จับจังหวะพรรคและคนการเมืองก่อน”ชิงบัลลังก์สร.1″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364413?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะพรรคและคนการเมืองก่อน”ชิงบัลลังก์สร.1″

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 13:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 387 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สนามการเลือกตั้งครั้งนี้ระอุดุเดือดไม่น้อยกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา วังวนการเมืองไทยคล้ายว่ายังไม่หลุดออกจากมิติเดิมๆ ข่าวคราวการทุจริตเลือกตั้งยังโผล่ตามสื่อและโลกออนไลน์

วาทกรรมสาดโคลนรวมทั้งสงครามน้ำลายบังเกิดแทบทุกเวทีและทุกแพลตฟอร์มทั้งบนดินและใต้ดิน

คราวนี้ก็เช่นกัน พลันที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เริ่มมีท่าทีจะทำงานการเมืองต่อหลังยึดอำนาจมากว่าสี่ปี คนการเมืองขั้วตรงข้ามออกมาจัดหนักทันควันและเมื่อ “ลุงตู่” ตอบรับคำเชิญเป็นนายกฯ ตามที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งเทียบเชิญไปนั้น คู่ขัดแย้งทางการเมืองเดิมอย่าง “เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์” ก็เบนเข็มในแทบบัดดล เพราะ “มวยคู่เอก” คราวนี้กลายเป็น “เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ” ไปแล้ว

เป้าหลักการเมืองที่โดนรุมกระหน่ำแบบต่างกรรมต่างวาระ ต่างลีลานั้น ตกไปอยู่ที่ “ลุงตู่” เน้นๆ เพียงผู้เดียว ส่วน พปชร.คือตำบลกระสุนตกที่ต้องออกมาปกป้องและตอบโต้แทนลุงตู่จากแนวร่วมขั้วตรงข้าม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ และปชป.นั้นมีวาทะกระแทกไปยังลุงตู่และพปชร.แบบไม่เว้นวัน
ล่าสุด “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” คีย์แมนพปชร.ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า “กูจะไม่ยิ้มแล้ว กูจะสู้กับมึง” นั้น แสดงว่า การก้าวข้ามความขัดแย้งตามแคมเปญที่พรรคน้องใหม่แจ้งไว้นั้น น่าจะเก็บเข้าลิ้นชักไปชั่วคราว เพราะหากปล่อยให้ขั้วตรงข้ามกระหน่ำฝ่ายเดียวแบบนี้ ลุงตู่และพปชร.น่าจะน่วมไปก่อนวันหย่อนบัตร

แม้คีย์แมนพปชร.ที่เคยสังกัดไทยรักไทยจะขึ้นเวทีและชี้จุดตายของเพื่อไทยว่า “คือปฐมบทความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างผลเสียหายกับระบบเศรษฐกิจไทยหลากด้าน จนลุงตู่ต้องอาสามาแก้ไขเพื่อดับไฟปัญหาและวางฐานรากการเมืองในอนาคตแบบมีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ”

แต่ “เพื่อไทย” หยิบสิ่งที่สังคมเรียกร้องตอนนี้คือเศรษฐกิจย่ำแย่ และไม่ควรปล่อยให้มีการสืบทอดอำนาจ ไม่อย่างนั้นคนไทยจะลำบากต่อเนื่อง ยามนี้ พท.พยายามโยนสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์แก้จนคนไทย และอ้างการใช้นักบริหารมืออาชีพเข้ามาทำงาน ช่วงนี้พท.ยิงนโยบายหลากชุดออกมาตามจังหวะ และพยายามเลี่ยงที่จะมิแตะหรือกล่าวถึงแผลเก่าอย่าง ”โครงการจำนำข้าว” โดยพยายามเข็นชุดความคิดในการดูแลชาวนาที่เป็นเสมือนขุมกำลังหลักที่จะยกมือให้ผู้สมัคร ส.ส.ของเพื่อไทยเข้าไปเป็นผู้แทนฯ แต่ไม่รู้ว่าหากผลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสอบคดีจำนำข้าวลอตสองออกมาในช่วงนี้ พท.น่าจะเหนื่อยกว่าเดิมเป็นแน่แท้

ส่วนการไล่ขยี้พปชร.นั้น จะพบว่า “เพื่อไทย” พยายามที่จะซัดไปยังการวางเครือข่ายอำนาจทางกาารเมืองที่ คสช.วางไว้ ตั้งแต่การเดินเข้าสู่รัฐสภา เพราะ 250 ส.ว. ที่คสช.เป็นผู้คัดกรองให้ทำหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ ได้สองสมัยนั้น และมอบให้ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่ง คสช.เป็นคนคัดเลือก ส.ว.นั้น ตรงนี้คือเป้าที่เพื่อไทยกระทุ้งเสมอๆ ยามตระเวนขอแต้มคนไทยให้ชนะมากที่สุดเพื่อหักด่านนี้และหักหน้าคสช.แบบไม่ให้ใครค้านสายตา

เมื่อพท.เดินเกมแบบนี้บวกกับแนวร่วมทางการเมือง เช่น ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ที่อ้างตัวเองว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยและต้านเผด็จการ จับมือกระแทกไปยังลุงตู่แบบไม่เว้นวรรคนั้น แต่อย่าลืมว่า “ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ และอนาคตใหม่” ในตอนนี้ก็มีความเสี่ยงหลากด้านที่อาจจะเข้าเกณฑ์ “ไม่ได้ไปต่อ”

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ และ ”ปิยบุตร แสงกนกกุล” สองแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่แสดงจุดยืนต้านรัฐประหารและเคยวิพากษ์สถาบันมาหลายครั้งในหลากวาระ และคล้ายว่ากาลก่อนกำลังจะมากุมกรรมในยามนี้ที่อาจกระเทือนไปยังอนาคต…

ส่วนพรรคน้องของเพื่อไทยที่ชื่อ “ไทยรักษาชาติ” นั้น สตาฟฟ์การเมืองของ ทษช.คนหนึ่งยอมรับว่า “ช่วงแรกๆ ชาวบ้านไม่รู้จักพรรคเลย แต่เหตุการณ์เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ชาวบ้านรู้จักมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็โดนถามแล้วว่าจะโดนยุบพรรคไหม คนทำงานในพื้นที่ตอบคำถามยากนะ สมมุติว่าหากพรรคไม่โดนยุบ มันก็ยากที่จะเบียดปชป.หรือพปชร.ให้ชนะ แม้แต่ขึ้นอันดับที่สามยังเหนื่อยในหลายๆ เขตเลยเพราะเปิดตัวกระชั้น แนวนโยบายไม่ชัด ชาวบ้านรู้จักว่าเป็นพรรคใหม่ของทักษิณ ตรงนี้เหนื่อยอยู่เยอะหากได้โอกาสไปต่อ”

ขณะที่คณะทำงานของเพื่อชาติ ยอมรับว่า “วันนี้คีย์แมนพรรคมีความขัดแย้งจริง โดยเฉพาะเรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบ เพราะมีใครบางคนมาสลับรายชื่อและมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ จนตอนนี้คีย์แมนในพรรคแทบจะแยกกันเดินแล้ว และยังมีการให้ข่าวในเชิงสุ่มเสี่ยงว่าพรรคทำผิดกติกาและไม่เป็นประชาธิปไตย สถานการณ์วันนี้ยอมรับว่า วุ่นมาก”

ส่วน “ประชาธิปัตย์” นั้น คล้ายว่า อยู่มุมใดก็ได้เปรียบ หากอ่านรหัสหลากครั้งที่หัวหน้าพรรคสีฟ้าสื่อออกมาให้สังคมรับรู้เป็นระยะว่า “ไม่จับมือกับระบอบทักษิณและไม่ร่วมงานกับพรรคที่ คสช.หนุน”

คนใกล้ชิด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอ่ยให้ฟังแบบน่าคิดว่า “หากมองประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงหลายสิบปี จะพบว่ายามการเมืองเละบ้านเมืองมีวิกฤติ ประชาธิปัตย์มักจะอยู่ในสถานะที่สังคมพึงพาได้ เช่น ยุคที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ, ยุค รสช.ที่มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากนั้น “ชวน หลีกภัย” ได้เป็นนายกฯ หรือกระทั่งช่วงต้มยำกุ้ง ปชป.ก็กลับมาเป็นรัฐบาล, ยุคหลัง คมช.ที่รัฐบาลตอนนั้น(สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ต้องยุติหน้าที่ พรรคก็เข้าร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่นๆ การเมืองคราวนี้ก็เช่นกัน พรรคยึดหลัก แม้จะมีอดีต ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นย้ายออกไปบ้าง แต่กระแสพรรคนั้นสังคมยังยอมรับ และยังยืนยันว่าพรรคไม่มีทางต่ำกว่าอันดับที่สองในการเลือกตั้งครั้งนี้”

สายสืบย่านถนนเศรษฐศิริแจ้งข้อมูลลับว่า พรรคสีฟ้ายามนี้จับจังหวะที่ พท.และพปชร.ปะทะกัน พรรคจะเดินเกมในสไตล์ของพรรคและน่าเชื่อว่าสังคมจะเคาะชื่อ ปชป.เป็นคำตอบสุดท้ายในการหย่อนบัตรและจะได้รับโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

