อัยการฟ้อง ปารีณา ครอบครองอาวุธสงคราม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403152?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อัยการฟ้อง ปารีณา ครอบครองอาวุธสงคราม

6 ธันวาคม 2562 – 17:52 น.
อัยการ,ฟ้อง,ปารีณา,ครอบครองอาวุธสงคราม
เปิดอ่าน 7,051 ครั้ง

อัยการฟ้อง ปารีณา ร่วมครอบครองอาวุธปืนสงคราม ศาลรับฟ้องและนัดพร้อมสอบคำให้การจำเลย 27 ม.ค. ปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 18 พ.ย.62 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสัชญาหรือขวัญ สถิรพงษะสุทธิ อายุ 44 ปี และนางปารีณา ไกรคุปต์ อายุ 43 ปี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ประเภทปืนกลเล็ก และกระสุนชนิดระเบิดเจาะเกราะซึ่งไม่ใช่ชนิดและขนาดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ โดยมีไว้ในครอบครอง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7,8 ทวิ , 55 , 72 ,72 ทวิ , 78 พ.ร.บ.อาวุธปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืนฯ พ.ศ.2522 มาตรา 6 และฉบับ พ.ศ.2530 มาตรา 3 พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15,42 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 , 140 , 371

โดยคำฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยเป็นพลเรือน ร่วมกับพวกอีก 1 คนที่เป็นพลเรือนซึ่งยังหลบหนี ได้ร่วมกันมีอาวุธปืน วัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นความผิดที่เหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม

โดยระหว่างวันที่ 29 พ.ค.-15 ก.ค.57 จำเลยกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันมีอาวุธปืนกลเล็ก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน ซึ่งเป็นลูกกระสุนระเบิดยิงชนิดระเบิดเจาะเกราะ จำนวน 19 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามซึ่งไม่ใช่ประเภท ชนิด และขนาดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2,3 ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

ขณะที่วันที่ 15 ก.ค.57 ซึ่งเป็นวัน-เวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนี มีกล้องส่องเวลากลางคืนจำนวน 1 ชุด , เสื้อเกราะกันกระสุนจำนวน 1 ตัว และหมวกเกราะกันกระสุน จำนวน 1 ใบ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม และจำเลยยังพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .38  SUPER เครื่องหมายทะเบียน กท 4507271 จำนวน 1 กระบอกซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กับกระสุนปืนออโตเมติกจำนวน 31 นัด และอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์กับกระสุนปืนลูกกรดจำนวน 8 นัด ติดตัวไปใน ซ.สมคิด ถ.เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้พกพา เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. อันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก

ซึ่งศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3041/2562 และกำหนดนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 27 ม.ค.63 เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับกรณีดังกล่าวเป็นการโอนคดีฟ้องมาจากศาลทหารกรุงเทพ โดยนายสัชญาหรือขวัญ สถิรพงษะสุทธิ นั้นเป็นข่าวถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 ก.ค.57 ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกหลังการยึดอำนาจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล จับกุมนายสัชญา ได้พร้อมอาวุธปืนสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง

สมศักดิ์ วอนควรจบเรื่อง งูเห่า ชี้ 3 ป. ไม่ออกฤทธิ์แถวไม่ตรง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403150?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สมศักดิ์ วอนควรจบเรื่อง งูเห่า ชี้ 3 ป. ไม่ออกฤทธิ์แถวไม่ตรง

6 ธันวาคม 2562 – 17:49 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,งูเห่า,พรรคเพื่อไทย,ภูมิธรรม เวชยชัย,3 ป
เปิดอ่าน 597 ครั้ง

สมศักดิ์ สวน พท. อ้างเอาคดีแลก งูเห่า เป็นการสร้างรั้วขวางทางเดิน ส.ส. ในสภาฯ เชื่อ ไม่มีอยู่จริง วอน ควรจบได้แล้ว

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ที่ ทำเนียบรัฐบาล  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาระบุว่า มีการนำคดีความไปแลกกับการเป็นงูเห่า

ในฐานะดูแลกระทรวงยุติธรรมทราบเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ว่า คำว่างูเห่าตนได้ยินมานานหลายเดือนแล้ว บางครั้งบอกว่ามีงูเห่า 20 บ้างหรือ 30 คนบ้าง แต่ครั้งนี้มีคนยกมือให้รัฐบาล 10 คน จะไปบอกเขาเป็นงูเห่าได้อย่างไร เขาอาจจะมองว่าเหตุผลที่ช่วยยกมือสนับสนุนเป็นคุณกับทางรัฐบาล ทำให้เกิดความมั่นคง และการที่บอกว่าเอาคดีความไปแลก พูดอย่างนั้นจะเป็นการสร้างรั้วที่ขวางทางเดินของ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลในเรื่องคดีความและกระบวนการยุติธรรม ตนไม่อยากให้เอามาพูด ถ้าเอามาพูดว่าบางคนเข้ามาสู่คดีความใกล้คุก และศาลถือเป็นความหมิ่นเหม่ เราอย่ามาพูดกันเรื่องนี้ ขอให้พูดเรื่องอื่นที่เป็นเหตุผล

“ผมเห็นหลายคน หลายท่านฝั่งรัฐบาลก็ถูกคดีความ ศาลออกหมายจับทั้งที่เป็น ส.ส. ฉะนั้นผมไม่เชื่อว่าเป็นงูเห่า หรือมีงูเห่า เพราะตัวเลขที่ออกมาแต่ละครั้งไม่ตรง ยืนยันไม่ใช่เรื่องงูเห่า ได้อะไรไป หรือไปแลกเปลี่ยนคดีความ ผมว่าไม่ใช่ ฉะนั้นเรื่องงูเห่าควรจบได้แล้ว” นายสมศักดิ์ กล่าว

อ่านข่าว – ดูไบขยับ งูเห่า พล่าน แผนเอื้ออาทร

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเศรษฐกิจใหม่มาร่วมรัฐบาลด้วยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยินดีต้อนรับหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กฎเกณฑ์ทางกฎหมายตนคิดว่ามาไม่ได้ง่ายๆ เรื่องกฎหมายตนไม่ถนัดรายละเอียด ไม่ค่อยมีความรู้

