“89ปีรัฐธรรมนูญไทย” ประชาชนยังเรียกร้องมีส่วนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496286

10 ธ.ค. 2564 |09:11 น.

“89ปีรัฐธรรมนูญไทย” ภาคประชาชนใช้โอกาสวันรัฐธรรมนูญ ขอวุฒิสภาสละสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้ง

"89ปีรัฐธรรมนูญไทย" ประชาชนยังเรียกร้องมีส่วนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ

เป็นครั้งที่3 ของภาคประชาชนที่พยายามเข้าไปมีส่วนกำหนดโครงสร้างซึ่งใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศในนามรัฐธรรมนูญ  คราวนี้นำโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการเลือกตั้ง   10 ธันวาคม 2564   89ปี แห่งระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทย มีรัฐประหาร 13 ครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญไป 9ฉบับ ล่าสุดเมื่อปี 2557 คสช.ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว  นำมาสู่รัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉบับสืบทอดอำนาจ  ที่สำคัญ  คือการให้บทบาท สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี  ภายใน 5ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

การเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยภาคประชาชนซึ่งไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสองครั้งที่ผ่านมา ถูกมองว่า เป็นเพราะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มากจนเกินไป  เกือบทุกด้านที่กำหนดไว้ถูกรื้อ จนทำให้ถูกรุมต้าน  แต่ความพยายามเสนอแก้รัฐธรรมนูญ   อีกครั้งหนึ่งนี้ โฟกัสเป้าหมายที่เคยมีมาในความพยายามก่อนหน้า เหลือเพียงประเด็นเดียวคือการยกเลิกบทบาทเลือกนายกรัฐมนตรี ของสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา272เท่านั้น แต่อุปสรรคที่สำคัญก็อยู่ที่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถูกลดบทบาท จะยอมสูญเสียอำนาจในส่วนนี้หรือไม่   

"89ปีรัฐธรรมนูญไทย" ประชาชนยังเรียกร้องมีส่วนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ

บทเรียน 2 ครั้งที่ผ่านมา  นอกจากจะมีเสียงสมาวุฒิสภาสนับสนุนการแก้ไข ไม่ถึง1ใน3  ยังลดลงมาจนเหลือสมาชิกวุฒิสภาสนับสนุนการแก้ไขในส่วนนี้ เพียง 3รายเท่านั้น  ดูเค้าลางแล้ว นี่อาจเป็นได้เพียงวงรอบของการรื้อรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทย ซึ่งนับรวมทุกฉบับ มีอายุขัยเฉลี่ยราว 4-5 ปี และครั้งนี้ ยังเป็นการริเริ่มจากประชาชน  เบิกฤกษ์ ในวันรัฐธรรมนูญ เปิดลงชื่อทางออนไลน์ มกราคม-มีนาคมปีหน้า  ตั้งเป้าหมาย  70,000 รายชื่อ ขอสิทธิ์ตัวแทนที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน เป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมีเสียงจัดตั้ง ตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ย้อนตำนาน “มหาเถรสมาคม” เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496267

10 ธ.ค. 2564 |07:00 น.

ย้อนตำนาน "มหาเถรสมาคม" เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฏหมายสงฆ์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ที่ “พระมหากษัตริย์” ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ในการแต่งตั้งกรรมการ “มหาเถรสมาคม”

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจัดให้มีการปฏิรูปการปกครองบ้านเมือง โดยให้ภูมิภาค ขึ้นตรงกับส่วนกลาง ซึ่งการปกครองคณะสงฆ์ พระองค์ก็ทรงใช้หลักการเดียวกัน โดยให้คณะสงฆ์ทั้งประเทศ อยู่ภายใต้การปกครองและควบคุมจากส่วนกลาง ตามประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 โดยกำหนดให้มี “มหาเถรสมาคม” ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ทรงปรึกษาในการพระศาสนา และการปกครองบำรุงสังฆมณฑล
 

ย้อนตำนาน "มหาเถรสมาคม" เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

การตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ฉบับนี้ กำหนดให้มี 45 มาตรา และให้เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษา) รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ที่มีจุดประสงค์หลัก ทรงหวังจะส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติธรรมวินัย ให้สอดคล้องกับการปกครองบ้านเมือง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงกำหนดให้มีเจ้าคณะใหญ่อีก 4 คณะ รวมเป็น 8 รูป ทั้ง 8 รูปนี้เป็น “กรรมการมหาเถรสมาคม” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร และกำหนดให้มี “สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์เดียวเป็นผู้บัญชาเด็ดขาด เป็นประธานของมหาเถรสมาคม ส่วนขอบข่ายการปกครอง ถูกแบ่งออกเป็นมณฑล เมือง แขวง และวัด ทั้งหมดนี้แบ่งกันขึ้นตามคณะใหญ่ทั้ง 4 คณะ สำหรับคณะธรรมยุตินั้น เดิมรวมอยู่กับคณะกลาง และได้แยกเป็นคณะต่างหาก ครั้งแรกนั้นไม่มีเจ้าคณะใหญ่ กระทั่ง พ.ศ.2393 กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะใหญ่ และต่อมา ยังทรงได้รับการสถาปนา เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 8 และนับเป็นพระเถระ หนึ่งในผู้เป็นต้นวงศ์ของฝ่ายธรรมยุต แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 10 เดือนก็สิ้นพระชนม์ 

ย้อนตำนาน "มหาเถรสมาคม" เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

กฎหมายฉบับต่อมา คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงออกบัญญัติสังฆาณัติ บริหาร และวินิจฉัยอธิกรณ์ ผ่านสังฆสภาสังฆมนตรี และคณะวินัยธร เพื่อให้ล้อตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้น
 

