ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง

27 กันยายน 2562 – 09:35 น.
ฝุ่นพิษ,เกาะสุมาตรา,อินโดนีเซีย
เปิดอ่าน 280 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภาพหมู่บ้านในเกาะสุมาตราที่ถูกปกคลุมด้วยท้องฟ้าสีแดงเข้ม ถูกนักข่าวและคนทั่วโลกแชร์กระหน่ำท่วมท้นสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสงสัยว่าทำไมฝุ่นพิษทำให้เมืองกลายเป็นสีแดงเข้มได้ขนาดนั้น และร่างกายคนที่อาศัยในอากาศแดงนั้น จะได้รับอันตรายมากน้อยเพียงไร ?

วันที่ 22-23 กันยายน ที่ผ่านมา สื่อมวลชนอินโดนีเซียรายงานความแตกตื่นของชาวอิเหนาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองจัมบี (Jambi) ตอนกลางเกาะสุมาตรา ที่ตื่นเช้าขึ้นมาพบว่าท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้ม หลังเผชิญกับสถานการณ์หมอกควันพิษจากไฟไหม้ป่าต่อเนื่องหลายวัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอินโดนีเซียพยายามออกมาปลอบใจว่า ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีอันตรายอะไร และไม่ได้เกิดจากความร้อนในอากาศหรืออุณหภูมิสูงขึ้น แต่เกิดจากอากาศหนาแน่นเต็มไปด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองจิ๋วขนาดเล็ก

คำตอบข้างต้นอาจจะยิ่งเพิ่มความสงสัย เหตุไฉนประเทศอื่นมีฝุ่นละอองพิษมากมายแต่ท้องฟ้าไม่เป็นสีแดง ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า แสง (light) เกิดจากการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในบรรยากาศมีคลื่นความถี่หลากหลายรูปแบบ แต่ดวงตาของมนุษย์จะมองเห็นแค่ช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ช่วงแคบๆ ระหว่าง 380-740 นาโนมิเตอร์ (nm.) หรือเรียกกันว่า “ช่วงคลื่นที่มองเห็นได้” แหล่งกำเนิดแสงมี 2 ประเภท คือ 1.แสงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงดาว ฟ้าผ่า แสงจากหิ่งห้อย ฯลฯ และ 2.แสงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ไฟฉาย ไฟฟ้า

แสงเดินทางได้เร็วถึง 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลเดินทางได้เร็วเท่าแสงอีกแล้ว โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางผ่านสุญญากาศมาถึงโลกโดยใช้เวลา 8 นาที หมายความว่าแสงที่เราเห็นตอนนี้ คือแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว

เมื่อปี ค.ศ. 1661 หรือ 358 ปีที่แล้ว เซอร์ ไอแซค นิวตัน ค้นพบว่าแสงที่มนุษย์มองเห็นเป็น “แสงสีขาว” (Light White) นั้น ที่จริงแล้วประกอบไปด้วย “7 สีรุ้ง” ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง นั่นเอง

มนุษย์มองเห็นสีต่างๆ ได้เพราะมีแสงไปกระทบสิ่งนั้น แล้วสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ส่งผ่านเส้นประสาทตาไปสู่สมอง เรามองเห็นลูกแอปเปิ้ลเป็นสีแดง เพราะสีที่มองไม่เห็นของแสงอาทิตย์ ส่องมายังผิวของลูกแอปเปิ้ล ผิวนั้นดูดซึมสีของแสงทั้งหมดเอาไว้ ยกเว้น “ความยาวคลื่นสีแดง” ที่สะท้อนออกมาได้ ทำให้ส่งต่อสีแดงไปยังตามนุษย์ โดยสีทั้ง 7 มีขนาดความยาวคลื่นแตกต่างกัน สีม่วงคลื่นสั้นสุด ส่วนสีแดงคลื่นยาวมากที่สุด

ในเมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมายังโลกเหมือนกัน แต่ทำไมเราเห็น “สีของท้องฟ้า” แตกต่างกัน ?
โดยตอนเช้าตรู่และตอนเย็นจะเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มๆ แดงอ่อนๆ แต่ตอนกลางวันเห็นเป็นสีฟ้า สืบเนื่องจาก “การกระเจิงของแสง” (Scattering of light) เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโมเลกุลของอากาศ จะเกิดการกระเจิงของแสง ช่วงกลางวันแสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้นและมีอุปสรรคกีดขวางน้อย แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นเล็กกว่าโมเลกุลของอากาศก็เกิดการกระเจิงของแสงไปบนท้องฟ้าทุกทิศทาง จึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวความกดอากาศสูงจะยิ่งมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ขณะที่ท้องฟ้าตอนเช้าตรู่กับช่วงพลบค่ำแสงอาทิตย์ทำมุมลาดขนานกับพื้นโลก แสงจึงต้องเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาวกว่า มีอุปสรรคขวางกั้นมากกว่า แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นสั้นไม่สามารถเดินทางผ่านโมเลกุลอากาศไปได้ จึงกระเจิงไปทั่วท้องฟ้าเหลือแต่แสงสี เหลือง ส้มและแดง ที่มีความยาวคลื่นมากสามารถผ่านโมเลกุลของอากาศไปได้ เลยมองเห็นท้องฟ้าเป็นแสงสีส้มๆ

 กรณีที่บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ ทำไมเราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงตลอดทั้งวันในเมืองจัมบี ?
“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า ฝุ่นละอองควันพิษโดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กแบบพีเอ็ม 2.5 ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาจะเกิดการกระเจิงของแสง (Light scattering) หมายความว่าฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นทางเดินของแสง เมื่อแสงม่วง คราม น้ำเงินมีความยาวคลื่นสั้นก็กระเจิงออกไปได้ง่าย แต่แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่า เมื่อเจอกับฝุ่นควันพิษในอากาศไม่สามารถกระเจิงออกไปได้เท่าสีอื่นๆ จึงสะท้อนออกมาทำให้ดวงตาเราเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเข้มกว่าปกติ

“ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย เป็นเพราะฝุ่นควันพิษจำนวนมหาศาลล่องลอยในอากาศ แต่แสงสีแดงเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ที่ต้องเป็นห่วงคือฝุ่นพิษขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ทางเดินระบบหายใจมากกว่า ทำให้แสบตา แสบคอ ถ้าฝุ่นน้อยลงไป แสงสีแดงก็จะค่อยๆ หายไปด้วย” รศ.บุญรักษา กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ช่วงเวลาวันที่ 21- 22 กันยายน 2562 ช่วงที่ทั่วโลกตื่นเต้นกับคลิปข่าวท้องฟ้าเป็นสีแดงในบางหมู่บ้านบนเกาะสุมาตรานั้น จากรายงานสภาพอากาศสามารถวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ได้ถึงระดับที่เกิน 700 ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรงเรียนและสนามบินประกาศปิดชั่วคราว รัฐบาลอินโดนีเซียจึงรีบสั่งเครื่องบินทหารกว่า 30 ลำบรรทุกน้ำไปพ่นโปรยใส่บริเวณที่เกิดไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราฝุ่นควันพิษ

แม้ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังวัดดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ “AQI” (Air Quality Index) ได้เกินกว่า 200 กว่า ซึ่งหากตัวเลขสูงกว่า 100 หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2562 ที่เมืองจัมบี วัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศได้ 220 ส่วนค่าพีเอ็ม 2.5 วัดได้ 199 มก./ลบ.ม. โดยมาตรฐานสากลกำหนดไว้ไม่เกิน 25

ผลจากสภาพการเผาป่าจากอินโดนีเซียได้ลุกลามผ่านสิงคโปร์เข้าสู่มาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ปัตตานีวัดได้ 163 ที่สงขลาวัดได้ 151 ส่วนภูเก็ตอยู่ที่ 148 ถือว่าตัวเลขเกินมาตรฐานความปลอดภัย

เปรียบเทียบกับประเทศไทยช่วงต้นปี 2562 วันที่ 24 มีนาคม ข้อมูลจากเว็บไซต์ airvisual.com บันทึกดัชนีคุณภาพอากาศใน จ.เชียงใหม่ ในวันนั้นว่า มีค่าพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ 332 วัดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 233 มก./ลบ.ม. แสดงว่าช่วงนั้นควันพิษในอากาศของไทยเลวร้ายยิ่งกว่าเมืองจัมบีในตอนนี้

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า “รัฐบาลชุดใหม่” ของไทย มีมาตรการป้องกันและเตรียมรับมือฝุ่นควันพิษจิ๋วอย่างไรบ้าง เพราะปีหน้าเวลาเดิม “ควันพิษจิ๋ว” น่าจะโผล่มาอีกอย่างแน่นอน

หรือต้องรอ “ท้องฟ้าเมืองไทยปกคลุมด้วยสีแดง” ถึงค่อยมีแผนเร่งด่วนแห่งชาติ !

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร”

27 กันยายน 2562 – 09:20 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,อนุทิน,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,รังสิต-คลองหลวง,เอกพจน์ ปานแย้ม,อดีต สสปทุมธานี,ชาญ พวงเพ็ชร์,อนาวิล รัตนสถาพร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 416 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ก.ย. 62

************************

ผ่านไปย่านรังสิต-คลองหลวง ยอดนักชิมต้องรู้จักร้านอาหารป่า “จ่าเริง” ที่มีเมนูเด็ด “ผัดเผ็ดงูเห่า” สูตรของจ่าเริง สงสัย เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากชิมงูเห่าผัดเผ็ด จึงดอดไปถ่ายภาพกับ ส.ส.ปทุมธานี

“เสี่ยหนู” โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โดยถ่ายคู่กับ อนาวิล รัตนสถาพร” ส.ส.ปทุมธานี พรรคอนาคตใหม่ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

เสี่ยหนูไม่คิดอะไร แต่ข่าวลือ “งูเห่าสีส้ม” ทำเอาผู้แทนหนุ่มต้องแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 25 กันยายนนี้ว่า “ผมไม่มีวันทรยศพี่น้องประชาชนที่เลือกผม หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือก แต่วันนี้รักในตัวผมแน่นอนครับ..”

ศิษย์ธรรมกาย

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่สนามเมืองปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม ต.คลองสี่ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) และ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) มีแชมป์เก่าชื่อ สมศักดิ์ ใจแคล้ว” พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตกำนัน ต.คลองหนึ่ง มีภรรยาเป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง และลูกชายเป็น ส.ท.เมืองคลองหลวง

อนุทิน และอนาวิล พรรคอนาคตใหม่

ก่อนวันหย่อนบัตรไม่มีใครคาดคิดว่า “อนาวิล รัตนสถาพร” พรรคอนาคตใหม่ จะเบียดเอาชนะ “สมศักดิ์” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชนิดหักปากกาเซียน

เมื่อฝุ่นควันจาง คอการเมืองจึงเห็นว่า “อนาวิล” เป็นกัลยาณมิตรแห่งวัดพระธรรมกาย มีกองหนุนอย่าง วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม ผู้ปกป้องวัดใหญ่ และ “โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ นักธุรกิจใหญ่สายบุญ พร้อมกับ เฉลิมพงศ์ รังสินีวัฒนศักดิ์ ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง

กระแสธนาธรเป็นส่วนหนึ่งแต่กองหนุนระดับขาใหญ่ในคลองหลวงที่อุ้มหนุ่มอนาวิลเข้าสภา

ตัวแปรศึกนายก อบจ.ปทุมฯ

ดังที่ทราบกันศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหม่นี้ รับประกันยิ่งกว่าศึกไทยไฟท์ 5 ดาว เมื่อ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ประกาศท้ารบแชมป์ 3 สมัยคือ ชาญ พวงเพ็ชร์” ค่ายภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จัดงานเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดตัวทีมงานที่ศูนย์ประชุม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

วันเดียวกันนั้น “อนาวิล” ได้โพสต์ภาพตัวเขาเองเข้าไปอวยพร “บิ๊กแจ๊ส” ในการเปิดตัวลงสนามนายก อบจ.ปทุมธานี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของบิ๊กแจ๊สด้วย

บิ๊กแจ๊ส และอนาวิล

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อนาวิลถ่ายภาพคู่บิ๊กแจ๊ส โดยเฉพาะกิจกรรมในวัดพระธรรมกาย ก็จะเห็นภาพส.ส.หนุ่มคนนี้กับบิ๊กแจ๊ส จนเข้าใจไปว่าพรรคอนาคตใหม่หนุนบิ๊กแจ๊ส

หากเพื่อไทยจับมืออนาคตใหม่จริง ผู้ที่จะต้องออกแรงสองสามเท่าก็ต้องเป็น “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ที่ยืนยันว่าจะลงป้องกันแชมป์แน่นอน

ด้วยเหตุนี้กระมัง “เสี่ยหนู” เลยอยากรับประทานเมนูยอดนิยม “งูเห่าผัดเผ็ด” สูตรจ่าเริงแห่งคลองหลวง

สงครามคลองหลวง

การเมืองท้องถิ่นปทุมธานี มิได้มีแต่การชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปทุมธานี มีทั้งนายกเทศมนตรี และนายก อบต. เวลานี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในพื้นที่บ้างแล้ว

โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ กองหนุนคนสำคัญของ ส.ส.อนาวิล เปิดตัวชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าโขลง ในนามพรรคอนาคตใหม่

โต นวนคร กองหนุนอนาวิล

เทศบาลเมืองท่าโขลงไม่ธรรมดา เพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีโรงงานประมาณ 200 แห่ง จึงไม่น่าแปลกใจ “กระแสธนาธร” จะมาแรงในเขต 3 ปทุมธานี

อีกรายหนึ่งคือ “เอกพจน์ ปานแย้ม” หรือ เอกพจน์ วงศ์นาค อดีต ส.ส.ปทุมธานี หลายสมัย ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาตัวเขาไม่ลงสนาม โดยขอย้ายจากระดับชาติมาลงท้องถิ่น

เอกพจน์ วงศ์นาค แนวร่วมอนาวิล

ตำแหน่งนายกเทศบาลเมืองคลองหลวง เป็นเป้าหมายของเอกพจน์ ซึ่งสมัยที่แล้วทีมชาญ พวงเพ็ชร์ ได้บริหารเทศบาลเมืองคลองหลวง โดยทีมงาน “เพื่อนเอกพจน์” เป็นแนวร่วมกับทีม “โต นวนคร” ในการเมืองท้องถิ่น

ชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ. ปทุมธานี

นายกชาญจึงต้องแสวงหาแนวร่วมโดยด่วน มิเช่นนั้นแล้วแพ้ทุกสนามท้องถิ่นแน่ๆ

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท

27 กันยายน 2562 – 08:49 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ข้อพิพาท
เปิดอ่าน 455 ครั้ง

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง : ทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง 

“ยุติด้วยดี ถูกกฎหมาย เรียบง่าย ได้ผลเร็ว”

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ข้อพิพาทยุติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล อันเกิดขึ้นภายใต้ความสมัครใจของคู่กรณี และไม่มีรูปแบบพิธีการหรือขั้นตอนที่เคร่งครัด ทั้งยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่กรณีอีกด้วย

โดยปัจจุบันพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทอื่นตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่อาจมีขึ้นในอนาคตครับ

หากพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า…คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นข้อพิพาทที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งข้อพิพาทประเภทดังกล่าวจำนวนหนึ่งมักจะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือปัญหาจากบ้านใกล้เรือนเคียงกันเอง โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนจะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้หากสามารถยุติข้อพิพาทด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยได้ย่อมจะเป็นผลดีต่อการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและทำให้ข้อพิพาทยุติลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขอยกตัวอย่างข้อพิพาทที่เกิดจากเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองที่ผ่านมา เช่น

1.ปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูหรือน้ำเสียจากการเลี้ยงหมู โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่เหตุรำคาญก็ยังคงมีอยู่ ผู้ได้รับความเดือนร้อนจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้จะมีการดำเนินการระงับเหตุแล้ว แต่ก็เป็นการดำเนินการเพียงบางส่วน กรณีจึงยังถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด พิพากษาให้ดำเนินการระงับเหตุดังกล่าวโดยให้มีการประกอบกิจการอย่างถูกสุขลักษณะ ภายใน 30 วัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1624/2559)

2.ปัญหาเสียงดังจากการประกอบกิจการของเพื่อนบ้าน อันเกิดจากการเคาะและเชื่อมโลหะ โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกเทศมนตรี และต่อมาได้นำคดีมาฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนมาโดยตลอดและต่อเนื่อง และแม้ว่าเสียงดังยังคงมีอยู่แต่เมื่อผลการตรวจวัดระดับเสียงของแหล่งกำเนิดที่บ้านของผู้ฟ้องคดี หรือระดับเสียง ณ สถานที่ที่มีการรบกวน มีค่าไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ ซึ่งถือว่าไม่เป็นเสียงรบกวนที่มีมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ จึงไม่เป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายการสาธารณสุข (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.627/2561)

คดีพิพาทที่หยิบยกมานั้นเป็นกรณีที่สามารถใช้วิธีระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ย เพื่อให้เรื่องยุติได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่กรณีด้วย ทั้งนี้หลักการสำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น หลักความไว้วางใจของคู่กรณี ซึ่งการจะให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ต้องเริ่มจากการที่คู่พิพาท “เปิดใจ” ที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตนได้อย่างเต็มที่ รับฟังความต้องการ หรือข้อจำกัดของคู่พิพาทฝ่ายอื่น และยอมรับผลของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยมีหลักประกันว่าสิ่งต่างๆ ที่คู่กรณีได้เปิดเผยต่อกันในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะไม่ถูกนำไปเปิดเผยในภายหลัง และหลักความเป็นกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยตุลาการผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะต้องไม่ใช่องค์คณะที่รับผิดชอบสำนวนคดี

โดยคู่กรณีที่สนใจสามารถริเริ่มให้มีการไกล่เกลี่ยโดยยื่นคำขอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดได้ นับแต่มีการฟ้องคดีจนถึงวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการไกล่เกลี่ยจะมีความรวดเร็ว นอกจากนี้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองยังมีรายละเอียดที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้อีกหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยให้ข้อพิพาทในคดีปกครองยุติได้โดยเร็วและเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสิ้น

ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้จากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ.2562

แล้วพบกับ “เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง” กันใหม่สัปดาห์หน้า โทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหรือปรึกษาคดีได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 ครับ

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ

27 กันยายน 2562 – 08:38 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,วัฒนธรรม,ตำรวจ
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ข่าวใหญ่เมื่อวันก่อนน่าตกใจมากเพราะนายตำรวจคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะไปเรียนสอบสวนแล้วเกิดความเครียดเลยคิดสั้นปลิดชีพตัวเองลาจากโลกนี้ไปเลย

ไม่ทราบว่าการปฏิรูปตำรวจไปถึงไหนแล้วเพราะ ‘วัฒนธรรมตำรวจ’ ยังเหมือนเดิมและต่างใช้กำลังภายใน-กำลังภายนอก-กำลังเงิน และเส้นสายหาทางไปอยู่หน่วยงานตำรวจที่ดีกว่าและมีช่องทางทำมาหากินได้มากกว่า

นี่คือความจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้และเหมือนผนังทองแดง-กำแพงเหล็กที่ไม่มีใครตัวเขียวๆ สามารถแก้ไขระบบนี้ได้

วัฒนธรรมตำรวจจึงมีอยู่ต่อไปและทุกคนพากันงุนงงเพราะจู่ๆ ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’  สั่งการว่าต่อไปนี้ใครจะย้ายขอให้เป็นไปโดยสมัครใจไม่มีทางบีบบังคับและต่อไปจะลดจำนวนตำรวจฆ่าตัวตายเพราะถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ไม่สามารถทำงานได้ดี-พูดง่ายๆ เหมือนปลาคนละน้ำ

ดังนั้นต่อไปตำรวจก็จะยังเหมือนเดิมและมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ ตำรวจคือผู้ทรงอิทธิพลมือหนึ่งถือกฎหมาย อีกมือถือปืนใครจะไปสู้!

ตำรวจจึงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปและอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อว่าจะมีการทำลายวัฒนธรรมตำรวจลงได้และให้มีการโยกย้ายโดยสมัครใจ!
อ๊อด เทอร์โบ

เทศกาลเจเยาวราช
28 ก.ย.-7 ต.ค. อย่าพลาด

ผมเป็นคนชอบเดินเยาวราชครับ และว่างๆ ก็มีโอกาสไปเสมอๆ และยิ่งเดี๋ยวนี้ไปมาสะดวกมากเพราะมีรถไฟใต้ดินวิ่งไปถึงเลยไม่ต้องสาละวนหาที่จอดรถและเป็นการป้องกันการติดลมไปในตัวเพราะบางคนเพลินหาของกินของใช้จนลืมเวลา

ที่พูดมายืดยาวเพราะอยากเชิญชวนไปเที่ยวเทศกาลเจเยาวราช จะมีระหว่าง 28 กันยายน-7 ตุลาคมนี้ ซึ่งจัดอย่างใหญ่โตมโหฬารและผมอยากให้ไปร่วมถวายราชสดุดีปีมหามงคลและช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีสร้างกุศล

ผมได้รวบรวมข้อมูลมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งเพื่อจะได้จัดคิวจัดโปรแกรมวันเวลาได้ดังนี้ครับ

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดงานแบ่งเป็น 2 ส่วน คืองานด้านพิธีกรรม เช่น พิธีรวมผงธูปจาก 22 ศาลเจ้าในเยาวราชมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และขบวนแห่อัญเชิญเทพเจ้า ‘กิวอ๋องฮุกโจ้ว เต้าบ้อเนี้ย น่ำซิ้ง-ปั๊กเต้าแชกุง’ เพื่อมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และให้ประชาชนได้สักการบูชา

ได้จัดให้มีการทำอาหารเจมงคลกระทะใหญ่ ‘ผัดหมี่ 10 มังกรทองคำ’ จากโรงแรมแกรนด์ไชน่า เยาวราช มาเป็นมาสเตอร์เชฟในการปรุงอาหาร พร้อมแจกฟรีให้ผู้ร่วมงาน การเปิดงานวันที่ 29 กันยายน และในวันเดียวกันจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติองค์สมมติพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม

การจำหน่ายอาหารเจเลิศรสจากผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า เรียงรายเต็มพื้นที่ 2 ฟากฝั่งเยาวราชตลอดระยะเวลา 10 วัน 10 คืน

การประกวดขบวนแห่ผู้สนับสนุนการจัดงาน ชิงโล่รางวังจากผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะกรรมการจัดทำขึ้น โดยกติกาคือความสวยงามเป็นระเบียบ แปลก ถูกใจคณะกรรมการก็จะเป็นผู้ชนะได้รับโล่รางวัล

ผมจึงขอเชิญชวนไปร่วมกันนะครับ ปีหนึ่งมีหนเดียว
บุญสร้าง (สีลม)

เรียนคุณบุญสร้าง’ สีลม
         ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่คุณกรุณานำมาแจ้งให้ผมเป็นสื่อกลางแจ้งให้ผู้ต้องการร่วมงานบุญกุศลเยาวราชนี้ ได้ทราบซึ่งดูแล้วน่าไปอย่างมากครับ

ผมเองไปเยาวราชบ้างปีหนึ่งไม่กี่หนโดยจะมีเพื่อนชาวจีนพาไปชิมของอร่อยๆ ซึ่งล้วนแต่ฝีมือระดับเซียนทั้งนั้นและบริเวณนั้นเป็นต้นน้ำของเจ้าสัวระดับท็อปเท็นของเมืองไทย มีตำนานเก่าแก่ยืนยาวตั้งแต่ชาวจีนเข้ามา

ขอแนะนำว่าควรแต่งกายให้เข้ากับยุคสมัยนะครับเวลานี้บ้านเมืองของเรามีแต่เรื่องเครียดออกไปหาความสุขกันแบบง่ายๆ และพอเพียงดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน

27 กันยายน 2562 – 08:14 น.
ชูธงทวนกระแส,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โบว์ ณัฏฐา,ณัฏฐา มหัทธนา,แกนนำกลุ่มพลังมด
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ปฏิบัติการเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลางเวทีประชุมในนครนิวยอร์กของ “นัชชชา กองอุดม” อดีตนักศึกษาไทยที่ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร และรัฐบาล คสช. ทำเอากองเชียร์เสื้อแดง และสายส้มหวาน ในเมืองไทยคึกคักขึ้น หลังออกอาการเซ็งที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่สามารถหักโค่น “ลุงตู่” ในสภาได้

ถ้ายังจำกันได้ นับแต่เกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “นัชชชา” สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ได้ชู 3 นิ้ว ก่อนการฉายหนังเดอะฮังเกอร์เกมส์ ภาคสุดท้าย กลางโรงหนังในห้างหรูใจกลางเมือง นับเป็นการต้านรัฐประหารเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกๆ

วันนี้ “นัชชชา” กำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหรัฐ ได้ขึ้นชูป้ายประท้วงพร้อมกับชูหน้ากาก “ยุทธนอคคิโอ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร ขณะที่นายกฯ ประยุทธ์ กำลังกล่าวปาฐกถาในการประชุม Asia Society หลังจากนั้น นัชชชาได้โพสต์ภาพและคลิปปฏิบัติการเย้ยลุงตู่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

ณัชชา กองอุดม ทำทีมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์

ถัดจากนั้น “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แชร์ต่อผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ก่อนจะกระจายไปตามเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงและกองเชียร์พรรคส้มหวาน

อยากย้อนวีรกรรมของ “นัชชชา” กับผองเพื่อน “รังสิมันต์ โรม” และ “ไผ่ ดาวดิน” เมื่อปี 2558 ซึ่งมีตัวละครสำคัญโผล่เข้าฉากด้วย

22 พฤษภาคม 2558 กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม และเพื่อนอีก 8 คน ได้นัดชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ต้าน คสช. วันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ตำรวจจึงออกหมายจับ

24 มิถุนายน 2558 นักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีมีทั้งหมด 9 คน และหนึ่งในนั้นคือ นัชชชา กองอุดม มีนัดจะเข้าพบตำรวจตามหมายจับ โดยวันดังกล่าว มีการชุมนุมที่หน้า สน.ปทุมวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายตัว หลังจากตัวแทนนักศึกษาแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่ และตำรวจรับปากจะไม่จับกุมนักศึกษาที่มีหมายจับ จากนั้นมีรถคันหนึ่งนำนักศึกษากลุ่มนั้นขึ้นรถไปพักที่สวนเงินมีมา

กระทั่ง 3 เมษายน 2562 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ออกหมายเรียก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มารับทราบข้อกล่าวหา ตามความผิด ม.116 ว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2558

โปสเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัทรับจ้างพีอาร์ในสหรัฐ

อันเนื่องจากหน่วยข่าวได้ติดตาม และจดหมายเลขทะเบียนรถตู้คันที่พานักศึกษากลุ่มนั้นหลบหนี พบว่าเป็นของธนาธร ซึ่งในวันเกิดเหตุธนาธรได้สังเกตการณ์อยู่ภายนอก

จากนั้น นัชชชาก็หายไปจากแวดวงกิจกรรมการเมือง แม้แต่ช่วงที่โรม และเพื่อนก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็ไม่เห็นนัชชชามาร่วมทำกิจกรรมด้วย กระทั่งเกิดเหตุนัชชชาพาเพื่อนมาประท้วงลุงตู่ จึงทราบว่า นัชชชามาเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาได้หลายปีแล้ว

มีข้อสังเกตการเคลื่อนไหวประท้วงเผด็จการทหาร ในวาระที่มีการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาทุกปี และแม่งานในการประท้วงลุงตู่ ก็หนีไม่พ้น “เรดยูเอสเอ” หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกา

ปีนี้ มีความแปลกแตกต่าง เริ่มตั้งแต่มีป้ายโฆษณาบนอาคารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ถนน 45th Street ตัดกับถนน 2nd Ave ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ใกล้กับที่ทำการสหประชาชาติ โดยป้ายนั้น มีข้อความว่า “Don’t let Democracy Die in Thailand” หรือ“อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายในไทย”

ตามมาด้วย กลุ่มชาวต่างชาติที่ใช้ชื่อ Thai Democracy Now ใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทย ถือป้ายเรียกหาประชาธิปไตยที่ด้านข้างของโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ซึ่งเป็นสถานที่พักของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ

ลักษณะของตัวอักษรชื่อกลุ่ม Thai Democracy Now เป็นแบบเดียวกับป้ายบนร้านอาหาร ซึ่งกลุ่มเรดยูเอสเอ ไม่ได้แสดงตัวว่า พวกเขาเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเหล่านี้

มีเพียง “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ ได้พยายามประโคมข่าวการเคลื่อนไหวประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ โดยก่อนหน้าที่นัชชชาไปยกป้ายประท้วงนายกฯ ประยุทธ์ สุนัยโพสต์ว่า “ประยุทธ์ยังอยู่นิวยอร์ก ผมขอบอกล่วงหน้าให้ว่า จะเจออีกดอก คราวนี้จะจุก พูดไม่ออก ขอบอกเลยว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นสากล มีคนไทยและต่างประเทศร่วมกันทั่วโลก”

ประเมินจากลักษณะการทำกิจกรรมของกลุ่มต้านทหารในนิวยอร์ก สรุปได้ว่า ไม่ใช่ฝีมือ “คนหน้าเดิม” แต่เป็นยุทธการของ “ทุนใหม่” ที่ต้องการหักโค่น “กลุ่มประยุทธ์” ด้วยพลังประชาชน

หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390640?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล

27 กันยายน 2562 – 07:24 น.
หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2562

“อำนาจแลเงินตรา” เป็นสิ่งหอมหวานและเย้ายวนเสมอ หากใครเข้าไปลิ้มลองยุ่งเกี่ยวพัวพันก็ยากที่จะหลุดพ้นจากวังวนดังกล่าวไปได้ เฉกเช่นสังคมไทยทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนับถือเงินและอำนาจเป็นใหญ่มากกว่าสิ่งใดๆ ดังสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “มีเงินใช้ผีโม่แป้งก็ยังได้” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่ยังใช้ได้ทุกยุคสมัยไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม

สองสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จของความเลวร้ายที่ฉุดรั้งประเทศชาติไม่ให้ก้าวไปไหน…หากไล่ดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะมี “ผู้นำ” ของประเทศไทยสักกี่คนที่สามารถพาตัวเองก้าวผ่านวังวนของการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ไปได้ และเมื่อกางประวัติศาสตร์การเมืองไทยออกมาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เราจะได้เห็นถึง “ความหายนะ” ที่เป็นตัวกัดกร่อนประเทศไทยหากผู้นำคนนั้นลุ่มหลงและมัวเมาใน “อำนาจวาสนา และเงินทอง”

ในอดีตประเทศไทยเคยชอกช้ำกับการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์อย่างเบ็ดเสร็จของบรรดาผู้นำเผด็จการทหารจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดของนักศึกษาหลายครั้งหลายคราทั้งในเดือนตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 จากนั้นยี่สิบปีต่อมาประเทศไทยดูเหมือนจะมีความหวังกับผู้นำคลื่นลูกใหม่ที่ใครก็เชื่อว่า “คนรวยไม่มีวันไม่โกง” แต่สุดท้ายก็เป็นอะไรที่ร้ายกาจสุดๆ เมื่อผู้นำผู้เป็นความหวังของคนไทยกลับเสพติด “อำนาจและเงินตรา” ยิ่งกว่าใคร ซึ่งผลจากความหลงผิดมัวเมาในอำนาจส่งผลให้ประเทศแทบย่อยยับถึงขนาดผู้คนออกมาห้ำหั่นฆ่าฟัน แบ่งพวก แบ่งสีชัดเจน สุดท้ายก็เปิดทางให้กองทัพเข้ามาทำรัฐประหารขับไล่จนต้องระเห็จออกจากแผ่นดินแม่ตลอดกาล

มาถึงวันนี้ประเทศมี “ผู้นำสายเลือดทหาร” ที่คนไทยตั้งความหวังไว้สูงลิบลิ่ว เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาคลายทุกข์ แก้ไข และพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน..แม้การเข้ามาสู่อำนาจในครั้งแรกจะถูกค่อนขอดว่าเป็นเผด็จการทหารที่มาจากรัฐประหาร แต่สุดท้ายผู้นำคนนี้ก็ฝ่าฟันด้วยการทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจัง บวกกับการใช้กับดักกฎหมายจากเล่ห์กลของร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงจนสามารถกลับเข้ามาสู่เส้นทางแห่ง “ประชาธิปไตย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ จนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติทั่วโลกในวันนี้

แม้ภาพความซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีจะเป็นเป็นเหมือนลายเซ็นชั้นดีี ที่สามารถค้ำเก้าอี้ผู้นำเลือดทหารได้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องการถือครอง “อำนาจ” ที่ส่งผ่านไปให้บรรดารุ่นพี่ รุ่นน้อง และพวกพ้องยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายยังกังขา จากนี้ไปในอนาคตไม่มีใครรู้ว่าคนไทยจะจดจำภาพของนายกรัฐมนตรีเลือดทหารในลักษณะใด เพราะการกระทำจากปัจจุบันย่อมส่งผลถึงอนาคตได้ ดังนั้นหลังจากนี้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะทำงานสนองคุณประเทศชาติประชาชนอย่างที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณตนได้หรือไม่ อย่าให้คนไทยผิดหวังซ้ำๆ ซากๆ กับภาพการเมืองเก่าๆ ที่มีผู้นำมุ่งแสวงหาอำนาจอย่างไม่รู้จบ…

อรรถพล เจริญชันษา มือปราบฟาร์มไก่ วัดใจ…ลุยให้จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/407230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

อรรถพล เจริญชันษา มือปราบฟาร์มไก่ วัดใจ…ลุยให้จริง

28 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
อรรถพล เจริญชันษา,คนในข่าว,กรมป่าไม้,ปารีณา,ปารีณารุกป่า
เปิดอ่าน 2,761 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 62

*******************************

ช่วงปี 2561 คนไทยฮือฮาไปรอบแรก เมื่อได้รับข่าวว่า อธิบดีกรมป่าไม้คนใหม่ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวด้วยวัยเพียง 52 ปีนามว่า อรรถพล เจริญชันษา”

แต่นั่นยังไม่ร้อนแรงเท่ากับลีลาของท่านอธิบดี ในการเดินหน้าชนคดีบุกรุกที่ดินป่าไม้จำนวน 46.1 ไร่ใน จ.ราชบุรี ของ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

งานนี้ทำเอาชื่อของเขา ติดคำค้นหาใน Google อันดับต้นๆ มาถึงวันนี้เรื่องราวของเขาจึงได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายคนยังคงติดตามถามไถ่ไม่จบว่าจอมยุทธท่านนี้มาจากที่ไหน

ไหนๆ ก็สิ้นปีแล้ว คอลัมน์คนในข่าวก็ส่งท้ายด้วยเรื่องราวของมือปราบป่าไม้ ที่คนไทยรุ่นใหม่จับตามองมากที่สุดคนหนึ่งก็แล้วกัน

แดนดินกรมป่าไม้

ก่อนอื่น ทำความรู้จักกรมป่าไม้กันพอสังเขป จะได้เห็นภาพกว้างก่อน บางคนบอกที่นี่นับว่าแทบจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องเป็นคนจากวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ เท่านั้น

จริงไม่จริงยังไง ดูกันเอาเอง หากปัจจุบันกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ทำหน้าที่อารักขาคุ้มครองและจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยมายาวนานมีอายุครบ 123 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562

กรมป่าไม้

เดิมทีกรมนี้สังกัดกระทรวงมหาดไทย และย้ายสังกัดหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตราธิการ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเศรษฐการ จนปี 2547 มาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งกรมป่าไม้ มีเจ้ากรมและอธิบดีกรมป่าไม้ทั้งสิ้น 34 คน (ไม่นับรักษาการอธิบดี) ก่อนจะมีคนที่ 35 คือ อรรถพล เจริญชันษา ในวันนี้

และที่เกริ่นไว้ว่า ถ้าพูดถึงเรื่องของป่าไม้และธรรมชาติ ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่คนจากวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ จะครองถิ่นนั้นไม่เกินเลย ที่ผ่านมามีชาววนศาสตร์ เคยขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดูแลงานด้านนี้หลายคน

เช่น ดร.นิพนธ์ โชติบาล วนศาสตร์รุ่น 41 เคยนั่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ชลธิศ สุรัสวดี วนศาสตร์ รุ่น 43 เคยนั่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ก่อนไปนั่งอธิบดีกรมป่าไม้)

หรือ ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ วนศาสตร์รุ่น 46 ก็เคยนั่งอธิบดีกรมป่าไม้ จนมาถึงปีที่ผ่านมาคนไทยได้อธิบดีกรมป่าไม้เป็นวนศาสตร์รุ่น 49

หลายคนบอกเพราะเมืองไทยมี “คณะวนศาสตร์” ที่เดียวที่ ม.เกษตรฯ ที่ตอบโจทย์สายราชการส่วนนี้ ไม่ใช่คณะเกษตร ไม่ใช่คณะประมง แต่นี่คือวนศาสตร์!

แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ คล้ายมหาดไทยก็หนีไม่พ้นสิงห์ดำ สิงห์แดงของ จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และจะว่าไปเดิมทีคณะวนศาสตร์ ก็กำเนิดจากโรงเรียนการป่าไม้ ของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตราธิการในอดีต ก่อนจะย้ายไปอยู่ ม.เกษตรฯ นั่นแหละ

คนหนุ่มอธิบดี

ที่เคยเป็นมา คนไทยคุ้นชินกับคำว่าอาวุโส ในระบบราชการ โดยมากแล้วคนที่จะก้าวไต่ลำดับขึ้นมาถึงตำแหน่งอธิบดี อายุน่าจะแตะใกล้ๆ เกษียณ แต่ “อรรถพล เจริญชันษา” มานั่งเก้าอี้นี้ในวัย 52 ย่อมเป็นที่จับตามอง

อรรถพล เจริญชันษา เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2509 จบมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จากนั้นมาต่อปริญญาตรีที่ คณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ต่อมายังไปจบปริญญาโท ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) สำนักงาน ก.พ.

ความเป็นลูกหม้อ ขนาดที่ว่าเรียนจบป.ตรีก็ไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวบนดอยตุง งานหลักก็คุมคนงานไปปลูกป่า

จากนั้นสอบจนติดราชการ ก็ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าฉะเชิงเทรา (นักวิชาการป่าไม้ 7ว) และเป็นอดีต ผอ.ส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม สำนักป้องกันและปราบปรามและควบคุมไฟป่า

ต่อมาเป็น ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมุทรสงคราม และผู้อำนวยการสำนักวิชาการป่าไม้ จากนั้นเป็น ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า

ช่วงนั้นใครๆ เรียกว่า “ผอ.เอ็ดดี้” จนกระทั่งช่วงเดือนมิถุนายน 2560 เมื่อเขาได้เป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ ทั้งเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า(ศปก.พป.)ใครๆ ก็คงเรียกว่า “ท่านรองเอ็ดดี้”

จนกระทั่ง 26 พฤศจิกายน 2561 ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งอรรถพล เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ หลังตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ว่างลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 หลังจาก ชลธิศ สุรัสวดี ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอรรถพลได้รับการแต่งตั้งแทนในที่สุด

ตอนนี้คงเรียกกันว่า “ท่านอธิบดีเอ็ดดี้”

ผลงานสายป่า

หลังนั่งเก้าอี้อธิบดี วันนี้ในวัย 53 ข่าวคราวของเขาก็เริ่มมีออกมามากขึ้น บางคนบอกเหมือนคนไฟแรงรับตำแหน่งใหม่ๆ ก็ออกลีลาสุดฤทธิ์ ส่วนจะทำได้ขนาดไหนรอวัดกันตอนหลัง

แต่สำหรับอธิบดีคนนี้ นอกจากผลงานเก่าก่อนช่วงที่ผ่านมาที่ทำมาเยอะ เช่น รับผิดชอบโครงการด้านการปราบปรามในหลายกรณี ทั้งรีสอร์ตบุกรุกภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ การจัดหาที่ดินทำกินของ คทช. และแก้ปัญหากลุ่มทุนปลูกสวนยางพาราในเขตป่าภาคอีสาน และภาคใต้ แถมยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ตั้งชื่อทีมปฏิบัติการพิเศษป่าไม้มากมาย ทั้งชุดพญาเสือ และ ชุดพยัคฆ์ไพร

พอมาสวมหมวกในฐานะอธิบดี ดูเหมือนว่า อรรถพล เจริญชันษา ก็ยังคงทำงานต่อไป งานสำคัญช่วงมีนาคม 2562 เขาโผล่ร่วมแถลงข่าวการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปี 2561 ร่วมกับศูนย์วิจัยป่าไม้

วันนั้นคนไทยได้รู้ว่าจากปี 2516 ที่ไทยมีพื้นที่ป่าทั้งหมดร้อยละ 43.21 ของพื้นที่ประเทศ แต่มาปี 2560 ไทยเหลือพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดร้อยละ 31.58 ของพื้นที่ประเทศ ประกาศเปรี้ยงว่าการป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ !!

ระหว่างนั้น ก็มีงานอีเวนต์บ้าง อย่างงานแถลงข่าวโครงการ “วิ่งพิทักษ์ รักษ์ป่า ชาลเลนจ์” Forest Run Challenge เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เพื่อนำรายได้จัดซื้ออุปกรณ์ในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจป้องกันเหตุและเตรียมความพร้อมป้องกันไฟป่าเพื่อลดปัญหาหมอกควัน ตลอดจนช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ในระหว่างออกปฏิบัติงานดับไฟป่า ฯลฯ

ทั้งหมดนั้น มีข่าวออกสื่อแต่ไม่ฮือฮาเท่ากับข่าวลุยปารีณารุกที่

ฟอร์มดีให้สุดทาง

ไม่ใช่งานสร้างภาพ แต่คนดังอย่าง ปารีณา ไกรคุปต์ ใครไปเกี่ยวข้องก็ดังไปตามๆ กัน เหมือน อธิบดีกรมป่าไม้ที่มาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพราะโดนร้องเรียนให้ตรวจที่ดินเขาสนฟาร์มใน ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของคนงามคนดัง

แน่นอนการเดินหน้าจัดการเรื่องของคนรุกป่า ก็ต้องกรมป่าไม้อยู่แล้ว อธิบดีคนหนุ่มก็ไม่รอช้า ต้นเดือนธันวาคม ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษปารีณาต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) ข้อหาบุกรุก แผ้วถางและยึดครองพื้นที่ป่า และประกาศพร้อมเอาผิดปารีณา 4 คดี โทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

งานนี้ได้ใจคนไทยไม่พอ พอมาถึงเหตุการณ์แย่งไมค์ ที่ “ทวี ไกรคุปต์” บิดาของปารีณาบุกเข้าร่วมงานแถลงข่าวของกรมป่าไม้ พร้อมชอตเด็ดคือแย่งไมค์มาจากอธิบดีกรมป่าไม้มาพูดเอง

ภาพนั้นว่าเด็ดแล้ว แต่ยังไม่เท่ามีวาทะเด็ดที่คนไทยกรี๊ดลั่น เมื่ออธิบดีกล่าวหลังได้ยินว่าอีกฝ่ายอาจจะฟ้องกลับว่า “ถ้าจะฟ้องไม่ต้องไปฟ้องลูกน้อง ฟ้องผมคนเดียวก็พอ เพราะผมเป็นคนสั่งลูกน้อง ไม่ต้องฟ้องคนอื่น”

อย่างไรก็ดีในรอยต่อของคดีรุกป่าของสาวเอ๋ อธิบดีของเราคนนี้ก็เจอคำถามในแง่มุมสองมาตรฐาน ที่หากเป็นคนจนรุกป่าก็จะถูกตั้งข้อหาอย่างง่ายดาย แต่ถึงวันนี้เรื่องของสาวเอ๋ผ่านไปสองเดือนกว่าแล้ว

เรื่องนี้กรมป่าไม้ไม่ตอบอะไร จนมามีพาดหัวข่าวว่า “เดือด หลังขึ้น ฮ.พบป่าม่อนแจ่ม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม จ.เชียงใหม่ กลายเป็นรีสอร์ตเพียบ” และเตรียมสางเรื่องนี้แล้ว

งานนี้ คนไทยอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือการเบี่ยงเบนกระแสจากคดีสาวเอ๋ ที่กำลังเชื่องช้าหรือเปล่า

แต่ไม่ทันไร รุ่งขึ้นวันคริสต์มาส อธิบดีก็ออกมาประกาศทำนองว่า “ทำอยู่” แต่ได้ทำเรื่องสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อความถูกต้อง หากกฤษฎีกาตีความอย่างไรก็พร้อมลุย

ชววบ้านร้านตลาดฟังภาษาแล้วยังงงๆ แต่สรุปง่ายๆ ว่าต้องรอไปอีกใช่มั้ย บอกตรงๆ ยิ่งเห็นช่วงหลังสาวเอ๋เงียบๆ ก็เริ่มหวั่นนิดๆ ว่าจะลงแบบไหน

แต่ที่แน่ๆ คนไทยฝากบอกว่านาทีนี้ ท่านอธิบดีเอ็ดดี้ ก็ยังจัดอยู่ในคนทำงานตัวจริงที่ชาวเน็ตกดไลค์ ผลงานใดในป่าไทยถ้าจัดการได้เท่าเทียมเที่ยงธรรม พวกเราก็คงพากันกดเลิฟมากขึ้น

‘SALISA’ แบรนด์ไทย ผงาดเวทีโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘SALISA’ แบรนด์ไทย  ผงาดเวทีโลก

22 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
SALISA แบรนด์ไทย,SALISA แบรนด์ไทย  ผงาดเวทีโลก,พริ้ม นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี
เปิดอ่าน 8,645 ครั้ง

แบรนด์’SALISA’ผงาดเวทีโลก ด้วยการออกแบบแฟชั่นนำสมัยเตะตาต้องใจ ในความเรียบหรู เนื้อผ้าดี มีคุณภาพ ไซด์มาตรฐานเอเชีย ทำให้มีออเดอร์ ทั้งจากเอเชียและอเมริกา

 “คมชัดลึกออนไลน์” พาคุณผู้อ่านไปสัมผัสบางเสี้ยวชีวิต เจ้าของแบรนด์ไทย‘SALISA’ คือ “พริ้ม” นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี” Young designer ที่สำเร็จการการศึกษา จาก New York Parson school of design สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2560 ก่อนส่งผลงานเข้าประกวด และติด1ใน3 สุดยอดดีไซเนอร์ไทย ทำให้มีโอกาสไป”เบอร์ลิน” ดินแดนแฟชั่นชั้นนำของโลก

“ครอบครัวชีวพันธ์ศรี”กำลังใจสำคัญของ”พริ้ม”

  อ่านข่าว : ไลฟ์สไตล์ 85 แบรนด์สิ่งทอแฟชั่นดีไซน์โดนใจ

               : เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’

                    

ภาพจำ“อาม่า”เย็บผ้า

               “พริ้มชอบแต่งตัวตั้งแต่เด็กๆ มีอาม่าที่บ้าน เป็นคนชอบเย็บผ้าคะ ตั้งแต่เด็กก็เห็นภาพอาม่าเย็บโน้น เย็บนี่ พอเวลาพริ้มมีปัญหา ก็ขอให้อาม่าช่วยเย็บ ตอนเด็กๆ เคยเอาผ้าชิ้นส่วนมาเย็บทำกระเป๋า จริงๆตั้งแต่เด็กๆแล้ว พริ้มชื่นชอบแฟชั่นมากๆ ชอบดูการแต่งตัว ชอบดูวิธีการสไตส์ลิ่ง ชอบดูแบรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตอนเด็กๆ”

“พริ้ม” นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี” 

แต่ว่าพอโตขึ้นมาแล้วนี่ พริ้ม ก็ตัดสินใจว่า มันมีเสื้อผ้าหลายๆแบบ ที่เรามองแล้วอยากจะปรับเปลี่ยน อยากจะออกแบบของตัวเองขึ้นมา จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซด์ที่New York Parson school of design…เมื่อเรียนจบ ก็ฝึกงานที่อเมริกา ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า และแบรนด์กระเป๋า

ก่อนหน้านี้ แบรนด์SALISA ก็เคยได้รับการคัดเลือก จากThai Designer Academy โครงการเฟ้นหาสุดยอดดีไซน์เนอร์ไทย จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงพานิช ร่วมกับ บริษัทกันตนา เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 เดือนมิถุนายน

      แบรนด์SALISA รับรางวัลสุดยอดดีไซน์เนอร์ไทยจากนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์

เมื่อครั้งที่ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังรั้งตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของโครงการ Thai Designer Academy ได้มีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างศักยภาพนักออกแบบไทยในรูปแบบ Academy คือการเป็นต้นแบบตัวอย่างของผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อช่วยสนับสนุนและผลักดันดีไซเนอร์ไทย รวมไปถึงการสร้าง คลื่นลูกใหม่ให้มีโอกาสพัฒนาและต่อยอดในเชิงธุรกิจ ด้วยฝีมือและทักษะของนักออกแบบไทยที่มีความโดดเด่น รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้ผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

                  “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางโครงการ Thai Designer Academy หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาศักยภาพและผลักดันนักออกแบบไทย สร้างมิติใหม่ ๆ ให้ได้โชว์พลัง ความสามารถและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดการยอมรับในความสามารถ พร้อมสร้างสรรค์คลื่นลูกใหม่ประดับวงการแฟชั่นไทย

                จึงตั้งเป้าให้ทุกแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ ได้มีการเรียนรู้ทั้งในด้านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Workshop Design Business การสร้างแบรนด์การตลาดออนไลน์ รวมไปถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพื่อให้มีความพร้อมกับการแข่งขันในระดับสากลและก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้โดดเด่นบนเวทีโลกได้ในอนาคต” นายกอบชัย ระบุ

   แบรนด์ SALISA สริสา ชีวพันธ์ศรี (พริ้ม)จุดเด่นและแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นนี้ คือเงาที่ติดตามและอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ซึ่งเงานั้นเปลี่ยนไปตามทิศทางของแสงและการเคลื่อนไหวของคน และวัตถุ การหักเหของแสงเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ภาพที่เราเห็นซึ่งอาจจะเล็กลงหรือใหญ่ขึ้นโดยไม่สามารถ คาดเดาได้

     จากเวทีระดับชาติก้าวสู่เวทีระดับโลก เมื่อแบรนด์ SALISAเป็นหนึ่งในสามแบรนด์ ผู้ชนะเลิศ มีโอกาสในการนำผลิตภัณฑ์ ไปร่วมงานแฟชั่นวีค ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ที่งาน Premium International Fashion Trade Show ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เมื่อวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2561

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเดือน ตุลาคม 2562 ได้รับเชิญจากทีมงาน ผู้จัด LA Fashion Week นำเสื้อผ้าของแบรนด์ SALISAไปร่วมงาน LA Fashion Week (LAFW)ฟรี  ณ พิพิธภัณฑ์ Petersen Automotive Museum นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562แบรนด์ SALISAสริสา ชีวพันธ์ศรีตัวแทนแบรนด์ไทยเพียงคนเดียว ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานเปิดตัว alibaba in Hong Kong stock market ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และหนังสือพิมพ์ในฮ่องกง นำเสนอข่าวขึ้นหน้า1

สริสา เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มว่า แบรนด์ SALISA ออกแบบแฟชั่นนำสมัย เตะตาต้องใจ ในความเรียบหรู เนื้อผ้าดี มีคุณภาพ ไซด์มาตรฐานเอเชีย เสื้อผ้าชุดเดียวสามารถสวมใส่เป็นชุดทำงานก็ได้  ชุดลำลองก็ดี  หรือชุดดินเนอร์ ฯลฯ  ทำให้มีออเดอร์ทั้งในเอเชียและอเมริกา

ในโอกาสจะขึ้นปีใหม่2563 แบรนด์SALISA ได้มีแนวทางดำเนินการจัดสรร ส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายใน ig ชื่อ Salisa_ official และ เวบไซด์ชื่อ http://www.salisaofficial.com ชิ้นงานละ 50บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562ถึงวันที่ 31 เดือนมกราคม2563 เพื่อบริจาคให้มูลนิธิเด็กเร่ร่อน 

              ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่รายได้ของมูลนิธิต่างๆจากการบริจาคลดลงซึ่งธุรกิจอื่นๆก็สามารถเอื้อเฟื้อต่อสังคมได้เช่นกัน พริ้มโชคดีที่มีครอบครัวชีวพันธ์ศรีมีคุณแม่ และคุณพ่อเป็นผู้สนับสนุนเต็มที่และให้คำปรึกษาแนะนำทุกด้าน ถึงมีวันนี้ วันที่พริ้มเลือกทำในสิ่งที่พริ้มรักและแบ่งปันให้สังคม” สริสา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

SALISA นับเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผลงานคนไทยที่มีอนาคตไกล

 กมลทิพย์ ใบเงิน…รายงาน

ธัญวัจน์-ธัญญ์วาริน คู่ส้ม คู่น่วม จูบนี้…รสปูอัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405830?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ธัญวัจน์-ธัญญ์วาริน คู่ส้ม คู่น่วม จูบนี้…รสปูอัด

21 ธันวาคม 2562 – 09:33 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์,สสLGBT,จูบกลางสภา,คนในข่าว
เปิดอ่าน 2,770 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21-22 ธ.ค.62

**************************

วั้ยตั่ยแล้ว !! ชาวบ้านร้านตลาดร้องจ๊าก เมื่อเห็นภาพคู่รักชาวเกย์จุมพิตดูดดื่มกันกลางห้องแถลงข่าวรัฐสภา ทำให้สังคมไทยหันขวับมาจับจ้องไปที่ 2 แม่งาน ทันทีว่าเป็นผู้จัดฉาก

คนหนึ่งคือ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร และอีกคนหนึ่ง คือ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

อย่างที่รู้ว่าในที่สุด ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ก็ได้ออกมาแถลงขอโทษภายหลัง พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เตี๊ยมต๊งกันมาเล้ยยย (เสียงสูง)

แต่ชาวเน็ตก็ยังอุตส่าห์กลับไปเช็กคลิปดังกล่าว จนพบว่าก่อนเกิดเหตุระทึก ไม่รู้ใครแหละที่มีการกำกับและนับถอยหลัง “ห้าสี่สามสองหนึ่งแอ็กชั่น…” พร้อมปรบมือพอใจหลังพิธีกรรมจบอีกด้วย

อย่างว่า วันนี้การเมืองไทยมาถึงจุด “อย่าเชื่อคลิป” เพราะบางคนขนาดแย่งไมค์เห็นๆ ยังบอกว่าไม่ได้แย่ง วันนี้บอกว่าไม่ได้เตี๊ยม ก็ไม่ได้เตี๊ยม จะเอาอะไรอีก

ยังไงเสีย วันนี้มาทำความรู้จัก ส.ส. LGBT ของพรรคส้มหวานทั้งสองคนอีกครั้ง

คุณแม่ กมธ.

ว่ากันที่ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อแห่งส้มหวาน ค่าที่เป็นโฆษก กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

ก่อนที่เธอจะมาเล่นการเมือง แฟนคลับจะรู้จักเธอในนาม “ครูธัญ” คือผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิงมาอย่างมากมาย ทั้งนักแต่งเพลง พิธีกร นักแสดง ครูออกแบบท่าเต้น ก็ทำมาแล้วนับไม่ถ้วน

ครูธัญเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2514 ปัจจุบันอายุ 48 ปี จบศิลปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล

เคยทำงานกับอากู๋ที่แกรมมี่ เป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้แก่ศิลปินในสังกัด, เป็นผู้ออกแบบท่าเต้น ผู้กำกับ ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ ให้แก่ ทรูแฟนเทเชีย  เป็นคอมเมนเตเตอร์ รายการ เดอะ เทรนเนอร์ และยังเคยออกแบบการแสดงให้แก่รายการทางช่อง 3 มากมาย

ก่อนหน้านี้ปี 2559 ครูธัญในเสื้อคลุมของศิลปินคนบันเทิง เคยเขียนหนังสือ ชื่อ “พลิกเพศ สาวน้อยมหัศจรรย์ อยู่ไหนใน ปิตาธิปไตย” กล่าว “อำนาจนิยม” และคำว่า “ปิตาธิปไตย” หรือโลกชายเป็นใหญ่

นอกจากนี้ยังเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์มากมาย เคยแต่งเพลงให้ ปุยฝ้าย AF4 เคยมีธุรกิจทางศิลปะบันเทิงชื่อ TUNYAWATENTERTAINMENT CO., LTD

แต่คนไทยกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้จดจำตรงนี้เท่ากับผลงานซิงเกิลที่ครูธัญเคยทำไว้ช่วงปี 2557 ชื่อเพลง “สวย” ในนามแฝงใหม่ “นิทาน” ซึ่งงานชิ้นนี้ครูธัญเขียนเพลงเอง ร้องเอง และออกแบบท่าเต้นเอง นำเสนอไอเดียว่า ความสวยที่ทุกคนอยากมีนั้น จริงๆ แล้ว คนเราสวยเพื่ออะไรกันแน่ ไปหาดูได้ตามยูทูบ

ใครได้ดูแล้วต้องบอกเลย แม่ก็คือแม่นะจ๊ะ

แมลงในสวนส้ม

ถ้าคุณสะดุดตา ส.ส.LGBT คนที่ไว้ผมบ๊อบและเสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มแบบผู้หญิงดูสวยน่าสนใจ นั่นแหละคือ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หรือ “กอลฟ์” เพราะเธอนับเป็น ส.ส.เพศที่สามที่แต่งหญิงคนแรกของเมืองไทย และก็เป็น ส.ส.LGBT อีกคนที่มาจากเส้นทางบันเทิง

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นั้นมีชื่อเดิมว่า “ชุมพล ทองทาบ” ส่วนชื่อเล่น “กอล์ฟ” นี่คือออริจินัลของเดิม เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2516 ปัจุจบันอายุ 46 ปี เป็นชาวโคราช

กอล์ฟเรียนจบ ศิลปศาสตรบัณฑิต วิชาเอกภาษาฝรั่งเศส โทอังกฤษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นก็โลดแล่นในโลกบันเทิงโดยเคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์, นักเขียนบท, นักแสดง

คอหนังต้องจำเธอได้จากข่าวที่หนังของเธอถูกแบนจาก คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์” แบบที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ไม่ผ่าน กบว.” แต่ที่จริง กบว.นั้นมีหน้าที่จับผิดเฉพาะรายการทีวี และถูกยกเลิกไปนานแล้ว

หนังเรื่องนั้นคือ “Insects in the Backyard” ออกมาช่วงปี 2553 ชื่อไทยว่า แมลงรักในสวนหลังบ้าน ในโครงการ Indy Spirit Project ของนิตยสารไบโอสโคป

กอล์ฟเคยเล่าว่าแมลงก็หมายถึงกลุ่มคนแบบเธอที่มีจำนวนมากแต่ไม่ได้รับการยอมรับ

หนังได้ฉายในเทศกาลหนังนานาชาติมากมาย แต่ไม่ได้ฉายในไทยเพราะผู้ใหญ่บอกว่าเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ยุคนั้นคณะกรรมการตรวจพิจารณาคณะใหญ่ มี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ขณะนั้นเป็นประธาน

และในที่สุดช่วงปลายปี 2560 คนไทยก็ได้ดูหนังที่ กอล์ฟ ทั้งอำนวยการสร้าง กำกับ เขียนบท แสดงนำ ตัดต่อ แต่นั่นเกิดขึ้นเพราะเธอไม่เคยหยุดที่จะเดินหน้าต่อสู้ทางกฎหมายจนสำเร็จ

นอกจากเคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 5 ในปี 2555 เกียรติประวัติและผลงานการเป็นผู้กำกับของเธอยาวเป็นหางว่าว ก่อนที่จะมาโบยบินอยู่ในสวนส้มหวานธนาธรในวันนี้

เด่นเด้งพรมแดง

สีสันการเมืองไทยตอนเข้าสภาวันแรกๆ ต้องบอกเลย พรรคอนาคตใหม่ต้องได้รางวัลดาวรุ่งดวงใหม่ หรือพรมแดงแจ้งเกิด

เพราะนอกจากแฟชั่นสาวช่อที่ถูกอกถูกใจกองเชียร์ ไม่ถูกใจฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยวาทกรรม “สภาอันทรงเกียรติ” แล้ว ในส่วนของ 4 ส.ส.กลุ่ม LGBT ของพรรคส้ม ก็ขโมยซีนไปได้ไม่น้อย เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้แต่งกายตามเพศสภาพ

กล่าวคือในส่วนของ ครูธัญ เลือกที่จะแต่งกายตามเพศสภาพชาย แต่ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน เลือกแต่งกายตามเพศสภาพหญิง ส่วน ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อหญิง เลือกแต่งกายตามเพศสภาพชาย และ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.หญิง เลือกที่จะแต่งกายตามเพศสภาพชาย

แน่นอนสิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ จนครูธัญต้องออกมาบ่นกลับในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้านี่คือความไม่คุ้นชินของสังคม เรายังหัวเราะกับคำว่าอีกะเทย อีตุ๊ด อีดำ อีบ้านนอก อีชาวดอย อีเตี้ย อีอ้วน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่เราเป็นประชาชนเหมือนกัน มันคือความเกลียดชังไม่ใช่หรือ พวกเราคือประชาชนเหมือนคุณทุกคน”

ยิ่ง กอล์ฟ ธัญญ์วาริณ ด้วยแล้ว รายนี้จัดเต็มตั้งแต่วันแรกที่ไปรายงานตัวด้วยสูทสีส้ม กระโปรงลายสีฟ้า รองเท้าสีเขียว ผมสีทองผูกจุก สังคมวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลว่าแบบนี้ก็ได้หรือ จนเจ้าตัวก็ปรับลุคมาสวมสูทดำแต่ก็มีกิมมิก ดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่สื่อว่าฉันนี่แหละมั่น !

แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวีรกรรมจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะถ้าถามผลงานเด่นคู่นี้ก็พอมี

วีรกรรมส.ส.

แน่นอนมาในนามส.ส.กลุ่ม LGBT ภารกิจต้องไม่ใช่แค่มานั่งสวยเพิ่มที่นั่งให้พรรคแน่ๆ และพรรคก็มีแนวทางอุดมการณ์ว่า “คนเท่ากัน” เป็นธงอยู่แล้ว

งานแรกที่คนให้ความสนใจคือ การที่ ส.ส.อนาคตใหม่กลุ่มนี้ เดินหน้าเพื่อขอจัดตั้งคณะกรรมาธิการสามัญสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ แยกจาก คณะกรรมาธิการสามัญ กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ  แต่ข้อเสนอนี้ถูกตีตกจน กอล์ฟ ธัญญ์วาริน ต้องออกมาแถลงข่าวทั้งน้ำตา

จนกระทั่งมาถึงวีรกรรมล่าสุด ที่ทำเอาคนไทยหลายคนร้อง “อุ๊ตะ” ไม่ใช่เรื่องของการยื่นหนังสือเกี่ยวกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมในด้านกฎหมายที่จะคุ้มครองการสมรสในครอบครัวเพศหลากหลาย แต่เป็นเหตุการณ์หลังจากนั้นกับการจุมพิตเป็นสัญลักษณ์ของคู่รักชายราวกับเพื่อเฉลิมฉลองพิธีกรรมนี้

งานนี้อย่างที่เห็นว่า ทั้งกองเชียร์ และกองแช่ง น่าจะรุมสับพร้อมๆ กัน เพราะเรื่องนี้ต่อให้เป็นชายหญิง ยังไงก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี ภาพที่ มุกดา พงษ์สมบัติ ประธาน กมธ.ชุดเดียวกัน ต้องออกมาขอโทษสังคมพร้อมบอกว่าถึงกับนอนไม่หลับ ดูแล้วน่าเห็นใจ

ส่วนกองรักกันจริง ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ในห้วงที่พรรคส้มหวานงานเข้าขนาดนี้ สอง ส.ส.คนดังยังมาก่อเหตุเพิ่มเข้ามาอีก ล่าสุด เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สรศักดิ์ เพียรเวช ถึงกับออกปากว่า รับไม่ได้ และว่าจะมีการพิจารณาว่าควรมีการกำหนดบทลงโทษด้วยหรือไม่

เสียดาย ช่วงนี้ “เอ๋ ปารีณา” สงบปากคำไปเยอะ ไม่งั้นน่าจะโดนจัดหนักเป็นพาดหัวให้คนไทยได้ฮาอีกชัวร์ เพราะนี่มันในสภาไทย

ส.ส.LGBT โดยเฉพาะ หัวหอกพรรคอนาคตใหม่ที่นับเป็นถึงครูบาอาจารย์และคนทำงานมือรางวัล…ถ้าจะทำอีเวนต์ประเด็นสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ต้องคิดใหม่ทำใหม่ให้ไฉไล เริด และดูแพงกว่านี้

เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’

18 ธันวาคม 2562 – 19:05 น.
เส้นทางชีวิต,เด็กชายขอบ,นางสาวแสงอ่อง ลุงอู,ราชมงคลพระนคร,แบรนด์เสื้อผ้า
เปิดอ่าน 1,945 ครั้ง

มีเงินใช้จ่ายเพียงวันละ 50 บาท รู้สึกหมดความหวังที่จะได้เรียนต่อ ติดตามแต่เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’ เป็นของตัวเอง

   “เพราะชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยาก หากเกิดจากความพยายาม” หากเปรียบคำนิยามนี้กับชีวิตเด็กสาวชาวไทใหญ่ นางสาวแสงอ่อง ลุงอู นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีเสื้อผ้า หลักสูตรเทียบโอน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  ที่มุ่งมั่นเดินทางไกลราว 1,000 กิโลเมตร จากหมู่บ้านชายขอบดินแดนไทย-พม่า สู่กรุงเทพมหานคร อดทนต่อสู้กับอุปสรรคเพื่อทำตามความฝัน โดยหวังว่าการศึกษาจะสามารถเป็นบันไดต่อยอดชีวิตให้ดีกว่าเดิม

อ่านข่าว :  สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

นางสาวแสงอ่อง ลุงอู เล่าว่า เกิดและเติบโตที่ชุมชนไทใหญ่ในศูนย์พักพิง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอพยพมาจากรัฐฉาน พ่อประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป (เกษตรกรรม) ปลูกกระเทียม พริก และรับซ่อมระบบประปาในหมู่บ้าน ส่วนแม่มีอาชีพทอผ้า

     ตั้งแต่เด็กเห็นความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากของพ่อแม่มาตลอด จึงช่วยทำงานมาตลอดไม่ว่าจะรับจ้างเก็บพริก ปลูกกระเทียม รวมถึงเก็บผักไปขายในหมู่บ้านเพื่อเป็นค่าขนม และพยายามหาโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือให้สูง เพื่อหวังนำความรู้ไปช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนต่อไป 

เส้นทางชีวิตของ แสงอ่อง ก่อนที่จะเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ จากนั้นไปศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาบัญชี ที่สารพัดช่างเชียงใหม่ ศูนย์การเรียนรู้วัดดอนจั่น เป็นโรงเรียนประจำอาศัยอยู่กินในวัด

เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ สาขาเทคโนโลยีแฟชั่นและสิ่งทอ โดยมีอาจารย์ต่างชาติที่เข้ามาเป็นอาจารย์อาสาที่ศูนย์การเรียนรู้ช่วยเหลือทุนเล่าเรียน (Stu and The Kids)

แสงอ่อง  เล่าอีกว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเรียนที่ มทร.พระนคร นับเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และเข้ามาเรียนในเมืองหลวง โดยอาจารย์ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ซึ่งจบการศึกษาจาก มทร.พระนคร แนะนำให้มาเรียนต่อด้านสิ่งทอที่นี่ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และมีหลักสูตรที่สามารถเทียบโอนได้

      แสงอ่อง เล่าว่า  ช่วงแรกที่เข้ามาเรียนต้องปรับตัวหลายอย่าง เพื่อให้เข้ากับสังคมเมืองใหญ่ ส่วนด้านการเงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องประหยัดและอดออม เพราะไม่สามารถขอทุนจากมหาวิทยาลัยฯ หรือกู้ยืมทุน กยศ. ได้ เนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน

             “ตอนนั้นมีเงินใช้จ่ายเพียงวันละ 50 บาท รู้สึกหมดความหวังที่จะได้เรียนต่อ เพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งเป็นค่าเล่าเรียน รู้สึกเสียใจ แต่ไม่ท้อ พยายามมองหาช่องทางตลอด จนกระทั่งอาจารย์ทางคณะทราบเรื่องของตน จึงเข้ามาช่วยเหลือจัดหาทุนการศึกษาให้ ซึ่งเป็นทุนจากสมาคมศิษย์เก่าพณิชยการพระนคร อีกทั้งอาจารย์บางท่านได้ว่าจ้างให้ช่วยตัดเย็บชุดเพื่อเป็นรายได้เสริม จึงทำให้มีเงินพอจุนเจือชีวิตต่อได้ รู้สึกขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้โอกาสนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผลการเรียนของ แสงอ่อง แม้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาเสมอ แต่ไม่เคยคิดว่าที่ต้องตั้งใจเรียนเพราะยากจน แต่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสและมีผู้มอบโอกาสให้แล้ว ควรทำให้ดีที่สุดในทุกวัน และไม่คิดหยุดความฝันในการมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตนเอง รวมถึงวันที่ทำให้ครอบครัวภูมิใจที่สุด คือการคว้าใบปริญญาและนำความรู้ที่มีกลับไปช่วยครอบครัว ช่วยพัฒนาบ้านเกิด ช่วยให้น้อง ๆ ในชุมชนไทใหญ่ได้มีโอกาสที่ดีเหมือนที่ตนได้รับ

      “ฝากถึงทุกคนที่โชคดีมีเงินพร้อมให้ตั้งใจเรียน หมั่นศึกษาหาความรู้ อยากให้ทุกคนค้นหาตัวเองให้เจอ เพราะหากเรียนไปเรื่อยเปื่อยเราจะเสียเวลาไปในแต่ละวันแต่หากเรามีจุดหมายจะทำให้เราเดินได้เต็มที่และไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว และมีทิศทาง” บัณฑิตป้ายแดง กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ด้าน รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ รักษาราชการแทนอธิการบดีราชมงคลพระนคร  กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมและให้โอกาสทางการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้มีการมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาและแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา เป็นประจำทุกปี โดยหวังส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาของนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไป

ชีวิตคือการเดินทาง หากมีเป้าหมายในชีวิตหรือความฝัน การเดินต้องเดินอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเดิน ไม่หยุดความฝัน เหมือน “นางสาวแสงอ่อง ลุงอู” สาวไทใหญ่ ที่เธอฝันจะมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง