โฆษก “พรรคกล้า” ชี้ก่อนแก้ปัญหาอภัยโทษคดีทุจริต ครม.ควรขอโทษสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497398

18 ธ.ค. 2564 |14:51 น.

โฆษก "พรรคกล้า" ชี้ก่อนแก้ปัญหาอภัยโทษคดีทุจริต ครม.ควรขอโทษสังคม

“แสนยากรณ์” ชี้ก่อนแก้ปัญหา “อภัยโทษคดีทุจริต” พรรคการเมืองใน ครม. ควรขอโทษสังคมก่อน เหตุออกมติ ครม. ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า  กล่าวถึงกระแสวิจารณ์การลดโทษให้นักโทษคดีทุจริตจำนำข้าวว่า การลดโทษเนื่องในโอกาสสำคัญปีนี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง ซึ่งจะต้องผ่านความเห็นชอบโดย ครม. ก่อนจะออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ก็ค่อยออกมาแก้กันทีหลัง ทำให้รู้ว่าการพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ได้คำนึงถึงหลักความเหมาะสมตั้งแต่แรก 

“ตอนเห็นชอบเป็นมติ ครม. รัฐมนตรีจากพรรคตัวเองก็อยู่ในที่ประชุม ไม่มีใครทัก ไม่มีใครห้ามกันบ้าง พอเกิดปัญหา พรรคการเมืองบางพรรคก็จะเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ส่วนรัฐบาลก็ตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาดู ทั้งที่ต้นเหตุมาจากที่ประชุม ครม. แท้ๆ แบบนี้ควรจะขอโทษให้สังคมสบายใจก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหา” นายแสนยากรณ์ กล่าว 

โฆษกพรรคกล้า กล่าวย้ำด้วยว่า การก่อปัญหาขึ้นมาเอง แต่เมื่อเกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แล้วจึงแก้ปัญหา นอกจากจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่จริงใจแล้ว การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ดัชนีความโปร่งใส หรือการป้องกันทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น เพราะทำให้ประชาชนรู้ว่า แก้ปัญหาตามกระแส แต่ไม่ได้คิดถึงหลักความเหมาะสมตั้งแต่แรก

นายกชาย “เดชอิศม์ ขาวทอง” ผงาดนั่งรองหัวหน้าประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497389

18 ธ.ค. 2564 |13:28 น.

นายกชาย "เดชอิศม์  ขาวทอง" ผงาดนั่งรองหัวหน้าประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้

“เดชอิศม์ ขาวทอง” ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ เป็น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ชนะ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ

วันที่ 18 ธ.ค. 64 มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาธิปัตย์  ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม รร.มิราเคิล กทม. ซึ่งมีวาระเลือก รองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้ อยู่ด้วย ผลการลงคะแนนปรากฏว่า “นายเดชอิศม์  ขาวทอง” หรือที่รู้จักกันในนามนายกชาย ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ชนะขาดนายชินวรณ์  บุณยเกียรติ  ซึ่งตำแหน่งนี้มีผู้เข้าชิงเพียง 2 คนเท่านั้น

นายกชาย "เดชอิศม์  ขาวทอง" ผงาดนั่งรองหัวหน้าประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้

เส้นทางการเมืองของวรวิทย์ ขาวทอง หรือ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เกิดที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ก้าวสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น เป็น สจ.สงขลา เขต อ.รัตภูมิ และเป็นนายก อบจ.สงขลา สมัยเลือกทางอ้อม ผู้คนจึงเรียก  นายกชาย

สมัย “เดชอิศม์” เป็น สจ.สงขลา ก็ทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนให้ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. อีกด้านหนึ่ง “เดชอิศม์ “เคารพนับถือ จองชัย เที่ยงธรรม อดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.พรรคชาติไทย โดยสนิทสนมขนาดได้รับอนุญาตให้เรียก ป๊าจองชัย ได้

เลือกตั้งปี 2548 “เดชอิศม์” อยากลงสมัคร ส.ส.สงขลา ในสีเสื้อพรรค ปชป. แต่ไม่มีที่ว่าง “เดชอิศม์”จึงไปสวมเสื้อพรรคไทยรักไทย ลงสนามสงขลา เขต 5 แต่ก็พ่าย ประพร เอกอุรุ ตัวแทนของ นิพนธ์ บุญญามณี พรรค ปชป.

