ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​

4 ตุลาคม 2562 – 09:45 น.
แม่น้องไอแอล,ซึมเศร้าหลังคลอด
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

กระแสสังคมยังคงติดตามกรณี “แม่น้องไอแอล” ที่นำศพลูกไปซ่อนในตู้แล้วแจ้งความตำรวจให้ตามหา แม้ภายหลังจะรับสารภาพว่าลูกสำลักนมและเสียชีวิต แต่โลกโซเชียลมีเดียยังคงวิวิพากษ์วิจารณ์ถึงปมสาเหตุจากภาวะ “ซึมเศร้าหลังคลอด” ซึ่งเป็นอาการที่หญิงหลังคลอดต้องเฝ้าระวัง เพราะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่แท้ๆ ตัดสินใจชั่ววูบได้

เกี่ยวกับประเด็นนี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายถึงกรณี “แม่ฆ่าลูก” ในภาพรวมว่า หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงจะมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วทั้งโลกจะเกิดขึ้น 15% ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด ส่วนประเทศไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ข้อมูลล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมีหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดประมาณ 19% สาเหตุมาจากภาวะร่างกายตึงเครียด ซึ่งการตั้งครรภ์นับว่าสร้างความเครียดและความเจ็บปวดให้แก่ร่างกายรองจากการถูกไฟคลอก อีกทั้งระดับฮอร์โมนในร่างกายที่ถูกดึงลงไปอยู่กับทารก ทำให้เกิดสภาวะปั่นป่วน จนเกิดเป็นอาการซึมเศร้าได้ โดยหญิงหลังคลอดอาจมีอาการภาวะซึมเศร้าอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน

ตัวอย่างเช่นหญิงหลังคลอดบางราย เมื่อคลอดลูกออกมาก็จะไม่อยากเลี้ยงลูก รู้สึกเบื่อหน่าย และเหนื่อย ซึ่งจากอาการนี้เองทำให้มีหญิงบางคนตัดสินใจฆ่าลูกตัวเอง แล้วมานั่งเสียใจภายหลัง เพราะตอนนั้นตัดสินใจไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด อย่างไรก็ตามสำหรับหญิงหลังคลอด หรือแม่ลูกอ่อน ครอบครัวควรช่วยเลี้ยงดูทารกอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของแม่คนเดียว เพราะจะเกิดความเครียดซ้ำซ้อน จากที่เครียดอยู่แล้วหลังคลอด และก่อนการตั้งครรภ์ควรมีการวางแผนครอบครัวอย่างเข้มงวด เพราะจะช่วยลดความเสี่ยง และระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้

นพ.เกียรติภูมิ บอกว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งจะติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากตรวจพบอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้เร็วก็จะช่วยกันดูแลและรักษาป้องกันความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที

ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้กล่าวถึงกรณีแม่น้องไอแอลที่กำลังถูกสังคมประณามว่าเป็น “แม่ใจยักษ์” ว่า สังคมต้องเข้าใจและไม่ผูกความคาดหวังให้ผู้หญิงที่เป็นแม่ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป ปัจจุบันสังคมไทย ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงไม่มีทางเลือก จากแนวคิดดังกล่าวทำให้แม่น้องไอแอลได้รับผลกระทบคือ 1.ต้องแบกรับความเครียดเพียงคนเดียว 2.ต้องติดคุก และ 3.ถูกสังคมประณาม ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้หญิงคนหนึ่ง

“กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ ต่างจากเคสที่มูลนิธิเคยเจอมา เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้หย่าร้างกัน เพียงแต่สามีไปทำงานที่กรุงเทพฯ ปล่อยให้ผู้หญิงคลอดลูกที่บ้านเกิด และเลี้ยงดูลูกกับผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งสังคมมักคาดหวังว่าคนเป็นแม่ต้องดูแลรับผิดชอบลูก เพราะผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ส่วนเพศชายไปทำงานนอกบ้าน หาเงิน มีความเป็นผู้นำ และคนเป็นแม่จะต้องเลี้ยงดูลูกให้ดี แต่ในความเป็นจริงครอบครัวไทยไม่ใช่ครอบครัวที่สมบูรณ์ มีผู้หญิงตั้งท้องจำนวนมากต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว” นายจะเด็จ อธิบาย

จากแนวคิดหลักของสังคมเช่นนี้ ทำให้มีแนวโน้มว่า แม่ลูกอ่อนหรือหญิงหลังคลอดจะทำร้ายลูกตัวเองเพิ่มมากขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ฉะนั้นสังคมควรจะเข้าใจบทบาทของความเป็นแม่ และไม่ควรยัดยัดเยียดภาระให้ โดยผู้ชายและคนในครอบครัว ควรมีส่วนร่วมในการดูแลชีวิตใหม่ที่เกิดมา..!!

หลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกินเสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกินเสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชี

4 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
ต้นข้าว,น้ำท่วม,ชาวนา,นาปรัง,ลุ่มน้ำชี
เปิดอ่าน 203 ครั้ง

เสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชีหลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกิน

เมื่อนาข้าวซึ่งเป็นความหวังของชาวบ้านลุ่มน้ำชีถูกน้ำท่วม ต้นข้าวเน่าตายเสียหายเกือบทั้งหมด เท่ากับว่า นาปี รอบนี้สูญเปล่า

สถานการณ์น้ำท่วม 2 ฝั่งแม่น้ำชีตอนกลางถึงตอนล่างของจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธร เป็นปัญหาต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ตั้งแต่มีการสร้าง เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร และ เขื่อนธาตุน้อย

ด้วยเหตุจากสภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะหรือที่ลุ่มน้ำท่วมถึงช่วงฤดูน้ำหลาก จากอดีตที่เคยท่วมเพียง 10–15 วัน ต้นข้าวจึงไม่เสียหาย ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำสระหัวข้าว” แต่ภายหลังการสร้างเขื่อนก็เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตรนาน 1-3 เดือน ข้าวต้องจมอยู่ใต้น้ำเน่าเสียหายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ปัญหาน้ำท่วมขังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนสองฝั่งลุ่มน้ำชี โดยเฉพาะ 1.ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำกินและชุมชน เนื่องจากการสร้างเขื่อนเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของน้ำ เกิดน้ำท่วมขัง เดิมน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากขึ้นช้าลงเร็ว ท่วมนานที่สุดไม่เกิน 10-15 วัน ไม่ทำให้ข้าวเสียหาย แต่จะเป็นตัวเร่งให้ข้าวเจริญเติบโตเพราะมีสารอาหารพัดพามากับน้ำและตกตะกอนในที่นาหลังน้ำลด

แต่ปัจจุบันน้ำท่วมขังนานกว่า 1–3 เดือน ทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย รวมถึงชาวบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินจากการที่ถูกน้ำท่วม นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงวิถีชีวิต

2.วิถีการเกษตรเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ชาวบ้านในพื้นที่สองฝั่งลุ่มน้ำชีมีวิถีการทำนาปีหรือนาทามเป็นหลัก หลังจากพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย ชาวบ้านลุ่มน้ำชีจึงต้องเริ่มดิ้นรนในการทำนาปรัง หาซื้อพันธุ์ข้าวปลูก เพื่อมาปลูกทดแทนนาปีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และเป็นการทำนาปรังที่มีการลงทุนสูงกว่านาปี

