ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย “หลังคนไทยนองเลือด…ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน”EP.9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497120

16 ธ.ค. 2564 |18:39 น.

ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย “หลังคนไทยนองเลือด…ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน”EP.9

หลังผ่านพ้นวันมหาวิปโยค เข้าสู่โหมดการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญอีกฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่ว่ากันว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะว่า มีบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าและเป็นแบบเสรีนิยมมากขึ้น ในหลายเรื่องด้วยกัน ติดตามได้จากย้อนรอย 89ปีรธน. EP.9


ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย “หลังคนไทยนองเลือด…ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน”EP.9
 
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10  มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้นถึง 238 มาตรา ซึ่งมากกว่ารัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนมาทุกฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ร่างขึ้นในบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย หลังผ่านพ้น “วันมหาวิปโยค”จนถูกขนานว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะว่า มีบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าและเป็นแบบเสรีนิยมมากขึ้น ในหลายเรื่องด้วยกัน 
 

ย้อนรอย 89 ปีรธน.ไทย “หลังคนไทยนองเลือด…ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน”EP.9

โดยเริ่มต้นในหมวด 1 บททั่วไป ได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ รัฐธรรมนูญ 


 
และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกว่า “ในการสืบราชสันตติวงศ์นั้น ในกรณีที่ไม่มีพระราชโอรส รัฐสภาอาจให้ความเห็นชอบในการให้พระราชธิดาสืบราชสันตติวงศ์ได้” นอกจากนี้ยังได้มีบทบัญญัติอันเป็นการเพิ่มหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และประโยชน์ของประชาชนไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านๆ มาก่อนหน้านั้น


 
รัฐธรรมนูญร่างขึ้นในรัฐบาลของ “นายสัญญา ธรรมศักดิ์”ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศหลัง”เหตุการณ์ 14 ตุลา”ซึ่งจากเข้ารับหน้าที่นายสัญญา ได้ประกาศให้สัญญาประชาคมกับประชาชนว่า จะเร่งร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และจะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในประเทศโดยเร็ว จากนั้นจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจำนวน 18 คน 

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายสัญญา ธรรมศักดิ์
 
โดยคณะกรรมการชุดนี้ ได้นำเอา “รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492” มาเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้การยกร่างแล้วเสร็จได้ภายใน 3 เดือน และจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข แต่คณะรัฐมนตรีก็แก้ไขเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 จำนวน 238 มาตรา


 
แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะได้การยอมรับถึงความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แม้จนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังผ่านกรณี 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเข้าร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่

พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
 

แต่ในที่สุดผ่านไปเพียง 2 ปี รัฐธรรมนูญฉบับที่น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติการเมืองไทย ก็ถูกฉีกจนได้ เมื่อมีการทำรัฐประหารขึ้นอีก โดย “พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่”เป็นหัวหน้าคณะ และมี “พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เป็นเลขาธิการคณะ 

หลังเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ทำให้การเมืองไทยยุคนั้น ต้องหมุนกลับไปสู่วงจรเดิม คือ “รัฐประหาร” และต้องประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” ก่อนจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดให้มีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร กลายเป็นกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนเวียนกลับมาที่เดิม แบบต่างกรรมต่างวะระกันอีกครั้ง

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

รังสิมันต์เดินหน้าจี้ “นายกฯ-ผบ.ตร.” รับผิดชอบ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มจะนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497149

16 ธ.ค. 2564 |17:10 น.

รังสิมันต์เดินหน้าจี้ “นายกฯ-ผบ.ตร.” รับผิดชอบ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มจะนะ

รังสิมันต์ โรม เดินหน้าจี้ “นายกฯ-ผบ.ตร.” รับผิดชอบกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มรักษ์จะนะท้องถิ่น หลังกมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เชิญ ผบ.ตร.มาชี้แจง แต่ไร้เงา ลั่นเจอกันแน่ 7 ม.ค.นี้ที่สตช. พร้อมเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับชาวจะนะ 37 ราย ที่ถูกจับกุม

วันนี้ (16 ธ.ค.) ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน แถลงข่าวกรณีที่มีการร้องเรียนถึงการสลายการชุมนุมของ “เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น” ที่มาทวงสัญญาจากรัฐบาลถึงการดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล 

รังสิมันต์เดินหน้าจี้ “นายกฯ-ผบ.ตร.” รับผิดชอบ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มจะนะ

นายรังสิมันต์ กล่าวว่าในวันนี้ ทางกมธ.ได้เชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น เพื่อมาหาทางออกและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าสะเทือนใจอีกแต่ปรากฏว่า กมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะว่าส่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องการทำสำนวนในการสอบสวนมาเท่านั้น ไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสั่งการให้มีการจับกุม หรือกระทำการเกินกว่าเหตุมา ถือว่าเป็นที่น่าผิดหวัง ดังนั้น ในส่วนนี้ กมธ. ได้มีมติว่าจะส่งหนังสือไปหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงการไม่ได้รับความร่วมมือในกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ กมธ.ได้มีมติว่าจะเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 7 มกราคม 2565 เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติการดำเนินคดีกับพี่น้องชาวจะนะทั้ง 37 ราย ที่ถูกควบคุมตัวไปยังสโมสรตำรวจ เพราะการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มีเจตนาทำผิดกฎหมาย พวกเขาเพียงแค่ต้องการให้รัฐบาลรักษาสัญญา ซึ่งการพูดคุยในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

รังสิมันต์เดินหน้าจี้ “นายกฯ-ผบ.ตร.” รับผิดชอบ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มจะนะ

นอกจากนี้ กมธ. ยังมีมติที่จะลงพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะที่เป็นปัญหา เพื่อที่ กมธ. จะได้ทำหน้าที่เป็นสะพานในการสร้างความเข้าใจ นำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน  และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้มากที่สุด โดยในเบื้องต้นคาดว่าการลงพื้นที่จะเกิดขึ้นหลังจากการไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สภาฯ ตั้ง 5 คณะอนุกรรมาธิการฯ เดินหน้าพิจารณาเปิดกาสิโนถูกกฎหมายรอบด้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497130

16 ธ.ค. 2564 |15:47 น.

สภาฯ ตั้ง 5 คณะอนุกรรมาธิการฯ เดินหน้าพิจารณาเปิดกาสิโนถูกกฎหมายรอบด้าน

สภาฯ ตั้ง 5 คณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมาพิจารณาเกี่ยวกับการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นิสิต นักศึกษาร่วมเป็นกมธ.วิสามัญฯ เผยสัปดาห์หน้าเชิญ คลัง สตช. และมหาดไทย ให้ข้อมูลการจัดเก็บรายได้และภาษี จากการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร

น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร  (Entertainment Complex) การจัดเก็บรายได้และภาษีจากธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันผิดกฎหมาย การแพร่ระบาดของตู้เกมพนันไฟฟ้าและการพนันออนไลน์ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ในวันนี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติในการดำเนินงานดังนี้คือ

1.คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำหนดนัดประชุมเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 น. 
2.ที่ประชุมได้พิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงาน และมีมติร่วมกันตั้งคณะอนุกรรมาธิการ จำนวน 5 คณะ ประกอบด้วย 
2.1 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมาย การจัดเก็บรายได้และภาษี จากการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex)
2.2 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาพื้นที่ความเป็นไปได้และหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex)
2.3 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการลงทุนและรูปแบบการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex)
2.4 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารูปแบบธุรกิจ Gaming 
2.5 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) 

ทั้งนี้ ในที่ประชุมที่มีนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เป็นประธานได้เสนอว่าต้องการเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาคประชาชนที่มีความสนใจ ทั้งนิสิต นักศึกษา หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นี้ เพื่อสร้างและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้กำหนดนัดประชุมครั้งต่อไป เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้และภาษี จากการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) โดยจะเชิญผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาให้ข้อมูลต่อที่ประชุมในวันที่ 23 ธ.ค. นี้ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

‘อนุทิน’ ประกาศหนุนหน่วยงานสร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497122

16 ธ.ค. 2564 |15:04 น.

‘อนุทิน’ ประกาศหนุนหน่วยงานสร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ

“อนุทิน” ชี้ โควิด-19 ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมประกาศสนับสนุนให้หน่วยงาน-องค์กรที่เกี่ยวข้องกับมติสมัชชาฯ นำนโยบายสาธารณะที่เกิดจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30 น. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “พลังพลเมืองตื่นรู้ … สู้วิกฤตสุขภาพ” เป็นวันที่สอง ท่ามกลางความสนใจและมีผู้เข้าร่วมผ่านทาง onsite และ online เป็นจำนวนมาก

สำหรับงานในวันแรก สมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ ได้ให้ฉันทมติและรับรองข้อมติ 3 ในระเบียบวาระ ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 2. การคุ้มครองการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม 3. การจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ โดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งจากส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ รวม 60 แห่ง ได้ร่วมกันขึ้นกล่าวถ้อยแถลงพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ทั้ง 3 มติ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

‘อนุทิน’ ประกาศหนุนหน่วยงานสร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ

ในส่วนของงานวันที่สอง มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ผ่านมา โดย ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) การแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน โดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และหัวข้อ “สุขภาพองค์รวม จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุ แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และเวทีทัศน์ “ทิศทางโลก ทิศทางไทย: โอกาสและความท้าทาย”

‘อนุทิน’ ประกาศหนุนหน่วยงานสร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ

“นายอนุทิน” ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า โควิด-19 ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ที่ต้องตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลัง

“นายอนุทิน” กล่าวว่า การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความครอบคลุมทางสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินการเชื่อมโยงใน 5 มิติ ตามที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นั่นคือการพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง สันติภาพและความยุติธรรม และที่สำคัญคือความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 ตามกรอบการพัฒนาของโลกภายใต้หลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในช่วงปี 2566-2570 ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับการจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่สร้างการมีส่วนร่วมหลากหลาย เกิดกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน และจะนำไปสู่การสร้างพลังของพลเมืองที่ตื่นรู้ ที่จะพาประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตและสู่สุขภาวะได้อย่างยั่งยืน  นายอนุทิน กล่าว

“นายอนุทิน” กล่าวอีกว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และประธาน คสช. ยินดีที่จะสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม และเชื่อว่าความเห็นร่วมที่แสดงออกผ่านถ้อยแถลงของผู้แทนหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในอดีตจนถึงปัจจุบันว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมีการจัดงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีมติสมัชชาสุขภาพฯ แล้ว 87 มติ เมื่อรวมกับที่ได้รับฉันมติเพิ่มเติมในงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 อีก 3 มติ จะรวมเป็น 90 มติ โดยที่ผ่านมา คมส. ได้จัดกลุ่มมติสมัชชาสุขภาพฯ ออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและวางแนวทางการขับเคลื่อน

ทั้งนี้ ได้แก่ 1. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่มีการขับเคลื่อนและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนโดยกระบวนการและ กลไกนโยบายที่มีอยู่ (Achieved) จำนวน 36 มติ 2. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง (On-going) จำนวน 34 มติ 3. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ทำการทบทวนมติเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ (To be revisited) จำนวน 4 มติ และ 4. มติที่ควรยุติการรายงานการขับเคลื่อน 13 มติ

กมธ.ป.ป.ช. ลุยสอบบ้านพักนายกฯ อีกครั้ง จ่อเชิญ รมว.คลังชี้แจง 22 ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497116

16 ธ.ค. 2564 |14:22 น.

กมธ.ป.ป.ช. ลุยสอบบ้านพักนายกฯ อีกครั้ง จ่อเชิญ รมว.คลังชี้แจง 22 ธ.ค.นี้

กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ ลุยสอบ กรณีนายกฯ ใช้บ้านพักหลวงอยู่อาศัย แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถใช้บ้านพักหลวงของกองทัพได้ พร้อมจ่อเชิญ รมว.คลังชี้แจง 22 ธ.ค.นี้ หลังปล่อยให้ใช้งบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์ต่อพล.อ.ประยุทธ์

วันนี้ (16 ธ.ค.) ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีที่มีผู้ร้อง คือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขอให้ กมธ.สอบหาข้อเท็จจริงว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ ศ 2561 มาตรา 128 หรือไม่ เหตุเพราะกองทัพบกอนุญาตให้ พล.อ. ประยุทธ์ พักอาศัยในบ้านพักรับรองโดยใช้งบประมาณของกองทัพบกจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า

กมธ.ป.ป.ช. ลุยสอบบ้านพักนายกฯ อีกครั้ง จ่อเชิญ รมว.คลังชี้แจง 22 ธ.ค.นี้

นายธีรัจชัย กล่าวว่า เรื่องนี้มีการสอบข้อเท็จจริงจากกรรมาธิการฯ มาระยะเวลาพอสมควรตั้งแต่หลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถเข้าพักอาศัยในบ้านพักดังกล่าวได้ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีได้รับเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใดมากกว่า 3,000 บาทหรือไม่ และเป็นการรับโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้อ้างถึงระเบียบกองทัพบกว่าด้วย การเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ.2548 ที่ออกโดย พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ที่ระบุว่า “คุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กับกองทัพบกและประเทศชาติ และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว” ซึ่งมีข้อสงสัยว่าเป็นการออกระเบียบโดยอาศัยกฎหมายอะไร เพราะไม่มีการอ้างอิงตัวบทกฎหมายแม่ ซึ่งเป็นที่มา แต่เป็นการออกโดย ผบ.ทบ.เอง และยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าการ
 

ดังนั้น หากพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐธรรมนูญ, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ,กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จะเห็นได้ว่ากฎหมายเหล่านี้มีเจตนารณ์สอดคล้องกันว่า ให้การเบิกจ่ายเงินแผ่นดิน ของหน่วยงานรัฐ เป็นไปด้วยความโปร่งใส มีความคุ้มค่า และสามารถตรวจสอบได้ โดยมีกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางมีหน้าที่ควบคุมดูแล กำหนดหลักเกณฑ์กลางให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติ หมายความว่า หน่วยงานต่าง ๆไม่สามารถออกระเบียบเองตามอำเภอใจได้ แล้วทำไมในกรณีดังกล่าว กรมบัญชีกลาง และกระทรวงกลางคลัง จึงไม่ตรวจสอบ หรือเพราะเป็นบ้านพักรับรองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) ทางกมธ.ได้เชิญปลัดกระทรวงการคลังพร้อมด้วยอธิบดีกรมบัญชีกลางมาชี้แจงต่อ กมธ. โดยทางตัวแทนปลัดกระทรวงกลางคลัง อ้างว่า กระทรวงการคลังมีหน้าที่เพียงตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณหน่วยงานของรัฐตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ โดยหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องรับรองความถูกต้องเอกสารการเบิกจ่ายของตนว่าเป็นไปโดยถูกต้อง และยืนยันว่ากระทรวงการคลัง “จะไม่ดำเนินการตรวจสอบกรณีการเบิกจ่ายงบประมาณกองทัพบกไปสนับสนุนค่าน้ำค่าไฟให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยอ้างว่าการตรวจสอบควรเป็นหน้าที่ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเข้าอาศัยบ้านพักกองทัพบกของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเรียบร้อยแล้ว”

“คำชี้แจงของผู้แทนปลัดกระทรวงการคลัง แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของศักดิ์ศรีข้าราชการ และเป็นความไม่สง่างามอย่างยิ่ง ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลงบประมาณการเงินของประเทศที่เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน จึงอยากถามว่า หรือว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรีจะไปครอบงำทุกองคาพยพของการใช้งบประมาณโดยปกติ ทำให้รอดพ้นจากการถูกตรวจสอบ ทั้งนี้ ทางกมธ.จะเชิญรมว.คลังเข้ามาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวในวันที่ 22 ธ.ค. นี้ต่อไป”  นายธีรัจชัย

“นายกฯ” เปิดโครงการต้นแบบ รพ.อัจฉริยะ 5 G บอกห่วงความเป็นอยู่ ปชช.หลายกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497112

16 ธ.ค. 2564 |13:57 น.

"นายกฯ" เปิดโครงการต้นแบบ รพ.อัจฉริยะ 5 G บอกห่วงความเป็นอยู่ ปชช.หลายกลุ่ม

“นายกฯ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเปิดโครงการต้นแบบ รพ.อัฉริยะ 5G ลั่นเป็นห่วงความเป็นอยู่ของประชาชนหลายกลุ่ม หวังสร้างความเข้าใจคนไทยระมัดระวังสุขภาพตัวเอง

ที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร โรงพยาบาลศิริราช “นายกรัฐมนตรี”และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการ ต้นแบบโรงพยาบาลอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีเครือข่าย 5G และระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา  ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลศิริราช นายแพทย์วิศิษฏ์ วามวาณิชย์ ร่วมงาน

ทั้งนี้ “นายกฯ” กล่าวแสดงความยินดีกับโครงการศิริราชต้นแบบ รพ.อัจฉริยะระดับโลกด้วยเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้น วันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากในหลายมิติ รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ความทันสมัย เท่าทันโลก มีนโยบายรวมถึงเครื่องมือเป็นองค์ประกอบหลัก ประกอบกับมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือพัฒนาต่อยอดมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอีกทั้งยังจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

“นายกฯ” ยังกล่าวว่า วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนที่ร่วมมือกันมาโดยตลอด โรงพยาบาลศิริราชจะเป็นต้นแบบนำร่องขยายไปสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป 

ขณะที่ช่วงหนึ่ง “นายกฯ” บอกว่าเมื่อวานตอนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศต่างจังหวัด ก็มีความเป็นห่วงประชาชนในเรื่องของความเป็นอยู่หลาย ๆ กลุ่ม อย่าลืมว่าวันนี้มีคนอยู่ในหลายช่วงวัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงจะต้องทำทุกอย่างให้กับคนทุกช่วงวัย

สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรให้คนรู้จักระมัดระวังสุขภาพของตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งทำให้ร่างกายเข้มแข็งเพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป และก็ต้องเตรียมการสำหรับคนรุ่นใหม่ต่อไปด้วยโดยงานในวันนี้เป็นงานเพื่ออนาคต ซึ่งการจะทำอะไรต่าง ๆ ไปสู่อนาคตไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะจะต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาวและแผนแม่บทในการดำเนินการโดยรัฐบาลได้มีไว้อยู่แล้ว 

พท. เสนอ “แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง” เน้นใช้เลขเดียวกัน ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497104

16 ธ.ค. 2564 |13:04 น.

พท. เสนอ "แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง" เน้นใช้เลขเดียวกัน ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

“พรรคเพื่อไทย” ยื่นเสนอ “แก้กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง” ส.ส. และว่าด้วยพรรคการเมือง” เน้นใช้บัตรเลือกตั้งแบบเลขเดียวกัน ทั้งส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมหนุนทำไพรมารีโหวตในส่วนของพรรคการเมือง คาดมกราคมปีหน้าสภาฯ เริ่มถกข้อกฎหมายและได้ประกาศใช้มีนาคม 65

วันนี้ (16 ธ.ค.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำคณะส.ส.”พรรคเพื่อไทย” ยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือร่างว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ว่าด้วยพรรคการเมือง แก่ตัวแทนประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเนื้อหาร่างของพรรคเพื่อไทยได้เขียนรองรับวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่เน้นมีเขตเลือกตั้งที่ติดต่อกัน ฐานจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ คือการคำนวณคะแนนที่เป็นสัดส่วนโดยตรง นำคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองทั่วประเทศมารวมกัน นำมาหารด้วยจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อคือ 100 คน ซึ่งจำนวนที่หารได้จะเป็นคะแนนเฉลี่ย ในการนำมาคิดคำนวณว่าแต่ละพรรคการเมืองจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อกี่คน ซึ่งเมื่อนำมาหารแล้วจะมีเศษ จะนำเศษที่เหลือมาดูว่าพรรคการเมืองไหนเหลือเศษมากที่สุด ก็นำมาเรียงตามลำดับจนครบจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน  ส่วนเรื่องหมายเลขผู้สมัครนั้น ร่างพรรคเพื่อไทยเหมือนกับร่าง กกต.โดยเขียนให้ใช้หมายเลขเดียวกัน ทั้งบัญชีรายชื่อและเขตเลือกตั้ง 

สำหรับกฎหมายพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยมองว่า ทางรัฐบาลอาจจะไม่เสนอ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นว่ามีความสำคัญ ร่างของพรรคเพื่อไทยยังส่งเสริมให้มีการทำไพรมารี่โหวตอยู่ แต่ให้เปลี่ยนวิธีการจากการที่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดทุกเขตเลือกตั้ง จึงจะมีสิทธิส่งผลสมัครได้ เปลี่ยนเป็นให้มีเพียงสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองเพียง 1 เขตก็สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขตในจังหวัด นอกจากนี้ ข้อจำกัดเรื่องสมาชิกพรรคการเมืองจากเดิมที่ต้องกำหนดค่าบำรุงพรรคต่อปี 200 บาท และแบบตลอดชีพ 2,000 บาท พรรคได้เสนอให้เป็นข้อกำหนดของแต่ละพรรค ไม่ต้องมากำหนดในกฎหมาย 

พท. เสนอ "แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง" เน้นใช้เลขเดียวกัน ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

ทั้งนี้ ยังมองว่าการจัดทำบัตรเลือกตั้งให้เป็นหมายเลขเดียวกัน ทั้งส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อนั้น ไม่ใช่อุปสรรคในการจัดทำ  เพราะเขียนขั้นตอนรองรับไว้แล้ว และสามารถเขียนในข้อกฎหมายเพิ่มเติมได้ คาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2565 น่าจะสามารถประกาศใช้กฎหมายลูกทั้งสองฉบับได้ 

พท. เสนอ "แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง" เน้นใช้เลขเดียวกัน ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

ด้าน นายสุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่าเมื่อได้ยื่นแล้ว ก็เป็นไปตามกระบวนการของสภา และน่าจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมจะมีขึ้นในเดือนมกราคม และเท่าที่ทราบทุกพรรคการเมืองเห็นสอดคล้องกัน แตกต่างบ้างในรายละเอียดนิดหน่อย แต่ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ให้อิสระแต่พรรคในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมายลูกทั้งสองฉบับ

โดนแล้ว ลาสภาพานศ.ดูหนัง”เรืองไกร”ร้องป.ป.ช.สอบจริยธรรม”เต้ มงคลกิตติ์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497085

16 ธ.ค. 2564 |12:59 น.

โดนแล้ว ลาสภาพานศ.ดูหนัง"เรืองไกร"ร้องป.ป.ช.สอบจริยธรรม"เต้ มงคลกิตติ์"

บานปลาย เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบจริยธรรม “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ลาการประชุมพานศ.ไปดูหนัง เข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่

16 ธ.ค.64    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ส่งคำร้องไปทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) หรือไม่

ทั้งนี้  เนื่องมาจาก นายมงคลกิตติ์ ได้ทำหนังสือขอลาการประชุม โดยระบุว่า “ด้วยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ข้าพเจ้า ขอลาการประชุม เวลา 14.00 – 19.00 น. เนื่องจาก ภารกิจกับประชาชน (พานักศึกษาไปดูหนัง 4 kings)

“การลาดังกล่าว อาจไม่เป็นไปตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยการลงชื่อมาประชุมและการลาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ” นายเรืองไกร กล่าว 

นายเรืองไกร ระบุว่า  การลาประชุมเพื่อพานักศึกษาไปดูหนัง 4 kings โดยอ้างว่าเป็นภารกิจกับประชาชน นั้น อาจเป็นการขาดประชุมโดยไม่จำเป็น อันอาจนำไปสู่การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯ 2561 หรือ ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ 2563 ในข้อต่าง ๆ ตามมาได้ จึงมีเหตุต้องขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) หรือไม่ 

วิปรัฐบาลเตรียมเสนอ “แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง” 23 ธ.ค.นี้ เน้นใช้บัตร 2 ใบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497089

16 ธ.ค. 2564 |11:42 น.

วิปรัฐบาลเตรียมเสนอ "แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง" 23 ธ.ค.นี้ เน้นใช้บัตร 2 ใบ

วิปรัฐบาลเตรียมเสนอ “แก้กฎหมายลูก 2 ฉบับ” 23 ธ.ค.นี้ แต่รวมเป็นฉบับเดียว โดยมุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เผย “วิษณุ” เชิญวิปรัฐบาลหารือ 20 ธ.ค. นี้ ส่วนปัญหาสภาล่มต้องหาคนรับผิดชอบ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการเสนอ แก้กฎหมายลูก 2 ฉบับว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะเสนอเป็นฉบับเดียวกันในวันที่ 23 ธ.ค. นี้ และประเด็นที่จะแก้ไขจะเป็นไปตามที่แก้ไขรัฐธรรมนูญคือระบบบัตร 2 ใบเท่านั้น และจะยอมรับร่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอผ่าน ครม.มา ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ กกต.เราไม่ขัดข้อง และมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยก็จะมีการแปรญัตติ เช่น การกำหนดหมายเลขผู้สมัครส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อเป็นหมายเลขเดียวกัน นอกจากนี้ วันจันทร์ที่ 20 ธ.ค. นี้ เวลา 10.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญคณะทำงานร่างกฎหมายลูกของพรรคร่วมไปแลกเปลี่ยนความเห็นที่ทำเนียบรัฐบาล

ส่วนกรณีที่สภาฯ ตีตกร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. นั้น นายชินวรณ์ ยืนยัน ว่าไม่ได้เป็นการปิดกั้นการเสนอกฎหมายของประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอมีทั้งผ่านและไม่ผ่าน และสภาฯ เคารพความเห็นและรับพิจารณาความเห็นดังกล่าวไว้

วิปรัฐบาลเตรียมเสนอ "แก้กฎหมายลูกเลือกตั้ง" 23 ธ.ค.นี้ เน้นใช้บัตร 2 ใบ

ทั้งนี้ นายชินวรณ์ ยังกล่าวถึงปัญหาสภาล่มเมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.)  ว่า เป็นเรื่องที่วิปรัฐบาลต้องไปวิเคราะห์ให้ชัดเจนถึงสาเหตุ ปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างน้อย 3 ประเด็นคือ ฝ่ายค้านไม่แสดงตน ทั้งที่เสนอกฎหมายเอง ซึ่งต่างจากสมัยก่อน ไม่ยึดหลักการพิจารณากฎหมายร่วมกันของรัฐสภา อาจมองได้ว่าเป็นเกมการเมือง และเสียงข้างมากของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งได้เรียนประธานวิปรัฐบาลแล้วว่าต้องมาดูว่าใครต้องเป็นคนรับผิดชอบเพราะทำให้สภา เสียหาย อีกทั้งเมื่อวานนี้ประธานในที่ประชุม สั่งปิดประชุมเร็วไปหลังสั่งตรวจองค์ประชุมเวลา 16.30 น.และสั่งปิดประชุมเวลา 16.38 น. ซึ่งควรให้เวลามากกว่านี้ เพราะเพื่อน ส.ส. อยู่ระหว่างประชุม กมธ. และรับประทานอาหาร ซึ่งที่ ส.ส. ขาดประชุมมี 2 ประเภท คือลาประชุมและไม่แสดงตน โดยไม่มีเหตุสมควร

“ประธานวิปรัฐบาลต้องประสานงานกับประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมรัฐบาลต้องร่วมรับผิดชอบในเสียงข้างมาก ต้องหาต้นเหตุสำคัญว่าใครขาดประชุม และต้องประสานงานกับฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านต้องรับกติกาที่เป็นสากล อยากให้สภา และวิป 2 ฝ่ายใช้กลไกสภาฯ รับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ” นายชิณวรณ์ ระบุ 

ปชป. เตรียมยื่นแก้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ปรับแก้ คกก.พิจารณาลดโทษ “คดีทุจริต”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/497081

16 ธ.ค. 2564 |10:50 น.

ปชป. เตรียมยื่นแก้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ปรับแก้ คกก.พิจารณาลดโทษ "คดีทุจริต"

โฆษก ปชป. ราเมศ รัตนะเชวง เผย พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นแก้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ปรับแก้ คกก.พิจารณาลดโทษ “คดีทุจริต” ดึงศาลเข้ามามีส่วนร่วม

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์มีมติเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. ต่อสภาผู้แทนราษฎร หลังมีกระแสวิพากวิจารณ์เกี่ยวกับการลดวันต้องโทษผู้ต้องหาใน”คดีทุจริต”

ประเด็นสำคัญที่จะมีการแก้ไข เช่น กำหนดรูปแบบคณะกรรมการราชทัณฑ์ เพื่อให้มีความอิสระ โปร่งใส มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง รวมถึงหลักเกณฑ์การลดวันต้องโทษโดยเฉพาะคดีทุจริต ที่จะต้องกำหนดความสำคัญให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นและให้มีคณะกรรมการพิจารณาลดโทษวันต้องโทษคุก”คดีทุจริต” ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องมีคณะกรรมการสรรหาเหมือนองค์กรอิสระ ซึ่งขณะนี้ได้มีการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนของการลงชื่อของ ส.ส. ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นต่อสภาได้ในสัปดาห์หน้า

ส่วนการพิจารณาลดโทษคดีที่มีคำพิพากษาจำคุก 15 ปีขึ้นไป เมื่อผ่านการพิจารณาในกระบวนการขั้นต้น จะต้องส่งให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นถึงที่สุดเพื่อพิจารณาลดโทษอีกครั้ง โดยการจะได้รับพิจารณาลดโทษจะต้องให้มีระยะเวลารับโทษมาแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะทำงานกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวมข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ปรากฎข่าวการลดโทษคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมาก 

ผมและหมอวรงค์ได้ทำคดีจำนำข้าว ใช้เวลาตรวจสอบและดำเนินคดียาวนาน และยากมาก แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุก ปรากฎว่าขณะนี้ผู้ต้องหาเหลือโทษจำคุกที่คาดการณ์ไว้ไม่ถึง 10 ปี นี่จึงเป็นกระบวนการที่ต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไข เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราอยากให้อำนาจตุลาการเข้ามามีส่วนในการพิจารณาลดวันต้องโทษให้กับจำเลย เพราะการให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด นายราเมศ กล่าว 

เมื่อถามว่าเป็นการลดอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า รัฐมนตรีนั้นมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นจากการลดโทษต้องเกิดจากความโปร่งใส จากคณะกรรมหารที่มีอิสระ และศาลที่เป็นผู้ตัดสินดังนั้นศาลจึงควรที่จะต้องเข้ามามีส่วนในการกำหนดลดโทษ

ส่วนการพิจารณาลดโทษคดีที่มีคำพิพากษาจำคุก 15 ปีขึ้นไป เมื่อผ่านการพิจารณาในกระบวนการขั้นต้น จะต้องส่งให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นถึงที่สุดเพื่อพิจารณาลดโทษอีกครั้ง โดยการจะได้รับพิจารณาลดโทษจะต้องให้มีระยะเวลารับโทษมาแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะทำงานกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวมข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ปรากฎข่าวการลดโทษคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมาก 

“ผมและหมอวรงค์ได้ทำคดีจำนำข้าว ใช้เวลาตรวจสอบและดำเนินคดียาวนาน และยากมาก แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุก ปรากฎว่าขณะนี้ผู้ต้องหาเหลือโทษจำคุกที่คาดการณ์ไว้ไม่ถึง 10 ปี นี่จึงเป็นกระบวนการที่ต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไข เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราอยากให้อำนาจตุลาการเข้ามามีส่วนในการพิจารณาลดวันต้องโทษให้กับจำเลย เพราะการให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด” นายราเมศ กล่าว 

เมื่อถามว่าเป็นการลดอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า รัฐมนตรีนั้นมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นจากการลดโทษต้องเกิดจากความโปร่งใส จากคณะกรรมหารที่มีอิสระ และศาลที่เป็นผู้ตัดสินดังนั้นศาลจึงควรที่จะต้องเข้ามามีส่วนในการกำหนดลดโทษ