นายกฯรับลูกทบทวนลดโทษทุจริต-สมศักดิ์ ถามแกนนำม็อบ ไม่ลดโทษเอาด้วยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496728

14 ธ.ค. 2564 |01:47 น.

นายกฯรับลูกทบทวนลดโทษทุจริต-สมศักดิ์ ถามแกนนำม็อบ ไม่ลดโทษเอาด้วยหรือไม่

นายกฯขอเวลาศึกษา “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” พร้อมสั่งทบทวนนิรโทษกรรมนักโทษคดีทุจริต ด้านสมศักดิ์ พร้อมทำตามแนวทางนายกฯ เคลียร์ปมลดโทษคดีทุจริต ถามกลับ แกนนำม็อบหากไม่ลดโทษเอาด้วยหรือไม่ เหตุเป็นกลุ่มคดีอาญาร้ายแรงเหมือนกัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น แถลงการณ์คัดค้านลดโทษผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชั่น เพราะเป็นการสร้างความเสียหายมหาศาลให้เศรษฐกิจประเทศ ว่า วันนี้ต้องเอามาทบทวน หลายวันที่ผ่านมาที่ตนเองไม่ได้พูดเรื่องนี้ เพราะว่าต้องศึกษารายละเอียดหลายอย่าง หลายเรื่อง บางอย่างเป็นเรื่องของกฎระเบียบของกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ที่มีตรงนี้อยู่

อีกอันคือเรื่องของ “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับการคัดกรองตรงนี้ เดี๋ยวกำลังทบทวนต้องศึกษาดูว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมอยู่ตรงนี้ บางทีเรื่องเก่าที่กำหนดไว้ บางทีมันไม่ชัดเจนความผิดความเสียหายมากน้อยอย่างไร เราต้องดูตรงนี้ มันคือเรื่องความทุจริต แล้วมันก็เข้าเกณฑ์ของเขาเมื่อเขาเสนอไปอย่างนั้น ก็ต้องไปดูว่าเกณฑ์ที่เขากำหนดไว้มันเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสมก็ต้องแก้ใหม่

ปีหนึ่งมีการนิรโทษ อย่างปีที่ผ่านมาปีหนึ่งมีสองครั้ง เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าทำอย่างไร เช่น บางกรณีมีความแตกต่าง มีผลเสียที่แตกต่างกัน เราจะทำอย่างไร ต้องไปแก้ไขกฎระเบียบตรงนั้นในเรื่องของ พ.ร.บ.ต้องมีการแก้ไขบ้าง แต่ยืนยันว่าต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ดีที่สุด อย่าเพิ่งให้เกิดปัญหา เกิดความวุ่นวายขึ้นเลยในตอนนี้ทุกอย่างมันมีกฏระเบียบทั้งสิ้น ผมก็เอามาศึกษาหลายตัวด้วยกัน มีทั้งนักโทษชั้นดี นักโทษชั้นเยี่ยม ลดเท่าไหร่ เท่านั้น เท่านี้ ในหนึ่งปีก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าถ้ามีนิรโทษแล้วจะให้กี่ครั้ง ไม่ได้เขียนตรงนี้ไว้เลย ก็ต้องมาทบทวนใหม่ทั้งหมด สถานการณ์มันเปลี่ยนแล้วใช่ไหม กฎหมายคือสิ่งสำคัญ” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การเสนออภัยโทษให้ผู้ต้องขังในคดีทุจริต ว่า ต้องขอบคุณพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ชี้แนะให้ทุกฝ่ายทำการบ้านให้มากขึ้น รวมถึงให้ดูความพอดีเหมาะสม ซึ่งจะเป็นแนวทางออกที่ดีที่สุดของการทำเดินการ ทั้งนี้การลดโทษมีทั้งผู้ที่ได้และไม่ได้ประโยชน์จากพ.ร.ฎ.อภัยโทษ โดยขอเน้นไปที่กลุ่มคดีอาญาไม่ร้ายแรงและกลุ่มคดีอาญาร้ายแรง คือ บุคคลที่ทำผิดต่อหน้าที่ หรือทำผิดต่อเจ้าหน้าที่ คดีข่มขืน คดีฆ่าคน รวมทั้งคดีโครงการทุจริตจำนำข้าว ถึงแม้จะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมก็จะได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 ซึ่งมีการดำเนินการเป็นกลุ่มๆ ในพ.ร.ฎ.อภัยโทษ

ฉะนั้นการปรับแก้ในแนวทางต่าง ๆ จะมีผลกระทบต่อคนกลุ่มนั้น เช่น การฆ่า การทุจริต หรือโทษที่กระทำกับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ หากจะแก้ต้องแก้กันหมด

นายกรัฐมนตรี ได้มีการชี้แนะไปแล้ว ถือเป็นทางออกอย่างดียิ่ง เช่น คนที่ได้รับโทษจากคดีจำนำข้าวได้รับการลดหย่อนโทษไปหลายครั้ง และก่อนหน้าก็ไม่มีการเตรียมปรับแก้อะไรเพราะไม่มีใครทวงถามซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษแต่ละครั้งเป็นความลับ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รู้อะไรกันมากมาย ดังนั้นถ้าจะปรับแก้ทั้งหมดจะกระทบกับคนหลายกลุ่ม สุดท้ายหากจะมีการแก้ไขต้องให้ผู้ที่มีความรู้มาช่วยกันคิดเพื่อหาทางออกร่วมกัน “พ.ร.ฎ.อภัยโทษ” มีตั้งแต่ปี 2459 มีมาทั้งหมด 52 ครั้ง เป็นเวลา 105 ปี นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนจะทำตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี และขอย้ำว่าหากเราแก้ในคดีอาญาร้ายแรง ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากปรับทั้งหมดคิดว่าจะกระทบ เช่น กลุ่มเดินขบวน จะเอาด้วยหรือไม่อย่างไร เพราะต้องปรับไปทั้งกลุ่มตามข้อเสนอ

