“เลือกตั้ง 62 ในมุมมองของผู้หญิงแถวหน้า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เลือกตั้ง 62 ในมุมมองของผู้หญิงแถวหน้า”

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 10:35 น.
เลือกตั้ง62,ดรณหทัย ทิวไผ่งา,พรรคประชาชาติ,วทันยา วงษ์โอภาสี,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 678 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเลือกตั้งครั้งนี้พบว่าเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยหน้าใหม่ เพราะกกต.สรุปจำนวนพรรคการเมือง และจำนวนผู้สมัคร ส.ส.ช่วงเปิดรับสมัครวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เบื้องต้นก่อนตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้ง 2562 มีผู้สมัครแบบแบ่งเขต 80 พรรค จำนวน 11,128 คน ส่วนระบบปาร์ตี้ลิสต์ 72 พรรค 2,718 คน รวมผู้สมัคร 13,846 คน เท่ากับว่าผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองประเภทรวมกันมากกว่าการเลือกตั้งปี 2554 ที่มีจำนวน 3,832 คน หรือมากกว่า 3 เท่า

กกต.สรุปแล้วว่าผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. 81 พรรค รวม 11,181 คน(ไม่ผ่านการพิจารณาและลงสมัครไม่ได้ 947 คน)

แบบบัญชีรายชื่อ มีพรรคการเมืองที่ยื่นสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 77 พรรค รวม 2,917 คน (ผ่านการพิจารณาและลงสมัครได้ 2,810 คน และไม่ประกาศรายชื่อ 107 คน)

บัญชีนายกรัฐมนตรี มีพรรคการเมืองเสนอ 46 พรรค รวม 71 รายชื่อ (กกต.รับรอง 44 พรรค มีผู้ได้รับการเสนอรายชื่อ 68 คน และไม่ประกาศรายชื่อ 2 คน )

และครั้งนี้มีสุภาพสตรีทั่วไทยลงสนามอาสาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหน้าใหม่และผู้ที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองมาแล้วหลายต่อหลายคน ทำให้สนามเลือกตั้งครั้งนี้น่าติดตามว่าสุภาพสตรีเหล่านี้จะผ่านด่านความไว้วางใจจากสังคมให้เข้าไปทำหน้าที่ ส.ส.ได้หรือไม่ และพวกเธอมีความหวังที่จะรังสรรค์บ้านเมืองในไปในทิศทางใด…

เครือเนชั่นได้ตั้งคำถามเรื่อง “เลือกตั้ง 62 ในมุมมองของผู้หญิงแถวหน้า” โดยมี ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ และ วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ มาตอบคำถามดังกล่าว

– ดร.ณหทัยหายหน้าจากวงการการเมืองไปไหนมาในช่วง10 ปี
“ไปศึกษา ได้มีโอกาสค้นพบนวัตกรรมใหม่ทางการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพราะพบว่าประเทศไทยมีปัญหา นักเรียนที่จบ ม.6 นักศึกษาที่จบปริญญาตรีนั้น พูดภาษาอังกฤษไม่ถูก ดิฉันได้ลงไปที่ภาคใต้ นำนวัตกรรมใหม่ที่คิดได้ไปทดลองใช้ เพราะเด็กๆในภาคใต้มีกำลังสมองที่ดี แต่มีโอกาสน้อย โดยสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องการเมืองเลย ดิฉันไม่ชอบและไม่ได้เล่นการเมือง แต่ก็จะทำงานทางการเมือง”

  – คุณวทันยาทำไมตัดสินใจมาทำงานทางการเมือง
“จากที่ทำงานด้านสื่อมวลชนมานั้น เป็นโอกาสที่ทำให้ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนและปัญหาต่างๆ ของประเทศ และความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้สนใจและตัดสินใจมาทำงานการเมืองเพื่อหยุดความขัดแย้ง ดิฉันจะขอทำงานเพื่อประเทศ เพราะทุกคนที่ทำงานสื่อมวลชนมีความคิดที่อยากทำงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อส่วนรวม และหน้าที่สำคัญคือเป็นกระบอกเสียง”

  – ทั้งสองคนมองการเมืองปี 2562 อย่างไร และจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาประเทศแบบใด 
 ดร.ณหทัย “แม้การเมืองจะประกอบด้วยพรรคที่หลากหลาย แต่ทุกพรรคนั้นอยากให้สอบถามประชาชนว่าพวกเขาต้องการอะไร ความมั่นคงทางความรู้สึก และมีศักยภาพในการเป็นตัวแทนราษฎรที่แท้จริง คนการเมืองควรมีน้ำใจนักกีฬา ยอมรับผลแพ้ชนะ”

  วทันยา “ทุกพรรคต้องการยุติความขัดแย้ง ควรรับฟังเสียงข้างมาก และเคารพเสียงข้างน้อย ดิฉันมองว่าอย่าใช้คำว่าการเมือง แต่ครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า”

          – มองว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร และการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม มีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
   ดร.ณหทัย “เราควรยอมรับใครก็ได้ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง ประชาชนต้องมีสิทธิในการเลือกผู้นำ ถือว่าเป็นกระบวนการแรกที่ได้จากประชาชน และอีกหนึ่งกระบวนการอยู่ในรัฐสภา”

     – การสังกัดพรรคประชาชาติ จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ยากหรือง่าย
 ดร.ณหทัย “เราต้องมีจุดยืนว่า ประชาชนเป็นผู้เลือก ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ พรรคของเราสนับสนุนประชาธิปไตย ยืนยันว่าพรรคไม่ใช่พรรคแบงก์สิบหรือแบงก์ร้อย เพราะประชาชาติเป็นพรรคที่ประชาชนเลือกมา”

          – ในฐานะที่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ รู้สึกอย่างไรกับการที่แจ้งสังคมว่าพรรคเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และทำงานบริหารบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน
  วทันยา “ขอเรียนว่า ควรแยกกันก่อนระหว่างเรื่องของรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังประชารัฐได้รับการรับรองจาก กกต.ในการตั้งพรรค พรรคเป็นการผสมผสานจากผู้คนหลายภาคส่วน บางคนบอกว่าการที่พรรคมีอดีตรัฐมนตรี 4 คนสังกัดนั้น ถือว่าเป็นการเอาเปรียบพรรคอื่น ดิฉันไม่รู้สึกเลยว่าพรรคมีความแตกต่างจากพรรคอื่น พรรคมีความเท่าเทียมและเสมอภาคกับพรรคอื่นๆ พรรคไม่มีแต้มต่อใดๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคะแนนเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย”

          – กรณีพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งบางพรรคบอกว่าเป็นการเอาเปรียบนั้น มองอย่างไร
 ดร.ณหทัย “ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มาจากเสียงส่วนมาก ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการเสนอชื่อ ส่วนกรณีที่พรรคชูนโยบายแก้รัฐธรรมนูญนั้น ขอเรียนว่า กรณีนี้ค่อยมาว่ากันหลังเลือกตั้ง แต่พรรคอยากให้ประชาชนที่มีความแตกต่างอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข”

