เพื่อไทย พร้อมอ้าแขนรับ “พระมหาสมปอง” หลังสืก เติมเต็มพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497317

17 ธ.ค. 2564 |18:05 น.

เพื่อไทย พร้อมอ้าแขนรับ "พระมหาสมปอง" หลังสืก เติมเต็มพรรค

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พร้อมอ้าแขนรับ “พระมหาสมปอง” หากสนใจร่วมงานพรรค ชี้เหมาะด้านการสื่อ เชื่อสามารถเติมเต็มให้คนเข้าถึงนโยบายพรรคมากขึ้น

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข่าวพรรคเพื่อไทย ทาบทาม “พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” ร่วมงานพรรคเพื่อไทย หลังลาสิกขาบท ยอมรับว่ามีการพูดกันเพราะทราบว่า “พระมหาสมปอง” สนใจอยากมาทำงานด้านการสื่อสารกับพรรคเพื่อไทย  เช่นการอยู่ทีมโฆษกพรรค  ซึ่งพรรคเพื่อไทยยินดีรับทุกคนอยู่แล้ว หากไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่มีข้อแทรกซ้อนใด ๆ ส่วนมาแล้วจะมีตำแหน่งตรงไหนอย่างไร พรรคก็มีกระบวนการอยู่แล้ว สมมติ หากสนใจทำงานด้านโฆษกจริง เมื่อมีความเหมาะสมก็ไม่ติดขัดอะไร ยกเว้นจะมีข้อจำกัดเรื่องของมุมมองที่อาจจะไปกระทบกระเทือนบุคคลอื่น ๆ ก็อาจจะไม่เหมาะสม 

แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของ “พระมหาสมปอง” เพราะการสื่อสารทางการเมือง มีหลายมุม ถ้าทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงรับรู้รับทราบว่าเขาจะได้ประโยชน์อย่างไร ไม่ว่ามุมไหนก็สามารถทำได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะยุคนี้ปัญหาทางด้านจิตใจมีสูงคนมีอารมณ์รุนแรง  หากเรามีกระบวนการที่แต่ละคนถนัด มีการใช้หลักธรรม หรือสิ่งที่แต่ละคนถนัดทำให้ทุกคนกลับมาเป็นปกติได้ ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้าคนจิตใจดี การเมืองก็ดี  

หาก”พระมหาสมปอง”มาร่วม ก็ถือว่ามีประโยชน์ เพราะตอนนี้นโยบายของพรรควางไว้ครอบคลุมคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว เหลือแต่การสื่อสารให้เข้าถึงทำอย่างไรให้เข้าถึงก็สามารถมาเติมเต็มงานตรงนี้ได้ เชื่อว่าหาก “พระมหาสมปอง”มาก็คงไม่มีข้อจำกัด หรือข้อแทรกซ้อนอะไร เพราะท่านเป็นบุคลที่สังคมยอมรับ แต่ก็รู้สึกเสียดายที่ท่านสึกออกมา เพราะอยู่ตรงนั้นก็เป็นประโยชน์กับวงการศาสนาอย่างมาก

นายกฯลงนาม คลอดกก.ตรวจสอบกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษกลั่นกรองนักโทษคดีโกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497278

17 ธ.ค. 2564 |15:51 น.

นายกฯลงนาม คลอดกก.ตรวจสอบกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษกลั่นกรองนักโทษคดีโกง

นายกฯ ลงนามคำสั่งสำนักนายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ ให้เข็มชัย ชุติวงศ์  อดีตอัยการสูงสุด และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นประธาน

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.64  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 64  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 337 / 2564  เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ   

เนื้อหาคำสั่งระบุว่า ตามที่มีพระราชกฤษฏีกาพระราชทานอภัยโทษ ฯ  ประกอบการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการบังคับใช้พระราชกฤษฏีกาดังกล่าวอันอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร จึงสมควรใช้ระยะเวลาในช่วงนี้ กลั่นกรองและตรวจสอบหลักเกณฑ์และกระบวนการในชั้นของกรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และถูกต้องเป็นธรรม ตลอดจนสมควรมีข้อเสนอแนะมาตรการในการดำเนินการต่อไปในอนาคตเพื่อให้การขอพระราชทานอภัยโทษบังเกิดประโยชน์ต่อผู้ต้องโทษและสังคมโดยส่วนรวมอย่างแท้จริงสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงบำเพ็ญอภัยทานในวาระและโอกาสพิเศษ 

นายกฯลงนาม คลอดกก.ตรวจสอบกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษกลั่นกรองนักโทษคดีโกง

คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ ซึ่งในที่นี้คือ พระราชกฤษฏีกาอภัยโทษในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ.2564 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่รักษาตามพระราชกฤษฏีดังกล่าวและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ดังนี้ 

นายกฯลงนาม คลอดกก.ตรวจสอบกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษกลั่นกรองนักโทษคดีโกง

1. นายเข็มชัย ชุติวงศ์  ประธานกรรมการ อดีตอัยการสูงสุด และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม

ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย 

2.นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี  เลขาธิการสำนักงาศาลยุติธรรม 

3.นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส  ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ 

4.นายปกรณ์  นิลประพันธ์  เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา 

5.พล.อ.ประชาพิพัฒน์ วัจนะรัตน์  เจ้ากรมพระธรรมนูญ 

6.นายชยาวุธ  จันทร  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 

7.นายวิทยา สุริยะวงศ์   อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และอดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 

8. นายพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์  รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. เป็นกรรมการและเลขานุการ  

สำหรับคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 

1. มีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นมาการดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติในการขอรับพระราชทานอภัยโทษและการกำหนดชั้นนักโทษของกรมราชทัณฑ์ เพื่อป้องกันมิให้นักโทษเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับตามกฎหมายและอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ  หรือผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อดำเนินการเฉพาะเรื่องตามที่คณะกรรมการมอบหมาย 

2.ให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือแก่คณะกรรมการในการชี้แจงข้อมูล ส่งเอกสาร ตลอดจนการดำเนินการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด  

3.ให้ประธานกรรมการรางานผลการตรวจสอบตามข้อ 2 พร้อมกับข้อเสนอแนะ หรือแนวทางแก้ปัญหาที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ที่มีคำสั่งฉบับนี้  

4. การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการ  ที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปเป็นตามพระราชกฤษฏีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 ตามระเบียบทางราชการ หรือ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แล้วแต่กรณีโดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ป.ย.ป.

“นายกฯ” สักขีพยาน ส่งมอบ – รับมอบ สวนป่า เบญจกิติ ระยะ 2 – 3 เพิ่มปอดกลางกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497274

17 ธ.ค. 2564 |14:49 น.

"นายกฯ" สักขีพยาน ส่งมอบ – รับมอบ สวนป่า เบญจกิติ  ระยะ 2 - 3  เพิ่มปอดกลางกรุง

“นายกฯ” เป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกส่งมอบ – รับมอบ สวนป่า เบญจกิติ ระยะที่ 2 – 3 บางส่วน งดให้สัมภาษณ์สื่อ บอกพูดเล่นก็ถูกตีความ

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานและสักขีพยานการลงนามบันทึกการส่งมอบ-รับมอบ สวนป่าเบญจกิติ ระยะที่ 2-3 บางส่วน ระหว่างกองทัพบกกับกรมธนารักษ์และกรมธนารักษ์กับกรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกการส่งมอบ รับมอบสวนป่าเบญจกิติ ระยะที่ 2-3 บางส่วน ระหว่างกองทัพบกกับกรมธนารักษ์ และกรมธนารักษ์กับกรุงเทพฯ ซึ่งกองทัพบกได้ก่อสร้างพื้นที่ก่อสร้างที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมมอบหนังสืออนุญาตการให้ใช้ที่ราชพัสดุใหักับกรุงเทพมหานคร

จากนั้น “นายกฯ” ได้เดินไปยังจุดทางเดินลอยฟ้า ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการฯ พร้อมชมทัศนียภาพบริเวณโดยรอบ

สำหรับการจัดสร้างสวนสาธารณะเบญจกิติ มีเนื้อที่รวมประมาณ 450 ไร่ ออกแบบสวนสาธารณะ เป็น 2 ส่วน คือ สวนน้ำ และสวนป่า โดยสวนป่าระยะที่ 1 นั้น ได้ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้กรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาและบริหารจัดการแล้ว

โครงการดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือน เม.ย. 65 ต่อจากนั้นจะเตรียมจัดงานเปิดโครงการฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 ส.ค. 65 และจะเปิดให้ประชาชนได้เข้าใช้ประโยชน์ต่อไป

โดยภายหลังจากเป็นสักขีพยานแล้วเสร็จ “นายกรัฐมนตรี” ได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการภาพภายในสวนเบญจกิติ ทั้งนี้ ระหว่างเดินเยี่ยมชมนิทรรศการ ช่วงหนึ่ง”นายกฯ”ได้ถามหาพล.ต.อ.อัศวิน ที่ยังเดินตามอยู่ข้างหลัง โดยเมื่อพล.ต.อ.อัศวิน เดินมาหา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกระเซ้าว่า ไปไหน ไม่รักกันเหรอ  เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ร่วมเดินตาม จากนั้น “นายกฯ” พร้อมคณะเดินชมทัศนียภาพบนทางเดินลอยฟ้าของโครงการ พร้อมได้แนะนำให้ปลูกต้นจามจุรีและต้นทองกวาวเพิ่มเติม

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจก่อนเดินทางกลับ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามตั้งคำถาม”นายกฯ” ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ใด ๆ โดยบอกว่า ไม่เอา พูดเล่น ไปตีความกันเยอะแยะ

“สภาล่ม” ซ้ำซาก หลัง ส.ส. แสดงตนไม่ครบองค์ประชุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497245

17 ธ.ค. 2564 |12:14 น.

"สภาล่ม" ซ้ำซาก หลัง ส.ส. แสดงตนไม่ครบองค์ประชุม

“สภาล่ม” ซ้ำซาก หลังมี ส.ส. แสดงตนนับองค์ประชุมได้แค่ 235 คน ขาด 3 คน ไม่ถึงครึ่ง ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม และก่อนสภาล่ม ประธานฯต้องสั่งพักประชุมถึงครึ่งชั่วโมง หลังเรียกแสดงตน ลงมติรายงาน กมธ.ลุ่มน้ำ แต่องค์ประชุมไม่เพียงพอ

วันที่  17 ธ.ค. 64 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้พิจารณาเรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบซึ่ง กมธ. วิสามัญ ที่มี  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ.ฯ พิจารณาแล้วเสร็จ โดยในการพิจารณาดังกล่าวเป็นขั้นตอนของการลงมติว่าจะเห็นชอบรายงานเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการหรือไม่ อย่างไรก็ดีก่อนการลงมติต้องตรวจสอบองค์ประชุม

แต่พบว่า ส.ส.ของฝั่งรัฐบาลมีจำนวนไม่พอที่จะเป็นองค์ประชุม ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านซึ่งอยู่ในห้องประชุม ไม่กดบัตรแสดงตน

ทำให้นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นตำหนิ ส.ส.ที่ขี้เกียจ ไม่มาประชุม ว่า ตอนเลือกตั้งอยากได้รับเลือกเป็น ส.ส. แต่พอเป็น ส.ส. กลับไม่มาประชุม ดังนั้นขอให้ประธานเคร่งครัดด้วยว่าหากลาประชุมเกิน 4 ครั้ง ให้พ้นสมาชิกภาพและหากลงชื่อเกินเวลา 09.30 น. ให้ถือว่ามาทำงานสาย และหากสายเกิน 5 – 10 ครั้งให้ตัดเงินเดือน อย่างไรก็ดีคนที่ไม่มาทำงาน ขอประชาชนอย่าเลือกเข้ามาให้กินเงินเดือนส.ส. และต้องประกาศรายชื่อให้ทราบด้วย

ขณะที่วิปรัฐบาลได้ร้องขอให้เวลาเพื่อรอสมาชิกเข้าห้องประชุมด้วย ทำให้นายศุภชัย กล่าวขึ้นว่า  หากองค์ประชุมไม่ครบ ก็ล่มอีก อายชาวบ้าน จากการเช็กชื่อประชุมมีทั้งหมด 260 คน หาก ส.ส.ที่อยู่ในห้องประชุมช่วยกดบัตรตรวจสอบองค์ประชุมช่วย ๆ กัน ครบแน่ ๆ  ทั้งนี้ ส.ส.มาประชุมครบองค์ประชุม แต่บางครั้ง ส.ส.แสดงความจำนงไม่เช็กองค์ประชุมให้ ถือเป็นสิทธิของส.ส.

ทำให้นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นตอบโต้ว่า  พวกเราอยู่ในห้องประชุม ส่วนองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของ ส.ส.รัฐบาล  ทำให้นายศุภชัย กล่าวตอบว่า ในข้อบังคับการประชุมไม่ระบุว่าองค์ประชุมเป็นของฝ่ายใด ดังนั้นถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของส.ส.ทุกคน และระหว่างนั้นได้กดสัญญาณเพื่อเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุม

และระหว่างนั้นส.ส.เพื่อไทย กล่าวขึ้นว่าให้ รีบตัดสินใจ ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า จะรอจนกว่าจะครบองค์ประชุม จากนั้นได้ใช้อำนาจของประธานที่ประชุม สั่งพักการประชุม 30 นาที ทั้งนี้การประชุมสภาฯ ได้พักการประชุมไป หลังจากที่เข้าสู่ระเบียบวาระได้เพียง 13 นาที เท่านั้น

การประชุมสภาฯ กลับมาพิจารณาอีกครั้งในเวลา 11.25น. หลังพักการประชุมไป 30 นาที  โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ฐานะประธานที่ประชุม กดสัญญาณเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม  แต่ยังไม่สามารถดำเนินการตามที่ระบุได้ เนื่องจาก นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย หารือว่า  หากมีการกดบัตรแสดงตนแทนกัน ระบบที่ทันสมัยจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

โดยนายศุภชัย ชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ระบุว่ากล้องบันทึกภาพในห้องประชุมสามารถบันทึกภาพในองค์รวม และการกดบัตรแสดงตนเครื่องจะบันทึกจุดที่แสดงตน ทำให้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ เพื่อตัดปัญหาการกดบัตรแทนกัน และขอให้ประกาศรายชื่อคนที่ไม่มาประชุม 

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฐานะวิปฝ่ายค้าน อภิปรายเห็นด้วยกับน.ส.รังสิมา พร้อมระบุว่าสัปดาห์หน้าขอให้วิปรัฐบาลหารือถึงการเดินหน้าการประชุมให้ราบรื่น ส่วนสัปดาห์นี้ยืนยันว่าองค์ประชุมเป็นของฝั่งรัฐบาล 

อย่างไรก็ดีมีการโต้เถียงกันระหว่างส.ส.รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน เกี่ยวกับการแสดงตนเป็นองค์ประชุม ที่เห็นไม่ตรงกัน เนื่องจากส.ส.รัฐบาล เห็นว่าองค์ประชุมควรเป็นของส.ส.ทั้งสภาฯ แต่ส.ส.ฝ่ายค้านยืนยันว่าให้เป็นความรับผิดชอบของส.ส.รัฐบาล และมีผู้เสนอให้ตรวจสอบองค์ประชุมให้ครบก่อนที่จะใช้วิธีการแสดงตนด้วยการขานชื่อ

ด้านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย หารือว่าขอให้ทำตารางการประชุมรายสัปดาห์ว่าศุกร์ใดประชุม หากประชุมมากแบบนี้ สภาเที่ยวหน้ากลับมาไม่ถึงครึ่งเพราะไม่ได้ลงพื้นที่ ตนเข้าใจคนที่มีธุระในพื้นที่แต่เมื่อนัดต้องทำหน้าที่ การทำหน้าที่ในสภาฯ​มีคำว่าฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้งนี้ตนไม่ต้องการให้มีอุบัติเหตุทางสภา แต่จำเป็นมีเบี้ยประชุม เบี้ยขยัน 

อย่างไรก็ดีการโต้เถียงดังกล่าวได้ใช้เวลาของที่ประชุม เกือบครึ่งชั่วโมง ไปพร้อม ๆ กับรอการแสดงตนของสมาชิก ทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านขอให้ประธานเร่งดำเนินการ

และเมื่อเวลา 11.50 น. นายศุภชัย ได้ประกาศผลการแสดงตนปรากฎว่ามี ผู้กดบัตรแสดงตน รวม230 คน และแสดงตนผ่านการขานชื่อ 5 คน รวมเป็นองค์ประชุม 235 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงได้สั่งปิดการประชุมไปเมื่อเวลา 11.51 น.  ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเหตุ “สภาล่ม” มาแล้วหลายครั้ง 

สำหรับ ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมดขณะนี้มีจำนวน 476 คน และองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง คือ 238 คน โดยการแสดงตนดังกล่าวขาดไปเพียง 3 คนเท่านั้น.

ชวน คาดเร็วสุดพิจารณา “ร่างกฎหมายลูก” ม.ค.-ก.พ. ปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497237

17 ธ.ค. 2564 |11:11 น.

ชวน คาดเร็วสุดพิจารณา "ร่างกฎหมายลูก" ม.ค.-ก.พ. ปีหน้า

ประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย รอ “ร่างกฎหมายลูก” เลือกตั้ง ส.ส. -พรรคการเมือง ฉบับ ครม. ก่อนบรรจุระเบียบวาระ คาดเร็วสุดพิจารณาร่างกฎหมายลูก ม.ค.-ก.พ. ปี65 แต่ไม่การันตีจะพิจารณาจบวาระ3 ทันในสมัยการประชุมนี้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์หลังจากพรรคเพื่อไทยยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่) … พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง(ฉบับที่) .. พ.ศ..ซึ่งเป็น “ร่างกฎหมายลูก” ว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ จนท.ฝ่ายกฎหมายจะตรวจสอบความถูกต้องก่อนบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม แต่ยังต้องรอร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี(ครม.)และของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเมื่อ ส.ส.เสนอร่างกฎหมายเข้ามาตามข้อบังคับการประชุมต้องบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด แต่หากมีร่างกฎหมายที่เสนอเข้ามาเพิ่มเติมและมีสาระสำคัญเดียวกันก็สามารถนำมาพิจารณาร่วมกันได้ 
          

คาดว่าอย่างเร็วที่สุด ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาเรื่องนี้ระหว่างเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ปี65 ซึ่งเป็นช่วงก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา เพราะไม่สามารถพิจารณาในปีนี้ทัน เนื่องจากการประชุมสัปดาห์หน้าได้กำหนดระเบียบวาระไว้แล้ว  นายชวน กล่าว 
           

นายชวน กล่าวด้วยว่า ไม่ยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จในวาระที่3 ทัน ในสมัยการประชุมรัฐสภานี้หรือไม่ เนื่องจากจะต้องรอพิจารณาอีกครั้งว่าที่ประชุมจะพิจารณาได้เร็วหรือไม่ 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497201

17 ธ.ค. 2564 |02:15 น.

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

เจาะลึกมุมมอง แนวคิดและวิสัยทัศน์ของ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นักการเมืองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงประเทศไทย ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นลมใต้ปีก แต่เขาจะบินไกลไปถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่ คนกรุงเทพฯ เท่านั้นคือผู้ให้คำตอบ

ผ่านมา 5 วันเต็มๆ นับแต่วันแรกที่เปิดตัวขอลงชิงชัยตำแหน่งพ่อเมืองบางกอก ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ที่คนกรุงเทพฯ คนการเมือง คนข่าว และคนไทยที่สนใจการเมือง สนใจการเลือกตั้ง สนใจความเปลี่ยนแปลง น้อยคนที่จะไม่หันมองชื่อนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีชำเลืองมองว่าเขาเป็นใคร ทำไมจู่ ๆ จึงมีชื่อฮอตฮิตติดเทรนด์ทวิตเตอร์ ติดเทรนด์อากู๋ ที่เสิร์จชื่อเมื่อไร เป็นต้องเห็นชื่อของเขาปรากฏหราในอันดับต้นๆ 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

รายการ “คมชัดลึก” ได้นั่งถก นั่งคุยในหลายเรื่องหลายประเด็นกับดร.เอ้ และล้วงลึกไปถึงความรู้สึก ตัวตนที่แท้จริงของเขา โดยเฉพาะการเลือกทิ้งหน้าที่การงานในถนนสายวิชาการ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วเบนเข็มชีวิตหันเข้าสู่ถนนสายการเมืองด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

หากเส้นทางที่เขาเลือกเดินวันนี้.. เป็นก้าวที่พลาด และนำมาซึ่งความล้มเหลวในชีวิต ลูกผู้ชายคนนี้จะยอมรับความผิดหวังครั้งนี้ได้หรือไม่ จะเป็นการเอาชื่อเสียงและความสำเร็จที่สั่งสมมาตลอดชีวิต มาทิ้งทั้งที่ยังหนุ่มแน่นอยู่หรือไม่ ดร.เอ้ ตอบอย่างมั่นใจ แต่น้ำเสียงและแววตาปิดไม่มิดว่า..เขาเองนั้นต้องการโอกาส ต้องการความไว้วางใจ และต้องการเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น 

“ความสำเร็จ ความดีในอดีต มันไม่ได้หายไปไหน อยากให้ความดี ความสำเร็จ การต่อสู้ในอดีต คนได้เห็น คนเราอยากจะรู้ว่าอนาคตเป็นยังไง ดูเขาในอดีต ดูลักษณะเขา จะได้เข้าใจเขามากขึ้น ผมอยากให้คนมองผมได้เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีบุคลิกของตัวเอง มีความกล้าหาญ บู๊ๆ หน่อย เปรี้ยวๆ หน่อย แต่ทำงานจริง กล้าที่จะพูดไปก่อน ทฤษฎีปัจจุบันต้องพูดไปก่อน  สิงคโปร์บอกจะเป็นประเทศที่ฉลาดที่สุด เด็กต้องเรียนเก่งที่สุด จีนบอกจะไปดาวอังคารก่อน ไปว่าเขาโม้ไม่ได้เพราะเขาผลักดันคนในชาติ ผมอยากให้คนไทยมีทัศนคติเปิดกว้างแบบนั้น” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

นี่เป็นความรู้สึกลึกๆ ที่ ดร.เอ้ บอกกับเรา พร้อมกับการยอมรับว่ากระแสข่าวที่อาจารย์ผู้สอนเขา “เฮอร์เบิร์ต ไอน์สไตน์” (Herbert Einstein) ศาสตราจารย์ในภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมของ MIT ไม่ได้เป็นหลานที่แท้จริงของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ตามที่เขาได้บอกไว้ในเวทีวันเปิดตัว 13 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นบทเรียนแรกทางการเมืองที่เขาได้เรียนรู้ แม้เขาจะเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจก็ตาม และเขายินดีที่จะปรับปรุงการสื่อสารใหม่ และการเลือกเปลี่ยนเส้นทางเดินจากนักวิชาการมาเป็นนักการเมือง อาชีพที่เขามองว่า “ช่างอาภัพ”

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ
เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

“ที่จริงก็จริงนะ.. การออกจากการทำงานด้านอื่นที่ประสบความสำเร็จ มาเดินสายการเมืองก็ถือเป็นอาชีพที่อาภัพ ออกมานี้คนจะมองเป็นภาพลบเสียส่วนใหญ่ เราคงต้องปรับปรุงเรื่องการสื่อสารมากกว่านี้ แต่ผมขอย้ำว่าที่ผมพูดมานี้ ผมเคยทำมาก่อนแล้วจริง ถึงแม้จะเจ็บตัวยังไง แต่มันมีผลงานที่พิสูจน์ได้จริง ๆ ในอดีตลองไปดูมา และอยากเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นน้อง รุ่นหนุ่มสาว รุ่นลูกด้วย ออกมาเถอะ มันเจ็บนะ มันไม่ง่าย แต่นี่มันบ้านของเรา ถ้าเราบ่นอย่างเดียว เราไม่ออกมาสู้ ประเทศก็ไม่เปลี่ยน กรุงเทพฯ ก็ไม่เปลี่ยน ถ้าเกิดเราพอจะมีดี มีความกล้าหน่อยเถอะ ออกมาสู้ด้วยกัน” 

คำพูดที่บ่งบอกถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะขออาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับกรุงเทพฯ และเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองอันดับหนึ่งของอาเซียน คือนโยบายที่ ดร.เอ้ ไว้ในเวทีวันเปิดตัว และบอกกับเราในวันนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเล่าถึงจุดที่ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าสู่ถนนสายการเมือง และเลือกฝากอนาคตการชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ไว้กับพรรคประชาธิปัตย์ 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

“ข้อแรก.. ผมสนใจการเมืองมาตลอด เป็นนักเปลี่ยนแปลงในทุกองค์กร สนใจการเมืองของประเทศไทย ของอเมริกา และช่วงหลังเห็นกระแสพลังการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ ข้อสอง.. พรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาส “เลือดใหม่” ที่ไม่ได้อยู่พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนให้ได้มีโอกาสเสนอตัว เข้ามามีบทบาท ซึ่งพรรคอื่นก็มีมาคุย ผมก็คุยกับทุกท่าน แต่ผมเห็นกระแสพลังความเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ เราเห็นบทบาทของคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น กิมมิกของพรรคในอดีต ตอนนี้มีสีสันมากขึ้น และข้อสุดท้าย.. ทีมงานในพื้นที่ ต้องยอมรับว่า ผมมีวิสัยทัศน์ดุดันที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ แต่ถ้าเราไม่มีทีมในพื้นที่ เป็นไปไม่ได้ เพราะระบบบริหาร ผู้ว่าฯกทม. ต้องมีทีมที่เริ่มต้นด้วยการมีอุดมการณ์เดียวกัน วันแรกที่เปิดตัวพรรคมีทีมในพื้นที่ ทั้ง 50 เขต อันนี้สำคัญ รวมทั้งความต้องการของปัญหาในพื้นที่ที่มีความละเอียด ถ้าเรามีทีมเราจะแก้ปัญหาในระดับเขตได้มากขึ้น” ดร.เอ้ 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

เมื่อได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาแล้ว คงต้องไปดูวิสัยทัศน์และแผนเปลี่ยนกรุงเทพฯ ที่เขาพูดย้ำเสมอว่า “เราทำได้” เขาจะทำอย่างไร จะแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ได้จริงหรือไม่ จะเชื่อได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่การขายฝัน ดร.เอ้ บอกอย่างมั่นใจว่า ..

“วันนี้เรื่องวิกฤติกรุงเทพฯ มันรุ่นแรงกว่าในอดีตเยอะ สมัยก่อนคนไม่เชื่อว่าน้ำจะทะลักในปี 54 และมาเจอน้ำทะลักในซังฮี้ ปัญหามันใหญ่ขึ้น ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นาทีนี้กทม.ใหญ่ขึ้น ปัญหาใหญ่ขึ้น ฉะนั้นเราต้องคิดใหญ่กว่าปัญหา ถึงจะดักทางแก้ปัญหาถูก ถึงส่งสัญญาณว่า เปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้ และผมพยายามพูดเรื่องความหวัง ความเชื่อและเราทำได้ อย่างเมืองโตเกียว ที่คนไทยชอบมาก เจอพายุไต้ฝุ่น 7-12 ลูกต่อปี โตเกียวน้ำไม่ท่วม และเขามีประชากร 10 กว่าล้านคน มีความหนาแน่น แต่รถก็ไม่ติด และก่อสร้างมากมายในช่วงโอลิมปิกแต่วัดค่า PM2.5 เจอน้อยมาก เขาเจอหนักกว่าเรา แต่เขาก็ทำได้ ทำไมกทม.ทำไม่ได้สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงโซล แม่น้ำฮานเคยเน่าเสีย วันนี้ใสสะอาด และกรุงปักกิ่งที่สอบตกโอลิมปิกเพราะค่าฝุ่น PM2.5 แต่วันนี้เขาผ่านแล้ว” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

เมื่อถามถึงปัญหากรุงเทพฯ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องใด ดร.เอ้ ตอบทันทีว่า น้ำท่วม.. อันนี้ชี้ชะตาคนกทม. น้ำท่วมปี 54 ฝนตกแป๊บเดียว น้ำทะเลหนุน น้ำทะเลลึก 9 กิโลเมตร ส่งผลทำให้ซังฮี้ น้ำประปาดื่มไม่ได้แล้ว พื้นที่กรุงเทพฯ ถ้าเกิดฝนตก น้ำฝนรอระบาย น้ำเหนือไหลบ่ามา น้ำทะเลหนุนสูง มันจะมาพร้อมกัน ผู้ว่าฯต้องแสดงบทบาสำคัญในการจัดการเรื่องนี้และต้องรู้ลึกซึ้งด้วยเพื่อคุยกับผู้ร่วมงาน ซึ่งต้องคุยกับสมุทรปราการ และสมุทรสาคร เพื่อสร้างประตูกั้นน้ำทะเลหนุนสูงเข้ากทม. 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

ดร.เอ้ บอกด้วยว่าการแก้ปัญหาในกทม.นั้น ไม่ได้ยากเพราะมีข้าราชการที่พร้อมให้ความร่วมมือ ขอเพียงมีผู้นำที่รู้จริง ก็พร้อมจะทำตาม “ที่จริงแล้วข้าราชการไทยมีเสน่ห์ และเชื่อผู้นำ แต่ถ้าผู้นำไม่แนะนำให้ทำอะไร ข้าราชการก็ไม่ทำอะไร เขาถูกสอนกันมาว่าถ้านายไม่สั่ง อย่าทำเพราะมันเสี่ยง แต่ถ้ามีนาย หรือมีผู้ว่าฯ ที่มีความรู้เรื่องนี้ มี Passion ดุดัน แก้ปัญหา เป็น และเป็นนายกฯสภาวิศวกร ทำเรื่องดินและน้ำมา ผมว่าขาจะให้ความร่วมมือ เขาจะเชื่อ และเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ และผมว่าในระยะสั้น ระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติด้วยไฟฟ้าต้องใช้แล้ว ต้องเริ่มแล้ว ในระยะกลาง แก้มลิงใต้ดินต้องทำ ในระยะยาวต้องทำเกี่ยวกับประตูกั้นน้ำทะเลหนุน” 

สำหรับการแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ดร.เอ้ บอกทางแก้แบบเห็นภาพว่า “น่าสนใจมากว่า เมืองใหญ่ทั่วโลกอย่าง นิวเยอร์ก ลอนดอน โตเกียว ปักกิ่ง สิงคโปร์ เขาใช้ระบบสัญญาณจราจรไฟอัตโนมัติมานานแล้ว แต่กทม.สัญญาณไฟจราจรเป็นของกทม. แต่ระบบการเปิด-ปิดไฟจราจรเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเขาก็ใช้ประสบการณ์เท่าที่เขามีอยู่ เขารู้เฉพาะแยกที่เขาอยู่ แต่แยกหน้าเขาไม่รู้แล้ว สุดท้ายกทม.ก็รถติดไปทั่วหมด แต่ถ้าใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ หรือ AI มาใช้จะช่วยให้ระบบการจราจรคล่องตัวมากขึ้น นี่ไม่ได้ขายความฝัน ต่างประเทศเขาทำมานานแล้ว และผมอยู่ในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ ผมจะของานสัญญาณไฟจราจรมาให้กทม.ดูแล” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ
เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

