ตั้งใจหรือ(แกล้ง)ไม่รู้..ร้านโอเกะละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งใจหรือ(แกล้ง)ไม่รู้..ร้านโอเกะละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง

30 กันยายน 2562 – 13:10 น.
ละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง,ร้านโอเกะ
เปิดอ่าน 274 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

คนทั่วไปได้ยินเสียงเพลงฟรีๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าในวิทยุ โทรทัศน์ ช่องยูทูบ หรือเว็บไซต์ดาวน์โหลดฟรี ฯลฯ จึงทำให้ไม่เข้าใจถึงมูลค่าที่ต้องลงทุนในการทำเพลงขึ้นมา หรือมูลค่าทางการเงินที่ได้กลับมาจากเสียงเพลง ซึ่งการซื้อซีดี ดาวน์โหลด หรือฟังผ่านยูทูบ ราคาเพลงนั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการฟังเพียงคนเดียว ไม่ใช่ฟังพร้อมกันหลายๆ คน แม้จะอุดหนุนซื้อแผ่นเพลงแท้มา แต่หากไปเปิดเพลงให้คนจำนวนเยอะๆ ฟัง เช่น ในร้านอาหาร ผับบาร์ ร้านคาราโอเกะ ฯลฯ ก็เสมือนหนึ่งกับการซีร็อกซ์หนังสือแจกให้คนอื่น แต่เสียงเพลงนั้นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ คนทั่วไปจึงไม่รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ผิด

ทว่าเพลงหรืองานดนตรีกรรม เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์จากงานอันมีสิทธิ์แก่บุคคลอื่น และอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ์ได้ตามกฎหมาย หากบุคคลอื่นใช้สิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งสำหรับในธุรกิจเพลง โดยปกติค่ายเพลงมักจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานเพลงในสังกัดค่ายของตนเอง ซึ่งค่ายเพลงอาจเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โดยการรับโอนลิขสิทธิ์จากผู้ประพันธ์ หรือศิลปินผู้สร้างสรรค์ หรือการเป็นเจ้าของโดยอาศัยสัญญาจ้างระหว่างค่ายเพลงกับศิลปิน ที่มีข้อสัญญาระบุให้ค่ายเพลงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงที่ศิลปินได้สร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างการเป็นศิลปินในสังกัด ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวของนักร้องดังหลายคนที่แม้แต่ร้องเพลงตัวเองยังละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะหมดสัญญากับต้นสังกัดไปแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศูนย์ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปลป.ตร) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. ผอ.ศปลป.ตร. โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจาก บริษัท ดี มิวสิค เซ็นเตอร์ จำกัด มอบหมายให้ นายผดุงค์ สีเลี้ยง แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจตามหมายค้นออกโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เลขที่ 936/2562 ได้แสดงหมายเข้าตรวจค้น ร้านคาราโอเกะในพื้นที่ ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยพบทางร้านมีห้องคาราโอเกะจำนวน 10 กว่าห้อง โทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ จากการตรวจสอบพบผลงานเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบการทำซ้ำ ดัดแปลงอยู่ในรูปแบบโปรแกรมคาราโอเกะ รวมมูลค่าความเสียหายทรัพย์สินกว่า 1 แสนบาท

 นายคคนะ รามสมภพ กล่าวว่า บริษัทได้รับความเสียหายในเรื่องการใช้ผลงานเพลง ซึ่งบริษัทได้ซื้อสิทธิ์มา คือความเสียหายของบริษัทชัดเจนอยู่แล้ว เท่าที่ตรวจเจอที่ร้านมีประมาณ 4-5 เพลง โดยเราได้ตรวจเจอการให้บริการของทางร้านโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งในส่วนผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะหากต้องการใช้บริการเพลง ถ้าเป็นเพลงที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้ติดต่อขอซื้อหรือขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ด้าน นายสายัน ดำรงคดีราษฎร์ อธิบายว่า ในฐานะสำนักกฎหมายดำรงคดีราษฎร์ ร่วมกับบริษัท ดี มิวสิค เซ็นเตอร์ ในการปกป้อง ดูแล และป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกรูปแบบ เพื่อรักษาผลประโยชน์จากเจ้าของสิทธิ์โดยตรง ซึ่งหากบริษัทตรวจพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลร้าน เจ้าของร้านและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับโทษทางกฎหมายจนถึงที่สุด

การละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและโทษปรับแล้วแต่กรณี และเจ้าของลิขสิทธิ์ยังมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งด้วย สำหรับโทษทางอาญาปรับตั้งแต่สอง 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หากทำเพื่อการค้าต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390997?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ

30 กันยายน 2562 – 09:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา… อสนีบาต…ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับบรรดา “บิ๊กการเมืองฝ่ายค้าน” นำทีมโดยคุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เรียกได้ว่ายกทัพใหญ่มาเยือนกองบรรณาธิการทีเดียว

โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านแจ้งว่าเป็นกิจกรรมเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ รอบนี้ถึงคิวพบปะสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ถัดจากนั้นจะได้นัดหมายพบปะแกนนำพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลพร้อมเผยไฮไลท์สุดท้าย ต้องการพบ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
แบบว่า ไม่ได้พูดล้อเล่นแต่เอาจริงถึงขนาด “ธนาธร” ย้ำตั้งหลายรอบ “ถ้าคุณประยุทธ์จะยอมให้ผมพบพรุ่งนี้ก็ได้ ผมก็พร้อม” เรียกได้ว่าพรรคฝ่ายค้านพร้อมยกเลิกกำหนดการทั้งหมดเพื่อพบ “บิ๊กตู่”

อย่างที่ทราบกันดีฝ่ายค้านมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่แค่ปล่อยให้กระบวนสภาทำหน้าที่อย่างเดียวแต่กำลังเคลื่อนไหวนอกสภาขยายแนวร่วมให้มากที่สุด
คราวนี้จากการรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคฝ่ายค้านทำให้เห็นว่า นักการเมืองเหล่านี้ได้ศึกษาบทเรียนเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญในอดีตซึ่งมักจะเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง จึงคิดหากลวิธีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้วงจรนี้กลับมาอีก จึงต้องพยายามนวดไปเรื่อยๆ “สร้างกระแสธรรมชาติ” เพื่อลดทอนกระสุนสนับสนุนการจัดตั้ง แม้แต่คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวในวงสนทนาว่า “อยากให้เกิดการพูดคุยร่วมกัน อย่าไปคิดเหมือนหมอดูว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดการนองเลือด มันไม่ใช่ ”
นั่นเป็นสิ่งที่คุณหญิงและคณะเตรียมตัวมาตอบสื่อมวลชนอยู่แล้ว ว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความเห็นต่างกลายเป็นความแตกแยก จึงต้องพยายามขายความคิดโน้มน้าวทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายทางการเมือง ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เห็นคล้อยตาม ให้เกิดเป็นพลังเข้มแข็งกดดันฝั่งผู้กุมอำนาจหันมาให้ความสนใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการทำให้ฝ่ายกุมอำนาจต้องเงี่ยหูฟัง ก็คงจะเป็นประเด็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมีการตั้งด่านอรหันต์ไว้ตามมาตราต่างๆ ควบคุมการบริหารประเทศ ซึ่งตอนนี้กฎกติกาต่างๆ ในรัฐธรรมนูญกำลังพ่นพิษใส่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เหมือน “หมองูตายเพราะงู” นั่นล่ะ

ถ้าจะไล่เรียงกันรายมาตราน่าจะมีเยอะ แต่ในชั้นนี้ขอนำบทสรุปบนโต๊ะพูดคุยมาฉายให้เห็นอีกรอบ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การแถลงนโยบายรัฐธรรมนูญโดยไม่แจกแจงที่มาของงบประมาณ หรือมาตรา 270 ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูประเทศต่อรัฐสภาครบทุก 3 เดือน

หรือกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ยกมาตรา 73 ระบุว่ารัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด
“ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปค้ำประกันราคายาง 60 บาท ซึ่งจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่เขาจึงอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร” พ.ต.อ.ทวี ให้ข้อสังเกตไว้
จึงเป็นอะไรที่คุณหญิงสุดารัตน์ เพิ่มเหตุผลเข้าไปอีกว่า ก่อนการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้ความเป็นหัวหน้าคสช. ออกมาตรา 44 ขอยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกือบ 10 เรื่อง พอหลังเลือกตั้งก็กำลังกระทำการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชี้ชัดแล้วว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กำลังมีปัญหากับรัฐธรรมนูญ
   “โชคดีที่เป็นชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถ้าเป็นคุณธนาธร เป็นนายกฯ ป่านนี้ก็ไม่รอดแล้ว” คุณหญิงหน่อยเหน็บแนมไว้อย่างเจ็บแสบ

สดับตรับฟังจากคนการเมืองทั้งหลายที่เดินทางมาในวันนั้นต้องนำไปคิดพิจารณาถึงเหตุผลดูดีมีน้ำหนัก โดยเฉพาะตัวท่านนายกฯ ซึ่งฝ่ายค้านวางกำหนดการจะพบท่านไว้ซะด้วยว่าการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้การถูกตั้งด่านจากรัฐธรรมนูญสกัดแบบนี้กำลังทำให้เกิดปัญหาแล้วหรือไม่ หรือท่านจะถือธงนำแก้รั่ฐธรรมนูญเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยตามลูกยุของฝ่ายค้าน ก็ต้องนำไปคิดดู อย่านิ่งดูดายปล่อยให้เนิ่นนาน

 ระวังจะมีโทรโข่งดังออกมา “พวกเราล้อมท่านไว้หมดแล้ว”

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง

30 กันยายน 2562 – 09:50 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,สื่อไทย,คนพิการ,ผู้สูงอายุ,บุคคลที่มีหลากหลายทางเพศ,กลุ่มชาติพันธุ์
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

การรายงานข่าวในสื่อของสังคมไทยถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งถึงความเหมาะสมและการให้เกียรติผู้ที่อยู่ในข่าว โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ที่มีการเขียนข่าวและสร้างภาพตัวแทนทั้งในเชิงบวกและลบ

คำถามนี้ได้กลายมาเป็นหัวข้อโครงการศึกษาวิจัย “สื่อไทยกับการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง” โดย อ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้จัดงานเสวนาขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา

          “การศึกษาเน้นข่าวที่รายงานเกี่ยวกับกลุ่มผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้พิการ บุคคลที่มีหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งถูกเลือกปฏิบัติเพราะอคติต่อสภาพร่างกาย เพศสภาพ เชื้อชาติ และแม้แต่ความชรา” อ.อลงกรณ์ หัวหน้าโครงการกล่าว

ผลการสำรวจข่าวหนังสือพิมพ์กระแสหลักและสำนักข่าวออนไลน์ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม ในปี 2561 จาก 753 ข่าว พบว่าสื่อมีแนวโน้มการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางกรอบข่าวและการสร้างภาพตัวแทนที่คำนึงถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางตามหลักคิดในปฏิญญาสากล และจริยธรรมวิชาชีพที่มีกำหนดไว้

“หลักสิทธิมนุษยชนคือการยึดหลักความเท่าเทียม การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานสื่อและจริยธรรมสื่อที่เน้นการปฏิบัติต่อทุกคนในสังคมด้วยความเท่าเทียมกัน” อ.อลงกรณ์ กล่าว

งานวิจัยยังพบว่าสื่อยังคงแสดงภาพกลุ่มเปราะบางแบบ “ผู้ที่พึ่งพิงสังคม” “ผู้รอรับประโยชน์จากรัฐ” มากว่าจะเป็น “ผู้เรียกร้องให้แก้ปัญหา” “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต” ฯลฯ ซึ่งจะสามารถสะท้อนถึงการความเข้มแข็งและความกระตือรือร้นของกลุ่มในการหาทางออกและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

“ยกตัวอย่างเช่น ข่าวผู้สูงอายุและคนพิการมักจะออกมาในแนวต้องการความช่วยเหลือ เป็นภาระพึ่งพิงของรัฐบาล ในขณะที่ภาพของบุคคลที่มีหลากหลายทางเพศและชาติพันธุ์มีการลุกออกมาเรียกร้องให้เข้าใจปัญหาและร่วมหาทางออก สะท้อนความต้องการและประเด็นอ่อนไหวของกลุ่มให้เห็นภาพชัดเจน” อ.อลงกรณ์ กล่าว

สาเหตุประการหนึ่งที่หนังสือพิมพ์บางฉบับไม่เลือกนำเสนอข่าวผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางในเชิงรุกอาจเป็นเพราะเกรงว่าอาจจะเป็นตั้งคำถามต่อรัฐบาล หรือถูกมองว่าเลือกข้างแทนกลุ่มคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางจึงนำไปสู่การนำเสนอเรื่องมิติสิทธิมนุษยชนที่เน้นไปที่มิติด้านสังคม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและอาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้

“แต่ข่าวที่เน้นมิติด้านการเมืองกับความเป็นพลเมืองมีค่อนข้างน้อย เพราะเป็นเรื่องสลับซับซ้อน สื่อต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและติดตามอย่างจริงจัง จึงน่าสนใจที่จะคอยดูว่าในขณะนี้ที่เรื่องสิทธิมนุษยชนได้รับความสำคัญจากประชาคมโลกเพิ่มมากขึ้น สื่อไทยจะพัฒนาแนวทางการสื่อข่าวด้านสิทธิต่างๆ ที่มีความผูกโยงเกี่ยวข้องกันทุกมิติในทิศทางใด” อ.อลงกรณ์ ตั้งข้อสังเกต

อย่างไรก็ตามการวิจัยยังคงพบข่าวที่ใช้การพาดหัวข่าวที่สร้างภาพเหมารวม มีทิศทางเชิงลบต่อกลุ่มผู้สูงอายุ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ คิดเป็น 10% ในการรายงานข่าวทั่วไปอยู่บ้าง เพราะต้องการให้ข่าวมีความน่าตื่นเต้น เร้าใจ และน่าสนใจซึ่งเข้าข่ายการละเมิดสิทธิผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

“สื่อควรจะตรวจสอบตัวเอง หรือรอให้ประชาชนคอยจับผิด สื่อควรปรับฐานคิดตัวเองใหม่ ใส่คุณค่าคนลงไปในข่าว ใช้ภาษาที่เคารพศักดิ์ศรี เน้นเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนได้หลากหลายมิติ ใช้แหล่งข่าวหลากหลายมากกว่าพึ่งข้อมูลทางจากรัฐเพื่อให้ได้เสียงสะท้อนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางเพิ่มมากขึ้นด้วย”
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันดิจิทัลอาเซียน หนึ่งในวิทยากรงานเสวนา อธิบายว่า แม้ว่าสื่อไทยปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการนำเสนอข่าวมีการพัฒนามากขึ้น แต่ก็ยังเห็นข้อผิดพลาดอยู่บ้างจึงจำเป็นต้องพึ่งพลังภาคประชาชนในการส่งเสียงสะท้อนเพื่อปกป้องสิทธิของทุกคนในสังคม
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีโซเชียลมีเดียคอยจับผิดและคอยปรับเปลี่ยนแนวคิดของคนในสังคมให้เคารพศักดิ์ศรีคนอื่น แต่ก็ใช้ได้หมดกับทุกกลุ่ม ทุกวันนี้ใครทำละครจำเลยรัก พระเอกตบจูบนางเอก โดนด่าแน่นอน แสดงว่าสังคมไทยมีแนวคิดเปลี่ยนไปแล้ว สื่อเองก็ต้องปรับตัวให้ทัน อย่าตกร่อง” สุภิญญากล่าว

  เนาวรัตน์ เสือสอาด จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะทำงานพิจารณารับเรื่องร้องเรียนของสภาการหนังสือพิมพ์ ระบุว่าแอมเนสตี้เป็นหน่วยงานทำหน้าที่ส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนและสร้างความตระหนักด้านสิทธิแก่สังคม แต่ส่วนหนึ่งของการทำงานที่ยังพบอยู่คือการรายงานข่าวโดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
“อยากฝากว่าผู้สื่อข่าวลองเอามุมมองตัวเองลงไปใส่ในข่าวว่า ถ้าหากเป็นลูกเรา ญาติเรา พ่อแม่พี่น้องเรา คนที่เรารักต้องตกเป็นข่าว แล้วเราจะนำเสนอข่าวแบบนี้หรือไม่ อย่างไร” เนาวรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
สังคมไทยมีความเป็นพหุวัฒนธรรม จึงจำเป็นที่จะหาวิธีการที่จะสื่อสารเรื่องความหลากหลายในสังคมอย่างไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางเพื่อหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อที่จะสามารถนำเสนอเรื่องสิทธิมนุษยชนในแบบเชิงรุกและก้าวหน้ามากขึ้น

ศึกสามพรานเดือด ‘สามมิตร’ หนุน ปชป. ลบเหลี่ยม’บ้านใหญ่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกสามพรานเดือด ‘สามมิตร’ หนุน ปชป. ลบเหลี่ยม’บ้านใหญ่’

30 กันยายน 2562 – 09:26 น.
เลือกตั้งซ่อม นครปฐม,จนครปฐม,สามพราน,ตระกูลสะสมทรัพย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มสามมิตร,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 629 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 30 ก.ย.62

**************************

เลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม กลายเป็นสงครามการเมืองระดับชาติ เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยกระดับ “1 เสียง สามพราน” เปลี่ยนขั้วรัฐบาล แกนนำพรรคอนาคตใหม่จึงลุยหาเสียงเปิดตัว “ไพรัฐโชติก์ จันทรขจร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 5 จ.นครปฐม

ธนาธร และ ‘ป๋วย’ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 นครปฐม

ขณะขั้วรัฐบาลกลับส่งผู้สมัครส.ส. 2 คนคือ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันส่ง “สุรชัย อนุตธโต” อดีต ส.จ.เขต อ.สามพราน ลงแก้มือ และพรรคชาติไทยพัฒนา ขอส่งอดีตแชมป์ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ทำศึกล้างตา

เมื่อวันเกิด “เสี่ยอ้อน” 18 กันยายน ที่ผ่านมา “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ลั่นคำต่อหน้าไชยา สะสมทรัพย์ ว่าพรรคสุพรรณจะส่ง “เผดิมชัยลงเลือกตั้งซ่อมแน่นอน”

วันเกิดไชยา สะสมทรัพย์

ศึกสามพราน..เปลี่ยนขั้ว

ย้อนไปชมศึกเลือกตั้งส.ส.นครปฐม ปี 2554 ยกเว้นเขต 1 เป็นการต่อสู้ระหว่าง “สองขั้วการเมือง” ในเมืองเจดีย์ใหญ่คือ บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” กับ กลุ่มไม่เอาบ้านใหญ่” นำทีมโดย พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า” อดีต ส.ส.นครปฐม 2 สมัย และเจ้าของคอกม้าชื่อดังแห่ง อ.ดอนตูม

พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่พรรค ปชป. จัดทีมลงชนตระกูลสะสมทรัพย์ ไล่แต่เขต 2 ยันเขต 5 เฉพาะเขต 3 (ดอนตูม บางเลน) พรศักดิ์ให้หลานสาว-อุษา เปี่ยมคล้า ลงแทนตัวเอง

พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า

เขต 4 ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว สหายร่วมรบของพรศักดิ์ สวมเสื้อ ปชป.ชน “เสี่ยหมวย” อนุชา สะสมทรัพย์ ส่วนเขต 5 มารุต บุญมี อดีต ส.ส.นครปฐม ปชป. ลงสู้ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์

เผดิมชัย และหลานชาย-เสี่ยโหน่ง

ทั้ง เขต ผู้สมัครส.ส.ค่ายปชป. แพ้คนของ “บ้านใหญ่” ที่สวมเสื้อเพื่อไทยหมด แต่ผลคะแนนที่เขต 5 (อ.สามพราน) น่าสนใจเมื่อ “เผดิมชัย” ได้ 48,875 คะแนน และมารุต บุญมี ได้ 40,849 คะแนน

เลือกตั้ง 2562 “มารุต” ไม่ลงสนาม ให้ ส.จ.สุรชัยลง และ “ระวัง” อดีต ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ย้ายจากเขต 4 มาลงเขต 5 ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

ปีนี้เขต 5 ประกอบด้วย อ.สามพราน (ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา และต.บางช้าง) สุรชัย ได้ 18,970 คะแนน แสดงว่าคะแนนเดิมของ ปชป. หายไป 2 หมื่นกว่าคะแนน

สำหรับ “เสี่ยเตี้ย” ไม่ต้องพูดถึง ย้ายจากเพื่อไทยไปชาติไทยพัฒนา คะแนนหายไป หมื่น

พรศักดิ์”แห่งสามมิตร

ก่อนวันที่กกต.จะประกาศวันเลือกตั้งซ่อม พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า” หัวหน้าทีมพลังประชารัฐนครปฐม จูงมือระวัง เนตรโพธิ์แก้ว ไปพบแกนนำพรรคปชป. แสดงความจำนงขอสนับสนุน “ส.จ.สุรชัย” ในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 5

พรศักดิ์” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูล “สะสมทรัพย์” มายาวนาน เพราะถือว่าตนเองเป็นลูกชาย “กำนันยม” ผู้ชำนาญการเลี้ยงม้าแข่งพันธุ์ดีส่งให้ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว  พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า และ ปฐมพงศ์ สูญจันทร์

ทุกวันนี้พรศักดิ์ยังยึดอาชีพเลี้ยงม้าแข่งและมีคอกม้าอยู่ที่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม โดยพรศักดิ์ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นก่อนจะได้เป็น ส.ส.นครปฐม ปี 2538 สังกัดพรรค ปชป.

ปี 2544 พรศักดิ์ได้ข่าวตระกูลสะสมทรัพย์จะทิ้งพรรคเอกภาพมาซบ ปชป. ลูกชายกำนันยม จึงหนีจาก ปชป. ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลสะสมทรัพย์ เปลี่ยนใจย้ายตามมาพรรคของทักษิณ พรศักดิ์เลยจำใจอยู่

สุดท้ายปี 2547 เขาลาออกจากส.ส. ไปสมัครนายก อบจ.นครปฐม แข่งกับพะเยาว์ เนียะแก้ว เด็กสร้างของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ แต่ “ขาใหญ่ดอนตูม” ก็พ่ายอีกหน

ดูเหมือนแค้นนี้จะต้องหาทางชำระ…สิบปีก็ยังไม่สาย

สงครามยังไม่จบ

เป็นที่ทราบกันดีที่สนามนครปฐมตระกูล “สะสมทรัพย์” กับ “แก้วพิจิตร” เป็นพันธมิตรกัน จึงเว้นที่เขต 1 ให้แก่ตระกูลแก้วพิจิตร

เลือกตั้งเที่ยวนี้ เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร เพื่อนรักของสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปอยู่ค่าย ปชป. การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส. จึงเป็นหน้าที่ของ “เสธ.แก้ว”

สจ.สุรชัย และ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร 

ฉะนั้น พรศักดิ์ ผู้ยิ่งยงแห่งดอนตูม จึงบ่ายหน้าไปหา สมศักดิ์ เทพสุทิน” แห่งกลุ่มสามมิตร จึงได้เป็นผู้จัดทีมผู้สมัครส.ส.นครปฐมทั้ง 5 เขต

ค่าย พปชร. ประสบความสำเร็จที่เขต 4 คือ “ปฐมพงษ์ สูญจันทร์” อดีตนายก อบจ.นครปฐม ส่วนพรศักดิ์ที่ลงเขต 3 พ่ายเด็กเมื่อวานซืนจากพรรคอนาคตใหม่ถึง 2 หมื่นแต้ม

ขาใหญ่ดอนตูมขอล้างอายที่สนามเขต ระดมทีมงาน พปชร.ช่วย ปชป.เต็มที่

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์

30 กันยายน 2562 – 09:24 น.
ลันลาเบล,น้องหญิง,เหยื่อ,หลักฐานนิติวิทย์
เปิดอ่าน 207 ครั้ง

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์

วันนี้ (30 ก.ย.) ตามข่าวบอกว่าตำรวจ สน.บุคคโล จะได้รับรายงานผลตรวจชันสูตรศพ “ลันลาเบล” แบบละเอียดและเป็นทางการ โดยเฉพาะผลตรวจสารคัดหลั่ง และร่อยรอยฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศ

คุณแม่และครอบครัวของ “ลันลาเบล” บอกว่า ถ้าผลออกมาตรงกับที่คิด ก็อาจจะหยุดแค่นี้ในทางคดี ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับนายน้ำอุ่น และไม่ได้ประกันตัว ต้องนอนเรือนจำอยู่ในขณะนี้

แต่หากผลที่ออกมาไม่ตรงกับที่คิดเอาไว้ก็อาจตัดสินใจให้แพทย์ผ่าศพ “ลันลาเบล” เพื่อตรวจพิสูจน์อีกครั้ง

คำถามก็คือทำไมครอบครัวของผู้เสียหายต้องรอนานขนาดนี้กว่าจะทราบสาเหตุการตาย และหลักฐานที่ควรรู้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะหากมีข้อสงสัยก็ต้องส่งศพไปผ่าซ้ำอีก ทำไมถึงทำให้จบในขั้นตอนเดียวไม่ได้

จะว่าไปแล้วคดีการเสียชีวิตของ “ลันลาเบล” เป็นอีก 1 คดีที่มีปัญหาเรื่องการสอบสวนและการชันสูตรพลิกศพรวมไปถึงมาตรฐานการเก็บรักษาของกลาง ตลอดจนวัตถุพยานที่ติดอยู่กับตัวของผู้ตาย

ถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วันแล้วที่พริตตี้สาว “ลันลาเบล” เสียชีวิต แต่น่าแปลกไหมที่ครอบครัวและสังคมยังคงตั้งคำถามและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสาเหตุการตาย เวลาตาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อนเสียชีวิตสูญหายไป (ปัจจุบันยืนยันแล้วว่าไม่หาย แต่ก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถาม) และผลตรวจชันสูตรศพล่าช้าจนครอบครัวต้องพักการประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อส่งไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพราะอาจต้องมีรายการผ่าพิสูจน์ความจริงกันอีกรอบหนึ่ง

จากการพูดคุยกับแพทย์นิติเวชวิทยา ได้ข้อมูลและข้อสังเกตน่าสนใจว่า ก่อนอื่นทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “การชันสูตรศพ” กับ “การผ่าศพ” ในประเทศไทย เป็นคนละส่วนกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา บังคับให้มีการชันสูตรพลิกศพเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องผ่าศพ เพราะการผ่าศพเป็นดุลพินิจ จะผ่าก็ต่อเมื่อต้องการค้นหาสาเหตุการตาย เมื่อการชันสูตรทั่วไปยังหาสาเหตุไม่ได้

ฉะนั้นหากตำรวจหรือญาติไม่ติดใจก็จะไม่มีขั้นตอนการผ่าศพเพื่อชันสูตร บางคดีนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้วเป็นเวลาหลายคืนเพิ่งจะส่งศพให้นิติเวชผ่าพิสูจน์ก็มี หนักกว่านั้นคือเผาศพไปแล้ว ลอยอังคารไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังต้องบอกว่าทำอะไรไม่ได้อีกเลยเพราะเหลือแต่เถ้ากระดูก

เหมือนคดีการเสียชีวิตของ “เสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั้ง” ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อหลายปีก่อน ทีแรกญาติเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุแต่ภายหลังสงสัยว่าอาจเป็นฆาตกรรมอำพราง แต่ศพเผาไปแล้ว (จากคำแนะนำของผู้ต้องสงสัยในอดีตด้วยซ้ำ) ทำให้ตำรวจต้องหาหลักฐานด้วยวิธีอื่น ซึ่งยากขึ้นไปอีก

คำถามก็คือการตายผิดธรรมชาติที่ต้องชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย คืออะไร? คำตอบอยู่ที่ ป.วิอาญา มาตรา 148 ที่ระบุเอาไว้ 5 รูปแบบ คือ ฆ่าตัวตาย, ถูกผู้อื่นทำให้ตาย, ถูกสัตว์ทำร้ายตาย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ

กฎหมายระบุว่า ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ (ไม่ใช่ผ่าศพ) ซึ่ง ป.วิอาญามาตรา 150 กำหนดให้พนักงานสอบสวนในท้องที่นั้น ซึ่งก็คือ “ตำรวจ” กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ ทำการชันสูตรพลิกศพ จากนั้นก็ทำความเห็นเป็นหนังสือแสดงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ระบุว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครหรือสงสัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิด เท่าที่จะทราบได้

สำหรับรายงานความเห็นที่ว่านี้เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 154

กรณีของ “ลันลาเบล” ถือว่าผ่านขั้นตอน “การชันสูตรพลิกศพ” เรียบร้อยแล้ว แต่ผลชันสูตรบางตัวยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นความสงสัยของครอบครัวและดุลพินิจของตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนจึงสำคัญมาก หากไม่มีใครสงสัยเลยก็จะไม่มีการผ่าชันสูตรศพ ซึ่งการจะผ่าหรือไม่ผ่าเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน (ถ้าญาติผู้ตายสงสัยก็ต้องแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อมีคำสั่งให้ผ่าศพ)

กระบวนการแบบนี้แตกต่างจากประเทศแถบยุโรปหรืออเมริกาอย่างสิ้นเชิง เพราะในประเทศเหล่านั้นมี “แพทย์ชันสูตรเฉพาะ” ประจำอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ บางประเทศมี “ศาลชันสูตร” เลยด้วยซ้ำ ในกฎหมายของประเทศเหล่านั้นจะระบุเลยว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะถูกทำร้าย ทั้งผู้หญิง เด็ก คนชรา เมื่อมีการตายเกิดขึ้นต้องผ่าชันสูตรทุกกรณี

นอกจากนั้นยังขยายผลในรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตายด้วย เช่น ตายบนทางเท้า ตายในโรงแรม ตามตามโรงเลี้ยงเด็ก ตายนอกเคหสถาน ตายจากความรุนแรง ฯลฯ เหล่านี้ต้องผ่าชันสูตรศพเท่านั้น ไม่ต้องรอดุลพินิจของตำรวจ หรือรอญาติแห่ศพประท้วงเหมือนบ้านเรา

อีกด้านหนึ่งคือข้อสงสัยเรื่องการเก็บหลักฐาน วัตถุพยาน โดยเฉพาะ “เสื้อผ้าผู้ตาย” ซึ่งมีความสำคัญมากในบางคดี อย่างเช่น คดีลันลาเบลที่สามารถหาหลักฐานจากชุดที่สวมใส่ได้ หรือคดีน้องหญิงตกรถเทรลเลอร์เมื่อปีก่อนที่มีประเด็นเรื่อง “กางเกงชั้นในหาย” ระหว่างถูกส่งเข้ารักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล จนกลายเป็นคำถามว่าสรุปแล้วเป็นหน้าที่ของใครในการเก็บรักษาวัตถุพยานในส่วนนี้ (คดีน้องหญิง ศาลชั้นต้นยกฟ้อง “นายออฟ” คนขับรถเทรลเลอร์ด้วย)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ป.วิอาญา ระบุชัดเจนให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาล หรือแพทย์ พยาบาล ต้องเก็บหลักฐานหรือสิ่งของของคนไข้เพื่อประโยชน์ในทางคดี เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าคนไข้แต่ละคนที่เข้ามารับการรักษาจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือไม่

ฉะนั้นที่ผ่านมาจึงใช้ระบบการสอนกันแบบ “บอกต่อ” เช่น วิธีสังเกตว่าหลักฐานหรือสิ่งของที่ติดตัวคนไข้อาจเป็นประโยชน์กับรูปคดี เจ้าหน้าที่ที่พอมีเซนส์ก็จะเก็บไว้ แต่หลายเคสก็มุ่งเน้นไปที่การรักษาเยียวยาคนเจ็บเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น มีคนไข้กินยาฆ่าแมลงเข้าไปเพื่อฆ่าตัวตาย พอมาถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็ทำการล้างท้องให้ สิ่งที่ได้มาจากท้องคนไข้โรงพยาบาลก็นำไปทิ้งหมด ต่อมาคนไข้เสียชีวิต ญาติสงสัยว่าคนไข้ถูกวางยาหรือเปล่า อาจไม่ได้กินยาเข้าไปเอง ก็จะไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานจากส่วนนี้ได้ เพราะยาหรือสารพิษนั้นถูกทำลายไปแล้ว

 นี่คือปัญหาของข้อกฎหมายที่อาจยังไม่รัดกุมพอ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ โดยเฉพาะเรื่อง “พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์” คือต้องมีการกำหนดมาตรการเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ตั้งแต่เก็บหลักฐานจากร่างกายมาใส่ภาชนะ นำภาชนะไปเก็บ รอพนักงานสอบสวนมารับ ถ้าพนักงานสอบสวนไม่มารับไปก็จะมีการกำหนดเวลาเก็บไว้จนกว่าจะนำไปทิ้งทำลาย

ส่วนเรื่องการผ่าชันสูตรศพควรกำหนดเป็นบรรทัดฐานชัดเจนว่าการตายแบบไหน หรือผู้ตายเป็นใครบ้างที่จะต้องส่งศพไปผ่าพิสูจน์ทันที โดยไม่ต้องรอญาติแห่ศพประท้วง หรือต้องรอดุลพินิจของตำรวจเหมือนที่ผ่านๆ มา

เครื่องบินทำฝนหลวงต้องใหม่-ทันสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครื่องบินทำฝนหลวงต้องใหม่-ทันสมัย

30 กันยายน 2562 – 08:48 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,รอตฤณ อัมระนันท์,ฝนหลวง,สุขสันต์ จงเสถียรธรรม,กรมฝนหลวง
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของนักบินทำฝนหลวงซึ่งเป็นครูการบิน ‘ร.อ.ตฤณ อัมระนันท์’ และนักบินผู้ช่วย ‘สุขสันต์ จงเสถียรธรรม’ ซึ่งเสียชีวิตจากสาเหตุเครื่องบินตกที่เมืองกาญจนบุรี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ ให้สัมภาษณ์ว่าเครื่องบินของกรมฝนหลวงนี้เก่ามากมีอายุถึง 21 ปี ซึ่งต่อไปจะต้องของบประมาณและปลดระวางได้แล้ว

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนเพราะฝนหลวงมีความสำคัญต่อประชาชนชาวไทยอย่างมากเพราะเป็นเทวดาทำให้ฝนตกในยามที่เกิดภัยแล้งดังที่ทราบกันอยู่

อยากให้กรมฝนหลวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ช่วยแจ้งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าเครื่องบินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับงบประมาณเป็นอย่างไร ซึ่งครม.จะได้ทราบและอนุมัติต่อไป

กรุณาอย่านำเครื่องบินทำฝนหลวงไปเปรียบเทียบกับอาวุธของเหล่าทัพเพราะคุณสมบัติการใช้งานต่างกันและเมื่อเริ่มทำฝนหลวงที่แต่ก่อนเรียกว่าฝนเทียมยังต้องพึ่งพาเครื่องบินของกองทัพอากาศอยู่ เราต้องเตรียมพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อเอาชนะดินฟ้าอากาศแบบเดียวกับภารกิจของกรมฝนหลวง

 ‘เครื่องบิน’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 ลมหนาวมาแล้ว
 โปรดเตรียมรับมือ

ผมเฝ้าติดตามข่าวเรื่องน้ำท่วมมาหลายวันและดีใจที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันยามตกทุกข์ได้ยากต่างบริจาคผ่านรัฐบาลและบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เพื่อนำไปมอบให้คนไทยในภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี หลายคนรอบๆ ตัวผมต่างให้ความเห็นว่าหลังจากน้ำท่วมเป็นเรื่องใหญ่กว่าเพราะอาคารบ้านเรือนถนนหนทาง โรงพยาบาล โรงเรียน วัดวาอาราม ฯลฯ เสียหายมาก

ผมจึงมองว่าทุกเหล่าทัพมีเครื่องมือและกำลังพลพร้อมอยู่แล้วน่าจะช่วยฟื้นฟูให้สภาพดีขึ้นและที่เห็นมาต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาไฟเขียวก่อน จึงอยากให้ช่วยๆ กันนะครับ

จากการติดตามข่าวการพยากรณ์อากาศบอกว่าต่อไปฝนจะค่อยๆ ลดลงและคิวต่อไปเป็นลมหนาวหรือฤดูหนาว ซึ่งโปรดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องมือกันหนาวไว้ด้วย ไม่อยากให้ประชาชนงอมือ-งอเท้า รอความช่วยเหลือหรือไปโทษดินฟ้าอากาศอย่างเดียว เราเป็นคนไทยต้องต่อสู้ชีวิตครับ ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่ให้สบายในโลกนี้
เผด็จ (โคราช)

 เรียนคุณ ‘เผด็จ’ โคราช
 ผมชอบจดหมายของคุณในตอนท้ายมากๆ ครับที่บอกให้คนไทยต้องสู้ชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องจริงและเวลานี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแล้วต่อไปก็ต้องฟื้นฟูทุกอย่างให้เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดจะได้ดำรงชีวิตกันต่อไป

พอน้ำลดแล้วปลายปีที่จะมีลมหนาวหรือฤดูหนาวเข้ามาซึ่งช่วงสิ้นปีเก่า-รับปีใหม่ ถือว่าเป็นฤดูแห่งความสุข ก็ขอให้ช่วยกันทำทุกอย่างให้ดีขึ้นด้วย

อย่าไปสนใจหรือทุ่มเทกับการเมืองให้มากไปเพราะคติที่ว่า ‘การเมืองไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร’ ยังใช้ได้อยู่เสมอ

โปรดทำมาหากินทำตัวเป็นคนดีเพราะในที่สุดต้องถือว่าเราโชคดีที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยที่มีน้ำใจเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงงานทิ้งของเสีย
 เรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีอุตสาหกรรม
(สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)

ผมขอให้ ‘คม ชัด ลึก’ เป็นสื่อกลางผ่านไปยังรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ’ ว่าจะต้องจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเฉียบขาดตามกฎหมายครับ

เวลานี้เอกชนและหลายหน่วยงานรณรงค์งดใช้โฟมหรือถุงพลาสติกเท่านั้นยังไม่พอ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจริงจังกับทุกโรงงานครับเพราะบางแห่งเห็นแก้ไข-มักง่าย ปล่อยมลพิษหรือของเสียลงแม่น้ำลำคลองที่มีทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ประชาชนคนเดินดินรอบๆ โรงงานได้แต่ร้องเรียนและทนเดือดร้อนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใครแล้ว
วีระพล (แม่กลอง)


 รพ.จิตเวชโคราช
 องค์กรดีศรีคุณธรรม

ผมขอแสดงความยินดีกับ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ที่ได้รับโล่รางวัล องค์กรดีศรีคุณธรรมโคราช ประจำปี 2562 ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้เข้ารับรางวัลไปแล้ว

ทั้งนี้โรงพยาบาลได้ยึดหลักคุณภาพและคุณธรรมในการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและโดยเฉพาะบุคลากรต้องมีแนวทางในการทำงานคือ

การฝึกสติและสมาธิ โดยใช้วิธีการรับรู้ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง เริ่มก่อนการปฏิบัติงานคุกครั้งและหลังเสร็จงาน ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที สติและสมาธิจะมีผลต่อสมองโดยตรง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางที่ดีขึ้นทั้งด้านความคิด การกระทำ เจ้าหน้าที่จะรู้สึกจิตใจสบายและเป็นสุขส่งผลดีต่อคุณภาพงาน คือทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่วอกแวก ควบคุมอารมณ์และความคิดได้ ช่วยส่งเสริมการผ่อนคลายจิตใจลดความเครียดจากการทำงาน โดยขณะนี้ทุกแผนกจะติดตั้งตุ๊กตาสติ เป็นภาพการ์ตูนติดที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นสัญลักษณ์พักอารมณ์ ย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่มีสติอยู่ตลอดเวลา

การยึดหลักปรัชญาความพอเพียงในการดำเนินชีวิต ไม่เบียดเบียนตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม บุคลากรมีความใฝ่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้ออาทรต่อผู้อื่นและให้การดูแลผู้ป่วยทางจิตอย่างให้เกียรติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมให้มีตลาดนัดสีเขียว จำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษ เสริมรายได้และสร้างเสริมการมีสุขภาพดี ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพจิตดีไปด้วย

การใช้พลังจิตอาสา ส่งเสริมการใส่ใจต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งผลของการเป็นผู้ให้นั้นจะทำให้เกิดความปีติสุข เกิดความเสียสละ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานเป็นทีมที่ยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้บุคลากรได้ร่วมกันพัฒนาให้พื้นที่ในโรงพยาบาลมีความร่มรื่น สวยงาม เอื้อต่อการฟื้นฟูจิตใจของผู้ป่วยทางจิต

ปรากฏการณ์ ‘ลันลาเบล’… อีกด้านมืดของสังคมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรากฏการณ์ ‘ลันลาเบล’… อีกด้านมืดของสังคมไทย

30 กันยายน 2562 – 08:40 น.
ลันลาเบล,พริตตี้,น้ำอุ่น,แสงเทียนกลางพายุ
เปิดอ่าน 205 ครั้ง

คอลัมน์… แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

          โจษจันทั่วเมืองกว่า 2 สัปดาห์ปรากฏการณ์ข่าว “ลันลาเบล” พริตตี้สาวที่ศพถูกทิ้งไว้คาล๊อบบี้คอนโดอย่าง “เลือดเย็น” จนเป็นปริศนาถึงสาเหตุการตาย

ภายหลังจากตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานเริ่มทยอยสืบสวน… ตรวจสอบ และคลี่คลายคดี ก็พบว่า “ลันลาเบล” นั้นถูกมอมเหล้าอย่างหนักจนเสียชีวิต โดย “น้ำอุ่น” พริตตี้บอยวัย 25 และเพื่อนร่วมปาร์ตี้อีก 6 ราย…เป็นผู้ต้องหา

แม้ตำรวจจะมีการตั้ง 3 ข้อกล่าวหาหนัก คือ หน่วงเหนี่ยวกักขังจนผู้อื่นถึงแก่ความตาย… พาไปเพื่อกระทำอนาจาร และ ความผิดฐานกระทำอนาจาร รวมถึง ความผิดข้อหาซ่องโจรกับกลุ่มเจ้าของบ้านแล้ว… แต่คำถามที่ยังคาใจสังคมอยู่คือ “กินเหล้าอย่างเดียวแล้วถึงตายจริงหรือ??”

ความชอบมาพากลของ “กองพิสูจน์หลักฐาน”… กับความเคลือบเคลงใจของสังคม เรื่องนี้ยังคงต้องเป็นที่พิสูจน์ต่อไปภายหลังจาก แม่ลัลลาเบล ทำเรื่องร้องต่อ “กระทรวงยุติธรรม” เพื่อตรวจสอบสาเหตุการตายอีกครั้ง…

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง พริตตี้สาว ถูกมอมเหล้าจนหัวใจวายตายโดยวัยรุ่นผู้คึกคะนองคนหนึ่ง… หากแต่สะท้อนอีกด้านมืดของสังคมไทยที่ด่างพร้อยและจำเป็นต้องรักษา…

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผู้เป็นพ่อของลูกสาววัย 9 ขวบ ที่กำลังเติบโตสู่วัยแรกรุ่นท่ามกลางสังคมที่เรียกตัวเองว่ามี“อารยธรรม” แต่ “นิยมเพศพาณิชย์”… เหตุการณ์นี้จึงสร้างความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง…กับสังคมที่มีประชากร 70 ล้านคน… มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ มากว่า 1 พันปี… มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติดั่งคำกล่าว “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”… มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยตามประมาณการในปี 2562 GDP ของประเทศไทยมีมูลค่าราว 516,662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ… ซึ่งเท่ากับ อันดับ 2 ในอาเซียนหรือเทีบเท่าความใหญ่กับอันดับ 25 ของโลก

มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ… มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สะท้อนถึงอารยธรรมและความงดงามของวิถีชีวิตมากมาย… มีวัดวาอารามกว่า 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ… มีพระสงฆ์กว่า 3.5 แสนรูป มีตำรวจผู้ควรผดุงความยุติธรรมกว่า 2.3 แสนนาย… มีกฎหมายที่ห้ามการค้ามนุษย์… ค้าประเวณี… และกระทำอนาจาร…

หากแต่จากข้อมูลของ Unicef ในการประชุมระดับโลกครั้งที่ 2 และการหาผลประโยชน์ทางการค้าทางเพศกับเด็ก (Second World Congress and Commercial Sexul Exploitation of Children) เมื่อปี พศ. 2544 ระบุว่า จำนวนโสเภณีเด็กในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึงอันดับ 3 ของโลก โดยมีประมาณ 2 แสนราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากขยายตัวของอุตสาหกรรมบริการทางเพศในสภาวะสังคมปัจจุบันนั่นเอง…

ย้ำอีกครั้งนะครับ ว่านี่คือตัวเลขเมื่อ 18 ปีก่อน แหล่ะแค่เฉพาะโสเภณีเด็ก…

โดยปัจจุบัน… แม้ไม่เคยมีการเก็บสถิติอย่างเป็นระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่จากการคาดคะเนโดยองค์กรและสถาบันวิจัยต่างๆ ระบุว่า มีจำนวนผู้ให้บริการทางเพศใน “ทุกรูปแบบ” สูงถึง 2 ล้านคนเลยทีเดียว!!

หวังว่า กรณีปรากฏการณ์ “ลันลาเบล” คงกระตุ้นสังคมให้ตื่นตัวอีกครั้ง กับเรื่องความจริงที่สะท้อนเสื่อมทรามทางศีลธรรมในสังคมไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่ “ไม่อยากพูดถึง” หรือ “แกล้งไม่เห็น”… “ความจริงครึ่งเดียว” หรือ “เรื่องโกหก” ที่เรามัก “บอกเล่าสู่กันเอง” ว่า เมืองไทยคือเมืองพุทธ… เมืองยิ้ม… เรามีอารยธรรม… มีความศิวิไลซ์… มีประเพณีที่งดงาม… หากแต่ สถานบริการทางเพศยังเกลื่อนเมือง… พร้อมกับค่านิยมเรื่องเพศพาณิชย์และทัศนคติอุบาทว์ ว่าด้วยสโลแกน “เงินมาผ้าหลุด” ยังมีเต็มหัวใจ…

ส่วนด้าน “หญิงสาวชายหนุ่ม”… “พริตตี้เกิร์ล”… “พริตตี้บอย”… ผู้พร้อมสนองบริการก็หาใช่เข้าวงการอย่างน่าสงสารเพราะ ถูกหลอกมาทำ… หรือยากจนลำบากสถานการณ์บังคับมาเหมือนแต่ก่อนไม่!! บ่อยครั้งที่สาเหตุการเข้าสู่วงการสมัยนี้ เป็นเพราะ เรื่องค่านิยมผิดๆ ว่าใครๆ เค้าก็ทำกัน จนกลายเป็นอาชีพปกติ… และการ “อยาก” มีเงินทองเพื่อซื้อความสะดวกสบาย เกินพอดีแก่ชีวิต…

งานบริการ “มิจฉาอาชีพ” ลักษณะนี้ จึงตอบโจทย์ เป็นอย่างดี… ด้วยเหตุผลว่า บนเส้นทางนี้ “เงิน” มันหาง่าย บนต้นทุนที่ต่ำเพราะไม่ต้องใช้สมองและการลงทุนใดๆ… ใช้เพียงร่างกายและวิญญาณเพียงเท่านั้น…

หวังว่า “คุณจุติ ไกรฤกษ์” รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนามนุษย์… คงไม่นิ่งเฉยและใช้โอกาสกระแส “ลันลาเบล” นี้… เสนอนโยบายจัดระเบียบสังคมใหม่ พร้อมปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องควบคู่คุณธรรมให้กับเยาวชนไทยต่อไป

ดูบทความทั้งหมดของ แสงเทียนกลางพายุ

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390996?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง

30 กันยายน 2562 – 08:17 น.
ธนาธน จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”จับพิรุธ !ทรัพย์สินธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการการเมือง”

    “บากบั่น” กล่าวว่า นสพ.ฐานเศรษฐกิจ จัดพิมพ์หนังสือเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เขียนโดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่เขียนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์​ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยสองอดีตนายกรัฐมนตรี (ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเขียนคำนิยมให้ จัดจำหน่ายในช่วงสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซีเอ็ดบุ๊ค และนสพ.ฐานเศรษฐกิจ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิรัฐบุรุษ

          “สมชาย” กล่าวว่า การเมืองวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คือตัวแปรทางการเมือง หลายวันที่ผ่านมานายกฯ ไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐโดยมีคนไทยมาต้อนรับ รวมทั้งมีการจ้างคนต่างชาติมาถือป้ายประท้วง และมีคนไทยถือป้ายขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงการหารือที่เอเชียโซไซตี้ และปาฐกถาเรื่อง ”การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย” ตอนนี้มีเอกสารหลุดในโลกออนไลน์ว่าธนาธรจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐ (APCO worldwide LLC) ดำเนินการโจมตีขั้วตรงข้ามและสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง แม้พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง ไม่ได้หลุดออกมาก็ตาม

      “บากบั่น” ระบุว่า เอกสารระบุว่าธนาธรจ้างล็อบบี้ยิสต์รายนี้ดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองหกเดือน เดือนละหนึ่งหมื่นดอลลาร์ แม้พรรคอนาคตใหม่ชี้แจงเหตุผลต่างๆ และอ้างว่าต้องเปิดเผยสัญญานี้ตามกฎหมายสหรัฐก็ตาม แต่เมื่อไปดูบันทึกข้อเก้าของเอกสารนี้ระบุว่าให้ล็อบบี้ยิสต์รายนี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วย โดยธนาธรได้อนุมัติในสัญญาจ้างฉบับนี้ด้วย

    “วีระศักดิ์” ประเมินว่า เอกสารชุดนี้พรรคอนาคตใหม่บอกว่าเป็นเอกสารที่ต้องเปิดเผยในการทำงานเพื่อประชาธิปไตยตามสัญญาจ้างและทำตามกฎหมายสหรัฐ แต่โลกออนไลน์รับรู้เอกสารชุดนี้ที่หลุดออกมาก่อนที่พรรคจะแถลงข่าวนี้

เอกสาระบุว่าล็อบบี้ยิสต์มีภารกิจจัดตารางและนัดคิวให้ธนาธรในการพบบุคคลต่างๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ รวมทั้งยืนยันว่าการเดินทางไปต่างประเทศของธนาธรนั้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศ แต่น่าคิดว่าทำไมจ้างหกเดือนคือถึงสิ้นปีนี้

ส่วนคนไทยที่ไปประท้วงนายกฯ นั้น หลายคนรู้แล้วว่ามีความสัมพันธ์กับส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่บางคนรวมทั้งแกนนำกลุ่มที่ต้านนายกฯ ในประเทศ

 “สมชาย” สรุปว่า อาจเป็นไปได้ว่าสัญญาจ้างครั้งนี้ผู้จ้างและผู้รับจ้างรู้กำหนดการของนายกฯ ดังนั้นการประท้วงนายกฯ ครั้งล่าสุดนี้ต้องดูว่าการดำเนินการข้างต้นอยู่ในบันทึกข้อเก้าของสัญญาจ้างนี้หรือไม่

ส่วนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น

 “สมชาย” กล่าวว่า พรรคการเมืองอยู่ในกฎหมายมหาชน แต่นักกฎหมายพรรคอนาคตใหม่บอกว่ากฎหมายไม่มีข้อห้ามให้พรรคกู้เงินจากบุคคลอื่น พรรคจึงดำเนินการกู้เงินธนาธรได้ ธนาธรแจ้งป.ป.ช.ว่ามีทรัพย์สินห้าพันกว่าล้านบาท หนี้สินหกแสนกว่าบาท รายได้ประจำปีนั้นมีเงินเดือนส.ส.และเงินประจำตำแหน่งรวมไว้ด้วย

โฆษกพรรคอนาคตใหม่แถลงข่าวว่าบลายด์ทรัสต์ของธนาธรเป็นเอ็นโอยู ยังไม่ใช่สัญญา เพราะหัวหน้าพรรคยังไม่ทำหน้าที่ส.ส. แต่ทำไมธนาธรแจ้งบัญชีต่อป.ป.ช.ที่รวมเงินเดือนส.ส.และเงินประจำตำแหน่งไว้ด้วย

อย่าลืมว่าในอดีตนั้นนักการเมืองลงสัตยาบันแล้วยังฉีกได้ ดังนั้นเอ็มโอยูชิ้นนี้ก็ฉีกได้เช่นกันโดยมือของพรรคอนาคตใหม่

ปัญหาคือว่าแม้จะโอนทรัพย์สินของธนาธรเข้าบลายด์ทรัสต์ยังไม่เกิดและไม่มีกฎหมายกำหนดก็ตาม แต่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แถลงข่าวนี้ต่อสังคมว่าจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ แปลว่าหัวหน้าพรรคนี้หลอกสังคม สังคมเป็นเหยื่อ ตนเคยเตือนแล้วว่าสิ่งที่บางคนหาเสียงแบบนี้ คำตอบวันนี้มันชัดแล้วว่ามันคือการหลอกลวงสังคม

“บากบั่น” ระบุว่า ก่อนเลือกตั้งไม่กี่วันธนาธรแถลงข่าวว่าต้องการสร้างมาตรฐานนักการเมืองใหม่โดยจะโอนทรัพย์สินของตัวเองไปยังบลายด์ทรัสต์และอ้างว่าตัวเองเป็นคนแรกๆ ทางการเมืองที่ดำเนินการแบบนี้ ความจริงอดีตรัฐมนตรีคนอื่นๆ เคยทำแบบนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดแบบธนาธร ดังนั้นเหตุนี้ประชาชนโดนหลอกธนาธรหรือไม่

เพราะเมื่อพิจารณาสิ่งที่ป.ป.ช.เปิดเผยพบว่าธนาธรยังไม่มีการทำบลายด์ทรัสต์

 “วีระศักดิ์” กล่าวว่า หากกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่าบังคับใช้อยู่นั้นคดีความของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในวันนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตราสี่สิบห้าที่อุดช่องว่างไม่ให้บุคคลไปครอบงำพรรคการเมืองและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ระบุชัดว่าไม่ให้บุคคลหรือนายทุนครอบงำพรรคได้ และระบุเจ็ดเงื่อนไขกิจกรรมที่อนุญาตพรรคการเมืองว่าจะมีรายได้ให้พรรคได้อย่างไร

ธนาธรยื่นบัญชีต่อป.ป.ช.ว่าให้พรรคกู้เงินหนึ่งร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านบาท แม้ก่อนหน้านี้จะเคยบอกสื่อต่างชาติว่าให้พรรคกู้เงินหนึ่งร้อยสิบล้านบาท

    “สมชาย” กล่าวว่า เงินกู้ที่พรรคดำเนินการกับธนาธรนั้นมีสองครั้ง น่าสังเกตว่าพรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และระดมทุนเข้าพรรคไม่ได้จึงอาจเป็นไปได้ว่าพรรคใช้เงินของธนาธรล่วงหน้าแล้วมาบันทึกเป็นเงินกู้หนึ่งร้อยหกสิบล้านบาทเศษแบบลงบัญชีย้อนหลัง และการกู้เงินครั้งที่สองจึงระบุสามสิบล้านบาทถ้วน

    “บากบั่น” ตั้งข้อสังเกตว่า เงินกู้ครั้งแรกนั้นพรรคอนาคตใหม่ใช้หมดภายในสามเดือน แล้วจึงเกิดการกู้ครั้งที่สองจากธนาธร

  “วีระศักดิ์“ ประเมินว่ามันเป็นไปได้หลายอย่างกับการกู้เงินของพรรคนี้ที่จะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น กู้สมทบล่วงหน้า และธนาธรสร้างคำใหม่ขึ้นมาว่า ”การกู้เงินไม่ต้องลงบัญชีว่าเป็นรายได้ เงินกู้ไม่ใช่รายได้ และชี้แจงต่อกกต.ไปนานแล้ว” ตรรกะหลักบัญชีของเอกชนคิดอีกแบบหนึ่ง และพรรคการเมืองที่อยู่ในหลักกฎหมายมหาชนต้องใช้อีกตรรกะหนึ่ง

เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวไว้ว่า “กรณีดังกล่าวต้องวางหลักการให้ชัดก่อนว่า พรรคการเมืองไทยมีสถานะเป็นองค์กรเอกชนหรือองค์กรมหาชน หากมีสถานะเป็นองค์กรเอกชนเหมือนบริษัทห้างร้านทั่วไปก็มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ แต่ถ้าพรรคการเมืองมีสถานะเป็นองค์กรมหาชนซึ่งไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไรเหมือนบริษัทห้างร้าน การจะทำอะไรในสิ่งที่แม้กฎหมายไม่ได้ห้าม ก็ทำไม่ได้ คือจะทำได้เฉพาะสิ่งที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น

ทั้งนี้มาตรา 62 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองระบุถึงรายได้พรรค 7 ช่องทางซึ่งไม่ได้บัญญัติเปิดช่องให้กู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ใดๆ ได้ หากตีความว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรเอกชนก็จะสามารถกู้เงินได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติห้าม แต่ถ้าตีความว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรมหาชนก็จะไม่สามารถกู้เงินได้ เพราะกฎหมายบังคับให้มีรายได้จาก 7 ช่องทางนี้เท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่มีบรรทัดฐานชัดเจนจึงต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและวางบรรทัดฐาน

ส่วนที่ธนาธรไปอ้างหลักกฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้นั้นเป็นคนละเรื่องกัน และไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับพรรคการเมืองได้เลย ประกอบกับองค์กรเอกชนเองก็มีหลายประเภท ทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ซึ่งแต่ประเภทก็มีข้อกำหนดแตกต่างกันไป และเป็นคนละเรื่องกับพรรคการเมือง”

      “สมชาย” กล่าวว่า ควรรอการวินิจฉัยของกกต.ในเรื่องนี้ว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเป็นการชี้ชะตาพรรคอนาคตใหม่

   “บากบั่น” สรุปว่าถ้าพรรคการเมืองกู้เงินบุคคลอื่นได้ หากพรรคนั้นๆเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมือง แบบนี้พรรคนั้นๆ จะโดนครอบงำจากคนที่ให้พรรคนั้นๆ กู้เงินได้

ส่วนปัจจัยเปลี่ยนสมการการเมืองที่ตอนนี้ส.ส.หลายคนส่อแววยุติการปฏิบัติหน้าที่และต้องเลือกตั้งซ่อมส.ส.นั้น

   “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งซ่อมนั้นมีผลแปรผันกับสถานการณ์การเมืองของฝ่ายค้านกับรัฐบาลเช่นใด

 “สมชาย” ประเมินว่าตอนนี้พรรครัฐบาลมีสองร้อยห้าสิบเอ็ดเสียง ฝ่ายค้านมีสองร้อยสี่สิบเจ็ดเสียง (ไม่รวมธนาธร) มีแนวโน้มสี่เขตต้องเลือกตั้งใหม่ คือ นครปฐม (อนาคตใหม่), ขอนแก่น (เพื่อไทย), กำแพงเพชรและสมุทรปราการ (พลังประชารัฐ)

การทำงานที่ผ่านมาเหมือนว่ากกต.เตะลูกทิ้งหลายครั้งและบางกรณีเสนอให้องค์กรอิสระและฝ่ายกระบวนการยุติธรรมพิจารณา ทั้งๆ ที่กกต.ดำเนินการเองได้

หากสี่เขตที่ต้องเลือกตั้งใหม่พรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลส.ส.จะหายไปฝั่งละสองเสียง การลงมติในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะถึงนี้ รัฐบาลต้องเสนอร่างกฎหมายและลงมติ (ไม่นับรวมการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณที่เป็นสมัยประชุมวิสามัญ) ตอนนี้มีกระแสงูเห่าขึ้นมาแล้วเพราะคะแนนของสองฝ่ายใกล้กัน

ดังนั้นหากมองการเลือกตั้งซ่อมในแต่ละเขตนั้นจะพบว่าเขตห้า นครปฐม (จุมพิตา จันทรขจร) พรรคอนาคตใหม่ มีสามหมื่นสี่พันกว่าคะแนน ที่ผ่านมาพบว่าผู้สมัครของพรรคนี้ทะเลาะกันเอง และพรรคร่วมรัฐบาลที่แพ้นั้นจะลงแข่งขันด้วย เขตสอง กำแพงเพชร (พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์) พรรคพลังประชารัฐ ชนะคู่แข่งหลักหมื่นคะแนน ตรงนี้มั่นใจได้ว่าพปชร.คงรักษาพื้นที่ไว้ได้ เขตห้า สมุทรปราการ (กรุงศรีวิไล สุทินเผือก) พรรคพลังประชารัฐ ชนะพรรคอื่นๆ ราวหนึ่งหมื่นคะแนน เขตเจ็ด ขอนแก่น (นวัธ เตาะเจริญสุข) พรรคเพื่อไทย ชนะคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐราวสามพันคะแนน ตรงนี้น่าจะสู้กันสูสี

ตนไม่เชื่อว่าจะเกิดระบบฮั้วคะแนนกันเพราะมันกระทบส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคมี กฎหมายกำหนดว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ในหนึ่งปีต้องคำนวณคะแนนใหม่ของแต่ละพรรค โดยพรรคเล็กอาจไม่มีส.ส.และพรรคใหญ่นั้นคนอันดับท้ายอาจหลุดตำแหน่งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่พรรคเพื่อไทยอาจฮั้วกับพรรคอนาคตใหม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีโอกาสได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะคะแนนพึงมีนั้นเกินไปแล้ว

และรอติดตามการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งหนึ่งร้อยกว่าเรื่องที่ยังอยู่ในการพิจารณาของกกต.ว่าจะสรุปออกมาเช่นใด

“บากบั่น” สรุปว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีผลแปรผันสำหรับฝ่ายค้านและรัฐบาล ระหว่างการได้ส.ส.เขตเพิ่มหรือลดลงในสี่เขตดังกล่าว ที่ส่งผลต่อจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของหลายพรรคด้วย

เวทีแห่งความจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 เวทีแห่งความจริง

30 กันยายน 2562 – 08:01 น.
ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2562

เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 74 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-27 กันยายน โดยนายกฯ และคณะมีการเจรจาและแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีระดับโลกเป็นครั้งแรกของรัฐบาลประยุทธ์สอง ซึ่งไทยกำหนดวาระสำคัญของการประชุมไว้ 3 เรื่อง คือประเด็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ และประเด็นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ที่ไทยชูแนวทางนี้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอดและตรงกับ 3 เสาหลักของสหประชาชาติ และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จที่ไทยได้แสดงบทบาทและศักยภาพบนเวทีโลกรวมถึงในฐานะประธานอาเซียนด้วย

ที่เป็นไฮไลท์และได้รับความสนใจจากนานาชาติน่าจะเป็นเรื่องที่ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกกับที่ประชุมหลังจากที่คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพเกือบ 100% ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหากประชาชนมีสุขภาพดี มีสติปัญญา เข้มแข็ง จะเป็นแรงงานที่มีศักยภาพพัฒนาประเทศ และนอกจากการดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ไทยยังเน้นเรื่องการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพไม่ให้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดการใช้จ่ายงบประมาณ และปัจจุบันมีการจัดหมอชุมชน และอสม.ลงพื้นที่ดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น โดยตั้งเป้าให้มีทั่วประเทศ 7,000 ทีม ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 1,000 ทีม โดย 1 ทีมจะดูแลประชาชน 30,000 คนควบคู่กับการแก้ปัญหาแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการนัดรักษาผ่านระบบออนไลน์

นอกเหนือจาก 3 เสาหลักของสหประชาชาติแล้ว  พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ชี้แจงถึงบทบาทของการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง  ระหว่างร่วมรับประทานอาหารกับผู้บริหารเอเชียโซไซตี้ ก่อนปาฐกถาในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย” ตอนหนึ่งว่า ทุกประเทศมีปัญหาหมด เพียงแต่เป็นปัญหาภายใน ถามว่าประเทศไหนไม่เคยขัดแย้ง ก็ขัดแย้งกันหมดทั่วโลก เพียงแต่แก้ปัญหานี้อย่างไร  เพื่อหยุดความขัดแย้งไม่ให้บานปลายอีก แล้วเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ การเป็นประชาธิปไตยด้วยการสร้างระเบียบต่างๆ ทราบดีว่าประชาธิปไตยเป็นสากลที่ทุกคนยอมรับ เป็นโรงเรียน เป็นระบบมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกในปัจจุบัน ตนเองยอมรับ และเราก็ผ่านการเลือกตั้งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยและหลายประเทศก็ให้การรับรองแล้วเช่นกัน

บทบาทนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยของพล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ แม้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนานาประเทศรวมไปถึงคนไทยที่อยู่ในต่างแดนโดยเฉพาะที่นิวยอร์กที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยไม่มีภาพการต่อต้านจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดหมายกันว่าจะมาก็ตาม แต่ก็ยังให้เป็นอุปสรรคแบบงงๆ จากกลุ่มคนต่างชาติเพียงยี่สิบกว่าคนถูกจัดตั้งมาประท้วงพอเป็นน้ำจิ้มกับพวกเด็กหน้าเดิมๆ พอให้เห็นและชวนน่าฉงนกับเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งคงไม่เป็นเรื่องยากที่หน่วยข่าวของรัฐบาลจะกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันเราก็หวังว่าปฏิสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีกับนานาประเทศนั้นๆ จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งระหว่างกันในทุกๆ ด้าน ทั้งสังคม การเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจนำพาไปสู่การเกื้อหนุนเพื่อผลประโยชน์ชาติ ประชาชนระหว่างกันด้วย

จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์)

27 กันยายน 2562 – 13:20 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรอิเล็กทรอนิกส์,รหัสธุรกรรมโอทีพี
เปิดอ่าน 131 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกวันนี้การก่ออาชญากรรมบนโลกออนไลน์สามารถทำได้ง่าย ซึ่งสวนทางกับการป้องกันและตรวจสอบที่ยังทำได้ค่อนข้างยาก ฉะนั้นผู้ใช้บริการต้องระมัดระวัง โดยต้องคัดกรองบุคคลที่ติดต่อผ่านเครือข่ายออนไลน์อย่างถี่ถ้วน ที่สำคัญข้อมูลสำคัญด้านการเงิน บัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานอื่นที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงไม่ควรนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ หรือไว้ใจให้ใครง่ายๆ ผ่านเสียงตามสายที่ยกหูโทรศัพท์ติดต่อ เพราะผู้ไม่หวังดีอาจนำไปใช้ประโยชน์จนเกิดความเสียหายได้

เมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง? ก็ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนี้เอาไปทำอะไรต่อมิอะไรก็ได้สารพัด อาทิ สามารถนำมาใช้ออกแบบสินค้า บริการ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือสามารถนำไปใช้เพื่อหาข้อมูลได้ตรงกับความสนใจของเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ด้านดีก็มี แต่ด้านร้ายก็เยอะ เพราะข้อมูลของเราอาจจะถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน โดยเกิดคดีเข้าร้องทุกข์กับตำรวจมากมายในยุค “ไซเบอร์” ตอนนี้ เช่น เอาเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลต่างๆ ไปสวมรอย, ข้อมูลพิกัดที่อยู่ต่างๆ สามารถเปิดช่องให้โจรรู้ หรือขโมยเข้าบ้านได้, ติดตาม สะกดรอย สอดแนม ชี้ช่องให้ผู้ไม่หวังดี, การ spam E-mail หรือหมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น

เช่นเดียวกับคดีที่ปรากฏเป็นข่าวการจับกุมล่าสุดที่คนเป็นโจรในวันนี้เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นถูก “ฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์” มาก่อน ทว่าความอยากรู้วิธีการโกงของโจรในครั้งนั้นเป็นเช่นไรจึงเข้าไปสอบถามข้อมูลด้วยตัวเอง พอรู้ขั้นตอนวิธีการก็ผันตัวเองจากเหยื่อมาเป็น “โจรอิเล็กทรอนิกส์” เสียเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีการแถลงผลจับกุม นายวรวัช แดงดี และ นายกานต์ พูนจันทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 เข้าจับกุมตัว ที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ติดต่อผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น 12 ราย โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์และมีการเสนอให้ผู้เสียหายทำการกู้ยืมเงิน

ทันทีที่ผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะให้เปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ โดยให้มีเงินคงเหลือในบัญชีเอาไว้ จากนั้นก็จะหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ รหัสธุรกรรมโอทีพี (OTP) เพื่อยืนยันตัวบุคคล สำหรับนำข้อมูลไปลงในแอพพลิเคชั่นโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็โอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารที่รับซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาบัญชีละ 1,000 บาท แล้วถอนเงินออกโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็ม ซึ่ง นายวรวัช ทำหน้าที่หลอกลวง ซื้อบัญชีทางโซเชียลมีเดีย และโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย รวมถึงถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร ส่วน นายกานต์ ทำหน้าที่นำรหัสตระเวนถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จะเห็นได้ว่าการให้ช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลถึงแม้จะมีข้อดี แต่หากไม่ระวังก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน หากคนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ก็สามารถนำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน เฉกเช่นโจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังวนเวียนหาเหยื่อที่ไม่ทันระวังตัว รักความสะดวก ชอบความสะบายอยู่ทุกวัน..!!