“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453088

“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ”

"ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ"

24 ธันวาคม 2563 – 15:31 น.

คณะทำงานพัฒนาฯ แรงงานข้ามชาติ ทำจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน “ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ ใช้ปัญญาฝ่าวิกฤติร่วมกัน” การแก้ปัญหาด้วยการชี้เป้าอย่างเดียวนั้นรังแต่ไม่สำเร็จแต่ยังปล่อยให้บางหน่วยงานมีอำนาจมากยิ่งขึ้นในการกดทับปัญหาแรงงานที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก

จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน
“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ ใช้ปัญญาฝ่าวิกฤติร่วมกัน”
24 ธันวาคม 2563

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่พบกรณีแม่ค้ากุ้งวัย 67 ปี ที่ตลาดกุ้ง ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ติดเชื้อโรคโควิด-19 และหลังจากนั้นมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนและขยายวงอย่างรวดเร็วไปในจังหวัดต่างๆ 

จนกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าเป็นการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในประเทศไทย 

ซึ่งขณะนี้มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย โดยพบว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าในตลาดกุ้งและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดในการระบาดระลอกใหม่นี้ ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้าง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาฝ่าวิกฤตร่วมกันในครั้งนี้ กลับพบว่า ได้มีการโยนบาปคาดโทษกลุ่มแรงงานข้ามชาติในฐานะผู้ร้าย จำเลย กระทั่งตัวปัญหา 

และนำมาสู่การเรียกร้องจากประชาชนไทยบางกลุ่มให้รัฐบาลไทยจัดการส่งตัวกลับประเทศ เพราะสร้างความเดือดร้อนและเห็นควรให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

คณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสุขภาวะของแรงงานข้ามชาติที่ยังมิได้รับการคุ้มครอง 12 องค์กร เป็นการรวมตัวของภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ประชาสังคม และวิชาการ มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อทำงานร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงแรงงาน ในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงาน ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในบ้านโดยมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วยและงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้ทำงานตลอดทั้งปี ให้ได้รับความคุ้มครองในการจ้างงานและเข้าถึงการให้บริการสุขภาพอย่างเป็นธรรม 

เห็นว่า  

1) แรงงานข้ามชาติและประชาชนไทยต่างก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างก็เป็นเหยื่อของเชื้อโรคด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีแรงงานข้ามชาติคนใดอยากติดโควิด ป่วย หรือเสียชีวิตซึ่งไม่แตกต่างจากคนไทยคนอื่นๆ 

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่างานที่แรงงานข้ามชาติทำอยู่ เป็นงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว เฉกเช่นงานแกะกุ้งในพื้นที่สกปรก เฉอะแฉะ ผิดหลักอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ท่ามกลางค่าแรงขั้นต่ำและคุณภาพชีวิตต่ำ จนนำมาสู่การติดเชื้อและไม่สามารถควบคุมโรคได้ 

2) แม้มีแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเรื่องการเสนอให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมแรงงานราชทัณฑ์ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่จะนำผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษไปทำงานในอุตสาหกรรมประมงทะเลต่อเนื่องดังกล่าวกลับยิ่งเป็นการทำให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามจากประชาคมโลกมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้ในประเทศต่างๆมีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่
สายพานการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆคาบเกี่ยวกับการบังคับละเมิดสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์ 

3) ด่านชายแดนมีการปิดทางการมากว่า 10 เดือนแล้ว แต่กลับพบว่ามีการลักลอบข้ามพรมแดนมาอย่างต่อเนื่อง 

ดังที่ปรากฏว่าสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดในพื้นที่มหาชัย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในกลุ่มแรงงานที่ข้ามมาจากโรงแรม 1G1 อำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น 

นี้อาจแปลว่ามีแรงงานที่ติดเชื้อจากฝั่งพม่าเข้ามาที่ประเทศไทย และเดินทางต่อมาทำงานที่ตลาดกุ้ง ภายใต้การเป็นแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายและตกหล่นจากการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆตามที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ 

ผ่านการหลบซ่อนและเอื้ออำนวยจากสถานประกอบการ นายจ้าง นายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเพ่งโทษ ชี้นิ้ว หาคนผิด หาแพะ โยนบาป หรือสร้างข่าวใดๆให้ร้ายกัน มิอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น

คณะทำงานจึงมีข้อเสนอ ดังนี้

1) ขอให้หน่วยงานสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกกฎหมาย เพื่อให้เข้าถึงบริการสุขภาพตั้งแต่ขั้นตอนคัดกรองโรค รักษา เยียวยา ฟื้นฟู การนำแนวคิดความมั่นคงมาใช้เพื่อการจับกุมปราบปรามส่งกลับ ยิ่งผลักใสให้แรงงานข้ามชาติหลบซ่อนไม่ปรากฏตัว และทำให้การควบคุมสถานการณ์โควิดเป็นไปยากยิ่งขึ้น การคลี่คลายวิกฤติครั้งนี้มิสามารถอาศัยบทบาทของการควบคุมอย่างเดียว แต่จักต้องเป็นบทบาทประสานความร่วมมือกันแทน 

การแก้ปัญหาด้วยการชี้เป้าอย่างเดียวนั้นรังแต่ไม่สำเร็จ แต่ยังปล่อยให้หน่วยงานบางหน่วยงานยิ่งมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ในการกดทับปัญหาแรงงานที่ซับซ้อนอยู่แล้วให้ซ่อนเงื่อนเพิ่มเข้าไป

2) ขอให้หน่วยงานความมั่นคงออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อการผ่อนผันให้แรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายได้มีโอกาสปรากฎตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรค ภายใต้ความร่วมมือในการทำงานกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่พร้อมเป็นหุ้นส่วนรัฐในการทำงานอย่างยิ่งยวด 

ขณะเดียวกันขอให้ภาครัฐซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ เป็นกลไกการทำงานบูรณาการเรื่องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ออกแนวนโยบายเพื่อนำแรงงานข้ามชาติกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการจดทะเบียน การประกันสุขภาพ และการจ้างงานที่เป็นทางการต่อไป

3) ภายใต้ที่ยังคงมีการลักลอบข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง รัฐไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเอาจริงเอาจังต่อการแสวงหาประโยชน์ข้ามพรมแดนและมีบทลงโทษที่ชัดเจนกับผู้เกี่ยวข้องต่อขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังชายแดน เพื่อมิให้เกิดวงจรเคลื่อนย้ายแรงงานและเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ต่อไป

4) สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ถูกกฎหมายและตกหล่นจากระบบบริการสุขภาพ ไม่ว่าจะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือระบบประกันสังคม รวมถึงตกหล่นจากระบบกองทุนต่างๆที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ 

เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและไม่ติดกับดักช่องว่างทางกฎหมายที่มีอยู่ ขอให้ภาครัฐนำงบประมาณส่วนกลางมาใช้ในการจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้เป็นการเบื้องต้นก่อน และหลังจากนั้นขอให้มีการจัดเวทีปรึกษาหารือเพื่อดำเนินการจัดการเข้าสู่ระบบต่อไป

5) ขอให้กระทรวงแรงงานมีมาตรการเยียวยากลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์โควิด ทั้งที่อยู่ในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคม 

ไม่ว่าจะเป็นการถูกสั่งให้กักตัว ถูกสั่งห้ามทำงาน ถูกให้ออกจากงาน หรือกระทั่งเกิดความหวาดกลัวแล้วหลบหนีออกจากที่ทำงานหรือที่พักอาศัย 

เพื่อเป็นหลักประกันให้แรงงานเกิดความมั่นคงในการทำงานในประเทศไทย และนายจ้างยังคงมีลูกจ้างทำงานต่อภายหลังสถานการณ์คลี่คลายขึ้น

รายชื่อคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสุขภาวะของแรงงานข้ามชาติที่ยังมิได้รับการคุ้มครอง 12 องค์กร และผู้ประสานงานแต่ละองค์กร  

1) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพันธ์ ตันตระกูล)

2) สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ดร.กฤษฎิ์ กาญจนกิตติ)  

3) สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง) 
 
4) สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย  (นายมนัส โกศล)

5) เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (นายมนัส โกศล) 

6) สมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย (นางสุจิน รุ่งสว่าง)

7) มูลนิธิเพื่อนหญิง (นายบัณฑิต แป้นวิเศษ)

8) มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า (นายเมี่ยน เวย์)

9) หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย (นางสาวขวัญจิตร คำแสน , นายประสิทธิ์ ธงทัศวรรธนะ)

10) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (นางศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา)

11) มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (นายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์)

12) มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย (นางสาววาสนา ลำดี)

13) คณะทำงานที่เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการอิสระ (นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ,นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์)

ผ่ามหาชัย “แรงงานพม่า” กับโควิดอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453040

ผ่ามหาชัย “แรงงานพม่า” กับโควิดอินเดีย

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

24 ธันวาคม 2563 – 11:14 น.

สแกนพื้นที่มหาชัย ทำความรู้จัก “แรงงานเมียนมา” ที่ไม่ใช่มีแค่คนพม่า  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
โควิดระลอกใหม่ มีจุดเริ่มต้นที่ตลาดกุ้งมหาชัย จ.สมุทรสาคร และกระจายไปหลายจังหวัด     

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2563 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงผลการตรวจสอบรหัสสายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ที่ระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ว่า เป็นสายพันธุ์ GH เหมือนกับที่พบในสถานบันเทิง 1G1 ในเมืองท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งสายพันธุ์นี้ มีต้นกำเนิดหรือวิวัฒนาการมาจากอินเดีย ระบาดเข้ามาทางรัฐยะไข่ แล้วแพร่กระจายไปทั่วพม่า 

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

ทุกวันนี้ ในประเทศเมียนมา มียอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิดทะลุกว่า 1 แสนคนแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน เฉลี่ยวันละพันคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์    

คำว่า ชาวพม่าหรือชาวเมียนมานั้น หมายถึง 135 ชาติพันธุ์ที่อยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตั้งแต่พม่า,มอญ,กะเหรี่ยง,ยะไข่,ไทใหญ่ ไปจนถึงมุสลิมโรฮิงญา

++
เมียนมามหาชัย
++
ผลแห่งสงครามยืดเยื้อ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้เกิดความยากจนแทบทุกพื้นที่ กลายเป็นปัจจัยผลักดันชาวพม่ากว่าล้านคนให้เดินทางมาสู่ประเทศไทยไม่ขาดสาย     

ไทยกับเมียนมา มีพรมแดนติดต่อกัน ตั้งแต่เหนือจรดใต้เป็นระยะทางมากกว่า 2,500 กิโลเมตร ทำให้ชาวพม่าเดินทางเข้ามาได้สะดวก ทั้งช่องทางถูกกฎหมาย และช่องทางธรรมชาติ(ผิดกฎหมาย)     

พูดถึงชุมชนตลาดกุ้งมหาชัย จ.สมุทรสาคร มีสื่อไทยและสื่อนอก ได้เข้ามาถ่ายทอดภาพชีวิตแรงงานพม่าอยู่บ่อยครั้ง ภาพอาคารพาณิชย์สภาพทรุดโทรมสูง 4-5 ชั้นเรียงรายกันกว่า 30 คูหา เราเห็นจนเจนตา 

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

++
เมียนมาทาวน์
++
จากงานวิชาการเรื่อง “การศึกษาแรงงานย้ายถิ่นของแรงงานเมียนมา กรณีศึกษาชุมชนมหาชัยนิเวศน์ จ.สมุทรสาคร” ของ ชยพล กล่ำปลี ทำให้เราทราบว่า แรงงานพม่าที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่สมุทรสาคร มีทั้งชาติพันธุ์พม่า, มอญ, กะเหรี่ยง, ยะไข่ และไทใหญ่

เมืองต้นทางที่พวกเขาเดินทางมามหาชัยนั้น ได้แก่เขตตะนาว
ศรี,รัฐมอญ, รัฐกะเหรี่ยง, เขตพะโค, เขตย่างกุ้ง, เมืองเนปิดอว์,เขตมาเกว, เขตอิระวดี, รัฐฉาน, รัฐยะไข่ ,เขตสะกาย และเขตมัณฑเลย์    

การย้ายถิ่นเข้าสู่ จ.สมุทรสาคร พบว่า แรงงานพม่าเดินทางผ่านแนวชายแดนใน 4 จังหวัด
1.อ.แม่สอด จ.ตาก แรงงานมาจากรัฐมอญมากที่สุด รองลงไป รัฐกะเหรี่ยง เขตพะโค เขตตะนาวศรี ฯลฯ
2.อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แรงงานมาจากเขตตะนาว
ศรีมากที่สุด รองลงไปคือรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ 
    
3.จ.ระนอง เดินทางมาจากเขตตะนาวศรีมากที่สุด รองลงมาคือรัฐมอญ เขตอิระวดี รัฐยะไข่ เขตพะโค 
4.อ.แม่สาย จ.เชียงราย ส่วนใหญ่มาจากรัฐฉาน    