ปี 2551 ถาวร เสนเนียม สนับสนุน “เดชอิศม์” ลงชิงนายก อบจ.สงขลา แข่งกับ นวพล บุญญามณี น้องชายนิพนธ์ ผลปรากฏว่า เดชอิศม์แพ้ยกแรก

ปี 2552 นวพล บุญญามณี ถูก กกต. แจกใบเหลือง ต้องเลือกตั้งนายก อบจ.ใหม่ ค่ายนิพนธ์ส่งอุทิศ ชูช่วย ลงสนาม ชนคู่ปรับเก่าเดชอิศม์ แต่เที่ยวนี้ค่ายถาวร ก็พ่ายซ้ำสอง

หลังพ่ายเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา 2 ครั้งซ้อน “เดชอิศม์”ก็เดินหน้าทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และช่วยเหลือเพื่อนฝูงตามประสาคนใจใหญ่ ใจถึงพึ่งได้

ก่อนเลือกตั้งปี 2562 เดชอิศม์ พยายามเสนอตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรค ปชป. โดยการสนับสนุนของถาวร และในที่สุด นายกชาย ก็ได้สวมเสื้อ ปชป.สมใจปรารถนา

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ค่าย ปชป.พ่ายยับในสนาม 14 จังหวัดภาคใต้ แต่ “เดชอิศม์ ขาวทอง” ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรก และได้คะแนนมากที่สุดใน จ.สงขลา

ปลายปี 2563 ถาวร เสนเนียม ,นิพนธ์ บุญญามณี และเดชอิศม์ ขาวทอง ร่วมกันสนับสนุนไพเจน มากสุวรรณ์ ลงชิงนายก อบจ.สงขลา ชน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ค่ายพลังประชารัฐ แต่ไพเจนก็ชนะขาดลอย นอกจากนี้ เดชอิศม์ ยังส่งภรรยาน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล เข้าไปเป็นรองนายกอบจ.สงขลา คนที่ 2

หลังศึก อบจ.สงขลา ทำให้ “เดชอิศม์” เปล่งบารมีอย่างสูงในสนามการเมืองสงขลา บวกกับการได้รับความไว้วางใจจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เขาจึงวางแผนการเมืองในอนาคต โดยวางตัว สุภาพร กำเนิดผล เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 สงขลา หลังถาวร เสนเนียม ถูกตัดสิทธิ์อันเนื่องจากคดี กปปส.

พร้อมกันนั้น เดชอิศม์ ยังส่งลูกชาย ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ไปเดินพบปะชาวบ้านในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตเดิมของวิรัตน์ กัลยาศิริ (เสียชีวิตแล้ว) ส่วนลูกชายอีกคนหนึ่งคือ วงศ์วชิระ ขาวทอง เป็น ส.อบจ.สงขลา เขต 1 อ.รัตภูมิ

การเมืองสงขลาวันนี้ ชีวิตของ ถาวร เสนเนียม เสมือนยามตะวันลาลับ แต่เดชอิศม์ ขาวทอง ไม่ต่างจากยามตะวันรุ่งอนาคต ปชป.ภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงแน่ แต่จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้ามีคำตอบ

รัฐบาลชวนประชาชน “สวดมนต์ข้ามปี” ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497380

18 ธ.ค. 2564 |12:30 น.

รัฐบาลชวนประชาชน "สวดมนต์ข้ามปี" ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่

รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่ พ.ศ. 2564  และพิธีตักบาตรต้อนรับปีใหม่ 2565 ณ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม”สวดมนต์ข้ามปี” เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่ พุทธศักราช 2564  ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2564 พร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom) และระบบโซเชียลมีเดีย และร่วมตักบาตรต้อนรับปีใหม่ ช่วงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2565 ณ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
 

ทั้งนี้กรมการศาสนาจัดทำ Web Application “สวดมนต์ข้ามปี” เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ คือ กิจกรรมสวดมนต์ 10 วัด 10 รัชกาล โดยสามารถเลือกวัด เลือก”บทสวดมนต์” และช่วงเวลาในการ “สวดมนต์”ได้ กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด 10 รัชกาล เรียนรู้ประวัติความเป็นมาและสถานที่สำคัญของวัดที่ เกี่ยวเนื่องกับพระบรมราชจักรีวงศ์ทั้ง 10 รัชกาล และความรู้เรื่องทานบารมี ซึ่งเป็นคติความเชื่อของคนไทยในเรื่องการทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่

#สวดมนต์ข้ามปี

#เสริมสิริมงคลทั่วไทย

#ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่

รัฐบาลชวนประชาชน "สวดมนต์ข้ามปี" ส่งท้ายปีเก่าวิถีใหม่

ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497376

18 ธ.ค. 2564 |11:35 น.

ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข

“ลุงป้อม” เป็นปลื้มน้องเทนนิส และขอบคุณทีมเทควันโดไทยที่มอบความสุขให้กับคนไทย ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนได้เห็นถึงคุณค่าแห่งความพยายาม มุ่งมั่นและมีน้ำใจนักกีฬา

วันนี้ (18 ธ.ค.) สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย นำโดย พี่บิ๊ก-นายธนฑิตย์ รักตะบุตร เลขาธิการสมาคมฯ ผู้จัดการทีมเทควันโด ได้นำโค้ชเช-ชเว ยอง-ซอก หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย โค้ชชิน-ยอง กุน ชิน หัวหน้าผู้ฝึกสอนเทควันโดคนพิการทีมชาติไทย และน้องเทนนิส เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดทีมชาติไทย เหรียญทองโอลิมปิก 2020 และน้องจูเนียร์-นายรามณรงค์ เสวกวิหารี  นักเทควันโดทีมชาติไทย เข้ากราบสวัสดีปีใหม่ขอรับพรจาก “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ณ มูลนิธิป่ารอยต่อฯ 

ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข

สำหรับบรรยากาศการเข้าสวัสดีปีใหม่ลุงป้อม พร้อมกับขอพรและรับพรของทีมเทควันโด ก็ล้วนเต็มไปด้วยความชื่นมื่น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มแห่งความสุข หยอกล้อและถ่ายภาพร่วมกันในท่าทางต่าง ๆ กันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะลุงป้อมนั้นมีทั้งท่ากำหมัดตั้งท่าสู้ และท่าสุดแสนน่ารักด้วยการทำท่า “ซารังเฮโย” ท่าบอกรักของชาวเกาหลี ตอนถ่ายภาพคู่กับโค้ชเช-ชเว ยอง-ซอก ด้วย ใครเห็นรูปนี้เป็นต้องยิ้ม มีความสุขไปตามๆ กัน

ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข
ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข

ยิ่งกว่านั้นคืองานนี้ลุงป้อม..เป็นปลื้มน้องเทนนิสมากกว่าใคร เรียกว่ายิ้มปลื้มกันเลยทีเดียว และยังกล่าวขอบคุณทีมเทควันโดไทย ที่มอบความสุขให้กับคนไทย ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนได้เห็นถึงคุณค่าแห่งความพยายามความมุ่งมั่น และความมีน้ำใจนักกีฬา

ลุงป้อมปลื้ม “น้องเทนนิส” พร้อมขอบคุณทีมเทควันโดช่วยทำให้คนไทยมีความสุข

เลขาธิการปชป. ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497368

18 ธ.ค. 2564 |10:53 น.

เลขาธิการปชป. ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ

“เฉลิมชัย” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ ย้ำพรรคมีการแข่งขันในทุกตำแหน่ง ไม่มีใครมีเจ้าของ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอันวาร์ สาและ สส.ปัตตานี ออกมาแฉว่า นายนิพนธ์ บุญญามนี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคใต้ มีอิทธิพลเหนือพรรค ว่าเรื่องนี้พรรคมีกระบวนการและข้อบังคับอยู่แล้ว ไม่สามารถทำผิดไปจากข้อบังคับได้ ส่วนการที่จะลงสมัครกรรมการบริหารพรรคใหม่ได้ ส่วนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่อยู่ที่ข้อบังคับ โดยพรรคจะกำหนดว่าคณะกรรมการสรรหาจะกำหนดอย่างไร เพราะขณะนี้ต้องทำไพรมารีโหวตด้วย และคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลา 

เลขาธิการปชป. ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ

ส่วนการที่นายอันวาร์ ออกมาแฉจะสร้างความเสียหายกับพรรคหรือไม่ นายเฉลิมชัย ระบุว่า เรื่องนี้นายอันวาร์ต้องรับผิดชอบ และคิดว่าหากมีการพาดพิงถึงใครคิดว่าบุคคลนั้นจะมาชี้แจงเอง เพราะพรรคมีกฎของพรรค พร้อมยืนยันว่า ตั้งแต่อยู่พรรคประชาธิปัตย์มามีการแข่งขันลักษณะแบบนี้มาโดยตลอด เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของพรรคที่ทุกตำแหน่งมีการแข่งขัน ไม่ได้มีเจ้าของ และหากมีมติร่วมกันในที่ประชุมเรื่องก็จะจบ

เลขาธิการปชป. ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ
เลขาธิการปชป. ชี้ใครแฉข้อมูลภายในพรรค ต้องรับผิดชอบ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง “8 ผู้ว่าราชการจังหวัด” คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497340

17 ธ.ค. 2564 |22:30 น.

