รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497550

19 ธ.ค. 2564 |21:14 น.

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่13 อยู่หลายครั้ง สุดท้ายประสบความสำเร็จ เมื่อปี พ.ศ.2528 ว่าด้วยเรื่อง ระบบการเลือกตั้ง โดยแก้ไขจากแบบรวมเขตรวมเบอร์ หรือ คณะเบอร์เดียว มาเป็นการเลือกตั้งแบบผสม ติดตามได้ที่ย้อนรอย89ปีรธน.ไทย EP.12

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 นี้ เป็นผลจากการร่างของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามข้อกำหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเก่า และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ แล้วประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2521
 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติทั้งหมดรวมบทเฉพาะกาล 206 มาตรา โดยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นับว่าเป็นประชาธิปไตยพอสมควร หากไม่นับบทบัญญัติเฉพาะกาล ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในช่วง 4 ปีแรกของการประกาศใช้ โดยหลักการคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญปี 2515 และ 2517
 

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

ขณะเดียวกันได้มีความพยายามที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เมื่อปี พ.ศ.2528 ว่าด้วยเรื่อง ระบบการเลือกตั้ง โดยแก้ไขจากแบบรวมเขตรวมเบอร์ หรือ คณะเบอร์เดียว มาเป็นการเลือกตั้งแบบผสม เขตละไม่เกิน 3 คน การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ขณะที่การแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง คือ ครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2532 เกี่ยวกับเรื่องประธานรัฐสภา โดยแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภา
 
ตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปี ของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นช่วงเปลึ่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ และถูกระบุว่าเป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบ และเป็นยุคที่ 4 ของระบอบประชาธิปไตยไทย นับตั้งแต่เปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศ พ.ศ.2475 กระทั่งมาผลัดใบต่อเนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 ซึ่งคณะรัฐประหารต้องการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 1 ปี หลังการรัฐประหาร และแต่งตั้ง “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์”ผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี 
 

แต่ในเวลาต่อมานายทหารกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนไปสนับสนุน”พลเอก เปรม ตินสูลานนท์” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม และระหว่างนั้นยังได้มีความพยายามที่จะก่อการรัฐประหาร เพื่อล้มรัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.เปรม”ถึงสองครั้ง 

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

ครั้งแรกวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2524 โดย “พลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา” รองผู้บัญชาการทหารบก นำนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น “ยังเติร์ก” ซึ่งขณะนั้นล้วนมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังต่างๆ อยู่ในกองทัพบก นำโดย “พันเอก มนูญ รูปขจร” ตั้งเป็นคณะผู้ก่อการที่เรียกว่า “คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” และจับตัว “พลเอก เสริม ณ นคร” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโท หาญ ลีลานนท์ , พลตรี ชวลิต ยงใจยุทธ และพลตรี วิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก

การรัฐประหารครั้งนี้ มีจำนวนกำลังทหารเข้าร่วมมากถึง 42 กองพัน ส่วนฝ่ายรัฐบาลโดย พล.อ.เปรม ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา และตั้งกองบัญชาการตอบโต้ โดยใช้อำนาจปลดผู้ก่อการออกจากตำแหน่งทางทหารและได้กำลังสนับสนุนจากพลตรี อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ 2

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

ในที่สุดการก่อรัฐประหารหวังยึดอำนาจ จึงยุติลงในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 3 เมษายน และฝ่ายก่อการเข้ามอบตัวกับทางรัฐบาลรวม 155 คน ทำให้ “พล.อ.สัณห์ และ พ.อ.มนูญ” ตกเป็นกบฏ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ และถูกเรียกว่า กบฏเมษาฮาวาย

และในครั้งถัดมา คือในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ก็ได้เกิดความพยายามที่จะรัฐประหารรัฐบาล “พล.อ.เปรม”อีกครั้ง ขณะที่อยู่ระหว่างเดินทางไปเยือนอินโดนีเซีย ส่วน “พล.อ.อาทิตย์” ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็ติดการเยือนต่างประเทศอยู่ที่สวีเดน โดยฝ่ายก่อการอ้างเหตุผลที่กระทำว่า ไม่พอใจที่รัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน และปัญหาอาชญากรรมได้

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

แต่สุดท้ายการรัฐประหารครั้งนี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 ทำให้กลุ่มผู้ก่อการ ที่มี “พ.อ.มนูญ”และ “นาวาโท มนัส รูปขจร” น้องชายที่อยู่เบื้องหลัง จึงตกเป็นกบฏอีกครั้ง