จากการศึกษากรณีมหาชัยนั้น ทำให้เรารู้ว่า คำว่า แรงงานพม่านั้น มีหลากหลายชาติพันธุ์ และไม่ได้เพิ่งย้ายถิ่นเข้ามาไทยเมื่อไม่กี่วันมานี้ หากแต่เข้ามานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว 

ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453108

ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน

ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน

24 ธันวาคม 2563 – 17:07 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง รายงานฐานะการเงินประจําสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยล่าสุด พบขาดทุนสะสม กว่า 1.06 ล้านล้าน

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง รายงานฐานะการเงินประจําสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยทุนสํารองเงินตรา และกิจการธนบัตรเพื่ออนุวัติตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศรายงานฐานะการเงินประจําสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทุนสํารองเงินตรา และกิจการธนบัตร รวมจํานวน 4 สัปดาห์ ได้แก่

งวดประจําสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2563 งวดประจําสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563 งวดประจําสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563 และงวดประจําสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มียอดขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้านบาท

แนบท้ายประกาศนี้ประกาศ ณ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นายอรรถพล อรรถวรเดช รองผู้อํานวยการ รักษาราชการแทนผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน
ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน
ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน
ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน
ราชกิจจาฯ ประกาศฐานะการเงินไทยล่าสุด ขาดทุนสะสมกว่า 1.06 ล้านล้าน

“แรมโบ้” ซัด “พิชัย” ปากเสีย แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งนายกอบจ. ยังกัดพวกเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453075

“แรมโบ้”ซัด”พิชัย”ปากเสีย แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งนายกอบจ. ยังกัดพวกเดียวกัน

"แรมโบ้"ซัด"พิชัย"ปากเสีย แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งนายกอบจ. ยังกัดพวกเดียวกัน

24 ธันวาคม 2563 – 14:51 น.

“แรมโบ้”ซัด”พิชัย”ปากเสีย แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งนายกอบจ. ยังกัดพวกเดียวกันทะเลาะกันยังไม่หยุด ตนมั่นใจการพิจารณามาตรการต่างๆ ของนายกฯต้องดูแลทั้งสุขภาพของประชาชน ควบคู่ด้านเศรษฐกิจ ประชาชนเชื่อมั่นในตัวนายกฯ เพราะมีประสบการณ์การแก้ไขปัญหาได้ดี

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ ระบุว่าหากมีการล็อกดาวน์จะทำให้เศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนัก  ฝ่ายมั่นคงล้มเหลว คุมโควิดไม่อยู่ โดยย้ำว่าการพิจารณามาตรการในด้านต่างๆ นายกฯ และศบค.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ที่จะต้องรักษาสุขภาพของประชาชน และไม่ให้มีการระบาดของเชื้อ ไปมากกว่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ขณะเดียวกันตนเองมั่นใจว่านอกจากนายกฯจะพิจารณามาตรการต่างๆที่จะไม่ให้เชื้อโควิด-19 มีการแพร่ระบาดแล้ว ยังจะพิจารณามาตรการทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย 

"แรมโบ้"ซัด"พิชัย"ปากเสีย แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งนายกอบจ. ยังกัดพวกเดียวกัน

นายสุภรณ์ฯ ระบุว่า นายกฯเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้น  ซึ่งขอให้ นายพิชัย และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในตัวนายกฯ เพราะได้เคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วในครั้งที่ผ่านมาที่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาด และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจอีกด้วย โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน แม้ว่านายพิชัย จะมองว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  แต่ตนเองมองว่าช่วยประชาชนได้ดี จนมีเสียงชื่นชมมาอย่างมากมาย ทำให้ประชาชนมีความพึงพอใจในมาตรการดังกล่าวด้วย  ทั้งนี้การช่วยเหลือประชาชนในระยะยาวนายกฯ รัฐบาล ก้ไม่เคยหยุดคิดที่จะหามาตรการต่างๆออกมาช่วยเหลือเยียวยา

ส่วนที่นายพิชัย มองว่าสาเหตุการระบาดเชื้อโควิด-19 ฝ่ายความมั่นคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบที่ปล่อยให้มีการลักลอบของแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามานั้น นายสุภรณ์ ระบุว่านายพิชัยอย่ามองเพียงด้านเดียวของผู้ที่ทำผิดกฎหมายหมาย แต่ขอให้มองถึงการทำงานของนายกฯ และรัฐบาล ที่กำชับหน่วยงานมั่นคง คุมเข้มตามแนวชายแดนอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างหนักในการเฝ้าระวังชายแดน และนายกฯย้ำเสมอที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่นำแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามา ซึ่งไม่ใช่ว่านายกฯปล่อยปละละเลย

ยืนยันว่าสถานการณ์ประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเท่านั้นที่จะช่วยประเทศชาติได้ เพราะเป็นบุคคลที่เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาให้ประเทศ ทั้งนี้นายกฯย้ำเสมอว่าคนในชาติจะต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งตนเองก็มองว่าพรรคฝ่ายค้านก็ควรร่วมมือกับรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยขอให้คิดทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนบ้าง

“นายพิชัยไม่ถามตัวเองว่า ปัญหาความแตกแยกในพรรคเพื่อไทยทุกวันนี้เป็นเพราะนายพิชัย มีนิสัยพฤติกรรมปากเสียและสมองอาจมีปัญหา สังเกตุว่าพรรคเพื่อไทยกำลังมีปัญหาวุ่นวายอย่างหนักทะเลาะกันเองทุกวัน โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งท้องถิ่นนายกอบจ.เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยนายพิชัยกล่าวหาว่า จังหวัดไหนที่คุณหญิงสุดารัตน์ไปทำให้พ่ายแพ้เป็นการดูหมิ่นดูแคลนคุณหญิงหน่อย จนกระทั่งสส.ในพรรคเพื่อไทยต้องออกมาโวยวายอัดกลับนายพิชัย เช่น สส.นายการุณ โหสกุล และสส.นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นต้น สส.เหล่านี้ต้องออกมาสั่งสอนนายพิชัยในลักษณะปากไม่ค่อยดี ไม่มีมารยาทสิ่งใดควรพูดหรือไม่ควรพูดเป็นการซ้ำเติมไม่ให้เกียรติคุณหญิงหน่อย นายพิชัยดูคล้ายๆเสมือนคนไม่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่ในพรรค นี่คือเหตุที่สส.พรรคเพื่อไทยเล่นงานนายพิชัยกลับคืนมา ดังนั้นคนเช่นนี้ในพรรคของตัวเองยังปากเสียปากเหม็น ยิ่งการออกมาพูดวิพากวิจารย์ นายกฯและรัฐบาล ยิ่งมีปัญหาทางสมองเป็นแน่ไร้วุฒิภาวะสิ้นดี  มีประชาชนฝากถามมาว่า นายพิชัยทำไมปัญญานิ่มแท้ พูดหรือคิดอะไรที่ฉลาดกว่านี้ไม่เป็นเชียวหรือ ตนก็เลยตอบไปว่า อย่าไปถือสาหาความกับคนประเภทนี้เลย แม้แต่ภายในพรรคเพื่อไทยเองยังมีปัญหากับทุกคนไปทั่ว ไปพูดดูถูกเหยียดหยามคนพวกเดียวกัน เที่ยวไล่ฟัดไล่กัดพวกเดียวกัน จนพรรคเพื่อไทยแทบจะพัง คนในพรรคอยากจะลาออกกันหมดแล้วครับ” นายสุภรณ์กล่าว

“เพื่อไทย” แนะ 4 ข้อ “ล็อกดาวน์-คุมโควิดให้สมดุล” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453066

“เพื่อไทย” แนะ 4 ข้อ “ล็อกดาวน์-คุมโควิดให้สมดุล”

 "เพื่อไทย" แนะ 4 ข้อ "ล็อกดาวน์-คุมโควิดให้สมดุล"

24 ธันวาคม 2563 – 14:07 น.

ศูนย์นโยบายเพื่อไทย เสนอ 4 แนวคิด ล็อกดาวน์-คุมโรค อย่างไรให้สมดุล ค้านล็อกดาวน์ทั้งประเทศ

24 ธ.ค.63 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอศูนย์นโยบายฯพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการล็อกดาวน์และคุมโรคให้สมดุล ดังนี้

1.    หลีกเลี่ยงการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ การล็อกดาวน์ทั้งประเทศนั้นต้องไม่เกิดจากการตัดสินในมิติของความรู้สึก ความกลัว และความตระหนก แต่อยากให้พิจารณาเงื่อนไขการสากลที่ใช้เพื่อตัดสินการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ นั่นคือ 1. ล็อกดาวน์เมื่อจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าระบบสาธารณสุขรับมือไหว นำไปสู่การเสียชีวิตในอัตราเร่ง และ 2. ล็อกดาวน์เมื่อระบบติดตาม สืบสวน ค้นหา นั้นได้ล้มเหลวและไม่สามารถหาทิศทางการกระจายของโรคได้อีกต่อไป ซึ่งทั้ง 2 เงื่อนไขนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเราไปไม่ถึง ฉะนั้นอยากให้เรียนรู้บทเรียนจากในอดีตที่ใช้การล็อกดาวน์ทั้งประเทศอย่างไม่สมเหตุสมผล ทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวงและเกินความจำเป็นไปมาก

2.    หากจะต้องล็อกดาวน์ การล็อกดาวน์เชิงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า โดยเน้นไปที่พื้นที่ก่อกำเนิดโรค พื้นที่การกระจายของโรค แต่ทั้งนี้ถ้าจะล็อกดาวน์ตรงไหน ต้องใช้ความเข้มงวดแบบจริงจัง เพราะต้นทุนของการล็อกดาวน์นั้นสูง มิใช่ล็อกดาวน์ให้ประชาชนทำมาหากินไม่ได้ แต่ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มเสี่ยงไปมาได้อย่างเสรี 

3.    การตรวจโรคเชิงรุกกับกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นตอของการระบาดครั้งนี้ ต้องคิดแยกกันระหว่างปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการต้องค้นหาโรคเร่งด่วน กับปัญหาระยะยาวเรื่องการลักลอบของแรงงานผิดกฎหมาย หากนำสองเรื่องนี้มารวมกันแล้วใช้แนวทางด้านกฎหมายรุนแรงจัดการอย่างเดียวแล้วผลคือ แรงงานต่างด้าวจะหลบหนี กบดานและกระจายตัวไปทั่วประเทศ เพื่อหลบเลี่ยงความผิดด้านกฎหมาย ทั้งนี้ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยการตรวจโรคแรงงานต่างด้าวกลุ่มเสี่ยงให้มากที่สุด โดยการตรวจแบบไม่ระบุตัวตน โดยยึดหลักมนุษยชน หลีกเลี่ยงการขู่จับกุมในช่วงนี้ เพราะจะยิ่งสร้างปัญหาการกระจัดกระจายของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 

4.    ประชาชนอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ในรอบนี้เกิดจากผู้มีรายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานต่างด้าว พ่อค้าแม่ค้าในตลาด รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตซึ่งการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในช่วงแรก มีผลอย่างมีนัยสำคัญของการระบาดของโรค รัฐบาลต้องเร่งจัดหาและกระจายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หากจัดหาหน้ากากอนามัยให้ประชาชนอย่างพอเพียงแล้ว แนวคิดการบังคับการสวมหน้ากากอนามัยก็สมควรนำมาพิจารณา

“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453049

“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5

"วัชระ" โต้เดือด "ซิโน-ไทย" ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5

24 ธันวาคม 2563 – 12:28 น.

“วัชระ” โต้เดือด “ซิโน-ไทย” ปมขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาครั้งที่ 5 ยันหากยังดื้อ พร้อมเดินหน้าร้องป.ป.ช.ฟันไม่เลี้ยง

24 ธ.ค.63 จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมาและนายชวนได้ส่งหนังสือต่อให้ นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ ประธานกรรมการตรวจการจ้างและกรรมการทุกคนได้พิจารณาแล้วนั้น 

ล่าสุด นายสุทธิพล พัชรนฤมล ผอ.โครงการบริษัท ซิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จก.(มหาชน) ได้ทำหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 23 ธ.ค.63 ต่อนายสาธิตตอบโต้การร้องเรียนของนายวัชระ โดยระบุว่า นายวัชระไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาขยายเวลาการก่อสร้างของบริษัท และหนังสือร้องเรียนของนายวัชระก็ไม่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ อีกทั้งข้อสรุปของนายวัชระก็ไม่สามารถนำมาใช้คัดค้านได้เช่นกัน เพราะเหตุแห่งการขยายเวลาไม่ได้เกิดจากความผิดของบริษัท อีกทั้งหนังสือร้องเรียนของนายวัชระยังมีลักษณะเชิงบังคับว่า หากมีการขยายเวลาก็จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการ หรืออีกนัยหนึ่งคือการขยายเวลาเป็นการเหมารวมว่าทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการขอขยายเวลาได้ตามสัญญาหรือไม่ และเป็นความผิดของผู้รับจ้างหรือไม่ จึงเห็นว่าการร้องเรียนของนายวัชระเป็นการแทรกแซงจากภายนอกเป็นเรื่องทางการเมืองกดดันคณะกรรมการตรวจการจ้าง จึงอยากให้กรรมการได้พิจารณาจากเหตุแห่งการขอขยายเวลาอย่างถูกต้องและเป็นธรรมด้วย