เมื่อถามว่า หากมีการปรับแก้เรื่องดังกล่าวนี้ จะกระทบกับผู้ชุมนุมหมายความว่าอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การชุมนุมหากมีความผิด ก็เหมือนกับเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ซึ่งก็จะได้ลดโทษ 1 ใน 3 เช่นเดียวกัน จะไปเอา 1 ใน 5 ทั้งกลุ่มหรือไม่ หรือจะแยกต่างหากก็ไปว่ากัน

ผู้รู้ทางกฎหมายต้องไปศึกษาว่าจะเอาอย่างไร ผมรับได้ทั้งนั้น ผมไม่อยากจะช่วย คนที่ทุจริตต่อหน้าที่ เดิมมันเป็นไปตามกรอบแนวปฏิบัติอยู่ นายสมศักดิ์ กล่าว

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496721

13 ธ.ค. 2564 |21:44 น.

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ดร.เอ้-สุชัชวีร์ ประกาศขออาสาแก้ไขปัญหาให้กับชาวกรุงเทพฯ ยืนยันเป็นความตั้งใจตลอด 30 ปี ที่ต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองต้นแบบของอาเซียน มั่นใจเราทำได้ ทั้งการแก้ปัญหารถติด น้ำท่วม มลพิษ เศรษฐกิจตกต่ำและการศึกษาล้มเหลว

กว่า 1 ชั่วโมงเต็มๆ ที่ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ได้ขึ้นเวทีและประกาศชัดเจนว่าขออาสาเข้ามาทำงานรับใช้ชาวกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์เพื่อแก้ไขปัญหากทม. ในทุกมิติ หากเขามีโอกาสได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งขึ้นภายในไม่เกินกลางปีหน้า 2565 นี้ 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ดร.เอ้ พูดถึงปัญหา กทม.ที่อยู่ในความคิดและเป็นความตั้งใจของเขาตลอด 30 ปีว่าจะต้องแก้ไขปัญหาของกรุงเทพฯ ให้ได้ โดยระบุว่ากรุงเทพฯ วิกฤต ถึงเวลาเราร่วมกัน “เปลี่ยนกรุงเทพ” เราทำได้  ซึ่งเขาพบว่า 30 ปีที่ผ่าน คนกรุงเทพยังยิ้มไม่ออก เพราะเจอวิกฤตซ้ำซาก ทั้ง ฝนตก น้ำท่วม รถติด อากาศพิษ เศรษฐกิจเมืองล้าหลัง การศึกษาพัง ยิ่งกว่าเดิม วันนี้ น้ำฝนรอระบาย น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน ไม่รอคิวกันมาแล้ว มันมาพร้อมกัน และผู้เชี่ยวชาญจากทุกสำนักทั่วโลกเห็นตรงกันว่า หาก กทม. ไม่ทำอะไรวันนี้ อีก 10 – 20 ปี กรุงเทพจมน้ำ ไม่มีแผ่นดินส่งต่อให้ลูกหลานแน่ ๆ 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี
ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี
ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

พร้อมกับยกตัวอย่างว่า วิกฤตน้ำเหนือท่วมปี 54  น้ำทะเลหนุนท่วมทะลักสะพานซังฮี้ คนกรุงเทพยังไม่เชื่ออีกหรือว่าอนาคต หากเราไม่เปลี่ยนกรุงเทพ เราไม่ฉุดกรุงเทพขึ้นมา กรุงเทพจมน้ำแน่ ส่วนปัญหาปากท้องก็จะไม่มีที่ทำมาหากิน ไม่มีแผ่นดินจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต นี่คือความรับผิดชอบของรุ่นเรา วินาทีนี้ปัญหาน้ำท่วม สำคัญที่สุดชี้ชะตาคนกรุงเทพ แล้ว ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกผู้ว่าฯ แต่เป็นการเลือกอนาคตกรุงเทพฯ อนาคตลูกหลานคนกรุงเทพฯ และคนไทย โดยจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้รอดจากน้ำท่วม หากตนเองได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่เรียนจบเป็นวิศวกรระดับปริญญาเอกด้านดิน ด้านน้ำ เคยเป็นนายกวิศวกรรมสถานฯ เป็นนายกสภาวิศวกร เป็นวิศวกรดีเด่นอาเซียน เป็นวิศวกรอาสาลงพื้นที่ช่วยคนไทย มาแล้วทั่วประเทศ จะช่วยคนกทม. ไม่ได้ 
 