\

ภายหลังรัฐบาลบริหารประเทศ จนกระทั่ง “พล.อ.เปรม” ประกาศยุบสภา และกำหนดมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2531 แต่ระหว่างกำลังจะมีการเลือกตั้ง เกิดกระแสการคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ของ “พล.อ.เปรม”จากกลุ่มนักวิชาการ 

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12

หลังการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำ ได้เข้าพบ”พล.อ.เปรม”ที่บ้านพัก เพื่อเชิญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 แต่ท่านได้ปฏิเสธ ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2531 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง “พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ”(ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ขณะที่ “พล.อ.เปรม” ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็น “องคมนตรี” และยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ

 
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยผลัดใบช่วงที่ 4 EP.12
 
แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนหัวหน้าทีม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยังบังคับใช้เป็นเวลาค่อนข้างยาวนานถึง 12 ปีเศษ กระทั่งมาถูกยกเลิกโดยการรัฐประหารอีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.ภายใต้การนำของ “พลเอก สุนทร คงสมพงษ์” ได้เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลของ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ถือเป็นการปิดฉากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 หรือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 รวมระยะเวลาประกาศใช้ 12 ปี 2 เดือน 1 วัน

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“ชัช เตาปูน” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.16 เขต สระบุรี-โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497571

19 ธ.ค. 2564 |20:49 น.

"ชัช เตาปูน" เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.16 เขต สระบุรี-โคราช

“ชัช เตาปูน” ชูนโยบายพรรค ปลดหนี้ ขยี้จน เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.16 เขต สระบุรี-โคราช พร้อมปักมุดอีสาน เป็นฐานที่ตั้ง


เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 64 ผู้สื่อข่าวรายานว่า นาย “ชัชวาลล คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทได้เดินทางไปที่ โกลด์เมาเท่นรีสอร์ท ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาเพื่อเป็นประธานเปิดที่ทำการศูนย์ประสานงานพรรคพลังท้องถิ่นไท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมีนายประนอม โพธิ์คำ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยสมาชิกพรรคให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและแสดงวิสัยทัศน์นำเสนอนโยบายของพรรค “ปลดหนี้ ขยี้จน”ให้สมาชิกพรรคได้ฟังนอกจากนี้ยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ประจำจังหวัดนครราชสีมาทั้ง 16 เขต 

นาย “ชัชวาลล์ คงอุดม”  เปิดเผยและยืนยันว่า พรรคมีความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง พร้อมชนทุกเขตและทุกจังหวัด แต่ต้องดูความพร้อมของจังหวัดนั้นด้วย พร้อมปักมุดอีสานเป็นฐานที่ตั้ง โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา ในส่วนภาคอีสานตั้งเป้า สส.ไว้ที่ 5-6 ที่นั่ง ก็พอใจแล้ว เพราะเราพรรคเล็กๆ ซึ่งจะชูนโยบาย ยุทธศาสตร์“ปลดหนี้ ขยี้จน” การพนันถูกกฎหมาย และจะผลัดดันกีฬาพื้นบ้านไก่ชน ให้เป็นที่รู้จัก พร้อมเก็บภาษีการพนัน เอามาใช้หนี้ประเทศ ใช้หนี้ กยศ. และเกษตรไทย และอีกมากมายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และยืนยันที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป 

ด้านนายประนอม โพธิ์คำ เลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท เปิดเผยว่า เราพร้อมที่จะส่ง ว่าที่ผู้สมัคร สส.ลงชิงชัยทุกจังหวัด และทุกเขต โดยให้จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ ทำการศูนย์ประสานงานพรรคพลังท้องถิ่นไท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นฐานที่ตั้ง ซึ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ของให้เชื่อมั่นในสิ่งที่เราต้องการจะทำโดยเฉพาะ ยุทธศาสตร์การพนันถูกกฎหมาย ซึ่งจะเก็บภาษีการพนัน เอามาช่วยพัฒนาท้องถิ่น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย สุดท้ายฝากประชาชนให้พิจารณาพรรคพลังท้องถิ่นไท ให้มี สส.เข้าไปทำงานในสภา แทนพี่น้องประชาชน และขอเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนถึงปัญหา เพื่อจะได้เสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขต่อไป 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวสส.เขตในพื้นที่จังหวนครราชสีมาและจังหวัดอื่นจำนวน 8 คน โดยมีนายอุทร เผ่าสมบูรณ์ ผู้สมัครสส.เขต 2 จังหวัดสระบุรี นายรังสี เสรีชัย ผู้สมัครสส.เขต 1 จังหวัดสระบุรี นายเสาสรรค์ วิวัฒน์สกุลรัตน์ นายปรีชา ศรีน้อย นายสนิท ดวงสุนทร นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ นายอนันต์ อาบสุวรรณ นายสุธรรม พรสันเทียะ ลงสมัครสส.เขตในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

“ลุงป้อม” ยิ้มแก้มปริต่อสายตรงยินดี บาสและปอป้อคว้าแชมป์โลก(ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497567

19 ธ.ค. 2564 |20:34 น.