ขณะที่พรรคขนาดกลางยังแทงกั๊กนั้น เริ่มที่พรรคสีน้ำเงิน ความหวัง 60 ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ “เสี่ยหนู” ยังฝันอยู่และยังเหยียบเรือสองแคมเพราะภูมิใจไทยสวิงไปอยู่ขั้วใดก็ได้บนกระดานการเมือง แว่วว่าเสี่ยหนูมีคำสั่งลับแล้วว่า ”ส่งการบ้านทุกอาทิตย์ เขตใดไม่กระเตื้อง ยุติการดูแล“ แต่ยังต้องลุ้นเหนื่อยกับข่าวเชิงลบจากปักษ์ใต้ที่มีการแอบเก็บไลน์แกนนำพรรคบางคนที่สั่งการในเชิงสุ่มเสี่ยงกับการทุจริตเลือกตั้ง หากมีการนำมาขยี้เมื่อใด ”ภท.” น่าจะเพลีย

ส่วนที่มาแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างพรรคสีชมพู “ชาติไทยพัฒนา” ตอนนี้ลูกนาและหนุ่มท็อปใจชื้นได้บ้างเพราะกระแสในต่างจังหวัดยังจดจำพรรคนายกฯ บรรหารได้อยู่ อย่างน้อยตัวเลขที่จะได้รับคงไม่น้อยกว่าคราวที่แล้วคือ 19 ชีวิต

แต่ต้องลุ้นด้วยว่าหลังสิ้นมังกรเมืองสุพรรณไปแล้ว กัญจนา และ วราวุธ ศิลปอาชา จะเข็นพรรคสีชมพูไปได้ไกลเพียงใด

ขณะที่ “ชาติพัฒนา” ยามนี้กำลังโหมอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะคราวที่แล้วตัวเลข 7 ส.ส.นั้น มันค่อนข้างน้อยมากสำหรับพรรคที่มีประวัติก่อตั้งโดย “น้าชาติ มาดนักซิ่ง” คราวนี้ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของชพน. หวังว่าจำนวน ส.ส.คราวนี้ต้องมากขึ้น และ ชพน.ต้องเป็นตัวแปรหลักบนเวทีการเมืองหลังการหย่อนบัตรให้ได้

ด้านรวมพลังประชาชาติไทยที่นำโดย “ลุงกำนัน” นั้น แม้จะใช้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ออกมาฟัดกับอนาคตใหม่เมื่อหลายวันก่อนก็พอจะชิงพื้นที่สื่อได้บ้าง แต่กระแสที่ตอบกลับนั้นไม่ใช่ผลบวกนัก และยามนี้พรรคที่เคยบอกว่าหนุนลุงตู่เต็มที่นั้น กระแสเริ่มจางและแผ่วลงเรื่อยๆ จนไม่อาจคิดได้เลยว่า สิ่งที่ลุงกำนันฝันไว้อาจจะวูบไปในเร็วพลัน

คีย์แมนพรรคขนาดกลางคนหนึ่งยอมรับว่า หากผลการเลือกตั้งคราวนี้หรือโพลล์ที่แทบทุกพรรคจัดทำกันนั้นผลออกมาตรงข้าม เช่น ทราบมาว่าพรรคที่ คสช.หนุนอยู่นั้นหากกระแสไม่ดี ใบเหลือง, ใบส้ม, ใบแดง จะออกมาเพื่อจับผิดคู่แข่ง และตอนนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่า “ไทยรักษาชาติ” โดนใบดำ(ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิตสำหรับกรรมการบริหารพรรค) และใบแดง(ยุบพรรค) คู่แข่งของพรรคที่ คสช.หนุนก็หายไปหนึ่งพรรค และมันกระเทือนพรรคเพื่อไทยเต็มๆ เพราะมีการยอมรับกันล่วงหน้าแล้วจากแกนนำ พท.ว่า เปิดทางให้ ทษช.เก็บแต้มในพื้นที่ที่ พท.ไม่เคยชนะ และหวังให้เข้าป้ายอันดับที่สองหรือสาม เพื่อเอายอด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อพรรคน้องโดนยุบ พรรคพี่ก็กระเทือน แม้จะมีคำสั่งทางลับให้หนุนพรรคสาขา เช่น เสรีรวมไทย หรือเพื่อชาติ มันก็ยากที่จะไปบอกชาวบ้านแบบนั้น

รอดูว่ายี่สิบกว่าวันจากนี้ไป บริบทและสถานการณ์การเมืองจะพลิกไปอยู่มุมใด และใครจะได้แต้มต่อ…

บูรพาพยัคฆ์เลือกใคร? “โกทร” กับ “เล็กน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูรพาพยัคฆ์เลือกใคร? “โกทร” กับ “เล็กน้ำ”

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 11:30 น.
สังเวียนเลือกตั้ง  ช้างชนช้าง,สุนทร วิลาวัลย์,ภูมิใจไทย,อำนาจ วิลาวัลย์,พรรคพลังประชารัฐ,นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์,เกียรติกร พากเพียรศิลป์
เปิดอ่าน 5,439 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…  ช้างชนช้าง 

จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลมากนัก ใครๆ ก็รู้ว่า เมืองนี้เป็นที่ตั้งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี, มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ และกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ฉายา “บูรพาพยัคฆ์”

เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 3 เขต จึงมีเสียงซุบซิบแถวโรงแรมเก่าแก่ ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงว่า นักรบบูรพาทุกค่ายทุกหน่วย จะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใด ?

สนามเลือกตั้งเขต 1 (อ.เมืองปราจีนบุรี, อ.บ้านสร้าง และ อ.ศรีมโหสถ) กลายเป็น “ศึกสองตระกูล” ไปโดยปริยาย เมื่อ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ ส่งหลานชาย “อำนาจ วิลาวัลย์” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสนามป้องกันแชมป์

“อำนาจ วิลาวัลย์”  พรรคภูมิใจไทย

ผู้ท้าชิง “ส.จ.หรั่ง” เกียรติกร พากเพียรศิลป์ พรรคเพื่อไทย น้องชาย “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี

ที่แปลกๆ คือ พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “ส.จ.เบนซ์” นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์ หรือ นุกูลใจ พากเพียรศิลป์ ลูกชายของนายกเล็กน้ำ บุญเกื้อ ลงสนามด้วย

จริงๆ แล้ว “ส.จ.หรั่ง” เกียรติกร พากเพียรศิลป์ อดีตรองนายก อบจ.ปราจีนบุรี ก้าวเข้าสู่การเมืองระดับประเทศครั้งแรก ในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 โดยลงสมัครร่วมทีมกับ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ ส.จ.หรั่งสอบตก

“นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์” หรือ “นุกูลใจ พากเพียรศิลป์” พรรคพลังประชารัฐ  

ปี 2552 “โกทร” เจอใบแดง “เกียรติกร” ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ปีถัดมา เกียรติกรเล่นเกมยื้อลาออกจาก ปชป. และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพ โกทรเลยส่งหลานชาย อำนาจ ลงสนามในสีเสื้อภูมิใจไทย เอาชนะผู้สมัครจากเพื่อไทยได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

เลือกตั้ง 2554 โกทรนำทัพภูมิใจไทย กวาดเก้าอี้ ส.ส.ปราจีนฯ มา 2 ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ นักการเมืองท้องถิ่นแถว อ.นาดี

“เกียรติกร พากเพียรศิลป์”  พรรคเพื่อไทย

ปีนี้ โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส.ส.ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมภูมิใจไทยสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส.ว.ปราจีนบุรี ลงเขต 3 แทนเพชรินทร์ พร้อมกับวางตัวลูกสาว กนกวรรณ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ และกนกวรรณ ลูกสาว  

          “โกทร” แห่งบ้านใหญ่วิลาวัลย์ มีฐานเสียงอยู่รอบนอกเขตเทศบาลเมืองปราจีนฯ และมีภรรยา บังอร วิลาวัลย์ เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี กองบัญชาการของโกทร อยู่ที่โรงแรมบางปะกง

          ส่วน “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี มีกองบัญชาการอยู่ที่โรงแรมโซเฟีย และมีฐานเสียงหลักอยู่ในเขตเทศบาล จึงผูกขาดตำแหน่งนายกเล็กมายาวนาน

ปี 2558 หัวหน้า คสช.ได้สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของบุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ “เล็กน้ำ บุญเกื้อ” กลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่เดิม เมื่อ 26 ตุลาคม 2561

“บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์”  นายกเล็กเมืองปราจีน 

การปรากฏชื่อ “ส.จ.เบนซ์” นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์ หรือนุกูลใจ พากเพียรศิลป์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “เล็กน้ำ” ก็สร้างความประหลาดใจให้แก่คอการเมืองลุ่มน้ำบางปะกงเป็นอย่างมาก

          2 บ้านใหญ่ปราจีนฯ เล่นเกมอะไร ? และคนบ้านใหญ่ตัวจริงของบูรพาพยัคฆ์ คิดอะไรอยู่ ต้องรอชมหลังปิดหีบเลือกตั้ง 24 มีนา

เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 5,427 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวมหามงคลสำหรับปวงชนชาวไทยมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งรัฐบาลและทุกหน่วยงานกำลังเตรียมพร้อมและวางแผนให้สมพระเกียรติและเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ตามโบราณราชประเพณี

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เฝ้าติดตามข่าวนี้ด้วยความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและขอเชิญชวนให้ชาวไทยใส่ ‘เสื้อเหลือง’ และแจ้งเรื่องการเตรียมงานพระราชพิธีมาให้ทราบ
อ๊อด เทอร์โบ

***

 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนให้แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์รัชกาลใหม่ แต่หากมีเสื้อสีเหลืองตัวเก่าอยู่แล้วก็นำมาใช้ได้และเชิญชวนให้แต่งในช่วง 4 เดือน คือเมษายน-กรกฎาคม เพราะเดือนเมษายน และพฤษภาคม มีพระราชพิธี เดือนกรกฎาคม เป็นเดือนเฉลิมพระชนมพรรษา

