เตือนตุ๋นลงทุน บิทคอยน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือนตุ๋นลงทุน บิทคอยน์

2 ตุลาคม 2562 – 11:45 น.
สายตรวจระวังภัย,บิทคอยน์,อาชญากรออนไลน์,Bitcoin,ลงทุนขุดบิทคอยน์,แชร์ลูกโซ่,พ่อมดคริปโตเคอเรน
เปิดอ่าน 1,309 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน “ดิจิทัล” มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน แม้กระทั่ง “เงิน” ยังมี “สกุลดิจิทัล” ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มีกระแสความสนใจมาแรงมากในขณะนี้กับสกุลเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “บิทคอยน์” (Bitcoin) ที่อาจจะเปลี่ยนระบบการเงินของโลกไปอย่างสิ้นเชิง แต่บิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนที่จะมาเฟื่องฟูในประเทศไทยเมื่อตอนปลายปี 2560 กระทั่งเกิดกระแสเก็งกำไรบิทคอยน์ หรือ “ลงทุนขุดบิทคอยน์”

ทว่าความเสี่ยงของเงินสกุลนี้ก็ยังมีอยู่หลายประการ และในประเทศไทยก็มี”แก๊งต้มตุ๋น”หลอกลงทุนกับเงินสกุลนี้ ในรูปแบบชวนให้ลงทุนในบริษัทต่างชาติ ซึ่งอ้างว่าดำเนินธุรกิจขุดหา“บิทคอยน์” ด้วยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งการลงทุนช่วงแรกบริษัทจ่ายผลตอบแทนตามสัญญา ไม่ต่างอะไรกับ “แชร์ลูกโซ่” แต่พอเพิ่มเงินลงทุนก็ชิ่ง! มีคดีเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่นเดียวกับเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปรามจับกุม นายมานะ จูเมือง เจ้าของฉายา “พ่อมดคริปโตเคอเรนซี่” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเงินดิจิทัลขั้นเทพ ที่เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมลงทุนสกุลเงินดิจิทัลหลายสกุล หนึ่งในนั้นก็มีบิทคอยน์ โดยอ้างว่าได้กำไรดี ลงทุนเงินเพียง 200 วัน จะได้กำไรทันที 400% จนมีเหยื่อหลงเชื่อจำนวนมากสูญเงินรวมกว่า 500 ล้านบาท

เรื่องนี้ส่งผลให้เสียงเตือนความเสี่ยงการเก็งกำไรเงินดิจิทัลดังเป็นระยะ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เคยออกประกาศเตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง พร้อมกับจัดตั้ง “เสี่ยงสูง.com” เพื่อให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทที่ชักชวนให้ลงทุนเงินดิจิทัลนั้น ได้รับการอนุมัติจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ล่าสุด นายสมัคร เชาวภานันท์ และ นายธนิต บัวเขียว ทีมทนายความส่วนตัวของ นายเฉลิม อยู่วิทยา ประธานกลุ่มบริษัทสยามไวเนอรี่ ได้แถลงเตือนกรณีที่มีเว็บไซต์ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนด้านการเงิน นำข้อมูลเผยแพร่ในเว็บเพจ และแฟนเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า นายเฉลิม คือ นักธุรกิจไทยที่สนใจและร่วมลงทุนในธุรกิจบิทคอยน์ ซึ่งตามกฎหมายไทยยังไม่ผ่านการรับรองที่ถูกต้อง พร้อมกับอ้างถึงข้อความที่ระบุว่าได้กล่าวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน ซึ่งขอยืนยันว่าข่าวและข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวไม่เป็นความจริง อีกทั้งนายเฉลิมไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ถึงความสนใจร่วมลงทุนหรือเชิญชวนให้ประชาชนลงทุนในธุรกิจที่ว่านี้อย่างแน่นอน

“เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเข้าข่ายใช้ข้อมูลเท็จเพื่อล่อลวงกันทางธุรกิจ และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ดังนั้นทีมทนายความส่วนตัวเตรียมรวบรวมหลักฐาน เพื่อฟ้องร้องคดีกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อความ รวมถึงบุคคลที่ส่งต่อเนื้อหาดังกล่าวด้วย เพราะกรณีดังกล่าวถือว่าสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวของคุณเฉลิม และการฟ้องร้องดังกล่าวต้องการยุติวงจรของพวกมิจฉาชีพ ที่ใช้ข่าวเท็จ เพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งจะเกิดผลเสียอย่างยิ่งกับสังคม โดยจะมีการฟ้องร้องกรณีดังกล่าวภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรวบรวมหลักฐาน และจะไม่มียอมความเด็ดขาด เพราะข่าวเท็จดังกล่าวเทียบเท่ากับการหลอกลวงประชาชน” นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวด้วยว่า เว็บไซต์ดังกล่าวยังได้นำบทสัมภาษณ์ของบุคคลสำคัญ ทั้งนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และนักการเมืองซึ่งคร่ำหวอดในวงการการเงินและการคลัง เพราะต้องการจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่าย แต่ข้อความเป็นเท็จ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวภาครัฐรวมถึงหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยด้านการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ควรเร่งดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างรวดเร็ว และฝากให้ประชาชนที่เสพข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร อย่าหลงเชื่อข้อมูลใดง่ายๆ โดยเฉพาะการลงทุนด้านการเงิน ก่อนการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “อาชญากรออนไลน์”

แก้ รธน.มาตรา 1 ดับไฟใต้ได้จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ รธน.มาตรา 1 ดับไฟใต้ได้จริงหรือ

2 ตุลาคม 2562 – 10:40 น.
ไฟใต้,แก้ไขรัฐธรรมนูญ,เขตปกครองตนเอง,รัฐบาลเดี่ยว
เปิดอ่าน 799 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

หลังจากมีนักวิชาการไปพูดบนเวทีรณรงค์“แก้ไขรัฐธรรมนูญ”ของ 7 พรรคฝ่ายค้านที่ จ.ปัตตานี โดยมีการพูดเชื่อมโยงกันทั้งปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการเสนอให้“แก้ไขรัฐธรรมนูญมา ตรา 1”เพราะไม่จำเป็นที่ประเทศไทยต้องอยู่แบบ “รัฐเดี่ยว” หรือรัฐรวมศูนย์นั้น

ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง เพราะ“รัฐธรรมนูญมาตรา 1” บัญญัติเอาไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็บัญญัติเอาไว้แบบเดียวกันนี้ เพียงแต่ฉบับแรกๆ จะใช้คำว่า “สยามประเทศ” แทนคำว่า “ประเทศไทย” เพราะสมัยนั้นยังใช้ชื่อประเทศว่า “สยาม”

ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า “รัฐธรรมนูญมาตรา 1” เขียนมานานจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของความเป็นรัฐธรรมนูญไทยไปแล้ว มาตรา 1 เปรียบเสมือนเป็นสถาบันทางรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย เป็นการยอมรับจากรุ่นสู่รุ่นและเป็นประเพณีการปกครองที่ดีงาม

ฉะนั้นส่วนตัวจึงเห็นว่าไม่ควรแก้ไข แม้การเสนอแก้รัฐธรรมนูญจะแก้ได้ทุกมาตราก็ตาม แต่สุดท้ายต้องผ่านกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าถ้าจะแก้มาตรา 1 จะทำให้การ“แก้ไขรัฐธรรมนูญ”เกิดขึ้นไม่ได้ และไม่มีทางสำเร็จ

รวมทั้งหากจะแก้เพื่อเปิดทางให้เกิด “เขตปกครองตนเอง” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญมาตราเดียวแล้วจบ เพราะจะไปกระทบกับมาตราอื่นๆ อีก โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จึงมองว่าคนพูดพูดด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสบางอย่างเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้

  รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อดีตผู้อำนวยการโครงการวิทยาลัยการเมือง สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองในมุมคล้ายๆ กันว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะอยู่ในหมวด 1 บททั่วไป เป็นโครงสร้างประเทศ แม้จะเป็นนามธรรม แต่หากแก้ไขจะส่งผลกระทบมาก