"ลุงป้อม" ยิ้มแก้มปริต่อสายตรงยินดี บาสและปอป้อคว้าแชมป์โลก(ชมคลิป)

“ลุงป้อม” ยิ้มแก้มปริ ลุ้นการแข่งขันแบดมินตันคู่ผสมชิงแชมป์โลก สุดปลื้มต่อสายตรงแสดงความยินดี บาส-ปอปอ คว้าแชมป์โลกแบดมินตันคู่ผสม (ชมคลิป)

เป็นอีกวันที่แฟนกีฬาชาวไทยต่างมีความสุข เมื่อ สองนักแบดมินตันประเภทคู่ผสมทีมชาติไทย “บาส-ปอป้อ” สามารถไต่บันได้ฝันก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์โลกประเภทคู่ผสมสำเร็จ  

เช่นเดียวกับ แวดวงผู้บริหารทางการเมือง และแวดวงกีฬา ต่างติดตามและลุ้นติดจอทีวีและจอโทรศัพท์ โดยเฉพาะ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย    

ทั้งนี้ ได้มีการเผยแพร่คลิป บรรยากาศแห่งความปลาบปลื้ม ผลงานสองนักกีฬาทีมชาติไทย ผ่านทาง พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  โดยระบุว่า “วันเบาๆ จากงานบ้านและงานเมือง  ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ คอกีฬา อดไม่ได้ที่จะนั่งลุ้นหน้าจอทั้ง 2 วัน เสาร์และอาทิตย์ ร่วมกับชาวไทยทั้งประเทศ เชียร์และให้กำลังใจ “ปอป้อและบาส’ คู่ผสมแบดมินตันมือหนึ่งของโลกชาวไทย ล่าแชมป์ในรายการ World Championships ที่ผ่านมา

โดยสามารถผ่านคู่ผสมชาวฮ่องกงมาได้เมื่อวาน และเข้าชิงกับคู่ผสมชาวญี่ปุ่น โดยยังคงความเฉียบขาดคว้าแชมป์โลกสดๆมาได้ในวันนี้ที่ผ่านมา

“พล.อ.ประวิตร” ถึงกับเป็นปลื้มนั่งยิ้ม ลุ้นไปมาระหว่างนั่งเชียร์หน้าจออย่างมีความสุข ระหว่างถ่ายทอดสด โดยเมื่อจบการแข่งขัน ได้วิดิโอคอลกับ ‘ปาป้อและบาส’ กล่าวแสดงความยินดีให้กำลังใจกับทั้งสองคน ที่สามารถคว้าชัยชนะในรายการนี้มาได้ในฐานะมือหนึ่งโลกอย่างสมศักดิ์ศรี และได้เห็นถึงพัฒนาการด้านกีฬาของไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก”

“โดยเฉพาะแบดคู่ผสมหญิงชาย ที่เล่นเข้าขากันได้อย่างลงตัว พร้อมขอขอบคุณทีมงานและสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยทุกคนที่ให้การสนับสนุน โดยถือเป็นของขวัญปีใหม่ ที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันและสร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ”

“รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชน ที่จะร่วมสร้างแรงจูงใจให้หันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬากันมากขึ้นต่อไป  พล.ท.คงชีพ บรรยายบรรยากาศ ระหว่าง พล.อ.ประวิตร ติดตามลุ้นสองนักแบดมินตันคู่ผสมของไทย จนคว้าแชมป์โลก สำเร็จ” 

อนุทิน ลงนามตั้ง” กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กลุ่ม4กุมาร ร่วมบอร์ดวัคซีนแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497563

19 ธ.ค. 2564 |20:05 น.

