‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540870

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.42 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา และพร้อมเปิดด่านฯตามนโยบาย”รมว.กษ.”อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

นายสัตวแพทยสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร-แห่งชาติ ระบุถึงปัญหาการส่งออกสุกรมีชีวิตไปประเทศกัมพูชาว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งออกได้ จากความขัดแย้งระหว่าง โบรกเกอร์ กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ทำการค้ากับประเทศกัมพูชา กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ ที่ใช้รถยนต์และรถบรรทุกปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรผ่านจุดผ่านแดนได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อนานกว่า 1 เดือน ส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดจนกระทบต่อราคาหมูที่ตกต่ำลงอย่างมาก และเกษตรกรต้องแบกรับภาวะการขาดทุนมากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ แม้จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาผ่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมปศุสัตว์ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ในประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง การเป็น AEC อย่างไรก็ตาม หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายใน 7 วัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 ธ.ค.นั้น กรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หน่วยงานสุขภาพสัตว์และการผลิต ราชอาณาจักรกัมพูชา (General Directorate of Animal Health and Production: GDAHP) ได้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ส่งถึงกรมปศุสัตว์ แจ้งข้อกำหนด (requirement) การนำเข้า/นำผ่านสุกรมีชีวิตไปยังกัมพูชา/เวียดนามฉบับใหม่ พร้อมกับแจ้งอนุญาตให้ผู้ประกอบการจำนวน 5 บริษัท เป็นผู้ส่งออกได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่เคยส่งออกได้มาก่อนอีกจำนวน 24 บริษัท ได้รับผลกระทบไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงได้รวมกลุ่มกันไปปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรมีชีวิตเพื่อการส่งออกทางด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 63 GDAHP ได้แจ้งเพิ่มเติม อนุญาตให้ผู้ประกอบการอีก 5 บริษัท รวมเป็น 10 บริษัท สามารถส่งออกไปยังกัมพูชาได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์รับผิดชอบการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (Health Certificate) และใบอนุญาตนำสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร โดยต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 (ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ.2558) โดยปัจจุบัน การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว พม่า เวียดนาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้า ยังคงมีการออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ได้ตามปกติ ในส่วนของประเทศกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้าใหม่ กรมปศุสัตว์จึงอยู่ในระหว่างประสานงานให้กัมพูชาพิจารณาเห็นชอบร่างหนังสือรับรองฯ ฉบับใหม่

ปัจจุบัน GDAHP ได้ผ่อนปรนให้ใช้หนังสือรับรองฯ ฉบับเดิมไปก่อนได้ กรมปศุสัตว์จึงสามารถออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการ ได้ทันที หากมีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตพร้อมหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 มีผู้ประกอบการ ที่ GDAHP อนุญาตให้ส่งออกสุกรมีชีวิตไปยังประเทศกัมพูชาได้มายื่นขอหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ณ ด่านกักกันสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ ได้ตรวจสอบหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง จึงได้ออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ แล้ว จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอเพิ่มรายชื่อผู้ส่งออกเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาแล้ว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กระทรวงการต่างประเทศ จะเร่งติดตามการเจรจาขอเพิ่มรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก/นำผ่านไปกัมพูชา กับหน่วยงานภาครัฐของกัมพูชา โดยเร่งด่วน ตามมติที่ประชุมติดตามความคืบหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีมาตรการจำกัดการนำเข้าสุกรจากไทย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.63 ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ด้วยแล้ว และล่าสุด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (HC) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ทุกด่านสามารถส่งออกสุกรไปยังกัมพูชาได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร่งด่วนอีกด้วย

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540830

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.09 น.

24 ธันวาคม 25653 นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่10 มอบหมายให้ นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่าย เจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 10,เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรือขุด สำนักเครื่องจักรกลได้ร่วมกันลงพื้นที่ร่องเรือในแม่น้ำบางขาม เพื่อสำรวจสภาพแม่น้ำบางขาม และสภาพริมตลิ่งทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ 

เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม –  เมษายนของทุกปี ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้แห้งขอดและขาดตอน จนทำให้มีตะกอนดินและวัชพืช จำนวนมากมากองสุมอยู่ในแม่น้ำจนส่งผลให้แม่น้ำบางขามได้ตื้นเขิน จนส่งผลกระทบต่อการนำน้ำดิบไปผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาชีพเลี้ยงปลากระชัง

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบิเวศน์ของแม่น้ำบางขามอีกด้วย ทางสำนักงานชลประทานที่ 10 จึงได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบการจัดตั้งคำขอ/แผนงานงบประมาณ ขุดลอกแม่น้ำบางขาม (ระยะที่ 1) พร้อมแก้มลิง 3 แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำในแม่น้ำบางขาม ไว้ใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง พร้อมทั้งพิจารณาสถานที่ทิ้งดินที่ได้จากการขุดลอกให้เหมาะสมกับปริมาณดิน โดยไม่ส่งผลกระทบกับราษฎรที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำบางขาม ซึ่งการขุดลอกแม่น้ำบางขามวางแผนไว้ในระยะแรก 14 กม. จากความยาวทั้งสิ้นประมาณ 60 กม.

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540757

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะแอปเตอร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากท่านผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ท่านได้กรุณาจัดนักวิชาการมาบรรยายด้านงานวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และแถมยังนำพวกเรานั่งรถยนต์ไปชมทัศนียภาพแปลงวิจัยข้าวของศูนย์ในอาณาบริเวณติดกัน รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวไทย ที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และเป็นเชื้อพันธุ์ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวไทย ไหนๆ มีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในฐานะที่มีประสบการณ์เพราะเคยอยู่ในวงการนี้มายาวนาน และก็ได้ทราบได้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเราบางคนยังมีความไขว้เขวเข้าใจผิดกันอยู่มาก จึงขออนุญาตถ่ายทอดทำความเข้าใจในบางเรื่องที่สำคัญไว้พอสังเขป ดังนี้ครับ

ประการแรกที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ เรื่องการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยความจริงประเทศไทยเรานั้นโชคดีมากที่มีต้นทุนด้านพันธุ์ข้าวคุณภาพดีอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยในอดีตประมาณปี พ.ศ.2476 ประเทศไทยได้รับรางวัลข้าวคุณภาพดีอันดับหนึ่งของโลก จากการส่งเข้าประกวดข้าวโลกที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยโด่งดัง และเป็นที่มาของการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกในยุคหลังจากนั้น และการที่เราสามารถมีข้าวส่งออกได้มากๆ นอกจากเป็นเพราะเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาอยู่มากเกินกว่าที่พลเมืองชาวไทยจะบริโภคได้หมด อันนี้ต่างจากบางประเทศที่พื้นที่ปลูกข้าวมีน้อย หรือไม่ก็เกิดภัยธรรมชาติเยอะทำลายผลผลิตข้าว เลยทำให้ข้าวไม่พอกินหรือไม่เหลือส่งออก แต่กระนั้น ต่อมาระยะหลังๆ หลายประเทศก็ได้มีการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ และสามารถยกระดับกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวแข่งกับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว ซึ่งนอกจากจะมีคุณภาพหุงต้มที่ดี ถูกใจของผู้ซื้อ ถูกปากผู้บริโภค ราคายังต้องถูกกว่าด้วย ซึ่งก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป เรื่องนี้จึงทำให้เกิดผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยในปัจจุบัน

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเกิดคำถามว่าทำไมนักวิจัยบ้านเราจึงไม่พยายามพัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ดำรงความเป็นหนึ่งดังที่เคยเป็น เรื่องนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการด้านข้าว ผมขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แม้จำนวนนักวิจัยและงบประมาณจากรัฐที่จัดสรรให้จะไม่ค่อยพอเพียง แต่ทางกรมการข้าวก็ได้จัดทำแผนงานวิจัยพันธุ์ข้าวสืบต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ทั้งๆ ที่การวิจัยให้ได้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก็ตาม (ทั้งนี้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะเร่งงานวิจัยให้เร็วขึ้นเรายังมีน้อยมาก) เรามีสายพันธุ์ข้าวที่วิจัยเสร็จแล้วแต่เก็บสต๊อกไว้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวหอม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว ข้าวเมล็ดสั้น ข้าวอุตสาหกรรม ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมาก รวมทั้งข้าวอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขาดแต่เพียงยังไม่นำมาผ่านกระบวนการขั้นสุดท้ายที่จะสามารถนำเอาพันธุ์ข้าวนั้นมาใช้ปลูกได้อย่างถูกต้อง คือการประกาศรับรองพันธุ์ตามระเบียบของทางราชการ โดยคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักการตลาด รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ได้แก่ พ่อค้า โรงสี ตลอดจนตัวชาวนา

ถามว่าถ้าเป็นดังนี้แล้วทำไมเราไม่รีบเอาพันธุ์ข้าวดีๆ ที่วิจัยได้มารับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกล่ะ อันนี้แหละคือปัญหาที่กรมการข้าวต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากรมการข้าวถูกตำหนิติเตียนมากมาย โดยถูกกล่าวหาว่าออกพันธุ์ข้าวมามากเกินไปจนทำให้ตลาดสับสน ทำตลาดยาก เคยขายข้าวอย่างหนึ่งแต่มาออกอีกพันธุ์หนึ่ง ตลาดไม่รู้จักต้องไปเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่ความจริงในคณะกรรมการรับรองพันธุ์ท่านผู้ตำหนิก็เคยนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยงงกันไปเรื่องของเรื่องก็คือ การวิจัยพันธุ์ข้าวมันไม่ได้แค่เพียงสนองตอบเฉพาะความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อปัญหาใหม่ๆ รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้แก่ชาวนา เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น มีโรค เกิดแมลงมีน้ำแล้ง เจออากาศร้อน อากาศหนาว พันธุ์เก่าที่เคยปลูกกลับไม่ได้ผลผลิต หรืออ่อนแอต่อโรคแมลง ก็จำเป็นต้องหาพันธุ์ใหม่ปลูกแทน และนี่ก็คือความเป็นจริงพื้นฐานประการแรกของงานวิจัยข้าวของไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540754

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิด “ตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย” ที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า จังหวัดอุทัยธานี บูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูงหมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม้ดอกไม้ประดับบนพื้นที่สูงที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างจังหวัดที่เดินทางมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาไม่น้อยกว่า 80,000 คน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท/ปี

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า กิจกรรมเปิดตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกจังหวัด ตลอดจนชาวต่างชาติ ได้รู้จัก
สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของจังหวัดอุทัยธานี เป็นการเปิดตลาดและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนการออกบูธนิทรรศการจำหน่ายสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดอุทัยธานี

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย อยู่ในโครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง
โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างงานสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปในชุมชนที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในพื้นที่ สร้าง
รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดและชุมชน โดยตำบลแก่นมะกรูด มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 2 แห่ง คือ แหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกเมืองหนาว บริเวณสภาตำบลแก่นมะกรูด หมู่ 1 บ้านใต้ และแหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกไม้ประดับ และพืชเมืองหนาว บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย หมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540755

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทานตะวันเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งระยะนี้ช่วงเช้าอากาศเย็นมีความชื้นสูง และในเวลากลางวันอากาศร้อน โดยจะพบการเข้าทำลายของตัวหนอนในระยะที่ต้นทานตะวันดอกเริ่มบาน โดยจะพบหนอนเจาะสมอฝ้ายฝังตัวกัดกินเมล็ดที่กำลังพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลางของจานดอก กรณีที่มีการระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอกและกลีบเลี้ยง ทำให้ดอกไม่สามารถดึงดูดแมลงในการผสมเกสรได้ การติดเมล็ดไม่ดี มีเมล็ดลีบจำนวนมาก และจะให้ผลผลิตต่ำ

แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในต้นทานตะวัน เกษตรกรควรหมั่นกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้ายบริเวณโดยรอบแปลงปลูกต้นทานตะวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดแหล่งอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้าย หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะสมอฝ้าย ให้เกษตรกรเก็บตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่มาทำลาย เนื่องจากตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่จะใช้สารเคมีในการกำจัดไม่ได้ผล กรณีที่มีการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540756

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30%

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ร่างกฎกระทรวง5 ฉบับซึ่งจะออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยสาระสำคัญหนึ่ง คือ การกำหนดให้การให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกมีเงินเหลือต่อเดือนเพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

“การกำหนดการหักหนี้ต้องเหลือเงินไม่น้อยกว่า 30% เพื่อให้พี่น้องชาวสหกรณ์มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับกินใช้ในแต่ละเดือน เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้นบางสหกรณ์มีการหักหนี้จากสมาชิกจนแทบไม่เหลือเงินรายเดือนไว้ใช้ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบกลายเป็นการเพิ่มภาระครัวเรือนเข้าไปอีก นอกจากนั้นการให้คงเหลือเงิน 30% ยังสอดคล้องกับระเบียบต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการด้วย หรือแม้แต่การบังคับคดี ก็ยังต้องให้ลูกหนี้เหลือเงินใช้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ต่อเดือน ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นการช่วยสมาชิก ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติมสมาชิก” นายวิศิษฐ์กล่าว

สำหรับพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 เป็นพ.ร.บ.ที่มีการปรับปรุงให้สอดรับกับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไป เพื่อป้องความเสี่ยงด้านต่างๆ ของสหกรณ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ เช่น กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนบางแห่งและเพื่อป้องกันสหกรณ์ต่างๆไม่ให้มีการกำหนดรูปแบบธุรกรรมจูงใจสมาชิก หรือผ่อนปรนงวดเงินกู้นานเกินกว่าปกติของระบบการเงินจนนำมาสู่ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ทุกประเด็น

ทั้งนี้ แนวทางกำหนดกฎกระทรวงถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยเปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่าย และส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ ดังนั้น ในร่างกฎกระทรวง จึงได้กำหนดระยะเวลาให้สหกรณ์ปรับตัวไว้ในบทเฉพาะกาล โดยบางกรณีให้เวลาถึง 10 ปี

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540939

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์

7 ข้อควรรู้ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มใบหน้า เสริมโหงวเฮ้งรับทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.17 น.

1.ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ จะช่วยเติมขมับที่ยุบลงให้เต็มขึ้น ปรับรูปหน้าให้มีมิติ ไม่ต้องผ่าตัดและเห็นผลทันที ซึ่งการที่ขมับยุบ ขมับตอบ ทำให้ใบหน้าดูโทรม มีอายุ ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุของโครงสร้างกระดูกหรือกล้ามเนื้อด้านในฝ่อไม่พอดีกับผิวหนัง จนเห็นเป็นรอยบุ๋มลึกลงไป

การฉีดฟิลเลอร์ขมับเหมาะกับใคร ?

– ผู้ที่มีปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ ใบหน้าไม่สมส่วน สามารถฉีดฟิลเลอร์ขมับเติมเต็มส่วนที่ยุบลงได้

– ผู้ที่มีโหนกแก้มเด่น ใช้ฟิลเลอร์ขมับช่วยทำให้โหนกแก้มเด่นน้อยลง และใบหน้าจะเต็มเข้ารูปมากขึ้น

– ผู้ที่ต้องการเสริมโหงวเฮ้ง ขมับเป็นส่วนที่บ่งบอกว่าคู่ครองจะดูแลเราดีแค่ไหน ตามตำราถ้าหน้าผากเต็ม กว้าง อิ่มเอิบ ขมับเต็ม ถือว่าโหงวเฮ้งดีมากๆ สามีเป็นเศรษฐี ดูแลให้อยู่อย่างสุขสบาย

2.ฟิลเลอร์ขมับ อันตรายไหม ?

ฟิลเลอร์ขมับ ถ้าใช้ฟิลเลอร์แท้ (hyaluronic acid) และฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ปลอดภัย 100%  ซึ่งบริเวณขมับมีเส้นเลือดที่เชื่อมไปยังลูกตาได้ ต้องใช้ความระมัดระวัง และพิถีพิถันมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย 

ถ้าหากฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่ไม่ชำนาญ มีประสบการณ์ไม่มากพอ หรือ หมอกระเป๋า มีความเสี่ยงที่จะฉีดฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดและเกิดอันตรายได้

3.การฉีดฟิลเลอร์ขมับ VS การเติมไขมัน

เมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าจะยุบตัวลงจาก 1.) เนื้อยุบตัว 2.) กระดูกยุบตัว ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสาเหตุและเลือกใช้หัตถการที่เหมาะสมกับแต่ละเคส

ขมับตอบจากเนื้อยุบตัว – สามารถเลือกได้ทั้งการเติมไขมันหน้าและฉีดฟิลเลอร์ขมับ แต่ถ้าเติมที่เนื้ออย่างเดียวโดยไม่เสริมกระดูกขึ้นมา หน้าก็จะเต็มอย่างเดียว ไม่เข้ารูป ไม่มีมิติและขาดความคมของใบหน้า

ขมับตอบจากกระดูกยุบตัว – ไม่สามารถใช้การเติมไขมันช่วยได้ ต้องใช้ฟิลเลอร์เท่านั้น เนื่องจากในชั้นเยื่อหุ้มกระดูกมีเส้นเลือดมาเลี้ยงน้อย เซลล์ไขมันไม่สามารถอยู่รอดได้ และไขมันจะเป็นเนื้อนิ่มๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ยกพยุงผิวหน้าได้ดีเท่าฟิลเลอร์

4.ฉีดฟิลเลอร์ขมับยี่ห้อไหนดี? ใช้กี่ cc ?

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ โดยปกติจะใช้ฟิลเลอร์ข้างละ 1-2 CC แล้วแต่ความลึกของขมับ สามารถใช้ฟิลเลอร์ได้ทุกยี่ห้อ และฉีดโดยใช้เทคนิคเข็มแหลมชนกระดูก เพื่อไม่ให้ฟิลเลอร์เป็นก้อน 

ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์ตัวที่อยู่ได้นาน ได้แก่ 

– Juvedermรุ่น ultraplus (12 เดือน) หรือ Juvedermรุ่น voluma (18 เดือน) ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ฟูและทนต่อแรงขยับได้ดี

– Restylane รุ่น volyme (18 เดือน) สำหรับคนที่ผิวบางมากๆ 

– PerfecthaSubskin (12 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความคงทน อยู่ได้นาน

5.การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ

1. ศึกษาข้อมูลฉีดฟิลเลอร์ขมับอย่างละเอียด 

2. ฉีดฟิลเลอร์แท้ โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน

3. ควรงดยาและวิตามินเสริม เช่น ยาแอสไพริน น้ำมันปลา วิตามินอี

4. ควรงดขัดหน้า ผลัดเซลล์ผิว ในบริเวณนั้นๆ เป็นเวลา 3 วันก่อนทำหัตถการ 

5. ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนฉีดฟิลเลอร์

6.การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ

1. หลังการฉีดฟิลเลอร์ขมับ งดจับ ลูบคลำ นวด คลึง และการเท้าขมับ ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน เพราะอาจจะทำให้ฟิลเลอร์ขมับผิดรูปได้

2. เว้นการออกกำลังกายหนักๆ เลเซอร์ร้อนลงชั้นผิว หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อนๆ

3. ควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟิลเลอร์ฟูสวยและอยู่ได้นานขึ้น

4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และการสัมผัสกับน้ำร้อนบริเวณที่ฉีดประมาณ 2 สัปดาห์

7.ฉีดฟิลเลอร์ขมับที่ไหนดี? 

หากอยากลดความเสี่ยงเจอหมอเถื่อน และ ฟิลเลอร์ปลอม ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ หรือดูรีวิวจากผู้ที่ใช้บริการจริง เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัย

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540926

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย

วิธีเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

การฉีดผิวขาวนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการฉีดผิวนั้นเป็นการนำวิตามินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้ร่างกายของคุณดูดซึมวิตามินต่างๆ ได้มาก และเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวิตามินผิวนั้นใช่ว่าจะสามารถฉีดที่ไหนก็ได้ เพราะหากเลือกคลินิกฉีดผิวไม่ดี ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะมีคำถามว่าแล้วเราจะเลือกฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดีเพราะต้องบอกว่าปัจจุบันในกทม. มีคลินิกให้เราเลือกเยอะแยะมากมาย ในบทความนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำวิธีการเลือกคลินิกฉีดผิวให้ปลอดภัย และผิวสวย ว่าแต่จะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้างนั้น ไปอ่านกันเลย

มีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

หากถามว่าจะเลือกฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี อย่างแรกที่ควรคำนึงถึงก็คือเรื่องความปลอดภัย โดยการฉีดวิตามินต่างๆ นั้นควรทำการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือหากไม่ได้ทำการฉีดโดยแพทย์ ก็ควรมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะถึงแม้ว่าการฉีดวิตามินจะแทบไม่มีอันตรายเลย แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาอย่างอาการแพ้ต่างๆ แพทย์ก็จะสามารถช่วยเหลือได้ทันนั่นเอง

ผลิตภัณฑ์ตัวยาได้รับการรับรอง

อีกหนึ่งวิธีการเลือกว่าฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดีก็คือการคำนึงถึงวิตามินที่จะนำมาฉีดเข้าสู่ร่างกายของเรา โดยคุณควรคำนึงว่าวิตามินนั้นๆ ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะการได้รับการรับรองจาก อย. ไทย เพราะหากวิตามินนั้นๆ ไม่ได้รับการรับรอง ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน

อ่านรีวิว

นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยก็คือการอ่านรีวิว เพราะรีวิวนั้นเปรียบเสมือนผลตอบรับที่ตรงไปตรงมาที่สุดของลูกค้า ซึ่งนอกจากจะสามารถดูผลลัพธ์ของการฉีดได้แล้ว ก็ยังสามารถดูในเรื่องบริการต่างๆ ได้อีกด้วย โดยคุณอาจทำการหาข้อมูลจาก Google ได้เลย เพราะส่วนมากคลินิกชื่อดังก็จะมีรีวิวให้อ่านกันอยู่แล้ว

คลินิกสะอาด
เรื่องความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกว่าจะฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี โดยคุณอาจทำการเข้าไปดูในคลินิกเลยว่าคลินิก หรือบรรยากาศรอบๆ มีความสะอาดมากน้อยเพียงใด หรืออุปกรณ์ต่างๆ นั้นมีการทำความสะอาดหรือไม่ เพราะหากคลินิก หรือเครื่องไม้เครื่องมือไม่สะอาด และต้องนำอุปกรณ์นั้นๆ มาฉีดเข้าสู่ร่างกายเรา ก็อาจเป็นอันตรายได้

หากใครกำลังหาคำตอบว่าจะฉีดผิวขาวในกทม. ที่ไหนดี ก็แนะนำว่าให้พิจารณาจากวิธีการต่างๆ ที่เราได้แนะนำไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์หรือตัวยาที่ได้รับการรับรอง การฉีดต้องมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำการอ่านรีวิวก่อนฉีด และคลินิกควรมีความสะอาดด้วยเช่นกัน

‘ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก’ เปิดร้าน ‘เซไค โนะ ยามะจัง’ สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540916

'ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก' เปิดร้าน 'เซไค โนะ ยามะจัง' สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน

‘ไฮโซธนน-บุ้ง ใบหยก’ เปิดร้าน ‘เซไค โนะ ยามะจัง’ สาขาใหม่ย่านอารีย์ เอาใจสายกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.23 น.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ได้ฤกษ์ดีเปิดสาขาใหม่ล่าสุดไปสดๆร้อนๆ สำหรับร้าน “เซไค โนะ ยามะจัง” (Sekai No Yamachan) ร้านปีกไก่ทอดอันดับ 1 จากเมืองนาโกย่าซึ่งมีมากกว่า 70 สาขาทั่วญี่ปุ่นที่ทุกคนชื่นชอบพร้อมบรรยากาศร้านสไตล์กินดื่มอิซากายะชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งการตกแต่ง สีสัน การให้บริการเสมือนนั่งอยู่ในเมืองนาโกย่าและมีเมนูเครื่องดื่มรวมถึงอาหารราคาที่เป็นมิตร ตอบโจทย์สายกินดื่มอย่างที่สุด ได้ขยับขยายพื้นที่ความอร่อยเพิ่มมายังโซนอารีย์ ซึ่งเป็นสาขาใหม่ล่าสุดที่โครงการ “FEAST ราชครู” ถูกใจหนุ่มสาวชาวแก๊งที่ชื่นชอบเฮฮาปาร์ตี้ คงความเป็นออริจินัลด้วยรสชาติอาหารและการบริการมาตรฐานญี่ปุ่น

งานนี้ได้ผู้บริหารนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง คุณธนน วีอารยะ นำทีมผู้บริหาร อย่าง คุณสะธี ใบหยก หรือ บุ้ง ใบหยก,คุณพิมพ์เลิศ ใบหยก, คุณปริยะดา ใบหยก, คุณปิยะเลิศ ใบหยก, คุณสุนทรี รัตนหิรัญญา และคุณกองทอง ใบหยก  มาร่วมเปิดร้านสาขาอารีย์อย่างพร้อมเพรียง

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองของอร่อยสไตล์อิซากายะที่แท้ทรู มากันได้ที่ร้านเซไค โนะ ยามะจัง (Sekai no Yamachan) สาขาอารีย์  ตั้งอยู่ที่โครงการ “FEAST ราชครู” เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น.  สอบถามโทร. 062-624-7995 หรือที่ facebook : Yamachanthailand

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540872

'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.44 น.

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  เสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บ้านเหล่าหลวงใต้  ตำบลวังทอง  อำเภอบ้านดุง  จังหวัดอุดรธานี

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานของศูนย์ฯจากภาคส่วนต่างๆ และกิจกรรมกลุ่มอาชีพภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ เสด็จร่วมกิจกรรมนวดข้าวแบบโบราณ ทอดพระเนตรประเพณีบุญคูณลาน ทรงเปิดยุ้งฉางข้าว และทรงทอดพระเนตรการแข่งขันตำส้มตำ

ด้วยพระราชดำริสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เข้ามาช่วยในการพัฒนาชุมชน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจนและขาดแคลนในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2557 ที่ได้ทรงริเริ่มโครงการ จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ ที่มีวัตถุประสงค์ในการเป็นแหล่งทดลองและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพระดำริฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 400 คน จาก 9 หมู่บ้าน มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ฯของชุมชนเพื่อช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ของศูนย์ฯ และได้มีการทดลอง พัฒนา ปรับปรุงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของชุมชน อาทิเช่น การแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชน การนำโคกหนองนาโมเดลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่ เป็นต้น

อีกทั้ง ยังมีการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอาชีพต่างๆภายในศูนย์ฯ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสมาชิกศูนย์ฯและหาช่องทางการตลาด เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน ทั้งนี้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯร่วมกับคณะกรรมการศูนย์ฯได้วางแผนยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ศูนย์ฯ ให้เป็นพื้นที่อินทรีย์ต้นแบบ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการบูรณาการองค์ความรู้และพัฒนาพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่ยั่งยืน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและประเทศชาติต่อไป