อีก 21 ปีต่อมา จึงตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แต่สาระสำคัญยังคงให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แต่ยกเลิกสังฆมนตรี สังฆสภา และคณะวินัยธร และให้การปกครองคณะสงฆ์ อยู่ภายใต้ “มหาเถรสมาคม” ที่ประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งขึ้น จำนวนไม่เกิน 12 รูป

ย้อนตำนาน "มหาเถรสมาคม" เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

30 ปีให้หลัง จึงมีการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ที่ภาคการเมืองเข้าไปมีส่วนมากขึ้น จึงกำหนดสาระเพิ่มเติมให้ “นายกรัฐมนตรี” โดยความเห็นชอบของ “มหาเถรสมาคม” เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราช”

ย้อนตำนาน "มหาเถรสมาคม" เหลียวหลังแลหน้า ผ่ากฎหมายสงฆ์จากอดีตถึงปัจจุบัน

กระทั่งมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 10 จึงมีการแก้สาระสำคัญของกฎหมาย มาเป็น พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 ซึ่งเปลี่ยนไปให้อำนาจการแต่งตั้ง “สมเด็จพระสังฆราช” กลับไปเหมือนฉบับปี 2505 คือ คืนพระราชอำนาจให้ “พระมหากษัตริย์” ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ปัจจุบันที่ยังคงใช้อยู่ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ที่ถูกแก้ไขให้ “พระมหากษัตริย์” ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “กรรมการมหาเถรสมาคม” จากเดิมที่ระบุว่า มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย “สมเด็จพระสังฆราช” ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะ
ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม หรือพูดให้ชัด ก็คือ นอกจากพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระราชอำนาจสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแล้ว พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจ ในการแต่งตั้ง “มหาเถรสมาคม” อีกด้วย

“นิพนธ์” จับมือ วุฒิสภา เดินหน้าลดการเสียชีวิตบนท้องถนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497514

19 ธ.ค. 2564 |13:18 น.

"นิพนธ์" จับมือ วุฒิสภา เดินหน้าลดการเสียชีวิตบนท้องถนน

“นิพนธ์” จับมือ วุฒิสภา เดินหน้าลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คนในปี 2570

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานสัมมนาเรื่อง วุฒิสภาค้นหาเพื่อเป็นนโยบาย (Best Practice) ที่ห้องประชุมหมายเลข 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (โซนวุฒิสภา)เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วมงาน

นายนิพนธ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะการเข้มงวดกฎหมายวินัยจราจร ปัจจุบันได้นำระบบตัดแต้มมาใช้ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เริ่มระบบตัดแต้มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับผู้ขับรถสาธารณะและรถขนส่ง โดยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเร่งดำเนินการออกระเบียบการตัดแต้มรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยให้ได้ 100% 

รมช.มหาดไทย กล่าวอีกว่า จากความทุ่มเทของทุกฝ่ายได้ผลักดันเรื่องความปลอดภัยทางถนนโดยเฉพาะตำบลขับขี่ปลอดภัย ที่สร้างวินัยให้กับคนในพื้นที่ ปัจจุบันประเทศไทยมีถนนทั่วประเทศ 700,000 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 600,000 กว่ากิโลเมตร 

การดึงให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งจาก อบจ. อบต. และเทศบาล เข้ามาลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ ทั้งสัญญาณไฟจราจร ป้ายจราจร สร้างการรับรู้ ความตระหนัก ด้านความความปลอดภัยทางถนนของในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมผลักดันและกระตุ้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

“ ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือช่วยกันดูแลภัยที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเมื่อเทียบกับสถิติอุบัติเหตุทางถนนในเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บลดลง และหลังจากการควบคุมของโรคไวรัสโควิด-19 แล้วต้องดูแลการจราจรอย่างเข้มข้นต่อไปเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตให้เหลือ 12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2570 

โดยให้ความสำคัญกับกลไกในการขับเคลื่อนศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน(ศปถ.)ทุกระดับ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น โดยให้บูรณาการร่วมกับ อปท. และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันขับเคลื่อน “ตำบลขับขี่ปลอดภัย “ เพื่อให้สามารถลดความสูญเสีย และผลกระทบที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างแท้จริง” นายนิพนธ์กล่าว

ส่องมุมมองดร.สามารถ ถึงผู้สมัครชิง”ผู้ว่าฯ กทม.” ต่อบทบาทกทม.พัฒนารถไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497481

19 ธ.ค. 2564 |10:59 น.

ส่องมุมมองดร.สามารถ ถึงผู้สมัครชิง"ผู้ว่าฯ กทม." ต่อบทบาทกทม.พัฒนารถไฟฟ้า

สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบรางส่งเสียงสะท้อนถึงผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ต่อบทบาทพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าในกทม.

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.64 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ฝ่ายโยธาและจราจร  โพสต์ข้อความผ่านเพจ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte แสดงความเห็นถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ต่อการพัฒนาโครงการระบบรถไฟฟ้าในกทม. 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  อดีตรองผู้ว่าฯกทม.ฝ่ายโยธาและจราจรดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.ฝ่ายโยธาและจราจร

ดร.สามารถ  ระบุว่า  ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผู้สมัครรับเลือกตั้งมักชู “รถไฟฟ้า” มาหาเสียง แต่ผู้ว่าฯ กทม. จะขับเคลื่อนรถไฟฟ้าได้มากเพียงใด ชาวกรุงเทพฯ คงได้ประจักษ์มาแล้วจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายซึ่ง กทม. ยังไม่มีเงินไปใช้หนี้ BTS ที่ถึงวันนี้มีหนี้อ่วมเกือบ 4 หมื่นล้านบาท !