3.ปัญหาหนี้สิน เมื่อพืชผลทางการเกษตรอย่างเช่นข้าวเสียหายจากน้ำท่วมชาวบ้านจึงไม่มีรายได้ในการดำรงชีวิต และภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้ชาวนาต้องขาดทุนและก่อปัญหาหนี้สินในที่สุด เมื่อไม่มีเงินใช้หนี้ก็ต้องหาหยิบยืม หรือกู้เงินจากแหล่งเงินทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อเป็นทุนมาเตรียมทำนาปรัง
สังวาลย์ วงษ์จันแดง อายุ 60 ปี ชาวบ้านอีโก่ม ต.เทอดไทย อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด มีที่นา 5 แปลง เนื้อที่รวมกัน 40 ไร่ มีทั้งอยู่ในพนังกั้นน้ำชีและนอกพนังกั้นน้ำชีถูกน้ำท่วมเสียหายหมด เงินลงทุนกับนาปีประมาณ 50,000 กว่าบาท ทั้งค่าพันธุ์ข้าว ค่าไถนา ค่าพรวนดิน ค่าปุ๋ยบำรุงดิน ค่าหว่านข้าว และค่าแรงสูญเปล่าไปกับน้ำท่วม

แต่ถึงกระนั้น สังวาลย์ เป็นชาวนาแม้นาปีถูกน้ำท่วมเสียหายก็จำต้องดิ้นรนทำ นาปรัง ทดแทน แต่ปัญหาคือเงินลงทุนต้องหายืมบางส่วน ขณะที่พันธุ์ข้าวนาปรัง หรือปุ๋ยบำรุงต้นข้าวก็ต้องซื้อเชื่อไว้ก่อน หลังจากเก็บข้าวนาปรังเสร็จถึงจะนำเงินมาหักลบกลบหนี้ได้

สังวาลย์บอกว่า  ถึงแม้ปีนี้คาดว่าจะมีโอกาสได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,113 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ รวมกับเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ลงทะเบียนปลูกข้าวนาปีไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ และเงินจากการซื้อประกันภัยข้าวนาปีจาก ธ.ก.ส. 1,260 บาทต่อไร่ ในกรณีเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ก็ถือว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและค่าเสียโอกาสที่ควรจะได้เก็บเกี่ยวข้าวนาปี เพราะเงินที่จะมาบางส่วนต้องนำไปใช้หนี้ ค่าปุ๋ยนาปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก โดยเฉพาะต้องนำไป ซื้อข้าวกิน 

“สิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือการทำนาปรังเพื่อทดแทนนาปี ตอนนี้เราต้องคิดถึงทุนที่จะนำมาทำนาปรังทั้งหมด 40 ไร่ เพราะเราพอมีคลองน้ำผ่านพื้นที่นา โดยจะต้องเตรียมหาซื้อพันธุ์ข้าว 80 กระสอบ ปีนี้คาดว่าจะต้องติดหนี้พ่อค้าไว้ก่อนเพราะพันธุ์ข้าวนาปรังเราไปปลูกในช่วงนาปีประมาณ 2 ไร่ แล้วก็จะเก็บเกี่ยวก่อนนาปีแล้วเรานำมาตากแดดและเก็บไว้อีกประมาณ 2 เดือนก็จะนำมาปลูกเพราะจะทำให้ต้นข้าวแข็งแรงไม่ค่อยมีเมล็ดที่เสีย แต่ปีนี้น้ำท่วมพันธุ์ข้าวเสียหายหมดจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวทั้งหมด โดยปกติแล้วนาปรังจะลงทุนสูงกว่านาปีเสี่ยงต่อราคาข้าวที่ไม่แน่นอนในบางปี ถ้าได้ขายข้าวนาปรังก็จะใช้หนี้ไปก่อนส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุนทำนาปีต่อไป” สังวาลย์ บอก

เช่นเดียวกับ นิมิต หาระพันธุ์ ชาวนาวัย 57 ปี แห่งบ้านบ้านบุ่งหวาย ต.สงเปือย อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร เล่าว่า มีที่นาทั้งหมด 15 ไร่ ช่วงพายุเข้ามาทำให้พื้นที่นาทาม 8 ไร่เสียหายหมด ยังดีที่เหลือนาโคก 7 ไร่ คงพอได้เก็บเกี่ยวและขายบางส่วน

นิมิต บอกว่า เสียดายข้าวน่าทามมาก เพราะต้นข้าวสวยมาก ตอนแรกไม่คิดว่าจะถูกน้ำท่วมจึงได้จัดการทำเป็นที่นาเลี้ยงปลาโดยเข้าร่วมกับโครงการประมงจังหวัดเพื่อปรับที่นา 2 ไร่เลี้ยงปลาในนา เป็นการยกคันนาขึ้นสูง และตามคันนาก็ปลูกกล้วย มะละกอ ฟักทอง พริก แต่ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด

“ถ้ามองถึงการได้รับการช่วยเหลือจากรัฐก็คงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะเราต้องมาเริ่มลงทุนกันใหม่อีกและการลงทุนในทุกๆ ครั้งจะต้องใช้เงิน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ดีอย่างหนึ่งที่ผมมีที่นาที่เสียหายน้อย การลงทุนก็เลยน้อย เห็นใจชาวบ้านบางคนที่มีที่นาเยอะ การลงทุนและความเสียหายก็ต้องมากไปด้วย ปีนี้ยังไงก็จะทำนาปรังเพียง 5 ไร่ ส่วนพันธุ์ข้าวนั้นเป็นพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เมื่อปีที่แล้วจึงเป็นต้นทุนสำคัญของชาวนา จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูก ปลูกผัก และเลี้ยงปลาเพื่อทดแทนหลังน้ำท่วม” นิมิต บอก

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้กระทบต่อโครงสร้างของชุมชนโดยตรง เมื่อโครงสร้างของชุมชนถูกทำลาย การล่มสลายจึงเกิดขึ้นต่อชุมชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรมและง่ายต่อความเข้าใจ คือ สภาวะน้ำท่วมที่ผิดแผกไปจากอดีต

ภาวะน้ำท่วมอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐแตกต่างจากการท่วมที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติอย่างในอดีตโดยสิ้นเชิง น้ำหลากที่เกิดจากธรรมชาติชาวลุ่มน้ำสามารถปรับตัวให้สอดคล้องอยู่ได้ สามารถคาดคะเนหรือคาดการณ์การมาของน้ำจนถึงขั้น “จับชีพจรน้ำ” ได้ แต่ภาวะน้ำท่วมอันเป็นผลมาจากโครงการพัฒนาของรัฐเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ชาวบ้านมิอาจปรับตัวให้กลมกลืนหรือยังชีพอย่างปกติสุขได้

ปีนี้ถึงแม้ที่นาจะถูกน้ำท่วมต้นข้าวเสียหายแต่ชาวนาลุ่มน้ำชีก็ยังยืนหยัดที่จะเดินหน้าทำนาปรังทดแทน และปลูกพืชที่สอดคล้องกับพื้นที่ต่อไป ในขณะที่การแก้ไขปัญหาของภาครัฐนั้น ชาวบ้านสะท้อนว่าหากมองในแง่การลงทุนย่อมไม่คุ้มค่าแน่นอน ชาวบ้านต้องสูญเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด

ชาวบ้านบอกว่าถ้าเกิดน้ำท่วมอีกอยากเสนอให้รัฐกลับไปทบทวน โครงสร้างการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น เขื่อน และการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบ เพราะเป็นปัญหาต้นเหตุ รัฐควรพักชำระหนี้ ธ.ก.ส. ทั้งต้นและดอกเบี้ย สนับสนุนพันธุ์ข้าวปลูกนาปีและนาปรังอย่างน้อยครัวเรือนไร่ละ 20 กระสอบ และสุดท้ายรัฐควรจ่ายค่าสูญเสียโอกาสตามความเป็นจริงไม่ควรกำหนดจำนวนไร่

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391717?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง

4 ตุลาคม 2562 – 08:46 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษ,ฝุ่นพิษพีเอ็ม 25,ธนาคารออมสิน,ประกันสังคม,ผู้ประกันตน,มลพิษอากาศสูง
เปิดอ่าน 288 ครั้ง

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

  ‘ดับเครื่องชน’ เฝ้าติดตามข่าวเรื่องฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของร่างกายมากและเวลานี้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องรอบๆตัวเรา

วันก่อนขับรถกลับจากเมืองชลโดยใช้ทางด่วนยกระดับมาบางนาตอนบ่ายๆ ก็เห็นว่ากรุงเทพมหานครของเราเป็นเมืองใหญ่มากๆ มีตึก อาคาร บ้านเรือนสูงเสียดฟ้ามากมายเหมือนฉากหนัง

แต่เวลานี้ทัศนียภาพหรือวิวไม่ค่อยแจ่มใสเหมือนที่ผ่านมาทั้งๆ ที่เข้าปลายฝนต้นหนาวแล้ว ท้องฟ้าน่าจะแจ่มใสแต่นี่กลับดูมัวซัว ขมุกขมัวอย่างไรก็ไม่รู้

จะไม่ขอพูดถึงเรื่องวิชาการหรือศัพท์แสลงอะไรให้มากความแต่สรุปได้ว่า ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่เราจะต้องดูแลป้องกันตัวเองจะทำได้อย่างไร

กรณีนี้แพทย์คนหนึ่งจาก รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยได้ส่งข้อความทางไลน์มาให้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง ซึ่งขอเป็นสื่อกลางนำมาเรียนให้ทราบ เพราะฝุ่นพิษนี้กว่าจะเข้าสู่สภาพปกติต้องใช้เวลาพอสมควร

การป้องกันประการแรกต้องใส่หน้ากากประเภทที่สามารถกรองฝุ่นละอองเล็กกว่า 0.3 ไมครอนได้ เช่น N95 ที่ได้มาตรฐานและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในบริเวณที่ค่ามลพิษอากาศสูง

งดออกกำลังกายนอกอาคาร เช่น สวนสาธารณะชั่วคราว ให้เปลี่ยนมาออกกำลังกายในตัวอาคารแทน และให้ปิดหน้าต่างป้องกันฝุ่นพิษเข้ามา

ช่วยกันงดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การจุดเทียนในและนอกอาคาร ใช้รถปล่อยควันดำและขอเตือนให้ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจและกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กๆ

นี่คือวิธีการดูแลตัวเองและน่าตกใจว่า กทม.ของเรามีอากาศสกปรกที่สุดและเวลานี้มีการก่อสร้างตึก-โรงงาน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญเรื่องฝุ่นพิษเพิ่มขึ้นมาด้วย

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ได้ประชุม ครม.ให้รับมือเรื่องปัญหาฝุ่นพิษและพยายามลดให้ได้ เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยนี่ต้องขยันทุกเรื่อง ทั้งภัยแล้ง-น้ำท่วม ซึ่งดีขึ้นแล้วต้องมาเจอฝุ่นพิษ

เหนื่อยขนาดนี้แล้วยังอยากเป็นนายกรัฐมนตรี!
อ๊อด เทอร์โบ

‘ออมสิน’ ธนาคารของคนจน
เป็นแค่นโยบายหรือของจริง

ผมเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์วิน หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่กทม.แถวตลาดประชาชื่นครับ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รู้ข่าวว่าธนาคารออมสินให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่ทราบว่าเป็นแค่นโยบายหรือเป็นความจริง โดยสรุปว่าให้กู้ได้ 50,000 บาท

เงินนี้อาจจะดูน้อยนิดสำหรับนายทุนหรือคนมีเงิน แต่สำหรับพวกผมแล้วเยอะมากเพราะนี่คือการต่อชีวิตเอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์หรือวางเงินดาวน์ได้

กติกาบางข้ออาจจะดูบีบบังคับไป เช่น ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ เช่น พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ให้บริการขนย้ายสินค้าในตลาด โดยกู้ไปเพื่อเป็นค่าเช่าแผงค้า เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะช่วยดูแลการค้ำประกันผู้กู้ ซึ่งจะพิจารณาประวัติผู้กู้ไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือมีประวัติเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็มพีแอล) แต่ปัจจุบันมีสถานะชำระหนี้ปกติ ก็สามารถยื่นกู้สินเชื่อหาบเร่ แผงลอย

ผมนำข้อความนี้มาเพื่อว่าอยากให้ทางออมสินช่วยทำอะไรให้ง่ายๆหน่อย เพราะกฎบังคับมากเกินไป-ปวดหัวจริงๆ
บุญมาก (ประชาชื่น)

เรียนคุณ ‘บุญมาก’ ประชาชื่น
ผมใช้บริการมอเตอร์ไซค์วินอยู่เป็นประจำและทราบข่าวนี้มาเช่นกัน ซึ่งคุณ ‘ชาติชาย พยุหนาวีชัย’ ผู้อำนายการธนาคารออมสินได้บอกข่าวนี้มา ซึ่งก็ต้องมีข้อระเบียบตามธรรมเนียมแต่ยังดีที่คนหาเช้ากินค่ำไม่หมดโอกาสในชีวิตเสียเลย

รายละเอียดต่างๆ ลองติดต่อธนาคารออมสินดูนะครับ เพราะโครงการสินเชื่อนี้บรรดาพนักงานออมสินคงได้รับนโยบายอยู่แล้ว

อยากจะเรียกว่าออมสินเป็นธนาคารของคนจนก็คงถูกต้องเพราะมองเห็นความเดือดร้อนจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ผู้ประกันตนว่างงานจากอุทกภัย
ประกันสังคมแจงรับสิทธิ์ว่างงานเหตุสุดวิสัยทันที

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งส่งผลให้สถานประกอบการหลายแห่งได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากจนอาจไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำงานได้จากเหตุสุดวิสัยดังกล่าวไม่ต้องกังวล สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดกฎกระทรวงแรงงานกรณีเหตุสุดวิสัยไว้ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน โดยจะได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

ทั้งนี้ไม่เกิน 180 วัน ผู้ที่ประสบอุทกภัยหรือผู้ประกันตนสามารถขอแบบคำรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) พร้อมหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/สาขา/จังหวัดทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ประกันสังคม

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย

4 ตุลาคม 2562 – 08:16 น.
อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง,จักรภพ เพ็ญแข,สมเด็จฮุน เซน,เขมร,องค์กรเสรีไทย
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

พลันที่ “ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง” เข้ามอบตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังเบี้ยวนัดฟังคำพิพากษาคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช. เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีความชัดเจนว่า “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” คงจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมอาเซียน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 พร้อมเพื่อนแกนนำ นปช.อีก 6-7 คน

ถ้ายังจำกันได้ หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ เดือนพฤษภาคม 2553 “กี้ร์ อริสมันต์” และเพื่อนพ้องสายแดงฮาร์ดคอร์ ได้หลบหนีเข้ากัมพูชา โดยการประสานงามของ สำเริง ประจำเรือ อดีตประธาน นปช.จันทบุรี

ปลายปี 2553 เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอภาพข่าว “เดอะกี้ร์” พร้อมมิตรสหาย เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ซึ่งในภาพนั้น ด้านหลังอริสมันต์ มีภาพใหญ่ติดฝาบ้าน อันเป็นภาพผู้หญิงสองคน และคนหนึ่งนั้นเป็น “ท่านผู้หญิง” น้องสาวผู้ทรงอำนาจสูงสุดในกัมพูชา ทำให้คนเสื้อแดงลือกันว่า อริสมันต์พำนักอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในเขมร แถววงเวียนเอกราช ใจกลางกรุงพนมเปญ