จึงเชิญชวนให้ใส่เสื้อเหลืองกันต่อเนื่องทั้ง 4 เดือน และสำนักนายกรัฐมนตรีจะจัดทำเสื้อดังกล่าวจำหน่ายเป็นต้นแบบต่อไป

ในกรณีจะทำเสื้อต้องขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกต้อง โดยจะมีการเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เพราะมีพระราชวินิจฉัยแล้ว และจะได้มีหนังสือยืนยันถึงนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้นสามารถดำเนินการ

สำหรับการพระราชพิธี 2-6 พฤษภาคม เรื่องการเสด็จเลียบพระนครในขบวน พยุหยาตราทางสถลมารค โดยเสด็จฯ ออกจากพระบรมมหาราชวัง ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และเสด็จฯ กลับพระบรมมหาราชวัง ทั้งหมดระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

ระยะเวลาที่จะประทับอยู่ในวัดต่างๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที รวมแล้วทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที ถือเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ที่จะมีในวันที่ 5 พฤษภาคม นอกจากนี้จะมีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ช่วงปลายเดือนตุลาคมหน้ากฐินจะมีขบวนเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ต่างๆ ออกจากท่าวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวรารามเพื่อถวายผ้าพระกฐินและเสด็จฯ กลับเพื่อมาขึ้นที่ท่าราชวรดิฐ

เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรครึ่ง มีพลพาย 2,200 คน ประจำเรือทั้งหมด 52 ลำ เต็มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นกระบวนพยุหยาตราที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

***
  ใต้ลุกเป็นไฟ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนไทยผู้รักชาติและเป็นคนที่ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีทำมาหากินเลี้ยงชีวิตและครอบครัวมีความสุขอย่างพอเพียงและอยากให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขและเจริญรุดหน้าให้เท่าเทียมกับนานาประเทศ

แต่เวลานี้รู้สึกสิ้นหวังและอยากถามว่าเมื่อไรภาคใต้ด้ามขวานทองจะอยู่กันโดยสงบสุขและปลอดภัยเพราะขนาดตำรวจยังโดนคนร้ายหรือผู้ก่อการร้ายฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม 2 ศพ แล้วยึดปืน-เผารถวอดวายที่เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

นี่คือการกระทำของผู้ก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่มีนายตำรวจหลายคนบิดเบือนประเด็น และพอเกิดเรื่องแล้วบรรดาบิ๊กๆ ทหารตำรวจก็ลงพื้นที่ หรือไปมอบพวงหรีด มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา และผมเชื่อว่าเดี๋ยวก็เกิดขึ้นอีก

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล (หลายรัฐบาล) ไม่สามารถแก้ไขดับไฟใต้ได้จนทำให้ราษฎรพี่น้องชาวใต้หวาดผวา การทำมาหากินฝืดเคือง ชาวสวนยางออกไปกรีดยางไม่ได้ บรรดาคนงานก็หนีตายไปทำงานอย่างอื่น เพระขืนไปทำสวนยางชีวิตไม่เหลือ

ผมจึงเรียกร้องให้ทหารตำรวจเลิกเล่นการเมืองหรืออยู่เบื้องหลังการเมือง เพราะหน้าที่ของพวกคุณคือปกป้องประเทศชาติ ประชาชนคนไทย และทำงานแบบมืออาชีพ

เลิกวิ่งเต้นหาตำแหน่ง เลิกเก็บส่วยหรือเป็นผู้มีสีที่มีอิทธิพลและบรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพวกอยู่ในพื้นที่ต้องรู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร
ประเทศชาติต้องสูญเสียกำลังพลและคนไทยต้องเซ่นสังเวยนับหมื่นคนและทุ่มเทเงินงบประมาณหลายแสนล้านบาท แล้วจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ตลอดไปหรือ ?
 บัญญัติ (เมืองนรา)

  ตอบ คุณ ‘บัญญัติ’ เมืองนรา
ในฐานะคนไทยที่มีจิตใจรักชาติสุดชีวิต ผมเองก็ตกใจและสิ้นหวังเพราะไม่รู้ว่าอีกกี่ปีภาคใต้จะสงบสุขหรือแผ่นดินไม่ลุกเป็นไฟเช่นนี้
ปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายที่นราธิวาส ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าพวกโจรใต้ไม่ใช่โจรกระจอกเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยแดนไกลพูด หากแต่มีแผนการก่อเหตุร้ายอย่างมีแบบแผนกลยุทธ์หรือยุทธวิธีที่ผ่านหลักสูตรก่อการร้ายต่างประเทศและต้องมีเงินทุนช่วยเหลือมหาศาล เพื่อทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งแยกดินแดน
โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และไม่กลัวทหารตำรวจที่มีอยู่เต็มไปหมดและหากปล่อยไว้ ปักษ์ใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดใต้จะกลายเป็นแดนมิคสัญญีเหมือนซีเรียแดนสงครามกลางเมือง

หันไปดูนายกรัฐมนตรีหรือบรรดาขุนทหารแม่ทัพนายกอง หรือรัฐมนตรีกลาโหมก็ได้ แค่แสดงความเสียใจและประกาศจะจัดการให้เด็ดขาด แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปตามสายลม

ผมขอบอกว่าอาวุธที่ยึดไปจากทหาร-ตำรวจหลายครั้งหลายหนจะหวนกลับมาทำลายชีวิต-ทำลายความสงบสุขของคนไทย
ขอให้ดับไฟใต้โดยทันทีอย่างรุนแรงเฉียบขาดในรัฐบาลนี้เพระมีอำนาจอยู่เต็มมือ !
   อ๊อด เทอร์โบ

เลือกตั้ง 62 ยุค 4.0

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364414?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง 62 ยุค 4.0

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 10:05 น.
เลือกตั้ง 62,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 343 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวสารผู้สมัครรับเลือกตั้งในเวทีการเลือกตั้งปี 2562 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโลกโซเชียล ตั้งแต่การพูดคุยถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร นโยบายของแต่ละพรรค การลงพื้นที่หาเสียง รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องการเลือกตั้งอย่างเผ็ดร้อน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยที่สื่อโซเชียลนำมาผลิตและแพร่กระจายข่าวสารอย่างแพร่หลาย ด้วยความรวดเร็วและฉับไว ช่วยให้ผู้สนใจข่าวสารการเลือกตั้งสามารถตามติดเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่สื่อโซเชียลจะเป็นเครื่องมือช่วยให้ชนะสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่นั้นเป็นคำถามบนเวทีเสวนาเรื่อง “เลือกตั้ง 4.0 สื่อโซเชียลกับการเมืองไทย” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับศูนย์แม่โขงศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 ก.พ.)

ดร.มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์ นักวิจัยประจำศูนย์แม่โขงศึกษา จุฬาฯ ชี้ว่าปัจจุบันสื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร ใช้เป็นช่องทางการหาเสียงเพื่อดึงดูดให้คนมาลงคะแนนเสียงผู้สมัคร ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางหลักที่ใช้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกซึ่งมีมากถึงเกือบ 7 ล้านคน
“ถือว่ายังเป็นผู้ลงคะแนนเสียงแบบสวิงโหวต เพราะยังไม่ปักใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งชัดเจน หลายคนยังไม่เคยไปเลือกตั้งด้วยซ้ำ”

ดังนั้น นักการเมืองที่ต้องการทำคะแนนเสียงในช่องทางออนไลน์จำเป็นต้องบริหารภาพลักษณ์ตนเองในโลกออนไลน์ให้มีความน่าเชื่อถือ มีความสามารถในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะต้องเลือกภาพลักษณ์ตั้งแต่การแต่งตัว การทำกิจกรรมหาเสียง ซึ่งจะมีรูปหรือคลิปปรากฏ การสร้างแคมเปญเป็นบุคคลที่มีความนิยมสาธารณะ รวมไปถึงการทำให้นโยบายมีความติดดิน เข้าใจง่าย

“สื่อโซเชียลมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งาน ดังนั้นผู้สมัครเลือกตั้งจะมีการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนอยู่เสมอ มีการโต้ตอบพูดคุย มีชีวิตชีวา มีการใช้แฮชแท็ก รวบรวมความเห็นต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องทันสมัยมาก”

สื่อโซเชียลยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน จากเดิมที่เป็นการติดตามเพียงนักการเมืองไม่กี่รายเพียงทางเดียว แต่ในปัจจุบัน เราสามารถรับรู้ข่าวสารและนโยบายของพรรคต่างๆ ได้อย่างสะดวก และเห็นปฏิกิริยาของนักการเมืองรายนั้นที่มีต่อประชาชน

สื่อโซเชียลส่งผลกระทบให้สื่อกระแสหลักจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์ เช่นเดียวกับการติดตามกระแสทางเมืองในโลกโซเชียล แม้ว่าคนที่ตามการเมืองจะไม่ใช่ทั้งหมดของคนที่ใช้โซเชียล แต่ก็มีกระแสเพียงพอที่ช่วยสร้างข่าวการเลือกตั้งให้อยู่ในโลกไซเบอร์

“สุดท้ายก็กลายเป็นว่าทุกพรรคต้องมีสื่อโซเชียลไว้หาเสียง เดี๋ยวนี้จะมีใครเปิดทีวีฟัง หรือมีรถหาเสียงขับผ่าน คนฟังก็ได้ยินแค่ 2-3 นาที รถหาเสียงทุกวันนี้มี QR Code มีเพจให้คนกดติดตามแล้ว เป็นการปรับตัวทางการเมืองแบบใหม่ที่ทันสมัย ช่องว่างระหว่างนักการเมืองกับคนโหวตก็น้อยลง”

อาจารย์มุกดากล่าวต่ออีกว่า สื่อโซเชียล ช่วยให้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างนักการเมืองที่ต้องการหาคะแนนเสียงกับประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย สามารถดึงดูดความสนใจให้คนมาติดตามหรือวิพากษ์วิจารณ์ การหาเสียงในยุคปัจจุบันจึงมีสีสันและมีความสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะต้องการซื้อใจคนรุ่นใหม่

“การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้แข่งขันกันสูงมากๆ แต่ละพรรคมีกลยุทธ์การหาเสียงกันเข้มข้นมาก บางพรรคใช้นักการเมืองรุ่นใหม่มาดึงดูดคนรุ่นใหม่ เพราะเห็นว่าหลายคนเบื่อนักการเมืองรุ่นเก่าๆ ก็มี”

ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก จึงสร้างภาพลักษณ์ที่ชวนให้ระลึกจดจำได้ง่าย เช่นใช้ความเด่นดัง ใช้ความมีชื่อเสียง สร้างกระแสนิยม ให้คนชื่นชอบและให้ความสนใจเหมือนดารานักร้อง ดังนั้นภาพลักษณ์นักการเมืองยุคปัจจุบันจึงดูมีความติดดิน ใกล้ชิด สนิทสนมกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้น

อาจารย์มุกดา เสริมว่า การใช้สื่อโซเชียลหาเสียงเลือกตั้ง กกต.เริ่มอนุญาตให้ทำได้ตั้งแต่ตอนปี 2556 คือตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่หลังจากนั้นการหาเสียงก็เหมือนถูกกระจายอำนาจออก ทำให้ควบคุมยากขึ้น และในปัจจุบันกฎหมายของการหาเสียงเลือกตั้งยังขาดความชัดเจนในบางประเด็น เช่น กฎหมายไม่อนุญาตให้ดารามาหาเสียงเลือกตั้ง แต่ในปัจจุบัน นิยามของคำว่าดาราไม่มีความชัดเจนอีกต่อไป เพราะในยุคสื่อโซเชียล ใครก็สามารถสร้างกระแสเป็นคนดัง หรือเป็นเน็ตไอดอลได้ง่าย การใช้สื่อโซเชียลหาเสียงเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทาย

“แม้ว่า กกต.จะแจ้งว่าต้องลงทะเบียนว่าใช้ช่องทางไหนบ้างในโลกโซเชียลในการหาเสียง และต้องหยุดหาเสียง 1 วันก่อนการเลือกตั้ง ก็มีคำถามว่าถ้ามีคนคอมเมนต์หรือถามคำถามใหม่ๆ ระหว่างนั้นจะทำอย่างไร กกต.คงต้องกลับมานิยามใหม่ เพราะกฎหมายตอนนี้ยังไม่ชัดเจน”

เลือกตั้งประเทศไทยยุค 4.0 ถือเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศที่สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของคนไทยและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่จะยอดกด Like ยอดติดตาม Follow จะส่งผลต่อคะแนนโหวตหรือไม่นั้น คงต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด

ฟ้าฮ้องบึ้ม! “ตู่ ลูกอีสาน” ปลุกขวัญมวลชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364410?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟ้าฮ้องบึ้ม! “ตู่ ลูกอีสาน” ปลุกขวัญมวลชน

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 09:08 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์จันทร์โ,นายกรัฐมนตรี,หาเสียง,การเมือง,เลือกตั้ง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัคร สส,พรรคเพื่อชาติ,ตู่ จตุพร
เปิดอ่าน 1,203 ครั้ง

เพื่อสู่ศึก จะต้องเชิญ “ลุงตู่” ออกไปพบมวลชน แม้จะเสี่ยงต่อกระแสโจมตีว่า “พปชร.เอาเปรียบ” จากพรรคคู่แข่ง 

000 ยุทธศาสตร์สงครามกองโจร มีคำขวัญทางยุทธวิธี “กดขวัญศัตรู ปลุกขวัญมวลชน” สงครามเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงสู่เส้นชัย พรรคพลังประชารัฐหวังกระชากเรตติ้ง จึงนำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ “ปลุกขวัญมวลชน กดขวัญพรรคคู่แข่ง”

000 สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า สนามเลือกตั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง พรรคเพื่อไทยยังมีคะแนนนิยมสูง แต่ไม่ถึงขั้นสร้างปรากฏการณ์ “พลิกแผ่นดิน” ได้ แต่พรรคพลังประชารัฐที่มากด้วย “นักเลือกตั้ง” ผู้ชำนาญกลยุทธ์หาเสียงเฉพาะตัว ยังขาด “กระแสพรรค” หรือ “กระแสผู้นำพรรค” มาฉุดเรตติ้ง

000 การตัดสินใจเชิญ “ลุงตู่” ออกไปพบมวลชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด แม้จะเสี่ยงต่อกระแสโจมตีว่า “พปชร.เอาเปรียบ” จากพรรคคู่แข่ง มีรายงานข่าวเบื้องต้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะสวมหมวกผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของ พปชร. ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม ที่ลานตลาดเซฟวัน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา

เวทีปราศรัยใหญ่ของ พปชร. อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ยังโจษขานกันอึงมี่

000 ทำไมต้องเป็นโคราช ? ประการแรก “ลุงตู่” เกิดที่ค่ายทหารในตัวเมืองนครราชสีมา ประการที่สอง สนามเลือกตั้งเมืองย่าโม 14 เขต พรรคพลังประชารัฐ คาดหวังที่จะได้ ส.ส.มากถึง 8 ที่นัั่ง

000 แม่ทัพใหญ่โคราชค่าย พปชร.คือ “วิรัช รัตนเศรษฐ“ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ในวงศ์วานว่านเครือมากถึง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 7 “ทัศนียา รัตนเศรษฐ” ภรรยาวิรัช และอดีต ส.ส. 3 สมัย พร้อมด้วยลูกชายสองคน เขต 4 “ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ“ และเขต 6 “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” อดีต ส.ส.ปี 2554 แถมด้วยเขต 8 “ทัศนาพร เกษเมธีการุณ” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลง น้องสาวทัศนียา

ปลัดแบงก์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา ขวัญใจสาวๆ 

000 ตัวเต็งจากค่าย พปชร.เมืองย่าโมอีก 4 เขตคือ เขต 5 “อรทัย พลวิเศษ“ ภรรยาภิรมย์ พลวิเศษ, เขต 9 “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” อดีต รมช.มหาดไทย, เขต 10 แรมโบ้อีสาน “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” และเขต 11  “สมศักดิ์ พันธุ์เกษม” โดยมีกำนันประนอม โพธิ์คำ เป็นพี่เลี้ยง

000 นอกจากสังเวียนเมืองย่าโม “วิรัช” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งจังหวัดอีสานตอนล่าง ยังมีความมั่นใจลึกๆ ว่า จะเจาะพื้นที่สีแดงเมืองสุรินทร์ได้ เพราะกระแสลุงตู่มีเสียงตอบรับดีกว่าที่คิด โดยแม่ทัพเมืองช้างชื่อ “ธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา” อดีต ส.ส.สุรินทร์หลายสมัย เดินงานเต็มที่ และที่น่าจับตา เขต 1 สุรินทร์ ดาวรุ่งพุ่งแรง “เน๊ต” อนันต์ ปาลีคุปต์ คนในตระกูลรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุรายใหญ่ ขยันทำงานพื้นที่ มีโอกาสพลิกชนะแชมป์เก่าค่ายภูมิใจไทย

อนันต์ ปาลีคุปต์ คนหนุ่มวัย 26

000 ข้ามไปทางดินแดนไดโนเสาร์ “จำลอง ภูนวนทา” ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ไม่สนกระแสเสื้อแดง ยังเดินหน้าขายนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ และขาย “ลุงตู่” ซึ่งเมื่อการเลือกตั้ง 2554 “จำลอง” ลงสนามในสีเสื้อ ปชป. พ่ายอดีต ส.ส.เพื่อไทย “คมเดช ไชยศิวามงคล” เพียง 5,000 คะแนน มาเที่ยวนี้ จำลองทำการบ้านดีเหลือเกิน

จำลอง ภูนวนทา ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ ปราศรัยย่อยชู พล.อ.ประยุทธ์ กลางดงเสื้อแดง

000 เมืองน้ำดำได้ชื่อว่า ที่มั่นเสื้อแดงแห่งหนึ่ง แต่หนนี้ “นิพนธ์ ศรีธเรศ” อดีต ส.ส.เพื่อไทย ย้ายมาอยู่ค่าย พปชร. โดยตัวนิพนธ์ลงสมัคร ส.ส.เขต 5 วัดดวงชิงดำกับ “กำนันหิด” ประเสริฐ บุญเรือง ค่ายเพื่อไทย แทบไม่น่าเชื่อกระแสความนิยมลุงตู่แถวถิ่นภูไทก็มาแรง ไม่แพ้กระแสคิดฮอดคนแดนไกล

000 ดราม่าพรรคเพื่อชาติ ยังไม่จบ “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ แจกข่าวแจงยิบปมขัดแย้ง “จตุพร พรหมพันธุ์” ไม่ได้มีแค่เรื่องบัญชีรายชื่อ ส.ส. แต่ลามไปถึงเรื่องส่วนตัว อย่างว่า “พ.ต.ท.สมชาย” กับ “ตู่ จตุพร” เปรียบเหมือนมวยแชมป์คนละสถาบัน ต่างฝ่ายต่างมีศักดิ์ศรี