ดร.เอ้ กล่าวต่อไปถึงปัญหารถติดว่าพ่อแม่ต้องปลุกลูกตอนตีสี่ตีห้า ลูกต้องโตในรถ ใช้เวลามากกว่า 1 ใน 4 ของชีวิต ทรมานในรถจนเด็กขาดความคิดสร้างสรรค์  ขาดจินตนาการ ขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานออกแต่เช้ากลับบ้านค่ำทุกวันเพราะรถติด จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีได้อย่างไร เราต้องสู้ ต้องเปลี่ยน ทำไมกรุงโตเกียวที่มีความหนาแน่นของพลเมือง มากกว่ากรุงเทพฯ 3 เท่าเท่า มีประชากร 40 ล้านคน มากกว่ากรุงเทพฯ 3-4 เท่า ผลิตรถยนต์ได้เอง รถราคาถูก ทำไมรถไม่ติดเท่ากรุงเทพฯ แสดงว่าเปลี่ยนกรุงเทพให้รถไม่ติดหนักขนาดนี้ เราก็ทำได้ หรือ กรุงลอนดอนที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้าน เท่ากรุงเทพฯ วันนี้คนขี่จักรยานไปทำงานแล้ว เราก็ทำได้ หากมีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ กทม. ท่านจะได้เห็นทางจักรยานลอยฟ้า ครั้งแรกในกทม. 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

สำหรับปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งอยู่กับเราทุกวัน ลองวัดฝุ่นที่ป้ายรถเมล์ ไม่ใช่ค่ำพบในฤดูหนาว และเราตายผ่อนส่ง ซึ่งเกิดจากความเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบของคนไม่มีกี่คน กรุงปักกิ่งเคยเจอฝุ่นพิษหนักกว่าเรา จนแพ้การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2000 มาแล้ว แต่เขาเอาจริง วันนี้แก้ฝุ่นพิษได้แล้ว และเรารู้ทั้งรู้อยู่ว่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากรถบรรทุก รถเมล์ควันดำ ดังนั้น ตนเองจะไม่ยอมให้รถควันดำ มาทำร้ายพ่อแม่ มาฆ่าลูกหลานคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป เราจะเปลี่ยนกรุงเทพให้อากาศบริสุทธิ์ เราทำได้

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ เมืองที่เคยมีนักท่องเที่ยวมามากที่สุดในโลก เพราะประทับใจในรอยยิ้ม วันนี้ไม่เหลือรอยยิ้มแล้ว เพราะไม่มีอะไรใหม่ ไม่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมทั้งอดีตและร่วมสมัย กำลังจะกลายเป็นเมืองเฉา ที่ถูกทอดทิ้ง คนจน ถึงคนชั้นกลางตายเรียบ คนจนไม่มีที่ทำมาค้าขายยาก ไม่มีโอกาสเข้าถึงเศรษฐกิจยุคดิจิตอล คนชั้นกลาง รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หาของกินราคาถูกใกล้ที่ทำงานลำบากขึ้นทุกวัน ทั้งนี้ตนเอง เคยทำงานให้ธนาคารโลก ศึกษาเศรษฐกิจของเมืองไทย รู้เลย เศรษฐกิจเมือง ต้องทันสมัย ไม่เช่นนั้น ไม่มีใครมาลงทุน เขาไปสิงคโปร์ ไปกัวลาลัมเปอร์ หากเศรษฐกิจเมืองยังล้าหลัง เราแข่งขันไม่ได้ ที่จริง คนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก เราจะเปลี่ยนเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ให้ทันสมัย สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจเมืองดิจิตอล 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ดร.เอ้ กล่าวถึงการศึกษาของกทม. โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่เขาแค้นที่สุดเพราะคะแนนการอ่าน คะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของเด็กโรงเรียน กทม. ต่ำที่สุดในประเทศไทย ต่ำกว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับเมืองอื่น เด็กโรงเรียนสังกัดเมืองหลวง ทั้งกรุงปักกิ่ง กรุงโตเกียว กรุงโซล สิงคโปร์ ไทเป ได้คะแนนสูงลิบลิ่ว ติดอันดับโลก ก็เลยไม่มีใครอยากส่งลูกเรียน โรงเรียน กทม. ทั้ง ๆ ที่เรียนฟรี และอยู่หน้าบ้าน ต้องตื่นตี 4 เสียตังค์ส่งลูกเรียนข้ามเมือง เพราะไม่เชื่อคุณภาพโรงเรียน กทม. และ ครูกทม. น่าเห็นใจที่สุด แทบไม่ได้รับการดูแลเลย ตนเองเป็นครู พ่อแม่เป็นครู ตนเองเข้าใจดี มีโอกาสเป็นผู้ว่ากทม.เมื่อไหร่ จะเปลี่ยนโรงเรียน กทม. พัฒนาครู ให้คนแย่งกันเข้าเรียนโรงเรียนกทม. ให้ได้ ให้มันรู้กันไป เราทำได้ 

ขณะที่ กทม.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนมี 292 แห่ง แต่ยังขาดการดูแลอย่างมีคุณภาพ ไม่อยากเชื่อว่าหลายเขต ทั้งบางกอกใหญ่ บางแค บางบอน พระนคร สัมพันธวงศ์ ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเลย แล้วอนาคตกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ไหน เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าเด็กกว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว “ผมเองขออาสา สัญญาจะดูแลลูกหลานคนกรุงเทพทุกคน เหมือนลูก จะเป็นผู้ว่า การศึกษา กทม.คนแรก เราทำได้ ครับ !!!”    