เมื่อถามถึงเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถามใครคงตอบไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของ นายกฯ ที่จะต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้ ถ้า นายกฯ คิดว่าดีแล้ว ไหว นายกฯ ก็ดำเนินการไปตามที่คิดเห็นเช่นนั้น ตนไม่สามารถตอบแทนได้ ทั้งนี้ ต้องขอบคุณพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่ยกมือให้รัฐบาลถึง 4 คน และตนไม่ทราบว่ามีการประสานกับพรรคเศรษฐกิจใหม่หรือไม่ เขาอาจจะมีความเห็นของเขา เพราะเขาก็เป็น ส.ส. อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในเรื่องการคุมเสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาล ควรจะต้องมีการปรับปรุงคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) หรือตัวประธานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถควบคุมได้ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนว่าวิปรัฐบาลทำดีแล้ว เพราะเสียงมีจำนวนปริ่มแบบนี้ คนเป็นวิปรัฐบาลเหนื่อยพอสมควร น่าจะให้กำลังใจกันมากกว่า อย่าไปโทษวิปรัฐบาลเลย เราต้องโทษเรื่องอื่นมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ถ้า 3 ป. ไม่ออกฤทธิ์ พรรคร่วมฯ คงทำงานไม่ได้ราบรื่นขนาดนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า 3 ป. ก็ต้องออกฤทธิ์อยู่แล้ว ถ้าไม่ออกก็ไม่เข้าแถวกัน แถวไม่ตรง ถือเป็นเรื่องดีที่หัวหน้ารัฐบาลออกมาพบปะพูดคุยกันบ้าง ซึ่งทุกรัฐบาลก็มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่รัฐบาลครั้งแรก

อ่านข่าว – เพื่อไทยแถลงการณ์ ตั้งกรรมการสอบ ส.ส. พรรค กรณี งูเห่า

เมื่อถามถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า การเมืองในขณะนี้เป็นการเมืองถอยหลังย้อนอดีตไปเกือบ 40 ปี เป็น “Money Politics” ที่ใช้อำนาจอธรรมและเงินเป็นเครื่องมือ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าท่านเอาอะไรมาพูด แต่ตนเห็นว่าการเมืองทุกยุคทุกสมัยเหมือนกันหมด อย่าไปว่าใครเป็นอะไรเลย อย่าไปว่ากัน เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักดีกว่า

บิ๊กตู่ เน้นย้ำที่ประชุม นบข. พิจารณาเรื่องข้าวให้ครบวงจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ เน้นย้ำที่ประชุม นบข. พิจารณาเรื่องข้าวให้ครบวงจร

6 ธันวาคม 2562 – 17:26 น.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ข้าว,กพอ,นบข,ประกันราคาข้าว
เปิดอ่าน 394 ครั้ง

บิ๊กตู่ ย้ำที่ประชุม นบข. ชี้ ให้ความสำคัญ ประกันราคา – ช่วยค่าเกี่ยว ฝาก ส.ส. – ส.ว. ผ่านงบฯ วาระ 2 – 3

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ที่ ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ว่า

ทุกคนก็ได้เห็นในวันนี้ รัฐบาลพยายามทำอย่างเต็มที่ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งเครือข่ายภาคและจุลภาค ในช่วงเช้าประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หลายอย่างคืบหน้า ที่ทำเพื่ออนาคตของเรา รัฐบาลให้ความสนใจทุกระดับ เศรษฐกิจของประเทศมีหลายส่วน ทั้งมหาภาคและจุลภาค ซึ่งจุลภาคของเรามีหลายอาชีพ วันนี้ให้ความสำคัญเรื่องเกษตรกรที่ต้องเจอปัญหาเรื่องภัยแล้ง อุทกภัยในภาคต่างๆ โดยตนให้ รมว.มหาดไทย ไปตรวจเยี่ยมหาวิธีการแก้ไข ทั้งน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนราธิวาส สุไหงโก-ลก ซึ่ง รมว.มหาดไทย ไปดูแลแทน นายกฯ ซึ่งตนได้ฝากความห่วงใยไปด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องของเกษตรกรวันนี้ได้อนุมัติมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมากพอสมควร เฉพาะเรื่องข้าวตนได้เน้นในที่ประชุมให้พิจารณาการทำข้าวครบวงจร จากแผนงานที่มีอยู่แล้วเดิม

อ่านข่าว – บิ๊กตู่ ขู่ซ้ำ เมื่อไหร่ทำงานกันไม่ได้ปรับ ครม.

ซึ่งวันนี้เราให้ความสำคัญกับการประกันราคาข้าว และมีมาตรการช่วยเหลือการเก็บเกี่ยว มาตรการดูแลโรงสี การรับซื้อข้าว และการเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง ซึ่งมีมาตรการออกมาหมดแล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องทยอยดำเนินการ ซึ่งเมื่อนำเข้า ครม. เรียบร้อยแล้ว ต้องไปพิจารณาในเรื่องของวงเงิน ที่รัฐบาลสามารถใช้ได้

“อยากฝากไปถึงบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายในการพิจารณางบประมาณวาระ 2 และ 3 ทั้งในส่วนของ ส.ส. และ ส.ว. ต้องดูแลตรงนี้ให้สามารถผ่านไปได้ด้วยดี ไม่อย่างนั้นจะเอาเงินต่างๆ มาใช้ไม่ได้ ก็เดินหน้าไม่ได้ แล้วใครเดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลเข้ามาทำเพื่อประชาชน วันนี้ขอให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปก่อน วันหน้าจะดีขึ้นเอง” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องอ้อย มันสำปะหลัง ประมง ข้าวโพด ทุกอย่างต้องใช้เงิน ต้องย้อนกลับไปว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน เข้าวงจรได้อย่างไร วันนี้จากสถานการณ์ข้าวโลก การขายข้าวต้องฟังเหตุฟังผล เราส่งออกได้น้อยเกิดจากสาเหตุอะไร ไม่ได้มีสาเหตุจากเราคนเดียว บางทีก็มีการนำข้าวในสต็อกมาขาย บางประเทศก็ซื้อข้าวมาเก็บไว้จำนวนมาก วันนี้เขาขายข้าวแข่งกับเรา ก็ต้องไปดูว่าจะหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตอย่างไร อย่างปัญหาโรคไหม้คอรวงข้าวกำลังให้แก้ไขอยู่ตอนนี้ หลายพื้นที่ใช้เครื่องเก็บเกี่ยวและบางพื้นที่ปลูกข้าวไม่พร้อมกัน มีสุกและไม่สุก พอรถเกี่ยวมาก็เกี่ยวทั้งสุกและไม่สุก ก็ทำให้ข้าวถูกลดราคาไป เพราะข้าวมีความชื่นเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นทุกคนต้องเรียนรู้ไว้ และอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจตรงนี้

สุชาติ ไม่รู้ ไวพจน์ ดอดเข้าร่วมประชุมสภาฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุชาติ ไม่รู้ ไวพจน์ ดอดเข้าร่วมประชุมสภาฯ

6 ธันวาคม 2562 – 16:31 น.
สุชาติ ตันเจริญ,ชวน หลีกภัย,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,สรศักดิ์ เพียรเวช
เปิดอ่าน 87 ครั้ง

สุชาติ บอก ไวพจน์ ยังเป็น ส.ส. เข้าประชุมสภาฯ ได้ หาก ตร. มีหมายขอจับกลางสภาฯ ได้ทันที

รัฐสภา 6 ธันวาคม 2562  นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวต่อกรณีที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้ตรวจสอบกรณีที่ให้ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส. กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าร่วมประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งที่เป็นผู้ที่ถูกศาลออกหมายจับ ว่าตนฐานะประธานในที่ประชุมสภาฯ วันดังกล่าว ไม่ได้รับเอกสารจากศาลต่อประเด็นดังกล่าว อีกทั้ง นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ ฐานะฝ่ายธุรการที่ต้องประสานงาน ไม่ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวมายังประธานหรือรองประธานสภาฯ ดังนั้น ตนไม่มีโอกาสจะทราบว่าใครทำอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากทางศาล เพราะทางสภาฯ​ ยังไม่ได้ทำรายงานถึงตน ส่วนกรณีการจับกุมนั้นไม่ใช่หน้าที่ของสภาฯ แต่เป็นตำรวจที่ต้องดำเนินการ หากจะเข้ามายังรัฐสภาเพื่อจับกุม สามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตจากประธานสภาฯ เพราะสถานะของ พ.ต.ท.ไวพจน์ ยังเป็น ส.ส.

“วันประชุมสภาฯ ที่ 4 ธันวาคม ผมไม่ทราบข่าว และยังไม่มีข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากทางการต่อทางการ

อ่านข่าว – ปัด พปชร. ช่วย ไวพจน์ เข้าสภาฯ

อย่างน้อยที่สุดตำรวจโทรสารมาบอกทางเลขาสภาฯ และเลขาสภาฯ รายงานมายังประธานสภาฯ ทั้งนี้ ประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าเพราะต้องการช่วยคนของรัฐบาลนั้น ข้อเท็จจริงหากผมรู้จะอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่ผมไม่ทราบ รวมถึงหน้าที่การจับกุม ไม่ใช่หน้าที่ของประธานสภาฯ หากนักข่าวรู้ทำไมถึงไม่แจ้ง” นายสุชาติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมสภาฯ​ สัปดาห์หน้า พ.ต.ท.ไวพจน์ เข้าร่วมประชุมได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า สถานะของ พ.ต.ท.ไวพจน์ ยังเป็น ส.ส. จึงสามารถเข้าร่วมประชุมได้ และตำรวจสามารถจับกุมได้หากมีหมายจับ แต่ต้องขออนุญาตจากประธานสภาฯ และแสดงแจ้งจับ

ส.ป.ก.ขีดเส้น 7 วัน ปารีณา คืนที่ 628 ไร่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403129?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

 ส.ป.ก.ขีดเส้น 7 วัน ปารีณา คืนที่ 628 ไร่

6 ธันวาคม 2562 – 16:21 น.
สปก,ขีดเส้น 7 วัน,ปารีณา คืนที่ 628 ไร่
เปิดอ่าน 1,672 ครั้ง

ส.ป.ก.มีมติให้ เอ๋ -ปารีณา คืนที่ดินภายใน7วัน 628 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. ชี้ชัดไม่มีสิทธิ์ความเป็นเกษตรกร พร้อมสั่งให้รื้อถอน เล้าไก่ทั้งหมด

วันนี้ (6 ธ.ค.62) นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  หรือ ส.ป.ก. เผยว่าจากกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.ราชบุรี ครอบครองที่ดินโดยใช้หลักฐานเป็น ภบท.5 ในเขตตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต พรฎ. กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินนั้น ทาง ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและระเบียบที่เกี่ยวข้อง  โดยได้คำนึงถึงปฎิรูปที่ความถูกต้อง โปร่งใสและให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายมีการตรวจสอบต่อเนื่องตามขั้นตอน อย่างละเอียดตั้งแต่วันที่ 14-15 พ.ย.62 ส.ป.ก. มอบหมายเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน   ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่และสอบถามผู้ปกครองท้องที่ (ขอบเขตในแผนที่) เกี่ยวกับการถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยลักษณะการทำประโยชน์ ได้แก่ เลี้ยงไก่ โค ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ โรงเรือน สระน้ำ

จากนั้นวันที่ 15 พ.ย. 62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้งเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตฯ รายแปลง ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อขอตรวจสอบการทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีเกษตรกรมาให้ข้อมูล จำนวน 9 ราย  จากทั้งหมด 14 ราย โดยเกษตรกรทั้ง 9 รายยังเป็นผู้ถือครองและทำประโยชน์ด้วยตนเอง

จนวันที่ 18 พ.ย. 62 ส.ป.ก. มีคำสั่ง ที่ 1303/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จังหวัดราชบุรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีหนังสือแจ้ง น.ส.ปารีณาฯ ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ  ผลปรากฏว่า ไม่มีผู้รับ บ้านปิด ไปรษณีย์ไม่สามารถนำจ่ายได้

วันที่ 20 พ.ย. 62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการปักป้ายแสดงพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ของ ส.ป.ก. ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

วันที่ 22 พ.ย. 62 ส.ป.ก. จัดประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จังหวัดราชบุรีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งที่ 1/2562 ซึ่งมติประชุมเห็นชอบมอบหมายให้ ส.ป.ก. ราชบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่เป้าหมาย กำหนดให้ ส.ป.ก.ราชบุรี รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมายังคณะทำงานฯ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2562 เพื่อเสนอคณะทำงานฯ พิจารณาแนวทางการดำเนินงานในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นั้น
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า น.ส.ปารีณาฯ มีหนังสือแจ้ง ส.ป.ก. ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งทางส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานฯ และตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลแล้ว ปรากฎว่า นางสาวปารีณาฯ มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมการบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด ซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้มีสิทธิจะได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. ดังนั้น ส.ป.ก.จึงมีแนวทางการดำเนินการโดยส.ป.ก. จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณาฯ คืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก. นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแล้วจะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไปซึ่งหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณาฯ ไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย

อนึ่ง สรุปที่ดิน น.ส. ปารีณา ถือครองทำประโยชน์ เนื้อที่ 682ไร่ เข้าครอบครองเมื่อประมาณปี 2548-2549 โดยได้รับมาจากบิดา ดังนี้
– แปลง No.73 เนื้อที่ 417 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการทำโรงเลี้ยงไก่
– แปลง No.75 เนื้อที่ประมาณ 190 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
– แปลง CL.424 เนื้อที่ประมาณ 48 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
–  แปลง No.74 เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่ ซึ่งที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่งส.ป.ก. ได้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว รวม 14 ราย 15 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 491 ไร่ (ทิศเหนือ)  และที่ดินแปลงย่อยบริเวณที่ติดถนนสายจอมบึง-ชัฏป่าหวาย ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินที่ น.ส.ปารีณาฯ ถือครอง มีผู้ถือครองจำนวน 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ 222 ไร่

บิ๊กแดง ปลุก รด. พร้อมกลับมารับใช้ชาติ แม้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กแดง ปลุก รด. พร้อมกลับมารับใช้ชาติ แม้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร

6 ธันวาคม 2562 – 16:18 น.
อภิรัชต์ คงสมพงษ์,รด,ผบทบ,เกณฑ์ทหาร,บิ๊กแดง
เปิดอ่าน 334 ครั้ง

วันกระทำสัตย์ปฏิญาณตน – สวนสนาม นักศึกษาวิชาทหาร บิ๊กแดง ปลุก รด. พร้อมกลับมารับใช้ชาติ แม้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน – บูรพกษัตริย์ไทย

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ที่ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย – ญี่ปุ่น)  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหารส่วนกลางทั้งชายและหญิง จำนวน 1,134 คน เนื่องในวันนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.)

เพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารได้กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับสูงและประชาชนว่าจะยึดอุดมการณ์และดำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อแสดงออกถึงพลังของนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งเป็นกำลังพลสำรองของชาติ โดยมี พล.ท.ปราการ ปทะวานิช ผู้บัญชาการหน่วยบัญชารักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นประธานตรวจพลสวนสนามโดยรถยนต์ จากนั้นรับการเคารพที่แท่นพิธีก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหารทั้งชายและหญิง จำนวน 1,134 คน โดยจัดเป็น 4 กรม 8 กองพัน ประกอบด้วย กองพันเดินสวนสนาม 6 กองพัน และกองพันวิ่งสวนสนาม 2 กองพัน พร้อมทั้งร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา

อ่านข่าว – ลัทธิชังชาติกับม็อบฮ่องกงความเหมือนที่ไม่แตกต่าง

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า นักศึกษาวิชาทหารเป็นส่วนหนึ่งในระบบการเตรียมกำลังและเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพ ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกำลังประจำการเมื่อสถานการณ์จำเป็นต่อการป้องกันประเทศ จึงถือเป็นกำลังสำคัญที่จะเสริมสร้างความพร้อมรบให้กับกองทัพให้มีศักยภาพและเป็นหลักประกันของชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการศึกษาวิชาทหารที่เรียนครบตามหลักสูตรแล้วจะทำให้ท่านทั้งหลายได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ แต่ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังทหารและกำลังสำรองเพื่อให้พร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ อีกทั้งการขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

อ่านข่าว – ภาพสุดประทับใจบิ๊กแดงแชะเองเลย

ตลอดจนการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ นักศึกษาวิชาทหารต้องตระหนัก เพราะทุกคนต้องเจริญเติบโตต่อไปเพื่อประกอบอาชีพสุจริตและต้องระลึกเสมอว่าทุกคนต้องพร้อมที่จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติทดแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดที่บูรพกษัตริย์ไทยในอดีตกาลได้ปกป้องสร้างชาติไทยร่วมกับบรรพบุรุษของพวกเราจนมาเป็นไทยทุกวันนี้

ปิยบุตร ชี้คดีเงินกู้อนค.กกต.เร่งผิดปกติ-มีขบวนการชี้นำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปิยบุตร ชี้คดีเงินกู้อนค.กกต.เร่งผิดปกติ-มีขบวนการชี้นำ

6 ธันวาคม 2562 – 15:18 น.
ปิยบุตร,คดีเงินกู้อนค,กกตเร่งผิดปกติ-มีขบวนการชี้นำ
เปิดอ่าน 149 ครั้ง

  ปิยบุตร ชี้คดีเงินกู้ อนาคตใหม่ ส่งหลักฐานแล้ว แต่บางรายการต้องใช้เวลามาก ตั้งข้อสังเกต กกต. เร่งรัดผิดปกติ – คาดมีขบวนการโจมตีใช้สื่อชี้นำให้เหมือนมีพิรุธ

 “ปิยบุตร” ชี้คดีเงินกู้ส่งหลักฐานแล้ว-แต่บางรายการต้องใช้เวลา
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวในประเด็นสำคัญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการให้ข่าวในทางเสียหายต่อพรรคอนาคตใหม่ กรณีพรรคกู้ยืมเงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และกรณีการดำเนินการต่อ ส.ส.ที่ไม่โหวตตามมติพรรค โดยระบุว่า คดีเงินกู้นั้น คาดว่า กกต.จะพิจารณาและมีมติเพื่อดำเนินการต่อไป 11 ธ.ค.

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า โดยคดีนี้ เริ่มต้น 8 ก.ค. ซึ่ง กกต.ได้มีหนังสือเชิญบุคคลไปชี้แจง ทั้งนี้ หัวหน้าพรรค เหรัญญิก และตนเองได้เดินทางไปพบ ต่อมา กกต.ได้ขอเอกสารจำนวนมาก ซึ่งเราส่งไปแล้วหลายรายการ เช่น สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน สำเนาหลักฐานการชำระหนี้เงินกู้ สำเนาแสดงการบริจาคสำหรับการบริจาค 5,000 บาทขึ้นไป แต่ยังมีอีกหลายรายการต้องใช้เวลา เช่น สำเนาบัญชีรายวันแสดงรายรับรายจ่าย สำเนาบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคยอดต่ำกว่า 5,000 บาท สำเนาบัญชีแยกประเภท และสำเนาบัญชีแสดงรายรับและหนี้สิน ซึ่งทั้งหมดนี้ กกต. ขอย้อนหลังถึง 9 เดือน
“พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคมวลชน มีศูนย์ประสานงานทั่วประเทศ มีรับบริจาคขายของ มีกิจกรรมระดมทุนเยอะมาก ต้องขอขยายเวลาเพื่อเตรียมเอกสารเหล่านี้ 2-3 เดือน แต่ กกต.ไม่ยอม ยืนยันว่าจะให้ส่งในวันที่ 2 ธ.ค.” นายปิยบุตร กล่าว

***ตั้งข้อสังเกตเร่งรัดคดี – งงเรียกเอกสารมากมายทั้งที่ไม่เกี่ยว
นายปิยบุตร กล่าวว่า เอกสารที่ กกต. ขอเรามา ประมาณการรวมแล้ว 90 แฟ้ม แฟ้มละ 3 นิ้ว เอกสารนำมาวางกอง สูง 3 เมตร ซึ่งจากระยะเวลาทั้งหมดที่ กกต.ร้องขอ คือให้ส่งใน 2 สัปดาห์ เราต้องสำเนาและลงนามกำกับทั้งหมด ถามว่าใครจะทำทัน นี่เป็นเหตุสุดวิสัย และไม่ใช่ว่าเราไม่ส่ง เราส่งแล้วแต่ยังไม่ครบ เพราะต้องใช้เวลา นี่ยังไม่รวมข้อกฎหมาย ซึ่งเอกสารเหล่านี้พรรคการเมืองต้องส่งให้ กกต.ช่วงเดือน เม.ย.ทุกปีอยู่แล้ว โดยต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชีลงนามรับรอง ซึ่ง กกต.สามารถตรวจสอบในช่วงนั้นได้ จึงเป็นข้อสังเกตว่า เร่งรัดอะไรขนาดนี้ เราส่งให้แน่ แต่สำเนาเอกสารเยอะถึง 90 แฟ้มต้องขอเวลา แต่ที่สำคัญคือ เรื่องเอกสารเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับคดีด้วย เพราะคดีนี้คือเกี่ยวกับการกู้เงินของพรรคการเมืองว่าทำได้หรือไม่