สามสิงห์พรรคเพื่อชาติ

000 อดีต ส.ส.โคราชหลายสมัย “พ.ต.ท.สมชาย” ย้ายมาหลายพรรค มีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมายในยุทธจักรบู๊ลิ้ม “ยงยุทธ ติยะไพรัช” จึงชักชวนให้มาร่วมกันสร้างพรรคเพื่อชาติ ขณะที่ “ตู่ จตุพร” และผองเพื่อน ผ่านการทำงานการเมืองภาคประชาชนมาโชกโชน จึงมีความมั่นใจในตัวเองสูง จนมองข้าม “ผู้แทนเก่า” ที่ยังติดกับดักนักเลือกตั้ง

000 จริงๆ แล้ว ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ “พรรคเพื่อชาติ” ไม่ถูกนับว่าเป็น “ตระกูลเพื่อ” มาแต่แรก ดังนั้น “จตุพร” จึงเปรียบพรรคเพื่อชาติเหมือน “พรรคกระยาจก” แถมเหน็บไปถึงใครบางคนว่า “พรรคเพื่อชาติเป็นตระกูลเพื่อที่ไม่มีเงิน เป็นตระกูลเพื่อที่อยู่ในซีกของพรรคกระยาจก กระจอกงอกง่อยที่สุด”

คนนับหมื่นมาฟัง ยงยุทธ ติยะไพรัช ปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส.เพื่อชาติที่พะเยา

000 หลังแยกทางกันหาเสียง “ยุทธ แม่จัน” และ “เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล” รองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เดินสายแถวภาคเหนือ วันก่อนไปหาเสียงที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา มีผู้คนมาฟังการปราศรัยมากกว่า 15,000 คน โดยผู้สมัคร ส.ส.ที่ “ยงยุทธ” มาช่วยหาเสียงได้แก่ เขต 1 ทักษิณ กีรติศักดิ์วรกุล และเขต 3 ทักษิณ สิงห์ชัย

ปชป.ตัวแปรตั้งรัฐบาล “มาร์คชิงลุงตู่”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปชป.ตัวแปรตั้งรัฐบาล “มาร์คชิงลุงตู่”?

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
พลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 6,008 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

เหลือเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์กำลังมาถึง หลังจากที่ไม่มีการเลือกตั้งมานานถึงเกือบ 8 ปี เป็นการเลือกตั้งที่มีความโกลาหลไม่น้อย ทั้งการร้องยุบพรรคที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด ในวันที่ 7 มีนาคม ก่อนการเลือกตั้ง คือพรรคไทยรักษาชาติ ที่กระทำการ “อันมิบังควรอย่างยิ่ง”

และยังมีการร้องให้ กกต.ส่งเรื่องต่อให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคอีกราว 15 พรรคการเมือง ทั้งพรรคการเมืองเล็กๆ และพรรคการเมืองดังอย่างอนาคตใหม่ และพลังประชารัฐ แต่ราว 15 พรรคเหล่านี้คงจะมีความชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งหลังการเลือกตั้งเป็นแน่แท้

วันนี้แม้ว่าโพลล์หลายสำนัก การวิเคราะห์ทุกสำนักข่าว และการประเมินของแต่ละพรรคว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งแต่ละพรรคจะได้ที่นั่งในสภา (ส.ส.) จำนวนเท่าใด แต่ดูเหมือนในแวดวงการเมืองจะมองกันข้ามช็อตไปแล้วว่า ใครจะตั้งรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าแนวการวิเคราะห์ว่าใครเป็นรัฐบาล มีผลไม่น้อยต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มักจะเลือก “ผู้มีโอกาสเป็นรัฐบาล” หรือเป็นแกนนำรัฐบาลมากกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะในต่างจังหวัดยังต้องรอรับการพัฒนาและการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกลางลงมาเพื่อยกระดับท้องถิ่นนั้นๆ

ผิดกับเมืองหลวงอย่าง กทม. ที่มีการพัฒนาค่อนข้างสูง ประชากรมีรายได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ จึงมักจะไม่ให้ความสำคัญกับการที่ใครจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มากไปกว่าการคิดถึงสิทธิ เสรีภาพของตนเอง และการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐ เป็นสำคัญ ผลการเลือกตั้งในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยจึงเป็นไปตามทฤษฎี “2 นคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่สรุปสั้นๆ ได้ว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล”

แต่ภาพการเมืองวันนี้ เมื่อดูความเป็นไปได้ในรัฐบาลผสม อันเป็นผลพวงจากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พอจะวิเคราะห์ได้ว่า พรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีน้ำหนักมากที่สุดในครั้งนี้คือ “พรรคประชาธิปัตย์” ด้วยเหตุผลที่ว่า ขั้วเพื่อไทยกับขั้วพลังประชารัฐ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาล ทั้งการห้ำหั่นกันใน 5 ปีที่ผ่านมา และการเปิดศึกชนิด “ไม่เผาผี” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ หรือเพื่อไทย ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ต้องมี ประชาธิปัตย์ อยู่ฝั่งตนเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้

เพราะถ้าประชาธิปัตย์ไปรวมกับพรรคใดพรรคหนึ่งระหว่างเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้ฝ่ายค้านมีราว 200 เสียงหรือมากกว่า การทำงานของรัฐบาลใหม่จึงแทบเป็นไปไม่ได้

จึงเห็นข่าวกระเส็นกระสายก่อนเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ว่า มีคนของทักษิณ ชินวัตร เช่น โภคิน พลกุล จากเพื่อไทย ไปเจรจาลับๆ กับ เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อแตะมือกัน หาก “คณิตศาสตร์ทางการเมือง” เป็นไปได้ ในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

แต่หลังเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ประชาธิปัตย์พับทางเลือกนี้ “เก็บเข้าลิ้นชัก” ถึงขนาดที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศว่าไม่มีทางไปจับมือกับพรรคการเมืองในเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” หลังเลือกตั้งแน่นอน

หากเป็นไปตามนี้ นั่นหมายความว่า ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องจับมือกับพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน (กรณีที่พรรคเครือข่ายทักษิณและพันธมิตร ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด)

การแบ่งข้างค่อนข้างชัด ปัญหาอยู่ที่จะให้ใครนำระหว่าง ผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากค่ายประชาธิปัตย์ คือ เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากฟากพลังประชารัฐ คือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คำตอบจะอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง ใครได้ที่นั่งมากกว่ากันระหว่าง 2 พรรคนี้ มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่าผู้รับเสนอชื่อฟาก ทักษิณ ชินวัตร

จากตัวเลขโพลล์หลายสำนัก และการประเมินของสำนักข่าวหลายแห่ง ต้องบอกว่า สถานการณ์ ณ วันนี้ ระหว่าง ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ ต้อง “ถ่ายรูป” กันว่าใครเข้าวิน เพราะสูสีกันเหลือเกิน อยู่ที่โค้งสุดท้าย ใคร “เร่ง” เข้าสู่เส้นชัย 24 มีนาคม ได้มากกว่า คนนั้น “ชนะ”

หมายเหตุ “วัดสิงห์” วิวาทะ “บวชตลาดล่าง” คนป่วน-สังคมป่วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364267?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมายเหตุ “วัดสิงห์” วิวาทะ “บวชตลาดล่าง” คนป่วน-สังคมป่วย

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 11:35 น.
บวชตลาดล่าง,โจ๋วัดสิงห์,รรมัธยมวัดสิงห์
เปิดอ่าน 1,448 ครั้ง

จริงๆ ไม่ต้องพูดมาก   ถ้าอธิบายพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นหัวร้อนกลุ่มนี้คนไทยก็น่าจะเข้าถึงความหมายของคำว่า “ตลาดล่าง” ได้เป็นอย่างดี

ปมทะเลาะวิวาท ที่ทำงานบวชกลายเป็นงานบาป เมื่อกลุ่มวัยรุ่นที่มาร่วมงานบวชที่วัดสิงห์ เปิดฉากเข้าจู่โจมนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กทม. จนบาดเจ็บด้วยเหตุเพราะไม่พอใจที่ถูกตักเตือนเรื่องการใช้เสียงดังขณะร่วมงานบวช

           หลังจากนั้นคำว่า “บวชตลาดล่าง” กลายเป็นพาดหัวข่าวสื่อออนไลน์ รวมทั้งมีการแสดงความเห็นมากมายเกี่ยวกับ “บวชตลาดล่าง” และมีการติดแฮชแท็ก #บวชตลาดล่าง 

           ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นที่ติดตามของสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ยังทำให้วลีคำหนึ่งเป็นที่พูดถึงมากขึ้นอีกครั้ง คือคำว่า “ตลาดล่าง”​

           แต่กระนั้นก็ดี คำนี้ก็ยังสร้างข้อถกเถียงว่าควรใช้หรือไม่ และความหมายของมันคืออะไรกันแน่

วลีเหยียด?

          ถ้าอธิบายพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นหัวร้อนกลุ่มนี้คนไทยก็น่าจะเข้าถึงความหมายของคำว่า “ตลาดล่าง” ได้เป็นอย่างดี

          เคสของวัดสิงห์ มีการนำคำนี้มาใช้พาดหัวข่าวมากมาย เช่น “เปิดโปง เอกขาวหัวโจกงานบวชตลาดล่าง–พังสนามสอบ, “อันธพาลตลาดล่างวัดสิงห์ตำรวจจับได้ครบแล้ว 24 คน” ฯลฯ

           ขณะเดียวกันยังมีผู้ใช้พันทิปรายหนึ่งลุกขึ้นมาเล่าเรื่องราวของตัวเองโดยตั้งกระทู้ที่เข้ากระแสสุดๆ ว่า “ครั้งนึงผมเคยมีแฟนตลาดล่าง” บอกเล่าพฤติกรรมของอดีตแฟนและครอบครัวอย่างชนิดที่ทำเอาชาวเน็ตชอบอกชอบใจกับความตรงไปตรงมา เช่น การทะเลาะวิวาทกันภายในครอบครัว การท้าตีท้าต่อยไปทั่ว การลักเล็กขโมยน้อย ฯลฯ จนต้องตัดสินใจเลิกคบ

          แต่ภายหลังก็โดนลบกระทู้ไปโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบสาเหตุ แต่ชาวเน็ตบางคนระบุว่านี่คือการเหยียดและดูถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันรูปแบบหนึ่ง

           ขณะที่อีกหลายคนที่อ่านแล้วออกมาช่วยเถียงถึงขนาดตั้งกระทู้ใหม่เพื่อแก้ต่างแทนกระทู้ที่โดนลบไปว่า

           “…ยิ่งจั่วหัวด้วยคำว่า “ตลาดล่าง” มันยิ่ง Triggered (สะกิดต่อม) ให้คนกลุ่มนั้นกดคลิกเข้ามาดูมาอ่าน มันจะส่งผลดี เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไปคือฟีดแบ็กจากสังคมที่มองมายังพวกเขาว่ามันเป็นแบบไหน ถ้าหากคิดได้และปรับปรุงแก้ไขมันก็จะส่งผลดี”

ภาพจากเวบไซต์พันทิป

           นั่นเพราะความหมายของ “ตลาดล่าง” ในที่นี้ ไม่ใช่สถานที่ หรือชาติพันธุ์ ฐานะ แต่คือระดับความคิดและพฤติกรรมของบุคคล

          ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ขาแว้น สก๊อย พฤติกรรมเต้นท่าลามกอนาจารตามที่สาธารณะ ฯลฯ

           ข่าวดีคือช่วงเมษายนนี้คนไทยจะได้เห็นพฤติกรรม “สงกรานต์ตลาดล่าง” ชัดๆ อีกครั้ง ซึ่งที่จริงทุกปีก็มีให้เห็นและเคยพูดกันมาเยอะแล้ว

ภาพจากเวบไซต์พันทิป

ศัพท์การตลาด

           ถ้าจำกันได้ช่วงหนึ่งเคยมีวิวาทะคำว่า “ตลาดล่าง” ในสังคมไทยมาแล้ว จากเคสที่มีคนโพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงพฤติกรรมตลาดล่างว่า

           “ตลาดล่างสำหรับเราคือคนที่ชอบซื้อเสื้อผ้า Zara, H&M, Uniqlo, Tag ผัว Tag เมีย เพจร้านอาหาร (ที่เขามองว่าแพง) แล้วพิมพ์ว่า “สิ้นเดือนไปกัน”, รู้จักแต่ Starbucks ฯลฯ

           มุมนี้นอกจากคนโพสต์จะโดนชาวโซเชียลรุมกระทืบด้วยคอมเมนต์ร้อนๆ แล้ว ยังเจอกูรูการตลาดหลายคนมาบอกว่า “เข้าใจผิดแล้วจ้า”

ตัวอย่างพฤติกรรมตลาดล่างจากเพจ มีมบันเทิง

           เพราะรายการต่างๆ ที่เจ้าของโพสต์ระบุมานั้น หมายถึงกลุ่มชนชั้นที่มีรายได้ปลานกลาง ไม่ควรเรียกกลุ่มนี้ว่าตลาดล่าง

           เพราะคำว่า “ตลาดล่าง” คำนี้มีใช้อยู่จริงในทางการตลาด หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อต่ำลงไป หรือ Low End Marketting ที่ตรงข้ามกับ High End Market ยกตัวอย่าง โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเจาะกลุ่มตลาดบน และโทรศัพท์ทั่วไปเจาะกลุ่มตลาดล่างนั่นเอง

ตัวอย่างจาดเพจ เกย์ไทยเว้ยเฮ้ย กับพฤติกรรมการเต้น cover บนท้องถนน

           แต่กระนั้นก็ดีในอีกด้านหนึ่ง “ตลาดล่าง” ยังเป็นชื่อเรียกของสถานที่อีกด้วย เช่น ที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีตลาดสดที่มีชื่อเต็มว่าตลาดกอบกาญจน์นฤมิต แต่คนจะเรียกสั้นๆ ว่า “ตลาดล่าง” ซึ่งเป็นตลาดเล็กๆ ส่วนตลาดบนก็คือตลาดสดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า

           ดังนั้นสำหรับผู้คนที่เป็นชาวตลาดล่างในความหมายของพื้นที่ ก็อาจมีงงได้ เมื่อได้ยินคำว่าตลาดล่างในช่วงนี้ (ฮา)

           อย่างไรก็ดีหลายคนบอกว่าเมื่อโลกเปลี่ยนและเรื่องของภาษาก็มีวิวัฒนาการตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นจะใช้คำว่า “ตลาดล่าง” ในสถานการณ์ไหน คนพูดต้องระวัง คนฟังก็ต้องดูบริบทจะได้ไม่มีเรื่อง!

อย่างไรก็ดี ปมวัดสิงห์ ที่สุดเจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุตามภาพที่กล้องวงจรปิดบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด 27 คน ทั้งนี้จับได้ในเบื้องต้น 24 คน ส่วนอีก 3 คน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ 1 ราย ที่อ่างทองเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ​ส่วนอีกรายได้เดินทางเข้ามอบตัวเองในช่วงดึกของวันเดียวกัน

ดังนั้นจวบจนถึงวันที่ 1 มีนาคม จึงเหลือผู้ต้องหาตามภาพวงจรปิดอีก​ 1 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับผู้ต้องหา 24 คน 20 คนแรกนั้นถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี หลังจากถูกนำตัวฝากขังที่ศาลอาญาธนบุรีและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอีก 4 คน ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวไว้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กทม. กำหนด 30 วัน จากนั้นให้ปล่อยตัว เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

งานนี้ผู้มีหน้าที่เขาเอาจริงเพราะเรื่องนี้สังคมไทยรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่ตลาดล่างของคนกลุ่มนี้ หนักกว่านั้นคือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับโพสต์เฟซบุ๊กมระบุว่าต้องจัดการจริงจังและเร่งด่วน (ฮึ่มม!!)

ไหนจะบรรดาคดีต่างๆ ที่โจ๋กลุ่มนี้จะต้องเจอ แว่วมาว่ายาวเป็นหางว่าวจนต้องร้องเมี้ยวหง่าวไปเลย

          เช่นที่ โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสต์เฟซบุ๊กความผิดฐานต่างๆ ที่โจ๋วัดสิงห์อาจต้องเจอ เช่นในประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 360 ระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (ทําให้เสียทรัพย์ของทางราชการ)

และยังมีอีกหลายมาตราซึ่งอาจแถมด้วยพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งถ้าดื่มในวัดก็เจอมาตรา 31 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

นี่แค่บางส่วน แต่ก็หนาวมั้ยเหมียว!!

นับถอยหลัง 7 มีนา..ยุบ-ไม่ยุบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นับถอยหลัง 7 มีนา..ยุบ-ไม่ยุบ

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 09:46 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค ทษช
เปิดอ่าน 959 ครั้ง

7 มีนาคม 2562 คนไทยตั้งตารอ พอๆ กับวันเลือกตั้ง 23 มีนาคม

หลังจากเมื่อวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้งมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 92(2)

           เป็น “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเป็นเหตุในการยุบพรรคได้และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 โดยให้เวลาพรรคไทยรักษาชาติยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน

          ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติได้ยื่นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแก่ศาลรัฐธรรมนูญโดยมีข้อต่อสู้ 8 ประเด็น โดยสรุปว่าการดำเนินกิจการของพรรคไทยรักษาชาติเป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำตามประสงค์และความยินยอมของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

           ทั้งนี้พรรคเห็นว่าคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่าฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้องได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นความประสงค์ของทูลกระหม่อมฯ ที่อาสาเข้ามาทำงานให้ประเทศชาติ และยินยอมให้ผู้ถูกร้องเสนอชื่อ มิใช่เป็นการแอบอ้างโดยพลการ ฯลฯ

           ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 กกต.ได้ทำคำคัดค้าน และคำชี้แจงต่อศาลหลังจากพรรคไทยรักษาชาติยื่นคำชี้แจงต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

           ที่สุดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่ายังไม่ใช่วันตัดสินยุบพรรคเป็นเพียงวันนัดพิจารณาคำชี้แจงพยานหลักฐานของกกต. และพรรคไทยรักษาชาติ หลังจากนั้นศาลจึงจะมีมติว่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 7 มีนาคมที่จะถึงนี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

           แน่นอนว่าในวันนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมมนูญมี 2 แนวทางเท่านั้น คือ 1.ไม่ยุบ โดยยกคำร้องของกกต. ผลก็คือ ทำให้พรรค ทษช.ได้ไปต่อทางการเมือง

           และ 2.ยุบตามความผิดตามคำร้องของกกต.จะส่งผลให้ ทษช. สิ้นสภาพทันที “ยกพรรค” วันที่ 7 มีนาคม 2562

ตรวจแนวรบอีสาน “เพื่อไทย” พลาดเป้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจแนวรบอีสาน “เพื่อไทย” พลาดเป้า

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคเพื่อไทย,ทักษิณ ชินวัตร,นายทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักษาชาติ,แคนดิเดตนายกฯ,นายกฯ,เลือกตั้ง 2562,การเลือกตั้ง,การหาเสียง,ยุบพรรค,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อชาติ
เปิดอ่าน 6,762 ครั้ง

ยุ่งกันใหญ่ล่ะสิ!! ถ้ากลางสัปดาห์หน้า พรรค ทษช.ถูกยุบพรรค พรรคเพื่อไทยจะหาคะแนนมาเพิ่มยังไง เมื่อ “150 เขต” ไม่ได้ส่ง ส.ส.เขต

การแก้เกมกติกาเลือกตั้ง “บัตรใบเดียว” ด้วยการสร้าง “พรรคพี่–พรรคน้อง” ก็มองว่าอ่านเกมขาด เพราะวางพรรคเพื่อไทยเก็บแต้ม “ส.ส.เขต” และพรรคไทยรักษาชาติ เน้น “บัญชีรายชื่อ” หลังเลือกตั้ง 2 พรรครวมกันก็มากกว่า 250 ที่นั่ง

          เมื่อต้องการเอาชนะขาดลอยเลยเล่นเกมใหญ่หวังจะให้ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคไทยรักษาชาติ ชี้ขาดชัยชนะแต่สถานการณ์พลิกผันชั่วคืนเดียว กลายเป็นพรรค ทษช.ต้องเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค

          ถ้ากลางสัปดาห์หน้า พรรค ทษช.ถูกยุบพรรค พรรคเพื่อไทยจะหาคะแนนมาเพิ่มยังไง เมื่อ “150 เขต” ไม่ได้ส่ง ส.ส.เขต เนื่องจากเปิดทางให้พรรคน้องส่ง 175 เขต โดยมี 25 เขตที่สองพรรคต้องแข่งกันเอง

“เพื่อไทยอีสาน” 

แต้มลด 10 จังหวัด

          เมื่อเกมเปลี่ยน พรรคไทยรักษาชาติตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม พรรคเพื่อไทย จึงดำเนินกลยุทธ์กวาดเก็บทุกแต้มทุกเขตไม่ให้เหลือเผื่อแผ่ไปถึงพรรคฝ่ายประชาธิปไตย

          สมรภูมิอีสาน 116 เขตคือเป้าหมายใหญ่ เพราะพรรคเครือข่าย “ชินวัตร” เป็นแชมป์ ส.ส.อีสาน 4 สมัยซ้อน ตั้้งแต่เลือกตั้ง 2544, 2548, 2550 และ 2554 สำหรับเลือกตั้ง 2562 ก็คงได้ครองแชมป์สมัยที่ 5 ตามคาด

           ในวันที่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทยไปหาเสียงที่หนองคายและอุดรธานี จึงประกาศ “ขอให้กาผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยชนะทุกเขต เขตละไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นเสียง” เลือกเพื่อไทยชนะไม่พอ เพราะจะต้องได้คะแนนถล่มทลาย

           เป็นที่น่าสังเกตว่า “พานทองแท้ ชินวัตร” ทายาทของทักษิณ ชินวัตร ได้ร่วมคณะคุณหญิงหน่อยไปขอคะแนนชาวบ้านด้วยทุกเวที “โอ๊ค” จะเดินฝ่าฝูงชนจำนวนมากที่เข้ามาสวมกอด คล้องพวงมาลัย ผูกผ้าขาวม้า และขอจับมือ 

            ด้วยข้อจำกัดของกติการเลือกตั้งที่มิอาจนำ “คนนอก” เข้ามาหาเสียงได้ จึงทำให้การปั่นกระแส “พาทักษิณกลับบ้าน” ทำได้ยากขึ้น ต่างจากปี 2550 มีการแจกแผ่นซีดีกลอนลำ “คิดฮอดทักษิณ” ขับลำโดยบรมครูหมอลำกลอนชาวบ้านได้ฟัง น้ำตาไหลพราก อยากให้อดีตนายกฯ ขวัญใจคนรากหญ้ากลับบ้าน

            ปี 2554 ทักษิณ ร้องเพลง “คิดฮอดบ้านแฮง” ส่งผ่านช่องยูทูบมาจากดูไบ กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตทีวี–วิทยุชุมชนเสื้อแดง มนต์เพลงทักษิณหนุนกระแสนารีขี่ม้าขาวโกยเก้าอี้ ส.ส.มากว่าครึ่งสภา

           จากการประเมินของหน่วยข่าวความมั่นคง ภาคอีสาน 20 จังหวัด พรรคเพื่อไทย จะชนะ “ยกจังหวัด” ประมาณ 10 จังหวัดคือ นครพนม 4 เขต บึงกาฬ 2 เขต มุกดาหาร 2 เขต ยโสธร 3 เขต ศรีสะเกษ 8 เขต สกลนคร 6 เขต หนองคาย 3 เขต หนองบัวลำภู 3 เขต อุดรธานี 8 เขต และมหาสารคาม 5 เขต

            เปรียบเทียบกับปี 2554 เพื่อไทยชนะ 14 จังหวัด โกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ แถมปีนี้เขตเลือกตั้งภาคอีสานลดจาก 126 เขต เหลือ 116 เขต ส.ส.หายไปสิบคน ซึ่งพรรคที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ก็คือ เพื่อไทย

ฝ่ายประชาธิปไตย

ตัวแปร “ตัดแต้ม” กันเอง

          การเลือกตั้งสมัยที่แล้วในสนามเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยต่อสู้ขับเคี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก มีบางจังหวัดที่มีพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นตัวแปร

          ต่างจากฤดูเลือกตั้งปีนี้ที่มี “พรรคอนาคตใหม่” ที่เกิดจากคนหนุ่มสองคน “ธนาธร–ปิยบุตร” แม้ไม่ได้เป็นเครือข่ายของ “พรรคตระกูลเพื่อ” แต่โดยแนวทางการล้มล้างมรดก คสช. จึงโดนใจฝ่ายพลพรรคคนรักนายใหญ่ไปโดยปริยาย

          อีกด้านหนึ่งผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่ในอีสาน ส่วนใหญ่มาจากแกนนำเสื้อแดง หรือนักธุรกิจที่เชียร์พรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว รวมถึงกองเชียร์อนาคตใหม่ในภาคชนบทก็ล้วนแต่เป็นมวลชนแดงรากหญ้า

           “พรรคเพื่อชาติ” พรรคของแกนนำ นปช.ปีกหนึ่ง และไม่ถูกนับเป็น “พรรคพี่–พรรคน้อง” โดย จตุพร พรหมพันธุ์ รับผิดชอบภาคอีสาน มีแนวโน้มจะได้รับเลือกตั้งบางเขตใน จ.มหาสารคาม และจ.สุรินทร์ 

           “พรรคเสรีรวมไทย” ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่คนไม่ชอบ คสช.ให้ความสนใจ แต่องค์ประกอบของพรรคนี้ก็ยังอยู่ห่างจากเครือข่ายพรรคตระกูลเพื่อ

           อีกสองพรรคคือ “พรรคพลังปวงชนไทย” ที่ชูภาพ “พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ “พรรคพลังไทยรักไทย” ที่เสนอชื่อ “พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คงแชร์คะแนนคนเสื้อแดงไปได้ไม่มากนัก

           หากมองภาพรวมของการหาเสียงในภาคอีสาน พรรคอนาคตใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์ครั้งแรกน่าจะเป็นตัวตัดคะแนนพรรคเพื่อไทยไปไม่น้อยเลย

           โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะทำแต้มหลุดลอยและสูญเสีย ส.ส.เขตไปจำนวนหนึ่งจนทำให้คะแนนรวมทั้งประเทศหดหายไป ไม่ได้ตามที่คาดหวัง

คนการเมืองร่วมสยบข่าวลือล้มกระดานการเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนการเมืองร่วมสยบข่าวลือล้มกระดานการเลือกตั้ง

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
เลือกตั้ง,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,จิตรภณ ทิพย์โภคากุล,ศิริโชค โสภา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 2,297 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

นับตั้งเเต่นกหวีดที่ส่งสัญญาณให้พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้งได้อย่างเป็นทางการนั้น กระเเสโจมตีเเละวาทกรรมการเมืองจากฝ่ายต่างๆ ยิงกระหน่ำกันต่อเนื่อง รวมทั้งการปล่อยข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวลวงเพื่อหวังผลต่างๆ นานา

เเละยิ่งมีกระเเสข่าวลือว่า “อาจมีการล้มกระดานการเลือกตั้งรวมทั้งการยึดอำนาจซ้อน” เพราะบางพรรคอาจไม่สมหวัง โดยอาศัยบางเหตุผลของการหาเสียงในช่วงนี้เเละมีการทิ่มเเทงไปยังเเม่ทัพนายกองเเละคีย์เเมนหลักในคสช.

ทีมข่าวการเมือง “เครือเนชั่น” ได้สัมภาษณ์คนการเมืองจากสี่พรรคว่าการล้มกระดานนั้นจะบังเกิดหรือไม่….

            “ผมเชื่อว่าไม่มีพรรคใดหนุนไม่ให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้ง”

          “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เเกนนำภาคกทม.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หากมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นในช่วงนี้จะมาจากผู้คุมอำนาจขัดแย้งกันเอง ผู้คุมอำนาจขัดแย้งกับนักการเมืองและนักการเมืองขัดแย้งกันเอง

แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีแววแบบนั้น ส่วนข่าวลือที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและบางกลุ่มอาจยั่วยุทางการเมืองนั้น มองว่าบางกลุ่มที่แสดงออกทางการเมืองที่ต้องการการเลือกตั้งยังทำได้ในสิทธิขั้นพื้นฐานและควรวางกติกากันไว้ ใครล้ำเส้นก็ต้องดำเนินคดี

“พรรคมีจุดยืนว่าต้องไปสู่การเลือกตั้งและยึดประชาธิปไตย พรรครับสภาพที่สังคมตัดสินในการเลือกตั้งและจะไม่เล่นนอกกติกา หากบางคนมองว่ามีบางพรรคหนุนการสร้างข่าวลือ ข่าวลวงและการเคลื่อนไหวต่างๆ นั้น เจ้าหน้าที่มีอำนาจทางกฎหมายในการตรวจสอบดำเนินคดี เพราะการเลือกตั้งนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีพรรคใดหนุนไม่ให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้ง”

เเกนนำภาคกทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนการปราศรัยของแกนนำพรรคที่เกี่ยวกับงบและการดำเนินการของกองทัพที่พรรคเสนอปรับลดนั้น ภาพรวมของกระทรวงต่างๆ ที่ของบมาทำงาน ทุกอย่างมีความจำเป็น แต่ฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งจะพิจารณางบของทุกกระทรวงและเลือกว่าจะดำเนินการนโยบายใด พรรคมีจุดยืนเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วน และงบซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพนั้น พรรคมองว่าน่าจะรอได้

“พรรคยังเห็นความสำคัญของกองทัพเช่นเดิม แม้บางคนบอกว่ารัฐบาลพลังประชาชนและเพื่อไทยไม่เคยลดงบด้านนี้ ขอชี้แจงว่าสถานการณ์ในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน รัฐบาลเพื่อไทยชุดที่แล้วไม่ปรับลดงบกองทัพเพราะตอนนั้นสภาพเศรษฐกิจยังดี แต่วันนี้สถานการณ์มันคนละแบบกัน ย้ำว่าพรรคไม่เคยโยงกองทัพเชื่อมโยงกับพรรคพลังประชารัฐในเรื่องนี้ในช่วงปราศรัยเลย”

“อย่าสร้างเงื่อนไขให้บางคนกระทำการไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง”

“สุภรณ์ อัตถาวงศ์” สมาชิกพรรคพลังประชารัฐเเละอดีตคนเสื้อเเดง กล่าวว่า มองว่ากองทัพและรัฐบาลตอนนี้มีความสัมพันธ์อันดี การเลื่อนเลือกตั้งของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมานั้นจะพบว่ามีข้อกฎหมายเเละความจำเป็นที่ต้องรอ สังคมน่าจะเข้าใจ ในอดีตก็มีการเลื่อนเลือกตั้ง เว้นแต่ไม่มีเลือกตั้งเท่านั้น หากเป็นแบบนี้ตนก็ไม่ยอม

“มองว่าบางกลุ่มที่ชุมนุมอาจมีบางคนยุยงด้านหลัง และบางกลุ่มดำเนินการแบบบริสุทธิ์ใจก็ตาม แต่บ้านเมืองวันนี้ต้องการความปรองดองและควรไปสู่โรดแม็พ รัฐบาลมีความชัดเจนในการเลือกตั้งแล้ว อย่าสร้างเงื่อนไขให้บางคนกระทำการไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง เช่น การปล่อยข่าวลือ ข่าวเท็จที่เสี้ยมกันขึ้นมา ผมขอให้ยุติการดำเนินการเพื่อให้บ้านเมืองสงบ

ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการล้มกระดานเลือกตั้งเพราะพรรคพลังประชารัฐน่าจะแพ้นั้น ผมขอบอกว่าไม่เป็นความจริง และมองว่าควรเคารพเสียงประชาชนเพราะนโยบายพรรคได้รับการตอบรับจากสังคมดีมาก เชื่อว่าพรรคจะได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน”

สมาชิกพรรคพลังประชารัฐเเละอดีตคนเสื้อเเดง กล่าวว่า ส่วนวาทกรรมที่บางพรรคกล่าวหากองทัพในช่วงนี้เพื่อหาเสียง ตนมองว่า หากบางพรรคเป็นรัฐบาลก็ทำได้ แต่อย่านำกองทัพกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาโยงกับพรรค ควรแยกแยะและประกาศเป็นนโยบายให้ชัดว่าจะตัดลดงบกองทัพจุดใดเพราะอะไร งบกองทัพวันนี้ก็ปรับขึ้นตามปกติ ไม่ได้เพิ่มมากตามที่บางพรรคกล่าวหา สมมุติว่าตนไปหาเสียงกล่าวหาบางพรรคทำบ้านเมืองเสียหายจากการจำนำข้าว แบบนี้ความปรองดองจะเกิดไหมในช่วงเลือกตั้ง

“ผมว่าทุกฝ่ายควรมุ่งไปยังจุดหมายที่รอคอยกันมาหลายปี”

“ศิริโชค โสภา” ผู้สมัครส.ส.สงขลา เขต 7 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ช่วงนี้คือช่วงหาเสียงที่ทุกพรรคควรไปเสนอนโยบายต่อประชาชน ข่าวลือต่างๆ นานา ที่มีอยู่ในตอนนี้นั้น ในทางการเมืองเเละการเลือกตั้ง ข่าวลือต่างๆ มักจะมีออกมาตลอดเวลาในช่วงหาเสียง มองว่าคนไทยเเละพรรคต่างๆ ควรตั้งมั่นอยู่ในกรอบการเลือกตั้งเพราะจะเป็นวิถีคืนสู่ประชาธิปไตย วันนี้พรรคพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้งเพราะพรรคยึดหลักประชาธิปไตยเเละเคารพเสียงของประชาชน

“ส่วนที่บางคนมองว่ากระเเสข่าวลือเลื่อนหรือไม่มีเลือกตั้งเพราะบางพรรคกระเเสนิยมไม่ดีนั้น ไม่ขอเเสดงความเห็น ขอเพียงย้ำว่ากติกาการเลือกตั้งออกมาเเล้ว ทุกฝ่ายควรมุ่งไปยังจุดหมายที่รอมาหลายปี ส่วนการที่หลายพรรคชูเรื่องการปรับลดงบกองทัพนั้น มองว่าการเสนอเพิ่มหรือลดงบประมาณของกระทรวงใดนั้นควรมีเหตุผลเเละความจำเป็นตามภาวะของประเทศในช่วงนั้นๆ อย่าลืมว่างบประมาณมีจำกัด ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางพรรคที่ไปหาเสียงเรื่องตัดงบกองทัพควรต้องชี้เเจงให้ชัดว่าจะลดตรงไหนเเละนำไปเพิ่มที่ส่วนใด”

ศิริโชคกล่าวว่า “บรรยากาศช่วงนี้ไม่น่าจะมีเหตุให้ล้มกระดาน เเม้อาจมีบางพรรคที่ทำผิดกติกา ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ หากถามว่าจะมีการก่อการชุมนุมขึ้นหรือไม่ หากบางพรรคจะโดนยุบพรรค มองว่าสถานการณ์ไม่ไปถึงขั้นนั้น”

“พรรคเเละฝ่ายต่างๆ อย่าแบ่งข้างซึ่งเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง”

“จิตรภณ ทิพย์โภคากุล” ผู้สมัครส.ส.กทม. เขตบางเเค พรรคภูมิใจไทย กล่าาวว่า ตนเป็นคนรุ่นใหม่เเละลงสนามเลือกตั้งครั้งเเรก มองว่ากระเเสข่าวลือต่างๆ ในช่วงนี้นั้น ย้ำว่าการเลือกตั้งควรจะมี เพราะการสร้างความวุ่นวายเพื่อล้มเลือกตั้งเป็นเรื่องที่น่าละอาย เป็นกบฏต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ประชาชนต้องสร้างเกราะป้องกัน โดยการไม่แบ่งข้างและแสดงออกโดยการไม่เลือกพรรคการเมืองที่พยายามก่อชนวนความขัดแย้ง โดยการสร้างกระแสต้องเลือกข้าง

“ประเทศไทยรอคอยการกลับมาของประชาธิปไตยอย่างใจจดใจจ่อ หากไม่เกิดการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ถือเป็นการบ่อนทำลายระบบประชาธิปไตยอย่างกู่ไม่กลับ ประชาชนจะเกิดความสับสนอย่างมาก เศรษฐกิจจะถดถอย แต่ ณ จุดนี้ด้วยความคิดเห็นส่วนตัวยังไม่คิดว่าบ้านเมืองจะไปถึงจุดที่ไม่มีการเลือกตั้ง ต้องวิงวอนพี่น้องประชาชนร่วมมือร่วมใจกันรณรงค์ร่วมกับพรรคเเละฝ่ายต่างๆ สร้างบรรยากาศทางการเมืองในทางสร้างสรรค์ ไม่แบ่งข้างซึ่งเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง ไม่เกิดประโยชน์ต่อใคร ร่วมสร้างประชาธิปไตยยุคใหม่เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นปัญหาหลักและปัญหาที่สำคัญที่สุดของวันนี้ วอนขอให้พี่น้องนักการเมืองทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่และรวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ”

“หวังว่าทุกฝ่ายควรสร้างการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นธรรม ไม่สร้างประเด็นความแตกแยก โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ยอมรับในผลการเลือกตั้ง โดยคำตัดสินจากประชาชน 24 มีนาคม เดินหน้าประเทศไทย พร้อมสร้างประชาธิปไตยยุคใหม่ ประชาธิปไตยเพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชน”