“คน 6 ตุลา” 43 ปี ยังต้องลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392135?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คน 6 ตุลา”  43 ปี ยังต้องลี้ภัย

7 ตุลาคม 2562 – 09:59 น.
ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,แดงต่างแดน,43 ปี 6 ตุลา 19,คนเดือนตุลา,จรัล ดิษฐาอภิชัย,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,วัฒน์ วรรลยางกูร,สปปลาว
เปิดอ่าน 549 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ 7 ต.ค.62

**************************

ผ่านไปแล้ว สำหรับงานรำลึก 43 ปี 6 ตุลา 19 “ต่างความคิด ผิดถึงตาย” วันที่ 5-6 ตุลาคม 2562 ที่หอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

เมื่อ 43 ปีที่แล้ว มีคนหนุ่มสาวหลายพันคน ต้องจากพ่อแม่ ทิ้งการเรียน เดินทางขึ้นสู่ภูเขา เข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ประมาณ 5 ปี ปัญญาชนปฏิวัติทั้งหลายก็กลับคืนเมือง

วันนี้ ยังมี “คนรุ่น 14 ตุลา” และ “คนรุ่น 6 ตุลา” ต้องหลบหนีออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตในต่างแดน ไม่ต่างอะไรจากเมื่อปี 2519

จรัลร่วมรำลึก 6 ตุลา

คนแรก จรัล ดิษฐาอภิชัย” ที่อยู่ระหว่างการทัวร์สหรัฐฯ ได้โพสต์รำลึกเดือนตุลาผ่านเฟซบุ๊ค Jaran Ditapichai ว่า “ผมรอดตาย​ แต่ติดคุกจากกรณี​นองเลือด 6 ตุลาคม​ 2519”

จรัลเคยเข้าป่าทางเขตงานภูหินร่องกล้า ก่อนจะเดินทางไปอยู่ที่ฐานที่มั่นน่านเหนือ และออกจากป่าเข้ามอบตัวต่อทางการในปี 2525

ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 จรัลเดินทางออกจากเมืองไทย โดยประเมินสถานการณ์จากการชุมนุม กปปส. และเชื่อว่า มันจะตามมาด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร จรัลจึงหลบหนีผ่านกัมพูชา และมีปลายทางอยู่ที่ฝรั่งเศส

ระหว่างอยู่ที่ฝรั่งเศส จรัลได้ทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัยได้สำเร็จ ปี 2561 อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์

จรัลเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ชั่วชีวิตของเขาอาจไม่ได้กลับเมืองไทย หากสถานการณ์การเมืองไทยยังดำรงอยู่เช่นนี้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

คนที่ 2 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” กำลังฟื้นฟูร่างกาย อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองด้านซ้ายแตกเมื่อปี 2560

“สมศักดิ์” อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลายเป็นผู้ต้องหา “คดี 6 ตุลา”

ปี 2521 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 ต่อสภาฯ ทำให้สมศักดิ์และเพื่อนได้รับอิสรภาพ

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 สมศักดิ์หนีผ่านช่องทางธรรมชาติไปอาศัยอยู่ในพนมเปญระยะหนึ่ง ก่อนเดินทางต่อไปฝรั่งเศส และทำเรื่องขอลี้ภัย

ปัจจุบัน สมศักดิ์ได้สถานะผู้ลี้ภัย และหลังล้มป่วยเส้นเลือดแตก สมศักดิ์ได้รับการรักษาพยาบาล ฝึกทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สภาพร่างกายดีขึ้น และกลับมาสื่อสารผ่านเฟซบุ๊คได้อีกครั้ง

คนที่ 3 วัฒน์ วรรลยางกูร” เพิ่งเดินทางถึงกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 และอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส

จรัล และวัฒน์ ในฝรั่งเศส

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 วัฒน์หนีการล้อมปราบในเมืองหลวง ไปอยู่ในเขตงานภูเตี้ยของ พคท.อีสานเหนือ โดยช่วงที่รอการเดินทางไปฐานที่มั่นภูพาน วัฒน์เขียนบทกวีรำลึกถึงการล้อมปราบชื่อ “จากภูพานถึงลานโพธิ์” หรือ “ดินสอโดม” ตอนหลังมีการใส่ทำนอง กลายเป็นเพลงปฏิวัติที่ได้รับความนิยมทั้งในป่าและในเมือง

การรัฐประหารครั้งล่าสุด ทำให้วัฒน์เดินทางข้ามชายแดนไปอยู่ในพนมเปญ ก่อนจะเข้าไปอาศัยใน สปป.ลาว จนกระทั่งเกิดเหตุสุรชัย แซ่ด่าน และคนใกล้ถูกอุ้มฆ่า วัฒน์จึงทำเรื่องขอลี้ภัย ผ่านสถานทูตฝรั่งเศสในลาว ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิต

วัฒน์ในวัย 64 ปี กำลังเรียนภาษาฝรั่งเศส และบอกว่า ฝรั่งเศสจะเป็นแห่งสุดท้ายที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่

ระเบิด “เฮียหวัง” พังทลาย “นปช.” เละเป็นโจ๊ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิด “เฮียหวัง” พังทลาย “นปช.” เละเป็นโจ๊ก

7 ตุลาคม 2562 – 09:53 น.
เฮียหวัง,มิตซูชิต้า,สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง,สมหวัง อัสราษี,สามเกลอ,นปช,บริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 419 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7 ต.ค.62

***************************

หายเงียบไปนาน แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แตกต่างจากแกนนำ นปช.คนอื่นๆ แต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว “สมหวัง อัสราษี” นายทุนแห่ง นปช. ก็ใช้แฟนเพจ “สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง” เผยแพร่เอกสารสรรพากรที่เรียกเก็บภาษีจากเขา 572 ล้านบาท สืบเนื่องจาก “สามเกลอ” ใช้ “เฮียหวัง” ไปเปิดบัญชีเพื่อรับเงินบริจาค และกิจกรรมอื่นๆ

“เฮียหวัง” บอกว่า ตัวเขาไม่มีเงินจ่ายภาษี จึงถูกฟ้องล้มละลาย โดนอายัดทรัพย์ และอายัดบัญชีทั้งหมดเหลือแต่ตัว พลันที่เฮียหวังเปิดเผยเรื่องล้มละลาย เพราะรักเพื่อน รักสามเกลอ ฝ่าย นปช.ก็เงียบกริบ

มีแค่ “ตู่” ขอโทษ

ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ แกนนำ นปช. และแนวร่วมเฟื่องฟู “เฮียหวัง” ก็ได้ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ (กิตติรัตน์ ณ ระนอง เมื่อ 30 สิงหาคม 2554) ปีถัดมา เฮียหวังเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)

จตุพร พรหมพันธุ์

กรณีเฮียหวังล้มละลาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” หนึ่งในสามเกลอมิได้แสดงความเห็นใดๆ ต่างจาก จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช.ที่ได้ใช้เวทีงานวันเกิด 5 ตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกเห็นใจ เสียใจ และขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แรกที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ และเหวง โตจิราการ ได้เปิดสำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์ถ.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี หลายคนแอบคิดว่า เฮียหวังอาจอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่ใช่ เมื่อเฮียหวังวางระเบิดภาษีย้อนหลัง

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

สามเกลอ” หมายถึงวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ,จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏว่า จตุพรขอโทษเฮียหวังแล้ว แต่สองเกลอ “นายหัวไข่มุกดำ-เสี่ยเต้น” กลับนิ่ง

เหมือนสองเกลอ ได้ที่พึ่งพิงใหม่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเฮียหวัง

มีคำตอบ..เฮียสู้เพื่อใคร?

“เฮียหวัง” สมหวัง อัสราษี ประธานบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อมิตซูชิต้า เปิดตัวครั้งแรกในฐานะผู้สนับสนุนรายการ ความจริงวันนี้” เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งรายการทีวีของสามเกลอ “วีระกานต์-ตู่-เต้น”

ต้นปี 2552 “สามเกลอ” ในฐานะแกนนำ นปช. แลถงเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “ดีทีวี” โดยณัฐวุฒิแถลงว่า ไม่เกี่ยวข้องกับทักษิณ และเงินทุนส่วนหนึ่งจากรายได้ของการจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง“ความจริงวันนี้” ที่มอบหมายให้บริษัทของ “เฮียหวัง” ดำเนินการ

สมหวัง อัสราษี

เฮียหวังทำเครื่องดื่มชูกำลัง “ความจริงวันนี้” พร้อมกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า และพัดลมสีแดง แต่เขาบอกว่าไม่ได้ทำเครื่องดื่มชูกำลัง “ทักษิณสู้” เป็นเรื่องของนายทุนอีกกลุ่มหนึ่งร่วมกับหมู่บ้านเสื้อแดง

เฮียหวังเอาบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อมิตซูชิต้า มาเดิมพันกับการเมืองนอกสภา เฮียหวังจะได้อะไร กับการเล่นเกมเสี่ยง

ปี 2551 “มติชนออนไลน์” ได้เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทสแกนเนอร์ฯ ของเฮียหวัง แม้จะมีรายได้จากการประกอบกิจการกว่า 200 ล้านบาทต่อปี แต่มีกำไรเพียงเล็กน้อย 2-3 ล้านบาท นอกจากนั้นผลประกอบกิจการในปี 2550 ยังลดลงเหลือไม่ถึง 200 ล้านบาท และขาดทุนถึง 26 ล้านบาท โดยมีขาดทุนสะสมเกือบ 20 ล้านบาท

ธุรกิจมีกำไรไม่มาก แต่ยอมเสี่ยง..เพื่ออะไรวันนี้ก็มีคำตอบแล้ว

เฮียล้ม..มิตซูชิต้าไม่ล้ม

ย้อนไปอ่านไทม์ไลน์ในหน้าเพจ “สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง” ช่วงที่เขาหายเงียบไป ไม่ข้องแวะกับการเมือง อย่างวันที่ 11 มีนาคม 2562 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เฮียหวังโพสต์ สถานที่พักอาศัย เขตปลอดการเมือง มีแต่สี ขาว น้ำเงิน แดง สีธงชาติไทยครับ”

โรงงานของเฮียหวัง

ส่วนใหญ่ในหน้าเพจของเฮียหวัง จะโพสต์ขายสินค้ามากกว่า และวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เขาโพสต์ว่า “ถ้าผมมีโอกาสเข้าไปบริหาร เรื่องเศรษฐกิจ ผมจะทำงานถวายชีวิต ทำให้ได้จริง ถ้าทำไม่ได้ ต้องลาออกทันที”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูชิต้ายังไปได้ดี และมีการทำการตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย หากเฮียหวังต้องล้มละลาย บริษัทของเฮียก็ไม่ได้ล้มตาม

น่าแปลกที่เฮียหวัง ได้รับหนังสือจากสรรพากรตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่เหตุใดจึงมาปล่อยผ่านเพจช่วงนี้ เฮียหวัง..หวังสิ่งใด

จีนถวายเหรียญมิตรภาพ กรมสมเด็จพระเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392146?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนถวายเหรียญมิตรภาพ กรมสมเด็จพระเทพฯ

7 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,วันชาติจีน,มิตรภาพไทย-จีน
เปิดอ่าน 183 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันชาติจีนเมื่อ 1 ตุลาคม 2562 ผ่านไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่และเป็นโอกาสพิเศษครบ 70 ปี เฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งชาวไทยคงได้ติดตามข่าวนี้ไปแล้ว

นอกจากการเฉลิมฉลองทั่วแผ่นดินจีนยังมีการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีน แล้วสิ่งที่ประชาชนคนไทยถือเป็นเกียรติที่สุดได้แก่การทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญมิตรภาพแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย

ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ‘สี จิ้นผิง’ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอิสริยาภรณ์ เหรียญมิตรภาพแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยทรงมีคุณูปการต่อการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างจีนกับประเทศไทย เหรียญดังกล่าวเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติที่รัฐบาลจีนเห็นว่าได้ประกอบคุณงามความดี อุทิศตนให้การทูตระหว่างจีนกับต่างประเทศ อีกทั้งสร้างความเสริมสุขให้ประชาชนชาวจีน
มิตรภาพไทย-จีน จงเจริญ
อ๊อด เทอร์โบ

ยาเสพติด – โจรปล้นทอง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เรื่องยาเสพติดในประเทศเราลุกลามไปทุกหย่อมหญ้าแล้วครับ ทุกข่าวที่ปรากฏทางโทรทัศน์จะต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าเรื่องลัก วิ่ง ชิง ปล้น เราจะทำอย่างไรดีครับ?

ผมคิดว่าเราจะมัวตั้งรับอย่างนี้ประเทศเราแย่แน่ครับ อยากจะให้รัฐบาลเรียกประชุมประเทศที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งยาเสพติดส่งไปประเทศพวกนี้ โดยไทยอาจจะส่งกำลังเข้าโจมตีแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ ลาว เราจะคอยตั้งรับคอยจับปลายทางไม่มีทางปราบได้ครับ ตำรวจเองก็มีข่าวว่าได้ค่าจับยาบ้าเม็ดละ 3 บาท

ปล้นธนาคารและปล้นร้านทองมีเกือบทุกวันเพราะมันเป็นงานง่ายๆ ทำงาน 2-3 นาทีได้เงินเป็นกอบเป็นกำ พวกร้านทองและธนาคารก็ไม่สนใจที่จะป้องกัน เพราะมีประกันปล้นไปเท่าไรก็เคลมจากประกันได้คล้ายส่งเสริมให้มีการปล้นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ผมจึงเขียนจดหมายนี้มาเพื่อเราจะได้หาสาเหตุ และโบราณว่ากันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน ทั้งเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมการปล้นต่างๆ

จึงเรียนมายังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ดำเนินการในวิธีการที่ดีที่สุดครับ
พิทักษ์ (เชียงราย)

เรียนคุณ ‘พิทักษ์’ เชียงราย
ผมขอออกความเห็นว่าทางธนาคารหรือร้านทองคงไม่สนใจต่อสู้หรือเพราะมีประกันอะไรครับ แต่เพราะรักตัวกลัวตายมากกว่า ไม่มีใครอยากส่งเสริมให้ปล้นกันหรอก

ส่วนเรื่องยาเสพติดนี่ทุกวันนี้มีมากมายหลายประเภทจนระบาดในหมู่ชนทุกเพศวัยและเราจะเห็นข่าวปาร์ตี้ยาไอซ์-ยาอี ฯลฯ โดนจับตรวจปัสสาวะกันบ่อยๆ

ตำรวจบางคนพอไปยุ่งกับยาเสพติดมากเข้าก็กลายเป็นผู้ค้าเสียเอง แบบนี้ก็มีแล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

วิธีการที่เสนอมาเด็ดขาดดีมากแต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนคงไม่กล้าทำโดยเฉพาะการส่งกำลังเฉพาะกิจไปจัดการโจมตีแหล่งผลิตมีแต่ในหนังมากกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

จดหมายจาก ‘ผู้เดือดร้อนตัวจริง’ ต่อไปนี้ฝากเรียนมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าจะช่วยเหลือหาวิธีการอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น

จริงอยู่ทางราชการย่อมมีกฎระเบียบหลายอย่างเพื่อให้ถูกต้องตามวิธีการแต่ขอให้ชวยบรรเทาความเดือดร้อนด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ

ขอร้องถึงรัฐบาลช่วยด้วย
เรื่องลูกจ้างประจำขอสิทธิค่ารักษาพยาบาล

พวกเราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้วซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ‘อุตตม สาวนายน’ มีความสามารถหลายอย่าง เป็นที่ชื่นชอบของพวกเรา เป็นความหวังของพวกลูกจ้างประจำของรัฐที่หลังเกษียณแล้วจะได้สิทธิค่ารักษาพยาบาลเหมือนเดิม (เฉพาะคนรับบำนาญรายเดือน)

ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางเคยตอบมาว่าไม่ได้อยากจะขอความกรุณาจากรัฐมนตรี อุตตม สาวนายน ช่วยพิจารณาให้พวกผมอีกสักครั้งได้ไหมครับ ไหนๆ พวกกระผมก็ชอบความสามารถของท่าน ช่วยชงเข้า ครม. ให้ผมที เพราะมีไม่กี่คน แล้วลูกจ้างประจำที่เกษียณแล้วรับรายเดือนซึ่งจะมีสามีภรรยาเท่านั้น ลูกๆ คงไม่ได้สิทธิ์แล้ว

ตอนนี้เกษียณแล้วต้องใช้ยาประจำตัวอีกเหมือนเดิม ความดัน เบาหวาน และลูกก็เบิกไม่ได้เพราะไม่ได้รับราชการหรือทางราชการจะกำหนดวิธีอะไรก็ได้ซึ่งจะเป็นเกียรติต่อพวกผมและคนอื่นๆ อีก ซึ่งรับใช้ราชการมานาน
ผู้เดือดร้อนตัวจริง

Golden/Bloody Week บทเรียนจากอินเดีย…สู่ฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392148?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Golden/Bloody Week บทเรียนจากอินเดีย…สู่ฮ่องกง

7 ตุลาคม 2562 – 09:12 น.
Golden Week,ฮ่องกง,ประท้วง,อินเดีย
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ  โดย…  ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทุกๆ ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม คือช่วงเวลาที่ประชาชนจีนกว่า 1.38 พันล้านคนได้หยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว ปีนี้มีรัฐพิธีที่ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะการตรวจแถวและสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของจีน แน่นอนคนจีนเฝ้าชมรัฐพิธีนี้ด้วยความภาคภูมิใจและจะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงตลอดวันหยุดราชการต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ที่เรียกกันว่า Golden Week ประมาณการว่าชาวจีนมากกว่า 800 ล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่สนุกสนาน คาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดจากการจับจ่ายใช้สอยมากกว่า 6 แสนล้านหยวน หรือกว่า 3 ล้านล้านบาทในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีก่อนๆ ก็คือหนึ่งในจุดหมายการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปเพราะหลายๆ ปีที่ผ่านมา หนึ่งในสถานที่ที่ชาวจีนนิยมไปกิน ดื่ม ใช้ชีวิตในช่วง Golden Week คือเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China: SAR) ซึ่งปีนี้ 31 ประเทศทั่วโลกออกคำเตือนไม่ให้ประชาชนเดินทางไปเยือนฮ่องกง

ตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 2018 ความรุนแรงของสถานการณ์เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) ระบาดในปี 2003, มูลค่าการค้าปลีกในฮ่องกงของเดือนกรกฎาคม 2019 เท่ากับ 34.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 11.4% จากปี 2018 สมาคม Hotel, Food and Beverage Employees Association ประกาศผลสำรวจพนักงานกว่า 84% พิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวของฮ่องกงกำลังล่มสลาย พนักงาน 90% ถูกบีบให้ Unpaid Leave, พนักงาน 46% รายได้ลดลง ฮ่องกงกำลังล่มสลาย

ในขณะนี้ Golden Week ก็กลายเป็น Bloody Week เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมฮ่องกงบางส่วนประท้วงด้วยการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินทั้งของราชการและของเอกชน หรือแม้แต่ปล้นร้านค้า การชุมนุมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนมาถึงจุดที่กดดันจนเจ้าหน้าที่ที่ถูกรุมทำร้ายร่างกายต้องใช้อาวุธประจำตัวยิงผู้ก่อจลาจลที่เข้ามาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นักข่าวหญิงชาวอินโดนีเซียถูกกระสุนยางเข้าที่ตาจนตาบอด และในที่สุดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม เวลา 15.00 น. คณะผู้บริหารฮ่องกงได้ประกาศพระราชกำหนดข้อบังคับฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 5 ตุลาคม โดยพ.ร.ก.ดังกล่าว ควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ควบคุมการเดินขบวนในที่สาธารณะตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป ห้ามนัดรวมตัวกันโดยปิดบังใบหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต (ยกเว้นในกรณีเจ็บป่วย) โดยผู้ใดฝ่าฝืนโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับ 25,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (98,000 บาท) เจ้าหน้าที่มีอำนาจให้ผู้ชุมนุมปลดสิ่งที่ปิดบังใบหน้า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังเที่ยงคืนกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังคงออกมาสวมหน้ากาก (ป้องกันการระบุตัวตนจากระบบ Facial Recognition ของทางการซึ่งพัฒนาไปมากโดยเฉพาะในประเทศจีน) และเดินหน้าก่อการจลาจลต่อไปอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์จนถึงปัจจุบันคือความผิดพลาดในทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเพราะนอกจากจะทำให้ตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่กลับหลังไม่ได้ และหากเดินหน้าต่อไปก็คงไม่สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายของกลุ่มผู้ชุมนุมเองในขณะนี้ก็ไม่ได้มีความชัดเจนและมีเอกภาพอีกต่อไปแล้ว คณะผู้บริหารฮ่องกงประกาศตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนไปแล้วว่า กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเป็นชนวนของการเรียกร้องในรอบนี้ได้ถูกยกเลิกกระบวนการออกกฎหมายไปแล้วอย่างถาวร และข้อเรียกร้องอื่นๆ ของผู้ชุมนุมก็ได้รับการตอบรับและจะเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของฮ่องกง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า ฮาร์ดคอร์ ยังคงเดินหน้าและทำแม้แต่การเรียกร้องให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง หรือเรียกร้องในสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการแยกตัวออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเรียกร้องโดยใช้ความรุนแรงรังแต่จะสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ทางการฮ่องกงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากแผ่นดินใหญ่ การทำลายล้างและก่อการจลาจลเปรียบเสมือนการจุดไฟเผาบ้านตนเอง และทำให้คนฮ่องกงที่อาจจะเคยเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนอีกต่อไป เพราะสิ่งที่พวกเขาทำหลายๆ อย่าง เริ่มเกินขอบเขตของความพอดีไปแล้ว เดินหน้าเรียกร้องต่อไปด้วยวิธีการรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีทั้งกับกลุ่มผู้ชุมนุม และกับฮ่องกงเองอย่างแน่นอน

ท่ามกลางความแตกแยก คำถามที่สำคัญคืออะไรคือแนวทางที่ถูกต้องสำหรับการเรียกร้องในทางการเมืองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้จริง

ในสถานการณ์เช่นนี้หากมองข้ามเทือกเขาหิมาลัยออกไปเราก็จะพบว่าในอีกภูมิภาคหนึ่งอินเดียเองก็กำลังมีงานเฉลิมฉลองด้วยเช่นกัน เพราะวันที่ 2 ตุลาคมของทุกปีคือวันคล้ายวันเกิดของมหาบุรุษ Mohandas Karamchand Gandhi หรือ “มหาตมา คานธี” และปีนี้เป็นปีพิเศษคือเป็นวาระ 150 ปี ชาตกาลมหาตมา คานธี

ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็คงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้ในมุมมอง ในมิติที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับผม “มหาตมา คานธี” ซึ่งแปลว่า คานธี ผู้มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ (ต้องออกเสียงว่า “มหาตมา” ไม่ใช่ “มหาตมะ”) ได้รับการขนานนามเช่นนี้เพราะ 3 เหตุผล

1.ผู้ชายคนนี้คือคนที่รวมชาติและประชาชนของอินเดียให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ทั้งๆ ที่ตลอดประวัติศาสตร์ของอินเดียที่ยาวนานหลายพันปี มหาราชา นักรบ สุลต่าน ที่ยิ่งใหญ่ด้วยกองทัพที่เกรียงไกรเกรี้ยวกราด อหังการ-มมังการ แค่ไหนก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ แต่ชายคนนี้ทำได้สำเร็จด้วยมือเปล่า

2.การลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ก่อนหน้าที่คานธีจะเป็นผู้นำ แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ลุกฮือขึ้นต่อต้านกองทัพอังกฤษด้วยความรุนแรงด้วยการประหัตประหาร ซึ่งแน่นอนว่าจะสู้รบอย่างไรกองทัพของสหราชอาณาจักรก็มีอาวุธที่ทันสมัยมากกว่า เชี่ยวชาญการรบมากกว่า แต่คานธีทำได้สำเร็จ หากแต่ไม่ใช่เพราะความรุนแรงแต่เป็นเพราะวิถีทางแห่งการ “อารยะขัดขืน (Civil Disobedience)” ตามแนวทาง “สัตยาเคราะห์ (Doctrine of Satyagraha)” นั่นคือแนวทางแห่งความจริง

3.ชายผู้นี้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ศรัทธาอย่างแท้จริงในความเชื่อที่ถูกต้อง รวมทั้งเป็นผู้นำที่แสดงให้ผู้ตามศรัทธาด้วยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง คานธีไม่ต้องการให้อินเดียถูกแยกประเทศในการประกาศเอกราช ดังนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ที่อินเดียได้รับเอกราช เราจะไม่เห็นคานธีอยู่ในการเฉลิมฉลองใดๆ เพราะการได้รับเอกราชแต่ต้องแบ่งแยกประเทศเป็นอินเดีย-ปากีสถาน สำหรับคานธีนี่คือความสูญเสีย ไม่ใช่การเฉลิมฉลอง แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเขาโดนสังหารก็เพราะชาวฮินดูหัวรุนแรงไม่พอใจที่เขาต้องการให้ความเป็นธรรมและต้องการไปเยือนปากีสถาน พี่น้องอินเดียที่เป็นอิสลาม

และนี่คือความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้แต่ความรุนแรงโดยไม่ดูเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ไม่ดูเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ดูเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ มุ่งแต่จะทำลายล้าง โดยเอาแต่ความสะใจของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่มีความเป็นอารยะ เช่นในกรณีของฮ่องกง ที่ไร้ทิศทาง ไร้แกนนำ ตรงกันข้ามกับแบบอย่างที่ถูกต้องของแนวทางการเคลื่อนไหวแบบสัตยาเคราะห์ ที่เชื่อมั่นในความจริง Truth and Only Truth หยุดเป็นตัวสำเร็จ ยอมถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า สงบนิ่ง และใช้ความจริงในการต่อสู้ แม้จะถูกทำร้ายโดยกองทัพอังกฤษ คานธีก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น ยอมถูกทำร้าย และในที่สุดผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็คือผู้ที่เป็นฝ่ายผิด ฝ่ายของคานธีที่สงบและพยายามอธิบายความ พยายามสร้างปัญญาให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์จะกลายเป็นความถูกต้องและได้ชัยชนะในท้ายที่สุด

ถ้าผู้ชุมนุมฮ่องกงหัดที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้และปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ถูกต้อง นั่งลง และนั่งอยู่ที่นั่น นั่งอยู่นิ่งๆ นั่งอยู่ที่ตรงหน้าที่ทำการฝ่ายบริหารของฮ่องกง ค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้ชาวฮ่องกงและชาวโลกได้รับรู้ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ถูกล้อมปราบ ไม่สร้างความรุนแรง เมื่อนั้นทั้งชาวฮ่องกงและชาวโลกก็อาจจะเข้าใจและสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงต้องออกมาเรียกร้อง (แน่นอนว่าขึ้นกับว่าสิ่งที่เรียกร้องมันมีเหตุผลสมควรด้วยหรือไม่)

สำหรับพวกเราชาวไทยหากอยากจะเรียนรู้แนวทางดังกล่าวของมหาบุรุษ มหาตมา คานธี ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระ 150 ปี ชาตกาลมหาตมา คานธี ขอเรียนเชิญเข้าชมนิทรรศการภาพถ่ายชีวิตของมหาตมา คานธี The Life of Mahatma Gandhi: Photo Exhibition ระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม–12 พฤศจิกายน ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะพร้อมฟังการบรรยาย สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-3945

สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง

7 ตุลาคม 2562 – 08:59 น.
สายตรวจระวังภัย,สะพานข้ามแยกมรณะจุดจบนักซิ่ง,นักซิ่ง,สะพานข้ามแยกมรณะ,ระย้า,รถไฟดนตรี,องค์การอนามัยโลก,รถจักรยานยนต์,หมวกกันน็อก
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปลายปี 2561 องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู ได้รายงานผลความปลอดภัยทางถนนของโลก พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยลดลงเป็นอันดับ 9 มีผู้เสียชีวิตปีละ 22,491 คน ลดลงจากเดิม 2,000 คน ถือเป็นสัญญาณดีไม่น้อย เพราะก่อนหน้านั้น 3 ปี ไทยมีผู้เสียชีวิตปีละ 24,326 คน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แม้ว่าสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 60 คนต่อวัน

ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ของไทยยังคง “ครองแชมป์โลก” มียอดสูงเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ให้แก่รัฐบาลเร่งหามาตรการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ ทั้งเกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ สภาพรถ และสภาพแวดล้อม หรือพื้นผิวการจราจร ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยจาก 19 ล้านคันเป็นกว่า 20 ล้านคัน

ทุกวันนี้ สะพานข้ามแยกคลองตัน ถูกขนานนามว่าเป็น “สะพานข้ามแยกมรณะ” เพราะในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา บนสะพานข้ามแยกแห่งนี้มีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ขั้นเสียชีวิตแล้ว 2 ราย ไล่ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “โน้ต” ภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร อายุ 37 ปี ทายาทเจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี “ระย้า” ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู รุ่น S1000RR สีเหลือง-ดำ เลขทะเบียน ฬบท 9 กรุงเทพ เสียหลักชนราวสะพานทำให้คอขาดกระเด็น จบชีวิตอย่างหวาดเสียว และหลังจากนั้นเพียง 7 วัน ก็เกิดอุบัติเหตุจุดเดียวกันทำให้มีผู้สังเวยชีวิตตามไปอีก 1 ราย

ล่าสุดกลางดึกวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อ นายวิวัฒน์ ภักดีล้น อายุ 26 ปี ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นแอร์ล็อก 155 CC สีดำ-น้ำเงิน ทะเบียน 1 ขฉ 5948 กรุงเทพมหานคร เสียหลักพุ่งชนราวสะพานข้ามแยกคลองตันเสียชีวิตในสภาพมีแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้า กะโหลกแตก แขนขาหักผิดรูป ส่วนหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำที่ผู้ตายสวมก็หลุดกระเด็นไปตกอยู่ที่ขอบราวสะพาน ซึ่งจุดเกิดห่างจากจุดที่ทายาทค่ายเพลงประสบอุบติเหตุเพียง 3 เมตรเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคั้งล่าสุดนี้ไม่มีพยานหรือผู้เห็นเหตุการณ์ แต่พบข้อมูลว่าผู้ตายไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทจากบริเวณถนนราชปรารภ ซอย 8 ย่านพญาไท กระทั่งถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา ก่อนมีอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูมาช่วยพันแผลให้ ต่อมาขณะขับรถกลับบ้านก็พบด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรของ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) หน้าปากซอยศูนย์วิจัย จึงสันนิษฐานว่าเจ้าตัวซิ่งหนีด่านมาจนประสบอุบัติเหตุขึ้น อย่างไรก็ตามตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบกล้องวงจรปิดอีกครั้งว่าอุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นการเสียหลักล้มเอง หรือมีใครทำให้ผู้ตายเสียหลักหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.ธนะเมศฐ์ วิจิตรจริยา รองผกก.สน.คลองตัน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสะพานมรณะแห่งนี้ว่า ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนมีผู้เสียชีวิตจากจุดนี้ไปแล้ว 3 ราย รวมถึงกรณีล่าสุดด้วย ส่วนสาเหตุที่สะพานข้ามแยกคลองตันมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโค้งรูปตัวเอสบนสะพาน ความเร็วของผู้ขับขี่ รวมไปถึงการไม่ชินเส้นทาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่และเคารพกฎจราจร โดยช่วงทางขึ้นสะพานมีการติดป้ายห้ามไม่ให้รถจักรยานยนต์ขึ้นไปใช้เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุจึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระวังถึงความปลอดภัย ขณะเดียวกันทางกรุงเทพมหานครมีการสำรวจสะพานสำหรับปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อหวังจะลดอุบัติเหตุบนสะพานดังกล่าว

          แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ แต่ความไม่ประมาทและเคารพกฎจราจรจะช่วยบรรเทาและยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บสูญเสียได้ไม่มากก็น้อย..!!

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

7 ตุลาคม 2562 – 08:45 น.
การเมืองเดือนตุลา,การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 482 ครั้ง

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

ออกอากาศทางเนชั่นทีวี ทุกวันเสาร์เวลา 17.00 น. วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองที่น่าสนใจโดย สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น วีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งครั้งนี้ได้ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “การเมืองเดือนตุลา ส่อเดือด!”

 “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่าเดือนตุลาคมปีนี้มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ คือการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 วาระแรก วันที่ 17-18-19 ตุลาคม การชี้แจงการถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 18 ตุลาคม การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐมเขต 5 วันที่ 23ต ุลาคม ดังนั้นสามเหตุการณ์นี้มีความสำคัญทางการเมืองเช่นใด

   “สมชาย” กล่าวว่าเดือนตุลาคมของทุกปีมีสถานการณ์ทางการเมืองและการเงินรวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีผลกับเหตุการณ์ประเทศเสมอๆ การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทนั้น อาจจะใช้เวลาสองวันหรือสามวันและเสมือนการอภิปรายไม่วางใจครม.แบบย่อมๆ การลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ในครั้งนี้คงตื่นเต้นกว่าที่ผ่านๆมาเนื่องจากเสียงลงมติที่ปริ่มน้ำของรัฐบาล หากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา

ที่ผ่านมาบางฝ่ายไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญเพราะอ้างว่ารัฐบาลนี้อนุมัติงบซ้ำกับรัฐบาลที่แล้วและส่อทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว ทำแบบนี้ไม่ทราบเจตนา เพราะรัฐสภายังไม่อนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับวินิจฉัย

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านจะเดือดร้อนทั้งประเทศนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้คือทางรอดของรัฐบาลและประเทศ เพราะหากกฎหมายการเงินนั้นหากไม่ผ่านความเห็นของรัฐบาล หัวหน้ารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา เสียงรัฐบาลที่ปริ่มน้ำนั้นจนมีกระแสข่าวดึงงูเห่าจากฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยที่ฝ่ายค้านออกมาชี้ว่าส.ส.ฝ่ายค้านโดนแกนนำรัฐบาลดึงไปร่วมลงมติให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าจากนี้ไปเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งแกนนำรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่าง โดยต้องคุมเสียงส.ส.รัฐบาลและประสานส.ส.ฝ่ายค้านในช่วงลงมติ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีสองเสียงของพรรคเพื่อไทยไว้แล้ว (ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากุล) เพราะสองคนนี้อ้างว่าการลงมติให้ร่างกฎหมายงบประมาณนั้นเพื่อพัฒนาประเทศและควรดูว่าคะแนนเสียงในร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีงูเห่าหรือไม่ แต่เชื่อว่าน่าจะมี

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ร่างกฎหมายงบประมาณครั้งนี้มีรายจ่ายที่มากกว่าทุกปีแม้จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในเจ็ดด้าน และห้ากระทรวงที่มีงบประมาณมากสุดนั้น ตัวเลขแม้จะมากแต่หากเทียบปีที่แล้วก็พบว่างบประมาณบางกระทรวงลดลง บางกระทรวงเพิ่มขึ้น ดังนั้นการลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ฝ่ายรัฐบาลคงดำเนินการหาเสียงจากฝ่ายค้านไว้ยี่สิบส.ส.ตามที่มีกระแสข่าว

   “สมชาย” กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่น่าติดตามในวันที่ 18 ตุลาคม คือการขึ้นศาลรัฐธรรมนูญของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เรื่องการถือหุ้นสื่อนั้น มีการตั้งข้อสังเกตการโอนหุ้นสื่อของธนาธร ว่าดำเนินการก่อนการลงสมัครเลือกตั้งส.ส. แต่สิ่งที่ธนาธรอ้างไว้มันขัดหลักฐานทางราชการตามที่สำนักข่าวอิสราและสื่อต่างๆ ตั้งข้อสังเกตไว้

การขึ้นศาลครั้งนี้ ธนาธรเบิกพยานสิบคนให้มีการไต่สวนและพยานที่ไม่เคยมีใครรู้และมีความสำคัญในคดีนี้คือคนขับรถของธนาธร เพราะวันที่ธนาธรอ้างว่ามาโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม แม้ตอนนั้นธนาธรจะหาเสียงที่ต่างจังหวัดแต่กลับมาโอนหุ้นที่กทม. รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ระบุว่ามีการแจ้งโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 21 มีนาคม

ดังนั้นพยานต้องสาบานตัวก่อนเบิกความ หากใครเบิกความเท็จจะติดคุก เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะซักถามพยานทุกคนด้วยตัวเอง โดยที่ทนายความไม่ได้ซักถามในการเบิกความและตอนนี้มีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีที่บังคับใช้วันที่ 17 ตุลาคมนั้น จะบังคับใช้ก่อนที่คดีนี้จะไต่สวน ดังนั้นการแถลงข่าวในพื้นที่ศาลรัฐธรรมนูญและการบิดเบือนและวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริตจะกระทำไม่ได้ เพราะปี 2544 มีการตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร และตอนนั้นมีการชุมนุมกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนั้นขึ้นอีก

 “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า การไต่สวนคดีนี้สื่อมวลชนและสังคมน่าจะติดตามคดีนี้มากกว่าการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในวันเดียวกัน เพราะร่างกฎหมายงบประมาณน่าจะลงมติในช่วงหลังการไต่สวนคดีนี้เสร็จสิ้น

 “สมชาย” ระบุว่า การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐม เขต 5 ในวันที่ 23 ตุลาคม พรรคอนาคตใหม่บอกว่ามันคือการวัดคะแนนนิยมของรัฐบาล ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เชื่อว่าสองฝ่ายจะโต้ตอบกันหนัก และนำทัพใหญ่ไปหาเสียง สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าให้เลือกผู้สมัครส.ส.ฝ่ายค้านเพื่อสะท้อนว่าประชาชนไม่เอารัฐบาล แต่ความจริงนั้นพรรคอนาคตใหม่คือเจ้าของพื้นที่นี้ หากเลือกตั้งครั้งนี้คะแนนลดลงหรือไม่ชนะ พรรคอนาคตใหม่ต้องพิจารณาตัวเองด้วย และอย่าลืมว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านคือพรรคไทยศรีวิไลยก์กับพรรคเสรีรวมไทยก็ส่งผู้สมัครเช่นกัน

ผู้สมัครส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา) ก็แข่งขันกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็หวังชนะ หากรวมคะแนนของผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐไว้ได้และยังปะทะคารมกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้อันดับที่สี่จากครั้งที่แล้วเพราะมาแข่งขันกันเอง ตอนนี้สองฝั่งมีรอยร้าว เพราะวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ประกาศเชียร์พรรคชาติไทยพัฒนา (เผดิมชัย สะสมทรัพย์) เพราะรู้จัก ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่พรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกับพรรคอนาคตใหม่

ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมพรรคอนาคตใหม่ที่แท้จริงคือคาดว่าเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่ จ.สมุทรปราการ ขอนแก่น และกำแพงเพชร หากพรรคอนาคตใหม่ชนะในสามเขตนี้ก็จะอ้างได้จริงว่าคะแนนนิยมรัฐบาลลดลง ดังนั้นอย่านับการเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม เพราะพื้นที่นี้พรรคอนาคตใหม่คือแชมป์เก่าและป้องกันตำแหน่ง

ส่วนการฮั้วนั้นน่าจะทำได้ยากเพราะกระทบการคำนวณคะแนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ดังนั้นเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ส่งที่จ.สมุทรปราการ และกำแพงเพชร รวมทั้งขอนแก่น เพราะจะให้พรรคพลังประชารัฐลงแข่ง เพราะเชื่อว่าสองพรรคนี้คุยกันและคำนวณคะแนนที่จะกระทบส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กันแล้ว

       “วีระศักดิ์” กล่าวว่า เลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ก็แข่งขันกับพรรคเสรีรวมไทย เหมือนกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่แข่งขันกับพรรคประชาธิปัตย์ และน่าจะมีรอยร้าวในทั้งสองขั้วการเมือง

เลิก-ไม่เลิกสารพิษต้องชัดเจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลิก-ไม่เลิกสารพิษต้องชัดเจน

7 ตุลาคม 2562 – 08:20 น.
สารพิษ,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเสต,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทน์ที่ 7 ตุลาคม 2562

กลายเป็นกระแสร้อนในสังคมอีกครั้งหลังมีการเปิดประเด็น 2 นักวิชาการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้แก่ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ น.ส.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิชาการ นักวิจัย และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ถูกผู้ไม่หวังดีขู่ฆ่า บีบบังคับให้ลาออก หลังผลักดันให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด (พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส) ทำเอานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ถึงกับฟิวส์ขาดบริภาษอย่างรุนแรงว่า พวกคนกระจอก หน้าตัวเมีย พร้อมท้าถ้าแน่จริงให้มาทำกับตนเองแทน

ต้องยอมรับว่าสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลเสียของการใช้สารเคมีในการเกษตรอย่างชัดเจน ผลเสียไม่ได้เกิดแค่กับเกษตรกรเท่านั้น ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้รับเคราะห์กรรมในปลายน้ำ การสะสมของสารพิษในร่างกายจะทำให้เสียสุขภาพ เสียเงินทอง และอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตด้วย เช่นเดียวกับรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติต่างก็เห็นพ้องถึงพิษภัยของสารพาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส เหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็มีคำถามว่าแล้วทำไมการยกเลิกการใช้ถึงยังคาราคาซัง ขนาดสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก มีอำนาจมาตรา 44 อยู่ในมือ มีคณะทำงานที่มากด้วยฝีมือ ก็ยังไม่สามารถออกมาตรการหรือสังการให้เลิกใช้ 3 สารพิษดังกล่าวได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหน้าฉากหลังฉากของเรื่องนี้คงไม่ธรรมดา

ล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ยกเลิกการใช้ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต โดยสนับสนุนให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เห็นควรให้ยกเลิก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่ารัฐบาลมิได้เพิกเฉยต่อชีวิตและสุขภาพของคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมเสนอแนวทางให้ดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อความโปร่งใสและมิให้เกิดข้อกังวลใจของทุกฝ่าย คือ ให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับความเดือดร้อน หากยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว, ขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกาศนโยบายในประเด็นนี้อย่างชัดเจนให้ประชาชนและผู้แทนของกระทรวงที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้รับทราบตรงกัน และที่สำคัญ การลงมติครั้งนี้ของ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ควรกระทำโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ

หลายประเทศเล็งเห็นพิษภัยมีการสั่งห้ามนำเข้าสารพิษเหล่านี้ แต่ในบ้านเรามีเสียงซุบซิบให้ได้ยินกันไปทั่วถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคนบางกลุ่ม บางคน กับการนำเข้าสารเคมีเหล่านี้ที่มีมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี หลังจากทำการตลาดมูลค่าสูงขึ้นไปกว่าเท่าตัว นั่นเท่ากับว่าหากมีการเลิกใช้สารทั้ง 3 ตัวนี้จะกระทบวงจรธุรกิจและบางกลุ่มบางคน ขณะที่สังคมต้องการความชัดเจนว่าปัญหาคืออะไรและติดขัดตรงไหน ข้อเสนอที่จะให้มีการลงมติโดยเปิดเผยจึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่กรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 29 คน จาก 16 หน่วยงาน ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั่งเป็นประธาน ควรจะเปิดกว้างรับฟังเพื่อสร้างความเป็นธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากท่านใดเห็นควรให้ใช้สารพิษต่อก็ให้แสดงเหตุผลให้สังคมทราบ เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้คนอย่างรุนแรง จึงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทุกคนจะได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น

“ปวิตร มหาสารินันทน์” ‘สงคราม’ ไม่เคยจบ ที่หอศิลป์กทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปวิตร มหาสารินันทน์” ‘สงคราม’ ไม่เคยจบ ที่หอศิลป์กทม.

5 ตุลาคม 2562 – 09:08 น.
หอศิลป์กทม,ปวิตร มหาสารินันทน์,รายงายพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,อัศวิน ขวัญเมือง
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 5-6 ต.ค.62

****************************

ไม่ใช่การลาออก ไม่ใช่การเกษียณ ไม่ใช่ด้วยความเต็มใจ หรือติดภารกิจ แต่วันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา คือวันทำงานวันสุดท้ายที่ “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ของ ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ในฐาะผู้อำนวยการหอศิลป์ ซึ่งคนไทยรับรู้กันแล้วจากจดหมายเปิดผนึกที่ปรากฏหน้าข่าวสารว่าเขาโดน ไล่ออก”

ถามทำไม ที่จริงเนื้อหาโดยสรุปของจดหมาย ที่นอกเหนือจากการเรียกร้องความเป็นธรรมและโปร่งใสในการถูกไล่ออกแล้ว คนไทยก็พอรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่ ผศ.ปวิตร เคยแสดงความเห็นเรื่องการสนับสนุนงบประมาณของกรุงเทพมหานครในการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาหลายครั้ง

แต่ปัญหาของปัญหา คงมิได้มีแต่เพียงเท่านี้

เส้นทางคนถูกเด้ง

ก่อนจะเท้าความไปยังเบื้องหลังคนเดินเรื่องคือบุคคลที่สำคัญที่สุด ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ มักพูดเสมอเวลาให้สัมภาษณ์สื่อว่าไม่เคยเสียดายที่ลาออกจากอาจารย์ประจำของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะนี่คือ งานในฝัน”

ผศ.ปวิตร หรือ ครูป้อม ของนิสิต เขาเป็น “อักษรจรัส 56” หรือศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนจะเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร และผอ.ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

แน่นอนเส้นทางของคนรักศิลปะคงไม่จำกัดแค่ภาพเขียน ปูนปั้น ครูป้อมเติบโตมากับการเรียนภาษาอังกฤษจากการดูหนัง อ่านวรรณกรรม และบทละครเวทีทั้งของไทยและเทศ เคยเขียนวิจารณ์หนังลงนิตยสารตั้งแต่อยู่ ม.5

ต่อมาเข้ามาเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ วิชาโทศิลปการละคร กระทั่งเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในภาควิชาศิลปการละครทันที

ตลอดมาได้รับเชิญให้เป็นนักวิจารณ์ละครเวทีและนาฏศิลป์ของหนังสือพิมพ์ “The Nation” มาตั้งแต่ 2544 และเป็นประธานคนแรกของชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง มีงานตามเทศกาลหนังมากมายในต่างประเทศ

ที่ผ่านมามีผลงานการแต่งและแปลบทละครเวทีนับสิบเรื่อง นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปบรรยายร่วมจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านละครเวทีในต่างประเทศ

จนกระทั่งได้เบนเส้นทางมาสู่โลกแห่งพื้นที่ แต่มิใช่เวทีการแสดง หากเป็นพื้นที่ที่กว้างกว่านั้นนัก เพราะที่นั่นคือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” และโดยขนาดของพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่เชิงกายภาพแต่ยังหมายถึงการเปิดกว้างของการแสดงออกทางศิลปะ

ถามคนหัวใจศิลป์ อะไรจะท้าทายกว่านี้ ฝันไหนจะยิ่งใหญ่กว่านี้ ก็คงไม่มีอีกแล้ว

ครูศิลป์ในเงาศึก

ก่อนที่ครูป้อมจะย่างก้าวเข้ามารับตำแหน่งที่หอศิลป์ กทม. เจ้าตัวคงรู้ดีว่าประวัติศาสตร์การเกิดของหอศิลป์ที่ยืนตระหง่านตรงข้ามห้างยักษ์ย่านปทุมวันแห่งนี้ แทบจะเป็น สงครามกลางกรุง” ที่ผ่านมือผู้ว่าฯ กทม.ถึง 3 สมัย!

จากจุดตั้งต้นในปี 2537 ในการประชุมเตรียมการนิทรรศการครบรอบ 20 ปี ของ “แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย” วงนั้นมีการพูดคุยถึงการจัดนิทรรศการครั้งใหญ่เพื่อแสดงภาพรวมของศิลปะในรัชกาลที่ 9

ที่สุดราวกับมีใครกดปุ่ม จู่ๆ ผู้ว่าฯ กทม. “ดร.โจ” พิจิตต รัตตกุล ได้ตกลงกับคณะกรรมการโครงการศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9 ที่จะจัดสร้างหอศิลปะร่วมสมัยขึ้นจนมีการเซ็นอนุมัติโครงการในวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จัดงบปี 2544 ไว้ 185 ล้านบาท

แต่แล้วพอถึงยุคสมัยของผู้ว่าฯ สมัคร สุนทรเวช (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ราวปี 2544 มีการยกเลิกและทบทวนโครงการโดยให้เหตุผลว่า กทม.ไม่มีตังค์มากพอ ข่าวช่วงนั้นระบุว่า งบปาเข้าไปถึง 300 ล้านบาท!

แต่ก็ปิ๊งไอเดียว่าเพื่อความอยู่รอดก็จะทำศูนย์การค้าครึ่งหนึ่งและเป็นอาคารจัดแสดงงานศิลปะอีกครึ่งหนึ่ง ปรากฏผู้คนออกมาประท้วงกันครึกโครม เกิดเป็น ‘เครือข่ายศิลปินรณรงค์เพื่อหอศิลป์ร่วมสมัยเฉลิมพระเกียรติแห่งกรุงเทพมหานคร’ ขึ้น จนเรื่องเงียบไปเพราะมีการฟ้องร้อง และศาลปกครองกลางได้ประทับรับคำร้อง

ก่อนที่ปี 2547 คนกทม. มีผู้ว่าชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็เกิดมี ‘ปฏิญญาศิลปวัฒนธรรม’ และมี “มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ที่จะเข้ามาดูแลหอศิลป์ของคนเมืองแห่งนี้

สภากทม.อนุมัติงบ 504 ล้านบาท เปิดโครงการวันที่ 19 สิงหาคม 2548 กระทั่งแล้วเสร็จเปิดใช้งานเมื่อปี 2551 คนไทยสมใจได้หอศิลป์กรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่สี่แยกปทุมวันมาจนถึงวันนี้

สงครามยืดเยื้อ

“ครูป้อม” ปวิตร ไม่ใช่ ผอ.หอศิลป์คนแรก ที่ผ่านมาก็มี ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที” ผู้ที่เคยกอดคอร่วมต่อสู้กับแนวร่วมเพื่อให้ได้มาซึ่งหอศิลป์แห่งนี้จนได้นั่งในตำแหน่ง “รักษาการ ผอ.หอศิลป์กทม.” ตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 2551 จนถึงปี 2554 และกลับมานั่งช่วงปี 2561 ก่อนที่ครูป้อมจะเข้ามารับไม้ต่อในปีเดียวกัน แล้วฉัตรวิชัยก็เขยิบไปนั่งเป็นกรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ

อย่างไรก็ดีที่จริงการบริหารในตำแหน่ง ผอ.หอศิลป์ของฉัตรวิชัยเอง เขาก็เคยแสดงบทบาทในการตอกย้ำ “ปัญหาการจัดสรรงบประมาณจาก กทม.” มาก่อนแล้ว โดยราวปี 2552 เขาเคยเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ขณะนั้น แยกหอศิลป์กรุงเทพฯ ออกจากระบบ

อ.ปวิตร แจงเรื่องงบดูแลหอศิลป์ ช่วงปี 2561

ซึ่งที่สุดทางแก้ไขก็คือการจัดตั้งมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครขึ้นในปี 2554 มีสัญญาดูแลหอศิลป์ถึง 10 ปี ปัจจุบันมีกรรมการ 12 คน เป็นชุดใหม่ตามที่ครูป้อมแจงไว้ในจดหมายว่า เข้ารับตําแหน่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 และไล่เขาออกใน 3 เดือนถัดมาแบบที่เจ้าตัวบอกว่า “ไม่มีเค้าลาง”!

กรรมการชุดนี้มี  รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย เป็นประธาน นอกจากนี้ยังมี คณะกรรมการที่ปรึกษาหอศิลป์ กทม.” อีก 8 รายชื่อ โดยมี อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันเป็นประธาน

ในจำนวนนี้ยังมีรองผู้ว่าฯ กทม., ปลัด และรองปลัดกทม. นั่งเป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ส่วน ผอ.สำนักงบประมาณ กทม. นั่งเป็นกรรมการที่ปรึกษาด้วย

สำหรับ รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบชุมชนเมือง จุฬาฯ และยังเป็นอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในสมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล และอภิรักษ์ โกษะโยธิน อีกด้วย

ถึงตรงนี้ถามว่าสงครามของแดนศิลป์ตอนนี้คืออะไร ก็อาจเป็นการที่ครูป้อมใช้พื้นที่ทางความคิดและทัศนติอย่างผิดที่ผิดเวลา หรือแค่ผิดในสายตาของกรรมการที่่เป็นเสมือนผู้ปกครองอีกชั้น

ศึกนี้รบกับใคร?

กลับไปที่ฉากเงาของหอศิลป์กทม. ช่วงปี 2561 ในยุคของผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ช่วงที่ครูป้อมเพิ่งเข้ามาเป็นผอ.ได้ไม่กี่เดือน ตอนนั้น อภิรักษ์ โกษะโยธิน ยังนั่งเป็นประธานมูลนิธิมาตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนั้น

ปรากฏว่าจากงานในฝันก็แปรผันเปลี่ยนไป เพราะอยู่ๆ มุมมองของหอศิลป์ถูกตีความใหม่ กทม.มีแนวคิดที่จะนำหอศิลป์กลับมาดูแลเอง

ตอนนั้น “สภา กทม.” ชุดของ ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ มองว่า มูลนิธิเป็นนิติบุคคลเข้าข่ายเป็นเอกชนตามมาตรา 96 และการเข้ามาบริหารของมูลนิธิไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. และรมว.มหาดไทย จึงอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

จึงเสนอ 2 แนวทาง คือ 1.ให้มูลนิธิดำเนินการให้ถูกต้อง คือให้สภา กทม.เห็นชอบ รมว.มหาดไทยลงนาม แล้วบริหารต่อไป หรือ 2.กทม.นำมาบริหารเอง

เวลานั้นขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุปปรากฏว่าคนไทยหลายคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างร้อนแรง ด้วยเชื่อว่านี่คือการเข้ามายึดหอศิลป์ และที่สุดพื้นที่ทางศิลปะจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเรียกร้องให้แก้ไขอายุสัญญาต่อไปอีก

ช่วงนั้นครูป้อมของเราเลยออกมาแสดงบทบาทเต็มที่ มีคำพูดต่างๆ นานาเกี่ยวกับปัญหาการจัดสรรงบของกทม. (จะว่าไปเค้าลางที่จะโดนไล่ออกของครูป้อมที่บอกว่าไม่เคยรู้สึกมาก่อน ก็คงเริ่มตั้งแต่วันนั้นแหละ)

แต่ยกแรกปี 2561 ประชาชนคือผู้ชนะ เมื่อพ่อเมืองกทม. โพสต์เฟซบุ๊ก “ผู้ว่าฯ อัศวิน” ว่า “Ars longa, vita brevis” “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ตัดสินใจให้เวลาหอศิลป์เป็นแบบที่เป็นอยู่ต่อไปจนถึงวันหมดสัญญาปี 2564

ระหว่างที่คนไทยนึกว่ายกสองจะได้สู้กันต่อในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่ก็กลับมีเซอร์ไพรส์ล่วงหน้ากับ “ครูป้อม” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

วันนี้ถามเจ้าตัวแว่วมาว่านอกจากตีฆ้องร้องป่าวขอทราบเหตุผลชัดๆ ที่โดนไล่ออกแล้วก็คงทำได้เพียงการเล็งฟ้องร้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ส่วนประเด็นอื่นๆ คงต้องรอให้สังคมช่วยกันไฮไลท์เยอะๆ อย่าลืมว่านี่ก็ใกล้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบใหม่แล้ว คนไทยหัวใจศิลปะ ที่เจตนาของการเกิดหอศิลป์ต้องมาก่อนกำไร-ขาดทุน คงต้องทำอะไรสักอย่างในยกถัดไป

‘บูลลี่ไทยๆ’? เพราะเป็น ‘โอ๊ค’ จึงเจ็บปวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391889?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บูลลี่ไทยๆ’? เพราะเป็น ‘โอ๊ค’ จึงเจ็บปวด

5 ตุลาคม 2562 – 08:23 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,คดีกรุงไทย,รายงานพิเศษ,ทักษิณ ชินวัตร,อดีตนายกฯ,พจมาน ชินวัตร
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5-6 ต.ค.62

*************************

“ทอม แฮงค์” เจ้าตำนานออสการ์ เคยฉลองชัยที่ลูกชายกลับมาเป็นลูกคนเดิม หลังจากเดินเส้นทางผิดจนต้องเข้ารับการบำบัดอยู่นานนับเดือน

ปี 2558 ลูกชาย “เฉินหลง” ต้องติดคุกคดีใหญ่เป็นข่าวทั่วโลก และ “ไมเคิล ดักลาส” รุ่นเก๋าฮอลลีวู้ดเคยกล่าวถึงลูกชายที่เกือบจะเสียคนว่า “ผมก็พอจะเข้าใจถึงความกดดันในการตามหาตัวตนของตัวเองอยู่เหมือนกัน”

นี่คือตัวอย่างที่ว่าบางครั้งการมีไอดอลเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียงเงินทองและเป็นคนใกล้ชิด ก็กลายมาเป็นความกดดัน เป็นกระจกบานใหญ่ที่หันมาสะท้อนเราเอง

โดยเฉพาะ “ลูกชาย” สิ่งที่ต้องแบกรับคือความคาดหวังระดับสูงซึ่งคนที่เกิดเป็น “ลูกสาว” อาจไม่ค่อยเข้าใจนัก

หันมาบ้านเราหนึ่งในลูกชายที่มีความสำเร็จของคนรุ่นพ่อเป็นแบบอย่าง ในบรรดาคนดังที่ยืนอยู่แถวหน้า ต้องมีชื่อ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร

ข่าวล่าสุดของเขาทำให้คนไทยต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งห่วงจริง หรือห่วงเยาะ เรื่องนี้เจ้าตัวคงไม่ขำด้วยเพราะรุ่งขึ้นโอ๊คถึงกับโพสต์เฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ว่า

เชื่อครับ…ว่ายุคนี้ “ลูกทักษิณ” หาโอกาสที่จะอยู่แบบสบายๆ ยากมาก ผมยอมรับว่าครั้งนี้ #หนักที่สุดในชีวิต และเครียดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน #ใครไม่โดนกับตัวเองไม่รู้หรอก

ถ้าจะถามว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา ต้องเปลี่ยนไปถามว่า เขาเจออะไรมาบ้างจะดีกว่า

ลูกนายกฯ ต้องอดทน

ช่วงปี 2544 นับแต่คนไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ต่อให้มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้มาจากประชาชน จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บุตรชายคนโตของเสี่ยแม้วก็ถูกจับตาจากสังคม “เป็นพิเศษ” ตั้งแต่หนนั้น

ปี 2546 แม้ขณะที่ทักษิณกำลังขึ้นหม้อ แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีแต่คนรัก ความพิเศษที่โอ๊คถูกจับตาทวีหนักขึ้นในปีนั้นเกิดขึ้นหลังจากเช้าวันที่ 29 สิงหาคม 2546 หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “พานทองแท้ พกโพยเข้าห้องสอบ”

ข่าวเจาะลึกจนได้เรื่องว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสอบวิชาการวิเคราะห์ ระบบการเมืองไทย หรือ PS 421 ของนักศึกษาปี คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

กระทั่งมีการแจงจากยงยุทธ ติยะไพรัช ขณะเป็นโฆษกรัฐบาลว่าจริงๆ แล้วเป็นเพียงกระดาษจดโน้ตย่อทั่วไปที่ทำไว้อ่าน และอาจารย์คุมสอบก็พบก่อนเข้าห้องสอบ จากนั้นก็ไพล่ไปเรื่องการเมืองในรั้ว ม.ราม

จริงเท็จยังไงคงมีไม่กี่คนที่รู้ แต่คนไทยก็จำเฉพาะพาดหัวข่าวไปแล้วอย่างช่วยไม่ได้ เหนืออื่นใดหลังจากนั้นโอ๊คก็ถูกขุดไม่จบ

สมัยนั้นศัพท์ “บูลลี่” ยังไม่เกิดในบ้านเรา แต่การถูกคุ้ยยาวแล้วมาโพสต์ตามเว็บไซต์ดังๆ แบบไร้แหล่งที่มาก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ

ช่วงนั้นโอ๊คเจอขุดไปถึงสมัยเรียน ม.ปลายที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ทั้งในเรื่องของนักเรียนที่มีสิทธิพิเศษ ไล่มาถึงการเข้าเรียนต่อในรั้วธรรมศาสตร์ ด้วยโควตานักกีฬาบาสเกตบอล แต่เรียนไม่จบแล้วไปต่อที่รามฯ แทน

ถามคนไทยหลายคนอาจบอกว่าที่โอ๊คเจอนั้น “เด็กๆ” แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า “มันไม่เคยมีวันหยุด”

เพราะในขณะที่สปอตไลท์จับไปที่พ่อ ผู้ซึ่งใช้ทุกอย่างที่มี ทำทุกอย่างที่จะทำในเก้าอี้นายกฯ สมัยแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลมาถึงเก้าอี้สมัยที่ 2 ในปี 2548 มีโอกาสได้เดินหน้าตามคำขวัญ “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง”

แต่คนไทยก็ยังมีไฟฉายอีกกระบอกเอาไว้จับตาดูโอ๊คโดยเฉพาะ

ลูกไม้ที่หล่นแรง

คาบเกี่ยวกันในรอยต่อปี 2546 เราได้เห็นโอ๊คในวัย 24 มาไกลเป็นถึงซีอีโอบริษัทใหญ่ แม้ไม่มีวี่แววจะไปทางเดียวกับบิดา แต่ที่โอ๊คทำ พ่อก็พอเอาไปคุยกับเพื่อนได้

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 โอ๊คปรากฏตัวในฐานะประธานบริษัท ฮาว คัม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ดำเนินธุรกิจความบันเทิงครบวงจร ทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา คอนเสิร์ต ตลอดจนอีเวนท์ และออแกไนเซอร์

มีผู้ถือหุ้นเป็นเพื่อนสนิทที่เรียกว่า “ก๊วนฮาวคัม” คือ “ป่าน” นันทสิทธิ์ แจ่มสมบูรณ์, “น้ำนิ่ง” ไอยคุปต์ กฤตบุญญาลัย, “มดดำ” สุศิษฎา (หรือคชาภา) ตันเจริญ, “ฮาน่า” ทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย และยังมีน้องสาวคนรอง พิณทองทา ชินวัตร ร่วมถือหุ้นด้วย

จากนั้นก็เพิ่มทุนแตกบริษัทลูกออกมาอีก 4 บริษัท คือ ฮาวคัมเอวี, ฮาวคัมมีเดีย, ฮาวคัมสตูดิโอ ฮาวคัมไอพี

แน่นอนช่วงนั้นโอ๊คก็เจอบูลลี่ว่าใช้เส้นสายของพ่อหางาน แม้แต่การที่โอ๊คเปิดร้านถ่ายภาพสตูดิโอ SHE@MOOD, บริษัทโอกานิทได้สัมปทานพื้นที่โฆษณาในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตั้งบริษัท มาสเตอร์  โฟน ขายมือถือ VERTU โคตรแพง ทั้งหมดนี้โอ๊คก็ยังเจอข้อหาเปิดกี่ที่ก็มีโฮ คือ “ไม่รอด”

ไม่นับที่บางคนสร้างหนังเรื่อง “ยอดชายนายโอ๊กอ๊าก” (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โว้กว้าก”) ช่วงปี 2547 ที่มีเนื้อหาล้อเลียนตนเอง คนไทยขำเยาะแต่คนถูกล้อคงไม่ขำด้วย

จนกระทั่งการขายหุ้นชินฯ ของพ่อ ที่โอ๊คมีเอี่ยวในฐานะลูก ผู้เหมือนต้องกรีดเลือดร่วมขัน เรื่องนี้แน่นอนทำให้เส้นทางการเมืองของผู้พ่อต้องล่มสลายอย่างรวดเร็วในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่เส้นทางชีวิตของโอ๊คเองก็ล่มไปด้วยเป็นโดมิโน

คนหนุ่มในวัยสร้างชื่ออย่างโอ๊ค ต้องระเห็จหลบอยู่บ้านเพื่อน หนีไปอยู่ตามเซฟเฮาส์ มีวันที่ต้องคิดว่าถ้าต้องตาย “ก็จะตาย”

ไม่ต้องถามถึงธุรกิจที่ “ฮาวโก” ไปตามระเบียบ และคำว่า “ก๊วนฮาวคัม” ก็ค่อยๆ เงียบหายไป ต่อให้ภายหลังโอ๊คกลับมาบริหาร “วอยซ์ทีวี” แต่คำครหาและข้อขุดคุ้ยก็ไม่เคยจบ

ลูกโอ๊คผู้(ต้อง)แข็งแกร่ง

ถ้าจะย้อนไปไกลกว่าความเป็น ลูกนายกฯ” เอาจริงๆ โอ๊คก็คงมองเห็นพ่อผู้ซึ่งลุยงานมาสารพัดตั้งแต่จำความได้

เราไม่มีทางรู้ว่าบรรยากาศในบ้านโอ๊คจะเหมือนหนัง เหมือนละคร ที่พ่อแม่พุ่งใส่งานอย่างกระทิงคลั่ง จนไม่มีเวลาเอาใจใส่ลูกหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ เราเคยได้ยินว่าช่วงปี 2543 คุณหญิงอ้อ พจมาน ณ ป้อมเพชร์ พาลูกแก้วชื่อ “โอ๊ค” ในวัย 21 ปี ไปบวชเรียนที่วัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) แก่งกระจาน เพชรบุรี กับอดีตพระดัง “พระอิสระมุนี”

ช่วงที่โอ๊คโดนขุดก็มีการเอาเรื่องนี้มาเผยแพร่ในทำนองว่า “ลูกชายเสี่ยแม้วไม่ได้ไปบวชธรรมดา แต่ไปรักษาอาการบางอย่าง!”

