“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496617

13 ธ.ค. 2564 |09:22 น.

“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

สมาชิกวุฒิสภา “สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คณะรัฐมนตรี ศาลยุติธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ช. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และ ประชาชนร่วมคัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุเรื่องข้อเสนอการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและข้อกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการลดหย่อนโทษในคดีคอร์รัปชันที่มีปัญหาและสังคมตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะคดีทุจริตสำคัญร้ายแรงทุจริตจำนำข้าว โดยระบุว่า
จดหมายเปิดผนึก กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี  
ศาลยุติธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ช. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และ 
พี่น้องประชาชนคนไทยที่รักความเป็นธรรม

“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

เรื่องข้อเสนอการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและข้อกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการลดหย่อนโทษในคดีคอร์รัปชันที่มีปัญหาและสังคมตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะคดีทุจริตสำคัญร้ายแรงทุจริตจำนำข้าว

แบ่งแนวทางการแก้ไขเป็น 3 ระยะดังนี้
@แนวทางเร่งด่วน
นายกรัฐมนตรีควรสั่งให้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
ที่สังคมให้ความเชื่อถือ โดยอย่างน้อยต้องมีผู้แทน จากกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการอัยการ กรรมการ ป.ป.ช.  องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ผู้แทนสื่อมวลชน ฯลฯ  ร่วมดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ระหว่างนี้ให้ชะลอการบังคับใช้การลดหย่อนโทษดังกล่าวออกไประยะหนึ่งก่อน โดยกรรมการควรมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างน้อยดังนี้

1)ตรวจสอบกฎกติกาและกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ลดโทษในคดีร้ายแรงสำคัญเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับคดีนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ร้ายแรง คดีฆ่าคนตายที่มีโทษประหารชีวิต คดีฆ่าข่มขืนที่เป็นภัยสังคมร้ายแรง คดีค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่เดิมมีนโยบายไม่ลดโทษแบบคดีทั่วไป

เพราะคดีทุจริตโกงจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษร้ายแรงสำคัญ  
ไม่ควรอยู่ในเกณฑ์ลดโทษเช่นคดีปกติทั่วไป 

2)เร่งตรวจสอบกระบวนการภายในของกรมราชทัณฑ์ 
ในการใช้ดุลยพินิจทุกขั้นตอนของผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้บัญชาการเรือนจำ อธิบดี และคณะกรรมการราชทัณฑ์ ในการพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดเป็นชั้นดี ชั้นเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง ว่ามีเหตุต้องสงสัยหรือไม่
ที่อาจมุ่งให้เฉพาะนักโทษเด็ดขาดบางคน มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิพิเศษต่อเนื่อง เพื่อรอเวลาพระราชทานอภัยโทษตามห้วงเวลาสำคัญประจำปี โดยอ้างว่าทำถูกกฎหมายและระเบียบหรือไม่

3)ถ้าพบปัญหาจากข้อ1) และข้อ2) เป็นรายบุคคลให้นำเสนอแนวทางแก้ไขเฉพาะรายหรือเฉพาะคดี หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายให้เสนอแก้ไขกฎหมายหรือกฎกระทรวงหรือระเบียบ

4)ให้แก้ไขนำหลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 กลับมาใช้เป็นเกณฑ์ 
 

“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

@แนวทางระยะกลาง

1)ครม./ ส.ส. /ประชาชน ยื่นเสนอแก้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 มาตรา 52 และมาตราที่เกี่ยวข้อง
ให้เพิ่มระยะเวลาปลอดภัยแก่สังคม 15-20 ปี เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้มีโทษหนักประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือมีโทษจำคุกในคดีสำคัญพิเศษร้ายแรง ได้แก่ คดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ คดีฆาตกรฆ่าข่มขืน คดีทุจริตสำคัญร้ายแรง ฯลฯ ต้องได้รับโทษขังในเรือนจำขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 15-20 ปี หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษโดยจะไม่มีการพิจารณาลดโทษ พักโทษ หรือปล่อยตัวก่อนกำหนด
เพื่อให้สังคมมั่นใจว่า สังคมจะปลอดภัยจากผู้กระทำผิดร้ายแรง
ที่เป็นภัยสังคมจะยังอยู่ในเรือนจำ ในระยะเวลาอย่างน้อย 15- 20 ปี 
หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลมีคำพิพากษา

2)ให้ศาลเข้ามาเป็นผู้พิจารณาและสั่งการลดโทษหรือพักโทษหรือปล่อยนักโทษก่อนกำหนด โดยเฉพาะคดีความผิดภัยสังคมร้ายแรง
ที่มีโทษประหารชีวิต โทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยให้กรมราชทัณฑ์ ทำเรื่องขอไปยังศาลให้พิจารณา และเป็นการช่วยคัดกรองการรับโทษอย่างเหมาะสมพอเพียง การปรับปรุงตัว ก่อนที่กรมราชทัณฑ์จะทำเรื่องนำนักโทษคดีสำคัญเหล่านั้น เข้ากระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ 
ส่วนความผิดต่ำกว่านั้นให้คณะกรรมการราชทัณฑ์ดำเนินการตามกฎหมายเองได้ต่อไป

3)ควรแก้ไขกฎกระทรวงและระเบียบราชทัณฑ์นักโทษคดีสำคัญ
ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ได้แก่นักโทษประหารชีวิต นักโทษจำคุกตลอดชีวิต นักโทษจำคุก 20-50 ปีขึ้นไป นักโทษคดีทุจริตร้ายแรง หรือนักโทษที่เป็นภัยสังคม เช่น ฆ่า ข่มขืน หรือพวกใช้ความรุนแรง ก่อนที่นักโทษเหล่านี้จะได้รับลดโทษการปล่อยตัวจำเป็นต้องมีการประเมินความพร้อม และต้องจัดให้มีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่เข้าประเมินร่วมด้วย

@แนวทางระยะยาว 
1)แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เพื่อให้ผู้ต้องทำที่กระทำผิดร้ายแรงหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระ เพื่อให้ศาลได้พิพากษาให้นักโทษได้รับการลงโทษจริงมากกว่ามีข้อห้ามจำคุกไว้ไม่เกิน 50 ปี ตามที่มีข้อจำกัดเดิม

2)เร่งแก้ไขปัญหาคนล้นคุกอย่างจริงจัง ควบคู่มาตรการอื่น ๆ อย่างจริงจัง อาทิ มาตรการค่าปรับแทนจำคุก การบริการทางทางสังคม การบำบัดยาเสพติด การเข้ารับการบำบัดพฤติกรรม การให้คำปรึกษาทางการเงินสำหรับผู้มีหนี้สิน การติดแท็กอิเล็กทรอนิกส์ติดตามความเคลื่อนไหว ฯลฯ และการให้ประกันตัวผู้ต้องหาแทนการคุมขังระหว่างสู้คดี  

3)ควรพิจารณาอนุญาตให้มีโครงการเรือนจำเอกชน และโครงการจัดแยกสถานที่กักขังผู้ต้องหาที่ศาลไม่อนุญาตประกันตัว ออกจากเรือนจำปกติ

@ ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา 
กฎหมายประเทศในยุโรปและหลายประเทศสากล เช่น 
ฝรั่งเศสได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 132 – 23(6) 
กำหนดว่า คดีที่ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ศาลจะต้องกำหนดมาตรการปลอดภัยให้สังคมคือการห้ามลดโทษ พักโทษหรือปล่อยตัวก่อน 18 ปี และหากศาลเห็นว่า เป็นผู้กระทำผิด ศาลสามารถกำหนดระยะเวลาปลอดภัยให้สังคมได้ 18-22 ปี ดังนั้นนักโทษร้ายแรงที่ถูกศาลจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษหนัก50ปี จะต้องถูกคุมขังในเรือนจำแน่นอนอย่างน้อย 18-22 ปี โดยไม่รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด
และเมื่อครบกำหนด 18-22 ปี ในระยะปลอดภัยของสังคมที่ศาลกำหนดแล้ว ศาลจะเป็นผู้ประเมินการปล่อยตัวเป็นราย ๆ พร้อมกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัว หรืออาจยังให้ยังขังต่อไปในเรือนจำจนกว่าจะครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาหรือมีการเสนอให้ศาลประเมินใหม่

กระบวนการลดโทษ ปล่อยตัวของไทยเป็นระบบปิด โดยฝ่ายบริหารของกรมราชทัณฑ์  และคณะกรรมการราชทัณฑ์ โดยศาลไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องใด ทั้ง ๆ ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวนในชั้นตำรวจ ป.ป.ช. จนถึงชั้นอัยการในการส่งฟ้อง
และมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพิจารณาคดีนานอย่างหนักทั้งผู้ฟ้องคดี อัยการ โจทก์หรือจำเลย บางคดีต่อสู้กันถึง 3 ชั้นศาล
แต่พอชั้นพักโทษ ลดโทษ หรือปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด ให้คนออกจากคุก กลับไม่มีกระบวนการให้ยุติธรรมแบบเดียวกัน 

จึงสมควรแก้กฎหมายให้ศาลเป็นผู้พิจารณาพักการลดโทษหรือปล่อยตัวนักโทษคดีสำคัญร้ายแรง คดีอุกฉกรรจ์ ที่ส่งผลร้ายต่อสังคม
ก่อนที่คณะกรรมการราชทัณฑ์ จะนำเข้าสู่กระบวนลดโทษ พักโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษ ครับ

จึงเรียนเสนอมาเพื่อช่วยกันพิจารณาแก้ไขหาทางออกคืนความเป็นธรรมและความยุติธรรมให้กับชาติบ้านเมืองและสังคมไทยครับ

สมชาย แสวงการ
สมาชิกวุฒิสภา
ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน
สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

12 ธค 2564
#ร่วมคัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย 

“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย
“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย
“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย
“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย
“สมชาย แสวงการ” ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านนิรโทษกรรมจำนำข้าวสุดซอย

“ปริญญา-พริษฐ์” ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496599

13 ธ.ค. 2564 |03:41 น.

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

“ปริญญา” ชี้ “89ปีรัฐธรรมนูญไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก” ระบุต้องแก้ที่ศาล โดยศาลต้องไม่รับรองว่าการรัฐประหารถูกต้องโดยรัฐธรรมนูญ ด้าน “พริษฐ์” เสริมต้องแก้ รธน. ม.279 ไม่ให้นิรโทษกรรมกลุ่มคนที่ทำรัฐประหาร ควบคู่กับการปฏิรูปกองทัพ

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างร่วมรายการ “คมชัดลึก” หัวข้อ “89 ปี รัฐธรรมนูญไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก” ว่า รัฐธรรมนูญของไทยฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นฉบับที่ 2 ต่อจากฉบับแรกที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 หลังจากรัชกาลที่ 7 ทรงสละอำนาจแก่ราษฎร จึงทำให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้น ที่มี 2 หลักการสำคัญคือ 1.ประชาธิปไตย การปกครองอำนาจเป็นของประชาชน 2.การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีประมุขคือพระมหากษัตริย์ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ที่ระบุว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือความถูกผิดทางการเมือง แต่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยให้มีตัวแทนประชาชนทูลเกล้าฯ และพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ลงมา 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า แต่จุดเปลี่ยนของรัฐธรรมนูญไทยเริ่มขึ้นในปี  2490 ที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ โดยมีการทำรัฐประหารและอยู่ในวงจรอุบาทว์ เป็นการปฏิวัติยึดอำนาจและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งน่าเสียดายโอกาสที่ดีของประเทศไทยเพราะเราเพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มา และเราไม่แพ้สงครามโลกเพราะมีขบวนการเสรีไทย แต่พอฉีกรัฐธรรมนูญในปี 2490 โดยฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2489 ที่ปรับปรุงต่อจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2475 ที่มีการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง รธน.ฉบับปี 2489 เล่มไม่หนา เนื้อหามีเพียงหมื่นคำ กระชับและสมบูรณ์แบบที่สุด พอแต่พอเกิดการฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นในปี 2490 ก็ทำให้ประเทศไทยเป็นมาอย่างทุกวันนี้

ดังนั้น จะรักษารัฐธรรมนูญที่ดีอย่างไร หรือจะมีการฉีกรัฐธรรมนูญและมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บับที่ 21 หรือไม่นั้น ตนเองเห็นว่ารัฐบาลควรมาจากประชาชน 1 คน 1 เสียง ใครมีเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลไป พอครบวาระ 4 ปีก็ว่ากันใหม่ แต่ รธน.2560 มันเพี้ยนไป และให้ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้ ทั้งที่ ส.ว.ก็มาจากการแต่งตั้ง มันไม่แฟร์กับบ้านเมือง ทุกฝ่ายถ้าจะบรรลุการปกครอง ก็ควรเห็นต่างกันได้ แต่ใช้สันติภาพในการแก้ปัญหา 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

“ผมพูดเสมอว่าประชาธิปไตย ก็เหมือนแข่งฟุตบอล แต่ว่ากันตามกติกา เชียร์ทีมไหน แพ้-ชนะ ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ว่าพอเวลาผ่านไป ทีมหนึ่งได้เปรียบ ทีมหนึ่งเสียเปรียบ ก็จะให้นักฟุตบอลฟาวล์  อย่างนี้ไปไม่รอด ประเทศเราจะไม่สามารถลงหลักปักฐานด้านกฎหมายและความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้ แต่ถ้าเราไม่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารและเสียเลือดเนื้อ แต่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ รัฐบาลมีประสิทธิภาพ มีทางเดียวคือให้การปฏิวัติหมดไป” ผศ.ดร.ปริญญา ย้ำ

อาจารย์นิติศาสตร์ กล่าวด้วยว่าการถ่วงดุลอำนาจในการปกครองประเทศ ที่มี 3 อำนาจ คือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ การปฏิวัติจะได้รับการยอมรับหรือไม่ ทุกอย่างอยู่ที่ศาล ดังนั้น ศาลต้องเปลี่ยน ศาลต้องอย่าให้เขาปฏิวัติ ต้องส่งสัญญาณตั้งแต่บัดนี้เลย คือรัฐธรรมนูญเพิ่งมารับรองว่าคำสั่งคณะปฏิวัติชอบด้วยกฎหมาย คือธรรมนูญการปกครอง ปี 2515 แต่ครั้งนั้นเป็นเพียงการรับรองกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยรับรอง และรัฐธรรมนูญที่รับรองว่าประกาศคณะปฏิวัติชอบด้วยรัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และ รธน.ฉบับ 2560 ดังนั้น ศาลจะต้องกำหนดออกมาว่าอย่าปฏิวัติเพราะกฎหมายไม่รับรองแล้ว 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