ด้านนายวัชระ ได้ออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้ทันทีว่า นายสาธิตได้พิจารณาวาระหนังสือคัดค้านการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 ตามที่นายชวน  หลีกภัย ประธานสภาฯส่งไปแล้ว  จะไปลบทิ้งหรือลบเทปการประชุมได้อย่างไร นี่คือยุคนายชวน  หลีกภัย มิใช่ยุคคสช.ตนยื่นหนังสือในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีมิใช่เรื่องการเมืองแต่อย่างใด และยื่นคัดค้านมาตั้งแต่การขยายเวลาครั้ง 4 แต่เลขาธิการสภาฯในขณะนั้น ไม่ได้ให้มีการพิจารณาแบบประชาธิปไตยเช่นนี้ กลับรวบอำนาจพิจารณาอนุมัติแต่เพียงผู้เดียวเหมือนเช่นการอนุมัติให้ขยายเวลาตั้งแต่ครั้งที่1- 4 เป็นผลงานของนายสรศักดิ์ เพียรเวช อดีตเลขาฯสภาล้วนๆ แม้กลุ่มบริษัทATTAไม่เห็นชอบการขยายเวลาครั้งที่ 4 จำนวน 382 วันก็ไม่ฟัง นี่คือประโยชน์ของการมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งและมีประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ใจซื่อมือสะอาด ซื่อสัตย์ มืออาชีพ เมื่อนายสุทธิพล        ตัวแทนบริษัทซิโนฯส่งหนังสือมา  นายสาธิตก็ต้องให้ความเป็นธรรมบรรจุเรื่องเป็นวาระพิจารณาต่อไป 

นายวัชระ ย้ำว่า ตนมีสิทธิยื่นหนังสือคัดค้านในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พ.ศ 2560 มาตรา 63 และมาตรา 78 ใครกันแน่ที่ใช้อิทธิพลทางการเมืองเอางานหรือโครงการสัมปทานจากรัฐ มีบริษัทไหนในประเทศนี้ที่ได้รับการขยายสัญญาและขอเงินเพิ่มไม่หยุดหย่อน มีความละอายบ้างหรือไม่

นี่คือการสร้างรัฐสภาของประเทศ แต่ทำไมมันเน่าเหม็นฉาวโฉ่ขนาดนี้   สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือถึงนายสาธิตยืนยันแล้วว่าบริษัทใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่ก่อประโยชน์กับทางราชการ หากกรรมการตรวจการจ้างไปเชื่อพ่อค้าเอกชนให้ขยายสัญญาอีกเป็นครั้งที่ 5 ป.ป.ช.อาจตั้งเรื่องรอรับอยู่แล้วก็เป็นได้
ก็แล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน บางคนอาจกระหยิ่มว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย แต่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้ พระสยามเทวาธิราชมีจริง คนทุจริตไม่อาจหลอกประชาชนไ

ส่วนเรื่องที่บริษัทซิโนฯอ้างว่าหนังสือร้องเรียนของนายวัชระเป็นเชิงบังคับกดดันนั้น นายวัชระ ชี้แจงว่า ตนเป็นแค่ประชาชนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ไปบังคับกรรมการตรวจการจ้างได้ หนังสือที่ส่งถึงผู้รับผิดชอบก็เพียงต้องการบอกอย่างตรงไปตรงมากับกรรมการล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าได้อนุมัติ เพราะประธานตรวจการจ้างก็ย่อมรู้กฎหมายดี เมื่อสำนักกฎหมายของสภาไม่เห็นชอบการขยายเวลาและกลุ่มบริษัทATTAซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานไม่เห็นชอบการขยายเวลามาตั้งแต่ครั้งที่ 4 แล้ว กอปรกับมีการขยายเวลาซ้ำซากนานถึง 1,864 วัน จะขอขยายอีกเป็นครั้งที่ 5 จำนวน 133 วันและยังมีคดีฟ้องสภาเรียกค่าเสียหายอีกถึง 1,600 ล้านบาท หากกรรมการตรวจการจ้างมีมติให้ขยาย เท่ากับสภาเป็นฝ่ายผิด ทางบริษัทก็นำไปเป็นหลักฐานในศาลปกครองได้อีก สภาก็เสียค่าโง่ซ้ำซาก หากได้ใช้หลักวิญญูชนพิจารณาง่ายๆก็ตัดสินใจได้แล้วว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด และหากตัดสินใจผิดก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นๆที่อดีตอธิบดี อดีตรัฐมนตรีติดคุกล้วนเกิดจากความเกรงใจหรือสมยอมหรืออาจถูกบังคับเพื่อแลกกับตำแหน่งหรือผลประโยชน์ต่างๆ ดังนั้น ข้าราชการต้องตัดสินใจให้ดี เพราะไม่มีใครมาติดคุกแทนได้

“พิชัย” ห่วง “ล็อกดาวน์” จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453033

“พิชัย” ห่วง “ล็อกดาวน์” จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า

 "พิชัย" ห่วง "ล็อกดาวน์" จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า

24 ธันวาคม 2563 – 10:20 น.

“พิชัย” จี้ “ประยุทธ์” รับผิดชอบ ที่ฝ่ายความมั่นคงล้มเหลวทำไวรัสแพร่ ห่วง ล็อกดาวน์จะทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โคม่า แนะ คุมแต่ละพื้นที่ ตรวจสุ่มให้ครบ และเร่งนำเข้าวัคซีน

24 ธ.ค.63 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า รู้สึกกังวลที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะประชุมเรื่องการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในวันนี้ ซึ่งหากล็อกดาวต์ประเทศจริง เศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนักอยู่แล้วจะยิ่งทรุดหนักลงอีก อาจจะถึงขึ้นโคม่าและไม่ฟื้นเลยก็ได้

ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมาตลอด 6 ปี จนสื่อหลักต่างประเทศอย่าง เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ ขนานนามประเทศไทยว่าเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย และจะป่วยหนักขึ้น ตั้งแต่ก่อนมีการแพร่ระบาดของไวรัสแล้ว พอมาเจอล็อกดาวน์จากวิกฤติไวรัสโควิดช่วงต้นปี เศรษฐกิจไทยที่ป่วยจริงเลยยิ่งป่วยหนัก  ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ช่วงต้นปี ยังส่งผลกระทบอย่างหนักและยังมีผลสืบเนื่องอยู่ โดยจะมีธุรกิจที่จะต้องปิดกิจการอีกเป็นจำนวนมาก จะมีหนี้เสียพุ่งสูง โดยจะเกิดการว่างงานเพิ่มอีกมาก ซึ่งถ้าหากล็อกดาวน์อีกจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นโคม่าและอาจจะไม่ฟื้นเลยก็ได้  

มีการคาดการณ์กันว่า การกลับมาแพร่ระบาดของไวรัสโควิดครั้งนี้ จะทำความเสียหายให้ประเทศอย่างน้อยวันละ 2,000 ล้านบาท หรือ เดือนละ 60,000 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ  ดังนั้น การที่รัฐบาลจะหวังฟื้นเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่ง” และ “เที่ยวด้วยกัน” จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย เพราะเป็นแค่การบรรเทาอาการชั่วคราว และการแพร่ระบาดจะทำให้ “เที่ยวด้วยกัน” ต้องล้มเหลวไปด้วย โดยรัฐบาลยังไม่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาหลักทางเศรษฐกิจ เช่นการลงทุน และ การส่งออก แต่อย่างไร แถมซ้ำเติมด้วยการจะถูกสหรัฐตัดจีเอสพีเป็นครั้งที่สองในปลายปีนี้ และ หนังสือท้วงติงจากวุฒิสภาสหรัฐในเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยและการดำเนินคดีผู้ชุมนุมแบบไม่ถูกต้อง รวมถึง ยูเอ็นก็ยังทักท้วง ม. 112 ที่รัฐบาลใช้จัดการกับผู้เห็นต่าง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก ทั้งนี้ยังมีเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากทั้งที่เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจดูคล้ายจะไม่รู้เรื่องในปัญหาเหล่านี้เลย เหมือนจะหมดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้ว 

สาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้ ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเต็มๆคือฝ่ายความมั่นคง ที่ปล่อยให้มีการลักลอบนำแรงงานเถื่อนผ่านเข้ามาในประเทศ ทั้งที่ข้อมูลการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างหนักของประชากรในประเทศเมียนมาร์มีมาเป็นเดือนแล้ว แต่ฝ่ายความมั่นคงกลับไม่สามารถควบคุมการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาได้ ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจากการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวเถื่อนเหล่านี้ อีกทั้งฝ่ายความมั่นคงยังให้ข้อมูลสับสนย้อนแย้งกันเอง คนหนึ่งอ้างว่าชายแดนมีความยาวมากไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนหนึ่งกลับแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ปฏิเสธว่าไม่มีการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเถื่อนเข้ามา ซึ่งพูดเหมือนดูถูกภูมิปัญญาของประชาชนอย่างมาก และผู้ที่รับผิดชอบความมั่นคงก็คือ พลเอกประยุทธ์ เองในฐานะ นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และ ยังคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย จะมาปัดความรับผิดชอบหรือโทษคนอื่นไม่ได้เลย ซึ่งถ้าพลเอกประยุทธ์จะตระหนักล่วงหน้า ระมัดระวัง และกำชับเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวเถื่อนเหล่านี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอย่างรุนแรงคงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องความรับผิดชอบจากพลเอกประยุทธ์ในความล้มเหลวครั้งนี้ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมากทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านสุขภาพ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน วิธีการที่ดีที่สุด น่าจะเป็นว่า ถ้าพบการแพร่ระบาดและหากจำเป็นก็ควรล็อกดาวน์เฉพาะจุด และทำการทดสอบประชาชนในบริเวณดังกล่าวทั้งหมด ใครติดเชื้อไวรัสก็ต้องรีบนำเข้ากักตัวและรักษา โดยไม่ควรล็อกดาวน์ทั้งประเทศเหมือนตอนต้นปี เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจจะมากเกินแบกรับ ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการแพร่ระบาดมากกว่าไทยก็ยังไม่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ นอกจากนี้ ประเทศสิงคโปร์และ ประเทศมาเลเซียจะมีการนำเข้าวัคซีนเข้ามาฉีดป้องกันให้กับประชาชนแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าทำไมประเทศไทยยังไม่มีแนวโน้มที่จะได้วัคซีนในเวลาอันใกล้นี้เลย ได้ยินว่าจะเป็นช่วงกลางปีหรือปลายปีหน้าเลย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางเร่งนำวัคซีนเข้ามาให้เร็วที่สุดเพื่อฉีดให้ประชาชนทั้งหมดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยเริ่มจากบริเวณที่มีการระบาดก่อน 

ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ประเทศต้องการผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ และ มีวิสัยทัศน์ โดยต้องมีทิศทางชัดเจนในการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ควบคู่ไปกับการประคองเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินไปด้วยกัน โดยต้องหาภาวะสมดุลย์เท่าที่จะทำได้ และต้องดำเนินทั้งสองด้านให้ไปด้วยกันให้ได้ หากล้มเหลวด้านใดด้านหนึ่ง ประชาชนจะได้รับผลกระทบและจะลำบากกันอย่างมาก และ จะทนกันไม่ไหว เพราะทีผ่านมาก็ทนกันมามากแล้ว 

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก “ธนาธร” บ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453029

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก”ธนาธร”บ้าง

"แรมโบ้" ซัด "พิธา" ควรปรับทัศนคติบ้าง บริหารพรรคคนน้อยยังไงให้โดนยุบ ย้อนกลับไปถามหาความรับผิดชอบจาก"ธนาธร"บ้าง

24 ธันวาคม 2563 – 09:43 น.

“แรมโบ้” ซัด “พิธา” พรรคอนาคตใหม่ บริหารคนส่วนน้อยยังมีคนลอบทำผิดกม.จนพรรคถูกยุบ ทำไมไม่ถามหาความรับผิดชอบกับ”ธนาธร”บ้าง ย้ำ “นายกฯ” ไม่เคยปัดความรับผิดชอบพร้อมตั้งใจหามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิดสู่ประชาชนอย่างเต็มที่

24 ธ.ค.63  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของนายกฯประโยคที่ว่า เพียงคนไม่กี่คนที่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคม จะสร้างปัญหาให้คนเป็นล้าน ๆ ได้ แสดงเห็นถึงทัศนคติ ที่โทษคนอื่นยกเว้นตนเองและรัฐบาล โดยนายสุภรณ์ฯยืนยันว่าหากนายพิธาได้ติดตามการทำงานของนายกฯก็จะเห็นถึงความจริงใจตั้งใจในการเข้ามาแก้ไขปัญหา และยืนยันว่านายกฯไม่เคยปัดความรับผิดชอบ ไม่เคยกล่าวโทษใคร เพราะคนที่ลักลอบเอาแรงงานต่างด้าวชาวพม่าเข้ามา เป็นคนที่ไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายหวังประโยชน์ส่วนตัว และถือเป็นคนชั่วช้าที่สุด ต้องเร่งรัดเอาตัวมาดำเนินคดีให้ได้ อยากถามกลับนายพิธาว่าการที่นายกฯตั้งใจจริงใจและจะจัดการคนชั่วพวกนี้เป็นการโยนความผิดตรงไหน

ส่วนตัวมองว่าการที่นายกฯพูดในลักษณะดังกล่าวเป็นการพูดถึงคนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เพราะนายกฯและรัฐบาลจะต้องปกป้องคนส่วนใหญ่และประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ยังมองว่าไม่มีนายกฯหรือรัฐบาล แม้แต่ประชาชนในประเทศอยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ไม่อยากให้คนเห็นแก่ตัวคนชั่วช้า กระทำผิดกฎหมายลักลอบพาแรงงานต่างชาติเข้ามาอย่างแน่นอน และนายกฯยังย้ำเสมอว่าจะต้องลงโทษกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายในการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงาน  นอกจากนี้นายกฯยังแสดงความเป็นห่วง โดยจะได้หามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบด้วย

สำหรับการยังคงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นนายสุภรณ์ระบุว่า นายพิธา ก็เห็นแล้วว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นที่ผ่านมายังสามารถแก้ไขปัญหาได้ จนผลการแพร่เชื้อนิ่งมาในระยะหลายเดือนจนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น การท่องเที่ยวในประเทศเริ่มขยายตัว นายพิธาก็รู้แก่ใจและทราบดี

“นายพิธา ไม่ต้องไปปกป้องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ทำให้บ้านเมืองได้รับผลกระทบ รวมถึงไม่ต้องห่วงว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมเลย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ควรหันมาเป็นห่วงประชาชนในประเทศจะดีกว่า

และที่นายพิธาบอกให้นายกฯปรับทัศนคตินั้น  ตนเองมองว่าคนที่ควรปรับทัศนคติน่าจะเป็นนายพิธามากกว่า ที่ควรเปิดใจให้กว้าง เห็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศมากกว่าตัวเอง เพราะนายพิธาคือผู้แทนของประชาชน ก็ต้องดูแลประชาชน และหัดยอมรับในการทำงานของคนอื่นบ้างก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเองและประเทศชาติ  ไม่ใช่เห็นว่าใครทำดี ทำถูกต้องก็จะตำหนิท่าเดียว” 

“ประเทศและสังคมที่มีประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกล้าฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายทั้งที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ก็พยายามตรวจตรารัดกุมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังมีเล็ดรอดได้ ก็ไม่ต่างอะไรที่ตนอยากเปรียบเทียบกับกรณีประเด็นที่พรรคอนาคตใหม่ก่อนถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ก็มีคนในพรรคบางคนก็ฝ่าฝืนกฎหมายเล็ดลอดกระทำผิดกฎหมาย จนทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ทั้งที่พรรคอนาคตใหม่ ปกครองด้วยคนไม่กี่คนก็ยังทำผิดให้คนอื่นเดือดร้อน สุดท้ายนายพิธาต้องมาตั้งพรรคใหม่คือพรรคก้าวไกล  เปรียบดังเรื่องคนที่แอบลักลอบเอาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศเหมือนกัน เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นด้วยคนไม่กี่คน นายกฯและรัฐบาล เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ตั้งใจแก้ปัญหาช่วยกันอย่างเต็มที่ไม่เคยคิดปัดความรับผิดชอบจะจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดและหามาตรการยับยั้งไม่ให้เชื้อโควิดแพร่กระจายไปสู่ประชาชนให้ปลอดภัยในชีวิตสูงสุด และยังมีมาตรการช่วยเหลือเยียวผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

 ” กรณีพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตนไม่เคยเห็นนายพิธา ออกมาเรียกร้องให้นายธนาธร ออกมารับผิดชอบในการทำให้กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค พรรคอนาคตใหม่เดือดร้อนบ้าง ทำไมไม่ต่อว่านายธนาธรบ้างว่า อย่าปฎิเสธความรับผิดชอบที่ทำให้พรรคถูกยุบและกรรมการพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนับ10ปี ทำให้หมดอนาคตทางการเมือง ที่ตนพูดเปรียบเทียบไม่ได้มีเจตนาเหน็บแนมอะไร เพียงต้องการให้นายพิธา รู้จักวิธีคิด ว่าการเป็นผู้นำบริหารคนจำนวนเล็กน้อยยังมีคนแอบลักลอบทำผิด กฏหมายพรรคการเมือง เปรียบเทียบเช่น นายกฯประยุทธ์ บริหารปกครองประเทศชาติขนาดใหญ่กว่าพรรค ก็ต้องมีคนฝ่าฝืนกฎหมายแน่นอน ก็ต้องแก้ไขกันไป นายกฯไม่เคยนิ่งนอนใจ ขอร้องนายพิธา ควรช่วยคิดหาแนวทางแก้ไขช่วยกันในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน อย่าพูดซ้ำเติมกล่าวหาคนที่ทำงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พยายามทุ่มเทเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นขวัญและกำลังใจคือ สิ่งที่มีค่าสูงสุดในเวลานี้ ถ้านายพิธา คิดว่ารักประเทศไทย รักประชาชนคนไทย อย่าซ้ำเติมหรืออย่าทิ่มแทงทำลายขวัญกำลังใจกันเลยครับ”นายสุภรณ์ กล่าว

“ธนกร” ป้อง “บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453014

“ธนกร” ป้อง”บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน

"ธนกร" ป้อง"บิ๊กตู่" แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน

24 ธันวาคม 2563 – 08:23 น.

“ธนกร” ป้อง”บิ๊กตู่” แจงไม่เคยโยนความผิดให้ประชาชน วอนเชื่อมั่นระบบสาธารณสุขไทย

24 ธ.ค.2563 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่จ.สมุทรสาคร นั้น ทางรัฐบาลได้จัดการเด็ดขาดทันที พร้อมทั้งมีมาตรการออกมาคุมเข้มทุกจุด โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และระบบสาธารณสุขของไทย  ว่าจะสามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19  ระบาดอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะฉนั้นแล้วเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันเราจะฝ่าวิกฤติไปได้อย่างแน่นอน

นายธนกร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ปรับทัศนคติ เลิกปัดปัญหาพ้นตัว โทษแต่คนอื่นยกเว้นตัวเองนั้น เข้าใจว่านายพิธายังคงเครียดกับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ.ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าอยู่ จึงพยายามออกมาโจมตีรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ตนอยากบอกนายพิธาว่า อย่ามีสมองไว้กั้นหูอย่างเดียว พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยโทษประชาชน มีแต่ชื่นชมประชาชนที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด แต่โทษแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาแพร่เชื้อ ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์บริหารจัดการโควิด-19ได้ดี มีอาจารย์หมอเป็นคณะที่ปรึกษา จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี  ทางที่ดีนายพิธาควรที่จะมาช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยจังหวะที่ประชาชนเดือนร้อนมาเล่นเกมส์การเมืองโดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน ส่วนหากมีเจ้าหน้าที่กระทำผิด ปล่อยให้มีการลักลอบแรงงานต่างด้าวเข้ามา ท่านนายกฯจะเอาผิดอย่างเด็ดขาดทันที ไม่ต้องห่วง

“นายกฯ” ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/452985

“นายกฯ” ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท

"นายกฯ" ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท

23 ธันวาคม 2563 – 19:07 น.

นายกฯ ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบประมาณปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท เตรียมนำเสนอ ครม. 5 ม.ค.64 ย้ำพิจารณางบรายจ่ายประจำให้ลดลงเหมาะสม โดยคงการจัดสรรงบดูแลกลุ่มเปราะบางทั้งหมด

วันนี้ (23 ธ.ค.63) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ร่วมกับ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ภายหลังการประชุม นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้แถลงผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

การประชุมร่วม 4 หน่วยงานในวันนี้เป็นไปตามกฎหมายวิธีการงบประมาณเพื่อกำหนดวงเงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้สำนักงบประมาณนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาวงเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2565 ในวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ลดลงจากงบประมาณปี พ.ศ. 2564 จำนวน 185,900 ล้านบาทเศษ หรือลดลงร้อยละ 5.66 เป็นไปตามประมาณการด้านรายได้ที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 7 แสนล้านบาท ซึ่งมีสมมติฐานเศรษฐกิจและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ สศช. และ ธปท. ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในปี 2565 ข้อมูลจาก สศช. ได้ประมาณการว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3.5 โดยในปี 2564 ได้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 4 ส่วนอัตราเงินเฟ้อปี 2564 และปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 1.2 ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ปี 2565 อยู่ที่ 17.328 ล้านบาท  สำหรับงบลงทุนในปี 2565 จะลดลงจากปี 2564 ที่วงเงิน 649,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 ของวงเงินงบประมาณ โดยในปี 2565 ได้ตั้งงบลงทุนเบื้องต้นไว้ที่ 620,000 ล้านบาท คงไว้ตาม พรบ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ร้อยละ 20 ซึ่งสำนักงบประมาณจะได้นำเสนอรายละเอียดอีกครั้งหลังจากนำผลการประชุมวันนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มกราคม 2564
 
นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้สำนักงบประมาณไปพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำให้ลดลงอย่างเหมาะสม โดยให้คงไว้สำหรับการดูแลงานประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ บัตรสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มเปราะบางทั้งหมด คนพิการ คนชรา เด็กเล็ก ตามนโยบายของรัฐบาล  พร้อมกำชับให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง 

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำ ในปี 2564 ได้ตั้งไว้ที่ 2.537 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 77 ของวงเงินงบประมาณ ส่วนในปี 2565 ตั้งไว้ที่ 2.354 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 75 ของวงเงินงบประมาณ ทั้งนี้ สำนักงบประมาณมีนโยบายในการที่จะลดงบประมาณรายจ่ายประจำมาโดยตลอด โดยจะขอให้ส่วนราชการทบทวน โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ทั้งงบลงทุนและงบประจำ กรณีที่เป็นงบรายจ่ายประจำก็ต้องพิจารณาตามเกณฑ์  สำหรับงบรายจ่ายประจำในปี 2565 ในส่วนของค่าใช้จ่ายในรายการที่เกี่ยวกับด้านสังคมยังคงไว้ตามเดิม ไม่ได้ปรับลด
 
ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินเบื้องต้นที่จะต้องพิจารณาความจำเป็นและคำขอของส่วนราชการต่าง ๆ อีกครั้ง โดยจะมีการหารือกับส่วนราชการถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประจำหรืองบลงทุน ว่าสามารถชะลอได้หรือไม่ สามารถใช้มาตรการอื่นจากเงินนอกงบประมาณ เงินกองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุน Thailand Future Fund เป็นต้น ได้หรือไม่ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน PPP ที่จะต้องออกเป็นมาตรการ  โดยพยายามรักษาวงเงินงบลงทุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ให้สูงกว่าในปีที่ผ่าน ๆ มา ต้องขอความร่วมมือให้ช่วยกัน ซึ่งเลขาธิการ สศช. ได้ขอให้รัฐวิสาหกิจมีการลงทุนเพิ่ม โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะไปพิจารณาว่ามีโครงใดที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะทำร่วมกันได้บ้าง ในภาพรวมแล้ววงเงินงบประมาณปี 2565 และอื่น ๆ ยังคงดีอยู่ เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวที่ร้อยละ 3.5 ได้
 
สำหรับงบประมาณในส่วนที่เป็นสวัสดิการต่าง ๆ มีการตั้งงบประมาณไว้เพียงพออยู่แล้ว สำนักงบประมาณพยายามลดรายจ่ายประจำโดยต้องไม่กระทบต่อสังคม ยังมี พรก. กู้เงินฯ ที่สามารถนำมาช่วยดูแลด้านของสังคม สำหรับรายจ่ายประจำที่สามารถชะลอ ลดลงได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การประชุมสัมมนา New Normal ที่เป็นการประชุมทางไกล ที่ลดลงได้บางส่วน โดยส่วนที่จะลดลงได้คือ เงินที่จะสมทบรายการต่าง ๆ กองทุน ที่ส่วนราชการเสนอขอ  ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่ากระทรวงการคลังจะขอคืนเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ มาเก็บชะลอไว้ก่อน  สำหรับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่อาจจะลดลง แต่รายได้ต่อหัว สวัสดิการเด็กนักเรียนยังครบถ้วนอยู่ จำนวนเด็กนักเรียนลดลงร้อยละ 5 – 6 ต่อปีอยู่แล้ว ฉะนั้นวงเงินของกระทรวงฯ อาจจะลดลง  ด้านงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขก็อาจจะลดลงเพราะมีส่วนหนึ่งที่ไปเป็นค่าจ้างพนักงานและลูกจ้าง ที่ปีที่ผ่านมาได้ปรับสถานะเป็นข้าราชการ 45,000 อัตรา ทำให้ยกสถานะจากเงินกองทุนเป็นงบบุคลากร เป็นต้น ตามที่มีข่าวว่าอาจจะลด แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ลด ยังคงเหมือนเดิม ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้ลดลง ยืนยันว่าไม่กระทบในส่วนนี้