อนุทิน ลงนามตั้ง" กอบศักดิ์ ภูตระกูล" กลุ่ม4กุมาร ร่วมบอร์ดวัคซีนแห่งชาติ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามโดย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติโดยมี กอบศักดิ์ ภูตระกูล กลุ่ม4 กุมารร่วมด้วย

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 64   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2564  โดยบอร์ดบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปรากฎชื่อ นายกอบศักดิ์  ฟูตระกูล  อดีตรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง  ซึ่งอยู่ในกลุ่มสี่กุมาร และลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ร่วมอยู่ด้วย 

ประกาศฉบับดังกล่าว มีเนื้อหาดังนี้  ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ตามที่ คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบัน วัคซีนแห่งชาติ รวม ๗ คน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๐

โดยประธานกรรมการและกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดังกล่าว จะดำรงตำแหน่งครบวาระในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงแต่งตั้งบุคคล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

๑. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล  อดีตรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง และอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ 

๒. ศาสตราจารย์กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์กำธร มาลาธรรม

๔. นายคำนวณ อึ้งชูศักดิ์

๕. รองศาสตราจารย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

๖. รองศาสตราจารย์พิเศษทวี โชติพิทยสุนนท์

อนุทิน ลงนามตั้ง" กอบศักดิ์ ภูตระกูล" กลุ่ม4กุมาร ร่วมบอร์ดวัคซีนแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

ประกาศ ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

 อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คลิกอ่านฉบับเต็ม 

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๔

ธรรมนัส ย้ำพลังประชารัฐ เคาะชื่อเลือกตั้งซ่อมส.ส. ชุมพรและสงขลา 21 ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497561

19 ธ.ค. 2564 |19:40 น.

ธรรมนัส ย้ำพลังประชารัฐ เคาะชื่อเลือกตั้งซ่อมส.ส. ชุมพรและสงขลา 21 ธ.ค.นี้

ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพปชร. ย้ำ เคาะชื่อ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 ชุมพร และ เขต 6 สงขลา วันที่ 21 ธ.ค.นี้ ชี้ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อยากให้มองเป็นเรื่องของหลักทางการเมือง

การเลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต 1 ชุมพร  และเขต 6 สงขลา ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ เริ่มมีความชัดเจนในท่าทีของพรรคที่จะส่งผู้สมัครลงทำการแข่งขัน  โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.64  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค วันที่ 21 ธ.ค.เวลา 15.00 น.ที่รัฐสภา วาระสำคัญพรรคจะพิจารณาการเลือกตั้งส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง เขต 1 ชุมพร และเขต 6 สงขลา ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีความชัดเจน โดยพื้นที่ภาคใตัมีคณะทำงานพิจารณามาก่อนแล้ว

ร.อ.ธรรมนัส  กล่าวด้วยว่า  การส่งผู้สมัครเลือกตั้งอยากให้มองเป็นเรื่องของหลักทางการเมือง ส่วนสนามกทม.คณะทำงานภาค กทม.จะพิจารณาสรรหาส่วนว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)ก่อน

ส่วนผู้ว่าฯกทม.ยังมีเวลา และที่ยังขาดว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. 4-5 คน นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส. กทม. เขต 30 ในฐานะหัวหน้าภาค กทม. พรรคพลังประชารัฐ กำลังดำเนินการ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แคนดิเดตผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมยังเป็นไปตามที่มีกระแสข่าว เขต 1 ชุมพร พรรคส่งอดีตผู้สมัครคนเดิมคือนายชวลิต อาจหาญ หรือทนายแดง ซึ่งเลือกตั้งปี 62 ได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 2 และส่วนเขต 6 สงขลา เป็นคนใหม่ส่งนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ลงแข่ง

“นิพนธ์” เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497558

19 ธ.ค. 2564 |18:40 น.

"นิพนธ์" เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น

“นิพนธ์” เปิดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมรับฟังทุกความเห็นเพื่อมาปรับปรุงร่างกฎหมายฯ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2564 ที่โรงแรม ลี การ์เดนส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. … เป็นประธานงานสัมมนาเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนด้านการเมืองการปกครอง ในการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น”

ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ…. สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม เลขานุการคณะกรรมาธิการหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมสัมมนา

นายนิพนธ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องได้รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

"นิพนธ์" เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น

“ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 2542 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้บัญญัติไว้ในข้อความที่แตกต่างกัน”นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 รัฐบาลจึงได้เสนอกฎหมายดังกล่าวสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

โดยทั้ง 2 ฉบับผ่านการรับหลักการ และตั้งกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ส่วนร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการซึ่งพิจารณาผ่านวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"นิพนธ์" เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า การจัดงานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย โดยนำข้อมูลผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมาวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายเพื่อนำข้อมูลผลการรับฟังความคิดเห็นไปสู่การทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาร่างกฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นายนิพนธ์  กล่าวอีกว่า ซึ่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชนเปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชน

“เนื่องจากผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนภายในท้องถิ่น ประชาชนจึงเป็นผู้มีสิทธิในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม โดยครั้งต่อไปจะขึ้นไปรับฟังความเห็น ในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย”รมช.มหาดไทย กล่าว

“ชัชชาติ” เปิดตัว พิจิตต รัตตกุล เสริมทัพชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชู ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497555

19 ธ.ค. 2564 |18:19 น.