ปี 2554 อริสมันต์ยังเป็นผู้ประสานงานจัดเกมลูกหนังเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างทีมแกนนำ นปช. กับทีมวีไอพีกัมพูชา นำโดยสมเด็จฮุน เซน และสมเด็จเฮง สัมริน โดยครั้งนั้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงว่า เมื่อมีรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว ก็ควรมีส่วนร่วมในการช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

สำหรับสถานการณ์ในกัมพูชา พ.ศ.นี้ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีความสนิทแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย จึงไม่ยินยอมให้ “แดงลี้ภัย” ใช้กัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

“จักรภพ เพ็ญแข” จึงเร้นกายหายไปในแวดวงธุรกิจสื่อเขมร อีกด้านหนึ่ง องค์กรเสรีไทยก็ล่มสลาย เพราะ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ถอดใจ หมดเงินไปเยอะ แต่ไม่มีความคืบหน้า แถมลูกน้องใน สปป.ลาว ถูกอุ้มฆ่า และที่เหลือก็หนีตายไปอยู่ฝรั่งเศส

เดิมที จารุพงศ์ ประชุมขยายวงแดงลี้ภัยที่พนมเปญ ตั้งองค์กรเสรีไทย แบ่งงานกันทำ โดยตัวเขากับลูกชายจะไปปักหลักที่สหรัฐ สุรชัย แซ่ด่าน พาแดงส่วนใหญ่ไปอยู่เมืองลาว จักรภพอยู่เขมร คอยประสานงาน

5 ปีผ่านไป องค์กรเสรีไทยก็หมดแรง หดหู่หัวใจที่ประชาชนไทยไม่ลุกขึ้นมาโค่นเผด็จการตามที่พวกเขาป่าวประกาศผ่านช่องยูทูบ จากลาว เขมร เยอรมนี และสหรัฐ

ระยะหลัง แกนนำองค์กรเสรีไทย ออกอาการผิดหวังกับผู้นำกัมพูชา และลาว ซึ่งไม่อำนวยความสะดวกให้พวกแดงลี้ภัยเหมือนปี 2554 มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ถูกอุ้มฆ่า ราวผักปลา

อีกเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่สมเด็จฮุน เซน ไม่หนุนแดงลี้ภัยเหมือนในอดีต สืบเนื่องจากคู่อริทางการเมือง “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน เลียบแบบทักษิณ ชินวัตร ประกาศจะกลับมา “กราบแผ่นดินกัมพูชา” ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันฉลองเอกราชของชาวกัมพูชา

หน่วยข่าวของเขมรสืบทราบว่า สม รังสี จะปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่ และอาจใช้แผนระดม “แรงงานเขมร” ในไทย เดินเท้าไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำพาอดีต ส.ส. ของพรรคกู้ชาติกัมพูชา ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ กลับเข้ากัมพูชา

ชั่วโมงนี้ สมเด็จฮุน เซน ไม่ประมาทสม รังสี เพราะนักการเมืองเขมรคนนี้ มีสหภาพยุโรปหนุนหลัง แถมสหรัฐก็ให้ท้าย ฝ่ายกัมพูชาจึงพึ่งให้ไทยเป็นหูเป็นตา คอยติดตามความเคลื่อนไหวของ “อดีตสมาชิกพรรคกู้ชาติกัมพูชา” ที่หลบหนีอยู่ในไทยจำนวนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ “สม รังสี” ที่เดินสายอยู่ในสหรัฐ โฆษณาว่า ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทยนับล้านคน ให้คำมั่นสัญญาว่า จะเดินทางกลับมากราบแผ่นดินกัมพูชา พร้อมกับเขา

กลยุทธ์กราบแผ่นดิน ในวันฉลองเอกราช 9 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจริงหรือไม่? แรงงานเขมรในไทย พร้อมจะปกป้องสม รังสี หรือไม่? “สงครามกลางเมืองกัมพูชา” อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์แหลมคมเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่สมเด็จฮุน เซน จะต้องรับเอาแดงลี้ภัยมาไว้ในอ้อมอก การแสวงหาความเป็นมิตรจากรัฐบาลไทยต่างหาก มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด

สัญญาซื้อขายวัสดุฯก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาซื้อขายวัสดุฯก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

4 ตุลาคม 2562 – 07:41 น.
สัญญาทางปกครอง,สัญญาทางปกครองโดยสภาพ,วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง,วัสดุก่อสร้าง
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ คอลัมน์….  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ในเบื้องต้นแล้ว…เราจะเข้าใจความหมายของ “สัญญาทางปกครอง” ว่าหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นคำนิยามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

หากสังเกตคำนิยามข้างต้นจะพบว่า กฎหมายใช้คำว่า “หมายความรวมถึง” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในบทนิยามศัพท์อื่นๆ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือพระราชบัญญัติอื่นก็ตาม มักจะใช้คำว่า “หมายความว่า” ในการอธิบายความ เช่น “กฎ” หมายความว่า…”

คำนิยามของสัญญาทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นเพียงการให้ความหมายอย่างกว้างของสัญญาทางปกครองเท่านั้น มิใช่การนิยามความหมายโดยเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกับคำนิยามอื่นๆ ดังนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวจึงมิได้จำกัดให้สัญญาทางปกครองมีเพียง 4 ประเภท ที่เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาทางปกครองโดยผลของกฎหมาย” เท่านั้น หากแต่ยังมีสัญญาทางปกครองประเภทอื่นอีก ที่อาจกำหนดโดยกฎหมายเฉพาะเรื่อง หรือในกรณีที่องค์กรฝ่ายตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลก็ตาม เป็นผู้วินิจฉัยเนื้อหาสาระและองค์ประกอบของสัญญาแต่ละกรณีไปว่า ถือเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาทางปกครองโดยสภาพ”

โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 6/2544 วันที่ 10 ตุลาคม 2544 ได้อธิบายขยายความสัญญาทางปกครองดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ นอกจากนิยามตามกฎหมายข้างต้นแล้ว สัญญาทางปกครองยังหมายถึง “…สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล…”

นอกจากนั้น…คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ยังได้วินิจฉัยและอธิบายความเพิ่มเติมจากมติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว ว่าสัญญาทางปกครองมีลักษณะเป็น “…สัญญาจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล…” เช่น สัญญาว่าจ้างเพื่อจัดหาและติดตั้งเครื่องช่วยเดินอากาศ ILS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการควบคุมการบินเวลาสภาพอากาศไม่ปกติ อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้รับจ้างจะต้องจัดหามาโดยเฉพาะสำหรับช่วยการเดินอากาศ ไม่สามารถจัดหาได้ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งนี้เพื่อให้การจัดระบบการจราจรและการขนส่งทางอากาศดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง ดังนั้นสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง (คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 9/2551)

วันนี้…นายปกครองมีตัวอย่างอุทาหรณ์จากคดีปกครองที่น่าสนใจในเรื่องดังกล่าวมานำเสนอ โดยเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ทรายมูล หิน เหล็ก วัสดุต่างๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลกับร้านค้า โดยคดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากร้านค้าของนาย ก. หลายครั้ง เพื่อนำไปบำรุงรักษาและก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค แต่ อบต.ดังกล่าวชำระเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างไม่ครบถ้วน นาย ก. จึงยื่นฟ้อง อบต. ต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชำระเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ค้างชำระให้แก่ตน