แน่นอนว่ากทม.เป็นเมืองหลวงที่มีปัญหาหลายด้าน การจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อาจต้องมีการประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือและแก้ปัญหาร่วมกัน ในเรื่องนี้ ดร.เอ้ บอกความลับให้ได้รู้ว่า “ผู้ว่าฯกทม.มีบทบาทมาก ไซต์งานก่อสร้าง ที่บอกว่าเขามี พ.ร.บ.ของเขา การไฟฟ้านครหลวง การประปา หรือแม้แต่รฟม.จะทำอะไร ก็ต้องมาขออนุญาตผู้ว่าฯกทม. ขออนุญาตเขต และเมื่อสร้างเสร็จก็ต้องคืนพื้นที่สาธารณูปโภคให้ด้วย มันมีอำนาจแฝงมหาศาลในการเจรจาต่อรอง อันนี้ชัดเจน

ตอนผมขุดอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องไปเจรจาขอใช้พื้นที่กับกทม.และต้องคืนพื้นที่ใหม่ให้ด้วย มันมีบทบาทตรงนี้อยู่ บทบาททุกงานในโลกนี้ไม่ได้เขียนไว้ 100.00% แต่บทบาทที่เกี่ยวข้องกันนี้ เขาเกรงใจกทม. และบทบาทตรงนี้สำคัญ และกฎหมายที่มีอยู่มันเอื้อ พอที่จะทำได้ กทม.มีกองวิศวกรรมจราจรที่ใช้ติดกล้อง 6 หมื่นกว่าตัว แต่ใช้ควบคุมจรจาจรเพียงไม่กี่ตัว ถ้าจะทำระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ ก็ไม่เสียเงินมากมาย เพราะใช้แต่ซอฟแวร์ เราไม่พูดถึงตำรวจ คือถ้าทำได้จริง ตำรวจเขาคงรู้สึกดี ใช่ว่าเขาอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้เพราะเขาก็เหนื่อยและเครียด”

ดร.เอ้ ยังพูดถึงการแก้ปัญหาควันพิษ ฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยว่า หากจะแก้ปัญหาอะไร ก็ต้องรู้และเข้าใจในปัญหานั้นอย่างแท้จริง อย่างโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ปล่อยฝุ่นทั้งนั้น แม้จะบอกว่าเป็น PM10 ก็อันตรายเหมือนกัน แต่รถที่ขนอิฐหินดินทรายไปสร้างอาคาร ก็ปล่อยควันดำ กทม.จะทำอะไรได้ไหม การออกใบอนุญาตและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ถ้าปล่อยฝุ่นออกมา รถออกมาทิ้งขยะ กทม.สามารถให้หยุดก่อสร้างได้ ด้วยเหตุความปลอดภัย หรือถอนใบอนุญาตได้ ก็ขึ้นอยู่ว่าจะทำไหม คือต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันและเข้มข้น 

มาถึงประเด็นเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ยังก่อสร้างส่วนต่อขยายไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งเรื่องราคาค่าโดยสารที่แพงเกินไป ในเรื่องนี้ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตรมว.คมนาคม และผู้ลงสมัครชิงชัยตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ได้เสนอแก้ไขราคาค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวไว้ที่ราคา 35 บาทตลอดสายขณะที่ ดร.เอ้ เสนอว่าควรอยู่ที่ 25 บาทตลอดสาย พร้อมกับให้เหตุผลว่า 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

“ตอนผมเป็นนายกสภาวิศวกร เขาใช้ม.44 ตั้งผมเข้าไปดูรถฟ้าสายสีเขียว ที่กทม.ดูแลอยู่ เข้าไปแล้วเห็นว่ารัฐติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้น คำแรกที่ผมคิดคือสวัสดิการ เรื่องแรกคือการเดินทางด้วยรถเมล์ รถไฟฟ้าก็ควรเป็นสวัสดิการเหมือนรถเมล์ปรับอากาศ รถเมล์ค่าโดยสาร 15-25 บาท รถไฟฟ้าเราก็อยากให้ทุกคนได้ใช้เป็นสวัสดิการ ก็ต้องมีราคาเท่ากับรถเมล์ปรับอากาศ นอกจากนี้ เราต้องเอาความสามารถในการจ่ายของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง ค่าเดินทางไม่ควรเกิน 20% ของค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน ค่ารถก็ 60 บาท ฉะนั้นถ้าเขาต้องเดินทางและต่อด้วยรถเมล์ ค่ารถไฟฟ้าราคาสูงสุด ก็ไม่ควรเกิน 50 บาท และถ้าเขา มีพ่อแม่ลูกอีก 2 คน รวมกันแล้ว เขาคงไม่มาใช้รถไฟฟ้าเอาเงินไปผ่อนรถยาริสราคา 5-6 พันบาทต่อเดือนแทน” 

ดร.เอ้ ย้ำว่า “เราถึงว่าควรตั้งราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ราคา 25 บาทตลอดสาย ผมรู้ว่ารัฐตั้งต้นผิด รัฐต้องตั้งว่านี่คือสวัสดิการเหมือนรถไฟฟ้าสายอื่น รถไฟฟ้าสายหมอชิต-อ่อนนุช จะสิ้นสุดสัญญาปี 2572 และหลังจากนั้นจะกลับมาเป็นของกทม. ก่อนโควิดประชาชนใช้บริการรถบีทีเอสทะลุล้านคนแล้ว ถ้าปี 2572 คนใช้บริการเกินล้านห้าแน่นอน คนที่จะขึ้น ถ้าราคา 20 บาท จะได้เท่าไร วันหนึ่งก็ 30 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ได้จากตั๋วราคา 20 บาท หมื่นล้านบาทต่อปี ไหนจะได้จากค่าโฆษณาอีก ร้านค้าก็เยอะขึ้น ตีแค่ 3,000 ล้านบาท ปีหนึ่งก็หมื่นสามพันล้านบาท เข้ากระเป๋าเฉย ๆ ถ้าจ้างเดินรถก็ไม่เกิน 9 พันล้านบาท เหลือ 4 พันล้านบาท สบายๆ 4 พันล้านบาท 10 ปีก็ 4 หมื่นล้านบาท  30 ปีก็แสนกว่าล้านบาท ฉะนั้น มีเงินแสนล้านบาทรออยู่ในอนาคต 

วันนี้ก่อนถึง 10 ปีเราเจออะไรบ้าง 1.บีทีเอส รับจ้างเดินรถไป 5 สถานี ตรงบางจาก-แบริ่ง ให้เขาเดินรถไปแล้วเป็นหนี้หมื่นล้าน ช่วงเหนือคูคตจนถึงสำโรง เอกชนลงทุนไปแล้ว 2 หมื่นล้าน  รวมแล้วเลยเป็นหนี้ 3 หมื่นล้าน แล้วตรงนี้จะใช้หนี้อย่างไร พูดง่ายๆ คือเงินในอนาคตนี้ออกพันธบัตรใช้ตรงนี้ได้เลย และราคา 20 บาท วันนี้คนขึ้น 3 แสนคน เฉพาะส่วนเหนือ ส่วนใต้ วันหนึ่งคนขึ้นก็ 6 ล้านบาท ปีนึงก็ 2 พันล้านบาท บวกค่าโฆษณาพันล้านบาท แค่นี้ก็สามารถดูแลได้แล้ว ไม่นับภาษีล้อเลื่อน ที่กทม.ได้จากกรมขนส่งทางบก 30% ต่อปี เอามาช่วยได้อีก ทำไมจะเก็บราคาค่าโดยสารที่ 20 บาทไม่ได้ 

แต่หนี้ก้อนใหญ่อยู่ตรงนี้คือ โครงสร้างพื้นฐาน 8 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องแฟร์กับประชาชน เพราะรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง รัฐบาลดูแลหมด แต่กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว รัฐผลักให้กทม.ดูแล และกทม.ผลักให้เอกชนดูแล รถไฟฟ้าก็เลยราคาค่าโดยสารถูกไม่ได้ ดังนั้น หนี้จากโครงสร้างพื้นฐานก็ให้รัฐดูแล แต่เมื่อรัฐคิดว่าเป็นบิสสิเนส ไม่คิดว่าเป็นสวัสดิการ ก็ต้องไปแบ่งผลกำไรกับเอกชน ทั้งที่มันเป็นของรัฐ ของลูกหลาน เป็นการผลักภาระให้คนกรุงเทพฯ”

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ
เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

สำหรับแนวคิดที่จะผลักดันให้ กทม. เป็นเมืองที่ได้รับคัดเลือกจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2036 นั้น ดร.เอ้ บอกว่าไม่ใช่ขายฝัน โดยเขาย้ำว่า “จะบอกว่าที่เสนอแบบนี้เพราะเราจัดเอเชียนเกมส์เป็นคนแรกๆ และในเอเชีย โตเกียวจัดไปแล้ว 2 ครั้ง ดังนั้น ในอาเซียนเราจะปล่อยให้สิงคโปร์ หรือจากาตาร์ จัดโอลิมปิกหรือ มันควรเป็น กทม. การเสนอจัดโอลิมปิก มันจะรวมพลังคนกทม. ผมต้องอวดบ้าน มันจะทำให้คนกทม.และรัฐบาลผลักดันทุกอย่าง ฟุตบาทจะเรียบ ระบบสาธารณูปโภคคต่าง ๆ  ไฟฟ้าจะลงดิน จะเกิดขึ้นได้จริง ฝุ่นพิษต้องไม่มี และถ้าได้รับเลือกขึ้นมาจริง ๆ กทม.จะเป็นยังไง ไม่ธรรมดา เพราะกทม.มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว 20 กว่าล้านคนอยู่แล้ว และกทม.เป็นมหานครของโลก” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

ดร.เอ้ ยังชี้ช่องด้วยว่าถ้ากทม.ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกแล้ว กทม.จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาจากภาคเอกชน กทม.เป็นโอกาสธุรกิจ “อย่าคิดว่าเป็นเงินของรัฐหมด ถ้าโอลิมปิกมาบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยได้ประโยชน์หมด จะเกิดพลัง รัฐเอกชนร่วมกันและเปลี่ยน กทม. ชีวิตคนต้องมีความกดดันหน่อย ไม่กดดันไม่อ่านหนังสือสอบ โอลิมปิก 2036 นี้อย่าหัวเราะเลย ผมว่าเป็นอะไรที่เปลี่ยนกทม. เปลี่ยนประเทศไทยจริง ๆ” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

ในตอนท้าย ดร.เอ้ ย้ำถึงแนวคิดทางการเมืองและความมุ่งมั่นตั้งใจในการอาสาขอเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเขายอมเจ็บตัว แต่เขามาเพื่อเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม.. 
“ผมมีความสุขทุกวัน ไม่ใช่ผมไม่เคยเจอทัวร์ลงนะ ไปดูประวัติเลย ทุกเรื่อง เพราะว่าฉายา The Disruptor เมืองไทย ที่จีเอ็มเขาให้ หรือนักเปลี่ยนแปลง คือลุย ผมเจอมาทุกเรื่อง ที่มหาวิทยาลัยก็เจอ ลุยมาหมด ผมมาเพื่อเปลี่ยนแปลง ผมคิดที่จะมาเปลี่ยนแปลง นักเปลี่ยนแปลงก็เจ็บทุกคน และพร้อมยอมรับแรงกดดัน เป็นตัวอย่างให้หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ดูพี่เอ้ พี่อยากเป็นตัวอย่าง เจ็บ แต่เราก็ต้องทนเพื่อดึงคนรุ่นใหม่ที่เก่ง ดี มีความสามารถ น่าจะเป็นผู้นำประเทศได้ แต่กลัวเจ็บ ดึงคนรุ่นใหม่ที่เก่งกว่า และมีความพร้อมได้ออกมาช่วยประเทศกัน นั่นคือความตั้งใจของผม”

ส่วนจุดอ่อนของเขานั้น เขาบอกว่า “คนกทม.หลายกลุ่ม ผมยังไม่รู้จัก บุคลิกของนักเปลี่ยนแปลงจะใจร้อน ดุดัน เอาจริงเอาจัง พร้อมที่จะลุย รุ่นน้องบอกว่าผมเป็นนายขนมต้ม หน้าตาแหกยับเยิน แต่ก็สู้ไม่ถอย หน้าตาดูแล้วอาจจะไม่ถูกชะตา ชอบ-ไม่ชอบพรรคผม ผมอยากมาเปลี่ยนแปลงกทม. ท่านอาจจะมีขวัญใจ ชอบ-ไม่ชอบ ก็ขอให้มาใช้ผม มาบ่นเยอะๆก่อนมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีคนเขียนจดหมาย สวดมนต์ว่าอย่ามาอยู่พรรคนี้เลย ผมก็คิดไตร่ตรองทุกอย่างและคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว และคนกทม. ไม่เหมือนเลือกส.ส. แต่กทม.กำลังจะจมน้ำ ปัญหาฝุ่นและการศึกษาแย่ เขาอาจจะไม่ถูกใจพรรคผม ไม่ถูกใจผมบ้างในหลาย ๆ เรื่อง แต่ถ้าเขาเห็นเป็นนักสู้ที่ทน นักเปลี่ยนแปลงที่ทน เขาก็อาจจะเลือกเพื่อมาใช้ผม และด่าผมได้ ต่อให้ชอบ ไม่ชอบพรรคผมก็ไม่เป็นไร” 

เปิดวิสัยทัศน์ ดร.เอ้ บนเส้นทางความเชื่อ เปลี่ยนกรุงเทพ “เราทำได้” จริงหรือ

ก่อนจบบทสนทนา ถามดร.เอ้ว่าถ้าสิ่งที่ตัดสินใจวันนี้ไม่เป็นตามที่คาดหวัง จะกลับไปสวมเสื้อนักวิชาการ หรืออนาคตจะก้าวสู่เส้นทางการเมือง เขาตอบว่า “ไม่คิดอนาคตเลย เหมือนตอนที่ผมคิดสร้าง รพ.พระจอมเกล้าฯ ประกาศจะสร้าง รพ.ไป คนยังไม่เชื่อเลยว่าจะสร้างรพ.ได้ เพราะเริ่มจากศูนย์บาท ตอนนี้ตอกเสาเข็มแล้ว เราเกิดเป็นคนไทย ถูกข่มขืนมา ถูกรังแกด้วยความไม่เชื่อมาทั้งชีวิต ทำไมผมถึงไปซ้ำเติมเขา เอ้-สุชัชวีร์ คนนี้พร้อมที่จะเชื่อ พร้อมที่จะลุย ผมเชื่อว่าคนกทม.จะกรุณาให้โอกาสผมมารับใช้ และผมก็ไม่คิดเลยว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับผม และถ้าจะล้มเหลวก็พร้อมจะยอมรับ” เขาย้ำถึงความตั้งใจที่บ่มเพาะมาตลอด 30 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาของกทม. หากเขามีโอกาสได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

“4 กุมาร” เริ่มเคลื่อนไหว สนธิรัตน์ โพสต์ภาพนั่งจิบกาแฟคุยกับ อุตตม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497198

17 ธ.ค. 2564 |01:19 น.

"4 กุมาร" เริ่มเคลื่อนไหว สนธิรัตน์ โพสต์ภาพนั่งจิบกาแฟคุยกับ อุตตม

“กลุ่ม 4 กุมาร” เริ่มเคลื่อนไหว สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โพสต์ภาพนั่งจิบกาแฟคุยเรื่องอนาคตประเทศไทยกับอุตตม สาวนายน แถมทิ้งท้าย จะมาเล่าให้ฟังต่อ ๆ ไป

นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงานและอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ  ได้โพสต์เฟซบุ๊กภาพขณะนั่งจิบกาแฟพูดคุยกับนายอุตตม  สาวนายน  อดีต รมว.คลังและอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  พร้อมกับโพสต์ข้อความว่าคุยกันหลายเรื่องครับ  มุมมองของเรา 2 คน ยังเป็นเรื่องอนาคตประเทศไทย แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อ ๆ ไปนะครับ

"4 กุมาร" เริ่มเคลื่อนไหว สนธิรัตน์ โพสต์ภาพนั่งจิบกาแฟคุยกับ อุตตม

ทั้งนี้นายสนธิรัตน์และนายอุตตมจัดอยู่ใน “กลุ่ม 4 กุมาร” ซึ่งนอกจากทั้งสองคนแล้ว มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษาฯและอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ,นายกอบศักดิ์  ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยร่วมทำงานกันในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 1 และมีบทบาทในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐแต่เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรคเกี่ยวกับโควต้ารัฐมนตรี ทำให้ทั้งสี่คนประกาศลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับมีข่าวเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ 

ขณะที่ก่อนหน้านี้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบภาคใต้ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า  “I shall return (ฉันจะกลับมา)” และมีข่าวว่านายนิพิฏฐ์จะไปเป็นร่วมงานกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เพื่อก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่ออนาคตประเทศไทยที่ดีกว่าโดยอยู่ในระหว่างกระบวนการจัดหาทีมนักการเมืองมาร่วมงานและพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่จะไม่ทะเลาะกับใคร เน้นฟื้นเศรษฐกิจประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง รวมไปถึงภาคใต้

อีกทั้งนายนิพิฏฐ์  ได้เคยให้สัมภาษณ์ในวันที่เดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยจะลง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และได้รับหน้าที่ให้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ด้วย โดยพรรคการเมืองที่นายนิพิฏฐ์สังกัดจะเปิดตัวช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 ตั้งแต่นี้ถือว่าตนได้เปลี่ยนค่าย เหมือนนักกีฬา เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ก็จะสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ตามกติกาและกฎหมาย

“นิพนธ์” เตือน 16-18 ธ.ค.นี้ ภาคใต้ตอนล่าง เสี่ยง น้ำท่วมฉับพลัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497185

16 ธ.ค. 2564 |21:25 น.

"นิพนธ์" เตือน 16-18 ธ.ค.นี้ ภาคใต้ตอนล่าง เสี่ยง น้ำท่วมฉับพลัน

“นิพนธ์” เตือน 16-18 ธ.ค.นี้ ภาคใต้ตอนล่าง มีนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูลเสี่ยง น้ำท่วมฉับพลัน เร่งผู้ว่าฯ ปภ. เตรียมความพร้อม รับมือช่วยเหลือประชาชนทันที

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)และกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศสถานการณ์ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่มีกำลงแรงบริเวณด้านตะวันออกของประเทศมาเลเซีย

และคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าปกคลมประเทศมาเลเซียและภาคใต้ตอนล่าง ของประเทศไทยในคืนนี้ (16 ธ.ค.64) ทำให้ภาคใต้ตอนล่าง มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ทำให้เสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก 

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งพื้นที่ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ ได้แก่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบ ตรัง และสตูล สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง

โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟาคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สาหรับทะเลอันดามัน คลื่นสูง 1-2 เมตร

นายนิพนธ์ ยังกล่าวอีกว่า ได้มีการเตรียมการในพื้นที่โดยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ปภ.ให้เตรียมความพร้อมการปฏิบัติทั้งกำลังคนและเครื่องจักรปภ.เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ 

“ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณดังกล่าวและบริเวณชายฝั่งทะเลให้ระมัดระวังการเดินทางสัญจร พร้อมทั้งติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด”รมช.มหาดไทย กล่าวในที่สุด

เปิดคำสั่งปิดปาก “อัยการ” ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497184

16 ธ.ค. 2564 |20:52 น.

เปิดคำสั่งปิดปาก "อัยการ" ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย

เปิดระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการให้ข่าว ถึง “อัยการ” ทั่วประเทศ ระบุชัด ห้ามอัยการที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงให้ข่าวเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมายและต้องทำเรื่องขออนุญาตผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ฝ่าฝืนผิดวินัย

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด (อสส. ) ได้ลงนามในระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารพ.ศ. ๒๕๖๔ โดยเนื้อหาในระเบียบดังกล่าวที่ให้ “อัยการ”ทั่วประเทศยึดถือปฏิบัติ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ข่าวเกี่ยวกับคดีและข่าวเกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุด

โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า การให้ข่าวเกี่ยวกับคดี ข่าวเกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุด ข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ. ) เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมายหรือโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เท่านั้น(ข้อ ๕ของระเบียบฯ ) 

โดยยกเว้นให้เลขานุการ ก.อ. เป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการประชุม ก.อ.และหัวหน้าหน่วยงานภายในหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหรือ จนท.ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้น เป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดที่อยู่ในความรับผิดชอบ หรือข่าวในลักษณะวิชาการหรือข้อมูลซึ่งสมควรเผยแพร่แก่ประชาชนได้ (ข้อ ๖ ของระเบียบฯ )

นอกนั้นแล้วกรณี “ข้าราชการอัยการ” และบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดที่ไม่มีหน้าที่ในการให้ข่าว ประสงค์จะให้สัมภาษณ์ เป็นพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ร่วมสนทนาในรายการหรือเข้าร่วมรายการต่าง ๆ ที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนในด้านข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ความรู้ ชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือดำเนินการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด หรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย โดยให้เสนอเรื่องผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขออนุญาต (ข้อ ๑๓ ของระเบียบฯ )


การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย (ข้อ ๑๕ วรรค ๒ )

ทั้งนี้รายละเอียดของระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๖๔  มีดังนี้

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าว
และบริการข่าวสารให้มีความเหมาะสมดำเนินไปด้วยความถูกต้อง เรียบร้อย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ อัยการสูงสุดจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้

เปิดคำสั่งปิดปาก "อัยการ" ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและ
บริการข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๖๔”

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป


ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร


ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

ข่าว หมายความว่า ข่าวหรือข้อเท็จจริงในทางราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับทางราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด

การให้ข่าว  หมายความว่า การแจกจ่าย เผยแพร่ แถลง ชี้แจง ให้สัมภาษณ์ การเขียนเรื่อง เขียนบทความ การพูดออกอากาศ ร่วมสนทนาในรายการ หรือเข้าร่วมรายการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับข่าวของ สนง.อัยการสูงสุดแก่สื่อมวลชนกับให้หมายความรวมถึงการสื่อสารอื่นใดผ่านเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

บริการข่าวสาร  หมายความว่า การแจกจ่ายและเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้เป็นความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ

สื่อมวลชน หมายความว่า หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิหยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สำนักข่าว สำนักข่าวสาร สำนักข่าวออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ หรีอสื่ออื่น ๆ ที่ไปถึงมวลชน

หน่วยงานภายใน หมายความว่า หน่วยงานภายในตามประกาศ ก.อ. เรื่องการแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด

บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด  หมายความว่า ลูกจ้าง พนักงานราชการ และบุคคลที่สำนักงานอัยการสูงสุดจ้างตามสัญญาเพื่อปฏิบัติงาน

ข้าราชการฝ่ายอัยการ  หมายความว่า ข้าราชการฝ่ายอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  หมายความว่า ข้าราชการอัยการที่ได้รับแต่งตั้งจากอัยการสูงสุดให้มีหน้าที่เป็นโฆษกกับให้หมายความรวมถึงรองโฆษก ผู้รับผิดชอบดำเนินงานในการให้ข่าวและบริการข่าวสาร ดำเนินการทางด้านประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดกับประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งการเสนอแนะและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้ข่าวและบริการข่าวสาร

เปิดคำสั่งปิดปาก "อัยการ" ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย

หัวหน้าหน่วยงานภายใน  หมายความว่า อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ อัยการจังหวัด และเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด

ก.อ . หมายความว่า คณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

ข้อ ๕ อัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย หรือโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดสามารถให้ข่าวเกี่ยวกับการประชุม ก.อ. ข่าวเกี่ยวกับคดี ข่าวเกี่ยวกับนโยบายของอัยการสูงสุดหรือสำนักงานอัยการสูงสุด ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือข่าวในลักษณะวิชาการหรือข้อมูลซึ่งสมควรเผยแพร่แก่ประชาชน และบริการข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอัยการสูงสุดหรือสำนักงานอัยการสูงสุด

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดอาจขอให้พนักงานอัยการและหน่วยงานภายในส่งข้อมูลข่าวสารและสนับสนุนการแถลงข่าวตามความจำเป็น รวมถึงแต่งตั้งคณะทำงานหรือบุคคลที่เห็นสมควรเพื่อร่วมดำเนินการในการประชาสัมพันธ์ได้ตามความเหมาะสม


ข้อ ๖ ภายใต้บังคับข้อ ๕ การให้ข่าวและบริการข่าวสารอาจกระทำได้โดยบุคคลดังต่อไปนี้


(๑) เลขานุการ ก.อ. เป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการประชุม ก.อ.


(๒) หัวหน้าหน่วยงานภายในหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้น เป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดที่อยู่ในความรับผิดชอบ หรือข่าวในลักษณะวิชาการหรือข้อมูลซึ่งสมควรเผยแพร่แก่ประชาชน

ข้อ ๗ การให้ข่าวและบริการข่าวสารของสำนักงานอัยการสูงสุดที่อาจมีผลกระทบต่อการสั่งคดีและการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการของพนักงานอัยการหรือคดีที่กำลังหรืออาจจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของพนักงานอัยการจะกระทำมิได้


การให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับคดีซึ่งอาจกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลหรือนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เป็นหน้าที่ของโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้น โดยให้ขอความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมายก่อนให้ข่าวหรือบริการข่าวสาร เว้นแต่อัยการสูงสุดจะสั่งเป็นอย่างอื่น และเมื่อให้ข่าวหรือบริการข่าวสารแล้ว ให้รายงานอัยการสูงสุดทราบทันที


ข้อ ๘ เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สำนักงานอัยการสูงสุดมีเอกภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ตามนโยบายของรัฐ ให้สำนักสารนิเทศและประชาสัมพันธ์มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) วางแผนและดำเนินการประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานอัยการสูงสุด


(๒) ติดตามและตรวจสอบข่าวเกี่ยวกับคดีที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนสนใจ รวมทั้งข่าวอื่น ๆและความเห็นทางวิชาการที่ปรากฎทางสื่อมวลชนซึ่งเกี่ยวข้องหรืออาจมีผลกระทบต่อนโยบาย บทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด แล้วสรุปวิเคราะห์เสนอโดยตรงต่ออัยการสูงสุด ทั้งนี้ ให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เปิดคำสั่งปิดปาก "อัยการ" ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย
(๓) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข่าวและเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์

(๔) ประสานงานกับสื่อมวลชนและเตรียมการแถลงข่าว


(๕) สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตามข้อ ๕ และข้อ ๖


(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ หรือตามที่อัยการสูงสุด หรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย ได้มอบหมาย


ข้อ ๙ การให้ข่าว แถลงข่าว และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนควรระมัดระวังการใช้ถ้อยคำหรือกิริยาท่าทางอันจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น ควรใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางเพื่อไม่ให้เป็นการประจานหรือดูหมิ่น เหยียดหยามผู้อื่น และควรจัดเตรียมเอกสารข่าวแจกประกอบการแถลงข่าว โดยเอกสารข่าวนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น เพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นประโยชน์ในการนำเสนอข่าวของ
สื่อมวลชน และให้ประชาชนได้รับทราบข่าวที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความจริง

ข้อ ๑๐ เมื่อมีข่าวอันเกี่ยวกับกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน หรือข่าวอันอาจเกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุด ให้โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ ๖ ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น ๆดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที แล้วรายงานผลให้อัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว

ข้อ ๑๑ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ ๖ มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาให้ข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุดอย่างรอบคอบ โดยเลือกใช้สื่อมวลชนตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อถือของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นสำคัญกับเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดหรือขัดแย้งกับหน่วยงานอื่น หรือทัศนคติที่ไม่ดีต่อสำนักงานอัยการสูงสุด

กรณีที่มีข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุดขัดแย้งกัน หรือขัดแย้งกับหน่วยงานอื่นของรัฐให้โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ ๖ ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น ๆ เสนอตามลำดับชั้นเพื่อพิจารณาประสานการปฏิบัติเพื่อยุติข้อขัดแย้งแล้วให้รายงานอัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว พร้อมชี้แจงให้ประชาชนทราบ

ข้อ ๑๒ การให้ข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุดให้กระทำ ณ ที่ทำการของผู้ให้ข่าวหรือที่ตั้งสำนักงานอัยการสูงสุด หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสม

ข้อ ๑๓ กรณีข้าราชการฝ่ายอัยการ และบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดที่ไม่มีหน้าที่ในการให้ข่าวตามข้อ ๕ และข้อ ๖ ประสงค์จะให้สัมภาษณ์ เป็นพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ร่วมสนทนาในรายการหรือเข้าร่วมรายการต่าง ๆ ที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนในด้านข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ความรู้ ชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือดำเนินการอื่น ๆ
ในทำนองเดียวกันจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด หรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย ทั้งนี้ให้เสนอเรื่องผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขออนุญาต

ข้อ ๑๔ กรณีข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดประสงค์เผยแพร่ข้อความ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวรวมถึงการเขียนเรื่อง บทความ ผ่านทางสื่อมวลชนให้กระทำได้แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายหรือระเบียบนี้ ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวต้องไม่เกิดความเสียหายหรืออาจกระทบกระเทือนต่อสำนักงานอัยการสูงสุด บุคคลใด หรือหน่วยงานใด โดยผู้เผยแพร่หรือผู้เขียนไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ

กรณีที่ผู้เขียนเรื่องหรือบทความตามวรรคหนึ่งใช้นามแฝงหรือนามปากกา ให้แจ้งนามแฝงหรือนามปากกาให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบด้วย

ข้อ ๑๕ “ข้าราชการฝ่ายอัยการ”และบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งไม่มีหน้าที่ในการให้ข่าว ห้ามมิให้ให้ข่าว เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามข้อ ๑๓ หรือเป็นการกระทำโดยชอบตามข้อ ๑๔

การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง หรือข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔ ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย

การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หากเป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง อาจถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

เปิดคำสั่งปิดปาก "อัยการ" ให้ข่าว ฝ่าฝืนฟันวินัย

ข้อ ๑๖ ให้อัยการสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้

บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

ลงชื่อ สิงห์ชัย ทนินซ้อน

(นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน)

อัยการสูงสุด

ศาลฎีการับคำร้องคดี “อนุรักษ์” เรียกรับเงิน 5 ล. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497177

16 ธ.ค. 2564 |20:24 น.

ศาลฎีการับคำร้องคดี "อนุรักษ์” เรียกรับเงิน 5 ล. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ศาลฎีการับคำร้องคดี “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ถูก “ป.ป.ช.” ร้องคดีฝ่าฝืนจริยธรรม ปมเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท แลกกับการผ่านงบฯ กรมทรัพยากรน้ำ ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา อ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 4/2564  ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง และนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาทจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แลกกับการผ่านงบประมาณ ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้ 

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน มีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7, 8, 9 และ 27 

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องบรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหา พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ และผู้ร้องดำเนินการตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 ครบถ้วนแล้ว จึงมีคำสั่งให้รับคำร้อง 

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้คัดค้านย่อมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 วรรคสาม นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 9.30 น.