยังอาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก เพื่อประกอบพิธีบูชามิซาเพื่อบรรดาเยาวชนโดยมีเยาวชนไทย 4,000 คน จากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี

เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จออกจากประเทศไทยโดยเครื่องบินพระที่นั่ง ที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

จึงขอเชิญชวนเฝ้ารับเสด็จพระสันตะปาปาโดยทั่วกัน


 มอเตอร์ไซค์ลักไก่
 อันตราย! ฝ่าไฟแดง

ผมฝากเรื่องอันตรายต่อชีวิตให้ตำรวจช่วยด้วยครับเกี่ยวกับเรื่องมีมอเตอร์ไซค์ลักไก่ฝ่าไฟแดงซึ่งมีให้เห็นประจำ

ผมเป็นทำงานอยู่ถนนสีลม เป็นมนุษย์เงินเดือน ทุกวันในตอนเช้าต้องข้ามถนนใหญ่ ปัญหาที่พบในช่วงตอนเช้าๆ เวลา 07.00-08.30 น. คือมอเตอร์ไซค์หลายคันที่ออกันอยู่ด้านหน้าสุด มักฝ่าสัญญาณไฟแดง

บางทีก็ฝ่าออกมาไม่กี่คัน แต่บางครั้งก็ฝ่าไฟแดงออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ไม่สนใจว่ามีคนข้ามถนน

อันตรายมากครับ แทนที่คนข้ามถนนจะเดินได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นไฟแดง กลับต้องคอยระวังหลบมอเตอร์ไซค์ที่คอยฝ่าไฟแดงพวกนี้ บางคันฝ่าไปแล้วเกือบไปชนกับรถคันอื่นจากอีกแยกหนึ่งที่เป็นสัญญาณไฟเขียว

ขอให้ตำรวจช่วยเข้มงวด เคร่งครัดวินัยจราจรกับมอเตอร์ไซด์ที่คอยฝ่าสัญญาณไฟจราจรด้วยเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านจะได้ข้ามถนนอยางปลอดภัยไร้กังวลไฟแดงแต่ละครั้งไม่ได้นาน รถก็ไม่ได้คิดมาก เสียเวลารอแค่ 1-2 นาที กลับรอไม่ได้ อยากให้ตำรวจเจ้าของพื้นที่ช่วยกวดขันให้หน่อย

ผมคิดว่ามอเตอร์ไซค์พวกนี้อดใจรอสักนิดก็ได้ ให้ไฟเขียวก่อนค่อยไปและเห็นมามากแล้วจริงๆ หลายแยกแล้ว ช่วยเข้มงวดด้วย
สมภพ (สีลม)

เรียนคุณ ‘สมภพ’ สีลม
ผมนำจดหมายของคุณมาแจ้งให้ทราบเพื่อตำรวจท้องที่และตำรวจจราจรช่วยเข้มงวดกวดขันเรื่องมอเตอร์ไซด์ลักไก่-ฝ่าไฟแดงดังที่เห็นกันอยู่เป็นประจำและกฏหมายที่มีอยู่ต้องบังคับใช้

กรณีฝ่าไฟแดงนี่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากๆ เพราะคนเดินข้ามถนนหรือรถไฟเขียวไม่ระวัง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ ขอให้ใจเย็นสักนิดทุกคนจะได้สบายใจ

ขอให้ตำรวจช่วยด้วยครับเพราะเดี๋ยวนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้จะรีบร้อนไปถึงไหน จริงอยู่คนขับมอเตอร์ไซค์ ส่วนมากเป็นคนดี-เคารพกฎจราจร

มีมอเตอร์ไซค์ลักไก่ฝ่าไฟแดงไม่กี่คันนี่แหละทำให้เกิดภาพลบไปหมด-ช่วยกันตักเตือนด้วยอีกแรง
อ๊อด เทอร์โบ


แชมป์ไทยลีก เดิมพัน “ยิ้ม” ใต้เงา “ติยะไพรัช” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392336?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชมป์ไทยลีก เดิมพัน “ยิ้ม” ใต้เงา “ติยะไพรัช”

8 ตุลาคม 2562 – 09:30 น.
รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ยิ้ม วิสาระดี,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,เชียงราย,สโมสรสิงห์ เชียงราย,ยงยุทธ ติยะไพรัช,กว่างโซ้งมหาภัย
เปิดอ่าน 512 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 ต.ค.62

*********************

การตัดสินแชมป์ศึกฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019 ที่เหลืออีก 2 นัด อาจต้องดูกันจนถึงนัดสุดท้าย เนื่องจากมี 3 ทีมคือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และการท่าเรือ เอฟซี มีคะแนนสูสีกันมาก

จบนัดที่ 28 บุรีรัมย์นำเดี่ยว 54 แต้ม ตามมาด้วยสิงห์ เชียงราย และการท่าเรือ มีแต้มเท่ากัน 52 แต้ม นัดหน้า บุรีรัมย์ต้องพบกับการท่าเรือ ส่วนเชียงรายเปิดบ้านเตะกับพีที ประจวบฯ

เมื่อจบฤดูกาล หาก 3 ทีม มีแต้มเท่ากัน ก็จะวัดกันที่ “เฮดทูเฮด” ปรากฏว่า สิงห์ เชียงรายฯ ดีกว่าสองทีม และถ้าผลออกมาเช่นนั้น สิงห์ เชียงรายฯ จะคว้าแชมป์ไทยลีก สมัยแรก และสร้างประวัติศาสตร์วงการลูกหนังภาคเหนือ

สาวยิ้มลุ้นสุดชีวิต

แม้ทีมกว่างโซ้งมหาภัย-สิงห์ เชียงรายฯ จะบุกไปเสมอทีมพีทีที ระยอง ทำแต้มหล่นหายไป 2 แต้ม “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” ผู้จัดการทีม ได้โพสต์ปลุกใจพลพรรคกว่างโซ้งฯ ผ่านแฟนเพจ “ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562

ยิ้ม ในบทบาทผู้จัดการทีมสิงห์ เชียงรายฯ

“..เรายังอยู่บนเส้นทางแห่งการลุ้นแชมป์ ในฐานะผู้จัดการทีมและลูกพ่อขุน ยิ้มศรัทธา เชื่อมั่น พร้อมเชียร์ให้สุดไปจนถึงนัดสุดท้าย! ขอเสียงชาวเจียงฮายได้มั้ย …ว่าจะใจสู้ไปโตยกั๋นก่อเจ้า”

เมื่อค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มีการเปิดตัว “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ คอการเมืองรู้ได้ทันทีว่า “ยิ้ม วิสาระดี” ได้รับไฟเขียวให้ลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ. เชียงราย

เสี่ยฮั่น เป็นทุกอย่างของทีม

ทุกคนทราบดีว่า ทีมสิงห์ เชียงรายฯ เป็นของตระกูล “ติยะไพรัช” ในวันนี้ เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ กลับมารั้งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา และ ฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช เป็นประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย

ส่วน ยงยุทธ ติยะไพรัช” และ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ.เชียงราย เป็นกองหนุนคนสำคัญ ที่ทำให้สโมสรนี้ก้าวขึ้นมาสู่แถวหน้าไทยลีก

กว่างโซ้งได้แชมป์หรือไม่ย่อมมีผลต่อคะแนนนิยมของ “ยิ้ม” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย

ยงยุทธ”จับมือ“วิสาร”

“ยิ้ม” ลูกสาวคนเดียวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์” ส.ส.เชียงราย เที่ยวนี้เธอไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. เพราะบิดาลงเองที่เขต 3 เนื่องจากปี 2550 ยิ้มลงสมัคร ส.ส.แทนบิดา และได้เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน

“วิสาร” เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีฐานเสียงอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เริ่มต้นจากเปิดสำนักงานทนายความ รับปรึกษางานด้านกฎหมาย จนชาวบ้านเรียกขาน “หมอความชาวบ้าน” เปรียบเสมือนต้นทุนการเมืองที่ส่งให้วิสาร เป็น ส.ส.ปี 2529 ก่อนจะย้ายไปพรรคเอกภาพ, พรรคสามัคคีธรรม, พรรคชาติพัฒนา, พรรคนำไทย, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช พี่เลี้ยงสาวยิ้ม

เลือกตั้งปี 2539 วิสารกับยงยุทธ ย้ายมาสังกัด ปชป. และหลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ตบเท้านำ ส.ส.ภาคเหนือมาหนุน “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะคนชื่อทักษิณ ทำให้ยงยุทธแตะมือวิสาร หวังดัน “ยิ้ม” สะใภ้ของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ให้ประสบชัยชนะ

ที่มั่น “จงสุทธานามณี”

ในสนามเลือกนายก อบจ.เชียงราย คู่ต่อกรของค่ายเพื่อไทย ก็น่าจะมีแค่ตระกูล “จงสุทธานามณี” หากพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ. รับประกันว่า ศึกท้องถิ่นเจียงฮายสู้กันถึงฎีกาแน่

เมื่อการเลือกตั้ง 2562 เขต 1 อ.เมืองเชียงราย สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย สู้กับ รัตนา จงสุทธานามณี” ภรรยาของ วันชัย จงสุทธานามณี” นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

รัตนา จงสุทธานามณี

ผลเลือกตั้งพลิกล็อก ผู้ชนะกลายเป็น เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 29,893 คะแนน และ รัตนา จงสุทธานามณี  อันดับ 3 ได้ 27,565 คะแนน

รัตนาเคยเป็น ส.ส.เชียงราย 2 สมัย ยุคที่กระแสทักษิณยึดครองเชียงราย ต่อมา เธอหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็นนายก อบจ.เชียงราย ก่อนจะพ่ายให้ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ในสมัยต่อมา

วันชัย จงสุทธานามณี

ทุกวันนี้ รัตนา ในฐานะนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ได้ทำงานร่วมกับจังหวัดเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ผลักดันให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดกีฬา (Sport City) นอกจากนี้ รัตนายังเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เซียนการเมืองเจียงฮายเชื่อว่า รัตนาจะลงสมัครนายก อบจ.อีกครั้ง เพราะคงไม่ยอมให้ “ติยะไพรัช” เถลิงอำนาจผ่านนอมินีได้อย่างง่ายดาย

วิวาทะชายแดนใต้ หนี การเมือง ไม่พ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิวาทะชายแดนใต้ หนี การเมือง ไม่พ้น

8 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
กระดานความคิด,การเมือง,ไฟใต้,3 จวชายแดนใต้
เปิดอ่าน 265 ครั้ง

วิวาทะชายแดนใต้หนี”การเมือง”ไม่พ้น คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

เวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 7 พรรคฝ่ายค้าน มีธงชัดเจนว่า ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 60 ให้ได้ โดยวางยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวทั่วประเทศ

เฉพาะเวที 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดูจะแหลมคมกว่าทุกเวที เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “พรรคประชาชาติ” หรือกลุ่มวาดะห์เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร เพิ่งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก นับแต่การเลือกตั้งทั่วไป 2548

ช่วงหาเสียง พรรคประชาชาติ ชูประเด็นเรื่องเขตปกครองพิเศหรือการปกครองตนเอง คู่ขนานกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่เสนอให้ถอนทหารออกจากชายแดนใต้

บังเอิญ ชลิตา บัณฑุวงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้มานาน เกิดไปหลุดคำว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ก็ทำได้ เลยไปกันใหญ่

เนื่องจากมาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง

สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เมื่อ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ให้ดำเนินคดีบุคคลรวม 12 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการ อันเนื่องจากเวทีเสวนาดังกล่าว

คนในพื้นที่บอกว่า ประเด็นมาตรา 1 ค่อนข้างอ่อนไหว ไม่มีวงเสวนาแก้ไขสถานการณ์ภาคใต้วงไหน หยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกัน แม้แต่ “คนเจนวาย-เจนแซด” ของชายแดนใต้ส่วนใหญ่ ที่มารู้เรื่องทีหลังยังตกใจ

รวมทั้งเรื่องพูดคุยสันติสุข เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัด ที่มีนักการเมืองฝ่ายค้านพยายามบอกว่า ฝ่ายขบวนการไม่ยอมเจรจากับ “รัฐบาลทหาร” หรือถ้ามีการรัฐธรรมนูญใหม่ มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ ฝ่ายโน้นจึงจะยอมมาพูดคุย

ตรรกะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? นับแต่ปี 2547 ประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือนกี่ชุด รัฐบาลทักษิณ 2, รัฐบาลสมัคร, รัฐบาลสมชาย, รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหตุใดจึงเจรจากับขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่สำเร็จ

อุตสาหกรรมไฟใต้ ไม่ว่าจะเป็นยุค “บีอาร์เอ็นเก่า” หรือ “บีอาร์เอ็นใหม่” ยังเป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่เป็นสงครามหลั่งเลือด และสงครามไม่หลั่งเลือด

บีอาร์เอ็นใหม่ ได้ปรับกลยุทธ์การต่อสู้หลังลงจากภูเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเมื่อปี 2527 ขบวนการใหม่ได้คัดเลือกเยาวชนไปศึกษาต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอุสตาซ(ครูสอนศาสนา) และอีกกลุ่มหนึ่งไปฝึกอาวุธในต่างประเทศเพื่อเป็นครูฝึกอาวุธแก่เยาวชน

“แนวร่วม” เป็นสิ่งที่ขบวนการเก่าและใหม่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งหมู่บ้านแนวร่วม และจับมือนักการเมือง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อใช้หัวคะแนนของนักการเมืองดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นแนวร่วม

ขบวนการใหม่อาจโชคดีกว่าขบวนการเก่า เพราะยุคนี้มีการกระจายอำนาจ ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล บีอาร์เอ็นจึงวางตัว “คนในขบวนการ” ให้แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในสภาท้องถิ่นต่างๆ

จุดอ่อนของขบวนการใหม่ ไม่ยอมเปิดเผยหน้าตาของ “องค์กรนำ” จึงทำให้มวลชนส่วนใหญ่ลังเลที่จะมอบอำนาจให้ ต่างจากในอดีตที่มีความชัดเจนว่า ใครคือ ผู้นำบีอาร์เอ็น? ใครคือผู้นำพูโล?

เมื่อถามว่า “คนเจนวาย-เจนแซด” แห่งปาตานีว่า รู้จักขบวนการบีอาร์เอ็นหรือไม่ รู้เรื่องเขตปกครองพิเศษหรือไม่ คำตอบคือ รู้จักบ้างนิดหน่อย

ไม่แปลกเลยที่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรครักประเทศไทย โดยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นหัวหน้าพรรค ในเขตเลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะได้เท่ากับคะแนนของพรรคมาตุภูมิ ที่อดีตสมาชิกกลุ่มวาดะห์บางส่วนเป็นแกนนำ

คนรุ่นใหม่แห่งปาตานีเลือก “ชูวิทย์” เพราะบุคลิกกล้าพูด กล้าชน เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา พวกเขาเลือก “ธนาธร” ตามกระแส “ฟ้ารักพ่อ” และบางบุคลิกของธนาธรคล้ายพระเอกหนังเกาหลี

   นี่คือสภาพความเป็นจริง แต่นักวิชาการบางคนอาจไม่ยอมรับ และบางเวลา ความคิดอ่านก็ล้ำเส้นไปเยอะ

เหรียญสองด้านชิม-ช้อป-ใช้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหรียญสองด้านชิม-ช้อป-ใช้

8 ตุลาคม 2562 – 08:00 น.
ชิม ช้อป ใช้,ท่องเที่ยว,ธงฟ้าประชารัฐ,สินค้าโอทอป,ลงทะเบียน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2562

ปิดบัญชี 10 ล้านคนในเฟสแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำหรับโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทั้งนี้ โครงการมี 2 ส่วน คือ รัฐให้เงิน 1,000 บาท แก่ผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายใน 3 ทางคือ ชิม-ใช้ในร้านอาหารและเครื่องดื่ม ช้อป-ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าที่ร่วมโครงการ สินค้าโอท็อป วิสาหกิจชุมชน ร้านธงฟ้าประชารัฐ และใช้-สำหรับบริการเพื่อการท่องเที่ยว ได้แก่โรงแรม แพ็กเกจทัวร์ และค่าไกด์ ที่ร่วมโครงการ โดยเงินส่วนนี้ ให้นำไปใช้จ่ายได้เฉพาะในจังหวัดที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งต้องไม่ตรงกับทะเบียนบ้านภายใน 14 วันหลังการยืนยันสิทธิ์ผ่านเอสเอ็มเอส อีกส่วนคือเงินคืน 15% จากการใช้จ่ายสูงสุดไม่เกินคนละ 4,500 บาท

มาตรการนี้ มีทั้งเสียงตอบรับในเชิงบวก และวิพากษ์วิจารณ์ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่เห็นด้วยมองว่าเป็นมาตรการที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น สามารถดึงกำลังซื้อออกมาได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อคนออกไปชิมช้อปใช้ส่วนมากก็ใช้เงินเกินกว่า 1,000 บาทที่รัฐให้ไปเป็นอย่างมาก แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ประโยชน์จะเกิดกับผู้ค้ารายใหญ่ เม็ดเงินลงไม่ถึงระดับชุมชนฐานราก ผู้ค้ารายย่อย หรือแม้แต่โอท็อป ทั้งยังมองว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เมื่อใช้เงินหมดก็จบ ไม่ได้ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว ขาดแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุว่า มาตรการนี้จะทำให้จีดีพีโตขึ้นอีก 0.2-0.3%

ขณะเดียวกัน นิด้าโพล สำรวจความเห็นประชาชนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 27.36 มองว่า มาตรการนี้สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนร้อยละ 27.28 บอกว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่ความคิดเห็นต่อภาพรวมของมาตรการ ร้อยละ 28.95 ตอบว่าไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 25.62 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.60 เห็นด้วยมาก แต่ในส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการ ประชาชนร้อยละ 42.19 ให้ความเห็นว่า ควรปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น ส่วนร้อยละ 34.10 แนะนำว่า ขอให้ยกเลิกโครงการไปเลย ขณะที่นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงกลุ่มที่มีปัญหาและได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจจริงๆ

เสียงสะท้อนผ่านหลายๆ สื่อดังตัวอย่างข้างต้นนี้ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลซึ่งกำลังเดินหน้ามาตรการในเฟสที่ 2 นี้ น่าจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงการได้อย่างทั่วถึง ไม่ติดสารพัดปัญหาในเรื่องระบบออนไลน์ และการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่น่าพิจารณาก็คือ มาตรการนี้จะต้องตอบโจทย์ การหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่ชุมชนคนฐานรากจริง ผลประโยชน์ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ที่ได้เปรียบในเชิงการค้า ประชาชนสะดวกสบายที่สามารถใช้จ่ายได้ครอบคลุมรายการสินค้า ท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับระบบเงินออนไลน์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการได้ แต่หากมองในแง่บวก มาตรการนี้ก็อาจช่วยให้ประชาชนได้เรียนรู้ควบคู่ไปกับสังคมไร้เงินสดก็เป็นได้

ดันเกษตรกรล้านนาเลี้ยงแพะส่งขายมุสลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392178?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดันเกษตรกรล้านนาเลี้ยงแพะส่งขายมุสลิม

7 ตุลาคม 2562 – 12:40 น.
เกษตรกร,แพะ,มุสลิม
เปิดอ่าน 2,557 ครั้ง

ดันเกษตรกรล้านนา “เลี้ยงแพะ” ส่งขายมุสลิม..รัฐบาลใหม่กับเงินทอนใต้โต๊ะ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้เกษตรกรไทยได้รับการส่งเสริมให้ “เลี้ยงแพะ” เพื่อขายแม่พันธุ์หรือขายเนื้อส่งออกนอกประเทศ ถือเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ตัวใหม่ที่ตลาดต้องการจำนวนมาก ราคาดี ต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มชาวต่างชาติที่นิยมกินเนื้อแพะเป็นอาหาร รัฐบาลหวังเป็นทางเลือกช่วยปลดภาระหนี้สิน แต่ตอนนี้ “คนเลี้ยงแพะ” ได้กลิ่นพิรุธ…เพราะข้าราชการบางคนอยากได้ “เงินแพะ” ใต้โต๊ะ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับ “ฟาร์มเลี้ยงแพะ” เพราะไม่นิยมกินเนื้อหรือกินนมแพะเท่ากับวัว หมู เป็ด ไก่ แต่ในวันนี้ฟาร์มเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่และตลาดซื้อขายเกือบทั้งประเทศตกอยู่ในมือของนายทุนยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า หากเกษตรกรไม่อยากอยู่ใต้เครือข่ายเกษตรพันธสัญญานายทุนก็ต้องดิ้นรนหาอาชีพอื่นทำ โดยเฉพาะคนที่เคยผิดหวังขาดทุนกับ “สัญญา” ที่ไม่เป็นธรรม กระทรวงเกษตรฯ ทราบถึงปัญหานี้ดีจึงช่วยหาทางออกและหาตลาดใหม่ทดแทนให้ไปเลี้ยง “แพะ” เพื่อส่งออกไปขายตลาดของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ที่นิยมรับประทานเนื้อแพะและนมแพะ

เนื่องจาก “แพะ” เป็นสัตว์เลี้ยงง่าย กินง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูงและใช้ระยะเวลาสั้นกว่าเลี้ยงวัว สามารถหากินใบไม้ใบหญ้าได้เอง ตัวเล็กก็จริงแต่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ แถมให้ผลผลิตทั้งเนื้อ นม ขนและหนัง ที่สำคัญแพะเป็นสัตว์ชอบความสะอาด ถ้าดูแลดีจะแข็งแรงไม่ค่อยป่วยติดโรคง่ายเหมือนหมูหรือไก่ ที่สำคัญคือมี “ตลาดส่งออก” ต้องการเนื้อแพะจำนวนไม่จำกัดต้นทุนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แค่ตัวละ 5–6 พันบาท อายุยาวนานไม่ต่ำกว่า 5–10 ปี

ทำให้หลายปีที่ผ่านมานี้ กระทรวงเกษตรฯ พยายามชักชวนให้เกษตรกรที่เป็นหนี้สินทั่วประเทศมากู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยไปทำ “ฟาร์มแพะชุมชน”

ข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ รายงานว่าปี 2562 มีจำนวน “แพะ” ทั่วประเทศไทยประมาณ 8.3 แสนตัว แบ่งเป็น “แพะเนื้อ” 8 แสนตัว และ “แพะนม” 3 แสนตัว ส่วน “เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ” มีไม่ต่ำกว่า 6.5 หมื่นครัวเรือน ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้มีชมรมเกษตรกรเลี้ยงแพะระดับจังหวัดแล้ว 64 แห่ง ส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจนส่งเนื้อแพะไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ราคาดีและมีต้นทุนต่ำ  ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 “ประภัตร โพธสุธน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการแพะ-แกะ ล้านนา” พร้อมลงนามอนุมัติเงินกู้ยืมกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ตัวแทนกลุ่มเกษตร 3 จังหวัดได้แก่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ หวังส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรด้วยวิธีการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ พร้อมมอบหมายให้ “กรมปศุสัตว์” เป็นเจ้าภาพโดยมีกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้เงินทุนสนับสนุน

ขณะนี้ “โครงการแพะล้านนา” 3 จังหวัดข้างต้นมีกลุ่มเกษตรกรรวม 22 กลุ่ม จำนวน 220 คนเข้าร่วม มีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 44 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป้าหมายคือเลี้ยงแพะให้ตรงตามที่ตลาดต้องการ ถ้าทำได้จะกลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากช่วงนี้ภูมิอากาศแปรปรวนประกอบกับภัยแล้งทำให้การทำปลูกพืชไร่ ข้าว ผัก ฯลฯ ไม่ค่อยได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร

กรมปศุสัตว์ตั้ง “คณะกรรมการบริหารโครงการแพะ–แกะ ล้านนา” ช่วยสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ปรับปรุงพันธุ์แพะ ช่วยเรื่องพืชอาหารสัตว์และอาหารแพะ รวมถึงการผสมเทียมและมาตรฐานฟาร์มจนถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ
หลังจาก “ท่านประภัตร” ประกาศให้เงินกู้ได้ไม่นานเงินก็ถูกส่งไปที่กรมปศุสัตว์เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมเกษตรกร 3 จังหวัดยังไม่ได้เลี้ยง “แพะล้านนา” สักที?

“คม ชัด ลึก” ได้รับการร้องเรียนว่าโครงการนี้อาจมีพิรุธบางอย่าง เพราะเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 “กลุ่มเครือข่ายแพะแกะล้านนา” รวมตัวกันยื่นจดหมายร้องเรียนไปยัง “ท่านประภัตร” ขอร้องให้ช่วยเร่งรัดโอนเงินงบประมาณโครงการแพะล้านนามาให้สักที เพราะชาวบ้าน 200 กว่าคนที่ไปกู้ยืมเงินนอกระบบมา “สร้างคอกเลี้ยงแพะ” เพื่อรอแม่พันธุ์นั้น เริ่มเดือนร้อนกันถ้วนหน้า.. โดยเนื้อความจดหมายสามารถสรุปได้ดังนี้

“ตามที่ ฯพณฯ ประภัตร ได้เปิดโครงการแพะล้านนา ณ จังหวัดลําปาง วันที่ 15 กันยายน 2562 บัดนี้ระยะเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว ทว่าเรื่องการโอนเงินงบประมาณโครงการแพะล้านนาระยะที่ 1 ก็เงียบหายไป เกษตรกรรอคอยเงินงบมาเป็นระยะเวลาร่วม 8 เดือนแล้ว เกษตรกรจํานวน 220 รายทั้ง 3 จังหวัด ได้กู้เงินมาสร้างโรงเรือนเพื่อเตรียมเลี้ยงแพะต่อไป ทําให้เกิดเป็นหนี้สินตามมา เกษตรกรบางรายครอบครัวเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกัน จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ โปรดเร่งรัดโอนเงินอย่างเร่งด่วน… เกษตรกรในโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จาก ฯพณฯ ท่านมาในครั้งนี้….”

เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับและได้อารมณ์ความรู้สึกของเกษตรกรไทยที่ต้องกู้เงินมารอเลี้ยง “แพะ” ดอกเบี้ยเริ่มพุ่งขึ้นทุกวัน แต่ข้าราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนไปด้วย แม้ท่านรัฐมนตรีจะรับปากสัญญาไว้แล้วก็ตาม

“โชคสกุล มหาค้ารุ่ง” หนึ่งในชาวบ้าน 220 คน ที่เข้าร่วมโครงการแพะล้านนา เล่าให้ฟังว่า โครงการนี้ส่วนใหญ่ผู้ถูกคัดเลือกเป็นเกษตรกรที่มีหนี้สินและต้องการปลดหนี้ด้วยการมารวมตัวกันเลี้ยงแพะ เพราะรัฐบาลบอกว่าเนื้อแพะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเวียดนามแทนเนื้อสุนัข และ ตลาดจีนที่มีคนจีนมุสลิมชอบกินเนื้อแพะและยังมีตลาดมาเลเซียกับแถวตะวันออกลางด้วย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม

“เป็นการรวมตัวกันกลุ่มละ 10 คน จำนวน 22 กลุ่ม ได้เงินกลุ่มละ 2 ล้านบาท แต่ละคนจะได้แม่พันธุ์แพะ 21 ตัว เป็นตัวเมีย 20 ตัว ตัวผู้ 1 ตัว ต้นทุนตัวละประมาณ 6 พันบาท เลี้ยงสัก 5-7 เดือนจะมีลูกคอกแรกรวมประมาณ 20 ตัว จากนั้นเลี้ยงไป 4 เดือนจะขายเนื้อได้กิโลกรัมละ 100 บาท ตัวหนึ่งก็ประมาณ 2,500 บาท รวมๆ แล้วมีรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำ แพะจะกินพวกกระถิน ต้นหญ้า ฯลฯ ปัญหาคือโครงการนี้เริ่มมานานหลายปีแล้ว และเงินงบประมาณก็อยู่ที่กรมปศุสัตว์แล้วด้วย แต่ทำไมยังไม่เอามาแจกจ่ายเกษตรกรหลายคนไปกู้นอกระบบมาสร้างคอกแพะและแปลงหญ้า ติดค้างค่าวัสดุก่อสร้าง บางครอบครัวทะเลาะกัน ในเมื่อเกษตรกรพร้อม ตลาดก็พร้อม แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่ทำงานทำให้พวกเราเดือดร้อนเสียหายมาก”
โชคสกุล ยอมรับว่าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ กับกรมปศุสัตว์ว่าต้องการ “เงินทอน” หรือเงินค่าหัวคิวใต้โต๊ะ มีการเจรจานอกรอบ แต่ตัวแทนเกษตรกรไม่ยอม เลยยืดเยื้อกัน และถ้าปล่อยไว้แบบนี้สุดท้ายชาวบ้านก็ต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะ ดีกว่าเป็นหนี้สินให้ดอกทบต้นไปเรื่อยๆ

“พวกเราช่วยกันเขียนจดหมายร้องเรียนส่งไปที่กระทรวงเกษตรฯ มีคนบอกว่าท่านประภัตรรับทราบแล้ว เราก็ได้แต่หวังว่าจะสั่งให้รีบเอางบประมาณมาให้ตามที่สัญญาไว้ อย่าลืมว่านี่คือเงินกู้ไม่ใช่เงินให้เปล่า เพียงแต่ไม่มีดอกเบี้ย และ 2 ปีแรกไม่ต้องใช้คืนเงินต้น แต่ปีที่ 3 ใช้คืน 20% ปีที่ 4 อีก 30% และปีที่ 5 อีก 50% ก็ครบ 100 เปอร์เซ็นต์พอดี ชาวบ้านตอนนี้รอว่าเมื่อไรเงินจะมาสักที หรือจะเอาเงินทอนเท่าไร ไม่รู้ไปติดขั้นตอนไหนกันแน่” ตัวแทนเกษตรกรผู้อยากเลี้ยงแพะกล่าวด้วยน้ำเสียงหมดหวัง

แทบไม่น่าเชื่อว่า “รัฐบาลยุคใหม่” ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็เริ่มมีเรื่องฉาวโฉ่เสียแล้ว โดยเฉพาะในกระทรวงที่ขึ้นชื่อว่าเกรดเอ…

หากเรื่องร้องเรียนข้างต้นเป็นการเข้าใจผิดผู้เกี่ยวข้องก็รีบจัดการไขข้อข้องใจก่อนที่จะบานปลายกลายเป็น “แพะรับบาป”!

จุดชนวนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดชนวนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ…

7 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
วงในวงนอก,รัฐธรรมนูญ,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 148 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กำหนดโครงสร้างประเทศประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก หรือ ส.ว.

กล่าวสำหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจากพี่น้องประชาชนเลือกตั้ง เพื่อมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนปวงชนชาวไทย คอยตรวจสอบท้วงติง เสนอกฎหมาย ผ่านกระบวนการในสภา

บนฐานความคิดแบบบ้านๆ ไม่ได้เป็นนักเรียนนอกจบระดับดอกเตอร์เข้าใจสถานะของ ส.ส.เพียงเท่านี้ล่ะครับ

ครั้นให้อธิบาย ส.ส.ทำอะไรที่นอกเหนือกว่านี้ จะต้องปฏิบัติตนภายใต้กรอบจริยธรรมตามมาตราไหนบ้าง เห็นทีต้องเปิดตำรารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอธิบายกันยาว

แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในอดีตและปัจจุบันทั้งที่โลกมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ นี่จะเข้าสู่ยุค 5.0 แต่พัฒนาการนักการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยก็ยังไม่ก้าวไปไหนเลย

ท่านผู้แทนในสภาอย่าเพิ่งน้อยใจ…อสนีบาต… กำลังกล่าวถึงกลุ่ม นักการเมืองหน้าเดิม เจือสมด้วย นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ว่าน่าจะฝากฝังสร้าง อนาคตใหม่ ให้ประเทศ แต่จมปลักอยู่กับสิ่งเรียกว่า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

แทนที่จะเอาเวลาร่วมคิดค้นสิ่งดีงามจรรโลงจิตใจ หรือลองไปหย่อนก้นสัมผัสธุลีดิน มองดูวิถีชีวิตผู้คนในเมืองหรือต่างจังหวัด จะเห็นมิติชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ในแต่ละวัน เห็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง

แล้วกลับมาคิดทบทวน เมื่อเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สวมสูทผูกเนกไทอยู่ในสภาอันทรงเกียรติจะทำอะไรเพื่อประชาชนบ้าง จะเสนอร่างกฎหมายให้ผ่านสภาเพื่อความก้าวหน้าสถาพรกี่ฉบับ

ตัวอย่างเล็กๆ แบบนี้ แทบไม่เคยได้ยินได้ฟังจากกลุ่มคนเหล่านี้เลย

กลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เป็นตัวแทนที่ได้ปฏิญาณตนด้วยความจงรักภักดีต่อสามเสาหลักของประเทศ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การก่อร่างสร้างประเทศผ่านองค์กร บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ครบตามรัฐธรรมนูญ กำลังเดินไปได้ด้วยดี รัฐบาลบริหารประเทศผ่านมาได้แค่สามเดือนแต่กลับมีกลุ่มนักการเมืองกระเหี้ยนกระหือรือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กลุ่มหนึ่งใช้กลไกในสภาด้วยการยื่นญัตติเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ควรเป็นไปตามครรลอง อีกกลุ่มหนึ่ง เดินสายโน้มน้าวความคิดผู้คนอยู่นอกสภา

จะไม่ว่าเลยหากการรณรงค์ให้ข้อมูลความรู้เรื่องของประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทว่ากลับเริ่มต้นด้วยการปลุกปั่นจุดชนวนให้เกิดความแตกแยก ลองใช้รอยหยักในสมองเอามากลั่นกรองสิ่งที่พูดออกไปเถิดว่ามันสมควร เหมาะสมต่อกาลเวลาหรือไม่

วีรกรรมความคิดกลุ่มคนเหล่านี้ปรารถนาอย่างยิ่งยวดด้วยความพยายามจะแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง หรือกล่าวกันติดแฮทแท็ก “มาตรา 112” นั่นปะไร กระทั่งผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนหน้าสลอนในสภาออกมากล่าวหา “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา” มาถึงความหาญกล้า ริอาจเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1

อันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 1 ระบุไว้ดังนี้ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” สื่อความหมายให้เห็นถึงความเป็นชาติที่สมัครสมานสามัคคี มิอาจแบ่งแยกได้

อสนีบาต …เคยกล่าวไว้ การที่หัวโจกคนการเมืองที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ออกมายืนยันต่อหน้าสื่อสารมวลชน จะไม่แตะมาตรา 1 มาตรา 2 มาตรา 3 แต่องคาพยพ คงแสดงความเห็นโฉบเฉี่ยวจะขอแก้ไขมาตราอันกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ

การออกมาเอื้อนเอ่ยไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญให้พวกพ้อง ดูจะเป็นคำพูดเหม็นขี้ฟัน เพราะสิ่งที่ท่านสร้างวาทกรรมเบื้องหน้าไว้สวยหรูไม่ตรงกับพฤติการณ์ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

ไม่แปลกใจเลยการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งจึงสร้างประเด็นให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องตัดสินใจดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น

ไม่แปลกใจเลยที่พวกท่านสุมหัวออกมาแถลง ไม่รู้สึกรู้สากับการถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยยืนยันจะเดินหน้ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปพร้อมกับจับได้ในคำพูดเสมือนเปิดหน้าไพ่ออกมาว่า “ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จุดติดแล้ว”

เมื่อขมวดความคิดอหังการ พอจะมองเห็นเป้าหมายลึกๆ ของพวกนี้ “กำลังใช้ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญเป็นชนวนให้เกิด….” เติมช่องว่างกันเอาเอง

          จงเจริญเถอะพ่อคุณ เหล่านักการเมืองผู้ปลุกปั่นสร้างความแตกแยก