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง "8 ผู้ว่าราชการจังหวัด" คนใหม่

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศแต่งตั้ง “8 ผู้ว่าราชการจังหวัด” คนใหม่ โชตินรินทร์ เกิดสม นั่งผู้ว่าฯชุมพร- ขจร ศรีชวโนทัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ว่าฯสมุทรสงคราม- ณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร ขยับขึ้นเป็นผู้ว่าฯเพชรบุรี

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 8 ราย ดังนี้

1. นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ”  

2. นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก” 

3. นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส “

4. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน”

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง "8 ผู้ว่าราชการจังหวัด" คนใหม่

5. นายศักดิ์ฤทธิ์ สลักคำ รองอธิบดีกรมการปกครอง ดำรงตำแหน่ง”ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา” 

6. นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี”

7. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารถภัย ดำรงตำแหน่ง”ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน”

8. นายขจร ศรีชวโนทัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่ง”ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม”

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป 

ประกาศ ณ วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

“หมอชลน่าน” รับสภาล่ม ฝ่ายค้านตั้งใจให้บทเรียนรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497336

17 ธ.ค. 2564 |20:43 น.

"หมอชลน่าน" รับสภาล่ม ฝ่ายค้านตั้งใจให้บทเรียนรัฐบาล

“หมอชลน่าน” รับสภาล่มฝ่ายค้านตั้งใจให้บทเรียนรัฐบาล จะเรียกเป็นเกมการเมืองก็ไม่เถียง ยัน จะให้บทเรียนไปจนกว่าจะปรับปรุงหรือยุบสภา ชี้หน้าที่รักษาองค์ประชุม เป็นของเสียงข้างมาก

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ปัญหาสภาล่มวันนี้ ว่า หากมีการมองว่าเป็นเกมการเมือง ตนก็ไม่เถียง เพราะเราก็เล่นเกมการเมืองแบบโปร่งใสให้เห็นกันไม่ใช่แอบเล่นเพราะถ้าแอบเล่นเราคงอยู่เป็นองค์ประชุมเพื่อเข้าสู่วาระแล้ว แล้วไปออกตอนลงมติก็จะทำให้กฎหมายที่เสนอมาถูกตีตกไปด้วย 

ยืนยันฝ่ายค้านมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และประกาศชัดมาก่อน โดยเสียงรัฐบาล 266 เสียง เสถียรภาพถือว่าง่อนแง่น สุ่มเสี่ยงผิดพลาด ส่วนฝ่ายค้านมี 209เสียง หากฝ่ายค้านไม่เข้มข้นจะเกิดผลเสียทั้งระบบ และเพื่อประโยชน์โดยรวม หากฝ่ายค้านปล่อยไม่ขันน็อตในสภาฯ จะทำให้ประชาชนยากลำบากมากขึ้น

 “นพ.ชลน่าน” มองว่าสภาล่ม 4 ครั้งในสมัยประชุมนี้  ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล จะมาโทษฝ่ายค้านคงไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่เป็นฝ่ายรักษาองค์ประชุม ในฐานะเสียงข้างมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องพร้อมแม้หน้าที่มาประชุมเป็นหน้าที่ของทุกคนแต่ระบบรัฐสภา เป็นระบบเสียงข้างมาก จะเอาเสียงข้างน้อยมาอ้างไม่ได้

“นพ.ชลน่าน” ยืนยันว่าฝ่ายค้านจะให้บทเรียนรัฐบาลแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะปรับตัวเอง หรือจนกว่าจะยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน เพราะฝ่ายค้านไม่อยากเห็นสภาที่เป็นเป็ดง่อยทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ รัฐบาลยังไม่กล้าเอาเข้าสภา แล้วจะบริหารประเทศไปได้อย่างไร ตอนนี้ก็มีปัญหาเงินกู้ กยศ. ก็ยังไม่ออกเพราะรัฐบาลไม่มีเงิน จะเอาเงินกู้มาช่วยก็ทำไม่ได้เพราะกลัวสภาล่ม  ยืนยันว่าฝ่ายค้านไม่กลั่นแกล้งแต่เราต้องการประสิทธิภาพและความรับผิดชอบของฝ่ายเสียงข้างมาก