ประเด็นปัญหาที่ศาลปกครองพิจารณา ก็คือสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างระหว่าง อบต. กับ นาย ก. มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ทราย หิน เหล็ก ที่ทำขึ้นระหว่าง นาย ก. กับ อบต. ถือเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นแก่การจัดทำบริการสาธารณะในด้านสาธารณูปโภค และไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาที่ให้ นาย ก. จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อีกทั้งไม่ปรากฏข้อกำหนดที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของ อบต. ที่มีอยู่เหนือ นาย ก. คู่สัญญา สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 283/2561)

จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า… สัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาทางปกครองเสมอไป กรณีสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วๆ ไปของหน่วยงานของรัฐ ไม่ถือเป็นสัญญาจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำขึ้นกับเอกชนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งนั่นเองครับ…

       (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391707?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร

4 ตุลาคม 2562 – 07:33 น.
เลือกตั้งซ่อม สส,เลือกตั้งซ่อม สสเขต 5 นครปฐม,สองขั้ว
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562

 การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม เขต 5 ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ จะชี้วัดอะไรได้บ้าง…พรรคอนาคตใหม่ขั้วฝ่ายค้านที่ประกาศว่า การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์คะแนนนิยมรัฐบาล พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา จากชาวบ้านร้านตลาดว่ายังได้รับความไว้วางใจหรือไม่ แม้พื้นที่นี้พรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลคือชาติไทยพัฒนาและประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ส่วนอีก 3 เขตที่มีแนวโน้มว่าเร็ววันนี้จะมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส. คือ ขอนแก่น เขต 7, กำแพงเพชร เขต 2 และสมุทรปราการ เขต 5 ก็จะเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเบื้องต้นว่าคนไทยให้คะแนนรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมากกว่ากัน

สถานการณ์การเมืองวันนี้ยังไม่แน่ชัดเท่าใดนัก เพราะจำนวนคะแนนเสียงของทั้ง “สองขั้ว” การเมืองมีความใกล้เคียงกันมาก ส่งผลให้มีกระแสข่าวงูเห่าภาคสามมาอย่างต่อเนื่องหลังรู้ผลเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เพราะคะแนนเสียงของขั้วรัฐบาลนั้นรวบรวม ส.ส.ผ่านเกณฑ์กึ่งหนึ่งมาแบบฉิวเฉียด โดยมาจากพรรคขนาดจิ๋วมาช่วยเกื้อหนุน และยามนี้กำลังพลจาก ส.ส.พรรคขนาดจิ๋วที่มีพรรคละหนึ่งไปจนถึงสามเสียงนั้น หลายคนทราบแล้วว่า บางพรรคขอเป็นฝ่ายค้านอิสระที่พร้อมลงมติให้ขั้วใดก็ได้ ตรงนี้ยิ่งทำให้สถานะของเรือเหล็กแปรผันได้ทุกเมื่อ

หลายคนวิตกว่า เสียงปริ่มน้ำของเรือเหล็กลำนี้จะพาความฝันคนไทยบรรลุได้หรือไม่ เพราะกลางเดือนตุลาคมนี้จะมีการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 นครปฐม นั้นคงไม่สามารถเพิ่มจำนวน ส.ส.จากพื้นที่นี้เข้าไปร่วมลงมติในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นดัชนีชี้วัดเบื้องต้นตัวหนึ่งว่า ชาวประชามองการบริหารรัฐนาวาของพล.อ.ประยุทธ์ไว้อย่างไร และอาจมีผลกับการเลือกตั้งใน 3 เขตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

ขั้วฝ่ายค้านหวังใจไว้ว่า 4 เขตนี้ อย่างน้อย 2 ถึง 3 เขตจะเป็นโอกาสของว่าที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านชนะว่าที่ ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ขั้วรัฐบาลยังประเมินว่า 4 เขตที่จะเกิดการหย่อนบัตรเลือกตั้งใหม่นั้น ขั้วรัฐบาลน่าจะปักธงชัยไว้ครบ ตรงนี้น่าติดตามยิ่งนักหากวันข้างหน้าดุลการเมืองออกมาในแบบที่ขั้วฝ่ายค้านหวังใจไว้ การเมืองไทยจะพลิกสถานการณ์แบบบีบหัวใจรัฐบาลทันที เพราะจำนวน ส.ส.ของทั้งสองขั้วการเมืองจะเบียดชิดชนิดหายใจรดต้นคอ เนื่องจากสมัยประชุมหน้าหลังการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณยุติลงในวาระแรก สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาร่างกฎหมายและญัตติต่างๆ ตามที่ ส.ส.เสนอขึ้นมา และต้องลงมติ ตรงนี้เองที่จะทำให้เหตุสภาล่ม, ร่างกฎหมายบางฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบ, การโต้เถียงด้วยสงครามน้ำลายของสองขั้วการเมืองจะว่อนไปทั่ว และสุ่มเสี่ยงที่จะมีแรงปะทะกันสูงขึ้นเรื่อยๆ

พรรคการเมืองที่วันนี้มี ส.ส.เดินเข้าไปทำงานที่รัฐสภา เกียกกาย แม้จะมีการแข่งขันเพื่อชิง 4 เก้าอี้ ส.ส. แม้จะแบ่งเป็นสองขั้ว แต่ขอฝากไว้ ณ ตรงนี้ว่า ควรแข่งขันด้วยความใสสะอาด ไม่สาดโคลน เพราะพรรคการเมืองและส.ส.คือตัวแทนและหน้าตาของประชาธิปไตยไทย ดังนั้นการจะสอบติดหรือสอบตกหลังการลงคะแนนเสียงจากประชาชนใน 4 เขตข้างต้นนั้น มันสื่อถึงคุณภาพของสังคมไทยในวันนี้และวันหน้าว่า จะเลือกให้ตัวเองและชาติบ้านเมืองเดินไปในทิศทางใด แต่ไม่ควรย้ำรอยเดิมของกงกรรมการเมืองในช่วงสิบปีเศษที่ผ่านมาที่สร้างรอยช้ำให้ประเทศมามากมาย เพราะการเล่นการเมืองที่มากเกินไปของนักการเมืองไทยนั่นเอง…

p28

คนกันเอง ปีทอง ‘เสี่ยต่อ’ ปีทุกข์(ใจ) ‘เนวิน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนกันเอง ปีทอง ‘เสี่ยต่อ’ ปีทุกข์(ใจ) ‘เนวิน’

3 ตุลาคม 2562 – 09:29 น.
เนวิน,เนวิน ชิดชอบ,เสี่ยต่อ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กลุ่มเพื่อนเนวิน,สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,กลุ่ม 16,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 676 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ต.ค. 62

************************

4 ตุลาคม…วันเกิดครบรอบ 61 ปีของ เนวิน ชิดชอบ” คงครึกครื้นกว่าทุกปี เพราะปีนี้ น้องรัก “ศักดิ์สยาม” เป็นรัฐมนตรีคมนาคม และไม่ต้องพูดถึงเรตติ้งเสนาบดีภูมิใจไทย ดีวันดีคืน ประชาชื่นชม

อีกด้านหนึ่งของ “เนวิน” คือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่ความฝันของเนวิน ก็หลุดลอยไปทีละถ้วย เริ่มจากถ้วยแชมป์ช้างเอฟเอคัพ 2019 และถ้วยโตโยต้าลีกคัพ 2019 ยังเหลือลุ้นถ้วยใบใหญ่ใบสุดท้าย “โตโยต้าไทยลีก 2019”

4 ต.ค. วันเกิดครบรอบ 61 ปี เนวิน ชิดชอบ

โอกาสที่จะคว้าแชมป์ไทยลีกของบุรีรัมย์นั้น ระทึกขวัญยิ่ง เพราะมีแต้มเท่ากับทีมสิงห์ เชียงรายฯ และอาจเป็นปีที่ทีมเซราะกราว ไม่มีถ้วยสักใบประดับสโมสร ซึ่งเป็นสิ่งที่เนวิน และกองเชียร์คงทนไม่ได้

เพื่อนเนวิน” สายใต้

วันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ทีม “พีที ประจวบ เอฟซี” ขนกันมาจากเมืองสามอ่าวกว่า 5 พันคน พลังสีส้มของ “ต่อพิฆาต” เต็มพรืดกว่าครึ่งสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม โดยเหลือพื้นที่อีกครึ่งสนามให้พลพรรคเซราะกราว

เกมนัดชิงถ้วยโตโยต้าลีกคัพ ระหว่าง “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ถ้วยนี้ 5 สมัย กับพีที ประจวบฯ ที่เข้าชิงสมัยแรก จึงมีความสำคัญยิ่งต่อชาวประจวบฯ และ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย”

เสี่ยต่อ ดีใจยิ่งกว่านักเตะ

เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ และสอง ส.ส.ประจวบฯ อย่าง “มนตรี ปาน้อยนนท์” และ “ประมวล พงศ์ถาวราเดช” มานั่งเชียร์ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงการดวลจุดโทษ

เกมจบลงด้วยชัยชนะของ “ต่อพิฆาต” พีทีประจวบฯ แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร คว้าถ้วยและเงินรางวัล 5 ล้านบาท

   

เนวิน แสดงความยินดีกับนายกเกียร์

หลังเกม ช่วงมอบเหรียญรางวัล “เนวิน ชิดชอบ” นายใหญ่บุรีรัมย์ ปรี่เข้าไปแสดงความยินดีกับ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ และประธานสโมสร

ต่อพิฆาต” ได้แชมป์บอลถ้วย ก็คือความสำเร็จของ “เนวิน” ที่เกื้อกูลกันมาแต่แรก วงการลูกหนังรู้ดีว่า ทีมพีทีประจวบฯ เป็นสาขาหนึ่งของ “เพื่อนเนวิน”

พลังทุนสีน้ำเงิน

ปี 2555 “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตัดสินใจเข้าพัฒนาทีมฟุตบอลประจวบคีรีขันธ์ โดยประมุขบ้านใหญ่ปราณบุรี ทุ่มงบ 10 ล้านบาท สร้างทีมใหม่ พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจาก “ช้างคู่” มาเป็น “ต่อพิฆาต” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยนั่นเอง

ส่วนตำแหน่งประธานสโมสรคือ นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยทาง อบจ.ประจวบฯ ได้สร้างสนามกีฬา “สามอ่าวสเตเดี้ยม” เป็นรังเหย้า

นายกเกียร์ – ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์

โตโยต้าไทยลีก ฤดูกาล 2018 ทีมประจวบฯ ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจากไทยลีก 2 มาเล่นไทยลีก 1 นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังเมืองสามอ่าว

ปีแรกในไทยลีก 1 ทีมประจวบฯ เปลี่ยนชื่อเป็น “พีที ประจวบ เอฟซี” เนื่องจากได้บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลัก ซึ่งน้ำมันพีทีเป็นของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายทุนใหญ่พรรคภูมิใจไทย

พีทีเป็นยิ่งกว่าน้ำมัน เพราะพลังสำคัญที่ทำให้ทีมลูกหนังเมืองสามอ่าว มีทุนรอนเสริมทัพเสริมทีม

เพื่อนเฉลิมชัย-เนวิน

ในทางการเมือง ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ สังกัด กลุ่ม 16” หรือ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” โดยตัว “นายกเกียร์” เป็นนายก อบจ. ต่อจากประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีตนายก อบจ. ที่ขยับไปสมัคร ส.ส.ประจวบฯ

เครื่องหมายการค้าของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” มีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และมีภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” กับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เริ่มก่อตัวกันมาตั้งแต่สมัยที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

เวลานั้น กลุ่มนักการเมืองสายประจวบฯ ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะอยู่กันคนละก๊วนกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงน้อยอกน้อยใจ เลยหันไปหาผู้มากบารมีบุรีรัมย์

มนตรี ปาน้อยนนท์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน และ ประมวล พงศ์ถาวราเดช

ช่วงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 คงได้เห็นภาพ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปรับประทานอาหารด้วยกัน พร้อมเสิร์ข่าวแจก “ชงขั้วที่ 3” โดย “เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบฯ เป็นฝ่ายประสานงาน

ปีที่แล้ว เสี่ยต๊งนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเสี่ยหนู ไปอวยพรเนวิน และปีนี้ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยจะยกทีมไปอวยพรกันอีกหรือไม่ต้องติดตามกันไปดูที่สนามปราสาทสายฟ้า

แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามยกระดับ-รับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามยกระดับ-รับผิดชอบ

3 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
โซเชียลมีเดีย,เทคโนโลยี,การสื่อสาร
เปิดอ่าน 162 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้โซเชียลมีเดีย-เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคม

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนแคมเปญใหม่ล่าสุดของมูลนิธินิเทศศาสตร์ ศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ โดย ‘มารุต อรรถไกวัลวที’ ประธานมูลนิธิ ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แคมเปญ ‘แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม’ นี้จะช่วยลดความผิดพลาดและยกระดับมาตรฐานและความรับผิดชอบการระบาดของข่าวลวง-ข่าวมั่ว สร้างความเสียหายความสับสนเป็นอย่างมาก

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันยกระดับ พัฒนา และแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการสื่อสารให้ทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงนิเทศศาสตร์อยู่แล้วหรือบุคคลทั่วไป ให้ตระหนักรู้ถึงจรรยาบรรณ ความถูกต้อง การให้คุณค่าของการส่งและรับข่าวสาร หรือความร่วมมือในการสร้างสื่อที่ดี ผ่านกิจกรรมหลายกิจกรรม

โดยกิจกรรมแรกที่มูลนิธิดำเนินการคือ จับมือกับสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันสร้างแรงกระตุ้นอิมมูนหรือภูมิคุ้มกันที่จะมาต้านไวรัสทางการสื่อสาร ในการหยุดข่าวมั่ว ข่าวปลอมทางโซเชียลมีเดีย

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะร่วมกันแสดงความรับผิดชอบและยกระดับมาตรฐานไทย เริ่มจากแคมเปญ ‘แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม’ และยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นนับแต่บัดนี้
อ๊อด เทอร์โบ 

ธรรมยาตราครั้งที่ 2
5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง

ผมเป็นชาวพุทธที่อยากให้พุทธศาสนาของเราเป็นสีขาวและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากว่าในปัจจุบันและมองดูไปแล้วปัจจุบันนี้พุทธพาณิชย์เกิดขึ้นอย่างมาก

เห็นได้จากบรรดานักการเมืองทั้งหลายแสดงทรัพย์สินเป็นพระเครื่องดังๆ, เหล็กไหลและอื่นๆ ทางไสยศาสตร์ เป็นร้อยล้านพันล้าน จึงอยากให้ช่วยกันดูว่าเรื่องนี้เป็นการตีราคาเกินจริงหรือไม่

มาถึงเรื่องที่จะขอเรียนมาให้คุณช่วยเป็นสื่อกลางเกี่ยวกับธรรมยาตราครั้งที่ 2 “5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง” ที่น่าส่งเสริมและเมื่อปีที่แล้วประสบผลสำเร็จมาก

ผมจึงไปค้นคว้าข้อมูลมาแจ้งให้ทราบว่า การจัดงานในครั้งที่ 2 เปลี่ยนเส้นทางใหม่ จะเปิดโครงการที่วัดพระธาตุผาเงา จ.เชียงราย วันที่ 15 ตุลาคม มีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

คณะธรรมยาตรา จะเดินทางเข้าเมียนมาร์ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และ จ.เดียนเบียน เวียดนาม ก่อนวนกลับมาทางภาคอีสานของไทยและไปปิดโครงการที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

คิดว่าคงไปร่วมธรรมยาตราได้ตามจิตศรัทธานะครับ และการร่วมงานคงเป็นไปตามกำหนดนี้และทุกอย่างผ่านไปตามเป้าหมายด้วย
ประดิษฐ์ (เชียงราย)

เรียน คุณ ‘ประดิษฐ์’ เชียงราย
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่กรุณาแจ้งมา โอกาสนี้ขอเพิ่มเติมว่าธรรมยาตราครั้งที่ 2 นี้ ประธานจัดคือ วินัย วีระภุชงค์ ประธานสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ประเทศดังกล่าวมา

ผมเชื่อว่าด้วยเจตนาที่ดีเช่นนี้จะทำให้ธรรมยาตราจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและเวลาจัดงานก็เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว คงหมดปัญหาเรื่องน้ำท่วม และที่แท้จริงแล้วลุ่มน้ำโขงล้วนเป็นญาติธรรมกันทั้งนั้น

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ คงจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน
ขนาดรัฐมนตรียังงง !
(เรียนมายังนายกรัฐมนตรี)

ผมเป็นคนเดินดิน ขอใช้เวลารบกวนว่ารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงระหว่างสนามบินอู่ตะเภา ชลบุรี-ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ไปถึงไหนแล้ว และอยากให้ทางรัฐบาลแจ้งให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศทราบด้วย

จากกรณีที่ว่าขนาดรัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ยังงงว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไรและจะต้องมีการเจรจาอะไรอีกหรือไม่

จึงอยากให้ช่วยชี้แจงให้ชัดเจนกว่านี้ ไม่ใช่โครงการมหึมาแต่ทำงานกันแบบงุบงิบรู้กันไม่กี่คนและต้องมีการขอคืนพื้นที่หรือเวนคืนแนวทางอะไรบ้างหรือไม่

ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกผมจึงขอเรียนถามมาว่าโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนี้จะได้ข้อสรุปเส้นกำหนด 15 ตุลาคมนี้ หรือไม่ ?
เจริญชัย (ดอนเมือง)

แก้มาตรา1รธน.ถูกต้องถูกทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้มาตรา1รธน.ถูกต้องถูกทาง

3 ตุลาคม 2562 – 07:31 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,232 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2562

การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านที่ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาจากทุกภูมิภาคเพื่อนำข้อเสนอดังกล่าวมาแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศและถือเป็นการเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งในเวทีที่ จ.ปัตตานี มีนักวิชาการรายหนึ่งหยิบยกถึงสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ไปเชื่อมโยงกับปัจจัยต่างๆ ต่อสถานการณ์ทั้งการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบไม่ตอบโจทย์ในพื้นที่ และการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมของรัฐมากกว่าที่จะพูดถึงความหลากหลาย สิทธิและความเท่าเทียม พร้อมเสนอความเห็นว่าประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์ซึ่งอาจแก้ไขมาตรา 1 ไปด้วยก็ได้ โดยไม่มีการวิเคราะห์หรือพูดถึงการทำงานของภาครัฐในการพยายามแก้ไขปัญหาพื้นที่หรือการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จากเหตุความไม่สงบ

บทความเรื่อง “ขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย” ของสถาบันพระปกเกล้า ได้ให้ข้อสังเขปว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่เกิดมาเป็นเวลาหลายปีแล้วนั้น มีเหตุนานัปการมาจากศาสนา การเมือง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ และปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมีความซับซ้อนหลายประการ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาความรุนแรงและกล่าวได้ว่าเกือบทั้งหมดมีขบวนการก่อการร้ายเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายทศวรรษ โดยเท่าที่มีการศึกษาค้นคว้าและสืบสวนกันมา ขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมีหลากหลายกลุ่ม อุดมการณ์และการปฏิบัติการก็แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายร่วมกันก็คือการแบ่งแยกดินแดนเป็นอิสระจากการปกครองของไทย ซึ่งข้อเขียนนี้มีมาหลายปีแล้วและสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายความต้องการที่แท้จริงไว้

นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเปิดศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนใต้พร้อมพบผู้นำศาสนา นักธุรกิจ ตลอดจนเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่าความมั่นคงความปลอดภัยจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน ทุกศาสนาที่อยู่ในพื้นแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย นี่คือแผ่นดินของเราจะแบ่งแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม และเราทุกคนคือคนไทยซึ่งการลงเยือนพื้นที่ภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกจับตามองท่ามกลางข้อกังขาถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติสุขที่ดูเสมือนว่าจะชะงักลงไปและท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงการปลดล็อก “กฎหมายพิเศษ” ที่ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะหลายกรณีที่จับกุมคุมขังจนเสียชีวิตแต่ไม่มีคำตอบที่เคลียร์ได้แต่อย่างใด

นักวิชาการเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมจึงต้องมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความรู้ด้วยโดยให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการกับความคิดเห็นหรือความรู้ชุดอื่นๆ จนเกิดการพัฒนาทางวิชาการได้เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่คิดหรือข้อสันนิษฐานนั้น “ถูกต้อง” หรือ “ถูกทาง” หรือไม่ ซึ่งนั่นคือบทบาทสำคัญที่ต้องเป็นกลางรับฟังรอบด้านศึกษามารอบคอบและการทำงานวิชาการจึงถูกสังคมทั่วไปและสังคมวิชาการด้วยกันตรวจสอบเสมอหากข้อเสนอใดเกื้อหนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาก็ย่อมจะได้รับการนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ส่วมรวม แต่หากนำเสนอแบบมีวาระเร้นไม่เป็นกลางก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือรวมไปถึงขบวนการขับเคลื่อนที่ไปร่วมงานด้วย ซึ่งบทเรียนในอดีตก็มีนักวิชาการไม่น้อยที่กระโจนลงเลือกข้างการเมืองจนเสียผู้เสียคน

เปิดปูมแก๊งพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมหัวลำโพง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391186?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดปูมแก๊งพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมหัวลำโพง

2 ตุลาคม 2562 – 12:50 น.
ค้ากาม,หัวลำโพง,เด็ก,ค้าประเวณี,เด็กเร่ร่อน,ขายบริการ,แก๊งค้ากาม
เปิดอ่าน 432 ครั้ง

โดย… กัมปนาท ละออง สำนักข่าวเนชั่น

 สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นแหล่งที่คนเร่ร่อนมักใช้เป็นที่หลับนอนยามค่ำคื่นจนทำให้เป็นปัญหาสังคมเรื่อยมา

ตั้งแต่อดีตคนเหล่านี้มักสร้างความเดือนดร้อนรำคาญให้ผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวอยู่เนืองๆ ทำให้หลายหน่วยงานต้องลงมาบูรณาการจัดระเบียบพื้นที่และปรับภูมิทัศน์รอบหัวลำโพงจนมีสภาพเจริญหูเจริญตาขึ้นมาช่วงหนึ่ง ก่อนจะเริ่มกลับมาเป็นแหล่งมั่วสุมอีกครั้งอย่างในปัจจุบัน

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้รับแจ้งจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ว่าพบเยาวชนและวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม ตั้งตัวเป็นแก๊งจัดหาเด็กชายและหญิงอายุตั้งแต่ 12 ปี ขึ้นไป เพื่อให้บริการทางเพศแก่ลูกค้า โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำในการเป็นธุระจัดหานายหน้าค้าประเวณีเด็กเร่ร่อน 

 พฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้ค่อนข้างโหดร้าย หากเด็กที่ถูกบังคับไม่ยอมไปขายบริการจะถูกทรชนในแก๊งทำร้ายร่างกาย ทรมานสารพัดวิธี ทั้งกรีดแขนและใช้ไฟลน นอกจากนี้ยังบังคับให้เด็กขโมยทรัพย์สินของลูกค้า และบางรายใช้อาวุธจี้ชิงทรัพย์ก็มี

หลังเจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบก.ปคม. จัดทีมสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่ย่านสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อหาเบาะแสและล่อซื้อจนสามารถจับกุมพ่อเล้าเป็นชายได้ 1 ราย ก่อนขยายผลสาวถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือจนสามารถออกหมายจับเพิ่มได้อีก 13 ราย

พล.ต.ต.วรวัฒน์ ระบุว่า แม่เล้าพ่อเล้าพวกนี้จะหาเด็กเข้าสังกัดโดยรวบรวมเด็กเร่ร่อนที่อาศัยตามสถานีรถไฟหัวลำโพง ก่อนบังคับให้ไปขายบริการ ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท โดยจะหักหัวคิวไว้ครึ่งหนึ่ง

  การติดต่อส่งเด็กพวกนี้พ่อเล้าจะติดต่อกันทางไลน์ของเครือข่ายว่าต้องการเด็กชายหรือเด็กหญิง อายุเท่าไหร่ ก่อนตกลงราคา และจัดส่งเด็กให้ตามโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงหัวลำโพง

“แก๊งนายหน้าค้าประเวณีจะสอนให้เด็กหัดเป็นโจร ขโมยทรัพย์สินของแขก จนไปถึงให้ใช้อาวุธมีดจี้ชิงทรัพย์ ส่วนเงินที่ได้มาเด็กที่ขายบริการก็จะนำเงินมาซื้อยาเสพติดจากแก๊งอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าครบวงจร ที่เป็นจุดตั้งต้นเหตุอาชญากรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นเราต้องกวาดล้างให้หมด นี่เป็นเพียงครั้งแรกและจะมีครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

เมื่อพนักงานสอบสวนได้หมายจับแก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้แล้ว พ.ต.อ.ภูมินทร์ จึงได้จัดชุดกำลังผสมร่วมกับ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบก.ตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 นำกำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ หรือคอมมานโด เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทลายเครือข่ายนี้ในรุ่งเช้าของวันที่ 28 กันยายน 2562  โดยมีเป้าหมายโรงแรมที่อยู่ในรัศมีสถานีรถไฟหัวลำโพง 6 จุด

การเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธครบมือเนื่องจากการสืบสวนพบว่า ระดับหัวหน้าสั่งการมักพกอาวุธปืนติดตัวเสมอ โดยเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ถึงจุดเป้าหมายก็บุกเข้าไปในห้องพักแต่ละห้องของโรงแรม พบสมาชิกแก๊งกำลังหลับใหลจึงเข้ารวบตัวทันทีก่อนคัดแยกและตรวจหาสารเสพติด 

จากการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 ราย จาก 7 หมายจับ และสามารถช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อได้อีก 14 ราย นอกจากนี้ยังพบหญิงวัยรุ่นจำนวน 5 รายที่เข้าข่ายร่วมการค้ามนุษย์จึงได้พาทั้งหมดมาสอบปากคำที่ บก.ปคม.

สำหรับแนวทางการขยายผลของชุดสืบสวนสอบสวน พ.ต.ต.มนชัย เพ็งเลิศ สารวัตรกองกำกับการ 1 อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากการซักถามกลุ่มเหยื่อเด็กและเยาวชนทั้ง 14 รายเพื่อคัดกรอง เพราะเชื่อว่ามีเหยื่อบางรายเข้าข่ายร่วมอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งจะต้องมีการขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม

ขณะที่การขยายผลหาตัวการใหญ่ของขบวนการนั้น ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าจะสาวไปถึงตัวได้หรือไม่เนื่องจากการปฏิบัติการครั้งนี้ตำรวจสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้วเกือบทั้งกลุ่ม ซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว 2 ราย

การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นโมเดลตั้งต้น โดย พล.ต.ต.วรวัฒน์ ได้สั่งการให้ชุดทำงานในแต่ละกองกำกับการลงพื้นที่เอกซเรย์ตรวจสอบว่ามีขบวนการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ทั้งในกทม. และต่างจังหวัด อีกทั้งยังให้ตรวจสอบหาว่าในพื้นที่มีเด็กด้อยโอกาสทางสังคมอยู่บ้างหรือไม่ เนื่องด้วยเด็กเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกขบวนการลักษณะนี้เข้ามาครอบงำได้ง่าย จากนั้นจะหาวิธีการช่วยเหลือให้ห่างไกลจากขบวนการนี้

ทีมข่าวอาชญากรรมเนชั่นทีวี ลงตรวจสอบพื้นที่รอบสถานีรถไฟหัวลำโพง พบข้อมูลจากประชาชนในละแวกดังกล่าวว่า มีกลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิงเดินจับกลุ่มกันบริเวณนี้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไปจนถึงตีห้าของทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มาขายบริการทางเพศหรือไม่ เพราะคนกลุ่มนี้เนื้อตัวสะอาดต่างจากคนเร่ร่อนที่ออกไปทางมอมแมมซึ่งผิดธรรมชาติของวัยรุ่นปกติทั่วไปที่มาคลุกคลีกับกลุ่มคนเหล่านี้

อย่างไรก็ตามระหว่างที่ทีมข่าวกำลังสัมภาษณ์แหล่งข่าวเพื่อหาข้อมูล ปรากฏว่ามีวัยรุ่นชายรายหนึ่งเข้ามานั่งสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ คล้ายต้องการหาข้อมูลให้กลุ่มอิทธิพลย่านหัวลำโพง

จากการสอบถามไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ย่านหัวลำโพง ได้รับคำตอบจาก พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.ปทุมวัน ว่าในส่วนของหัวลำโพงเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ กองบังคับการตำรวจรถไฟ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไม่ใช่พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

ทีมข่าวจึงโทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ธนดล แก้วอุบล รองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ กลับได้รับคำตอบว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นของกองบัญชาการตำรวจนครบาลรับผิดชอบ ซึ่งคือ สน.ปทุมวัน ส่วนเบาะแสเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ บก.ปคม.เป็นแม่งาน ตำรวจรถไฟเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปร่วมการปฏิบัติการเนื่องด้วยเป็นหน่วยงานในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วยกันเท่านั้น ซึ่งจุดที่จับกุมเป็นบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ โดยเฉพาะโรงแรม

“ผมขอยืนยันว่าในพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพงไม่มีการขายบริการทางเพศแต่อย่างใด เพราะตรงนั้นเป็นสถานีรถไฟไม่น่าจะมีการขายบริการ เขาไม่มาขายกันตรงนั้นหรอก” พ.ต.อ.ธนดล ระบุ

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาบุคคลเร่ร่อนเป็นปัญหาใหญ่ที่รอวันสะสางให้สิ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ตำรวจไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหนก็ควรที่จะร่วมกันดูแลปัญหานี้ แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานโฉมใหม่ของบก.ปคม. ที่เอาจริงไม่ปล่อยเป็นเพียงแค่มีคนมาแจ้งความแล้วสืบสวนออกหมายจับเป็นรายบุคคล แต่เป็นการขยายผลจับยกแก๊งเลยทีเดียว