"ชัชชาติ" เปิดตัว พิจิตต รัตตกุล  เสริมทัพชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชู ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ว่าที่ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เปิดตัว พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. เสริมทีม ชูร่วมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกรุงเทพก่อนจมทะเล

วันที่ 19 ธ.ค. 64 “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม หนึ่งในว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินสำรวจ ลงเรือคลองพิทยาลงกรณ์ พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง และปัญหาขยะบริเวณชายทะเลเขตบางขุนเทียน กับ ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับเลือกตั้งในนามอิสระกลุ่มมดงานเมื่อ
พ.ศ.2539  โดยทั้งสองมุ่งเน้นการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กำจัดขยะ และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกรุงเทพมหานคร

ดร.พิจิตต ได้กล่าวสนับสนุนการลงสมัครรับเลือกตั้งของ “นายชัชชาติ” ว่า ยินดีที่ได้เข้ามาร่วมช่วยงานกับทีมของ “ชัชชาติ” ที่เป็นคนทำงานจริงจัง ทำให้กรุงเทพฯดีขึ้น โดยจะใช้ประสบการณ์จากความเป็นผู้ว่าฯ ในอดีต

“นายชัชชาติ” ได้ขอบคุณการสนับสนุนของ ดร.พิจิตต ว่าจะนำประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จมาสานต่อและสิ่งที่ไม่สำเร็จมาเป็นบทเรียนและกล่าวถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการต่อสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ที่คุกคามชายฝั่งกรุงเทพมหานครในเขตบางขุนเทียน รวมถึงปริมณฑล และกล่าวถึงการทำงานในฐานะกลุ่มอิสระ ว่าช่วยให้พูดคุยกับคนที่มีความรู้ความสามารถได้โดยไม่ติดกับความเป็นพรรค เช่น ดร.พิจิตต และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ “ชัชชาติ”และดร.พิจิตต ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการทำงานเมือง รับใช้ประชาชนชาวเมืองทุกกลุ่มอย่างเป็นอิสระ ไม่แบ่งแยกฝักฝ่ายทางการเมือง เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม น้ำท่วม รวมถึงฝุ่น PM2.5 และภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทุกคนอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียมกัน

เพื่อนเนวิน “เอกราช” ทิ้งลุงป้อม ส่งลูกชายสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497562

19 ธ.ค. 2564 |19:27 น.

เพื่อนเนวิน "เอกราช" ทิ้งลุงป้อม ส่งลูกชายสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

นี่แหละการเมืองไทยแท้ “เอกราช”” ส่งลูกชายคนเล็กเข้าค่ายเนวิน ลูกชายคนโตยังสังกัดซุ้มธรรมนัส ส่วนตัวเอกราชเจอกรรมเก่าไล่ล่า อนาคตไม่สดใส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ลูกชายคนเล็ก “เอกราช” ซบค่ายเนวิน ท่ามกลางข่าวลือตระกูลช่างเหลา แห่งเมืองขอนแก่นเตรียมย้ายค่าย เหตุไม่แน่ใจในอนาคตตัวเองกรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ

แม้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะควง “เอกราช” ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่กลับไม่เห็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ 2 คน ซึ่งเป็นคนสนิทเอกราชที่ได้ข่าวว่าไปโผล่ค่ายสีน้ำเงินแล้ว

“เอกราช” เล่นเกมอะไร มีหรือสหายศึกอย่างผู้กองธรรมนัส จะไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่า พิทักษ์ชนลูกชายคนเล็กของเอกราชไปสังกัดภูมิใจไทย

วันที่ 19 ธ.ค.2564 ภายในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคภูมิใจไทย ที่อินดอร์สเตเดียม (ชาติชาย ฮอลล์) จ.นครราชสีมา สร้างความประหลาดใจให้แก่นักข่าวเป็นอย่างมาก เมื่อ พิทักษ์ชน ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และน้องชายวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย

พิทักษ์ชนยอมรับว่า เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนอนาคตของพ่อ และพี่ชาย จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ซึ่งการตัดสินใจเข้าภูมิใจไทยนั้น เป็นเรื่องที่พ่อให้อิสระในการตัดสินใจ

จริงๆแล้ว ในแวดวงการเมืองแถวขอนแก่นพูดกันหนาหูว่า เอกราชจะพาทายาทไปสังกัดค่ายบุรีรัมย์ โดยก่อนหน้านี้ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ 2 คน สายตรงเอกราชได้ย้ายไปภูมิใจไทยแล้ว

จะว่าไปแล้ว เอกราชมี เนวิน ชิดชอบ เป็นต้นแบบทางการเมือง สังเกตจากการตั้งชื่อกลุ่มเพื่อนเอกราช เหมือนกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมถึงการสร้างสโมสรฟุตบอลขอนแก่น ยูไนเต็ด จนได้รับความชื่นชมจากชาวขอนแก่น

‘วิบากคดีเก่า’

ชั่วโมงนี้ “เอกราช” กำลังเผชิญกรรมเก่าไล่ล่า เมื่อชมรมสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ขอนแก่น ให้สอบจริยธรรมและลงโทษเอกราช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ให้พ้นจากสภาพความเป็น ส.ส. หลังเจ้าตัวยอมรับสภาพหนี้และให้การรับสารภาพ กรณีทุจริตเงินกว่า 431 ล้านบาทของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น

เอกราช ช่างเหลา ชื่อนี้กระฉ่อนเมืองมาหลายกรณี เขาเคยเป็นครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น และเติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น โดยช่วงปี 2552 เริ่มมีข่าวว่าเอกราชร่วมทำธุรกิจกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เลือกตั้งปี 2550 เอกราชสนับสนุนนักการเมืองขอนแก่น สวมเสื้อพรรคเพื่อแผ่นดิน และปี 2554 เขาก็หนุนพรรคพวกลงสนามในนามพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะมาเป็นแม่ทัพอีสานเหนือให้พรรคพลังประชารัฐ

หลังเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เอกราช ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ประสบชัยชนะเลือกตั้งที่เขต 2 ขอนแก่น

เมื่อพลังประชารัฐคว้าชัยในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น ดูเหมือนเอกราช จะเป็นขุนพลเอกของ ร.อ.ธรรมนัสในภาคอีสาน แต่หลังเกิดความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับธรรมนัส ข่าวคราวเอกราชถอดใจลาพลังประชารัฐก็ดังหนาหู

แหล่งข่าวในขอนแก่นเปิดเผยว่า เจริญ แซ่เต็ง และสมพงษ์ ปู่เพ็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ และเป็นมือทำงานของเอกราช ได้ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย อาจจะพร้อมกับพิทักษ์ชน ช่างเหลา เสียด้วยซ้ำไป

พิทักษ์ชน-วัฒนา ช่างเหลา พี่น้องต่างพรรคพิทักษ์ชน-วัฒนา ช่างเหลา พี่น้องต่างพรรค

‘จงอางผยอง’

“เอกราช” มีลูกชาย 2 คนคือ วัฒนา ช่างเหลา และพิทักษ์ชน ช่างเหลา โดยวางแผนให้ลูกเล่นการเมืองอย่างมีจังหวะก้าว เริ่มจากใช้ลูกหนังนำการเมืองเหมือนเนวิน ชิดชอบ ซื้อทีมปากช่อง ยูไนเต็ด จากกลุ่มการเมืองโคราช เปลี่ยนชื่อเป็นขอนแก่น ยูไนเต็ด โดยตั้งฉายาทีมว่า จงอางผยอง และทีมขอนแก่นยูไนเต็ด

ปัจจุบัน วัฒนา ช่างเหลา เป็นประธานสโมสร และพิทักษ์ชน ช่างเหลา เป็นรองประธาน ซึ่งทีมจงอางผยองประสบความสำเร็จอย่างสูงได้เลื่อนชั้นมาเล่นในไทยลีก1

ส่วนบันไดการเมือง เอกราชส่งวัฒนาไปเป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น อยู่หลายปี ก่อนจะลาออกมาสมัคร ส.ส. และพิทักษ์ชนก็เป็นรองนายก อบจ.แทนพี่ชาย

ปลายปีที่แล้ว พิทักษ์ชนได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.ขอนแก่น อ.เมือง เขต 7 ก่อนจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

จากนี้ไปก็รอดูว่า เอกราช ช่างเหลา และวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 จะตามพิทักษ์ชนไปสังกัดค่ายเนวินหรือไม่

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “เดชอิศม์ ขาวทอง” มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497552

19 ธ.ค. 2564 |18:45 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "เดชอิศม์ ขาวทอง" มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “เดชอิศม์ ขาวทอง” แม่ทัพภาคใต้ เป็นคนใจใหญ่ เป็นผู้นำสูง มีดวงเสริมซึ่งกันละกันกับ “จุรินทร์” หัวหน้าพรรคปชป. แต่ต้องเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับตนเองจากพรรค เพื่อรับศึกหนักเลือกตั้งคราวหน้า ทวงคืน ส.ส.ภาคใต้ ระวังช้างชนช้าง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เจาะลึก รอง หน.พรรค ปชป ใหม่ป้ายแดง เสี่ยชาย “เดชอิศม์ ขาวทอง” ขึ้นแท่นเบียดคู่ชิง ขึ้นแท่นตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (รอง หน.พรรคปชป.)แม่ทัพคุมแดนสตอภาคใต้ หวังเรียกคืน 35 ส.ส. กลับคืนมา 

นายกชาย หรือ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เกิด วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2507 ปีมะโรง ธาตุไม้ วัย 58 ปี รอบปี 2565 นี้ เจอปีที่ไม่ได้มีผลกระทบ โอกาศมาถึง รับตำแหน่ง แต่ระวังมรสุมเจอปีศึกหนัก ระวังช้างชนช้าง โอกาศที่จะดึง ส.ส.กลับคืนอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง 

และจะต้องเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับตนเองจากพรรค อีกทั้งรอบอายุเข้าเคราะห์ ที่ทำให้เป็นอุปสรรค ทำให้มีเรื่องขัดแย้งให้อึดอัดใจ ทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง 

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวง “เดชอิศม์ ขาวทอง” เป็นบุคคลที่มีเจ้าทุกข์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ทุกข์เรื่องตนเอง ก็ทุกข์เรื่องผู้อื่น มีชีวิตที่ต้องเหนื่อยด้วยตนเอง เป็นคนใจใหญ่ ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีความเป็นผู้นำ ไม่ยอมคนใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มักจะคิดกังวล กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และกระทำการเบียดเบียนตนเองไร้สาระ ให้เดือดเนื้อร้อนใจ 

อีกทั้งปีนี้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เข้าสู่ช่วงรอบอายุที่เข้าเคราะห์ ตลอดปี 2565 ให้ระวังเจอปัญหาความขัดแย้ง มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง และต่อเนื่องปี 2566 -2567 และทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ถึงศึกชิงตำแหน่ง รอง หน. พรรค ปชป ครั้งนี้ ตามคาดหวัง ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุ้นให้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” ให้ได้รับตำแหน่ง เพราะถือว่าเป็นคู่หูเสริมดวงซึ่งกันและกัน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "เดชอิศม์ ขาวทอง" มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่เส้นทางของ เสี่ยชาย เดชอิศม์ ไม่น่าจะราบรื่นที่ต้องระวัง เพราะปีที่จะเป็นอุปสรรครออยู่ ในปี 2566 ปีแห่งความขัดแย้ง ปีแห่งศัตรู ที่จะก่อให้เกิดคดีความ สับสนไม่เข้าใจ

และต่อเนื่อง ปี 2567 ถึงวันนี้จะชนะ แต่วันข้างหน้าต้องระวัง เพราะ “เดชอิศม์ ขาวทอง” จะต้องเจอมรสุมหนักต่อเนื่องกัน

เปิดตัวหลานเมีย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” นำพรรคใหม่ นอมินีสีน้ำเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497536

19 ธ.ค. 2564 |16:20 น.

เปิดตัวหลานเมีย "วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" นำพรรคใหม่ นอมินีสีน้ำเงิน

คู่ขนานประชุมใหญ่ภูมิใจไทย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ถูกจับตามอง เมื่อญาติข้างภรรยา ยลดา หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง นอมินีพรรคไหน สีน้ำเงินหรือสีแดง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดตัวหัวหน้าพรรคใหม่ ญาติฝ่ายเมีย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เดินหน้าเพาะเป้าสร้างแกนทั่วไทย ไม่ได้หวังแค่เป็นพรรคเก็บคะแนนตกน้ำ

แม่ทัพใหญ่โคราช “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” คงยากจะปฏิเสธ เพราะวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง คือหลานชายแท้ๆของ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา

ชั่วโมงนี้ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย คงเจอคำถามมากมาย พรรคเพื่อไทรวมพลังเป็นนอมินีค่ายสีน้ำเงิน หรือพันธมิตรคนแดนไกล

วันที่ 19 ธ.ค.2564 พรรคภูมิใจไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ที่นครราชสีมา โดยงานนี้ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ในฐานะกรรมการบริหารพรรค รับหน้าเสื่อดูแลภาพรวมงานทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง วสวรรธน์ พวงพรศรี หลานชายภรรยาของวีรศักดิ์ ก็เดินหน้าจัดการประชุมสาขาพรรคเพื่อไทรวมพลังทั่วทุกภาค จึงทำให้สภากาแฟแถวโคราชรู้สึกแปลกๆ กับย่างก้าวทางการเมืองของตระกูลหวังศุภกิจโกศล

เหนืออื่นใด ชื่อ พรรคเพื่อไทรวมพลัง เกิดพ้องเสียงชื่อพรรคเพื่อไทยของคนแดนไกล หรือตัวละครหลังม่านของพรรคใหม่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทของกำนันป้อ วีรศักดิ์ แกนนำพรรคสีน้ำเงิน จึงถูกมองว่า ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

‘สาแหรกตระกูลแป้งมัน’

แม้จะพรรษาแรก นักการเมืองน้องใหม่ กำนันป้อ หรือ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็คว้าตั๋วเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะความเป็นนักเลือกตั้งสายพันธุ์เจ้าบุญทุ่ม แถมภรรยา ยลดา หวังศุภกิจโกศล ก็ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อปลายปีที่แล้ว

ตระกูลหวังศุภกิจโกศล ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมธุรกิจแป้งมันอันดับต้นๆของไทย ก็ขยับสู่ตระกูลการเมืองใหญ่ทันที ยิ่งมี วสวรรธน์ พวงพรศรี หลานรักของหน่อย ยลดา เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง บรรดานักแสวงโชคทางการเมือง ต่างก็หลั่งไหลมาหาบ้านใหญ่แป้งมันโคราช

สืบสาแหรกของ กังฟู หรือ วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ก็จะพบว่า เขาเป็นลูกชายของ มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ ซึ่งเป็นพี่สาวของหน่อย ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยากำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม

มนัสมนต์ ยังเป็นพี่สาวของกบ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมา ภรรยาของ สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ว.นครราชสีมา และเป็นน้องชายกำนันป้อ

ส่วนเลขาธิการพรรคเพื่อไทรวมพลัง คือ ว่าที่ ร.ต.วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พี่ชายหน่อย ยลดา และกบ จิตรวรรณ ทำหน้าที่พ่อบ้านดูแลการเคลื่อนไหวเปิดตัวสาขาพรรคในทุกภาคอย่างเงียบๆ แต่แฝงด้วยท่อน้ำเลี้ยงระดับท่อรถดับเพลิง

‘เปิดตัวหนุ่มกังฟู’

เมื่อหน่อย ยลดา ภรรยาของ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เป็นนายก อบจ.นครราชสีมา ได้แต่งตั้งวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขานุการนายก อบจ. ก่อนที่กังฟูจะลาออก มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง

วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลังวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง

วสวรรธน์ พวงพรศรี ถือเป็นคนในครอบครัวนักการเมือง เกิดที่นครราชสีมา แต่ไปเติบโตที่อ่างทอง เรียนหนังสือระดับมัธยมที่ชลบุรีและจบการศึกษาระดับ HighSchool ที่สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีน หลักสูตร นานาชาติ หลักสูตรแลกเปลี่ยนวิชาภาษาจีน Guilin University of Aerospece and Technology เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง รางวัลกาญจนาภิเษก

กังฟู สัมผัสซึมซับเวทีการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ เคยช่วยแม่เดินหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ชนะเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาจังหวัดอ่างทอง ได้เห็นความเดือดร้อนและรับรู้ปัญหาบ้านเมืองผ่านกิจกรรมทางการเมืองของครอบครัว

หลังเรียนจบ กังฟูได้ทำงานด้านการส่งออกให้กับธุรกิจแป้งมันของตระกูล สั่งสมประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม และการที่ได้ทำงานเป็นเลขานุการนายก อบจ.นครราชสีมา ก็เป็นประสบการณ์ทางการเมืองเบื้องแรก

ในวัย 28 ปี กังฟูถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง และเป็นการเมืองที่สะท้อนภาพของความเป็นตัวแทนของ GEN Y ที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้

อย่างไรก็ตาม ตัวละครสำคัญของพรรคเพื่อไทรวมพลังอีกคนหนึ่งคือ กบ จิตรวรรณ อดีต ส.ส.นครราชสีมา ที่ไปสร้างฐานธุรกิจแป้งมันอยู่แถวศรีสะเกษ, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ควบคู่กับการสร้างฐานการเมือง