ส่วนทางออกเรื่องนี้ นายแพทย์ชลน่าน เปิดเผยว่าได้หารือเบื้องต้นกับ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นายชวนเห็นว่าขอให้เว้นวันศุกร์ไว้ เพราะเป็นการพิจารณารายงานศึกษาที่สภาทำงานร่วมกัน และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน  ดังนั้นเบื้องต้นในสัปดาห์ต่อไปฝ่ายค้านพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ เฉพาะเรื่องนี้เรื่องที่เป็นผลงานของสภา แต่วัน พุธ พฤหัสบดี ยังเข้มข้นเหมือนเดิม  ส่วนวันศุกร์ ฝ่ายค้านยินดีให้ความร่วมมือไม่ตรวจสอบองค์ประชุม
 


นายแพทย์ชลน่าน มองว่า สภาล่ม 4 ครั้งในสมัยประชุมนี้  ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล  จะมาโทษฝ่ายค้านคงไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่เป็นฝ่ายรักษาองค์ประชุม ในฐานะเสียงข้างมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องพร้อมแม้หน้าที่มาประชุมเป็นหน้าที่ของทุกคน  แต่ระบบรัฐสภา เป็นระบบเสียงข้างมาก จะเอาเสียงข้างน้อยมาอ้างไม่ได้
นายแพทย์ชลน่าน ยืนยันว่าฝ่ายค้านจะให้บทเรียนรัฐบาลแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะปรับตัวเอง หรือจนกว่าจะยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน เพราะฝ่ายค้านไม่อยากเห็นสภาที่เป็นเป็ดง่อยทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ รัฐบาลยังไม่กล้าเอาเข้าสภา แล้วจะบริหารประเทศไปได้อย่างไร ตอนนี้ก็มีปัญหาเงินกู้ กยศ. ก็ยังไม่ออก เพราะรัฐบาลไม่มีเงิน จะเอาเงินกู้มาช่วยก็ทำไม่ได้เพราะกลัวสภาล่ม  ยืนยันว่าฝ่ายค้านไม่กลั่นแกล้ง แต่เราต้องการประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบของฝ่ายสียงข้างมาก
ส่วนทางออกเรื่องนี้ นายแพทย์ชลน่าน เปิดเผยว่าได้หารือเบื้องต้นกับ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว  นายชวนเห็นว่าขอให้เว้นวันศุกร์ไว้ เพราะเป็นการพิจารณารายงานศึกษาที่ สภาทำงานร่วมกัน และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน  ดังนั้นเบื้องต้น ในสัปดาห์ต่อไปฝ่ายค้านพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ เฉพาะเรื่องนี้ เรื่องที่เป็นผลงานของสภา แต่วัน พุธ พฤหัสบดี ยังเข้มข้นเหมือนเดิม  ส่วนวันศุกร์ ฝ่ายค้านยินดีให้ความร่วมมือไม่ตรวจสอบองค์ประชุม

รัฐประหารซ้ำซ้อน ฉีก”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2519 (ฉบับที่ 11)EP.10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497327

17 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

รัฐประหารซ้ำซ้อน ฉีก”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2519 (ฉบับที่ 11)EP.10

หลังเหตุการณ์นองเลือดเจ้าหน้าที่ล้อมปราบ สังหารนักศึกษาและประชาชน ขณะชุมนุมประท้วงต่อต้านการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยของ”จอมพล ถนอม กิตติขจร” เย็นวันเดียวกัน คณะทหารกลุ่มหนึ่งกระทำการรัฐประหาร ล้มรัฐบาล ติดตามได้ในตอน รัฐประหารซ้ำซ้อน ฉีกรธน. ฉบับที่ 11 EP.10

รัฐประหารซ้ำซ้อน ฉีก”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2519 (ฉบับที่ 11)EP.10

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เป็นวันที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติว่า ได้เกิดกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ จากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ล้อมปราบ สังหารนักศึกษาและประชาชน ขณะชุมนุมประท้วงต่อต้านการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยของ”จอมพล ถนอม กิตติขจร” อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต(ตามอ้างรายงานทางการ) อย่างน้อย 39 คน และบาดเจ็บ 145 คน กลายเป็นข่าวดังเผยแพร่ไปทั่วโลก
 

และเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ก็ได้มีคณะทหารกลุ่มหนึ่งในนามของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้กระทำการรัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ “พลเรือเอก สงัด ชลออยู่” และได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากอีกฉบับไปในคราวนั้น 

นายธานินทร์  กรัยวิเชียรนายธานินทร์  กรัยวิเชียร

จากนั้นได้แต่งตั้ง “นายธานินทร์  กรัยวิเชียร” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฏีกา ซึ่งเป็นบุคคลที่ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยคุ้นเคยหรือได้ยินชื่อเสียงในวงการเมืองมาก่อน นอกจากชื่อเสียงในฐานะที่เป็นวิทยากรต่อต้านคอมมิวนิสต์ และมีแนวคิดทางการเมืองขวาจัด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมๆ กันกับที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดยกฎหมายปกครองสูงสุดฉบับนี้ มีบทบัญญัติเพียง 29 มาตรา เป็นแบบเดียวกับธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และมีลักษณะของการเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวเท่านั้น

รัฐประหารซ้ำซ้อน ฉีก”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2519 (ฉบับที่ 11)EP.10

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีหลักการ เช่นเดียวกับธรรมนูญการปกครองฉบับ พ.ศ.2502 และ พ.ศ.2515 คือ สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติแทนรัฐสภา แต่มีแผนพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพื่อใช้เร่งรัดฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มอำนาจให้สภาผู้แทนราษฎร แต่ลดอำนาจวุฒิสภา 
 

การยึดอำนาจครั้งนี้ นอกจากจากคณะรัฐประหารได้ไปขอ “นาย ธานินทร์”มาเป็นนายกรัฐมนตรีจากฝ่ายพลเรือน เพื่อลดกระแสการต่อต้านกองทัพแล้ว ยังได้เสนอสูตรพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปี แต่การปกครองประเทศก็ไม่ราบรื่นนัก เพราะรัฐบาลไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน 


พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ"อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ”อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก
 

กระทั่งในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520 เพียง 5 เดือนกว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ ได้เผชิญกับความพยายามใช้กำลังล้มอำนาจของคณะทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดย “พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ”อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ถือเป็น “การรัฐประหารซ้อน” ขึ้นมาจากกลุ่มทหารที่ไม่ใช่ทหารที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น คือ “สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” 

แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ “ไม่สำเร็จ” และในค่ำวันก่อการนั้น รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องการยินยอมให้บุคคลระดับหัวหน้าของกลุ่มผู้ก่อการ 5 คน คือ พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ/พันโท สนั่น ขจรประศาสน์/พันตรี บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์/พันตรี วิศิษฐ์ ควรประดิษฐ์ /และพันตรี อัศวิน หิรัญศิริ บุตรชาย “พลเอก ฉลาด” ที่ต่อรองขอเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวประกัน

แต่ขณะที่ผู้ก่อการทั้ง 5 คน เดินทางถึงสนามบินดอนเมืองและขึ้นไปนั่งรอบนเครื่องบินเพื่อเตรียมจะเดินทางไปไต้หวัน ทั้งหมดก็ถูกนำตัวลงมาจากเครื่องบิน และถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ โดยรัฐบาลให้เหตุผลในเวลาต่อมาว่า เพราะรัฐบาลไต้หวันไม่อนุญาตให้ผู้ก่อการลี้ภัย และไทยก็ไม่ต้องการส่งผู้ก่อการไปประเทศใดอีก การดำเนินคดีนี้จึงเป็นไปอย่างเร่งรัดและเฉียบขาด 

วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2520 รัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2519 มาตรา 21” ตัดสินลงโทษผู้ก่อการโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติ โดยมีคำสั่งให้ถอดยศ และประหารชีวิต “พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ” ส่วนแกนนำอีก 4 คนให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และยังตามจับผู้ร่วมก่อการเพิ่มอีก 8 คน รวมเป็น 12 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับโทษลดหลั่นลงมาอีก 11 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีพลเรือน ที่ “พลเอก ฉลาด”ชักชวนให้เข้าร่วมปฏิบัติการ เช่น นาย พิชัย วาสนาส่ง /นาย สมพจน์ ปิยะอุย/นาย วีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งภายหลังทั้งหมดได้รับการนิรโทษกรรม(วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2520)

พลเรือเอก สงัด   ชลออยู่พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
 

ส่วนความขัดแย้งที่หาทางยุติไม่ได้ของรัฐบาล ยังได้นำไปสู่การยึดอำนาจอีกครั้ง แต่ก็มีหัวหน้าคนเดิม คือ “พลเรือเอก สงัด ชลออยู่” ในวันที่ 20 ตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งได้สะท้อนความนัย ผ่านการปราศรัยของ”พลเรือเอก สงัด” ที่กล่าวไว้ว่า


 
“ได้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนโดยทั่วไปว่า ความสามัคคีในหมู่ข้าราชการ ประชาชน มีแต่การแตกแยก ข้าราชการมีความหวั่นไหวในการปฏิบัติราชการ การเศรษฐกิจ และการลงทุนของชาวต่างประเทศลดลงและไม่แน่นอน หากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ต่อไปจะยากแก่การแก้ไข”


 
ถือเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ลงอย่างสิ้นเชิง รวมระยะเวลาประกาศใช้เพียง 11 เดือน กับ 28 วัน 

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google 

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

แฉ “สภาล่ม” ส.ส.เพื่อไทย-ก้าวไกล ไม่แสดงตนมากสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497326

17 ธ.ค. 2564 |18:53 น.

แฉ "สภาล่ม" ส.ส.เพื่อไทย-ก้าวไกล ไม่แสดงตนมากสุด

แฉเบื้องหลัง “สภาล่ม” พบ ส.ส.เพื่อไทย ไม่แสดงตนมากสุด 126 คนจากทั้งหมด 131 คน รองลงมา พรรคก้าวไกล 46 คน จากทั้งหมด 52 คน ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐ 19 คน จากทั้งหมด 117 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดเหตุ “สภาล่ม”  ในวันนี้ รายงานผลการตรวจสอบการออกเสียงลงคะแนนเป็นรายพรรคในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 17 ธันวาคม 2564 พบว่า ส.ส.ที่ไม่เสียบบัตรแสดงตน เป็น ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด คือ 126 คนจากทั้งหมด 131 คน รองลงมา คือ พรรคก้าวไกล 46 คน จากทั้งหมด 52 คน ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐ 19 คน จากทั้งหมด 117 คน พรรคประชาธิปัตย์ 9 คน จากทั้งหมด 49 คน

พรรคเสรีรวมไทย 9 คนจากทั้งหมด 10 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 8 คนจากทั้งหมด 12 คน พรรคภูมิใจไทย 7 คนจากทั้งหมด 59 คน พรรคประชาชาติ 6 คน จากทั้งหมด 7 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน จากทั้งหมด 6 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 2 คน จากทั้งหมด 6 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 1 คน จากทั้งหมด 5 คน พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน จากทั้งหมด 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน จากทั้งหมด 1 คน พรรคพลังชาติไทย 1 คน จากทั้งหมด 1 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน จากทั้งหมด 1 คนและพรรคพลังชาติไทย 1 คน จากทั้งหมด 1 คน

โดยพรรคที่มี ส.ส.แสดงตนครบทุกคน ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคไทรักธรรม พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย และพรรคพลังธรรมใหม่

สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ไม่แสดงตน อาทิ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ,นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ,นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นต้น

ขณะที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลที่ไม่แสดงตน อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ,นายรังสิมันต์ โรม ,นายธีรัจชัย พันธุมาศ เป็นต้น

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.ที่ไม่แสดงตน อาทิ  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  ,นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นต้น

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.ที่ไม่แสดงตน อาทิ นายธนยศ ทิมสุวรรณ , นายพรชัย อำนวยทรัพย์ เป็นต้น

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.ที่ไม่แสดงตน อาทิ น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ,นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ,นายเกียรติ สิทธีอมร เป็นต้น

“วัน อยู่บำรุง”คอนเฟิร์มนับวันรอพระมหาสมปองสึกควงแขนร่วมพรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497315

17 ธ.ค. 2564 |18:29 น.