แต่ที่สุดช่วงรัฐบาลอาปู โอ๊คก็กลับมาในกระแสโซเชียลที่ตัวเองได้เขียนเอง สร้างวาระเอง เปิดประเด็นเอง และได้ตอบโต้กลับไปยังสังคมที่คาใจในตัวเขาบ้าง ใครตามเฟซบุ๊กโอ๊คจะเห็นเลยว่าโอ๊คเองก็คมและบ้าพอตัวเหมือนกัน

จะมีก็แต่คดีกรุงไทยที่โอ๊คยังคงต้องมีเอี่ยวในอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับรุ่นพ่อ ขณะที่พอหันไปมองน้องสาวอีกสองคน คงไม่ต้องบรรยายว่าพวกเธอมาได้ไกลขนาดไหนทั้งเรื่องงานและชีวิต

แต่วันนี้่เรื่องของโอ๊คในวัย 40 ยังคงวนเวียนเป็นหัวข้อให้คนไทยแซะรายวัน เช่น โอ๊คฟอกเงิน โอ๊คจะหนี โอ๊คไม่รอด พอออกโชว์ตัวช่วยลูกพรรคค่ายแดงหาเสียง หรือมีกระแสว่าจะลงการเมือง โอ๊คก็ถูกสบประมาทว่าเป็นได้แค่เชียร์ลีดเดอร์!!

จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ขนาดโอ๊คตัวจริงมายืนให้สัมภาษณ์สื่อที่หน้าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันนั้นโอ๊คตอบคำถามสื่อชัดเจนดีว่าตื่นเต้นเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นการเข้าไต่สวนเป็นครั้งแรก

แต่คนไทยก็ยังอุตส่าห์ไปจับผิดโอ๊คที่ท่าทาง ภาษากาย แล้วก็เม้าท์มอยให้เจ้าตัวต้องออกมาบ่นผ่านเฟซบุ๊กอีกครั้งว่า…เป็นลูกแม้ว “อยู่ยาก” จริงๆ

คำว่า “เจอมาเยอะ” ของโอ๊คมาจนถึงวันนี้ จริง-แต่งแค่ไหนก็ไม่เคยมีเนื้อที่พอให้เล่าถึงได้หมด!

‘ทอน’ สะเทือน เสียง ‘คนงาน’ หาย พ่ายศึกสามพราน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391721?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทอน’ สะเทือน เสียง ‘คนงาน’ หาย พ่ายศึกสามพราน

4 ตุลาคม 2562 – 10:50 น.
เลือกตั้งซ่อม,จนครปฐม,เลือกตั้งซ่อมนครปฐม,พรรคอนาคตใหม่,วัน อยู่บำรุง,เลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ไชยา สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่นครปฐม,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 ต.ค 62

****************************

ในที่สุด พรรคอนาคตใหม่ ก็ฉวยจังหวะการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม เป็นเวทีปลุกพลังมวลชน โดยชูประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา โดยมีเป้าหมายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ขณะที่คู่แข่งคนสำคัญอีก 2 พรรค อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา กลับเน้นเรื่อง “ท้องถิ่น” และขายความเป็น “คนพื้นที่” ไม่ได้เอาการเมืองระดับชาติมาหาเสียง

หวั่นแพ้เลือกตั้ง

“1 เสียงของชาวสามพราน มีความหมาย การเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ เลือกอนาคตใหม่” หรือ “1 เสียง ส.ส.สามพราน เปลี่ยนสมการทางการเมือง” เป็นแคมเปญการเมืองสำหรับสมรภูมิเลือกตั้งซ่อมที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ยกแรก พรรคอนาคตใหม่ เลือกการปราศรัยใหญ่ที่ตลาดพันล้าน เทศบาลอ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เพราะอ้อมใหญ่คือฐานเสียงสำคัญ

ธนาธร นำทัพใหญ่หาเสียงที่อ้อมน้อย

ผู้ประกอบการค้าขายรายย่อย และผู้ใช้แรงงาน ในเทศบาลอ้อมใหญ่ และเทศบาลกระทุ่มล้ม ไม่ใช่คนสามพรานโดยกำเนิด ส่วนใหญ่เป็นชาวอีสาน และเคยเป็นสมาชิกกลุ่ม นปช.

ตลอดถนนสายพุทธมณฑลสาย และฝั่งขวาพุทธมณฑลสาย เต็มไปด้วยโรงงานเล็กใหญ่ คนงานเหล่านี้ คือพลังเปลี่ยนโฉมการเลือกตั้งเขต นครปฐม เมื่อ 24 มีนาคม 2562 

ชาวอ้อมใหญ่มารวมพลเชียร์อนาคตใหม่

ดังนั้น เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้มหวาน จึงร้อง กกต. กรณีกำหนดให้จัดเลือกตั้งซ่อม ตรงกับวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2562 แม้จะเป็นวันหยุดราชการ แต่ก็ไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้แรงงานจำนวนไม่น้อย จึงขอให้ กกต.ช่วยประสานกับสถานประกอบการต่างๆ ให้ลูกจ้างสามารถมาใช้สิทธิ์ได้

ถ้าเสียงคนงานหายไป บวกกับทีมบ้านใหญ่เจาะฐานเสียงกรรมกรได้ โอกาสที่จะเติมเต็มเสียง ส.ส.ที่ขาดหายไป ก็ยากขึ้นพอสมควร

ป๋วย” คนรุ่น ตุลา

ปีนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะมีการจัดงาน “ครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519” เพื่อร่วมรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2562

สองทายาท พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ คือ โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร และ ป๋วย” ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร ต่างก็เป็นคนรุ่น 6 ตุลา

ป๋วย น้องโป๊ะ

เมื่อ 3 ตุลาคมนี้ ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 พรรคส้มหวาน จึงอัพสเตตัส “อ่อนน้อมต่อประชาชน ทระนงต่อผู้มีอำนาจ” สะท้อนจุดยืนความคิดของอดีตซ้ายไทยได้เป็นอย่างดี

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา “ป๋วย” เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเป็นฝ่าย รปภ.ของศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย และได้ไปช่วยพี่ชาย “โป๊ะ” ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

หลังวันล้อมปราบกลางเมือง ป๋วยตามพี่ชาย “โป๊ะ” เข้าป่าที่ภูหินร่องกล้า ก่อนจะย้ายไปอยู่สำนัก 51 น่านเหนือ(สำนักผู้นำนักศึกษา) เมื่อออกจากป่า ป๋วยร่วมกับพี่ชายทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย กระทั่งโป๊ะเข้าไปช่วยงานพรรคไทยรักไทย ก็ดึงน้องชายไปช่วยงานด้วย

ป๋วยจึงรู้จักตระกูลสะสมทรัพย์ เพราะนักการเมืองบ้านใหญ่ทิ้งพรรคเอกภาพ โดยย้ายมาสังกัดไทยรักไทย ตั้่งแต่ปี 2544

ดราม่าเอฟซี “ใจถึง พึ่งได้”

หลัง วัน อยู่บำรุง” ทายาทประมุขบ้านริมคลอง ประกาศเชียร์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เพราะครอบครัว “อยู่บำรุง” มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน พลันเกิดรายการดราม่ามากมาย จากกลุ่มเอฟซีใจถึง พึ่งได้

โดยกลุ่มเอฟซี มองว่า “ป๋าวัน” เปลี่ยนจุดยืน ไม่ยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย มีการเม้นต์ใต้โพสต์ดังกล่าว ต่อว่าต่อขานมากมาย ทำเอาทายาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ต้องไลฟ์ระบายอารมณ์

วันอวยพรวันเกิดไชยา

“วัน” พยายามอธิบายว่า เอฟซีต้องแยกแยะประเด็นจุดยืนทางการเมืองกับเรื่องความรักชอบส่วนตัว แถมแสดงความมั่นใจในตัวเอง ไล่เอฟซีที่ไม่ยอมเข้าใจเรื่องนี้ออกจากกลุ่มไปเลย

ถัดมา วันอัพสเตตัสขอโทษแฟนๆ ว่า “ถ้าการที่ผมแสดงความคิดเห็น(ส่วนตัว)ออกไปแล้ว ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ ผมต้องกราบขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ปล.ผมแค่เป็นคนรักพวกพ้องเท่านั้นเอง”

ห่างกันไม่กี่นาที วันยังย้ำว่า “ผมยังฝักใฝ่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม และตลอดไปครับ” แสดงว่า คนโตบ้านริมคลอง แคร์ความรู้สึกของเอฟซีอยู่ไม่น้อยเลย

อย่างไรก็ตาม เอฟซีที่เข้าใจป๋าวัน ก็มีมากเช่นกัน และคนกลุ่มนี้จะโพสต์เลข แทนการเขียนข้อความ