1. รถไฟฟ้าสายแรกของกรุงเทพฯ

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของกรุงเทพฯ ประกอบด้วยช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน กทม. เป็นเจ้าของโครงการ โดยมีบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้รับสัมปทานเป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปี 2572 BTS เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ทั้งงานออกแบบ ก่อสร้างและบริหารจัดการเดินรถ รวมทั้งซ่อมบำรุงรักษา จากการที่ BTS เป็นผู้รับสัมปทาน ทำให้รถไฟฟ้าสายนี้ถูกเรียกว่ารถไฟฟ้า BTS

2. รถไฟฟ้าใต้ดินช่วยยกระดับระบบรางของไทย

2.1 รถไฟฟ้าใต้ดินเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ครม. มีมติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 กำหนดให้รถไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลาง 25 ตารางกิโลเมตร “ต้อง” สร้างเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน และพื้นที่ภายในวงแหวนรอบในหรือถนนรัชดาภิเษก 87 ตารางกิโลเมตร “ควร” สร้างเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ส่งผลให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตัดสินใจสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ เป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน นั่นหมายความว่าได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินก่อน ครม. มีมติให้ก่อสร้างในปี 2537 มานานแล้วหลายปี

ส่องมุมมองดร.สามารถ ถึงผู้สมัครชิง"ผู้ว่าฯ กทม." ต่อบทบาทกทม.พัฒนารถไฟฟ้า

หลายคนคงสงสัยว่าแนวเส้นทางของรถไฟฟ้า BTS ก็อยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง แต่ทำไม กทม. จึงไม่กำหนดให้สร้างเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ? ตอบได้ว่า

(1) กทม. ลงนามในสัญญาสัมปทานกับ BTS ก่อนที่ ครม. มีมติกำหนดพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน

และ (2) หากก่อสร้างรถไฟฟ้า BTS เป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ค่าก่อสร้างจะแพงขึ้นอีกมาก ไม่มีเอกชนรายใดสนใจจะลงทุนเองทั้งหมด 100%

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแนวคิดการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินมีมานานแล้ว

2.2 ใครเป็นผู้ออกแบบ และใครเป็นผู้ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ?

รถไฟฟ้าใต้ดินช่วงหัวลำโพง-บางซื่อได้รับการออกแบบ  “เบื้องต้น” โดยบริษัท Halcrow Asia จำกัด (ออกแบบช่วงหัวลำโพง-ห้วยขวาง) และบริษัท Dorsch Consult จำกัด (ออกแบบช่วงห้วยขวาง-บางซื่อ) และได้รับการออกแบบ  “รายละเอียด” พร้อมทำการ “ก่อสร้าง” โดยกลุ่มบริษัท BCKT (ช่วงหัวลำโพง-ห้วยขวาง) และกลุ่มบริษัท ION (ช่วงห้วยขวาง-บางซื่อ)

ส่องมุมมองดร.สามารถ ถึงผู้สมัครชิง"ผู้ว่าฯ กทม." ต่อบทบาทกทม.พัฒนารถไฟฟ้า

รฟม. ได้เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายนี้หรือที่เรียกกันติดปากว่า MRT ที่สถานีบ่อนไก่ (สถานีคลองเตย) เป็นสถานีแรก ในปี 2540 และได้ก่อสร้างตลอดระยะทางแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ในปี 2547

ทั้งนี้ การออกแบบและก่อสร้างมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งยังมีนิสิต นักศึกษามาฝึกงาน หรือมาเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยรวมอยู่ด้วย

3. รถไฟฟ้าลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา

หลายคนคงไม่รู้ว่ารถไฟฟ้าสายแรกที่วิ่งลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาคือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงสนามไชย-ท่าพระ รถไฟฟ้าช่วงนี้ได้รับการออกแบบ “เบื้องต้น” โดยกลุ่มบริษัท บีเอ็มทีซี (BMTC) ซึ่งเป็นแบบที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะนำไปใช้ก่อสร้างได้ และออกแบบ “รายละเอียด” โดยบริษัท AECOM หรือเออีคอม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นแบบที่สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างได้ โดยมีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ก่อสร้าง รถไฟฟ้าช่วงนี้ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2562

ทั้งนี้ การออกแบบอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ “เบื้องต้น” หรือออกแบบ “รายละเอียด” จะต้องใช้ผู้ออกแบบหรือวิศวกรหลายคนและหลายสาขา พูดได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากมาย วิศวกรคนเดียวไม่สามารถออกแบบได้

4. หน่วยงานใดกำกับดูแลรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มากที่สุด ?

ถึงเวลานี้ชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรถไฟฟ้าใช้เป็นระยะทาง 209 กิโลเมตร ภายใต้การกำกับดูแลของ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย รฟม. รฟท. และ กทม.

รฟม. กำกับดูแลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 48 กิโลเมตร และสายสีม่วง 23 กิโลเมตร รวมเป็น 71 กิโลเมตร

รฟท. กำกับดูแลรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 28.5 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีแดง 41 กิโลเมตร รวมเป็น 69.5 กิโลเมตร

กทม. กำกับดูแลรถไฟฟ้าสายสีเขียว 66.7 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีทอง 1.8 กิโลเมตร รวมเป็น 68.5 กิโลเมตร

ทั้งนี้ แผนแม่บทรถไฟฟ้ามีโครงข่ายรถไฟฟ้ายาวทั้งหมดประมาณ 560 กิโลเมตร ดังนั้น ยังเหลือรถไฟฟ้าที่จะต้องก่อสร้างอีกประมาณ 351 กม. เมื่อพิจารณาหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงข่ายรถไฟฟ้าในแผนแม่บทฯ พบว่า รฟม. เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลรถไฟฟ้ามากที่สุด

5. ผู้ว่าฯ กทม. ควรขับเคลื่อนรถไฟฟ้าอย่างไร ?

5.1 กทม. ควรลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายหลักหรือไม่ ?

หากรัฐบาลไม่สนับสนุนเงินในการก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ กทม. นับเป็นเรื่องยากที่ กทม. จะลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายหลักซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังตัวอย่างจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-คูคต ที่ กทม. เป็นหนี้ BTS ถึงเวลานี้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท หนี้ก้อนใหญ่นี้เป็นหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา หนี้ค่าจัดหาขบวนรถไฟฟ้า ค่าติดตั้งอาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว

อีกทั้ง กทม. จะต้องเตรียมเงินไว้เป็นค่าจ้างเดินรถตั้งแต่เวลานี้จนถึงปี 2572 รวมทั้งค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) อีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรายได้จากค่าโดยสารของส่วนต่อขยายมีไม่พอ เพราะขาดทุน

ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงไม่ควรลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายหลักหากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

5.2 กทม. ควรลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าประเภทใด ?

กทม. ควรหันมาลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายรองทำหน้าที่ขนผู้โดยสารมาป้อน (Feeder) ให้รถไฟฟ้าสายหลัก ดังเช่นรถไฟฟ้าสายสีทองที่ขนผู้โดยสารบริเวณคลองสานมาป้อนให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงสะพานตากสิน-บางหว้าที่สถานีกรุงธนบุรี เป็นต้น

รถไฟฟ้าสายสีทองเป็นรถไฟฟ้า APM (Automated People Mover) หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับ ใช้ล้อยางวิ่งบนพื้นคอนกรีตโดยมีรางเหล็กวางอยู่ตรงกลางระหว่างล้อซ้ายขวาเพื่อช่วยนำทาง เลี้ยววงแคบและไต่ทางลาดชันได้ดี กินพื้นที่น้อยเนื่องจากใช้โครงสร้างขนาดเล็ก APM เป็นที่นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีผู้โดยสารไม่มาก ใช้เงินลงทุนต่ำกว่ารถไฟฟ้าสายหลัก สำหรับกรณีรถไฟฟ้าสายสีทองนั้นมีเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย กทม. ควรใช้รูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีทองในการก่อสร้าง APM ขนผู้โดยสารป้อนให้รถไฟฟ้าสายหลักสีต่างๆ ต่อไป

ส่องมุมมองดร.สามารถ ถึงผู้สมัครชิง"ผู้ว่าฯ กทม." ต่อบทบาทกทม.พัฒนารถไฟฟ้า

5.3 กทม. ควรทำอย่างไร เพื่อให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ?

กทม. ควรเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้างหรือปรับปรุงจุดเชื่อมต่อการเดินทาง (Intermodal Station) ซึ่งเป็นจุดรวมของยานพาหนะหลากหลายประเภท เช่นรถไฟฟ้า รถเมล์ รถตู้ รถสองแถว รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก รถส่วนตัว และเรือ ให้มีที่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสาร ที่รอรถ และทางเดินที่มีหลังคากันแดดกันฝน เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารในการเปลี่ยนใช้ยานพาหนะ ซึ่งจะทำให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน รวมทั้งระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

6. สรุป

กทม. มีภาระหน้าที่มากมายภายใต้งบประมาณจำกัด ไม่ได้มีหน้าที่แก้ปัญหาจราจรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงควรเลือกลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าที่ใช้เงินน้อยกว่าหรือรถไฟฟ้าสายรองในระยะทางสั้นๆ ดังเช่นรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าไร้คนขับหรือ APM ที่ทำหน้าที่ขนผู้โดยสารมาป้อนให้รถไฟฟ้าสายหลัก ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าได้รับความสะดวก สบาย และรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น

นั่นคือบทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าในความเห็นของผม

ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย “รัฐประหารกระชับอำนาจ” ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 EP.11 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497454

19 ธ.ค. 2564 |00:28 น.

ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย  “รัฐประหารกระชับอำนาจ” ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 EP.11 

ห้วงเวลาที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องเผชิญวิกฤตศก. ทำให้พรรคฝ่ายค้าน นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสถานการณ์น้ำมันแพง เป็นจุดเปลี่ยนการเมืองอีกครั้ง ติดตามในตอน รัฐประหารกระชับอำนาจ” ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 EP.11

นายธานินทร์ กรัยวิเชียรนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

“นายธานินทร์ กรัยวิเชียร”เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ของไทย ภายหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย “พลเรือเอก สงัด ชลออยู่” ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของ “หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 หลังจากพ้นตำแหน่งแล้ว “ม.ร.ว. เสนีย์” จึงได้ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และวางมือทางการเมือง

ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมชม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
 
ขณะที่บริหารประเทศของ “นายธานินทร์” ได้ไม่ทันข้ามปี ก็กลับถูกคณะปฏิวัติของ “พล.ร.อ.สงัด” ที่เป็นคนเชิญ “นายธานินทร์”รับตำแหน่ง ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของ”นายธานินทร์”เสียเอง จนถูกมองว่าเป็นการรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจ โดยอ้างภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์
 
ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย  “รัฐประหารกระชับอำนาจ” ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 EP.11 
 

และผลจากการยึดอำนาจ ทำให้ต้องยกเลิก”รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519″ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และมาใช้”รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2520″ และได้ตั้งสภานโยบายแห่งชาติขึ้นตามมาตรา 17, 18 และ 19 ซึ่งได้ระบุไว้ว่า ให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ประกอบด้วยบุคคลในคณะปฎิวัติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 6 ลงวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2520 เป็นสมาชิก
 

รวมทั้งยังกำหนดไว้อีกว่า ให้หัวหน้าคณะปฏิวัติ ทำหน้าที่ประธานสภา และรองหัวหน้าคณะปฏิวัติทำหน้าที่รองประธานสภา และให้สภาแต่งตั้งสมาชิกสภาเป็นเลขาธิการและรองเลขาธิการตามลำดับ และได้ระบุไว้อีกว่า ถ้าประธานสภาไม่อยู่ ให้รองประธานสภาทำหน้าที่แทน ประธานสภา และถ้าประธานสภาและรองประธานสภาไม่อยู่ ให้เลือกสมาชิก 1 คน ขึ้นมาทำหน้าที่แทนประธานสภา

สภานี้มีหน้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ และให้ความคิดเห็นแก่คณะรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไปตามนโยบายแห่งรัฐ และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และสภานโยบายแห่งชาตินี้ ได้สิ้นสุดลง พร้อมกับการสิ้นสุดของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 รวมระยะเวลาประกาศใช้ 1 ปี 1 เดือน 13 วัน มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 32 มาตรา

ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย  “รัฐประหารกระชับอำนาจ” ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 EP.11 
 
จนกระทั่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2521 จึงมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ.2521 แทน และได้แต่งตั้ง “พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 ทำให้อำนาจกลับมาอยู่ในวงการทหารบกอีกครั้ง
 

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 แล้ว รัฐบาล”พล.อ.เกรียงศักดิ์” ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2522 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เคารพสิทธิมนุษยชน อันเนื่องจากมีกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 กำหนดให้บรรดาผู้ที่เกิดในประเทศไทย ที่มีพ่อแม่เป็นชาวต่างด้าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยมาแต่กำเนิด ก่อนจะใช้สิทธิเลือกตั้งได้นั้น ต้องลงทะเบียนก่อน และกำหนดให้ผู้ที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ผลของการเลือกตั้งที่ถูกปรามาสว่า”แห้งแล้ง” กลับสร้างปรากฏการณ์และความแปลกใจ เพราะว่า พรรคประชากรไทย ที่เพิ่งมีการก่อตั้งขึ้นมาโดยนายสมัคร สุนทรเวช ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของพรรค โดยสามารถได้รับเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ถึง 29 ที่นั่ง จากทั้งหมด 32 ที่นั่ง โดยเหลือให้แก่ พันเอกถนัด คอมันตร์ จากพรรคประชาธิปัตย์ , ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ นายเกษม ศิริสัมพันธ์ จากพรรคกิจสังคม ได้รับเลือกเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น 

สมัคร สุนทรเวช สมัคร สุนทรเวช

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

พ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันตร์ พ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันตร์

ในขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ พรรคกิจสังคม ได้รับเลือกมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 88 ที่นั่ง ขณะที่ผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ได้ทั้งสิ้น 63 ที่นั่ง จากทั้งเสียงหมดในสภาผู้แทนราษฎร 301 เสียง จึงไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่ง ทุกพรรคจึงมีมติสนับสนุนให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2522  ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ “พล.อ.เกรียงศักดิ์”ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนับเป็นสมัยที่ 2

ทั้งนี้เพราะวุฒิสมาชิกซึ่งมีจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีส่วนในการกำหนดผู้ที่จะเป็นรัฐบาลด้วย และวุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้ง ก็ล้วนมาจากกลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมานั่นเอง
 

ขณะที่การบริหารประเทศภายใต้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คน มาจากการเลือกตั้ง มีส่วนในการควบคุมรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ยังดำเนินไปได้ไม่ครบปี “พล.อ.เกรียงศักดิ์” ซึ่งเกษียณจากการเป็นทหารประจำการแล้ว ก็ต้องเผชิญกับมรสุมการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องมาจากน้ำมันที่ขึ้นราคา จนถูกกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 5 พรรค นำโดย “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” หัวหน้าพรรคกิจสังคม ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดจะเปิดอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2523 แต่ “พล.อ.เกรียงศักดิ์” ได้ประกาศลาออกเสียก่อนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 กลางที่ประชุมรัฐสภา

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
 

เมื่อ”พลเอก เกรียงศักดิ์”ลาออกแล้ว จึงมีการเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาได้เลือก “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ผู้บัญชาการทหารบกและหนึ่งในสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครอง เป็นนายกรัฐมนตรีต่อด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 


ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

ข้าวไม่มียาง “นิพนธ์” ไม่ถือสา อันวาร์ หาว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497438

18 ธ.ค. 2564 |19:27 น.