"วัน อยู่บำรุง"คอนเฟิร์มนับวันรอพระมหาสมปองสึกควงแขนร่วมพรรคเพื่อไทย

เจ้าของสโลแกน ใจถึงพึ่งได้ “วัน อยู่บำรุง” ออกมาคอนเฟิร์มหลังทราบข่าวพระมหาสมปองเตรียมสึก แถมสนใจงานการเมือง นับวันรอวันสึกจะรีบเชิญเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยโดยพลัน

ภายหลัง พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง จากวัดสร้อยทอง ได้ Live ผ่านเพจเฟซบุ๊ค พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ขณะเดินทางไปกราบลาพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว หลังตัดสินใจเตรียมลาสิกขา พร้อมเปิดใจกับสื่อมวลชน ตอนหนึ่งว่า สนใจเข้ามาทำงานทางการเมือง โดย ได้พูดคุยกับนายวัน อยู่บำรุง ส.ส.พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการเป็นทีมโฆษกพรรคเพื่อไทย 

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง จากวัดสร้อยทองพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง จากวัดสร้อยทอง

“ส่วนเรื่องลงเล่นการเมือง มีการพูดคุยกันจริง เพราะอยากช่วยเหลือสังคม โดยอาจเข้าไปทำหน้าที่ทีมโฆษกพรรคใดพรรคหนึ่ง เบื้องต้นมีการพูดคุยกับคุณวัน อยู่บำรุง ที่ช่วยพูดคุยให้กับผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุย และขอออกไปทำธุรกิจสักพัก จนถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน แต่ถ้าไม่ได้ ส่วนตัวมีเบอร์คุณสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐอยู่”  คำกล่าว ของพระมหาสมปอง เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.64 

ล่าสุด นายวัน  อยู่บำรุง  ส.ส. เขตบางบอน พรรคเพื่อไทย เจ้าของฉายา “ใจถึงพึ่งได้” เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์”ว่า  เนื่องจากเป็นคนหนึ่งที่นิยมเลื่อมใสพระมหาสมปอง  ติดตามความเคลื่อนไหวพระมหาสมปองมาตลอด

“ก่อนหน้านี้ พระมหาสมปองเคลื่อนไหวโดยเปรยออกมาว่า ท่านจะสึก  ผมจึงส่งไลน์ข้อความไปถามท่าน  เพราะมีความเป็นแฟนคลับกันอยู่แล้ว เชิญชวนท่านมาร่วมงานการเมือง  จนกระทั่ง ท่านยืนยันว่าจะสึกแน่และอยากมาทำงานพรรคเพื่อไทยจึงเชื้อเชิญท่านอีกครั้ง” นายวัน กล่าว  

วัน อยู่บำรุง  ส.ส.เขตบางบอน พรรคเพื่อไทย วัน อยู่บำรุง ส.ส.เขตบางบอน พรรคเพื่อไทย

ส.ส.เจ้าของสโลแกน ใจถึงพึ่งได้ บอกว่า  ตนเป็นผู้เชื้อเชิญพระมหาสมปองเข้าพรรค  ส่วนการสังกัดพรรค เป็นหน้าที่ของคณะผู้บริหารพรรคพิจารณา ตนเองไม่มีอำนาจ 

นายวัน ยังได้กล่าวถึง กรณีที่มีข่าวว่า “พระมหาสมปอง”มีเงื่อนไข หากมาเล่นการเมือง ต้องให้พรรคช่วยปลดหนี้สิบล้านบาท นั้น  เรื่องนี้ตนไม่ทราบว่าที่ท่านให้ข่าวปลดหนี้ท่านสิบล้าน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

“ท่านพูดเล่น เหมือนเป็นการแซว กดดันผม ว่าถ้าไม่ปลดหนี้ให้ เดี๋ยวจะไปพรรคนั้นพรรคนี้ ท่านชอบแหย่ผมเฉยๆ  ว่าพี่วันดำเนินการช้า เดี๋ยวจะไปพรรคอื่น  อีกอย่างโดยข้อเท็จจริงเรื่องการปลดหนี้ ให้พรรคดำเนินการให้ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ”   นายวัน กล่าวพร้อมหัวเราะ 

นายวัน กล่าวย้ำว่า  รอท่านกำหนดวันสึกที่แน่ชัดก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาท่านเปลี่ยนฤกษ์สึก 

“ทันทีที่ท่านสึกปุ๊บ ผมจะไปชูมือ มาสมัครเพื่อไทยก่อนเลย แต่ที่แน่ๆต้องถามท่านก่อนว่า ท่านจะสึกแน่หรือเปล่า”  นายวัน กล่าว