ส่วนที่มีการเรียกร้องให้แก้ไข มาตรา 279 ที่มีการนิรโทษกรรมคนที่ทำรัฐประหารนั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญในปี 2517 มาตรา 4  ระบุว่าการนิรโทษกรรมการล้มล้างรัฐธรรมนูญจะกระทำไม่ได้ แต่พอเกิดเหตุการณ์ เกิด 6 ต.ค. 2519 ก็ถูกฉีกรัฐธรรมนูญ มีการล้มล้างรัฐบาล ล้มสภา แต่ศาลคงไว้ นี่คือแพทเทิร์นการปฏิวัติ ทั้งที่การปฏิวัติตามประมวลความผิดกฎหมายอาญา ม.113 เป็นความผิดฐานกบฏ ที่มีโทษรุนแรงขนาดนี้ แต่ทำไมไม่มีการลงโทษ แต่คณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตัวเอง และเป็นบรรทัดฐานของศาลฎีกา 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279

“ศาลมองว่าเมื่อยึดอำนาจแล้ว ก็สั่งการได้หมด และเป็นบรรทัดให้ศาลฎีกายึดแนวทางนี้มาตลอด นี่คือรัฐธรรมนูญที่แท้จริงของประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่าการปฏิวัติทำได้ ถ้าสำเร็จ และศาลก็จะรับรองทุกอย่างที่ประกาศมา ฉะนั้น ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ จะต้องแก้ตรงนี้ว่าให้การปฏิวัติไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป คนเขียนคือศาล ดังนั้นคนที่แก้ก็คือศาล และ รัฐธรรมนูญส่วนที่เป็นจารีต ประกอบด้วยส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กับส่วนที่เป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งนับอยู่ในรัฐธรรมนูญส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย นี่คือรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ที่เป็นจารีตโดยศาล และเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะเป็นคำพิพากษาของศาล”

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ นักการเมือง กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันกับรายการ “คมชัดลึก” ว่า หลายครั้งที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ เกิดการรัฐประหารและเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ทางแก้คือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก่อน คือรัฐธรรมนูญต้องมีเนื้อหาที่จะคุ้มครองประชาธิปไตยต้องติดกระดุมว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีอย่างไร ซึ่งต้องประกอบไปด้วย 3 ก้าว ดังนี้คือ 


1.พาประเทศก้าวพ้นวิกฤติความขัดแย้ง และมีความเป็นกลาง เคารพทุกความคิดเห็น แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ไม่ตอบโจทย์ 
2.ก้าวสู่ประชาธิปไตย ซึ่งต้องประกอบด้วย 
2.1 รัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้แค่ไหน 
2.2 ออกแบบโครงสร้างคุ้มครองสิทธิประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน โครงสร้างสถาบันการเมือง ไม่ใช่ให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ เท่าส.ส. และ 
3.การก้าวทันอนาคต ทำยังไงให้รัฐธรรมนูญยืดหยุ่นและแก้ปัญหาได้ในยุคนั้น ๆ แต่ รธน.2560 ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกไว้ คือถ้าทำแล้วไปขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ทำต่อไม่ได้แล้ว 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279


นายพริษฐ์ ย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องคิดถึงระบบ อย่าคิดถึงตัวบุคคล แต่ประเทศไทยมักจะคิดถึงบุคคล เช่น ต้องเป็นคนดี ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่อันตราย เพราะคนดีที่สมบูรณ์แบบมันไม่มีอยู่จริง ควรมองในแง่ร้ายไว้ก่อน เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ อำนาจอยู่ที่ฝ่ายการเมือง เวลาจะยื่นแก้ รธน. ถ้าอีกฝ่ายไม่เอาด้วย ไม่เป็นที่พอใจ ก็ไม่ผ่าน แต่ถ้ากติกาตรงกัน จึงจะมีการแก้ไข ดังเช่น ม.256 ยังเป็นปัญหา เพราะการแก้รธน.นั้นแก้ยากมากกว่ากฎหมายทั่วไป ต้องมีฉันทะของสังคม และบางประเทศต้องทำประชามติ แต่สิ่งที่แปลก ที่สื่อวิเคราะห์คือเวลาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ว.จะเอาด้วยไหม ถ้าส.ว.เสียงไม่ถึง 1 ใน 3 ก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279


นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่าถ้าเราจะป้องกันการรัฐประหาร จะต้องประกอบด้วย 1.จะทำยังไงให้ผู้ที่ทำรัฐประหาร โดยกองทัพไม่สามารถทำได้ และ 2.จะทำยังไงให้ประชาชนคัดค้าน ต่อต้านการรัฐประหาร เพราะมีประชาชนบางส่วนเห็นด้วยกับรัฐประหาร ดังนั้น จึงต้องแก้รธน.เพื่อให้การทำรัฐประหารมีราคาที่ต้องจ่าย ต้องแก้ไข ม.279 ว่าคำสั่งจากการรัฐประหารไม่ชอบด้วยรธน. และให้เราสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่ทำรัฐประหารได้ ซึ่งไม่ใช่จะแก้ ม.279 เพื่อเช็คบิลเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นการวางบรรทัดฐานเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต


“ถ้า ผบ.ทบ.ที่เขาจะทำรัฐประหาร จะถูกดำเนินคดี โอกาสที่จะทำก็จะน้อยลง เหมือนใน รธน.ปี 2517 ที่ระบุไว้ แต่ก็ถูกฉีก รวมถึงจะต้องมีการปฏิรูปกองทัพควบคู่กันไป ทำให้กองทัพอยู่ภายใต้ทิศทางและอำนาจรัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีสถานะเหมือนเป็นหน่วยงานอิสระที่สามารถเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้ หรือให้สภากลาโหมมีตัวแทนภาคพลเรือนเยอะขึ้น หรือกลไกของสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าถ้าใครที่เป็นทหารและจะมาเป็นรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากทหารก่อน 7 ปี นอกจากนี้ต้องไม่ให้ศาลมารับรองการรัฐประหาร และให้มีกฎหมายคุ้มครองทหารที่ไม่ทำรัฐประหารตามนายสั่ง ไม่มีความผิด ดังนั้น จะทำยังไงให้ประชาชนออกมาต่อต้านการทำรัฐประหาร เหมือนอย่างที่ประเทศเมียนมา ที่ประชาชนของเขาตื่นตัวสูงกว่าในประเทศไทย” นายพริษฐ์ กล่าว 

"ปริญญา-พริษฐ์" ชี้ 89ปีรธน.ไทย ทำอย่างไรไม่ถูกฉีก ต้องแก้ที่ศาล-รธน. ม.279


นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่าจะทำยังไงเวลาเจอวิกฤติการเมือง เราจะไม่แสวงหาคนดี เพราะหลายครั้งที่การรัฐประหารจะใช้จังหวะความขัดแย้งทางการเมืองสูงทำรัฐประหาร และหาข้ออ้างมารัฐประหารเพราะว่านักการเมืองเป็นคนไม่ดี แล้วอ้างหาคนดี และยอมให้กลไกนอก เอาคนดีมาปกครองบ้านเมือง กลายเป็นการยึดอำนาจจากประชาชนไป แต่พอตื่นขึ้นมาเขากลายเป็นคนไม่ดีแล้ว จะทำยังไง จะเอาอำนาจคืนมา ก็ไม่ได้แล้ว อำนาจจากประชาชนถูกยึดไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นมาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว ดังนั้นจะทำยังไงเราจะยึดมั่นประชาธิปไตยและไม่ไปสนับสนุนกลไกที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

“บิ๊กป้อม”ลงนามประกาศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว เผยแพร่ ราชกิจจาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496594

12 ธ.ค. 2564 |22:04 น.