          – ถ้าไม่ลงมาทำงานการเมืองแต่ช่วยประเทศด้านอื่นๆ แทน จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าหรือไม่
     ดร.ณหทัย “ดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่มีจิตวิญญาณที่ดี ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็ตาม”

 วทันยา “สื่อทำได้แค่เฝ้ามอง ติดตาม และเป็นกระบอกเสียง แต่การที่มาลงมือทำเองย่อมได้ความแตกต่างมากกว่า ดิฉันช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเดินสายหาเสียงไปบ้างแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วประเทศ”

 – ช่วงที่ลงพื้นที่ คิดว่าอะไรเป็นโอกาสและอุปสรรค
 ดร.ณหทัย “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาแรก เพราะประชาชนกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งกับคนอื่นๆ ในเรื่องการเมือง การแบ่งฝ่าย การประท้วง พรรคประชาชาติเชื่อในเรื่องความแตกต่าง และทำอย่างไรให้สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างอิสระ”

 วทันยา “ความแตกต่างในสังคม ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะประเทศไทยมีฐานของผู้ที่มีรายได้น้อยอยู่จำนวนมาก รวมทั้งความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่เท่าที่ลงพื้นที่ทราบว่าประชาชนอยากเห็นประเทศที่สงบสุข พ่อค้าแม่ค้าสามารถขายของได้อย่างสงบ เพราะในช่วงที่ประเทศมีปัญหา สื่อจะมีเรตติ้งสูง แต่รายได้จะกลับตรงข้ามกัน เอกชนไม่กล้าลงโฆษณา เพราะอย่างไรเสียในช่วงความขัดแย้งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้”

  – ถ้าได้ตำแหน่งทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จะทำอะไรเป็นสิ่งแรก
ดร.ณหทัย “ผลักดันการศึกษาให้ทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างศักยภาพให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อคนมีการศึกษา จะสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง และช่วยสร้างอาชีพ อย่างเช่น เด็กๆ หากวาดภาพและเขียนโปรแกรมก็สามารถสร้างอาชีพได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์และไอทีแม้จะมีโทษอยู่บ้าง แต่ก็ต้องบุกเบิกให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

วทันยา “ขอพูดในนามพรรค เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะนำความสงบมาสู่ประเทศ เมื่อพรรคออกนโยบายไปแล้วก็ต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ อาทิ สวัสดิการประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความแข็งแรงขึ้น รวมทั้งการสร้างคนและอาชีพ ต้องสอนให้พวกเขามีวิธีหารายได้ให้ตัวเอง”

– จะฝากอะไรแก่สุภาพสตรีไทยสำหรับการเลือกตั้ง 2562
ดร.ณหทัย “สำหรับคนที่ก้าวมาในการเมือง ไม่อยากให้ท้อแท้ ให้ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่ง เพราะถ้าการเมืองมีแต่ผู้ชายก็จะมีมุมอีกแบบหนี่ง ซึ่งผู้หญิงมีบางมุมที่ผู้ชายไม่มี อยากให้สนับสนุนผู้หญิงในรัฐสภา และผู้ชายเคารพในความเป็นผู้หญิงด้วย”

 วทันยา “เชื่อว่าผู้หญิงเป็นจุดเริ่มในการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงมีศักยภาพและมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย ดิฉันอยากเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่ตนเองชอบ ตรงนี้เป็นอีกก้าวของการเป็นประชาธิปไตย”

‘เตรียมรับมือสงกรานต์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เตรียมรับมือสงกรานต์

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 10:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สงกรานต์
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีกบิน ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ 1 มีนาคม 2562 ซึ่งอีกเดือนกว่าๆ ก็จะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลมีมติให้หยุด 13-16 เมษายน ซึ่งเป็นปีใหม่ไทยที่จะมีผู้คนเดินทางกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน และอีกมากมายเดินทางไปพักผ่อน-ท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่าวันหยุดปกติหลายเท่าตัว

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำเรื่องนี้แจ้งผ่านไปยังทุกหน่วยงานให้วางแผนรับมือคลื่นมนุษย์และจำนวนยวดยานทุกชนิดให้ดีเพื่อความไม่ประมาท โดยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนโดยคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นอันดับแรก

ทุกปีที่ผ่านมาจะมีการนับศพผู้เสียชีวิตในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นเรื่องเลวร้ายทำลายขวัญมาก เพราะแทนที่จะหาทางป้องกันอุบัติเหตุอันตรายกลับทำอย่างอื่นที่ไม่เป็นประโยชน์และยิ่งมีผู้เสียชีวิตมากแสดงว่าการทำงานช่วยเหลือป้องกันภัยอันตรายไมได้ผล เช่นปีใหม่ที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์อุบัติเหตุรุนแรง

จึงขอให้วางแผนทำงานช่วยเหลือบริการประชาชนเต็มที่ทั้งรถไฟ รถเมล์ รถบขส. เครื่องบิน ซึ่งจะมีผู้คนเดินทางส่งผลกระทบหลายอย่างโดยเฉพาะการจราจรติดขัด ฯลฯ

อย่าคิดว่าเหลือเวลาอีกนานและอย่างที่บอกไว้แล้วว่าเดือนนี้จะมีการเลือกตั้งซึ่งอย่าไปทำให้ระบบทำงานติดขัดหรือรอคำสั่งถึงจะขยับตัวลงมือทำ

การเมืองคือการเมือง “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” ข้าราชการคือผู้รับใช้บริการประชาชนอย่าให้มีข้ออ้างในการทำงานเลย
อ๊อด เทอร์โบ

***

ทุกข์ของชาวนา
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวนาที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว และเป็นข้ออ้างโดยนักการเมืองหลายๆ คนว่าจะช่วยเหลือชาวนาแต่ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นกว่าเดิมเลย และซ้ำร้ายยังทุกข์ยากกว่าเดิม ขายข้าวราคาถูกตกต่ำหนี้สินรุงรัง

หลายวันที่ผ่านมาได้ข่าวว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานอะไรสักอย่างจะออกกฎหมายข้าวว่าไปเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวจะมีโทษถึงติดคุก เป็นความจริงหรือไม่ครับ ถ้าเป็นความจริงผมจะได้เลิกทำนาให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย แสดงว่าชาวนาคือคนที่ถูกรังแกไม่มีใครเห็นใจและยังถูกย่ำยีไม่มีวันหยุด

ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ระบายความรู้สึกและอย่ามาพูดกันอีกเลยว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” ได้ยินได้ฟังมาจนเบื่อไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย
บุญสม (อ่างทอง)

  ตอบคุณ ‘บุญสม’ อ่างทอง
อ่านจดหมายของคุณแล้วสงสารและเห็นใจ-เข้าใจถึงความรู้สึกจริงๆ ครับ เพราะเรื่องชาวนานี่เป็นประเด็นให้นักการเมืองนำไปอ้างอิงหาเสียงมาตลอดและพอมีเรื่องทุจริต-การจำนำประกันราคาข้าว ผู้ตกเป็นแพะรับบาปคือชาวนา

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ มีการสรุปเรื่องพ.ร.บ.ข้าว หรือ กฎหมายข้าวออกมาแล้วว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการศึกษามา 2 ปี เป็นประโยชน์ต่อชาวนาและทุกฝ่ายโดยการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ได้พิจารณาทุกด้าน ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่เคยกำหนดให้ชาวนาอยู่ในคณะกรรมการชุดใหญ่ถึง 5 คน เพราะต้องการให้ชาวนาไปออกนโยบายเอง ไม่มีอย่างที่เอาไปพูดในเวทีหาเสียง

ไม่มีใครโง่ไปทำร้ายชาวนาอย่างแน่นอน เช่น การเอาไปพูดชาวนาจะติดคุกเพราะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งไม่เป็นความจริง มีแต่จะส่งเสริมเท่านั้น และเชื่อว่าของดีย่อมเป็นของดี ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการวิสามัญประกอบด้วยหลายภาคส่วนเสนอให้มีการปรับปรุง ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขให้กระทั่งทุกฝ่ายเห็นว่ามีส่วนดีมากกว่าส่วนเสีย

เมื่อสังคมยังไม่สบายใจ ไม่เข้าใจในตัวร่างพ.ร.บ.ข้าว อาจเกิดเหตุเข้าใจผิดเพิ่มมากกว่าเดิม จึงเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนดไม่อยากเอาเรื่องการเมืองมาผสมกับการทำหน้าที่ของสนช.ชุดนี้จะไม่นำมาพิจารณาอีกแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไปจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ก็ได้

นี่คือข้อสรุปที่นำมาเรียนให้ทราบและขอให้ชาวนาสบายใจได้ว่ากฎหมายข้าวหรือร่างพ.ร.บ.จะยังต้องรอจนถึงรัฐบาลหน้า หลังการเลือกตั้งอีกหลายเดือนโปรดสบายใจได้
อ๊อด เทอร์โบ

เคราะห์ซ้ำคนป่วย..คลินิกเถื่อนเกลื่อนเมือง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคราะห์ซ้ำคนป่วย..คลินิกเถื่อนเกลื่อนเมือง!

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 10:15 น.
สายตรวจระวังภัย,สถานพยาบาลเถื่อน,คลินิกเสริมความงาม,หมอเถื่อน
เปิดอ่าน 1,080 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับสถานพยาบาลเถื่อนมากมายที่ถูกจับกุมกวาดล้างดำเนินคดี เพราะมีกรณีผู้บาดเจ็บล้มตายจากการเข้าไปใช้บริการ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคลินิกเสริมความงาม ทำศัลยกรรมต่างๆ อาทิ เสริมจมูก เสริมอก ฉีดโบท็อกซ์ หรือแม้แต่การจัดฟัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าไม่เกิดเหตุ ไม่เป็นข่าว คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าเป็น “คลินิกเถื่อน” ที่ดำเนินการรักษา ให้ยา และผ่าตัดโดย “หมอเถื่อน”

แม้จะจับไปเยอะ ปิดไปเพียบ แต่คลินิกเถื่อนยังหลงเหลืออีกจำนวนมาก ตั้งอยู่สถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ต้องรอเรื่องแดงจากคนไข้ถึงจะรู้ ซึ่งล่าสุด ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ที่นำโดย “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. นำกำลังตำรวจ ศปอส.ตร พร้อมตำรวจท้องที่ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ปูพรมกวาดล้างสถานพยาบาลเถื่อน ที่ตั้งอยู่พื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และชลบุรี

การเข้าตรวจสอบกวาดล้างคลินิกเถื่อนครั้งนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ https://www.tactics.centerว่า ได้เข้ารับการรักษาฟันกับคลินิกแห่งหนึ่งแล้วไม่หาย แม้เข้าไปขอรับการรักษาซ้ำ อีกทั้งยังเกิดการอักเสบเรื้อรัง จึงเชื่อว่าคลินิกไม่มีแพทย์ประจํา หรือมีการรักษาผู้ป่วยด้วยบุคคลที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ หรือหมอเถื่อน หมอปลอม จากนั้นชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. (Online team) จึงดำเนินการสืบสวนขยายผล กระทั่งพบว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นเครือข่ายขบวนการ เปิดโรงเรียนบริบาล บริการรถตรวจสุขภาพ โดยไม่มีแพทย์ประจํา มีเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 5 ล้านบาท ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายเข้าตรวจค้นทั้งสิ้น 17 จุด จำนวน 13 คลินิก

ผลปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จํานวนทั้งสิ้น 11 ราย ยึดของกลางได้ หลายรายการ อาทิ เครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ ยาแผนปัจจุบัน หลักฐานการโอนเงิน บัญชีธนาคารปลายทาง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานในการดําเนินคดี ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเบื้องต้นยังพบว่า คลินิกเถื่อนเหล่านี้มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับ น.ส.นิธินันท์ มิลินจรูญพงษ์ หรือ “หมอดา” ทั้งหมด หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดําเนินการตรวจสอบตามความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

สำหรับคลิกเถื่อน 13 แห่งที่ถูกกวาดล้างประกอบด้วย 1.อรดาสหคลินิก 4 จุด (คลอง 8 ปทุมธานี) 2.มณีนพเก้าคลินิก 2 จุด (คลอง 13 ปทุมธานี) 3.ชนินท์โชติทันตกรรม (ธัญบุรี) 4.ชัยพฤกษ์สหคลินิก (เลียบคลอง 2 ปทุมธานี) 5.ไอยราคลินิก (ตลาดไท) 6.นครชัยคลินิกเวชกรรม (ตลาดไท) 7.ปัญจรัสม์คลินิกเวชกรรม (เมืองเอก) 8.เฮลธ์แคร์คลินิกเวชกรรม (พระนครศรีอยุธยา) 9.กันยกรคลิกเวชกรรม (พระนครศรีอยุธยา) 10.ดีแคร์ สหคลินิก หรือ โรงโป๊ะสหคลินิก (บางละมุง) 11.เพิ่มพูล คลินิก หรือ พูนทรัพย์ คลินิกเวชกรรม (บางละมุง) 12.เบญจพัชญ์ คลินิกเวชกรรม หรือ เฮลธ์แคร์ 1 คลินิกเวชกรรม (นาเกลือ) และ 13.เอ็นเอ็นซี คลินิกเวชกรรม (หนองจอก)

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกว่า จากการตรวจสอบดังกล่าวพบการกระทําความผิดหลายข้อหาตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล และ พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้แก่ 1.เปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่รับอนุญาต 3.ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 4.ประกอบวิชาชีพทันตกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

“ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชน หากมีอาการเจ็บป่วย จําเป็นต้องการเข้าไปรับรักษาในคลินิกตามพื้นที่ต่างๆ ควรตรวจสอบคลินิกที่เข้าไปรับการรักษาให้ดี โดยดูที่เอกสารประกอบกิจการสถานพยาบาล ในเรื่องสถานที่ กําหนดเวลาการเปิด-ปิด และเอกสารดําเนินการสถานพยาบาล ในเรื่องชื่อและใบหน้าแพทย์ผู้ให้การรักษา รายละเอียดต่างๆ ต้องตรงกันกับในเอกสารดังกล่าว หากไม่เป็นไปตามใบอนุญาตแล้ว ให้สันนิษฐานได้ว่า เป็นสถานพยาบาลที่เปิดโดยผิดกฎหมาย หากเข้ารับการรักษา อาจได้รับการรักษาที่ไม่มีมาตรฐาน ทําให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย หรืออาจผิดพลาดรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ย้ำเตือน

สถานพยาบาลเป็นที่พึ่งของคนป่วย ถ้าพลาดเข้าไปรักษากับคลินิกเถื่อนก็เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด งานนี้ต้องพึ่ง “บิ๊กโจ๊ก” เร่งกวาดล้างให้สิ้นซาก..!!

บ่ได้ยินเสียง “พาทักษิณกลับบ้าน” สมรภูมิที่เปลี่ยนไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ่ได้ยินเสียง “พาทักษิณกลับบ้าน” สมรภูมิที่เปลี่ยนไป

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
พาทักษิณกลับบ้าน,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคตระกูลเพื่อ,ยิ่งลักษณ์,เลือกตั้ง 2562,การเลือกตั้ง,การเมืองไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคไทยรักไทย,พรรคเพื่อชาติ,นปช
เปิดอ่าน 2,095 ครั้ง

ปี 2554 คนเสื้อแดงปั่นกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ตามด้วยเพลง “คิดฮอดบ้าน” ที่ทักษิณขับร้อง ชาวรากหญ้าเลยเข้าคูหากาบัตรเลือกเพื่อไทยท่วมท้น แต่ปีนี้…เงียบ

000 นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ได้ตั้งข้อสังเกตจากการหาเสียงของ “พรรคตระกูลเพื่อ” ในสมรภูมิภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน พบว่าไม่มีการชูสโลแกน “พาทักษิณกลับบ้าน” บนเวทีปราศรัย เหมือนฤดูเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ถ้ายังจำกันได้ ปี 2550 มีการแจกแผ่นซีดีกลอนลำ “คิดฮอดทักษิณ” พ่อใหญ่แม่ใหญ่ได้ฟัง น้ำตาไหลพรากๆ อยากให้อดีตนายกฯ กลับบ้าน

000 มาถึงปี 2554 คนเสื้อแดงปั่นกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ตามด้วยเพลง “คิดฮอดบ้าน” ที่ทักษิณขับร้อง ส่งผลให้ชาวรากหญ้าเข้าคูหากาบัตรเลือกเพื่อไทย จนได้คะแนนเสียงท่วมท้น แต่ปีนี้ กกต.ออกกฎเข้มเกี่ยวกับการหาเสียง เลยทำให้ “พรรคตระกูลเพื่อ” ไม่กล้าเอ่ยถึงคนแดนไกล

000 โฟกัสไปที่สังเวียนเลือกตั้งอีสาน 20 จังหวัด สมัยที่แล้ว มีเพียง 6 จังหวัดเท่านั้นที่ค่ายเพื่อไทย “ไม่ชนะยกจังหวัด” คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ แต่ครั้งนี้ โอกาสที่เพื่อไทยจะกำชัยแบบไม่ยกจังหวัด เพิ่มเป็น 11 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ขอนแก่น เลย กาฬสินธุ์ และบึงกาฬ

อนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต ส.ส. 7 สมัย กลับสู่สนามอีกหน

000 ยุทธภูมิร้อยเอ็ด กล่าวได้ว่าเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของคนเสื้อแดง ค่ายเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น แต่จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด จาก 7 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย อาจพ่ายแพ้ถึง 4 เขต เริ่มจากเขต 1 “อนุรักษ์ จุรีมาศ” ค่ายชาติไทยพัฒนา เหนือกว่าแชมป์เก่า “วราวงษ์ พันธุ์ศิลา” ค่ายเพื่อไทย เขต 2 “รัชนี พลซื่อ” ค่ายพลังประชารัฐ อาจเบียด “ฉลาด ขามช่วง” ค่ายเพื่อไทยเข้าป้าย

เอกภาพ – รัชนี มีลุ้นที่ร้อยเอ็ด

000 พลังประชารัฐร้อยเอ็ด ยังมีโอกาสชนะเพื่อไทยอีก 2 เขตคือ เขต 3 “เอกภาพ พลซื่อ” ที่ทำงานพื้นที่ได้ดีกว่าแชมป์เก่า “นิรมิต สุจารี” และที่เขต 4 “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย” มีคะแนนนิยมเหนือกว่าอดีต ส.ส.จอมเก๋า “นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” ส่วนอีก 3 เขตโซนทุ่งกุลาร้องไห้ อดีต ส.ส.เพื่อไทย คงเอาชนะคู่แข่งหน้าใหม่ที่ห่างชั้นไปได้ไม่ยาก

สจ.โอ๋น้อย ตวงรัตน์ ลุยทุกหมู่บ้านเพราะรู้ว่าเป็นรอง

000 อย่างไรก็ตาม พลังคนเสื้อแดงในภาคเหนือตอนบน ยังเป็นเสียงชี้ขาดชัยของ “พรรคตระกูลเพื่อ” ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ ลำพูน และลำปาง โดยมีเพียงสนามพะเยา จังหวัดเดียวที่ต้องลุ้นระหว่าง “กระแสนายใหญ่” กับ “กระแสผู้มากบารมีคนใหม่”

ทีมชากังราว ทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ

000 ภาคเหนือตอนล่าง กระแสเสื้อแดงมีอยู่เป็นหย่อมๆ แต่ก็ยังประมาทกระแสคนแดนไกลไม่ได้ ทั้งสนามสุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ฉะนั้น ทีมพลังประชารัฐ โดยการนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คงต้องทำการบ้านอย่างหนัก

000 เฉพาะที่กำแพงเพชร เขต 2 แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ที่แปรพักตร์ไปอยู่ค่ายพลังประชารัฐ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเขตนี้ “ไวพจน์” ต้องสู้กับกระแส ปชป. เมื่อ “นพ.ปรีชา มุสิกุล” อดีต ส.ส.หลายสมัย ขยับขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ และส่งลูกชาย “สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามแทน

ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

หาเสียงแบบไวพจน์ สู้กระแสแดงทักษิณ

000 ตรงกันข้าม ที่กำแพงเพชร เขต 3 “อนันต์ ผลอำนวย” แชมป์เก่าจากค่ายเพื่อไทยที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ เจอมวลชนรากหญ้าคนรักทักษิณแถวคลองลานไม่แฮปปี้ แต่ด้วยบารมีของพ่อตาอย่าง “เจ้าพ่อคลองขลุง” สนั่น สบายเมือง อาจพลิกเกมกล่อมคนเสื้อแดงสำเร็จในโค้งสุดท้าย

000 ไม่ได้หายหน้าไปไหน แม้พรรคคนไทยจะยุติบทบาทไปแล้ว แต่ “อุเทน ชาติภิญโญ” อดีตหัวหน้าพรรค ยังทำหน้าที่คล้ายเสนาธิการหลังม่านให้แก่ทีมผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ สมุทรสาคร ประกอบด้วยเขต 1 อัคคเดช สุวรรณชัย อดีต นายก อบจ.สมุทรสาคร, เขต 2 มาโนช เอี่ยมประเสริฐ อดีตรองอธิการบดีสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร และเขต 3 จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ อดีตประธานสภาจังหวัด เนื่องจากทั้งสามคนนี้ทำงานร่วมกับพรรคคนไทยมานานกว่า 5 ปีแล้ว

จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ เขต 3 สมุทรสาคร

000 ในสนามเลือกตั้ง 3 เขตเมืองมหาชัย “อุเทน” ฝากความหวังไว้กับ “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” อดีต ส.อบจ.สมุทรสาคร เขตบ้านแพ้ว โดยต้องฝ่าด่านหิน “ทีมเฮียม้อ” จากพรรคชาติไทยพัฒนา และแชมป์เก่า “นิติรัฐ สุนทรวร” พรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นหญิงแกร่งแห่งบ้านแพ้ว ก็เชื่อว่า “จอมขวัญ” จะเบียดเข้าป้ายได้

“นิติรัฐ สุนทรวร” แชมป์เก่าเขต 3 สมุทรสาคร

000 การเมืองไทย หลังวันตัดสิน “คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ” อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากระแสคนแดนไกลจะแรงปานพายุถล่มฝ่ายตรงข้ามแหลกลาญ หรือเกิดความอลหม่านบ้านแตกรอบใหม่

ชายขอบโคราช “แรมโบ้” เจอของหนัก “กำนันป้อ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชายขอบโคราช “แรมโบ้” เจอของหนัก “กำนันป้อ”

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 09:45 น.
แรมโบ้อีสาน,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,กำนันป้อ,วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล,อนุทิน ชาญวีรกูล,อีโต้อีสาน,ธีระชัย แสนแก้ว,เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,ยิ่งลักษณ์,พรรคพลังประชารัฐ,เสื้อแดง
เปิดอ่าน 5,855 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

สังเวียนเลือกตั้งนครโคราช จัดว่าใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร จากพื้นที่การปกครอง 32 อำเภอ มีเขตเลือกตั้ง 14 เขต พรรคการเมืองใหญ่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เต็มอัตราศึก ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย

ทุกเขตเลือกตั้งสู้กันถึงขั้นติดดาบปลายปืนแน่ โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 10 (อ.ครบุรี อ.เสิงสาง อ.วังน้ำเขียว เฉพาะ ต.วังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี)

คู่เอกของเขตนี้คือ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย กับ “พรชัย อำนวยทรัพย์” อดีต ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.เสิงสาง

“พรชัย อำนวยทรัพย์”  ตัวแทนกำนันป้อในเขต 10

ลำพัง ส.จ.พรชัย ไม่เท่าไรหรอก ต้องโฟกัสไปที่ลูกพี่ใหญ่ “กำนันป้อ” วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่วางแผนหาเสียงมาเกือบปี หลังเจรจากับอนุทิน ชาญวีรกูล เรียบร้อยแล้ว

“สุภรณ์” เล่นการเมืองมานาน โดยเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย เมื่ออยู่ในสภาได้จับคู่กับ ธีระชัย แสนแก้ว ส.ส.อุดรฯ ตั้งฉายา “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” รับบทองครักษ์พิทักษ์พรรคไทยรักไทยและทักษิณ

“สุภรณ์ อัตถาวงศ์”

หลังเนวิน ชิดชอบ แยกทางจาก “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย สุภรณ์กับธีระชัยก็เดินคนละเส้นทาง แรมโบ้อีสานกลายเป็นแกนนำ นปช. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์

เลือกตั้ง 2554 สุภรณ์ให้น้องชาย สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย และได้เป็น ส.ส.เขต 10 นครราชสีมา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สุภรณ์มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการทำงานมวลชนช่วยรัฐบาลหลายกรณี

“กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

ที่โด่งดังมาก ก็คือจัดตั้ง “อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ” (อพปช.) ทำให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 กอ.รมน.ภาค 2 จึงคุมตัวสุภรณ์เข้าค่ายทหาร 7 วัน จากนั้น สุภรณ์ได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ สุภรณ์จึงเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ยอมถูกพวกเดียวกันตราหน้าว่าเป็นคนทรยศอุดมการณ์คนเสื้อแดง

          ศึกเลือกตั้งหนนี้ “แรมโบ้อีสาน” เหนื่อยกว่าทุกครั้งแน่ เพราะเจอคู่แข่งระดับ “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ประธานบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด

นอกจากเป็นเสี่ยโรงแป้งมัน “กำนันป้อ” ยังมีหัวโขนกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง

แรมโบ้อีสาน เดิมพันอนาคตการเมือง

ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” มีบทบาทการเมืองในโคราชมาก่อนหน้านี้ โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” (เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว) เคยเป็น ส.ส.นครราชสีมา มาแล้ว นอกจากนั้น สามีของจิตรวรรณคือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส.ว.นครราชสีมา

การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2557 ที่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะนั้น “กำนันป้อ” ส่งลูกชาย กฤษฎิ์หิรัญ หวังศุภกิจโกศล สวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสนามเขต 10 เอาชนะบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พรรคภูมิใจไทยไปได้

กำนันป้อ เดินสายหาเสียงล่วงหน้ามาแต่กลางปีที่แล้ว

เที่ยวนี้ กำนันป้อ ไม่ได้ส่งทายาทและญาติพี่น้องลง ส.ส.เขต แต่ดัน ส.จ.คนสนิทลงเขต 10 โดยตัวกำนันป้อเองเป็นกองหนุนชั้นเยี่ยม

          สำหรับ “แรมโบ้อีสาน” จะแพ้ไม่ได้ เพราะคนเสืิ้อแดงรอซ้ำเติมอยู่ และเชื่อว่า แกนนำตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐ คงไม่ปล่อยให้แรมโบ้พ่ายคาบ้านเกิด ครบุรี เป็นแน่ 

น้ำดำน้ำเดือด “เจ๊นาง” สางแค้น “โอสถานุเคราะห์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำดำน้ำเดือด “เจ๊นาง” สางแค้น “โอสถานุเคราะห์”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 15:00 น.
วีระวัฒน์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อรดี สุทธศรี,พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธ์,โสภณ ซารัมย์
เปิดอ่าน 3,625 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

คอการเมืองแถวถิ่นเมืองน้ำดำ บอกว่า เลือกตั้งหนนี้มีอะไรแปลกๆ ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในบางเขต และอีกอย่างเลือกตั้งลดจาก 6 เขต เหลือ 5 เขต ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ใหญ่ต้องเจอกันเอง

สนามเขต 2 อ.ยางตลาด, อ.ฆ้องชัย และ อ.กมลาไสย (เฉพาะ ต.หนองแปน ต.กมลาไสย ต.หลักเมือง และต.ธัญญา) กลายเป็นเขตชิงชัยที่น่าจับตายิ่ง

เมื่อแชมป์เก่า “วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์” พรรคเพื่อไทย เจอผู้ท้าชิงเจ้าเก่า “วันเพ็ญ เศรษฐรักษา” ฉายา “เจ๊นาง โรงทาน” พรรคภูมิใจไทย

ความปราชัยแบบน่าผิดหวังมากมายของ “เจ๊นาง” คือบทเรียนสำคัญยิ่ง ในการจะเอาชนะกระแสเพื่อไทย ดูจากผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2554 วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ได้ 54,937 คะแนน ทิ้งห่างวันเพ็ญ เศรษฐรักษา ที่ได้ 26,230 คะแนน

ตอนนั้น โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม เดินทางมาบัญชาการที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย อ.ยางตลาด ด้วยตัวเอง สุดท้าย “เจ๊นาง” ก็พ่ายกระแสปูแดงแรงฤทธิ์

พ.ศ.นี้ “วีระวัฒน์” วัย 80 ปี ขาดแม่ทัพใหญ่ “อรดี สุทธศรี” ที่เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บเมื่อปี 2560 อรดีเป็นอดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ 5 สมัย ที่เคยรับบทพี่เลี้ยงให้สามี ช่วยหาเสียงบวกกับกระแสยิ่งลักษณ์ จึงกำชัยสมัยที่แล้วได้ไม่ยากนัก

ทำไม “อรดี” สาวยางตลาด จึงไปเกี่ยวกับตระกูล “โอสถานุเคราะห์” ? เริ่มจากปี 2520 อรดีตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ เลือกตั้ง 2526 สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายทุนพรรคกิจสังคม มาลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น อรดีในฐาะลูกอีสานจึงลงมาช่วยหาเสียงเต็มที่ จนนายห้างสุรัตน์ และชวลิต โอสถานุเคราะห์ ได้เป็นผู้แทนฯ

เลือกตั้ง 2535 นายห้างสุรัตน์ ร่วมสร้างพรรคชาติพัฒนา จึงส่งอรดีลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ และได้เป็น ส.ส.ติดต่อกันมาหลายสมัย โดยช่วงหลัง อรดีย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

หัวคะแนนแถวยางตลาด พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สิ้นอรดี วีระวัฒน์ก็เหมือนสิ้นกำลังใจ” แม้ทัพใหญ่ของคุณหญิงสุดารัตน์ จะยกพลมาปราศรัยเรียกขวัญและกำลังใจ แต่สถานการณ์แชมป์เก่าก็น่าห่วง

ฝ่ายผู้ท้าชิง “เจ๊นาง” วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ และเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยุทธชัยการโยธา อ.ยางตลาด เช็ดน้ำตาหลังการปราชัย เก็บรับบทเรียนในอดีต ก็เดินหน้าเปิด “โรงทาน” ดูแลชาวบ้านต่อเนื่อง และยังต่อสายกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ตลอดเวลา

“เจ๊นาง” มีชื่อเสียงมาจากการทำกิจกรรมทางสังคมช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาด โดยเริ่มหาเสียงอย่างจริงจังมาแต่ต้นปี 2560 อย่างตอนน้ำท่วมอีสาน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ขับเครื่องบินส่วนตัวไปลงที่สนามบินขอนแก่น แล้วต่อรถไปมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนใน 4 ตำบลของ อ.ยางตลาด

เที่ยวนี้ “โสภณ ซารัมย์” หวังเต็มเปี่ยมว่า “เจ๊นาง” จะเอาชนะแชมป์เก่าวัย 80 ปีได้แน่ๆ ด้วยเหตุผลที่เจ๊นาง ได้รับฉายาว่า “เจ๊นาง โรงทาน” ออกกองบวช จัดโรงทานตามงานบุญประเพณีตามวัด และหมู่บ้านต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน อีกอย่างประชาชน ก็เริ่มหันมาเลือกตัวบุคคลรุ่นใหม่ จึงทำให้เขตนี้ เจ๊นาง โรงทาน คะแนนนิยมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ลึกๆ โสภณประเมินกระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่ได้แรงเหมือนปี 2554 และภูมิใจไทยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เป็นพรรคทางเลือก ไม่ใช่คู่แค้นพรรคนายใหญ่

โปรเจกท์ยักษ์ สร้างเมืองทหาร โจทย์ใหม่ขยี้กองทัพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364037?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรเจกท์ยักษ์ สร้างเมืองทหาร โจทย์ใหม่ขยี้กองทัพ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:45 น.
ถอดรหัสลายพราง,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กองทัพ,ทหาร
เปิดอ่าน 4,259 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

กองทัพไม่ได้กังวลอนาคตทางการเมืองหลังวันที่ 24 มีนาคม 2562 หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะจับมือกับพรรคในเครือข่ายและขั้วตรงข้ามคสช.อย่าง อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย หลังมีนโยบายสอดคล้องเรื่องปฏิรูปกองทัพลดงบประมาณและกำลังพล

นโยบายดังกล่าวเป็นเพียง ‘วาทกรรม’ หรือการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองที่มีส่วนได้เสียกับกองทัพ เพื่อหวังดึงคะแนนเสียง แต่ในทางปฏิบัติถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

เนื่องจากบริบทภารกิจที่มีความหลากหลายมิติ

และกองทัพยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารประเทศให้แก่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

การปฏิรูปกองทัพไม่ใช่เรื่องใหม่และมีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เพื่อให้ทันต่อสังคมโลก แต่กรณีพรรคการเมืองต่างขั้ว รัฐบาลคสช.ประกาศความมุ่งหวังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง จัดระเบียบกันใหม่ นั่นเพราะว่าแทบทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหาเกิดความวุ่นวายจนนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติกองทัพมักจะเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาผ่านรัฐประหาร รวมถึงผลพวงจากการคงอำนาจของรัฐบาล-คสช. ที่เกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่จะชี้ให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลได้ชัดขึ้นเพราะรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด คือการยึดอำนาจรัฐบาลในขั้วอำนาจเดิม ที่มีบุคคลในตระกูลชินวัตรขับเคลื่อนอยู่

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคสช.พยายามปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็กและแข็งแรงเช่นเดียวกับนานาประเทศ โดยเฉพาะการวางกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ก็ยังติดปัญหาที่กำลังพลส่วนใหญ่ยังผูกขาดกับภารกิจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่เส้นทางระหว่างนี้อาจไม่ราบรื่นมากนัก โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของกองทัพบกเสี่ยงจะถูกพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามหยิบมาเป็นเงื่อนไขโจมตีอีกครั้ง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบก้อนโต รองรับการย้ายที่ตั้งหน่วยรบทั้งหมดในพื้นที่ กทม.ไปต่างจังหวัดให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการกลางปี 2562 นี้

สำหรับหน่วยที่จะถูกย้าย อาทิ กองร้อยทหารม้า (ลาดตระเวน) ที่ 1(ร้อย.ม.(ลว.)1) กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.), กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4.รอ) กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยาน (ปตอ.) กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1พัน.2 รอ.) กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน3 รอ.)

ส่วนที่ตั้งเดิมของหน่วยทหารทั้งหมดจะนำไปใช้ประโยชน์หลายด้านทั้งการขยายพื้นที่ให้หน่วยทหารอื่นที่ยังมีที่ตั้งใน กทม. การเปิดพื้นที่สีเขียวฟอกปอดให้คนกรุงลดความคับคั่งของประชากรและการจราจร

ที่สำคัญสามารถขจัดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองในเรื่องการทำรัฐประหาร หากหน่วยกำลังรบที่ใช้ยึดอำนาจอยู่ไกลจากเมืองหลวง

สำหรับที่ตั้งหน่วยทหารเหล่านี้จะถูกกระจายไปประจำต่างจังหวัดในคราวเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดความโดดเดี่ยว เช่น จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.สมุทรสาคร เป็นต้น ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะสร้างเป็นเขตเมืองใหม่ หรือเมืองทหาร ต้องใช้งบประมาณสูงพอสมควร ประกอบด้วยสิ่งสาธารณูปโภคครบครัน เช่น บ้านพัก ตลาด ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อชดเชยให้กำลังพลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้กองทัพบกยังมีแผนลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากเดิม 100% เหลือ 75% ส่วนอีก 25% จะนำไปปรับปรุงยุทโธปกรณ์เดิมให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าที่มีอยู่เพียงพอแล้วในการรองรับภัยคุกคามในปัจจุบัน อีกทั้งความสัมพันธ์ทางทหารทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ผบ.เหล่าทัพ กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสจะเกิดปะทะมีน้อย

ในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากรัฐบาลทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตย กองทัพก็กำลังปฏิรูปตัวเองทั้งด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และที่ตั้งหน่วยทหาร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดรับกับบริบททางการเมือง

เกม”ยุบพรรค”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกม”ยุบพรรค”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:41 น.
ศรีสุวรรณ จรรยา,เกมยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,016 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปข้อมูลตัวเลขผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งนี้ มีจำนวนกว่า 1 หมื่นคน จาก 76 พรรคการเมือง เป็นการเลือกตั้งเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 8 ปี และครั้งแรกของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เขียนขึ้นภายใต้การกำกับของรัฐบาลคสช.และแม่น้ำหลายสาย

และยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 24 มีนาคม อุณหภูมิการเมืองก็ปรับตัวสูงมากขึ้น การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเข้าสู่โหมดตะลุมบอนเต็มรูปแบบ ดุเดือดเลือดพล่าน

เกมการเมืองหนึ่งที่งัดเอามาใช้กันอยู่ในขณะนี้ที่เห็นได้ชัดคือ การยื่นยุบพรรคการเมือง

ที่รวบรวมได้ตอนนี้มีหลายพรรคการเมืองด้วยกันที่ถูกร้องให้ยุบ

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องกกต.เพื่อให้ส่งศาลรธน. ยุบ พรรคอนาคตใหม่ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การเลือกตั้ง พ.ศ.2561 กรณีเว็บไซต์ “พรรคอนาคตใหม่” ลงประวัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อ้างว่าเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2551-2555 ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายนพดล อมรเวช หัวหน้าพรรครวมใจไทย ยื่นคำร้องถึงประธานกกต. เพื่อให้ส่งศาลรธน. สั่งยุบพรรคการเมืองจำนวน 12 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคพลังปวงชนไทย พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล และพรรคภราดรภาพ  กรณีที่พบว่ามีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองเหล่านี้แก้ไขระยะเวลาการเข้าเป็นสมาชิกของผู้สมัครในระบบข้อมูลสมาชิกพรรค ให้ผู้สมัครเป็นผู้มีคุณสมบัติครบในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เข้าข่ายกระทำผิดพ.ร.ป.พรรคการเมือง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยื่นต่อกกต.เพื่อให้ส่งศาลรธน. ยุบพรรคพลังประชารัฐ กรณีเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรค ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่เป็น ผบ.ทบ. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลในขณะนั้น

ดังนั้นการที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรค จึงเข้าข่ายผิดพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 มีการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายเอกภพ เหล่าลาภะ เลขาธิการศูนย์ประสานงานองค์กรชาวพุทธแห่งชาติ ยื่นต่อ กกต. ให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป จากการที่พรรคนำพระพุทธศาสนามาหาเสียงด้วยการอ้างถึง “พระพุทธเจ้า” ในป้ายหาเสียง  ซึ่ง กกต.ตอบกลับว่า กรณีดังกล่าวไม่ผิดพ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561

นี่ไม่รวมถึงกรณีที่ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล รธน. เพื่อสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ภายหลัง กกต.พบว่าหนังสือแจ้งรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ มีการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 เพราะเป็นเรื่องที่ กกต. พบว่าเข้าข่ายกระทำผิดและยื่นต่อศาลรัฐธรรมเองโดยไม่เกี่ยวกับมีใครมาร้องให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

เรื่องเกมยุบพรรค พรรคการเมืองกลัวกันหนักหนาถึงกับหลายพรรคการเมืองไม่ยอมให้แกนนำหรือคนสำคัญของพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง อย่างพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์   ก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคพรรคเพื่่อไทย โดยทางพรรคเพื่อไทยหาตำแหน่งให้เป็น “ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค” แทน เพื่อให้คุณหญิงสุดารัตน์ อยู่ในเซฟตี้โซน เพราะตามกฎหมายในกรณีที่พรรคการเมืองใดถูกยุบกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง
บางพรรคการเมืองก็ใช้วิธีการตั้งพรรคสาขาขึ้นเผื่อว่าถ้าพรรคการเมืองหลักถูกยุบก็ยังมีพรรคการเมืองของพวกตนเหลืออยู่ (แต่อาจลืมนึกไปว่าการตั้งพรรคสาขาหลายๆ พรรค อาจไม่เป็นผลดีในระบบเลือกตั้งแบบ “บัตรเดียว” ที่ใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้  เพราะทำให้ประชาชนสับสน และคะแนนเสียงสนับสนุนกระจายตัว ไปๆ มาๆ อาจได้จำนวน ส.ส. รวมแล้วน้อยลง)

นอกจากนี้การใช้เกมยื่นยุบพรรคการเมืองด้วยข้อหาที่ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะยุบหรือไม่ยุบ ต้องใช้เวลามากพอสมควร ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดถูกยื่นยุบแม้จะยังไม่ถูกยุบในทางปฏิบัติก็ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นอาจทำให้ประชาชนหวั่นเกรงว่าถ้าเลือกพรรคการเมืองนี้ไปสุดท้ายก็ถูกยุบ การเมืองวุ่นวายอยู่ดี จึงอาจหันไปลงคะแนนให้พรรคอื่น ขั้วอื่น

ที่สำคัญการยุบพรรคการเมืองยังส่งผลว่าหากพรรคการเมืองใดถูกยุบไปก่อนเลือกตั้งแกนนำหรือคนสำคัญของพรรคการเมืองนั้นที่ถูกเสนอชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรคฯนั้น  ก็จะไม่ถูกเสนอชื่อให้โหวตในรัฐสภาเป็นนายกรัฐมนตรี
เห็นไหม… เกมยุบพรรคการเมือง มันช่างน่ากลัวจริงๆ

รับทุกสถานการณ์ประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูพร้อมใช้งาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รับทุกสถานการณ์ประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูพร้อมใช้งาน

วันที่ 3 ธันวาคม 2562 – 00:40 น.
กรมชลประทาน,ประตูระบายน้ำ,ศรีสะเกษ
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

กรมชลประทาน แจงก่อสร้างประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูก่อ แก้ปัญหาจบพร้อมใช้งานได้แล้ว

3  ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรณีราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลห้วยจันทร์ และตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูก่อ ที่ก่อสร้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2562  ยังไม่แล้วเสร็จ บานประตูยังไม่ติดตั้ง เป็นเหตุทำให้น้ำระบายทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์นั้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู เป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีขนาดความจุ 22.28 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538

ทั้งนี้ในปี 2560 – 2561 ที่ผ่านมา เกิดลาดทำนบดินสไลด์เสียหายเป็นบริเวณกว้าง กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 8 จึงได้มีแผนงานปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ.2561 (เพิ่มเติม) เพื่อดำเนินการปรับปรุงลาดทำนบดิน และปรับปรุงทางระบายน้ำล้น ให้มีช่องระบายน้ำพร้อมติดตั้งประตูควบคุมน้ำ ขนาด 2.2×2 ม.จำนวน 2 ช่อง ที่ระดับต่ำกว่าระดับเก็บกัก 4.30 เมตร เพื่อควบคุมการระบายที่เกินความจุ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักงานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางที่ 8  ได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงทำนบดิน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2562  ซึ่งหลังจากการปรับปรุงทำนบดินเสร็จ ในปีแรกควรเก็บกักน้ำไม่เกินร้อยละ 70 ของความจุอ่างเก็บน้ำ ส่วนการปรับปรุงทางระบายน้ำล้นนั้น สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ดำเนินการก่อสร้างในภาพรวมแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา

เนื่องจากงานติดตั้งประตูระบายน้ำพร้อมเครื่องยก ได้ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเกิดเหตุสาธารณภัยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2562 ประกอบกับสภาพน้ำฝนและน้ำท่าในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนตุลาคมมีปริมาณมาก ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “โพดุล” จึงส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับทางระบายน้ำล้นที่ตัวอาคาร ส่งผลให้ประตูระบายน้ำเกิดความชำรุด

จึงมีความจำเป็นต้องถอดบานประตูน้ำออกชั่วคราว และเนื่องจากระดับน้ำในอ่างฯ ยังคงมีปริมาณเกินกว่าระดับเก็บกัก จึงจำเป็นต้องทำการระบายน้ำออกเพื่อรักษาระดับน้ำไว้ที่ร้อยละ 70 ของความจุอ่างเก็บน้ำ ในปีแรกหลังจากปรับปรุงแล้วเสร็จตามข้อแนะนำจากที่ปรึกษา

เบื้องต้น โครงการก่อสร้างสำนักงานชลประทานที่ 8 จึงได้ดำเนินการระบายน้ำผ่านทางท่อระบายน้ำปากคลองแทนการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้น และได้ทำการติดตั้งบานระบายใหม่อีกครั้งในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562  ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งบานระบายแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 18:22 น.
เครือซีพี
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ  เปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น พลิกฟื้นป่า แก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น หมอกควันไฟป่า ส่งเสริมปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต่อยอดเพิ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแนวคิด Social Enterprise สร้างโรงแปรรูปกาแฟ ตั้งเป้าผลิตจำหน่ายกาแฟไปทั่วโลกหวังชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยมี นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจอาหารและคอฟฟี่เฮาส์ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน บริษัทในเครือฯ ชาวบ้านชุมชนสบขุ่น ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวเดินต่อไปที่มั่นคงยั่งยืนของพี่น้องสบขุ่น จ.น่าน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินโครงการพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงชัน และรักษาสมดุลระบบนิเวศทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยั่งยืนด้านอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่บ้านสบขุ่น ให้มีเงินหมุนเวียนโดยส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นพืชทางเลือก ทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น บนพื้นที่นำร่องกว่า 330 ไร่ หรือที่เรียกว่า “สบขุ่นโมเดล” โดยเริ่มบุกเบิกตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นต้นแบบในการฟื้นคืนผืนป่าน่านให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ผลผลิตกาแฟบนดอยภายใต้สบขุ่นโมเดลเริ่มเก็บเกี่ยวป้อนเข้าสู่โรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่า สร้างรายได้ บ้านสบขุ่น ได้เป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้นำร่องสนับสนุนชุมชนสบขุ่น โดยสร้างโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น เพื่อรับซื้อผลผลิตกาแฟเชอร์รี่จากเกษตรกรของโครงการ และนำมาแปรรูปด้วยวิธีการสีกาแฟเชอร์รี่โดยไม่ใช่น้ำ (Honey Process) ซึ่งดำเนินงานในรูปแบบของ Social Enterprise เป็นต้นแบบในการเรียนรู้และพัฒนาแก่เกษตรกรในพื้นที่ ในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร อีกทั้งยังเป็นสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่า ควบคู่ไปกับการมีรายได้ในการดำรงชีวิต นอกจากสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้ด้วยวิถีธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโรงแปรรูปฯ มีเกษตรกรในหมู่บ้านเป็นสมาชิกจำนวน 76 ราย มีพื้นที่ปลูกกาแฟครอบครองรวม 539 ไร่ ซึ่งเมื่อรับซื้อผลผลิตแล้วจะหักรายได้จำนวนหนึ่ง มาเป็นค่าบริหารจัดการกลุ่ม และนำมาสะสมเป็นเงินออมให้กับสมาชิก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวกับชาวชุมชนสบขุ่นว่าวันนี้รู้สึกมีความสุขมาก เมื่อได้เห็นชาวบ้านในโครงการสบขุ่นโมเดลมีความสุข ขอให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อเปลี่ยนภูเขาให้เขียวชอุ่ม กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่พี่น้องสบขุ่น เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการรองรับจำนวนมาก ขอให้ทุกคนมั่นใจและร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับสบขุ่น โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในการนี้ นายศุภชัยได้เยี่ยมชมแปลงกาแฟของเกษตรกร พร้อมพูดคุยสอบถามถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนมาปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดฯ และยังได้ทำการเปิดโรงแปรรูปกาแฟที่เพิ่งสร้างเสร็จและบริหารจัดการในรูปของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเพิ่งเริ่มกระบวนการเปิดรับซื้อกาแฟรุ่นแรกจากชาวชุมชน พร้อมชมการสาธิตการแปรรูปกาแฟ และได้พูดคุยกับชาวชุมชนที่เป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นกันเอง

โดยสมาชิกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ได้ขายกาแฟให้กับโรงแปรรูปนี้มาแล้ว 3 วัน วันแรกได้เงิน 500 บาท วันที่ 2 ขายได้ 800 บาท วันที่ 3 ขายได้กว่า 1,000บาท รู้สึกดีใจมาก ที่มีรายได้ที่ดีเช่นนี้