***คาดมีกระบวนการโจมตี-ใช้สื่อชี้นำให้เหมือนมีพิรุธ-ผิด
นายปิยบุตร กล่าวว่า คดีเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งเห็นว่ามีการใช้วิธีการพูดผ่านสื่อ แล้วสื่อบางสำนักขยายผลต่อ ทำให้กระบวนการต่างๆ อยู่ในมือสื่อเป็นการชี้นำ เช่น ออกหนังสือทวงเอกสารโดยผ่านการแถลงผ่านสื่อ ซึ่งไม่เคยมีปฏิบัติมาก่อน และตามมาด้วยการปั่นกระแสว่าพรรคอนาคตใหม่เสร็จแน่นอน เพราะไม่ยอมส่งเอกสาร เป็นการกระทำที่มีพิรุธ และก็ปล่อยแหล่งข่าวกล่าวโจมตีว่า กกต.ให้โอกาสแล้ว แต่เราไม่ยอมส่ง ทั้งที่มีประโยชน์กับตนเอง เมื่อไม่ส่งเลยต้องตัดพยาน นี่เป็นการทำคดีให้เกี่ยวพันกับการเมือง ใช้สื่อปั่นไปเรื่อยๆ  ซึ่งความจริงคือ เอกสารที่ขอมานั้นเราส่งแล้วบางส่วน แต่บางส่วนที่ กกต.ขอมา เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะส่งให้ได้ภายในสองสัปดาห์ เรายืนยันพร้อมส่ง แต่ กกต.เร่งแบบนี้ เราทำไม่ทันแน่นอน
“กรณีลักษณะอย่างนี้ ถ้าเป็นการกระทำที่ทำไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ทางพรรคอนาคตใหม่ขอสงวนสิทธิ์ฟ้อง กกต.ในคดีอาญา และคดีแพ่ง ต่อไป ซึ่งท้ายที่สุด เรื่องนี้เราเห็นว่า กกต.ไม่ประเมินความเป็นจริงว่าทำได้หรือไม่ ในการจัดส่งเอกสารตามเวลาที่กำหนด และที่สำคัญ ท่านต้องปรับเรื่องวิธีคิดทางการเมืองใหม่ ต้องไม่คิดว่าพรรคการเมืองจะเป็นแบบเดิมๆ ที่มีนายทุนพรรคไม่กี่คน คนบริจาคพรรคไม่กี่คน มีเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายไม่มาก มีกิจกรรมไม่มาก เรียกตรวจเอกสารได้ง่าย ต้องปรับวิธีคิดเรื่องนี้ใหม่ เพราะพรรคอนาคตใหม่มีคนบริจาคเงินจำนวนมากทั้งจากรายย่อยที่บริจาคหลักร้อยบาท พันบาท จนไปถึงรายใหญ่ที่บริจาคหลักล้าน มีรายได้จากการขายสินค้าระดมทุนจากคนทั้งประเทศ ทำกิจกรรมเยอะมาก เอกสารแบบนี้มีเยอะ ซึ่งก็แปลกใจว่าพอเราโปร่งใส ทำไมมาใช้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จัดการ แต่อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันอีกครั้ง ตามกฎหมายพรรคการเมือง คดีนี้ไม่เกี่ยวกับการยุบพรรคแต่อย่างใด” นายปิยบุตร กล่าว

***จับพิรุธ กกต. – ชี้หลักฐานเรียกตัวคดีหุ้นสื่อเร่งรัดผิดปกติ
ส่วนกรณีนายธนาธร ฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาแผนกคดีทุจริต ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจาก มีการเร่งรัดคดีวีลัคมีเดียอย่างผิดปกติ เร่งร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่กระบวนการสืบสวนในชั้น กกต. ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะ ยังเรียกสอบพยานบุคคลอยู่เลยนั้น และต่อมา กกต.พยายามชี้แจงว่า การเรียกสอบนั้น เป็นการเรียกสอบอีกคดีหนึ่ง คือ ความผิดตามมาตรา 151 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ไม่ใช่คดีถือหุ้นวีลัคมีเดีย นั้น นายปิยบุตร กล่าวว่า กกต. เสนอคำร้องกรณีนายธนาธรมีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากถือหุ้นสื่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 16 พ.ค. แต่ กกต. กลับมีหนังสือเรียกพยานบุคคลมาสอบ ลงวันที่ 17 พ.ค. โดยหนังสือเรียกระบุชัดเจนว่า เป็นการเรียกมาสอบในกรณีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มิใช่ เป็นการเรียกมาสอบในคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 151 พ.ร.ป.เลือกตั้ง แต่อย่างใด นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ กกต. พูดนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เมื่อหนังสือเรียกที่ส่งมาให้ในวันที่ 17 พ.ค. ระบุชัดเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่า กกต.เร่งรัดเสนอคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่กระบวนการสืบสวนในชั้น กกต. ยังไม่แล้วเสร็จ นายธนาธรจึงฟ้อง กกต. เป็นคดีอาญา

***โหวตสวนนโยบายหาเสียงเรื่องใหญ่ – ชี้ครั้งหน้าไม่ส่งแน่
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในกรณี ส.ส.โหวตไม่ตรงมติพรรคนั้น เรื่องนี้ รัฐธรรมนูญรับรองเอกสิทธิ์ในการลงมติไว้ ขณะเดียวกันก็กำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ทำให้พรรคการเมืองขับไล่ ส.ส.ที่โหวตสวนได้ลำบาก เพราะหากขับออกก็ไปหาพรรคใหม่ได้ นี่เป็นอุปสรรคในระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมา มีการโหวตสวนหลายครั้ง พรรคอนาคตใหม่ได้เรียกให้มาชี้แจงไปแล้ว แต่การโหวตสวนกับนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การจัดการมรดก คสช. นี้คือการทำตามนโยบายพรรค สำหรับ ส.ส.ที่โหวตสวนมติพรรคเรื่องนี้ ต้องคิดว่า เขาเลือกคุณเป็น ส.ส.ตามนโยบายพรรค ดังนั้น ควรพิจารณาตัวเองว่า คุณได้รับการเลือกตั้งมาด้วยตัวคุณเอง หรือนโยบายที่แหลมคมของพรรค คุณได้เป็น ส.ส.เพราะเพราะหัวหน้าพรรค แกนนำพรรค หรือทรัพยากรของพรรคที่ลงไปทุ่มให้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา อยากให้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วคิดดูว่าสมควรจะโหวตสวนหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ แน่นอนแล้วว่าครั้งต่อไป พรรคคงไม่ส่งเลือกตั้ง ส่วนจะขับออกจากพรรคหรือไม่นั้น จะอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร และที่ประชุม ส.ส.ของพรรค

***ใช้ กมธ.สามัญลุยศึกษา ม.44 – ร่วม ปชช.นอกสภาทบทวนแก้
นายปิยบุตร กล่าวว่า อีกประเด็นเกี่ยวกับการ ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่ศึกษาการใช้ ม.44 ไม่สำเร็จนั้น ยืนยันว่าในส่วนของ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนที่ตนเป็นประธาน มีขอบเขตที่สามารถทำได้ และจะตั้งคณะทำงานเรื่องนี้ขึ้นมา ขณะเดียวกัน พรรคอนาคตใหม่ก็เตรียมทำงานเรื่องนี้นอกสภา เดินหน้าทำงานกับประชาชนที่เดือดร้อนจากการได้รับผลกระทบจาก ประกาศ และคำสั่งตาม ม. 44 โดยเราจะร่วมกับประชาชน รณรงค์ ยกเลิก ทบทวน แก้ไขประกาศคำสั่ง คสช. 5 ปีที่ผ่านมา การที่รัฐบาลใช้เสียงข้างมากเป็นเทคนิคล้มเรื่องการตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับพรรคอนาคตใหม่ เราจะเดินหน้าทำงานเรื่องนี้ต่อไป

**  พรรคอนาคตใหม่ออกเอกสาร ชี้แจงกรณีข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกเอกสารการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่

วันที่ 6 เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2562

เรื่อง  ชี้แจงกรณีข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกเอกสารการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่

เรียน สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน

ตามรายงานข่าวสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 มีใจความว่า กรณีพรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถส่งเอกสารหลักฐานการกู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ที่ประชุม กกต. เห็นว่า เอกสารที่ กกต. ให้พรรคอนาคตใหม่ ส่งภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เป็นเอกสารที่มีอยู่ในครอบครองของพรรคอนาคตใหม่อยู่แล้ว  และถือเป็นประโยชน์ของพรรคอนาคตใหม่ที่จะยืนยันให้ กกต.เชื่อว่ามีการกู้เงินจริง เมื่อพรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวได้ ถือเป็นผลเสียต่อพรรคอนาคตใหม่เอง ดังนั้น กกต.จึงมีมติตัดพยานหลักฐานที่เหลือ และ กกต.จะพิจารณาเอกสารที่พรรคอนาคตใหม่ส่งมาบางส่วน นั้น

พรรคอนาคตใหม่ขอโต้แย้งดังนี้

1. กกต. ได้ออกหมายเรียกพยานเอกสารจำนวนหลายรายการ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา และพรรคอนาคตใหม่ได้จัดส่งพยานเอกสารบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินให้แก่ กกต. ทั้งสิ้นแล้ว อันได้แก่ สัญญากู้เงิน และหลักฐานการชำระหนี้เงินกู้ เอกสารเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่ามีการชำระหนี้เงินกู้จริง ซึ่งชำระเข้าบัญชีธนาคารของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นมา

2. เอกสารที่พรรคอนาคตใหม่ยังมิได้จัดส่งให้ กกต. นั้น ล้วนเป็นเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินทั้งสิ้น เป็นที่น่าสังเกตว่า กกต. ได้เรียกเอกสารทั้งปวงโดยที่ กกต. ก็ไม่รู้ว่า จะนำเอกสารดังกล่าวไปดูในประเด็นอะไร จึงมีหมายเรียกเอกสารทางการเงินในลักษณะกวาดกองเอกสารทั้งปวงที่พรป.พรรคการเมือง กำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำขึ้นและรายงานต่อ กกต. ปีละครั้งภายในเดือนเมษายนของปีปฏิทินถัดไป เป็นเอกสารตามหมายเรียก อันได้แก่

ก. บัญชีรายวันและแสดงรายได้หรือรายรับและแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย

ข. บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค

ค. บัญชีแยกประเภท

ง. บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน

กกต.เรียกเอกสารดังกล่าวของวันที่ 1 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 โดยทำเป็นสำเนาและลงลายมือชื่อรับรองสำเนาเอกสารทุกหน้า

พรรคอนาคตใหม่ขอเรียนว่า ตามวิสัยและพฤติการณ์ กกต.เรียกให้ส่งเอกสารดังกล่าว โดยไม่คาดหมายว่า จะใช้ประโยชน์จากเอกสารดังกล่าวจริง และไม่คาดหมายว่า พรรคอนาคตใหม่จะส่งเอกสารให้แก่ กกต. ได้ทันหรือไม่ เพราะ กกต. กำหนดระยะเวลาส่งเอกสารสั้นอย่างยิ่ง กล่าวคือ สั่งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 และกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 และต่อมา เมื่อพรรคอนาคตใหม่แจ้งส่งเอกสารบางรายการและผัดส่งเอกสารบางรายการ กกต.ก็ขยายระยะเวลาให้ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ทั้ง ๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่า เอกสารดังกล่าวจะจัดส่งให้ กกต.ได้ พรรคอนาคตใหม่จะต้องได้รับการตรวจรับรองความถูกต้องจาก “ผู้ตรวจบัญชี” เสียก่อน ซึ่งมีกำหนดตรวจปีละหนึ่งครั้ง ก่อนส่งยื่นบัญชีประจำปีให้แก่ กกต.

การที่ กกต. เร่งรัดเอกสารดังกล่าว โดยไม่นำพาว่า จำนวนปริมาณของเอกสารที่ต่อให้สำเนาทั้งวันทั้งคืน และลงลายมือชื่อทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่อาจจัดสำเนาได้ทันระยะเวลาที่กำหนด (ย้ำว่า “สำเนาเอกสาร”) กล่าวได้ว่า เอกสารทั้งสี่รายการแต่ละเดือน เทียบกับปีที่ผ่านมา เมื่อบรรจุลงแฟ้มความจุขนาดสันหนา 3 นิ้ว ข้อมูลเอกสารดังกล่าวจะมีจำนวนประมาณ 10 แฟ้มต่อหนึ่งเดือน จะเห็นได้ว่า กกต.แสร้งเรียกเอกสารที่พรรคอนาคตใหม่ต้องจัดทำส่งให้ กกต อยู่แล้ว ในแต่ละปีภายในเดือนเมษายนของปีปฏิทินถัดไป โดยสร้างภาระให้พรรคอนาคตใหม่จัดทำบัญชีรายการดังกล่าวให้เสร็จภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 จึงแสดงให้ตั้งเป็นปัญหาได้ว่า เป็นการใช้อำนาจโดยสุจริตหรือไม่

3. การที่ กกต. ไม่วินิจฉัยว่า การกู้ยืมเงิน และมีการชำระหนี้เงินกู้กันจริง ตามเอกสารที่พรรคอนาคตใหม่ได้จัดส่งให้ กกต.แล้ว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ในทางตรงข้าม กกต. กลับเรียกเอกสารบัญชีของพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการกู้ยืมเงินกู้ และโดยที่ กกต. ยังไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหาต่อพรรคอนาคตใหม่ หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในเรื่องนี้ ฉะนั้น การตัดพยานของผู้ถูกกล่าวหา สามารถกระทำได้หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่คดีนี้ยังไม่เริ่มการสอบสวนแต่อย่างใด ยังไม่มีผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องหาแต่อย่างใด พรรคอนาคตใหม่ขอตั้งข้อสังเกตว่า จากเนื้อข่าวของที่ประชุม กกต ดังกล่าว ส่อธงคำตอบบางประการของ กกต. หรือไม่ อย่างไร และการอาศัยช่องว่างของกระบวนการสืบสวนเรียกพยานเอกสารในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลที่จะถูกกล่าวหา เช่นนี้ ชอบธรรมเพียงใด และเป็นการตัดสิทธิให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่

ในท้ายนี้ พรรคอนาคตใหม่ขอสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่พบว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบต่อเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดทั้งทางแพ่งและอาญา

คลิปที่ 3

จีบ เศรษฐกิจใหม่ ร่วมรัฐบาลแล้วรอตัดสินใจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403095?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

จีบ เศรษฐกิจใหม่ ร่วมรัฐบาลแล้วรอตัดสินใจ

6 ธันวาคม 2562 – 14:45 น.
เศรษฐกิจใหม่,ร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

“พุทธิพงษ์” เผย ส่ง “สาธิต-อธิรัฐ” ตัวแทนครม.เสริมแกร่ง “วิปรัฐบาล แย้ม จีบ “เศรษฐกิจใหม่” ร่วมรัฐบาลแล้วรอตัดสินใจ 

6 ธ.ค.2562-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ว่า ที่ผ่านมาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทำงานกันด้วยดี แต่จะมีระบบตรวจทานการทำงานที่เข้มแข็งขึ้น จากเดิมที่วิปรัฐบาลดูแลเสียง ส.ส. 1 ต่อ 5 คน อาจปรับเป็น 1 ต่อ 3 คน

และในส่วนแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะประสานงานกันให้เข้มแข็งขึ้นเหมือนกัน ซึ่งจะมีการเพิ่มตัวแทนของ ครม.เข้าไปอยู่ในวิปรัฐบาลอีก 2-3 คน คือ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม นอกจากนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นวิปรัฐบาลอยู่แล้ว ได้รับปากจะช่วยประสานงานด้วย ส่วนที่ตนมาทำหน้าที่แทนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคแกนนำหลัก โดยหลังจากนี้เมื่อวิปรัฐบาลมีตัวแทนจาก ครม.มากขึ้น จะสามารถควบคุมเสียงได้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่สามารถคุมเสียงภายในพรรคได้ ทางรัฐบาลกังวลและจะมีมาตรการเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า เราไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานแต่ละพรรค เชื่อว่าแต่ละพรรคมีระบบการทำงานที่แตกต่างกัน แต่หลังจากนี้จากประสบการณ์ของสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเราพร้อมใจกันทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ทุกอย่างจะเข้มแข็ง โดยเฉพาะเรื่องขององค์ประชุม จะเร่งให้ครบทุกครั้ง

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะควบคุมการยื่นญัตติต่อสภาฯหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า การยื่นญัตติมีสองส่วนคือ เรื่องจาก ครม. ซึ่งต้องมีการประสานไปที่สภาฯ อีกส่วนคือ ญัตติที่มาจากสภาฯ จะต้องประสานงานกันให้ครบถ้วนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เมื่อถามว่า ต้องให้ ส.ส.ประสานมายังวิปรัฐบาลก่อนยื่นญัตติหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตัวแทนผู้ประสานงานระหว่าง ครม.กับสภาฯต้องทำงานให้มากยิ่งขึ้น และที่ผ่านมาก่อนยื่นญัตติอะไรก็มีการประสานงานกันบ้างอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ การเรียงลำดับและการทำความเข้าใจ หลายครั้งบางพรรคไม่ได้คิดว่ากฎหมายบางฉบับจะมีปัญหา ตอนนี้เป็นแนวทางไปแล้วว่าทุกนโยบายหรืออะไรก็ตามที่จะเข้าสู่สภาฯ อยากให้ทุกพรรคให้ความสำคัญ และต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามย้ำว่า วิปรัฐบาลต้องไฟเขียวก่อนที่ ส.ส.จะยื่นญัตติใช่หรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะคุยกันอยู่แล้วบ้างก่อนดำเนินการ ส.ส.มีเอกสิทธิในการยื่นอยู่แล้ว แต่เราจะขันน็อตให้ช่วยกัน ทำงานใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และเสียงในสภาฯที่มีปัญหานั้น จะเห็นว่าเราจำเป็นต้องใช้เสียงร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อมีขาดไปก็ทำให้เกิดปัญหา จากนี้ต้องช่วยกันดูแลนับเสียงยิ่งขึ้น พอเราจริงจังนับยอดคนขาด คนลา ก็ครบ และในเรื่องขององค์ประชุมนั้น ตนมองว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมกันรับผิดชอบเพราะถ้าองค์ประชุมไม่ครบบ่อยๆ ภาพลักษณ์ของสภาฯจะมีปัญหา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวจะดึง ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าร่วมรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า แนวทางก็ดูดีขึ้น พรรคเศรษฐกิจใหม่มี 4 คน ที่มาเป็นองค์ประชุมและสนับสนุนแนวทางเดียวกับรัฐบาล ต้องดูแนวโน้มกันต่อไป ส่วนจะมีความเป็นไปได้ในการดึงมาอย่างเป็นทางการหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็พูดคุยกัน ที่จริงเป็นเพื่อน ส.ส.ในสภาฯด้วยกัน ตนได้พูดคุยกับทุกคน ส่วนในอนาคตพรรคเศรษฐกิจใหม่จะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ตัดสินใจ เพราะแนวทางแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ต้องแล้วแต่เขา ไม่สามารถตอบแทนได้ แต่ดูจากแนวโน้มการทำงานร่วมกันจากวันที่ 4 ธ.ค.ถือว่าค่อนข้างดี

วัชระ ยื่น ชวน สอบ สรศักดิ์ ปมจ่อขยายสัญญาสร้างสภาใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วัชระ ยื่น ชวน สอบ สรศักดิ์ ปมจ่อขยายสัญญาสร้างสภาใหม่

6 ธันวาคม 2562 – 14:13 น.
ขยายสัญญาสร้างสภาใหม่,วัชระยื่นชวนสอบสรศักดิ์
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

 วัชระ ยื่น “ชวน” สอบ “สรศักดิ์” ปมจ่อขยายสัญญาสร้างสภาใหม่ ปูดเตรียมเซ็นต์เพิ่ม 382 วัน ทั้งที่ไร้เหตุ

รัฐสภา – 6 ธันวาคม 2562 -นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ  กรณีการต่อสัญญาสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ รอบที่ 4 ที่เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งนี้การขยายสัญญาก่อสร้างรอบที่ 3 ช่วง 10 กุมภาพันธ์ 2561-15 ธันวาคม2562

ตนเข้าใจว่าเป็นเพราะการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า แต่ล่าสุดปัญหาการส่งมอบพื้นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้นการต่อสัญญารอบที่ 4 ที่ทราบว่าจะเพิ่มเวลา 382 วันจากเดิมที่ผู้รับเหมาเสนอขอ 502 วันนี้น อาจจะขัดต่อสัญญาได้ จึงขอให้นายชวนตรวจสอบ และระงับการขยายสัญญารอบที่ 4 ไปก่อน

นายวัชระ กล่าวว่า กลุ่มงานพัสดุได้มีความเห็นแล้วว่าให้ระงับการขยายเวลาการก่อสร้าง โดยมีข้อสังเกตุเกี่ยวกับหลักการคิดในการขยายเวลาการก่อสร้างให้กับผู้รับจ้างว่า เมื่อพิจารณาตามสัญญาจ้างก่อสร้างเลขที่ 116/2556 ลงวันที่ 30 เมษายน 2556 ผนวก 16 การประสานงานระหว่างผู้รับจ้างหลักและผู้รับจ้างอื่น ผู้รับจ้างไม่สามารถยกเอาเหตุที่ผู้รับจ้างรายอื่นๆ รายใดรายหนึ่ง หรือหลายรายทำงานล่าช้า  ขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อขอขยายเวลาทำงานอีกไม่ได้

นอกจากนี้ กลุ่มงานพัสดุ สำนักการคลังและงบประมาณ เคยมีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม2561 ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกรณีงบประมาณ ICT จำนวน 8,648 ล้านบาท ว่าหากจะประมูลให้ใช้วิธีเชิญชวนทั่วไป ไม่ใช้วิธีคัดเลือกด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นการให้ความเห็นที่ถูกต้องตามระเบียบการเงินการคลัง และรักษาผลประโยชน์ของชาติไม่ต้องเสียงบประมาณ 8,648 ล้านบาทมาแล้ว ความเห็นของกลุ่มงานพัสดุจึงชอบด้วยกฎหมายหลักนิติรัฐนิติธรรมยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติย่อมเชื่อถือได้.

ยื่นกกต.เอาผิด ส.ส.วอล์คเอาท์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403073?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ยื่นกกต.เอาผิด ส.ส.วอล์คเอาท์

6 ธันวาคม 2562 – 14:05 น.
เอาผิดสสวอล์คเอาท์,เด็กพปชร,แหกมติพรรค
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

เด็ก พปชร.ยื่นหนังสือถึงกกต. ชงเอาผิดส.ส.วอล์คเอาท์ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ติง “เทพไท” แหกมติพรรค

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – 6 ธ.ค.2562-นายสนธิญา สวัสดี สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือถึงกกต.ถึงกรณีผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงวันที่ 27-24 พ.ย. และวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยผลจากการประชุมทำให้สภาล้ม ซึ่งพฤติกรรมของส.ส.โดยเฉพาะมีเสียงโห่ร้อง เสียงดังในห้องประชุมสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ออกมาเตือนส.ส.ว่าไม่ใช่โรงเหล้า ทั้งนี้ตนได้ดูพฤติกรรมของส.ส.มาโดยตลอดตั้งแต่ทำงานมา 4-5 เดือน จะเห็นได้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่ชอบใจ ก็จะแสดงพฤติกรรมส่งเสียงโห่ร้อง วันนี้ตนจึงมายื่นเรื่องต่อกกต.เพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรมของส.ส.ที่มีการแสดงพฤติกรรมขณะที่อยู่ในห้องประชุมสภาฯด้วยการส่งเสียงโห่ร้องในห้องประชุม ซึ่งขัดต่อข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) ในเรื่องจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติของส.ส.

นายสนธิญา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีความผิด ในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งประชาชนที่ติดตามดูการถ่ายทอดการประชุมสภาฯที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีส.ส.จำนวนหนึ่งวอล์คเอาท์  โดยไปยืนรวมอยู่ที่เดินด้านหลังห้องประชุมเพื่อคอยรอดูผลการลงมติในวาระต่างๆของการประชุมสภาฯ นั้น โดยที่ส.ส.กลุ่มดังกล่าวยังคงอยู่ในห้องประชุมฯแสดงว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับจากการเลือกตั้งจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะถ้าจะวอล์คเอาท์ก็ต้องเดินออกจากห้องประชุมไปเลย ซึ่งส.ส.ถ้ายังอยู่ในห้องประชุมสภาฯก็ต้องทำหน้าที่และทำได้เพียง3อย่างเท่านั้น คือ ลงมติ ไม่ลงมติ และงดเว้นการลงมติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังนั้น ตนจึงยื่นเรื่องต่อกกต.เพื่อประสานประธานรัฐสภา ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของส.ส.หรือไม่

“ผมขอเรียกร้องให้ส.ส.ทั้งหมดลำดับความสำคัญของปัญหาประเทศ อย่าทะเลาะในเรื่องของการจัดตั้งกมธ.ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคสช.ที่ผ่านมา ตามม.44 ทำให้ใครเดือดร้อนบ้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเกิดประโยชน์แก่คนบางกลุ่มเท่านั้น แต่วันนี้ผมขอเสนอว่าให้รัฐสภาตั้งคณะกมธ.ทั้งสภาฯ ร่วมกันทุกพรรคการเมืองโดยมีวาระเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ประสบกันทั้งโลก วันนี้ส.ส.จะต้องทำหน้าที่ร่วมกันในการแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนและเงินในกระเป๋าของประชาชน เพื่อช่วยกันเสนอแนวทางนโยบายต่อรัฐบาลให้นำไปแก้ไขต่อไป เนื่องจากขณะนี้ส..ส.อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเป็นสถาบันหลักของประเทศโดยฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่บริหาร ประธานศาลฎีกาดูแลการทำหน้าที่ของตุลาการ แต่วันนี้ปัญหาแรกที่ค่อนข้างจะมีปัญหาคือฝ่ายนิติบัญญัติ ” นายสนธิญา กล่าว

นายสนธิญา กล่าวถึงนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยพูดไว้เมื่อวันที่ ‪4 มิ.ย.‬ก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีว่าทุกคนต้องเคารพมติพรรค เพราะเราเป็นสถาบัน ถ้าอย่างนั้นพรรคจะอยู่ไม่ได้หากเราไม่เคารพองค์กร แต่วันนี้นายเทพไทซึ่งแหกมติพรรค โดยขอใช้อภิสิทธิ์แล้วไปลงมติอยู่ฝ่ายค้าน ตนไม่แน่ใจว่าการกระทำของนายเทพไทนั้นกระทำเพราะการเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วไม่ได้เข้ามาเป็นประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาผลกระทบจากการกระทำของประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 ของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ แล้วมีการตีโพยตีพายไปเรื่อยๆ และฝากถามว่ารัฐบาลนี้ทำงานได้แค่ 6-7 เดือนเอง หลังจากนี้ถ้ามีการแหกมติพรรคและไม่ทำตามมติพรรคขณะที่เสียงของรัฐบาลเองก็อยู่ค่อนข้างจะก้ำกึ่งอยู่ตลอดเวลาแบบนี้จะทำงานได้อยู่หรือไม่ แต่เสถียรภาพการผ่านมติต่างๆของสภาสามารถทำได้หรือไม่เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่มีวินัยเรื่องของมติพรรค และสิ่งเหล่านี้นายเทพไทเป็นคนพูดเอง