อาจารย์ยุทธพร ขยายความต่อว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สามารถเลือกใช้กลไกอื่นแทนได้ เช่น การกระจายอำนาจ หรือรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (สถาบันพระมหากษัตริย์) ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ หากยังเดินหน้าอาจกลายเป็นข้อครหาให้ถูกวิจารณ์และถูกต่อต้านได้ ที่สำคัญการแบ่งแยกดินแดน หรือเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้เพราะจะเป็นการสร้างปมขัดแย้งให้มากขึ้นในอนาคต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลว่า เจตนาของผู้ที่พูดเรื่องนี้คือมองว่ารูปแบบการปกครองของรัฐไทยเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป แต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 1 กินความหมายมากกว่าการรวมศูนย์อำนาจเพราะเป็นการบัญญัติเพื่อรองรับสถานะของประเทศไทยที่เป็น “รัฐเดี่ยว” ไม่ใช่ “รัฐรวม” หรือ “สหพันธรัฐ” เหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศ จึงถือเป็นนิยามที่รองรับการเป็น “รัฐเดี่ยว” ของประเทศไทย และไม่ได้หมายความว่าการเป็น “รัฐเดี่ยว” แล้วต้องรวมศูนย์อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะเป็นคนละส่วนกัน

ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งบางส่วนก็เป็นความจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่ได้กระจายอำนาจเลย เพราะไทยมีการกระจายอำนาจรูปแบบต่างๆ มานาน ทั้ง อบต. สุขาภิบาล เทศบาล อบจ. ไปจนถึงการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ทั้ง กทม.และเมืองพัทยา ฉะนั้นหากการกระจายอำนาจติดขัดปัญหาหรือมีอุปสรรคอะไรก็สามารถแก้ไขในส่วนนั้นได้ ไม่ใช่ไปปลดล็อกด้วยการ“แก้รัฐธรรมนูณญมาตรา 1” ให้ประเทศไทยแบ่งแยกได้

หากมีการทำตามข้อเสนอ คือ “แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1” จะกระทบกับความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรงแน่นอน เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ก็จะยื่นเงื่อนไขแยกดินแดนตั้งรัฐใหม่ทันที (หมายถึงตั้งรัฐเอกราชใหม่) จากนั้นภาคอื่นๆ ก็อาจเอาอย่าง โดยเฉพาะบางภาคที่มีนักการเมืองครอบงำลงไปถึงระดับท้องถิ่นอาจต้องการแบ่งภาคเป็นเขตพื้นที่ที่สามารถปกครองตนเองได้เลย ทำให้รัฐบาลกลางอาจมีอำนาจแค่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นได้ ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่การเมืองมีความขัดแย้งแบ่งสีเสื้อ คนเสื้อแดงบางกลุ่มก็คิดแยกภาคบางภาคออกไปเพื่อตั้งประเทศใหม่มาแล้ว

ส่วนกรณีที่ผู้พูดอาจอ้างเรื่องการปลดล็อกเพื่อเปิดทางให้จัดตั้ง “เขตปกครองตนเอง” หรือ “เขตปกครองพิเศษ” เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงมองว่า เรื่องนี้สามารถทำได้ในรูปแบบ “การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ” ซึ่งรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 1 ให้วุ่นวาย และสุ่มเสี่ยงต่อการตีความในแง่ลบจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติระดับสูงสุด

เพราะการปล่อยให้มีการแยกดินแดน ตั้งรัฐใหม่ได้ จะกระทบกับบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการพิทักษ์รักษาเอาไว้ ตามมาตรา 52 ด้วยเช่นกัน

สุดท้าย คลิปลับ ไม่มีอะไรในกอไผ่… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391357?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดท้าย คลิปลับ ไม่มีอะไรในกอไผ่…

2 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
สุดารัตน์ เกายุราพันธุ์,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,คลิปลับงูเห่า
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

กระแสข่าวฮือฮาเรื่อง “คลิปลับงูเห่า” ภาคสามที่เกิดขึ้นช่วงอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติว่าแกนนำ พปชร. ทาบทาม ส.ส.พท. ให้สวมบทงูเห่าสิบกว่าชีวิตและลากมาหลายวัน

ภาพซองปัจจัยสีน้ำตาลที่บางสื่อนำเสนอออกมาและอ้างว่าแกนนำพปชร.นำมาให้ส.ส.พท.แต่ส.ส.กลุ่มนี้ได้นำมามอบให้ผู้ใหญ่ของพท.เพื่อแจ้งให้รับรู้ว่ามันคือสินสอด

จนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำอันดับต้นๆ ของพท.ออกมาขู่ว่าขอให้พปชร.ยุติการทำแบบนี้ เพราะส.ส.พท.มีคลิปลับการที่แกนนำพปชร.นัดพบผู้แทนฯ พท.สองครั้งไว้แฉ หากยังไม่เลิกยื่นดีลนี้ แต่ขอดูความเป็นไปได้ทางกฎหมายก่อน…

ทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร. และสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตรสวนกลับว่าหากมีคลิปก็นำมาแสดงเลย….ป่านนี้พท.ก็ยังไม่งัดหลักฐานเด็ดดังกล่าวออกมา? แบบนี้แปลความว่าอะไร?

สายลับไปเจาะข้อมูลจากอาคาร OAI Tower ได้ความว่า คลิปดังกล่าวไม่มีบทดีลและการเสนอราคาย้ายค่ายเบอร์เดิม? เพียงแต่เป็นการคุยกันของอดีตคนที่เคยอยู่กับพท.ที่วันนี้ย้ายไปสังกัดพปชร.กับส.ส.ปัจจุบันของพท. ใจความหลักในคลิประบุว่า ขอให้ช่วยๆ กันในรัฐสภา และช่วยกันเพื่อบ้านเมือง! “ไม่มีการเสนอเงื่อนไขใดๆ…”

เมื่อสอบถามแกนนำมือต้นๆ ของพรรค พท. ทราบว่าการดำเนินคดีนั้นยังไม่ดำเนินการเพราะรายละเอียดในคลิปไม่ชัดเจนในการทาบทาม และหากพรรคดำเนินการทางกฎหมายไปส.ส.ของพรรคที่อยู่ในเหตุการณ์อาจโดนเล่นงานทางกฎหมายเพราะส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองที่แปลความได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หากส.ส.รับผลประโยชน์จากดีลนี้ของพปชร.ก็จะมีความผิดด้วย!

แต่ปัจจัยในซองสีน้ำตาลที่มีภาพข่าวหลุดมานั้น แกนนำพท.คนนี้บอกแบบงงๆ ว่า หากมีการมอบให้เพื่อไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ แบบนี้ก็เอาผิดผู้ให้และผู้รับมิได้!

อ้าว!แล้วมันอย่างไรกันกับสิ่งที่คุณหญิงหน่อยอ้างไว้หลากวาระในเรื่องนี้ เพราะจนวันนี้คลิปนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า…

แหล่งข่าววงในของพท.อีกคนหนึ่งบอกว่าคลิปดังกล่าวไม่มีข้อความเสนอราคาค่าเหนื่อยและเงื่อนไขงานและการย้ายขั้ว ดังนั้นแกนนำบางคนของพรรคที่ไปออกข่าวนี้อาจจะตีกินทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตขั้วตรงข้าม!

หากนำสองความเห็นของคนในพท.ที่ให้ข้อมูลข้างต้นกับสายลับมาแปลได้ว่า “คลิปนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่”

สรุป…มีเพียงแต่ปาหี่การเมืองที่คีย์แมนบางคนของพท.ตีกินขั้วตรงข้ามเพื่อหาแต้มการเมืองเพราะรู้จังหวะการเมืองยามนี้ว่าขั้วหนุนลุงตู่ต้องการคะแนนเสียงในการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณให้อุ่นใจ

แม้ความจริงยามนี้ขั้วหนุนลุงตู่ก็ยังยืนบนปากเหวและอยากได้เสียงของผู้แทนฯ ทั้งสภาลงมติไฟเขียวในวาระแรกของร่างกฎหมายงบประมาณ เพราะมีกระแสลือในมุมขั้วหนุนลุงตู่ว่าผู้แทนฯ ขั้วฝ่ายค้านคนใดหากไฟเขียวกับวาระแรกนี้ งบที่ผู้แทนฯ ฝ่ายค้านอยากนำไปดูแลชาวบ้านในเขตจะบังเกิด….

แม้กติกาหลักที่เขียนไว้ล่าสุดจะมีบทลงโทษไว้หนักหากส.ส.แปรงบลงพื้นที่ตัวเองแบบเอาดีเข้าตัว แต่ของแบบนี้มันมีกรรมวิธีที่ต่างตอบแทนสำหรับคนที่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าในยุคลุงตู่ 2

จากนี้ไปเชื่อเลยว่ามุมต้านลุงตู่ตีจะกระหน่ำปี๊บว่ามีการเพาะพันธุ์ในฟาร์มงูเห่าที่อยู่ในดินแดนของฝ่ายค้าน (แต่ตอนนี้ยังไม่มีบิลมายืนยัน) ส่วนมุมหนุนลุงตู่แย้งว่าเป็นเอกสิทธิ์ส.ส.ในการลงมติในรัฐสภาหากรัฐบาลสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง

กรณีนี้ใครจะเชื่อมุมไหนแล้วแต่วิจารณญาณ….จบข่าว…!

ศึกชากังราว “ไวพจน์” ชน “ขาใหญ่”สายตรงแม้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391354?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชากังราว “ไวพจน์” ชน “ขาใหญ่”สายตรงแม้ว

2 ตุลาคม 2562 – 10:11 น.
เจาะประเด็นร้อน,กำแพงเพชร,พรรคพลังประชารัฐ,ชากังราว,พตทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,นปช,กลุ่มชากังราว,พตทบรรยิน ตั้งภากรณ์,กลุ่มพลเมืองร่วมใจ,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 667 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 ต.ค.62

*************************

จบศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม ก็คาดหมายว่าน่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมเขต 2 กำแพงเพชร หรือเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น เฉพาะกำแพงเพชร จะมีความชัดเจน หลัง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” อดีตแกนนำ นปช. ไปฟังคำตัดสินคดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

เบื้องต้น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า จะไม่ส่งผู้สมัคร .ส.ในสนามกำแพงเพชรและขอนแก่น เพื่อเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยลงสนามแก้มือ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ นพ.ปรีชา มุสิกุล อดีตส.ส.กำแพงเพชร มีความต้องการที่จะส่งลูกชาย สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามทำศึกล้างตาเช่นกัน

กลุ่มชากังราว”ยังแกร่ง

ในอดีต กลุ่มชากังราว” นำโดย เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และวราเทพ รัตนากร อดีต ส.ส.กำแพงเพชร เคยสังกัดหลายพรรคการเมือง

เลือกตั้งปี 2531 กลุ่มชากังราว ย้ายไปสังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้แจ้งเกิดนักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” เป็น ส.ส.กำแพงเพชร สมัยแรก หลังจากนั้นกลุ่มชากังราวก็ยกทีมเข้าพรรคไทยรักไทย

ไวพจน์ และลูกสาว-พิชญา

การเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 “กลุ่มชากังราว” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แม้จะถูกโจมตีว่า “ทรยศอุดมการณ์” แต่ฐานเสียงกลุ่มนี้ ยังแข็งแกร่งบวกกับกระแสเลือกนายกประยุทธ์ ทำให้ชนะคู่แข่งทั้ง เขต

เฉพาะเขต 2 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ได้ 34,271 คะแนน, อดุลรัตน์ แสงประชุม เพื่อไทย 18,626 คะแนน, สุวิชาญ มุสิกุล ประชาธิปัตย์ 13,261 คะแนน

เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ยังเป็นต่อผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย แม้ ปชป.จะส่งคนลงสนามก็ตามที

เร่งปั้นทายาท “อาภรณ์รัตน์”

เดิมที “ไวพจน์” วางแผนให้ลูกสาว-พิชญา อาภรณ์รัตน์ และลูกชาย-เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลงสนามการเมืองท้องถิ่น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ตัวเขาเองเจอคดีล้มประชุมอาเซียนจึงต้องดัน “เพชรภูมิ” ลงสนามเลือกตั้งซ่อมแทน

ครอบครัวอาภรณ์รัตน์ เป็นครอบครัวการเมือง เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งภรรยา-อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 “ไวพจน์-อุดมรัตน์” สามีภรรยาได้กลับมาปลุกปั้นกิจการโคขุนส่งออกที่ไร่อาภรณ์รัตน์ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

ช่วงเวลาก่อนถึง 31 ตุลาคมนี้ ไวพจน์ ได้พาพิชญา-เพชรภูมิ ออกงานทุกวันเหมือนเป็นการเปิดตัวให้ชาวกำแพงเพชรเขต ทราบว่าทั้งคู่จะเป็นทายาทการเมืองของเขา

เพชรภูมิและพิชญา ทายาทการเมือง  

อย่างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ไวพจน์พาครอบครัวไปร่วมพิธีเปิดงานสารทไทยกล้วยไข่ อ.โกสัมพีนคร โดย พิชญา อาภรณ์รัตน์ แต่งชุดไทยเข้าร่วมเดินขบวนแห่ด้วย

จะว่าไปแล้ว “พรีส” พิชญา มีหน่วยก้านดี ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยบิดาหาเสียงแต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลใดไวพจน์เลือกลูกชายเป็นตัวแทนลงสนามเลือกตั้งซ่อม

สายตรงเสี่ยแม้ว

ถ้ายังจำกันได้เมื่อ วราเทพ รัตนากร แกนนำกลุ่มชากังราว นำสมาชิกยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย มีเวลาคัดเลือกผู้สมัครไม่มากนัก เหมือนจะไม่ส่งผู้สมัครส.ส. แต่มีสัญญาณจาก “คนแดนไกล” ให้จัดทีมลงอย่างเร่งด่วน

คนแดนไกลมอบให้ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” แม่ทัพเลือกตั้งเมืองชากังราว

พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทย เมืองกล้วยไข่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น แต่ทีมหาเสียงของ “บรรยิน” และอดีตนายตำรวจใหญ่สายตรงคนแดนไกล ปลุกกระแสแดงเพื่อไทยได้คึกคักพอสมควร

พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์

ทุกวันนี้ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตจเรตำรวจและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกเดินสายไปทั่วภาคเหนือตอนบนและตอนล่างทำกิจกรรมปลุกใจคนรุ่นใหม่ในนาม กลุ่มพลเมืองร่วมใจ”

ประธานที่ปรึกษากลุ่มพลเมืองร่วมใจชื่อ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ และ “มิตติ ติยะไพรัช” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เป็นประธานขับเคลื่อนพลเมืองร่วมใจ

ยงยุทธ ติยะไพรัช

ดูเหมือนว่ากลุ่มพลเมืองร่วมใจจะเป็นการปูฐานการเมืองท้องถิ่นของค่าย “เพื่อแม้ว” โดยเสี่ยยงยุทธรับงานมาเดินสายร่วมกับ พล.ต.ท.สมศักดิ์

มิตติ ติยะไพรัช

เชื่อว่าเลือกตั้งซ่อมเมืองชากังราวรอบใหม่ก็คงได้เห็นบทบาทของกลุ่มพลเมืองร่วมใจมากขึ้น

บทเรียนราคาแพง เด็กเอ็น-พริตตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391355?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนราคาแพง เด็กเอ็น-พริตตี้

2 ตุลาคม 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พริตตี้,ลันลาเบล
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

   ‘ดับเครื่องชน’ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตัดสินใจแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้สังคมไทยไปถึงไหนแล้ว และเป็นความจริงที่เราต้องตีแผ่มาให้ทราบกันหลังจากข่าวการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของพริตตี้สาวสายคนหนึ่งซึ่งเรื่องนี้กว่าจะจบลงได้คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

ก่อนอื่นจะต้องเปิดใจเพื่อให้รับรู้ว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้วและเราไม่ได้มีเจตนาซ้ำเติมเพียงแต่จะบอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเพื่อจะไม่ได้ตกยุค

พริตตี้เริ่มต้นด้วยเด็กสาวในงานโชว์รถหรืองานเชียร์เบียร์หรืองานบริการต่างๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เบิกบาน สำราญใจ แล้วจากพริตตี้ก็ไปถึงเด็กเอ็น หรือเด็กเอ็นเตอร์เทน ซึ่งมีหลายประเภทตามสนนราคา เช่น เด็กเอ็นธรรมดาราคาค่าตัว 3,000-5,000 บาทต่อครั้ง ไล่ไปจนถึงเด็กเอ็นวีไอพีที่มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวพันราคาเป็นหมื่นเป็นแสนแล้วแต่หน้าตาและดีกรีของแต่ละสาว เช่น เคยเข้ารอบลึกๆ ประกวดนางงาม

จะอะไรก็แล้วแต่ขอให้เข้าใจและเห็นใจเด็กเอ็นหรือพริตตี้ที่โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ต้องการทำงานอาชีพนี้แต่ต้องตีนถีบ-ปากกัด เพื่อเอาตัวรอดหาเลี้ยงชีวิตหรือบางทีก็ครอบครัว

ถ้าเกิดใหม่คงไม่มีใครอยากเป็นเด็กเอ็น หรือพริตตี้-อันตรายถึงชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ

พัฒนาช่องทางการตลาด
ช่วยเหลือเกษตรกรยากจน

ขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบยังสมาชิกเกษตรกรว่า บจธ.หาทางช่วยเหลือทุกวิถีทางโดยได้เชิญชวนตลาดกลางพืชผลร่วมกันและหาช่องทางการตลาดระบายสินค้าทำให้เกษตรกรสามารถรักษาสิทธิ์ถือครองที่ดินตนเองได้ในระยะยาว

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร คือต้องการให้กลุ่มสมาชิกเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือจาก บจธ.ไปแล้ว มีความสามารถปกป้องและป้องกันการสูญเสียสิทธิ์ของตนเองในการถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและที่ดินทำกินประกอบอาชีพของเกษตรกรไม่ให้หลุดมือไป สามารถมีรายได้ที่มั่นคง สม่ำเสมอ และถาวรยืนยาว เพื่อให้ได้สิทธิ์การถือครองที่ดินในระยะยาวให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งปัจจุบันสมาชิกเกษตรกรของ บจธ.กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ในพื้นที่ราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม สุพรรณบุรี

บจธ.จึงทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแบบครบวงจรในการพัฒนาและจัดหาพื้นที่การตลาดให้สมาชิกเกษตรกรของบจธ.ในกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามภารกิจหนึ่งของบจธ.ในการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ด้วยการช่วยเหลือและพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกรเกิดการกินดีอยู่ดี โดย บจธ.ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรของบจธ.ทั้งจัดหาช่องทางจำหน่ายและการตลาดให้ หรือพัฒนาช่องทางการตลาดอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการช่วยเหลือด้วยการส่งเสริมอาชีพความรู้ในการประกอบอาชีพให้เกษตรกร การให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการเงินทุนเพื่อทำอาชีพเกษตรกรรมที่ยังยืน และการจัดการจัดหาที่ดินให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินถือครองสำหรับออยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองให้เกษตรกรได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

‘ตลาดกลางศรีเมือง’ ตลาดกลางผักและผลไม้ของ จ.ราชบุรี และเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันตก และยังเป็นตลาดกลางที่มีระบบการควบคุมดูแลและการจัดการตลาดที่ดีมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นตลาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ส่งผลดีในทางการตลาดให้แก่สมาชิกของเกษตรกรของบจธ.อย่างมากต่อสมาชิกเกษตรกรสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดและใกล้เคียงเข้ามาจำหน่ายยังตลาดกลางแห่งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแหล่งค้าส่งสินค้าใหญ่ที่กระจายไปยังภาคใต้เกือบทั้งหมดรวมทั้งแหล่งส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

หลังจากได้เข้าพบและร่วมหารือกับผู้บริหารตลาดศรีเมืองแล้ว ทางตลาดศรีเมืองยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรของบจธ.สำหรับเป็นแหล่งระบายสินค้าการเกษตรและช่องทางการตลาดในการขายสินค้าการเกษตร โดยตลาดกลางศรีเมืองจะจัดพื้นที่พิเศษให้เกษตรกรสำหรับขายสินค้าเกษตรของตนเองโดยเฉพาะเกษตรกรสามารถนำสินค้ามาหมุนเวียนขายได้ในแต่ละวันโดยเสียค่าระวางการนำสินค้าเข้ามาจำน่ายในอัตราที่ต่ำ

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labia@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610 มือถือ 09-2659-1689
กุลพัชร ภูมิใจอวด
รองผู้อำนวยการ บจธ.
(ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ)

สังฆทานยัดใส้
ระวังทำบุญได้บาป

ดิฉันเป็นคนชอบทำบุญและพอมีโอกาสก็ตักบาตรหรือทำบุญอุทิศสังฆทานให้ญาติหรือคนรู้จักที่ไปสู่สุคติแล้วและมาวันนี้อยากจะเตือนมายังทุกท่านว่าอย่าซื้อถังสังฆทานหรือกล่องสังฆทานที่วางขายทั่วไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกรงจะทำบุญได้บาปเพราะมีการยัดไส้จากผู้เอาเปรียบเช่น นม หรือยา หรืออาหารแห้งที่หมดอายุแล้ว หรือซ้ำร้ายบางทีก็ยัดกระดาษยัดโฟมหรือสิ่งของเข้าไปให้ดูดี

เรื่องนี้จะพึ่งกรมการค้าภายในหรือหน่วยงานสคบ.หรืออื่นๆ อย่าไปหวังเลยเพราะเคยร้องเรียนไปแล้วไม่ได้ผล เงียบไปเลย จึงได้แต่แจ้งเตือนมาด้วยความปรารถนาดี

นี่ก็ใกล้วันออกพรรษาแล้วและขอแจ้งมาด้วยจดหมายฉบับนี้เพราะมีคนชอบเอาเปรียบคดโกงหรือเจตนาไม่ดีและค้ากำไรเกินควรแบบนี้แหละ
ปิยะรัตน์ (กทม.)

เรียนคุณ ‘ปิยะรัตน์’ กทม.
จดหมายของคุณมีประโยชน์ต่อผู้ใจบุญใจกุศลมากเลยครับและขอร่วมด้วยช่วยกันให้ทุกท่านช่วยกันตรวจสอบถึงสังฆทานว่ายัดไส้อย่างที่ว่ามาหรือเปล่า?

เท่าที่ทราบมาทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เคยเตือนมาแล้วแต่ในกรณีนี้ผมว่าเตือนมาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจะต้องมีมาตรการอื่นๆ จัดการตามกฎหมายด้วย เพราะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

เวลานี้เราอย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องทำบุญทำสังฆทานด้วยมือตัวเองเป็นการดีที่สุดคือบรรจุทำถังสังฆทานเอง

ของมึนเมา เช่น บุหรี่ ไฟแช็ก หรือทำให้พระเณรมีอันตรายต่อสุภาพควรเลิกทำบุญได้แล้ว
 อ๊อด  เทอร์โบ

ฝุ่นพิษ-ภัยประจำถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391356?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษ-ภัยประจำถิ่น

2 ตุลาคม 2562 – 08:36 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 2 ตุลาคม 2562

หรือว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นดินแดนที่มีปัญหาประจำถิ่นซ้ำซากจำเจแก้ไขไม่ตกมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในช่วงเทศกาลที่มีคนเดินทางบนท้องถนนกันมากๆ ก็จะมีผู้ประสบอุบัติเหตุล้มตายบาดเจ็บเป็นที่สลดหดหู่ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ ทุกๆ รัฐบาลต้องจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกำชับบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ช่วงหน้าฝน น้ำท่วมทุกปี ช่วงหน้าแล้ง หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง กรมชลประทานต้องออกมาประกาศห้ามทำนา และล่าสุดในขณะนี้หลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครกำลังประสบปัญหาใหม่ติดต่อกันเข้าปีที่ 2 แล้วคือฝุ่น

ควันพิษเกินมาตรฐานหรือค่า”พีเอ็ม 2.5″ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชาวเมืองต้องหันกลับมาสวมหน้ากากอนามัยกันอีกครั้งเหมือนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อต่อสู้กับ“ฝุ่นพิษ”ที่มาเร็วกว่าที่เคย  เมื่อปี 2561 ปัญหา“ฝุ่นพิษ”ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สร้างความตื่นตัวให้แก่ทุกภาคส่วน จำเลยลำดับต้นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุก็คือยวดยานจำนวนมากที่ปล่อยควันพิษออกมา โดยเฉพาะไอเสียจากรถเครื่องยนต์ดีเซล ตามด้วยกิจกรรมอื่นที่ก่อให้เกิดควัน คือโรงงานและการเผาไหม้ต่างๆ หน่วยงานภาครัฐออกตรวจตราโรงงานกันขนานใหญ่พร้อมกับการตั้งด่านตรวจจับรถปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน เมื่อปัญหาคลี่คลายตามสภาพอากาศที่ย่างเข้าหน้าฝน มาตรการต่างๆ ที่เห็นขะมักเขม้นกันนั้นก็เงียบหายไป คล้ายๆ กับการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล หรือแม้แต่การพูดถึงอุทักภัยกับภัยแล้งที่คนไทยประสบอยู่ราวกับเป็นเทศกาล หมดเวลาก็หายห่างกันไป

จะว่าไปแล้วกรุงเทพฯ ก็ยากจะหลีกเลี่ยงภาวะ“วิกฤติฝุ่นพิษ” เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ได้ เพราะจำนวนรถยนต์ตามสถิติของกรมการขนส่งทางบกเมื่อปีที่แล้วที่ออกมาวิ่งปล่อยไอเสีย มีมากถึง 10.2 ล้านคัน จากที่จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศมีอยู่กว่า 39.6 ล้านคันในจำนวนนี้ สำหรับในกรุงเทพฯ เป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล กว่า 2.65 ล้านคัน เมื่อพิจารณาตามอายุการใช้งานของรถเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 61 พบว่ารถที่มีอายุการใช้งาน 10 ปี มีกว่า 79,794 คัน, อายุการใช้งาน 11-15 ปี มีกว่า 917,365 คัน, 16-20 ปี จำนวน 368,867 คัน และมากกว่า 20 ปีขึ้นไป เข้าขั้นบุโรทั่ง ก็มีมากถึง 267,539 คัน เหล่านี้ล้วนคือตัวการปล่อยไอเสียเกินมาตรฐานด้วยกันทั้งสิ้น

ดังตัวอย่างที่ยกมาเหล่านี้จะเห็นได้ว่ามลพิษหรือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวในสังคมไทย ส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างยากจะเรียกคืน อีกส่วนหนึ่งคือการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่ของคนในสังคมด้วยกันเอง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อสมาชิกที่อาศัยอยู่ร่วมกันมักจะย่อหย่อน ละเลย ไม่คำถึงถึงส่วนรวม แต่เหนืออื่นใดก็คือการปลูกสร้างสามัญสำนึกร่วมกันในอันที่จะช่วยกันเรียกคืนสภาพแวดล้อมที่ดีกลับคืนมาให้ได้ ตัวอย่างการลงทุนโครงสร้างการขนส่งระบบรางหรือรถไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดปัญหามลพิษได้อย่างดี แต่แม้รถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นหลายสาย หากจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ กลับเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เท่ากับลงทุนสูญเปล่า สภาพเช่นนี้คนกรุงก็จะต้องสูด“ฝุ่นพิษ”ประจำปีไปอีกนาน

มองนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมือง

1 ตุลาคม 2562 – 12:25 น.
ภาษียาสูบ,กคลัง
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

โดย…  รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์   ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ในที่สุดกระทรวงการคลังต้องยอมประกาศเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษียาสูบออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายภาษียาสูบต้องคำนึงถึงมิติด้านการเมืองด้วย ไม่ใช่จะมองแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น”

 นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ หรือ ‘Health Tax’ เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เพิ่มภาระภาษีและราคาของสินค้าที่ให้โทษต่อสุขภาพของประชาชน เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหวาน เป็นต้น การตัดสินใจกำหนดนโยบาย (Policy Making) ในเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากนโยบายด้านภาษีอื่นๆ ที่แม้จะดูเหมือนเป็นนโยบายการคลังแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยทางการเมืองได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจไม่น้อยไปกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ในทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) นั้น มองว่าปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจมีปฏิสัมพันธ์หรือมีผลต่อกันและกันในการกำหนดนโยบายของรัฐ การกำหนดและการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ซึ่งรวมถึงนโยบายภาษีของรัฐบาลนั้นคงไม่สามารถกระทำได้อย่างรอบด้านและถ่องแท้หากมองข้ามปัจจัยทั้งสองด้านนี้

ช่วงเดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้แก่กรมจัดเก็บภาษีต่างๆ หนึ่งในนโยบายที่มอบหมายไป คือ นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ในด้านหนึ่งเชื่อว่ากระทรวงการคลังย่อมต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น จะได้ลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข (Public Health Financing) แต่ในอีกด้านหนึ่งนโยบายภาษีเป็นเครื่องมือในการหารายได้เข้ารัฐ และเมื่อพูดถึงการเก็บภาษีก็ย่อมต้องมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี จุดนี้เองที่ปัจจัยทางการเมืองจะเข้ามามีส่วนในการกำหนดทิศทางของนโยบาย

โจทย์ยากคือจะทำอย่างไรให้นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพเกิดความพอเหมาะพอดีในทั้ง 3 มิติ คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการเมือง

 ภาษีเพื่อสุขภาพที่เป็นประเด็นปัญหามาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ดูจะหนีไม่พ้นภาษียาสูบ ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้วิเคราะห์นโยบาย การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตเมื่อเดือนกันยายน 2560 ทำให้ระบบภาษียาสูบของประเทศไทยมีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยการนำระบบภาษีแบบผสมมาใช้ โดยตามแผนเดิมนั้นกำหนดให้มีอัตราภาษีตามปริมาณมวนละ 1.2 บาท และอัตราภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา คือร้อยละ 20 และร้อยละ 40 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 – 30 กันยายน 2562 หลังจากนั้นจะยุบอัตราภาษีตามมูลค่าเหลือเพียงร้อยละ 40 เพียงอัตราเดียว เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีที่เป็นสากลนิยมและเป็นไปตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกและธนาคารโลก

การปฏิรูปภาษีในครั้งนั้นทำให้บุหรี่มีราคาแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด จากฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ราคาบุหรี่ถูกที่สุดในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.5 จากซองละ 40 บาทในปี 2559 เป็นซองละ 55 ในปี 2561 ในขณะที่สินค้าทดแทนอย่างยาเส้นได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะยังคงเสียภาษีต่ำมาก ทำให้ราคาถูกกว่าบุหรี่ถึง 6 เท่าตัว โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ยาเส้นขนาด 20 กรัมมีราคาเพียงห่อละ 8.57 บาท ในปี 2561 สร้างความระส่ำระสายต่อเกษตรกรชาวไร่ยาสูบที่ขายใบยาเพื่อใช้ผลิตบุหรี่ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนเกษตรกรกลุ่มนี้ได้ออกมาเรียกร้องตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2562 ให้พรรคการเมืองต่างๆ ช่วยดูแลปัญหาความเดือดร้อนจากนโยบายภาษียาสูบ

ในที่สุดกระทรวงการคลังต้องยอมประกาศเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายภาษียาสูบต้องคำนึงถึงมิติด้านการเมืองด้วย ไม่ใช่จะมองแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น เพราะมิติทางการเมืองมักเกี่ยวข้องกับเรื่องเฉพาะหน้าซึ่งเป็นผลกระทบจากตัวนโยบาย หากไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ การจะไปสู่เป้าประสงค์ระยะยาวของนโยบายคงทำได้ยาก

 การปรับขึ้นภาษียาสูบในเดือนตุลาคม 2563 จะทำให้ระบบภาษียาสูบกลายเป็นแบบอัตราเดียวตามแนวทางสากล ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีและน่าสนับสนุน เพราะสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงองค์การอนามัยโลกด้วย

ขณะเดียวกันหากมองจากมิติด้านการเมืองแล้ว ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นเกษตรกรชาวยาสูบเดินสายออกมาเรียกร้องให้มีการเลื่อนภาษียาสูบออกไปอีก เนื่องจากราคาบุหรี่ถูกที่สุดจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ในปี 2563 จากราคา 55 บาทในปัจจุบันเป็นซองละประมาณ 90 บาท นั่นหมายความว่าบุหรี่จะราคาแพงขึ้นเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 18 ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2561-2563 ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวรายได้ของประชากรที่เฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกัน คาดว่าไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อที่เฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 ต่อปี เพราะหากบุหรี่ต้องขึ้นราคามากภายในระยะเวลาอันสั้น ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือชาวไร่ยาสูบก็จะถูกลดปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบลงไปอีก จากที่ถูกลดไปแล้วเกือบร้อยละ 50 ในปี 2562

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเรียกร้องให้มีการเลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ออกไปอีก หรือให้มีการค่อยๆ ปรับขึ้นภาษีร้อยละ 5 ทุกๆ 2 ปีแทนนั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร โดยล่าสุดทางกระทรวงการคลังก็ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตศึกษาอยู่

ตามหลักการกำหนดนโยบายจากมุมเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้อธิบายข้างต้น กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังควรพิจารณาถึงปัจจัยทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐศาสตร์ และการเมือง ให้รอบด้าน โดยเปรียบเทียบระหว่าง

(1) การเดินหน้าขึ้นภาษีตามกำหนด 1 ตุลาคม 2563
(2) การเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป หรือ
(3) การประกาศค่อยๆ ขึ้นภาษีร้อยละ 5 ทุกๆ 2 ปี

หากเดินหน้าขึ้นภาษีตามกำหนด ก็จะถือเป็นการเดินหน้าต่อยอดการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตให้มีระบบภาษียาสูบที่มีความเป็นสากลยิ่งขึ้น โดยจะส่งผลให้บุหรี่ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะช่วยลดการสูบบุหรี่ได้หรือไม่ หากยังมีผลิตภัณฑ์ทดแทนอย่างยาเส้นที่ราคาถูกกว่าและหาซื้อได้ทั่วไป และจะมีผลอย่างไรต่อรายได้ภาษีของรัฐและผลการดำเนินงานของการยาสูบแห่งประเทศไทย รวมทั้งต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรครัฐบาล ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปากท้องของประชาชนซึ่งรวมถึงเกษตรกรชาวไร่ยาสูบถือเป็นประเด็นที่สำคัญไม่น้อย

หากเลื่อนการขึ้นภาษีออกไปเฉยๆ บุหรี่ก็จะราคาเท่าเดิมต่อไป ซึ่งถ้าปล่อยไว้แบบนี้ก็จะขัดกับหลักนโยบายด้านสุขภาพที่ต้องการให้บุหรี่ราคาแพงขึ้น สอดคล้องกับกำลังซื้อของนักสูบที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น และไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีตามหลักสากลที่ระบุไว้ชัดว่าระบบภาษีไม่ควรมีหลายอัตรา เพราะจะทำให้บริษัทบุหรี่พยายามหาช่องว่างทางภาษีเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่าได้ อย่างไรก็ดี ก็จะช่วยประคองไม่ให้ผลการดำเนินงานของการยาสูบแห่งประเทศไทยแย่ลงไปกว่านี้ และยังช่วยให้เกษตรกรชาวไร่ยาสูบมีเวลาปรับตัวมากขึ้น และแน่นอนว่าเรียกคะแนนจากเกษตรกรชาวไร่ยาสูบให้รัฐบาลได้ดี

สุดท้ายดูเหมือนว่าแนวทางที่อยู่ตรงกลางน่าจะเป็นการประกาศค่อยๆ ขึ้นภาษี โดยหากปรับอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 20 ค่อยๆ ขึ้นไปร้อยละ 5 ทุก 2 ปี จะทำให้บุหรี่ที่ถูกที่สุดมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ทุกๆ 2 ปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับอัตราการขยายตัวของรายได้ประชากรที่เฉลี่ยร้อยละ 3-4 ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี และจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะชาวไร่ยาสูบด้วยมีเวลาปรับตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมืองโดยเฉพาะในระยะสั้นได้ จะได้ไม่ต้องมาคอยนั่งแก้ไขภาษีกันบ่อยๆ

ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ไม่ควรละเลยเรื่องภาษียาเส้น ที่ยังคงต่ำกว่าภาษีบุหรี่อยู่กว่า 15 เท่าตัว แม้จะขึ้นภาษีไป 19 เท่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยอาจใช้แนวนโยบายค่อยๆ ขึ้นภาษีกับการปรับขึ้นภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับภาษีบุหรี่มากขึ้นอีกตามแนวปฏิบัติสากลด้วย ก็น่าจะช่วยลดเสียงคัดค้านได้เช่นกัน

และที่สำคัญคือ รัฐควรปรับปรุงนโยบายแบบองค์รวม อย่ามุ่งเน้นแต่การขึ้นภาษี ควรต้องหันไปทบทวนประสิทธิภาพของนโยบายด้านการรณรงค์เพื่อลดอุปสงค์ด้วย กำหนดตัวชี้วัดความสัมฤทธิ์ผลของการรณรงค์ที่ชัดเจนไม่เข้าข้งงางตัวเอง เหมือนการวัด Return on Investment หรือ ROI ของการรณรงค์ที่ได้งบประมาณจากภาษีบาปด้วยว่าคุ้มค่าเพียงใด สามารถทำให้จำนวนผู้สูบ หรือจำนวนผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ลดลงได้กี่คน คิดเป็นสัดส่วนเท่าไร เป็นต้น

 นโยบายสาธารณะที่ไม่มีแรงสนับสนุนทางการเมืองหรือที่บั่นทอนคะแนนนิยมทางการเมืองของรัฐ มักจะเดินหน้าต่อได้ยาก เพราะติดอยู่กับเสียงคัดค้านในระยะสั้นจากผู้ได้รับผลกระทบ แต่หากมีการทบทวนปรับแก้ หาจุดดุลยภาพระหว่างมิติต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็จะสามารถข้ามผ่านแรงต้านทานในระยะสั้น สร้างความยอมรับ และสามารถเดินหน้าประกาศเป็นนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาวได้ต่อไป

“วัน” มาแล้ว เชียร์ “เผดิมชัย” โค่น “เด็กทอน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วัน” มาแล้ว เชียร์ “เผดิมชัย” โค่น “เด็กทอน”

1 ตุลาคม 2562 – 09:45 น.
รายงานพิเศษ,ไพรัฎฐโชติก์,เลือกตั้งซ๋อม,นครปฐม,คนสามพราน,พรรคอนาคตใหม่,พรรคชาติไทย,วัน อยู่บำรุ,วัน อยู่บำรุง,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 1 ต.ค. 62

***************************

แค่วันสมัครรับเลือกตั้ง สมรภูมิเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ก็ร้อนแรงเต็มพิกัด สองผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล เน้นประเด็นท้องถิ่น อย่าง สุรชัย อนุตธโต” ประชาธิปัตย์ เบอร์ 3 “หนึ่งเสียง เดินหน้าประเทศไทย สู่ยุคทองคนสามพราน” หรืออดีตแชมป์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ชาติไทยพัฒนา เบอร์ 1 “แก้ไขปัญหามาเป็นที่หนึ่ง พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน”

ต่างจาก ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร” อนาคตใหม่ เบอร์ 6 ที่จุดกระแส “1 เสียง สามพราน” เพื่อเป็นโดมิโน่ตัวแรกในการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พาแกนนำพรรคเปิดปราศรัยใหญ่ไปแล้วที่ตลาดพันล้าน อ้อมใหญ่

บ้านริมคลอง” เชียร์ “บ้านใหญ่”

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เขต 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม มีพื้นที่ติดต่อกับกับเขตทวีวัฒนา และเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยมีถนนพุทธมณฑลสาย 4 คั่นกลาง

โฟกัสสนามเลือกตั้ง ก็คือเขต 27 เขตทวีวัฒนาเขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองค้างพลู) และ เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงฉิมพลี และแขวงตลิ่งชัน) ที่มี จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ พรรคอนาคตใหม่ เป็น ส.ส.เขตนี้

ที่น่าสนใจ “คนโตหนองแขม” กับบ้านใหญ่นครปฐม มีสัมพันธ์อันดีมายาวนาน เมื่อเช้าวันที่ 30 กันยายน 2562 วัน อยู่บำรุง” ได้โพสต์ภาพในงานเลี้ยงวันเกิดของไชยา สะสมทรัพย์ ที่ตัวเขากำลังพูดคุยกับ “ลุงเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์ และวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแคปชั่น ผมเชียร์บ้านใหญ่ครับ!!! #คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน” วัน อยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง ประกาศเชียร์ เผดิมชัย

ตอนค่ำวันเดียวกัน “วัน” อัพสเตตัส “#พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคพวก” แสดงจุดยืนสนับสนุน “ลุงเตี้ย” ของหลานวันอีกครั้ง

คำว่า “พวกเดียวกัน” นั้นหมายความว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สนิทชิดเชื้อกับตระกูล “สะสมทรัพย์” กันมาแต่สมัยฝ่ายหนึ่งสังกัดพรรคก้าวหน้า อีกฝ่ายหนึ่งอยู่พรรคมวลชน ระยะหลัง วัน อยู่บำรุง จึงเป็นตัวแทนพ่อเฉลิมไปอวยพร “อาไชยา” เนื่องในวันเกิดทุกปี

ที่สำคัญ สนามมวยอ้อมน้อยของตระกูล “อยู่บำรุง” ก็อยู่ไม่ไกลจาก ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน มากนัก

บ้านใหญ่สแกน “13 ตำบล”

เขตเลือกตั้งที่ 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา ต.บางช้าง ก็เท่ากับว่า มีพื้นที่เลือกตั้ง 13 ตำบล และ 4 เทศบาล คือเทศบาลเมืองสามพราน, เทศบาลเมืองไร่ขิง, เทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม และเทศบาลตำบลอ้อมใหญ่ เป็นพื้นที่ช่วงชิงของ 3 พรรคใหญ่

ทีม สจ.กลุ่มชาวบ้าน ให้กำลังใจเผดิมชัย

13 ตำบล 4 เทศบาลใหญ่ใน อ.สามพรานนั้น มีลักษณะทางสังคมแบบกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งเกษตรกรรม จึงมีประชากรกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระ มากกว่าเกษตรกร

ทีมงานพรรคชาติไทยพัฒนา นครปฐม สรุปว่า “เผดิมชัย” พ่ายกระแสคนชั้นกลาง และคนต่างถิ่นที่อพยพมาปักหลักทำมาค้าขายหรือเป็นลูกจ้างอยู่ในสามพราน

เผดิมชัยเองก็ยอมรับว่า เป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ไม่ทันกระแสโซเชียล หนนี้จึงลงทุนทำเพจ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” และหลังจับเบอร์ได้ แอดมินเพจได้เปลี่ยนภาพหน้าปก เป็นภาพเผดิมชัย จับมือกับผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ไม่มีคำอธิบายภาพ ชายปริศนาคนนี้คือใคร?

เหนืออื่นใด บ้านใหญ่จะใช้ “ทีมเจาะ” ทุกตำบล นำโดย หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หัวหน้า สจ.กลุ่มชาวบ้าน สมทบด้วยกลุ่มสุพรรณบุรี และทีมเฮียม้อจากมหาชัย

ชาติไทยพัฒนาจะทุ่มสรรพกำลังเข้าถึง “คนสามพราน” ในทุกหมู่บ้านเพื่อชัยชนะ

ปชป.สู้ไม่ถอย

วันสมัครรับเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกทีมไปให้กำลังใจ สุรชัย อนุตธโต” ทั้งรัฐมนตรี และ ส.ส.ภาคกลาง พร้อมกับทีมงานบ้านใหญ่นครปฐมอีกสายหนึ่งคือ ป๋าสุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม และ “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม เขต 1

สจ.สุรชัย ชูคำขวัญคนสามพราน

เหตุที่สุรชัยจึงเน้นความเป็น “คนสามพราน” เพราะถือว่าเป็นจุดขาย เขาต้องการปลุก “ท้องถิ่นนิยม” สู้กระแสธนาธร เนื่องจากป๋วย-ไพรัฎฐโชติก์ ไม่ใช่คนสามพรานโดยกำเนิด เช่นเดียวกับ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย ก็ไม่ได้เกิดที่สามพราน

กองหนุน ปชป.มาครบ

ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ได้เปรียบ “กระแสพรรค” หรือ “กระแสหัวหน้าพรรค” แถมพื้นที่ใกล้เคียงคือ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร พรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส.อยู่แล้วคือ สมัคร ป้องวงษ์

ป๋วย ไพรัฎฐโชติก์ เจองานหนักแน่

ส่วน “กำนันหลอ” บุญชู นิลถนอม อดีต ส.ส.สมุทรสาคร เพื่อไทย ที่เป็นเจ้าของพื้นที่กระทุ่มแบน ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.ครั้งที่แล้ว ครั้งนี้อาจมาช่วย “บ้านใหญ่นครปฐม” 

ต้องลุ้นกันว่า คะแนนเกือบ หมื่นแต้ม ของระวัง เนตรโพธิ์แก้ว จะเทไปทางไหน..ปชป. ชาติไทยพัฒนา และอนาคตใหม่?

สนามบินต้าชิงเปิดรับวันชาติจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบินต้าชิงเปิดรับวันชาติจีน

1 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สนามบินต้าชิง,วันชาติจีน
เปิดอ่าน 185 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จีนได้ชื่อว่าเป็นเสือปืนไว ทำอะไรเหมือนเนรมิตด้วยอำนาจและกำลังเงินที่มากมายมหาศาล จนว่ากันว่าไม่ไปสักปี อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด

จำได้ว่าเคยแจ้งให้ทราบเรื่องสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ของจีนที่ชื่อ ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ ไม่นาน บัดนี้สนามบินยักษ์แห่งนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว และใช้เวลาสร้างไม่ถึง 5 ปี ซึ่งนับว่าเร็วมาก

เคยคุยกับชาวจีนและคนไทยที่ไปทำงานระดับบริหารในประเทศจีนดินแดนมหัศจรรย์ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกว่า ประเทศจีนไม่มีการสำรวจประชามติหรืออะไรทั้งสิ้น

ทุกอย่างใช้สั่งการเอาทั้งนั้น อย่างสนามบินปักกิ่ง-ต้าชิงแห่งนี้ก็เช่นกัน ดังนั้นทุกอย่างจึงเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

5 ปีจึงนับว่าเร็วมากๆ เรียกว่าทันใจ-ทันใช้เลยทีเดียว และโอกาสนี้ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ได้ไปเป็นประธานเปิดเรียบร้อยแล้วเมื่อ 25 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติจีนปีที่ 70 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และจะมีวันหยุดเฉลิมฉลองรวมทั้งมีการเดินทางทั่วประเทศ

ขออนุญาตให้ข้อมูลสนามบิน ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ นี้ว่ามหัศจรรย์ใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน เพราะต่อไปคนไทยจะได้ไปสัมผัสของจริง

สนามบินรูปปลาดาวแห่งนี้ขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 100 สนาม ใช้เงินก่อสร้าง 500,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 100 ล้านคน

ภายใต้อาคารที่พักผู้โดยสารมีสถานีรถไฟ–รถไฟใต้ดิน เชื่อมต่อไปถึงจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งถือว่าเป็นใจกลางของกรุงปักกิ่งที่อยู่ห่างไป 46 กม. โดยใช้เวลาเดินทาง 20 นาทีเท่านั้น

“เล็กๆ ไม่-ใหญ่ๆ ทำ” จีนทำอะไรเล็กไม่เป็น ต่อไปสนามบิน ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะรองรับผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก

จึงขอแจ้งให้ทราบว่าอย่านำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเรา เพราะเอาแต่เมืองรองๆ ของจีนก็ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครของเราหลายเท่า

เชื่อว่าต่อไปจะต้องมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในแผ่นดินอย่างแน่นอน !
อ๊อด เทอร์โบ


 ม็อบเปรู-เม็กซิกัน
 มั่วมาจากไหน?

ผมไม่ได้เยินยอนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แต่ชื่นชมว่าไปประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์กคราวนี้ประสบผลสำเร็จในระดับที่ดี แม้จะมีม็อบต่อต้านเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทยบ้างก็แค่เป็นน้ำจิ้ม-สีสัน

แต่ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เรื่องม็อบมั่วที่เป็นชาวเปรูบ้าง-เม็กซิกันบ้างมาถือป้ายประท้วงนายกฯ บิ๊กตู่ของเรา นี่จะต้องมีการสยบสงบโดยด่วน มีใครอยู่เบื้องหลังและม็อบต่างชาติพวกนี้ไม่รู้จักประเทศไทยของเราเสียด้วยซ้ำ จึงสรุปว่าม็อบรับจ้างมาแน่ๆ

ม็อบต่างชาติมั่วพวกนี้จัดเต็มยกป้ายเรียกหาเสถียรภาพประชาธิปไตยที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี นครนิวยอร์ก ไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ ซึ่งข่าวในโซเชียลบอกว่าสอบถามแล้วไม่รู้จักไทยว่าอยู่ตรงไหนของโลกนี้

นี่แหละครับผมจึงขอให้มีการสืบสวนสอบสวนโดยเร็วและป่านนี้ควรรู้ตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังแล้ว

ไปอเมริกาคราวนี้นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ไปรับประทานอาหารในงานเลี้ยงรับรองร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับสุภาพสตรีหมายเลข 1 ด้วย เรียกว่าสมฐานะผู้นำประเทศ

กลับมาถึงไทยคราวนี้นายกรัฐมนตรีบิ๊กตู่ของเรามีการบ้านรออยู่เพียบ และหวังว่าน้ำท่วมจะหมดไปเสียทีเพราะอากาศหนาวมาแล้ว
บุญเลิศ (ชลบุรี)


เรียนคุณ ‘บุญเลิศ’ ชลบุรี

ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วก็ชื่นชมนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ว่าโกอินเตอร์และเก็บอารมณ์ได้ดี เห็นว่าได้พบกับคนไทยในอเมริกาซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและกลับมาคงมีกำลังใจทำงานอีกโข

ส่วนเรื่องม็อบมั่วนี้ผมได้ทราบมาเช่นกันจากข่าวออนไลน์และข่าวนสพ.ที่เพื่อนส่งมาให้ ก็มีความเห็นว่าม็อบมั่วจากเปรู-เม็กซิกันพวกนี้จะต้องมีคนจ้างวานจัดตั้งมาแน่นอน

ผมว่าไม่ยากที่เราจะสืบสวนให้รู้ว่าม็อบจัดตั้งพวกนี้รับเงินมาจากใคร และมีอย่างที่ไหนจะประท้วงยกป้ายทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย

คนไทยบางคนจะต้องทำตัวเป็นตัวป่วนหรือเกลือเป็นหนอนจัดตั้งม็อบมั่วพวกนี้-อย่าปล่อยไว้ !
อ๊อด เทอร์โบ


ร่วมมือร่วมใจลดภัยท้องถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมมือร่วมใจลดภัยท้องถนน

1 ตุลาคม 2562 – 07:31 น.
โศกนาฏกรรม
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2562

นับเป็นเรื่องเศร้าสลดใจอย่างยิ่งจากโศกนาฏกรรมรถกระบะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงที่บริเวณถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี สมุทรปราการ เมื่อย่างเข้าเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถกระบะเป็นที่รับรู้กันในสังคมไทยมานานหลายปี ว่าการโดยสารไปบนกระบะนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คนโดยสารมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่โดยสารภายในหลายเท่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐได้พยายามรณรงค์และพยายามบังคับใช้กฎหมายแต่ก็เป็นเรื่องยากยิ่ง ทั้งการบรรทุกผู้โดยสารในกระบะและการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ในช่วงเทศกาลที่ประชาชนเดินทางกันมากๆ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์ รถกระบะมักถูกบันทึกเป็นลำดับต้นๆ ของพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุ มีผู้บาดเจ็บล้มตาย

เมื่อช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 รัฐบาลพยายามออกมาตรการห้ามโดยสารในแค็บรถกระบะแต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักสุดท้ายก็ต้องอนุโลม แต่ก็ยังคงบังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งในกระบะเกิน 6 คน และห้ามนั่งบนขอบกระบะหรือฝาปิดท้าย กระแสและวิวาทะในคราวนั้นเกิดขึ้นเพราะในความเป็นจริงแล้วรถกระบะที่ออกแบบมานั้นสามารถใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ซึ่งเข้ากับวิถีของคนไทยที่นิยมการเดินทางเป็นหมู่คณะ ซึ่งถ้าหากว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้วก็ถือว่าผิด แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักจะอนุโลมเพราะเห็นอกเห็นใจและความจำเป็นในการเลือกใช้รถยนต์ที่ซื้อหามาด้วยราคาแพง ซึ่งในที่สุดแล้วการปิดตาข้างหนึ่งกลับกลายเป็นดวงตาข้างที่ควรจะมองเห็นถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า

อุบัติเหตุร้ายแรงครั้งล่าสุดนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งว่า เหตุการณ์นี้เข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.รถยนต์ เพราะเป็นการใช้รถผิดประเภทนำรถกระบะมาบรรทุกประชาชนและเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การจราจรทางบก เนื่องจากใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามตำรวจจะเร่งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนและผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยไม่ทำผิดกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จากนั้นจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เริ่มจากการจับเตือนและหากพบการฝ่าฝืนอีกก็จะจับดำเนินคดีทันที ขณะที่มูลนิธิประชาปลอดภัยแนะนำว่า ควรใช้มาตรการจำกัดความเร็วตามกฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่องตลอดทั้งปี และประชาชนก็ต้องร่วมมือปฏิบัติตามด้วย

หากจะสรุปบทเรียนจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดกับรถปิคอัพหลายครั้งที่ผ่านมา ถ้าตัดเรื่องสภาพแวดล้อม ลักษณะทางกายภาพของท้องถนนออกไปแล้วก็จะพบจุดอ่อน 2 ส่วน คือ ผู้ขับขี่ กับการบังคับใช้กฎหมาย อย่างแรกนั้นนอกจากการรณรงค์ให้ความรู้ แนะนำ ตักเตือนไปจนถึงดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของประชาชนเองก็ควรต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อชีวิตของตนเองและความปลอดภัยของส่วนรวม สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากการทำหน้าที่ของตำรวจบนท้องถนน ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่จะทำได้ทั่วแล้วหน่วยงานอื่นๆ เช่นกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมก็ต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน หากทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันแล้วก็เชื่อว่าจะลดความสูญเสียลงได้