"บิ๊กป้อม"ลงนามประกาศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว เผยแพร่ ราชกิจจาฯ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง ลักษณะภัยคุกคามทางไซเบอร์ มาตรการป้องกัน รับมือ ประเมิน ปราบปราม และระงับภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับ มีผลบังคับใช้วันนี้ (12ธ.ค.64 )

12 ธ.ค.64  ผํู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.64  ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง ลักษณะภัยคุกคามทางไซเบอร์ มาตรการป้องกัน รับมือ ประเมิน ปราบปราม และระงับภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับ พ.ศ. ๒๕๖๔  ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป 

"บิ๊กป้อม"ลงนามประกาศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว เผยแพร่ ราชกิจจาฯ

ประกาศฉบับดังกล่าว ระบุว่า โดยที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ประกาศกำหนดรายละเอียดของลักษณะ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ มาตรการป้องกัน รับมือ ประเมิน ปราบปราม และระงับภัยคุกคามทางไซเบอร์ แต่ละระดับ

"บิ๊กป้อม"ลงนามประกาศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว เผยแพร่ ราชกิจจาฯ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๔

คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

"บิ๊กป้อม"ลงนามประกาศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว เผยแพร่ ราชกิจจาฯ

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง ลักษณะภัยคุกคามทางไซเบอร์ มาตรการป้องกัน รับมือ ประเมิน ปราบปราม และระงับภัยคุกคาม ทางไซเบอร์แต่ละระดับ พ.ศ. ๒๕๖๔”

ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๓ เพื่อประโยชน์ในการจำแนกลักษณะของภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับ ให้กำหนด รายละเอียดของลักษณะภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับไม่ร้ายแรง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง และภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤต โดยพิจารณาและประเมินจากระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หรือระบบงานที่มีความสำคัญอื่น ๆ ถูกโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตามลักษณะและการประเมิน ภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับที่กำหนดในเอกสารแนบ ๑ ท้ายประกาศนี้

ข้อ ๔ เพื่อให้การดำเนินการรับมือ ปราบปราม และระงับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นไป อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับ ให้กำหนดแนวทาง ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดในเอกสารแนบ ๒ ท้ายประกาศนี้

ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รักษาการตามประกาศนี้ 

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ หรือประกาศนี้ไม่ได้กำหนดเรื่องใดไว้ ให้ประธานกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด การตีความและคำวินิจฉัยของประธานกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้ถือเป็นที่สุด

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ 

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

คลิกอ่านประกาศฉบับเต็ม….

ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง ลักษณะภัยคุกคามทางไซเบอร์ มาตรการป้องกัน รับมือ ประเมิน ปราบปราม และระงับภัยคุกคามทางไซเบอร์แต่ละระดับ พ.ศ. ๒๕๖๔

ไม่ใช่แค่มารยาทนะ เปิด4 เหตุผล “พรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ส่งผู้สมัครแข่งกันเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496593

12 ธ.ค. 2564 |21:55 น.

ไม่ใช่แค่มารยาทนะ เปิด4 เหตุผล "พรรคร่วมรัฐบาล" ไม่ส่งผู้สมัครแข่งกันเอง

“อลงกรณ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิด 4 เหตุผลที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แข่งกันเอง ในการเลือกตั้งซ่อม ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาททางการเมืองเท่านั้น ปชป.ยึดถือธรรมเนียมการเมืองเช่นนี้ตลอด ส่วนพรรคอื่นจะถือปฏิบัติหรือไม่ ไม่ขอก้าวล่วง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตส.ส.6 สมัยและอดีตรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว “อลงกรณ์ พลบุตร” เรื่อง”มารยาททางการเมืองและ 4เหตุผลกรณี “พรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ส่งผู้สมัครแข่งกันเองในการเลือกตั้งซ่อม”ซึ่งตรงกับความสนใจของสาธารณชนในขณะนี้ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ชุมพรเขต1และสงขลาเขต 6

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า “คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นมารยาททางการเมืองของ “พรรคร่วมรัฐบาล”ที่จะหลีกทางให้พรรคเจ้าของที่นั่งเดิมส่งผู้สมัครส.ส.โดยไม่แข่งกันเองในการเลือกตั้งซ่อม

ความจริงเหตุผลเรื่องมารยาททางการเมือง เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลอื่นอีกที่อธิบายว่าทำไมพรรคร่วมรัฐบาลชุดก่อนๆที่ผ่านมาจึงไม่ส่งผู้สมัครส.ส.แข่งกันเองจนถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมทางการเมืองสืบต่อกันมา ด้วยเหตุผล 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. เป็นการให้เกียรติกันและกันของพรรคร่วมรัฐบาลในฐานะพันธมิตรทางการเมือง

2. เป็นการรักษาที่นั่งส.ส.ซีกรัฐบาลในฐานะเสียงข้างมากในสภาเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

3. เป็นการสร้างความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของรัฐบาล

4. เป็นโอกาสโฆษณาผลงานสร้างความนิยมของรัฐบาลและชี้แจงประเด็นต่างๆที่ถูกโจมตีจากฝ่ายค้าน

ดังนั้น ในอดีตจะเห็นส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครของ “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่ลงสมัครรับการเลือกตั้งซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจและช่วยสนับสนุนกันและกันทำให้เกิดความแน่นแฟ้นในความสัมพันธ์ของรัฐบาลผสม

ทั้งนี้จะมีเกณฑ์พิจารณาว่า “พรรคร่วมรัฐบาล” พรรคใดจะได้สิทธิ์ในการส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งส.ส.ที่ว่างลงในการเลือกตั้งซ่อม

1.กรณีเป็นที่นั่งเดิมของพรรคร่วมรัฐบาลจะให้สิทธิ์พรรคที่เป็นเจ้าของที่นั่งเดิมส่งผู้สมัคร

2.กรณีเป็นที่นั่งเดิมของพรรคฝ่ายค้านจะให้สิทธิ์พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลได้สิทธิ์ส่งผู้สมัคร

แนวทางเช่นนี้มิใช่เพียงฝ่ายรัฐบาล เท่านั้นที่ยึดถือปฏิบัติ แม้แต่ ฝ่ายค้าน ก็ยึดถือปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่เช่นกันเพราะเป็นโอกาสที่จะวัดความนิยม(Popularity)ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลในอีกทางหนึ่ง

ยิ่งในยุคที่เสียงรัฐบาลผสมเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก แต่ละเสียงในสภาจะมีความสำคัญมากโดย “พรรคร่วมรัฐบาล” จะช่วยกันรักษาที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อมไม่ให้ฝ่ายค้านช่วงชิงไปได้ เพื่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะการส่งผู้สมัครแข่งกันเองจะตัดคะแนนเสียงทำให้อาจเพลี่ยงพล้ำฝ่ายค้านได้ง่าย

การถือแนวปฏิบัติเช่นนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลผสมโดยรวม

พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือธรรมเนียมการเมืองเช่นนี้ตลอดมาด้วยการรักษามารยาทและให้เกียรติ “พรรคร่วมรัฐบาล” ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งซ่อม

ส่วนพรรคอื่นจะถือปฏิบัติหรือไม่ ที่ไม่ขอก้าวล่วงครับ.

อลงกรณ์ พลบุตร 12 ธันวาคม 2564”

CR:อลงกรณ์ พลบุตร

“สมยศ” ลั่น ปี65 ถือเป็นปีทองแห่งการชุมนุมจี้ปล่อยตัวเพื่อนเราเลิกม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496591

12 ธ.ค. 2564 |20:53 น.

"สมยศ" ลั่น ปี65 ถือเป็นปีทองแห่งการชุมนุมจี้ปล่อยตัวเพื่อนเราเลิกม.112

สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประกาศลั่น ปีหน้า ถือเป็นปีทองแห่งการชุมนุม ออกแถลงการณ์กดดันรัฐปล่อยตัวนักโทษการเมืองต้องคดีล้มล้างสถาบัน พร้อมรวบรวมรายชื่อจี้รัฐบาลยกเลิกม.112

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 64   นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งมาร่วมชุมนุม”12.12 ยกเลิก 112″ กับกลุ่มราษฎร เปิดเผยว่า   ประชาชนออกมาเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกลับถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการล้มล้างการปกครอง เป็นการวินิจฉัยกลับหัวกลับหาง

นายสมยศฯ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝ่ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร จึงต้องยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยเพราะอำนาจสูงสุดในรัฐธรรมนูญระบุเป็นของประชาชน จึงต้องออกมาตอบโต้ล่ารายชื่อให้ถึง 1 ล้านรายชื่อเพื่อยกเลิกมาตรา 112 ส่งเสียงถึงตุลาการให้ปล่อยตัวเพื่อนเราที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

“การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมส่งท้ายปีนี้ และปีหน้าคาดว่าจะเป็นปีทองจะมีการชุมนุมถี่ขึ้นที่ต่างจังหวัดควบคู่กันไป ที่ประชาชนออกมาก็เพราะผลผลิตของการบริหารรัฐบาลชุดนี้” นายสมยศ กล่าว 

ขณะที่การชุมนุมของมวลชน  ในกิจกรรม ‘ราษฎรพิพากษามาตรา 112’ ขับเคลื่อนให้มีการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112   ได้มีผู้ชุมนุมทยอยเข้ามาบริเวณแยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ก่อนจะทำการปิดถนนราชดำริขาออก ตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ และมีการตั้งเวทีอภิปรายทางการเมือง  บริเวณใต้สะพานคนข้ามระหว่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และห้างเกษรพลาซ่า 

"สมยศ" ลั่น ปี65 ถือเป็นปีทองแห่งการชุมนุมจี้ปล่อยตัวเพื่อนเราเลิกม.112

ทั้งนี้ ระหว่างการชุมนุม เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นเป็นระยะเมื่อประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมาตะโกนแสดงความไม่พอใจกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำการปิดถนนบริเวณแยกราชประสงค์ ทำให้มีปากเสียงกันก่อนแยกย้าย 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้เข้าอ่านประกาศการรวมตัวหรือมั่วสุมชุมนุมไม่สามารถกระทำได้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด หากฝ่าฝืนจะมีความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค สร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนต่างตะโกนขับไล่ออกจากพื้นที่อีกเช่นกัน 

"สมยศ" ลั่น ปี65 ถือเป็นปีทองแห่งการชุมนุมจี้ปล่อยตัวเพื่อนเราเลิกม.112

เมื่อเวลา 19.40 น. กลุ่มราษฎรอ่านแถลงการณ์ ในการชุมนุมโดยระบุว่า ที่ชุมนุมมีมติ เป็นเอกฉันท์ให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน ยกเลิกมาตรา 112 ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประชาธิปไตยต่อไป พร้อมกับระบุว่าขณะนี้ประชาชนได้รวมชื่อยกเลิกมาตรา 112 จำนวน 2.3 แสนคนแล้ว

ราชทัณฑ์แถลงปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตเข้าเงื่อนไขประเภทคดีอาญาร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496578

12 ธ.ค. 2564 |18:50 น.

ราชทัณฑ์แถลงปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตเข้าเงื่อนไขประเภทคดีอาญาร้ายแรง

ราชทัณฑ์ แถลงคลายปมข้อสงสัยกรณีการลดโทษผู้ต้องขังเป็นไปตามการบริหารโทษและตามกรอบของกฎหมาย ชี้กรณี นักโทษคดีทุจริต บุญทรง เตริยาภิรมย์ เข้าเงื่อนไขประเภทคดีอาญาร้ายแรง

ตกเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย… จากกรณีเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย ) หรือ ACT ออกแถลงการณ์คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน  พร้อมกับเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวนในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนยังมีความเชื่อถือ เชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคณะรัฐบาลชุดนี้ยังคงให้ความสำคัญต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน 

นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์

อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าว นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกคำแถลงชี้แจงผ่านเพจประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า กรณีที่มีกระแสสังคม ตั้งคำถามผ่านสื่อต่าง ๆ ถึงหลักเกณฑ์การอภัยโทษว่าอาจมีการให้สิทธิพิเศษต่อผู้ต้องขังบางกลุ่ม นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอภัยโทษ รวมถึงการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ ว่าการอภัยโทษมีการสืบทอดเป็นโบราณราชประเพณีเนื่องในโอกาสสำคัญของบ้านเมือง เพื่อให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้กลับตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

ราชทัณฑ์แถลงปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตเข้าเงื่อนไขประเภทคดีอาญาร้ายแรง

ส่วนกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่ากรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจเหนือคำพิพากษาศาล ขอชี้แจงว่า การพิพากษากำหนดโทษเป็นอำนาจของศาล ในส่วนการบริหารโทษ เป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ภายใต้อำนาจของกฎหมาย

สำหรับหลักเกณฑ์ในการที่นักโทษจะได้รับอภัยโทษ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี ตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป ส่วนจะได้รับการลดโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับชั้นและประเภทคดีเป็นสำคัญ ประกอบด้วย คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาร้ายแรง คดียาเสพติดรายย่อย และคดียาเสพติดรายใหญ่ โดยจะได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์ คือ

คดีอาญาทั่วไป

ชั้นเยี่ยม 1 ใน 2

ชั้นดีมาก 1 ใน 3

ชั้นดี 1 ใน 4

ชั้นกลาง 1 ใน 5

คดีอาญาร้ายแรง

ชั้นเยี่ยม 1 ใน 3

ชั้นดีมาก 1 ใน 4

ชั้นดี 1 ใน 5

ชั้นกลาง 1 ใน 6

คดียาเสพติดรายย่อย

ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5

ชั้นดีมาก 1 ใน 6

ชั้นดี 1 ใน 7

ชั้นกลาง 1 ใน 8

คดียาเสพติดรายใหญ่

ชั้นเยี่ยม 1 ใน 6

ชั้นดีมาก 1 ใน 7

ชั้นดี 1 ใน 8

ชั้นกลาง 1 ใน 9

รองอธิบดีราชทัณฑ์ ยกตัวอย่างว่า  โดยตัวอย่างการคำนวณการลดโทษ สำหรับคดีอาญาทั่วไป นักโทษเด็ดขาดชาย ก. อยู่ในชั้นเยี่ยม กำหนดโทษจำคุก 30 ปี จะได้ลด 1 ใน 2 ตามเกณฑ์ข้างต้น คือจะได้ลด 15 ปี ดังนั้น จึงเหลือกำหนดโทษจำคุกอีก 15 ปี

ราชทัณฑ์แถลงปมลดโทษนักโทษคดีทุจริตเข้าเงื่อนไขประเภทคดีอาญาร้ายแรง

แต่หากเป็นคดีอาญาร้ายแรง ถ้านักโทษเด็ดขาดชาย ก. เป็นผู้กระทำผิดในคดีอาญาร้ายแรง มีกำหนดโทษจำคุก 30 ปี และเป็นชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกัน จะได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 คือจะได้ลด 10 ปี ดังนั้น จึงเหลือกำหนดโทษจำคุกอีก 20 ปี

ด้านกรณีของนายบุญทรงฯ คดีจำนำข้าวที่ปรากฏเป็นข่าว ถือเป็นคดีอาญาร้ายแรง ศาลได้ตัดสินจำคุก มีกำหนดโทษ 48 ปี และได้รับการอภัยโทษจำนวน 4 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 วันที่ 15 สิงหาคม 2563 ได้ลดโทษ 12 ปี (ลดโทษ 1 ใน 4 ชั้นดีมาก) เหลือโทษจำคุก 36 ปี

ครั้งที่ 2 วันที่ 5 ธันวาคม 2563 ได้ลดโทษ 12 ปี (ลดโทษ 1 ใน 3 ชั้นเยี่ยม) เหลือโทษจำคุก 24 ปี

ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 ได้ลดโทษ 8 ปี (ลดโทษ 1 ใน 3 ชั้นเยี่ยม) เหลือโทษจำคุก 16 ปี

ครั้งที่ 4 วันที่ 6 ธันวาคม 2564 ได้ลดโทษ 5 ปี 4 เดือน (ลดโทษ 1 ใน 3 ชั้นเยี่ยม) เหลือโทษจำคุก 10 ปี 8 เดือน

กรมราชทัณฑ์ ขอให้สังคมและประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และจะปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ หรือให้สิทธิประโยชน์ต่อผู้ต้องขังกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ พร้อมให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดทุกคนได้กลับตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

ก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายสมชาย แสวงการ โพสต์ข้อความแสดงความเห็น ไว้ที่เพจส่วนตน ระบุว่า  เห็นชื่อบิ๊กเนมคดีทุจริตจำนำข้าวคดีทุจริตท่องเที่ยวฯลฯ ได้รับการลดโทษกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์

ขอเสนอไอเดียปิ้งปลาประชดแมวดีมั้ยครับเรียกร้องให้ศาลไทยมีคำพิพากษาคดีทุจริตได้ไม่เกิน5ปี  เพราะข้อเท็จจริง หลายๆคดีทุจริตก็ติดคุกกันแค่นั้น?

เลิกๆไปเถอะครับ  กับข้อเสนอปฏิรูปเรียกร้องให้ทุจริตไม่มีอายุความ
เพราะข้อเท็จจริงคือ คดีทุจริตไม่มีอายุติดคุกจริง กระบวนการยุติธรรมถูกบ่อนเซาะจนแทบไร้ความหมาย 

การสืบสวนสอบสวนทุกขั้นตอนกว่าที่ปปช.จะรวบรวมเอกสารสำนวนคดีจนมีมติและส่งฟ้อง

แถมยังต้องลุ้นว่าอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ หรือต้องตั้งคณะกรรมการร่วมหรือต้องฟ้องเอง  ก็สู้กันหลายยก หมดงบประมาณไปมากโขและหมดเวลาหลายปี กว่าศาลฎีกาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะใช้เวลาพิจารณาคดีจนถึงวันตัดสินคดีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคดีทุจริตกันได้นั้นต้องชัดเจนมากๆ

ทั้งพยานหลักฐานและพยานบุคคล จนสิ้นสงสัย ถึงได้ตัดสินโทษพิพากษาหนักจำคุกจำเลย 50 ปีได้แต่แล้ว กลับเจอขบวนการปลายน้ำในชั้นในคุกที่น่าจะใหญ่กว่ากระมัง???

ไม่ว่าศาลจะลงโทษจำคุก50ปี มามากมายไปเท่าใด ก็เท่านั้น
ผู้ต้องหาคดีทุจริตทั้งหลาย ให้มีเหตุทำเรื่องยกเกรดกลายเป็นนักโทษชั้นดีพรีเมี่ยมทำเรื่องขอลดโทษ ขอพระราชทานอภัยโทษกันขึ้นไปปีละหลายหน  จนติดจริงคุกกันแค่ไม่กี่ปี

หนี้จำนำข้าว700,000ล้านคนไทยยังผ่อนดอกผ่อนต้นใช้หนี้ไปไม่ถึงไหน???

555 ปีหน้าช่วยกันหามช่วยกันแห่ทำเรื่องกันอีกรอบ ก็ออกมาสุขีสุโขไชโยกันแล้ว
#น่าอนิจจาประเทศไทย

นิพนธ์ ปลุกคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ “ยุวประชาธิปัตย์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496550

12 ธ.ค. 2564 |15:56 น.

นิพนธ์ ปลุกคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ "ยุวประชาธิปัตย์"

นิพนธ์ ลงพื้นที่จ.สงขลา ปลุกคนรุ่นใหม่ “ยุวประชาธิปัตย์” สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ร่วมงานพรรค เน้นการสร้างพลังบวกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองในแนวทางที่สร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2564 ที่โรงแรม บี.พี. สมิหลาบีช อ.เมือง จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรกรอบรมหลักสูตรผู้นำการเมือง รุ่นที่ 8 The Politicians (ภาคใต้) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้โครงการ “ยุวประชาธิปัตย์” (Young Democrat) หลังได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีมาแล้วหลายรุ่น

นายนิพนธ์ บุญญามณี ได้ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการเมืองไทยแบบใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยและแนวทางการพัฒนา

ยุวประชาธิปัตย์ยุวประชาธิปัตย์

รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เน้นสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย ทันโลก มาร่วมขับเคลื่อนพรรค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในจังหวัดทางภาคใต้

โครงการยุวประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นโครงการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดกว้างให้โอกาสและพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

และพรรคก็ขับเคลื่อนโครงการ “ยุวประชาธิปัตย์” มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างพลังบวกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองในแนวทางที่สร้างสรรค์

พรรคประชาธิปัตย์เป็น สถาบันทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้คนทุกคน ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมสร้างสรรภาระกิจ ภายใต้อุดมการณ์-ทันสมัย

นอกจากนี้ พรรคปชป.ได้เชิญ ส.ส.และอดีตผู้สมัคร มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ให้กับผู้เข้ารับการอบรมอย่างใกล้ชิดและมีทีมคนรุ่นใหม่ เลือดใหม่ของพรรคมาร่วมให้มุมมอง

ไม่เพียงเท่านั้น “ยุวประชาธิปัตย์” พร้อมฝึกปฏิบัติการทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีฯ

“ยุวประชาธิปัตย์” Young Democrat  เมล็ดพันธุ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์“ยุวประชาธิปัตย์” Young Democrat เมล็ดพันธุ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคกล้าหนุนแก้ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496480

12 ธ.ค. 2564 |15:30 น.

พรรคกล้าหนุนแก้ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ

“พรรคกล้า” หนุนแก้ ม.272 ยกเลิกอำนาจ 250 ส.ว.เลือกนายกฯ พร้อมจับมือ อดีตกกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ล่า 5 หมื่นชื่อสนับสนุน ชี้แค่ขอให้รัฐธรรมนูญของไทยยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตยมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กพรรคกล้า ได้เผยแพร่ความเห็นของ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า แสดงความเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ห้าม ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าของรัฐสภาชุดนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่แก้ไขสำเร็จแค่เรื่องของนักการเมืองคือระบบเลือกตั้ง ส่วนประเด็นที่ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย กลับทำไม่สำเร็จ เพราะข้อเสนอเป็นไปได้ยาก ไปพ่วง ไปปน ไปแถม อยู่กับเรื่องอื่น จนสุดท้ายถูกตีตกไปตามๆ กัน

แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง คือ การล็อกเป้าแก้ไขมาตราเดียว ไม่มีมาตราอื่นมาแถม คือมาตรา 272 ห้าม ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี หากทุกฝ่ายต่างให้เกียรติกัน ไม่ด้อยค่าหน้าที่ของวุฒิสภา เพียงแค่ขอให้รัฐธรรมนูญของไทยยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตยมากขึ้น จะทำให้ ส.ว.ทำหน้าที่ได้อย่างภาคภูมิ ให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เข้าทำหน้าที่ได้อย่างสง่างาม

การให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางบริหาร เพราะหากอาศัยเสียง ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทันทีที่เริ่มบริหารก็จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที จึงเรื่องที่ไม่สอดคล้องทั้งหลักปฏิบัตินิยมและความเป็นประชาธิปไตย

พรรคกล้า จึงขอประกาศร่วมสนับสนุน “คณะผู้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272” คณะบุคคลที่ประกอบด้วยนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตัวแทนจากหลายพรรคการเมือง รวมถึงตัวแทนจากพรรคกล้า จับมือกับ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อ เดินหน้ายกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี ภารกิจนี้ควรทำ และมีความเป็นไปได้มากที่สุด

พรรคกล้า เปิดตัว สองผู้สมัครท้าชิงเลือกตั้งซ่อม เขต1 ชุมพร และเขต 6 สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496545

12 ธ.ค. 2564 |14:57 น.

พรรคกล้า เปิดตัว สองผู้สมัครท้าชิงเลือกตั้งซ่อม เขต1 ชุมพร และเขต 6 สงขลา

พรรคกล้า เปิดตัว “ผู้กำกับหนุ่ย-ทนายอาร์ม” สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ลั่นเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของชาวใต้ มั่นใจสู้ฐานเสียงเก่าได้ 

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.64  นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และคณะผู้บริหารพรรค แถลงเปิดตัว พันตำรวจเอก ทศพล โชติคุตร์ (ผู้กำกับหนุ่ย) ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 จ.ชุมพร และ นายพงศธร สุวรรณรักษา (ทนายอาร์ม) ทนายความด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 จ.สงขลา ซึ่งว่าที่ผู้สมัครทั้ง 2 คน ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามกฎหมายแล้ว 

พรรคกล้าโดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค  เปิดตัว สองผู้สมัครลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต1 ชุมพร และเขต 6 สงขลาพรรคกล้าโดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค เปิดตัว สองผู้สมัครลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต1 ชุมพร และเขต 6 สงขลา

นายกรณ์ กล่าวว่า ตั้งใจให้พรรคเป็นเวทีรวมพลคนมีของ กว่าครึ่งปีที่เตรียมการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เราคัดคนคุณภาพในท้องถิ่นเข้าสู่การเมือง เราตระหนักว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือ ผู้จริงใจ มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสร้างโอกาสในการทำมาหากิน ดังนั้นพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งได้ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และพรรคกล้าพร้อมเป็นคำตอบให้ประชาชน ซึ่งตนภาคภูมิใจนำเสนอผู้สมัครที่ดีมีคุณภาพ

ทั้ง 2 คนเป็นนักการเมืองเลือดใหม่ เป็นคนท้องถิ่นมีคุณภาพ ไม่เคยลงสมัครที่ไหนมาก่อน แต่มาลงพรรคกล้า เพื่อความเปลี่ยนแปลงการเมืองใน 2 จังหวัดนี้ และที่ผ่านมาพวกเขาก็ทำงานเป็นที่พึ่งให้ประชาชน เป็นตำรวจมือสะอาด และเป็นทนายความช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ดังนั้นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปได้ก็ต้องมีการเริ่มต้น ซึ่งการเมืองที่ผ่านมาไม่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงการเมือง และมั่นใจว่าทั้ง 2 คน เป็นผู้สมัครคุณภาพ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของชาวชุมพรและสงขลา ถ้าเรามีผู้แทนในสภาจะได้ลงมือทำให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ พร้อมขอโอกาสให้กับผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรค เพื่อให้การเมืองพ้นจากการผูกขาดของรัฐ และอิทธิพลเดิม 

สำหรับเขต 1 จ.ชุมพร และเขต 6 จ.สงขลา เป็นฐานเสียงมายาวนาน ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าที่ผู้สมัครจะแข่งกับเขาอย่างไร พันตำรวจเอกทศพล กล่าวว่า ลงพื้นที่มากว่า 1 ปี พบว่าในพื้นที่ยังขาดโอกาสทางการเกษตร การท่องเที่ยว สาธารณูปโภค คุณภาพชีวิต จึงต้องการให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้ว่าจะมีเจ้าของพื้นที่แต่ไม่ได้กลัว หากประชาชนอยากเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นก็ขอให้โอกาส 

พันตำรวจเอก ทศพล โชติคุตร์ (ผู้กำกับหนุ่ย) ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 จ.ชุมพร พรรคกล้า พันตำรวจเอก ทศพล โชติคุตร์ (ผู้กำกับหนุ่ย) ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 จ.ชุมพร พรรคกล้า

ขณะที่นายพงศธร หรือทนายอาร์ม บอกว่า เมื่อเราลงสมัครไม่มีสนามไหนง่าย คู่แข่งก็เป็นภรรยาของอดีตนายก อบจ.สงขลา แต่เราจะนำเสนอการเปลี่ยนแปลง การทำการเมืองแบบใหม่ เพราะประชาชนยังขาดโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม วันนี้สงขลาต้องกล้าเปลี่ยน 

นายพงศธร สุวรรณรักษา (ทนายอาร์ม) ทนายความด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 จ.สงขลา พรรคกล้า นายพงศธร สุวรรณรักษา (ทนายอาร์ม) ทนายความด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 จ.สงขลา พรรคกล้า

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า วันพุธที่ 15 ธันวาคม จะลงพื้นปราศรัย จ.สงขลา ส่วน จ.ชุมพร ในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อสะท้อนถึงความพร้อมและให้ความสำคัญในการเลือกตั้งซ่อม แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อมจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าชาวชุมพรและสงขลา ต้องการเห็นชีวิตที่ดีขึ้น ต้องการโอกาสที่ดีขึ้น และเห็นการเปลี่ยนแปลง เราจึงส่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่มีเส้นสายการเมือง แต่ใช้การทำงานเป็นจุดขาย 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงการส่งสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยนายกรณ์ กล่าวว่า มีการเตรียมคนไว้แล้ว แต่เห็นว่าวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อไร  ดังนั้นพรรคจึงรอความชัดเจนตรงนี้ และเมื่อชัดเจนแล้วก็สามารถที่จะเปิดตัวได้ว่าท่าทีหรือยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ขณะนี้พรรคมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งรีบหรือมีความจำเป็นที่จะต้องออกตัว แต่จะใช้เวลาที่มีอยู่ให้กับเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ขณะเดียวกันพรรคพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร ส.ก. ในพื้นที่ กทม.  เพื่อมีส่วนร่วมในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า มั่นใจในแนวทางและคนของเรา เราเป็นพรรคใหม่ พื้นที่ไหนที่เราไม่มั่นใจเราก็ไม่จำเป็นต้องส่ง ดังนั้นเลือกตั้ง ส.ส. 400 เขต ก็ไม่น่าจะส่งครบทุกเขต เพราะต้องยอมรับว่าเราเป็นพรรคใหม่ โดยจะประเมินตามความเป็นจริง และในวันที่ รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้ง จะมีความชัดเจนมากกว่านี้ เรื่องอื่นรอได้

“สมศักดิ์”จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496535

12 ธ.ค. 2564 |14:26 น.

"สมศักดิ์"จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เตรียมแถลงปมเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ออกแถลงการณ์คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

12 ธ.ค.64  กระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของนายสมศักดิ์  เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เตรียมแถลงเพื่อทำความเข้าใจ กรณีที่มีการตั้งข้อสงสัย การลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องต้องขังคดีคอร์รัปชั่น โดยก่อนหน้านี้ เครือข่ายภาคประชาชน รวมถึง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน 

คณะทำงานด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม จึงได้ปรึกษาหารืออย่างรอบคอบพร้อมจัดทำคำแถลงรายงานรมว.ยุติธรรม เพื่อดำเนินกาแถลงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ภายใน 1-2 วันนี้ 

"สมศักดิ์"จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 64 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ ระบุว่า                   

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฯ แก่ผู้ต้องขัง ส่งผลให้ผู้ต้องขังในคดีคอร์รัปชันหลายรายที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนความอัปยศอดสูของชาวนา กลายเป็นประเด็นแห่งความชอกช้ำของสังคมอย่างที่ประวัติศาสตร์ไม่อาจจะลืมได้ แต่ขณะนี้กลับได้รับการลดหย่อนโทษอย่างรวดเร็วด้วย 

เนื้อหาแถลงการณ์ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันระบุต่อไปว่า   “ในฐานะตัวแทนของสังคมในการสร้างพลังของคนไทยในการล้มล้าง ต่อต้านการคดโกงแผ่นดินมีข้อสังเกตว่า ในการพระราชทานอภัยโทษฯ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ได้ยึดหลักว่า จะไม่พิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษให้กับคดีคอร์รัปชัน คดีข่มขืนและคดียาเสพติด ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ได้ทำกันมาอยู่แล้ว ตามที่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรีและอดีต รมว.ยุติธรรม ได้เคยกล่าวไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดและโดยใคร ทำให้หลักเกณฑ์ที่เคยเป็นหลักความเชื่อมั่นของระบบยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไปจนเอื้อประโยชน์ในการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักโทษโดยเฉพาะคดีคอร์รัปชันอย่างไม่น่าได้ลดหย่อนรวดเร็วขนาดนั้น”

"สมศักดิ์"จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำเสมอว่า คอร์รัปชันเป็นเรื่องร้ายแรงของสังคมไทย ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง คนผิดต้องถูกจับติดคุกโดยเร็วด้วยโทษทัณฑ์ที่เด็ดขาดรุนแรง รวมทั้งประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ การลดหย่อนผ่อนโทษขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน บ่อนทำลายความพยายามของ ป.ป.ช. อัยการ และศาล ในการเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้คนโกงไม่เกรงกลัว และกลับทำให้คนที่เป็นพยานและคนชี้เบาะแสกลโกงต้องหวาดกลัวว่าคนโกงที่ติดคุกไม่กี่วันแล้ว เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก อาจกลับมาคุกคามสวัสดิภาพของพวกเขาเหล่านั้นได้

ดังนั้นเพื่อให้คนโกงชาติ ทำร้ายสังคมเกิดความยำเกรงกับบทลงโทษที่รุนแรงให้สาสม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณานำหลักเกณฑ์การอภัยโทษ พ.ศ. 2559 กลับมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนในกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการให้อภัยโทษ การลดหย่อนผ่อนโทษ และการพักโทษนั้นจะสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขใด นอกจากนั้นให้มีการกำหนดเพิ่มเติมถึงข้อห้ามที่เข้มงวดอย่างยิ่งสำหรับคดีคอร์รัปชันร้ายแรงและมีโทษรุนแรงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

"สมศักดิ์"จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

ก. กระทำโดยนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงหรือข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม


ข. ความผิดตามที่รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้


ค. คดีที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของชาติ 


ง. การเสนอชื่อรับสิทธิ์ของผู้ต้องขังคดีร้ายแรงต้องมีกระบวนการทบทวนอย่างเหมาะสม


จ. เงื่อนไขอื่น เช่น ต้องไม่ได้รับสิทธิ์ต่อเนื่องกัน หรือ ผู้ต้องขังต้องถูกจำคุกแล้วอย่างน้อยกี่ปี เป็นต้น

"สมศักดิ์"จ่อแถลงปมคัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน

ในการนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขอย้ำเสนอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ทบทวนในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนยังมีความเชื่อถือ เชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคณะรัฐบาลชุดนี้ยังคงให้ความสำคัญต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน   ที่ได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงใจและจริงจังสมเจตนารมณ์ อย่าให้คนไทยและสังคมรู้สึกว่าได้รับการคดโกงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบบยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอย้ำว่า เราและคนไทยจะไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและจะทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง