สภาฯไม่รับหลักการร่างกฏหมาย “ยกเลิกคำสั่งคสช.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496978

15 ธ.ค. 2564 |15:04 น.

สภาฯไม่รับหลักการร่างกฏหมาย "ยกเลิกคำสั่งคสช."

ร่างกฏหมายภาคประชาชนถูกตีตกครั้งที่3 “ยกเลิกคำสั่งคสช.” แท้ง ที่ประชุมสภาลงมติไม่รับหลักการในการพิจารณาวาระแรก

สภาฯไม่รับหลักการร่างกฏหมาย "ยกเลิกคำสั่งคสช."

มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 234:162 ไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ. ที่นายจอห์น อึ้งภากร และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (3) เพราะประกาศและคำสั่งคสช.ที่เสนอให้มีการยกเลิก มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีหลายประการ อาทิสิทธิเสรีภาพภาพในการชุมนุม สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน  แม้เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้แล้ว แต่บรรดาคำสั่ง ซึ่งมีรายชื่อแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติ29 ฉบับ ยังมีผลบังคับใช้อยู่

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเนื้อหา 7 มาตรา ที่สำคัญได้แก่ มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ ให้ปล่อยตัวจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก ยกเว้นจำเลยที่ถูกคุมขังตามกฏหมายอื่นที่ไม่ถูกยกเลิกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และในมาตรา 5 พลเรือนที่ถูกพิพากษาถึงที่สุดโดยศาลทหาร หากต้องการให้ศาลยุติธรรมพิจารณาคดีใหม่ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมในเขตอำนาจได้ภายในสามสิบวัน นับจากพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

นอกจากนี้ พลเรือนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของศาลทหารให้โอนย้ายมาพิจารณาในศาลยุติธรรมที่อยู่ในเขตอำนาจ โดยกระบวนการภายใต้ศาลทหารที่ดำเนินไปแล้วไม่เสียเปล่าเว้นแต่จำเลยต้องการให้ดำเนินการพิจารณาใหม่  ส่วนประกาศแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อาทิประกาศฉบับที่7/2557 เรื่องห้ามการชุมนุม ฉบับที่ 29/2559 ให้บุคคลมารายงานตัวตามหมายเรียก และคำสั่งที่31/2560 เรื่องการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเป็นต้น

สภาฯไม่รับหลักการร่างกฏหมาย "ยกเลิกคำสั่งคสช."

สมศักดิ์ ยันเกณฑ์การขอพระราชทาน “อภัยโทษ” เป็นไปตามระบบราชการและกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496968

15 ธ.ค. 2564 |14:42 น.

สมศักดิ์ ยันเกณฑ์การขอพระราชทาน "อภัยโทษ" เป็นไปตามระบบราชการและกฎหมาย

รมว.ยุติธรรม สมศักดิ์ เทพสุทิน ระบุ เกณฑ์การขอพระราชทาน “อภัยโทษ” เป็นไปตามระบบราชการและกฎหมาย ยืนยัน ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวและช่วยเหลือนักโทษคดีจำนำข้าว ทำตามกฎหมายและทำอย่างตรงไปตรงมา

ที่รัฐสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน  กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกกฤษฎีกาพระราชทาน”อภัยโทษ”ให้กับนักโทษคดีจำนำข้าวว่า ขอบคุณที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ แต่ยืนยันว่า ได้ดำเนินการโดยความเสมอภาคและรัฐบาลได้ตั้งกรรมการคนนอกตรวจสอบดูเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งการที่หลายฝ่ายยื่นขอตรวจสอบก็เป็นสิทธิของทุกคนตามรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบได้เพราะอาจจะไม่อยากเห็นเรื่องอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองพร้อมย้ำว่า การทำงานของตนเองได้ระดมและรับฟังความเห็นที่หลากหลาย อะไรควรก็จะทำ

ส่วนกรณีที่นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้มีการตั้งกรรมการอิสระนั้น เรื่องนี้ไม่ทราบ และไม่ได้ถามมายังกระทรวงยุติธรรม แต่ก็พร้อมให้ความร่วมมือให้ข้อมูลหากกรรมการร้องขอ

นายสมศักดิ์ ยังย้ำว่า เกณฑ์ในการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นไปตามระบบราชการ แต่เมื่อพระราชกฤษฎีกาออกมาแล้วนั้น ใครได้รับประโยชน์บ้างนั้นไม่ได้มีชื่อบัญชีไว้ล่วงหน้า พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยทำงานและไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เพราะมีหลักการและแนวคิดเป็นของตัวเอง ขออย่าเชื่อมโยงว่าจะใกล้ชิดกับใครแล้วจะช่วยใคร และย้ำว่า ไม่มีใครมาขอให้ช่วย เพราะเรื่องนี้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ยืนยัน ทำตามกฎหมายและทำอย่างตรงไปตรงมา

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496958

15 ธ.ค. 2564 |13:52 น.

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

ผศ.นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา และปธ.วุฒิสภา ขอให้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการขอพระราชทานอภัยโทษลดโทษผู้ต้องโทษจำคุกคดีทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะคดีทุจริตจำนำข้าว พร้อมจี้นายกฯ ตรวจสอบ ย้ำส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการลดโทษดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันนี้ (15 ธ.ค.64 ) กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน นำโดย ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มพลเมืองฯ ได้ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา และสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการขอพระราชทานอภัยโทษลดโทษผู้ต้องโทษจำคุกคดีทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมกล่าวเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน และสามารถดำเนินการตามกฎหมายแก่องค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

นอกจากนี้ ผศ.นพ.ตุลย์ ได้ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ผ่านนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะ กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จากนั้นจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และในสัปดาห์หน้าและยื่นหนังสือที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต
นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต
นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

ทั้งนี้ เอกสารที่ ผศ.นพ.ตุลย์ นำมายื่นและแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ในหัวข้อเรื่องว่า “การฉวยโอกาสมหามงคลในการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษลดโทษให้นักโทษคดีทุจริตร้ายแรง” โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 175 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ และ มาตรา 175 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย 

การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ผ่านคณะรัฐมนตรีให้มีมติส่งร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งมีการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ มาอย่างยาวนานในหลายวโรกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งของชาติไทย อย่างไรก็ตาม การพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ก็จะมีการยกเว้นคดีบางประเภทที่มีความร้ายแรง ที่ไม่สมควรได้รับการลดโทษ หรือลดโทษไม่มากนัก เช่น คดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ คดีข่มขืนกระทำชำเรา เป็นต้น 

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

คดีทุจริตคอร์รัปชัน เป็นคดีอีกประเภทที่มีความร้ายแรง เกิดผลเสียงต่อประเทศชาติอย่างรุนแรง บางคดีก่อความเสียหายหลายแสนล้าน เช่น คดีทุจริตการจำนำข้าวและการระบายข้าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาจำคุกจำเลยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งมโหฬารนี้ คนละหายสิบปี ไม่สมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษลดโทษเลยด้วยซ้ำ หรืออย่างมากก็จัดชั้นเท่าคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ให้ลดโทษคราวละน้อย ๆ 

แต่ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา มีการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ รวม 4 ครั้งด้วยกัน นักโทษจำคุกในคดีจำนำข้าวหลายคนพ้นคุกไปแล้ว ที่ถูกพิพากษาจำคุกอยู่ก็ได้รับการพิจารณาเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ได้รับการลดโทษ คราวละ 10-12 ปี จนเหลือโทษเพียง 10 ปี และถ้าได้รับการลดโทษอีกครั้งในปีหน้า ก็คงจะออกจากคุกได้เลย ทำให้ประชาชนที่รักความเป็นธรรม ยอมรับไม่ได้และคัดค้านอย่างรุนแรง จึงขอเสนอต่อ

1)นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ (นั่นคือเป็นผู้รับผิดและรับชอบตามพระราชกฤษฎีกานี้) ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอนดำเนินการ ตั้งแต่การพิจารณาการจัดชั้นนักโทษ การร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ในวโรกาสต่าง ๆ หากขั้นตอนไม่ถูกต้องหรือทุจริตในการดำเนินการ ให้ดำเนินการยกเลิกการลดโทษนั้น ๆ เสีย นอกจากนี้ ควรมีการแก้ไขกฎกระทรวง ระบุว่าคดีทุจริตคอร์รัปชันจะเข้าข่ายลดโทษ ต้องติดคุกมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษจำคุกตามคำพิพากษา และควรได้รับการลดโทษไม่เกิน 1 ครั้ง ในรอบ 12 เดือน และแต่ละครั้งควรลดโทษไม่เกิน 3 ปี 

2)สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหรือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบการดำเนินการของกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม ในการขอพระราชทานอภัยโทษลดโทษในช่วงปี 2563-2564 ว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่

3)จะดำเนินการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 230(1) ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิพากษาว่ากฎกระทรวงและการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2564 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 63 ซึ่งบัญญัติว่า รัฐจะต้อง “… จัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด…” หรือไม่ เพราะกฎกระทรวงและการเสนอพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมีผลให้ผู้ต้องโทษคดีทุจริตประพฤติมิชอบได้รับการลดโทษอย่างมากมาย หากศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 63 แล้ว ก็จะเกิดผลคือ การลดโทษของผู้ต้องโทษจำคุกในคดีทุจริตคอร์รัปชัน ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ที่ประกาศไว้แล้วเป็นโมฆะ 

นพ.ตุลย์ ยื่นหนังสือถึงปธ.สภา จี้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการลดโทษนักโทษคดีทุจริต

“นายกฯ”-อนุพงษ์ ลงยะลาเยี่ยมกลุ่มอาชีพ สร้างรายได้ เข้มรักษาความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496940

15 ธ.ค. 2564 |12:45 น.

"นายกฯ"-อนุพงษ์ ลงยะลาเยี่ยมกลุ่มอาชีพ สร้างรายได้ เข้มรักษาความปลอดภัย

“นายกฯ” และคณะลงยะลา เมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เยี่ยมกลุ่มอาชีพ สร้างรายได้ ขณะที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่คอหวยไม่พลาด รุมส่องทะเบียนรถนายกฯ

15 ธ.ค.2564 – ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมืองกทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  “นายกรัฐมนตรี”และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดยะลาและปัตตานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม,นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย  พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์  ที่ปรึกษานายกฯ- และผอ.ศบค.ส่วนหน้า นายสุทธิพงศ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ร่วมคณะ

ต่อมาเวลาประมาณ 09.45 น.”นายกฯ”และคณะ ได้เดินทางมาถึงอาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โดยมีนายภิรมย์ นิลทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และข้าราชการในพื้นที่หลายหน่วยงานให้การต้อนรับ  

สำหรับการรักษาความปลอดภัยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองได้จัดเตรียมความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ และการใช้มาตรการการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมทั้งซักซ้อมขบวนรถ โดยมีตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครในพื้นที่ คอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

และเหมือนกับทุกๆ ครั้ง เมื่อ “นายกฯ” เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ก็มีนักเสี่ยงโชคบางส่วนไม่พลาดที่จะมาส่องทะเบียนรถนายกฯ เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ซึ่งรถที่ “นายกฯ” ใช้ในครั้งนี้ เป็นรถสีขาว ทะเบียน 1 ขข 2880

"นายกฯ"-อนุพงษ์ ลงยะลาเยี่ยมกลุ่มอาชีพ สร้างรายได้ เข้มรักษาความปลอดภัย

สำหรับกำหนดการของ “นายกฯ” ในช่วงเช้า “นายกฯ”ตรวจติดตามงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมืองยะลา ในมิติงานสำคัญ ได้แก่ การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผ่านโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

"นายกฯ"-อนุพงษ์ ลงยะลาเยี่ยมกลุ่มอาชีพ สร้างรายได้ เข้มรักษาความปลอดภัย

การบริหารจัดการด้านความมั่นคง และชายแดน การบริหารจัดการนำการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 และการเตรียมการภายหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเชิงพื้นที่ในพื้นที่ รวมทั้งการติดตามการปฏิบัติราชการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)

และเป็นประธานเปิดปฏิบัติการ การขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ภายใต้กรอบแนวทาง “1 ข้าราชการ ศอ.บต. 1 ครัวเรือนยากจน” และเป็นประธานประชุมการบูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงงานด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วงบ่าย “นายกฯ” และคณะตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการโครงการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมืองปูทะเลโลก ณ กลุ่มเลี้ยงปูดำทะล อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ตามกรอบแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดย ศอ.บต. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กรมประมงกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ร่วมกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนรวมทั้งมีการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

   

ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496935

15 ธ.ค. 2564 |12:02 น.

ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

“ดร.เอ้” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ แจงวุ่น! หลังบอกอาจารย์ที่สอนเป็นหลานของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” แต่ความจริงคือไม่ใช่ พร้อมย้ำว่าเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ตามที่รุ่นพี่บอกมา ด้านศิษย์เก่าที่เรียนสถาบัน MIT ยอมรับเชื่อเหมือนกันว่าเป็นหลานจริง

ภายหลังจากที่ ดร.เอ้-สุชัชัวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเปิดตัวหาเสียง เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่าเขาได้มีโอกาสเรียนกับหลานของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” นั่นคือได้เรียนกับดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เอ็มไอที แต่วันนี้(15 ธ.ค.) มีข่าวยืนยันจาก ดร.เฮอเบิร์ต ระบุว่าเขาไม่ได้เป็นหลานของ“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” แต่อย่างใด พร้อมกับอวยพรขอให้ ดร.เอ้ โชคดีในการลงชิงชัยตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 

ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ
ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

ต่อกรณีดังกล่าว ล่าสุด ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ที่มีข่าวว่า ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เอ็มไอที ไม่ได้เป็นญาติกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นั้น  ขอชี้แจงว่าเมื่อตนเองไปเรียนที่เอ็มไอทีก็ได้รับคำบอกเล่าจากรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ก่อนว่าตนเองโชคดีมากที่ได้เรียนกับอาจารย์ท่านนี้ เพราะเป็นหลานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจมาโดยตลอด ไม่ได้มีเจตนาจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ในการหาเสียง หากใครได้ติดตามจะทราบว่าตนเองได้พูดถึงเรื่องนี้ในการบรรยายมาตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมาเพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจอย่างนั้นจริง ๆ 

นอกจากนี้ ได้มีการสอบถามไปยังศิษย์เก่าเอ็มไอที ที่เคยเรียนกับ ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ ท่านหนึ่ง คือ ดร.ทวารัตน์ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเรียนจบจากเอ็มไอทีและเคยเรียนกับ ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ เช่นเดียวกับ ดร.เอ้ ก็ได้รับคำตอบว่าเชื่อเหมือนกับ ดร.เอ้ มาโดยตลอดว่า ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นหลานของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เพราะเมื่อตนเองไปเรียนที่เอ็มไอที ก็ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้เช่นเดียวกับ ดร.เอ้เหมือนกัน เมื่อได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์วันนี้ก็ยังแปลกใจอยู่

ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

รวมไปถึงได้สอบถาม ศ.ดร.บุญชัย อุกฤษฏชน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยเรียนกับ ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ ด้วย ก็บอกเช่นกันว่า เลขาภาควิศวกรรมโยธา เอ็มไอที ก็เล่าว่า ดร.เฮอเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือ หลานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เช่นกัน
 

ดร.เอ้ แจงวุ่น ปมอาจารย์เป็นหลาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย้ำเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496871

15 ธ.ค. 2564 |11:39 น.

ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

“…การแก้ไขสถานการณ์ถ้าจะดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงจำเป็นต้องใช้การยึดอำนาจการปกครอง…” คำปรารถตอนหนึ่งของจอมพลถนอม กิตติขจร ติดตามย้อนรอย 89 ปี รธน. “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

 “ภัยที่คุกคามประเทศและราชบัลลังก์ สถานการณ์ภายใน ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกสภานิติบัญญัติ การนัดหยุดงานของกรรมกร การเดินขบวนของนักศึกษา การแก้ไขสถานการณ์ถ้าจะดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงจำเป็นต้องใช้การยึดอำนาจการปกครอง เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้โดยเฉียบขาดและฉับพลัน”

จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี มาตรวจเยี่ยม ศาลากลางเพชรบูรณ์ (หลังโบราณ) ขณะนั้น จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี มาตรวจเยี่ยม ศาลากลางเพชรบูรณ์ (หลังโบราณ) ขณะนั้น

เป็นคำปรารภของ “จอมพล ถนอม กิตติขจร”นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2512 หลังได้กระทำการก่อรัฐประหารรัฐบาลของตัวเอง ในช่วงค่ำของวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 จากนั้นจึงมีคำสั่งของคณะรัฐประหาร ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2511 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านั้น และยกเลิกรัฐสภา ยกเลิกพรรคการเมือง และประกาศห้ามมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ปิดฉาก “รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8” ซึ่งมีที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างและพิจารณาให้ความเห็นชอบ และถูกจารึกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาในการร่าง นานที่สุดกว่า 9 ปี นับจากวันโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมระยะเวลาในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 3 ปี 4 เดือน 28 วัน และมีเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียดมากถึง 183 มาตรา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “จอมพล ถนอม” ต้องยึดอำนาจตัวเอง สาเหตุสืบเนื่องจากการที่สมาชิกพรรคสหประชาไทยของตัวเอง นำโดย”นาย ญวง เอี่ยมศิลา” ส.ส.จังหวัดอุดรธานี ได้เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆตามที่”จอมพล ถนอม”ได้เคยสัญญาไว้ในช่วงเลือกตั้งเมื่อปี 2512 แต่เมื่อไม่ได้รับตามนั้น บรรดาส.ส.เหล่านี้จึงพากันเรียกร้องและขู่ว่าจะลาออก ทำให้”จอมพล ถนอม”ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ในสภาได้ จึงประกาศยึดอำนาจรัฐบาลในกำกับดูแล และเรียกตัวเองเพียงแค่ว่า “คณะปฏิวัติ”

ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

จากนั้น”จอมพล ถนอม” ได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติเพื่อปกครองประเทศ และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น “ประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติ” มีผู้อำนวยการ 4 ฝ่าย คือ “พลเอก ประภาส จารุเสถียร” เป็นผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ “นายพจน์ สารสิน” เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจและการคลัง “พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์” เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเกษตรและคมนาคม  “พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์”เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาและสาธารณสุข

จอมพลประภาสจอมพลประภาส

โดยมี “พันเอก ณรงค์ กิตติขจร” ลูกชายจอมพลถนอมและเป็นลูกเขยของ “จอมพลประภาส” ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิวัติ เมื่อการปฏิวัติสิ้นสุดลง ได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ 

อุทัย พิมพ์ใจชน ส.ส.จังหวัดชลบุรี  -บุญเกิด หิรัญคำ ส.ส.จังหวัดชัยภูมิของพรรคประชาธิปัตย์ -อนันต์ ภักดิ์ประไพ"ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก ณ ขณะนั้น อุทัย พิมพ์ใจชน ส.ส.จังหวัดชลบุรี -บุญเกิด หิรัญคำ ส.ส.จังหวัดชัยภูมิของพรรคประชาธิปัตย์ -อนันต์ ภักดิ์ประไพ”ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก ณ ขณะนั้น

ซึ่งหลังจากการรัฐประหารไม่นาน “นายอุทัย พิมพ์ใจชน”ส.ส.จังหวัดชลบุรี “นายบุญเกิด หิรัญคำ”ส.ส.จังหวัดชัยภูมิของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย “นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ” ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก ไม่สังกัดพรรค ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ให้ดำเนินคดีต่อคณะปฏิวัติในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน แต่แล้วศาลได้ตีความให้ทั้งสามคนตกเป็นจำเลย และสั่งให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี

คณะปฏิวัติได้ครองอำนาจมาถึงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2515 จึงประกาศใช้ “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515” ซึ่งมีทั้งสิ้นเพียง 23 มาตรามีสาระสำคัญคือ ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ และตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้ “จอมพล ถนอม”เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งในธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ ยังได้นำเอา “มาตรา 17″กลับมาใช้อีกครั้งเหมือนยุคของ “จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเต็มที่ในการสั่งการใดๆ อันเนื่องจากเหตุที่กระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของสภาฯ หรือมีกฎหมายฉบับใดๆ มา รองรับ

นิสิตนักศึกษาชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนิสิตนักศึกษาชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ท่ามกลางความไม่พอใจของนิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่เฝ้ารอรัฐธรรมนูญการปกครองอย่างถาวร มาตั้งแต่ครั้งการยึดอำนาจของ”จอมพล สฤษดิ์”ในปี พ.ศ.2501 แล้ว เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2511 ที่ถูกยกเลิกไปในการรัฐประหารครั้งนี้ ก็ต้องใช้เวลาร่างนานเกือบ 10 ปี ประกอบกับเกิดการทุจริตคอรัปชั่น และกลุ่มนักศึกษาได้จัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญคือ เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นในปลายปี พ.ศ.2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปล่าสัตว์ที่ป่าทุ่งใหญ่ และคัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คนให้พ้นสภาพในช่วงกลางปี พ.ศ.2516 

จนในที่สุดในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2516 การชุมนุมเริ่มก่อตัวขึ้นจากที่ “นายธีรยุทธ บุญมี”อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิก 10 คน เปิดแถลงข่าวที่ท้องสนามหลวง และประกาศวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว จัดหลักสูตรอบรมรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน และกระตุ้นประชาชนให้สำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของ “จอมพล ถนอม”ในตอนนั้น ตอบโต้การชุมนุมนี้ด้วยการจับกุมนักศึกษาและผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม และตั้งข้อกล่าวหาในทำนองเป็น “คอมมิวนิสต์” มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง

บรรยากาศการเผชิญหน้าจึงตึงเครียดขึ้นทุกวัน และจำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มขึ้นทุกวันจนเป็นเรือน แน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7
ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

กระทั่งในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516 นาย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจให้เป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน ได้นำฝูงชนเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า และสวนจิตรลดาเพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง 

การชุมนุมต่อเนื่องไปถึงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ได้เกิดการปะทะกันระหว่างฝูงชนและตำรวจ กระทั่งบานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไปถึงถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สะพานผ่านฟ้า มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก และมีกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งได้เข้าไปหลบภัยในเขตพระราชวังสวนจิตรลดา โดยมารู้กันในภายหลังว่า”พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว รัชกาลที่ 9” ทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปเปิดประตูวังให้ประชาชนเข้าไปหลบข้างใน 

ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7
ย้อนรอย 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย “คนไทย”นองเลือดสู้”เผด็จการ”…แลกรัฐธรรมนูญEP.7

ในที่สุดในเวลา 19.40 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางโทรทัศน์ ว่า “วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นวันมหาวิปโยค” และตรัสว่า “รัฐบาลจอมพล ถนอม” ได้ลาออกแล้ว และทรงแต่งตั้ง “นายสัญญา ธรรมศักดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนจากหลายภาคส่วน และไม่มีนักการเมืองร่วมด้วย ใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่ทำการ จนถูกเรียกกันว่า “สภาสนามม้า” และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 หรือธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 รวมระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 9 เดือน 22 วัน และในวันเดียวกันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 มีเนื้อหาของกฎหมายจำนวน 238 มาตรา

นำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ.2518 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น มีการอุปมาไว้ว่า เป็นยุค”ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” แต่ทว่าเหตุการณ์ต่างๆในประเทศก็ไม่สงบสุขเท่าใดนัก ยังเกิดการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่างๆในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความขัดแย้งและการสู้รบจนส่งผลถึงชายแดนไทย แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ จนผ่านไปได้ 2 ปี จึงนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์ของชาติ คือ เหตุการณ์ “6 ตุลา 2519”

ขอบคุณภาพจาก Google

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“จักพันธ์-ต่อศักดิ์” 2 ส.ส.ป้ายแดง รายงานตัวต่อสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496934

15 ธ.ค. 2564 |11:34 น.

"จักพันธ์-ต่อศักดิ์" 2 ส.ส.ป้ายแดง รายงานตัวต่อสภา

“จักพันธ์-ต่อศักดิ์” 2 ส.ส.ป้ายแดง เข้ารายงานตัวต่อสภาหลังได้รับเลื่อนแทน อิสสระ-พุทธิพงษ์ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสมาชิกภาพ

ที่รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ “นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 64 โดยนาย “จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” ได้รับการเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนนายอิสสระ สมชัย เนื่องจากสมาชิกภาพของนายอิสสระ สมชัย สิ้นสุดลงตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 8 พ.ค. 62 จึงสิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (6)  ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ประกอบกับนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับที่ 25 ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน


เช่นเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ “นายต่อศักดิ์ อัศวเหม” ที่ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 64

โดย”นายต่อศักดิ์ อัศวเหม” ได้รับการเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์  เนื่องจากสมาชิกภาพของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สิ้นสุดลงตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อลงวันที่ 8 พ.ค. 62 จึงสิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (6)  ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน

ปิดตำนาน “ฉลาด วรฉัตร” นักอดข้าวประท้วง หัวใจวายเฉียบพลัน ด้วยวัย 78 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496925

15 ธ.ค. 2564 |10:18 น.

ปิดตำนาน  "ฉลาด วรฉัตร" นักอดข้าวประท้วง หัวใจวายเฉียบพลัน ด้วยวัย 78 ปี

ปิดตำนาน “ฉลาด วรฉัตร” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง จนได้ฉายา “นักอดข้าวประท้วง” เสียชีวิตด้วยอาการ หัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 78 ปี

15 ธ.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง รับแจ้งเหตุ มีผู้เสียชีวิตอยู่ในบ้านพักเคหะท่าทราย เขตทุ่งสองห้อง กรุงเทพมหานคร จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์นิติเวช รพ.ภูมิพล และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู
 

ปิดตำนาน  "ฉลาด วรฉัตร" นักอดข้าวประท้วง หัวใจวายเฉียบพลัน ด้วยวัย 78 ปี

เมื่อเดินทางไปถึงที่บ้านที่เกิดเหตุ พบว่า เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง นอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านโดยครอบครัว แจ้งว่า  เรืออากาศตรีฉลาด  เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เบื้องต้นครอบครัว จะนำไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์

ปิดตำนาน  "ฉลาด วรฉัตร" นักอดข้าวประท้วง หัวใจวายเฉียบพลัน ด้วยวัย 78 ปี

สำหรับ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด  พรรคประชาปัตย์ ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2522 และ ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2529  ในช่วงก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 เรืออากาศตรี ฉลาด เคยประกาศอดข้าวประท้วงหน้ารัฐสภาจนกว่า พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี จะลาออก

เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร กลับมาอดข้าวประท้วงอีกหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ต่อมาในยุคก่อน คสช.เรืออากาศตรี ฉลาด อดข้าวประทัวงหน้าอาคารรัฐสภาอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อต่อต้านการใช้กฎอัยการศึก และการกระทำรัฐประหารของกองทัพ

ชาว “จะนะ” พอใจผลการเจรจารัฐบาล กลับบ้านพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496892

14 ธ.ค. 2564 |22:50 น.

ชาว "จะนะ" พอใจผลการเจรจารัฐบาล กลับบ้านพรุ่งนี้

หลังตัวแทนรัฐบาลออกมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม “จะนะรักษ์ถิ่น” อีกครั้งช่วงค่ำ ล่าสุดพูดคุยได้ผลน่าพอใจ ชาวบ้านยอมย้ายออกจากถนน พักค้างข้างทาง ก่อนกลับบ้านพรุ่งนี้

ความคืบหน้ากรณีกลุ่มผู้ชุมนุม “จะนะรักษ์ถิ่น” ประกาศปักหลักชุมนุมต่อ หลังไม่มีมติ ครม.ที่ชัดเจนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 20.30 น. ตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าเจรจาอีกครั้งจนสามารถตกลงกันได้  ส่งผลให้ชาวบ้าน “เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น” ยอมเคลื่อนย้ายจากถนนไปพักค้างบริเวณข้างคลอง  และจะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เวลา 05.00 น. หลังจากทำพิธีละมาดเรียบร้อย โดยจะมีรถบัสจากรัฐบาลพาทุกคนไปส่งถึงบ้านที่ อ.จะนะ จ.สงขลา 

จากนั้นผู้ชุมนุมก็ช่วยกันเก็บธงและป้ายข้อความต่าง ๆ ที่นำมาติดไว้บนรั้วเหล็ก  รวมถึงเก็บกระเป๋าสัมภาระส่วนตัวที่อยู่กลางสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อย้ายไปพักค้างที่ด้านข้างของศาลกรมหลวงชุมพร 

ชาว "จะนะ" พอใจผลการเจรจารัฐบาล กลับบ้านพรุ่งนี้ชาว "จะนะ" พอใจผลการเจรจารัฐบาล กลับบ้านพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 21.45 น. ได้เกิดเหตุชุลมุนบริเวณแยกพาณิชยการขึ้นเล็กน้อย  ขณะที่ตำรวจซึ่งอยู่ในพื้นที่กำลังถ่ายภาพบรรยากาศบริเวณโดยรอบของ “เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น” หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมเกิดความไม่พอใจ  จึงมีการต่อว่าตำรวจ  จนเกิดการกระทบกระทั่งกัน  ผ่านไป 5 นาที เหตุการณ์ก็สงบลง 

จากนั้นมีผู้ที่อยู่ในพื้นที่อีกคน  เดินเข้ามาบอกกับนายตำรวจ ว่าน้อง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ขอให้ตำรวจลบภาพถ่าย  เนื่องจากกังวลว่าจะมีการดำเนินคดีตามหลัง

ขณะที่มีข้อมูลจากตำรวจว่า กลุ่มที่เป็นต้นเหตุไม่ใช่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น แต่เป็นเด็ก ๆ ทะลุแก๊ส ที่มาร่วมกับกลุ่มดังกล่าว 

22.08 ตำรวจเคลียร์พื้นที่บนสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อเปิดช่องทางการจราจรให้ประชาชนใช้ถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลกันตามปกติ หลังชาวจะนะรักษ์ถิ่น ย้ายสัมภาระส่วนตัวลงไปอยู่ด้านถนนบริเวณข้างคลอง  

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ” ชงเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496888

14 ธ.ค. 2564 |22:07 น.

โฆษกรัฐบาล เผย "นายกฯ" ชงเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ” ชงเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได มอบ กค. สำนักงบฯ และสภาพัฒน์ นายกฯ ชื่นชมพร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายการทำงานของ อสม. ทั่วประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยกลุ่มผู้สูงอายุ สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยให้เป็นนโยบายและข้อดำริจากนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ 

และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ พิจารณาหาแนวทางเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้สูงอายุ ในรูปแบบขั้นบันได เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งตนเองก็ห่วงใยคนไทยที่มีอายุมากขึ้น อยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญสามารถพึ่งพาตนเองได้ 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังชื่นชมการทำงานของพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พร้อมดูแลการทำงานของ อสม. ทั่วประเทศ

โดยสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเสี่ยงภัย ให้ อสม. ต่อไปอีก 6 เดือน เพื่อเป็นการสนับสนุนและขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานต่อไป

ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสถานการณ์โควิด-19 ของโลก ที่พบว่ามีผู้เสียชีวิตรายแรกจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและ ศบค. รับทราบแล้ว