ข้าวไม่มียาง "นิพนธ์" ไม่ถือสา อันวาร์ หาว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือพรรค

รองหัวหน้า ปชป. “นิพนธ์ บุญญามณี” ไม่ถือสา อันวาร์ สาและ กล่าวหาว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือพรรค บอกทำตัวเองไม่เคารพมติพรรค เผย เป็นคนคัดเลือก อันวาร์ มาเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรค ตบท้าย น้อยใจ ข้าวบ้านผมไม่มียาง

 18 ธ.ค.64 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ “นายนิพนธ์ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี กล่าวหาว่ามีอิทธิพลเหนือพรรค ว่า ไม่อยากตอบโต้ เพราะนายอันวาร์เป็นเหมือนน้อง ตนเป็นผู้คัดเลือกนายอันวาร์ มาสมัครเป็นส.ส.เอง เมื่อปี 2548 จึงไม่ประสงค์ที่จะไปตอบโต้ สงสารน้องด้วยซ้ำ 

ส่วนตัวไม่มีเจตนาร้ายหรือเรื่องส่วนตัวอะไรกับ นายอันวาร์ ตั้งแต่คัดเลือก นายอันวาร์ มาเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรคก็ได้ให้การดูแลไปมาหาสู่กันเป็นประจำ

ทุกเรื่องผมไม่เคยทำอะไรให้นายอันวาร์ เสียหาย เป็นเรื่องที่นายอันวาร์ ทำตัวเอง ที่ไม่ยึดถือและเคารพมติพรรค ซึ่งทางการเมืองเราถือว่ามติพรรคเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นไม่อยากไปพูดอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าจะน้อยใจบ้างก็น้อยใจว่าข้าวบ้านผมมันไม่มียาง

เมื่อถามว่าหากพรรคมีขับนายอันวาร์ออกจากพรรค นายนิพนธ์ กล่าวว่า มติจะเป็นอย่างไร ต้องว่าตามขั้นตอนพรรค ตนเป็นส่วนหนึ่งในกรรมการบริหาร 35 คนเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดหรือมีอำนาจเหนือพรรค 

สิ่งที่นายอันวาร์ พูด ผมมีแต่เมตตาเข้าใจสภาพหัวจิตหัวใจ ฉะนั้นสิ่งที่ นายอันวาร์พูด สังคมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร “นายนิพนธ์” ระบุ

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข “ประกันรายได้ – แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต” เพื่อปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497423

18 ธ.ค. 2564 |17:26 น.

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

ประชาธิปัตย์จัดประชุมใหญ่ “จุรินทร์” เปรียบพรรคเป็นเครื่องบินที่มีเสถียรภาพภาพแล้ว แม้ช่วงแรกต้องใช้เวลาปรับตัวเพราะเปลี่ยนกัปตันใหม่ เผยเหตุผลที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อต้องการแก้ปัญหาให้ปชช. ลั่นทำได้ครบ 3 เงื่อนไข ชงแก้ไขกฎหมายลดโทษคดีทุจริตให้เป็นอำนาจศาล

วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ.แจ้งวัฒนะ พรรคประชาธิปัตย์จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า ตลอดระยะเวลาร่วมรัฐบาล 2 ปีเศษของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคต้องเผชิญกับความท้าทายหลายเรื่อง ถ้าเปรียบพรรคเป็นเครื่องบิน ก็เหมือนว่าที่ผ่านมาเครื่องบินนี้เปลี่ยนกัปตันคนใหม่ กว่าจะนำเครื่องขึ้นได้ ก็ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

“วันนี้สถานการณ์นิ่งขึ้น เครื่องบินประชาธิปัตย์มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้จะมีตกหลุมอากาศบ้างชั่วคราว เชื่อว่าพวกเราได้สัมผัสถึงคำปรามาส เรื่องประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ แม้ยังมีเลือดไหลออกอยู่บ้าง แต่มีเลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับทดแทน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์อยู่มาก ที่เห็นเป็นรูปธรรมเลือดใหม่คุณภาพ คือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือดร.เอ้ ยังไม่นับรวมว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อีก ที่เป็นคนเก่าของพรรค 13 คน ที่เหลือเป็นเลือดใหม่ของพรรค 37 คน และยังไม่นับรวมผู้สมัครส.ส. นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการเลือดใหม่รุ่นใหม่เข้าร่วมอีกด้วย ” นายจุรินทร์ ระบุ

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ทั่วไป เมื่อปี 2562 พรรคกลายเป็นพรรคขนาดกลาง ได้รับเสียงจากประชาชนเหลือเพียง 52 เสียง ในตอนนั้นทำให้พรรคมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ ฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใด ก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนกับตอนเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน แต่สุดท้ายเราก็ต้องตัดสินใจตามวิถีประชาธิปไตยภายในพรรคผลออกมา 61 ต่อ 16 เสียง ให้พรรคเข้าร่วมรัฐบาล

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า เราไม่ได้สักแต่ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อเอาตำแหน่ง ตนเองได้มอบหมายให้นายนิพนธ์ และนายเฉลิมชัย ไปเจรจา ขอ 3 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะเราตั้งมั่นเล็งเห็นแล้วว่าได้ 3 กระทรวงนี้ จะมีโอกาสดูแลประชาชนในทุกสาขาอาชีพให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง ภายใต้วิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ผู้ด้อยโอกาสต้องได้รับการดูแล นี่คือสาเหตุที่เราเลือก 3 กระทรวงดังกล่าว

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.
จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำว่าเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล 3 ข้อ ประกอบด้วย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องดำเนินนโยบายประกันราคา และต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขณะนี้ไม่มีข้อใดที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ทำ และไม่มีข้อใดที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ได้ เราทำแล้วครบทุกข้อ

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า มีข่าวสะเทือนใจหลายคน คือ การลดโทษให้กับนักโทษในคดีทุจริตจำนำข้าว เหลือไม่ถึง 10 ปี ได้สร้างกระแสไม่ยอมรับในสังคม ที่การลดโทษเป็นอำนาจของกรมราชฑัณฑ์ ที่มีอธิบดีติดสินใจเพียงคนเดียว และในกฎหมายกรมราชฑัณฑ์ ก็มีช่องโหว่ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้การลดโทษในคดีทุจริต เป็นอำนาจของศาล ไม่ใช่อำนาจของกรมราชฑัณฑ์เพียงอย่างเดียว ถือเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืดความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ตั้ง

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

“แม้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่สุด แต่เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในพรรค ที่ประชาชนตั้งความหวังไว้มากที่สุด เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคของประชาชน ต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวังรกิจ 2 ปีเศษที่ผ่านมาต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่พรรคพูดกับประชาชน เราทำได้และขึ้นปีที่ 3 เราต้องเดินหน้าต่อไป ทำได้ไว ทำได้จริง และจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป” นายจุรินทร์ ย้ำ

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

ในช่วงท้ายหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนพรรคมาโดยตลอด ตั้งแต่ประชาชน สมาชิกพรรค รวมถึงนายชวน นายบัญญัติ และขอบคุณนายอภิสิทธิ์ ที่มีความตั้งใจจะเข้าไปช่วยรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อนำชัยมาสู่พรรคอีกด้วย

จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.
จุรินทร์ ลั่น 3 เงื่อนไข "ประกันรายได้ - แก้ไขรธน.- ซื่อสัตย์ สุจริต" เพื่อปชช.

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้มีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายจุรินทร์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ และรักษาการณ์ดูแลภาคใต้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยส.ส. อดีตส.ส. เป็นต้น

ตรีนุช ย้ำโรงเรียนคุณภาพ ช่วยสร้างเครือข่ายพัฒนานักเรียนให้มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497425

18 ธ.ค. 2564 |17:24 น.

ตรีนุช ย้ำโรงเรียนคุณภาพ ช่วยสร้างเครือข่ายพัฒนานักเรียนให้มีประสิทธิภาพ

“ตรีนุช” เดินหน้าสานต่อโรงเรียนคุณภาพ ย้ำการจัดการศึกษา โดยมีผู้เรียนเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา ต้องสร้างเครือข่ายให้ทุกภาคส่วน ร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัย

วันนี้ ( 18 ธ.ค.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนเองได้ไปเป็นประธานเปิดงาน “ TUB-UBON : มิติใหม่โรงเรียนคุณภาพมัธยมศึกษา ” ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี ได้ชมการแสดงโปงลางของนักเรียน และ นิทรรศการหลักสูตรที่หลากหลาย อาทิ ห้องเรียนพิเศษ ห้องเรียน E-Sport,  ห้องเรียนภาษาต่างประเทศ, ห้องเรียนฟุตบอล, ห้องเรียนศิลปะ ทำให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายของนักเรียน รวมถึงห้องเรียนทวิศึกษา ที่จัดการเรียนการสอบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) บวกกับ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งทำให้นักเรียนสายสามัญศึกษา ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสการเรียนในสายอาชีพ ซึ่งเป็นการช่วยเสริมจุดแข็งให้ผู้เรียน ได้มีทั้งองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานและการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

ตรีนุช ย้ำโรงเรียนคุณภาพ ช่วยสร้างเครือข่ายพัฒนานักเรียนให้มีประสิทธิภาพ

“ขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้ผลักดันเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจให้กับสังคม หรือ TRUST ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ เรื่อง “โรงเรียนคุณภาพ” โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี  หรือ TUP-UBON เป็นตัวอย่างของโรงเรียนมัธยมคุณภาพประจำจังหวัดที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเห็นได้จากการออกแบบหลักสูตรที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับศักยภาพและความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามดิฉันฝากให้เน้นย้ำถึงหลักใหญ่ ของการพัฒนาโรงเรียนมัธยมคุณภาพประจำจังหวัด คือ ทำอย่างไรให้โรงเรียนมีคุณภาพ และได้มาตรฐานตามบริบทของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดความเท่าเทียม มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน  มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้  เน้นผู้บริหารและครูที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้เรียน ซึ่งการสร้างเครือข่ายของโรงเรียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ” รมว.ศธ.กล่าว
 
 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ตนเองยังได้เป็นประธานเปิดงาน “การเปิดตลาดน้ำซับ@UBN4 เวทีคนอวดดี อวดเก่ง อวดรู้ สู่อาชีพ” ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 4 ด้วย ซึ่งพบว่า สพป.4 ได้นำนโยบายของ ศธ. และที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบไว้มาปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทั้งรูปแบบการทำงาน TRUST  12 นโยบายการจัดการศึกษา  7 วาระเร่งด่วน รวมถึง สพฐ.วิถีใหม่  วิถีคุณภาพ  การใช้พื้นที่เป็นฐาน ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน โดยทาง สพป.เขต 4 ได้นำแนวนโยบายดังกล่าวมาพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ PARA MODEL  หรือ การเรียนรู้แบบคู่ขนาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ทั้ง 5 ON  โดยเน้นความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งช่วยพลิกวิกฤตในการจัดการศึกษา ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ และยังได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์
 


ทั้งนี้ การจัดการศึกษามีผู้เรียนเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นโจทย์สำหรับทุกเขตพื้นที่ฯ ที่จะต้องแสวงหาวิธีการ ที่จะทำให้ผู้เรียนของเรามีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัย วันนี้นอกเหนือไปจากการเรียนรู้แล้วจะต้องคิดถึงการต่อยอดองค์ความรู้ ออกมาเป็นทักษะ ออกมาเป็นผลงาน ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน เพื่อให้การพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพอย่างแท้จริง 

ตรีนุช ย้ำโรงเรียนคุณภาพ ช่วยสร้างเครือข่ายพัฒนานักเรียนให้มีประสิทธิภาพ


 
รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า วันนี้เรากำลังอยู่ระหว่างการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งตนได้ติดตามข้อมูลการแพร่ระบาดในสถานศึกษาของแต่ละจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินความพร้อม รวมถึงกำหนดมาตรการที่จำเป็น เพื่อช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งทราบว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวนโรงเรียนที่เปิดเรียนเแบบ On-site ถึง 238 โรงเรียน มากเป็นอันดับ 6 ของประเทศ แต่หากมองเป็นเปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนทั้งจังหวัดที่มีอยู่ทั้งหมด 1,268 โรงเรียนแล้ว ก็คิดเป็น 19% เท่านั้น ซึ่งนับว่ายังต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง และประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งการเข้ารับวัคซีน ก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ราชกิจจาฯประกาศ “พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม” ชุมพร เขต 1 สงขลา เขต 6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497408

18 ธ.ค. 2564 |16:10 น.

ราชกิจจาฯประกาศ "พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร เขต 1 สงขลา เขต 6

ลั่นระฆังเลือกตั้งซ่อม ราชกิจจาฯ ประกาศ “พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม” ส.ส.ชุมพร เขต1 -สงขลาเขต 6 แล้ว คาดเลือกตั้ง 16 ม.ค.65

18 ธ.ค. 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการ “เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ 1″ และ”จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6” แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2564แล้ว

ราชกิจจาฯประกาศ "พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร เขต 1 สงขลา เขต 6
ราชกิจจาฯประกาศ "พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร เขต 1 สงขลา เขต 6

ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัครเลือกตั้ง โดยคาดว่าจะมีการกำหนดให้เปิดรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 23-27 ธ.ค. 64 และเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 16 ม.ค.65 เป็นวันเลือกตั้ง

ราชกิจจาฯประกาศ "พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร เขต 1 สงขลา เขต 6

สำหรับการจัดการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.เขต 6 จ.สงขลาและนายชุมพล จุลใส ส.ส.เขต 1 ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา  101(6) ประกอบมาตรา 98(4)(6) ประกอบมาตรา 96(2) 98(6)จากกรณีศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกและถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีชุมนุม กปปส. เมื่อปี 2557

“เดชอิศม์” เตรียมปรับนโยบายหาเสียงพื้นที่ภาคใต้ เชื่อ ปชป.จะกลับมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497404

18 ธ.ค. 2564 |15:17 น.

"เดชอิศม์" เตรียมปรับนโยบายหาเสียงพื้นที่ภาคใต้  เชื่อ ปชป.จะกลับมา

“เดชอิศม์” มั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ รักษาเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม ส.ส. สงขลา-ชุมพรไว้ได้ พร้อมตั้งเป้าคว้า ส.ส. ภาคใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ต่ำกว่า 35 คน เผย เตรียมปรับนโยบายหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้ จัดประชุม ส.ส.ใต้ทุกเดือน เชื่อ ปชป.จะกลับมา

“นายเดชอิศม์ ขาวทอง” ผู้ที่ได้รับเลือกทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คุมพื้นที่ภาคใต้  เปิดเผยหลังได้รับการโหวตเลือกถึงการทำหน้าที่ โดยเฉพาะที่จะสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมจังหวัดสงขลา เขต 6 และจังหวัดชุมพร เขต 1 โดยมั่นใจเกินร้อยว่าจะสามารถรักษาเก้าอี้ ส.ส.ไว้ได้ โดยได้วางยุทธศาสตร์การหาเสียงไว้ล่วงหน้าแล้ว 

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถที่จะเลือกคู่ชกเองได้ เนื่องจากคาดการณ์ไว้ก่อนนี้ว่าด้วยมารยาททางการเมืองพรรคพลังประชารัฐจะไม่ส่งผู้สมัคร  พร้อมกับอ้างอิงการเลือกตั้งนายก อบจ. ประชาธิปัตย์สามารถเอาชนะพรรคพลังประชารัฐมาได้ในจังหวัดสงขลา 

สำหรับการวางเป้าหมายสนามเลือกตั้งทั่วไปในภาคใต้ครั้งต่อไป ตั้งเป้าให้ได้ ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 35 คน โดยจะมีการปรับกลยุทธ์นโยบายการหาเสียงเลือกตั้งใหม่ในภาคใต้  4-5 เรื่อง แต่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค เช่น ราคายางพารากิโลละ 100 บาท เรื่องเอกราชทางสิ่งแวดล้อม จะเป็นวาระแห่งชาติพรรค สืบเนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ 

โดยหลังจากนี้จะนัดประชุม ส.ส.ภาคใต้ทุกเดือน เนื่องจากการเมืองยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปทำให้สู้แบบเดิมไม่ได้แล้ว เข้มงวดกวดขันวางหลัก โดยมั่นใจว่าลึกลึกชาวใต้ยังรักพรรคประชาธิปัตย์แต่ก็ต้องมีการทำความเข้าใจและปรับตัวเล็กน้อย และเชื่อว่าชาวประชาธิปัตย์จะกลับมา

ส่วนเลือดเก่า-เลือดใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาเลือดเก่าบางคนอยู่แบบเคว้งคว้างไม่มีที่เกาะ และเมื่อมีที่เกาะใหม่ก็ทำให้คนออกไป จึงตั้งเป้าที่จะต้องมีการหลอมรวมคนในพรรคทั้งเปิดโอกาสให้มีที่ยืนคนเลือดเก่า ส่วนเลือดใหม่ ก็เปิดโอกาสให้เข้ามาทำงาน โดยชี้ว่าการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เป็นสัญลักษณ์ที่ประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน เช่นเดียวกับการทำการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ ที่คนรุ่นใหม่จะกล้าเข้ามาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์