นอกจากนี้ ดร.เอ้ ยังกล่าวถึงแนวนโยบายที่จะดูแลผู้สูงอายุ คนชราในกทม. ด้วยว่า คนกรุงเทพฯ หลายครอบครัว ที่มีผู้สูงอายุที่บ้าน พ่อแม่ของตนเองอายุ 85 ปีแล้ว ต้องไปหาหมอแทบวันเว้นวัน พ่อแม่เราต้องตื่นตีสาม ไปรับบัตรคิวตอนตีสี่ครึ่ง รอเจาะเลือดตอนเช้า ไปทานข้าวรอพบหมอช่วงบ่าย กลับบ้านเย็น หลายคนช่วยตัวเองไม่ได้ ลูกหลานต้องลางานทั้งวันไปส่ง ขาดรายได้ แต่ต้องลำบาก สู้ทน แต่ศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้าน หน้าปากซอย 68 แห่งทั่วกรุงเทพ คน กทม. ส่วนใหญ่แทบไม่รู้จัก เพราะไม่ใช่ไม่เชื่อ ไม่มีหมอ ไม่มีเครื่องมือแพทย์เพียงพอ เรื่องนี้ตนเองขออาสา มีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ จะยกระดับศูนย์สาธารณสุขเป็นศูนย์การแพทย์ทันที มีหมอ มีเครื่องมือแพทย์ มีเครื่องฟอกไต ทุกศูนย์ใกล้บ้าน และยกระดับโรงพยาบาล 11 แห่งของ กทม. เป็นโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญใกล้บ้าน ไม่ต้องไปแออัดที่ศิริราช จุฬาฯ หรือ รามาฯ ตนเองสร้างโรงพยาบาลมาแล้ว และทำเครื่องมือแพทย์ช่วยคนไทยทั่วประเทศสู้โควิดมาแล้ว ถึงเวลามาดูแลคนกทม. “ผมขออาสาดูแล คุณพ่อคุณแม่ของคนกทม. เราทำได้ ครับ !!!” 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ดร.เอ้ ย้ำว่า วันนี้เรารอไม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลา มาร่วมกัน เปลี่ยนกรุงเทพเป็น… เราต้องเปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองสวัสดิการ ที่ดูแลพลเมืองทุกคนอย่างมีคุณภาพ ย้ำว่าอย่างมีคุณภาพ ทั้งการจัดการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การขนส่งมวลชน ถนน ฟุตบาท ทั้งการจัดการศึกษาฟรี ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ และการดูแลรักษาพยาบาลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงสูงอายุ  ย้ำอีกครั้งว่าอย่างมีคุณภาพ การเข้าถึงสินค้าอาหารการกินได้ง่ายในราคาถูกและปลอดภัย เป็นเมืองที่สร้างโอกาสในการเรียนรู้ ทำมาหากินได้ดี เดินทางสะดวก เข้าถึงทุกพื้นที่ทุกคนเท่าเทียม มีสวนสาธารณะขนาดย่อมทั่วกรุงเทพฯ คนเดินได้ สัตว์เลี้ยงเดินดี ใกล้บ้าน และที่สำคัญคือกรุงเทพต้องใช้กฎหมายเท่าเทียม เข้มข้น เพื่อดูแลทุกคนเท่าเทียม

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

เราต้องเปลี่ยนกรุงเทพให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรม มาแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซ้ำซาก เช่น ปัญหาน้ำท่วม รถติด ฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะการคิดแบบเดิม ทำงานแบบเก่า หากจะแก้ปัญหาได้ คงจะแก้ได้มาหลายสิบปีแล้วจริงไหม? ตนเองเชื่อว่าทีมเจ้าหน้าที่กทม. ต้องเรียนรู้ได้ พร้อมทำงานแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยี มาบริการประชาชน


    
เครื่องสูบน้ำของกทม.ต้องทำงานอัตโนมัติทันทีที่ฝนตก ประตูระบายน้ำต้องทำงานประสานกันด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องเสี่ยงรอเจ้าหน้าที่มาเปิดปิด ที่ไม่เคยได้ผล การแก้วิกฤตน้ำท่วมในอนาคตต้องทันสมัย ใช้แก้มลิงใต้ดินแบบกรุงโตเกียว และถึงเวลา ผนึกกำลังกับจังหวัดปริมณฑล สมุทรปราการ สมุทรสาคร วางแผนประตูกั้นน้ำทะเลหนุนแบบเนเธอแลนด์ หรือ แบบเมืองเวนิส ถึงเราจะรอด

ระบบสัญญาณจราจร ต้องทำงานอัตโนมัติ ควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI เหมือนสิงคโปร์ โตเกียว ปักกิ่ง นิวยอร์ก ลอนดอน ไม่ต้องใช้บริการตำรวจจราจรในป้อมตำรวจ เพราะมีความแม่นยำกว่า แก้ปัญหารถติดได้เบ็ดเสร็จ

อินเทอร์เน็ตต้องฟรี ส่งเสริมการเรียนรู้ ทำมาหากิน เข้าถึงโอกาสในการค้าขายออนไลน์ และที่สำคัญ ใช้เตือนภัยพลเมือง เรื่องฝนตก น้ำท่วม และรายงานฝุ่นพิษ PM2.5 อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่อยู่เสี่ยงกันไปวัน ๆ เหมือนที่เป็นอยู่ ที่น้ำทะลักตรงสะพานซังฮี้ ไม่มีระบบเตือนภัยชาวบ้าน ใช้พื้นที่คุ้มค่า ทั้ง 4 มิติ กว้างคูณยาวบนพื้นดิน เพิ่มพื้นที่จราจร มีทางจักรยานปลอดภัยลอยฟ้า ทำพื้นที่ใต้ดินได้ทำมาค้าขาย ทำเหมือนสิงคโปร์ โตเกียว กรุงโซล ไม่ต้องไปเบียดเบียนฟุตบาททางเดิน ที่ทุกเมืองเขาทันสมัยใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้ว เมืองอื่นเขาทันสมัย เขาทำได้ กรุงเทพ เราก็ทำได้ เช่นกัน

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี


“ทุกท่านครับ คนเราเกิดมาทั้งที เราต้องกล้าฝัน ต้องเปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเมืองต้นแบบของอาเซียน นักท่องเที่ยวมาแล้วต้องมาอีก ไม่มีเบื่อ และมาแล้วจับจ่ายใช้สอยมากกว่าเดิม เหมือนคนไทยชอบไปเที่ยวกรุงโตเกียว ไปกี่ครั้งก็ไปไม่มีเบื่อ เพราะว่าเขามีเทศกาลทุกเดือน กระตุ้นเศรษฐกิจของเมือง ทั้งได้สร้างความสุขแก่พลเมือง ตอนนี้ กรุงเทพฯ ดูเฉา ๆ ไป จริงไหม แล้วเราจะเปลี่ยนกรุงเทพ เป็น Bangkok City of Joys มีเทศกาลทุกเดือน เราทำได้”  ดร.เอ้ กล่าวอย่างมั่นใจ 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ดร.เอ้ กล่าวด้วยว่า ที่กรุงโตเกียว คนแก่ คนพิการได้รับการดูแล นั่งรถเข็นก็ไปได้ทุกที่ รถเมล์ รถไฟฟ้า สะดวกปลอดภัย ต่างจากกรุงเทพฯ ตอนนี้ อย่าว่าแต่ผู้พิการเลย คนปกติยังหกล้ม รถมอเตอร์ไซค์ชนคนบนฟุตพาท รถเมล์ รถแท็กซี่ เพื่อผู้พิการก็ไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ทุกคนเข้าถึงเท่าเทียม เป็นต้นแบบของอาเซียน เราทำได้ 

กรุงเทพมีฝุ่นพิษ PM2.5 มากที่สุด เพราะรถสาธารณะ รถขนส่ง ปล่อยควันพิษควันดำ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนกรุงเทพด้วยพลังงานสะอาด ให้เป็นต้นแบบของอาเซียน กทม.ที่มีความพร้อม เราไม่ทำก่อน แล้วรอจะให้ใครทำ

และ คนกรุงเทพหลายคนเชื่อเหมือนกับตนเองว่า วันหนึ่งกรุงเทพฯจะจัดงานโอลิมปิกได้ เพราะโอลิมปิกจะเปลี่ยนเมือง จากเมืองในอดีต สู่เมืองแห่งอนาคต จากเมืองที่เคยมีปัญหา สู่เมืองที่ทันสมัย เป็นเมืองต้นแบบ ยกตัวอย่างที่กรุงปักกิ่งโอลิมปิก เปลี่ยนอากาศพิษเป็นอากาศสะอาด กรุงโซลโอลิมปิก เปลี่ยนแม่น้ำเน่าเสีย เป็นแม่น้ำใสสะอาด กรุงโตเกียวโอลิมปิก เปลี่ยนเมืองอดีต เป็นเมืองแห่งอนาคต ที่ทันสมัยขวัญใจของคนทั่วโลก แล้วกรุงเทพฯ โอลิมปิก 2036 จะเกิดอะไรขึ้น? ทางเดินฟุตพาทจะเรียบสนิท ผู้พิการ ผู้สูงอายุ จะเดินทางอย่างปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะเห็นสายไฟฟ้าลงดินทุกถนน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จะได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ อากาศจะบริสุทธิ์ไร้ PM2.5 รถยนต์รถเมล์ไฟฟ้า จะให้บริการไปได้ทุกที่ จะเปลี่ยนกรุงเทพทั้งที ต้องทำให้มันสุด จริงไหมครับ เราทำได้

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ในตอนท้าย ดร.เอ้ ขออาสาเข้ามาทำงานเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเขาย้ำถึงความตั้งใจตลอด 30 ปีเต็มว่า ตนเองเป็นหนี้คนไทย ต้องตอบแทนบุญคุณ เพราะใช้เงินภาษีประชาชนไปเรียนต่อเมืองนอก จนจบปริญญาเอกมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ได้โอกาสทำงานที่มีเกียรติ ได้โอกาสสร้างชีวิตที่ดี ได้รับเกียรติยศระดับโลก ได้เรียนรู้กับผู้นำระดับโลก จากนี้ไป กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตที่สุด แล้วถ้าเรา พอมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ ช่วยได้ ทั้งยังหนุ่ม ยังมีพลังกาย พลังสติปัญญา เราจะนิ่งเฉยได้อย่างไร ตนเองจึงต้องกล้าอาสา กล้าออกมาสู้ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ตอบแทนบุญคุณคนไทย 


    
“ผมเป็นนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จากภาษีประชาชน ก็ขอเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้อง หนุ่มสาวนักเรียนทุนคนรุ่นใหม่ทุกคน ที่มีทั้งความรู้ มีความสามารถ และเป็นคนดี ต้องกล้าเสียสละ กล้าก้าวออกมาจากพื้นที่สบายตน เพื่อออกมาทำงานที่ยาก ที่ท้าทาย เพื่อตอบแทนสังคมไทย ที่สำคัญ ผู้ว่าฯ กทม. คือพ่อบ้านและนายช่างใหญ่ ในคนเดียวกัน ต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ รอบด้านกว่างานใด ๆ ทำให้ตลอด 30 ปีเต็ม ผมได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ ได้ทำงานจริงในทุกมิติของการแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพ 

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ตลอด 30 ปี ผมได้แสวงหาวิธีการแก้ปัญหาของกรุงเทพ จากเมืองทั่วโลก ได้ไปพบผู้ว่ากรุงโตเกียว เพื่อศึกษาวิธีการแก้ปัญหา นำมาพัฒนากรุงเทพ  ขอโอกาส ได้ใช้พลังความรู้ ประสบการณ์ทั้งหมด ทุกด้าน เปลี่ยนกรุงเทพ เราทำได้ ครับ และผมแม้จะเกิดที่ชลบุรี เรียนที่ระยอง แต่เป็นคนกรุงเทพ มีชีวิตอยู่ที่นี่ มีครอบครัวที่ ที่ต้องทนทุกข์กับปัญหาซ้ำซาก เหมือนท่านทุกคน ผมจึงขอเป็นตัวแทนคนกรุงเทพ ที่เราพ่อ เป็นแม่ ที่รักและห่วงลูก ผมขอเป็นตัวแทนคนกรุงเทพ ที่เราเป็นลูกคนหนึ่ง มีพ่อแม่สูงอายุ ต้องดูแล 

ผมขอเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ ที่เราต้องทำงานหนัก ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว และผมขอเป็นตัวแทน เด็กรุ่นใหม่ ลูกหลานคนกรุงเทพฯ ที่ต้องมีอนาคต และที่กำลังต้องเจอ วิกฤตกรุงเทพฯ กำลังจะจมน้ำ ลูกหลานจะไม่มีพื้นดินอยู่อาศัย ทำมาหากินได้ในวันข้างหน้า วันนี้ วินาทีนี้ ผม เอ้-สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์ ผมตั้งใจ ผมเตรียมพร้อมมา 30 ปี ขออาสาเป็นตัวแทนคนกรุงเทพ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ผมขอเชิญชวนทุกท่าน มาร่วมเดินทางแห่งความหวัง ครั้งสำคัญครั้งนี้ เพื่ออนาคตลูกหลานเรา เราจะคืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพ ผมเชื่อมั่น เปลี่ยนกรุงเทพ #เราทำได้ครับ”

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

สำหรับในช่วงแรกของการเปิดตัวของ ดร.เอ้ นั้นเขาได้เล่าประสบการณ์การเรียนในวัยเยาว์ที่เขาสอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนและของจังหวัดระยองในระดับชั้น ม.3 แต่พอจะสอบเข้าเรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาฯ ในกทม.กลับสอบไม่ติด ทำให้ชีวิตของเขาต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิม แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับทุนช้างเผือกเข้าเรียนวิศวกรโยธา ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และในช่วงทำงานวิจัยก่อนจบการศึกษา เขาได้ออกแบบคิดค้นการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินเพื่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน จนนำเข้าก้าวสู่ความสำเร็จในการได้ไปศึกษาต่อที่สถาบัน MIT และเรียนจบปริญญาเอกถึง 2 ใบ ทั้งด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม

ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. อาสาแก้ปัญหาในรอบ 30 ปี

ส่วนบรรยากาศการเปิดตัวดร.เอ้ ในวันนี้ (13 ธ.ค.) ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์นั้น มีความคึกคักมากเพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคหลายคน ทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและอดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรค นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค นายสุทัศน์ เงินหมื่น และนายปริญญ์ พาณิชภักดิ์ เข้าร่วมงานด้วย พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขตของพรรค และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกจำนวนมาก  

รัฐธรรมนูญฉบับ”สั้นที่สุด”…แต่มีอำนาจ(เผด็จการ)สูงสุด EP.6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496712

13 ธ.ค. 2564 |20:28 น.

รัฐธรรมนูญฉบับ”สั้นที่สุด”…แต่มีอำนาจ(เผด็จการ)สูงสุด EP.6

ย้อนรอย 89 ปีรธน. เดินทางมาถึงรธน.ฉบับสำคัญ ซึ่งทำให้คณะปฏิวัติ”มีอำนาจ”เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จโดย”จอมพลสฤษดิ์” ผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นผู้บัญชาการสูงสุด รวบอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ไว้ทั้งหมด ติดตามได้EP.6

รัฐธรรมนูญฉบับ”สั้นที่สุด”…แต่มีอำนาจ(เผด็จการ)สูงสุด EP.6

มาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ระบุไว้ว่า ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ “นายกรัฐมนตรี”เห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวน หรือคุกคามความสงบ ที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้”นายกรัฐมนตรี” โดย “มติของคณะรัฐมนตรี” มีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่า คำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้น “เป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย”

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ

นี่เป็นหนึ่งบทบัญญัติใน 20 มาตรา ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ที่หลังก่อรัฐประหาร “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์”  ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 และได้นำธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ เป็นแนวทางในการปกครองประเทศชั่วคราว โดยประกาศใช้เมื่อ 28 มกราคม พ.ศ.2502 และประกาศให้สมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง 

รัฐธรรมนูญฉบับ”สั้นที่สุด”…แต่มีอำนาจ(เผด็จการ)สูงสุด EP.6

บทบัญญัติจากกฎหมายปกครองสูงสุดฉบับนี้ ทำให้คณะปฏิวัติ “มีอำนาจ” เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จโดย “จอมพลสฤษดิ์” ผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นผู้บัญชาการสูงสุด รวบอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ไว้ทั้งหมด และคณะปฏิวัติยังออกกฎหมาย ด้วยการออกประกาศของคณะปฏิวัติ และบริหารราชการแผ่นดิน มีหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นผู้สั่งการ ส่วนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิก 240 คน ล้วนเป็นข้าราชการประจำเกือบทั้งหมด และเป็นนายทหารประจำการกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมด สะท้อนการเป็นผู้ใช้อำนาจเผด็จการทางทหารและข้าราชการมากที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศเมื่อปี พ.ศ.2475
      

ประเทศไทยในช่วงนั้นยังเกิดช่องว่างการปกครองโดยปราศจากรัฐธรรมนูญ เป็นเวลา 101 วัน คือตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2502 จึงประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่มีบทบัญญัติที่สั้นที่สุด คือ มีเพียง 20 มาตรา จนถูกวิจารณ์ไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีลักษณะเป็น”รัฐธรรมนูญของรัฐเผด็จการ” ที่ชัดเจนที่สุด

ขณะเดียวกันยังสร้างภาพจำของประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ด้วยการบังคับใช้มาตรา 17 ในการสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีคอมมิวนิสต์ไปหลายคน โดยไม่ผ่านกระบวนการของศาล จนทำให้ผู้คนสมัยนั้น เกิดความหวาดกลัวว่าจะโดนจับและตัดสินคดีด้วยวิธีเช่นนี้ 

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
    

ส่วน”จอมพล สฤษดิ์”ยังได้แสดงบทของผู้นำเผด็จการ ด้วยการสอบสวนผู้ต้องหาคดีวางเพลิงด้วยตัวเองกลางท้องสนามหลวง ก่อนจะสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาที่รับสารภาพว่า เป็นคนรับจ้างวางเพลิง เพื่อหวังผลประโยชน์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 จนถูกกล่าวขานไปทั่วเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อรอการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ก็ถูกใช้เป็นเวลายาวนานถึง “9 ปี 4 เดือน 20 วัน” หรือตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของ “จอมพลสฤษดิ์” ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2506 จากนั้น “จอมพลถนอม กิตติขจร”จึงขึ้นสืบทอดอำนาจต่อโดยที่”จอมพลถนอม”ก็ยังยึดเอากฎหมายฉบับนี้ปกครองประเทศต่อมา

จอมพลสฤษดิ์ และภริยาจอมพลสฤษดิ์ และภริยา
   

แต่เวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ “จอมพล สฤษดิ์”ถึงแก่อสัญกรรม ทายาทและภรรยาที่มีหลายคนของ “จอมพลสฤษดิ์”เกิดการวิวาทแก่งแย่งทรัพย์สินมรดก ซึ่งระบุกันว่ามีจำนวนกว่า 2,800 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 บุตรทั้ง 7 คน ของ “จอมพลสฤษดิ์”ได้ร่วมกันยื่นฟ้อง “ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์”ภรรยาคนสุดท้าย โดยระบุว่า เป็นคนบุกไปทำลายพินัยกรรมของบิดาถึงในบ้านพักภายในกองพลทหารราบที่ 1 ทำให้เรื่องราวกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวและตกเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ

จอมพลถนอม กิตติขจรจอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐบาลภายใต้การนำของ “จอมพลถนอม”จึงตัดสินใจนำมาตรา 17 มาบังคับใช้ในการยึดทรัพย์ “จอมพลสฤษดิ์”และตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอบข่ายการฉ้อราษฎร์บังหลวง เพื่อลดกระแสถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน
   

ซึ่งผลการสอบสวนปรากฏออกมาว่า “จอมพล สฤษดิ์”ได้ใช้เงินแผ่นดินเพื่อเลี้ยงดูอนุภรรยาและลงทุนในธุรกิจ มีที่มาจาก 3 แหล่งคือ เงินงบประมาณ 394 ล้านบาท ที่เป็นเงินสืบราชการลับของสำนักนายกรัฐมนตรี เงิน 240 ล้านบาทจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล และประมาณ 100 ล้านบาทซึ่งควรจะให้แก่กองทัพบกที่ได้เปอร์เซนต์จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล

ในระหว่างการสอบสวน “อธิบดีกรมทะเบียนการค้า”ในสมัยนั้น เปิดเผยด้วยว่า “จอมพลสฤษดิ์และท่านผู้หญิงวิจิตรา” มีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ ถึง 45 แห่ง การถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งก็คือในบริษัทกรุงเทพกระสอบป่าน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท ต่อมาสมาชิกผู้หนึ่งในคณะกรรมการบริษัท ได้ให้ปากคำว่า หุ้นส่วนเหล่านี้ ได้โอนไปให้น้องชาย “จอมพล สฤษดิ์”สองคน ซึ่ง  “จอมพล สฤษดิ์” ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากอุตสาหกรรมข้าว ที่ออกกติกาบังคับให้ซื้อกระสอบป่านจากบริษัทนี้ 

นอกจากนี้ยังมีจำนวนหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวนมาก รวมทั้งที่ดินอีกมากกว่า 20,000 ไร่ในต่างจังหวัด และที่ดินอีกนับไม่ถ้วนทั่วพระนคร ส่วนเงินสดที่เก็บไว้ในธนาคารต่างๆ นั้น มีอยู่ประมาณ 410 ล้านบาท ซึ่งถูกยึดไว้เพื่อพิจารณาว่าเงินส่วนใดเป็นของรัฐบาลหรือไม่

ในที่สุดศาลก็ได้พิจารณาคดีวิวาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของ”จอมพล สฤษดิ์”ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2507 ศาลแนะนำให้ประนีประนอมกันโดยที่ให้ “ท่านผู้หญิงวิจิตรา”และ “พันโท เศรษฐา” บุตรชาย เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และให้ตกลงกันเองต่อเมื่อปรากฏผลขั้นสุดท้ายของการสอบสวนของรัฐบาลแล้ว

มาตรา 17 จึงเป็นกฎหมายที่วกกลับไปถึงผู้กำหนดใช้ อย่างที่หลายคนมองเป็นเรื่องของชะตากรรม จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปกครองประเทศฉบับนี้ได้ถูกยกเลิก เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วเสร็จ และประกาศบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 8 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์จาก Google

เสรีรวมไทย เตือนสิระ  “อย่าเพิ่งดีใจ” เย้ย 22 ธ.ค.2564 อาจได้เปลี่ยนงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496718

13 ธ.ค. 2564 |20:22 น.

เสรีรวมไทย เตือนสิระ  "อย่าเพิ่งดีใจ" เย้ย 22 ธ.ค.2564 อาจได้เปลี่ยนงาน

เสรีรวมไทยเตือน สิระ เจนจาคะ อย่าเพิ่งดีใจ ปมศาลยกฟ้อง ในคดีที่เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ฟ้องหมิ่นประมาท เผย อย่าลืมวันที่ 22 ธ.ค. ศาลรธน. วินิจฉัย ปมขัดคุณสมบัติส.ส. อาจได้เปลี่ยนงาน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.64  นางสาวเกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ โฆษกพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ จำเลยในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ถูกพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ฟ้องดำเนินคดี และศาลชั้นต้นยกฟ้องในวันนี้ (นายสิระกล่าวหาหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยว่าก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเเม่น้ำเจ้าพระยา กทม.)

นางสาวเกศศิริ  กล่าวว่า ต้องเตือนความจำนายสิระ ว่าอย่าเพิ่งดีใจ ศาลมี 3 ชั้น และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีคดีตัวอย่างที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นโจทก์  ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นจำเลย ต้องถูกจำคุกและชดใช้จากความผิดของตนที่ปากพาจน สร้างความเสียหาย ชี้นำให้ประชาชนเข้าใจพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไปในทางที่ผิด

” เอาเป็นว่าระหว่างนี้นายสิระ ก็ยังมีเวลาหายใจหายคอ เนื่องจากมีคดีที่ถูกพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องดำเนินคดีอีกเป็นหางว่าว และสัปดาห์หน้า คือวันที่ 22 ธันวาคม นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยประเด็นที่ว่านายสิระ เคยถูกศาลสั่งจำคุก ฐานฉ้อโกง ทำให้ขาดคุณสมบัติ ส.ส. ยิ่งล่าสุดมีคำยืนยันจากผู้เคยดำเนินคดีกับนายสิระเสียด้วย ว่าเห็นนายสิระ ถูกใส่โซ่ตรวนมาให้การในศาล เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร ก็แปลกใจที่นายสิระ ไม่เคยพูดถึง หรือว่าจะตอบแค่ว่าจำไม่ได้ ถูกถามเรื่องถูกจำคุกฐานฉ้อโกงทีไร ความจำเสื่อมทุกที” นางสาวเกศศิริ กล่าว

นายกฯเผยพรุ่งนี้นำปมปัญหา “จะนะ” เข้า ครม. หาทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496701

13 ธ.ค. 2564 |16:04 น.

นายกฯเผยพรุ่งนี้นำปมปัญหา "จะนะ" เข้า ครม. หาทางออก

นายกฯเผย ครม. พรุ่งนี้นำปมปัญหา “จะนะ” สู่การพิจารณาหาทางออก สั่งทบทวนเพิ่มการมีส่วนร่วม แต่ไม่สามารถยกเลิกโครงการได้เพราะมีกฎหมายหลายตัว

วันที่ 13 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาโครงการนิคมอุตสาหกรรม”จะนะ” จ.สงขลา ว่า ปัจจุบันตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่โดยจะนำเข้าสู่ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันพรุ่งนี้(14 ธ.ค.) โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์ มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต หรือนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา เพื่อจะนำเอาปัญหาต่างๆมาสู่กระบวนการการแก้ปัญหาซึ่งมติ ครม.ไม่สามารถให้ทำนั่นทำนี่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำประชาพิจารณ์ การจัดให้มีการศึกษาผลกระทบในเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA และประเมินผลต่างๆ โดยต้องกลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด

ดังนั้นจะต้องเป็นเคสตัวอย่างเคสหนึ่งในการทำอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ที่ทำตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเจตนารมย์ของรัฐบาลคือต้องการให้ภาคใต้ของเรามีรายได้ที่ดีขึ้นมีกิจการกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการที่ยังมีปัญหาอยู่ก็ต้องมาทบทวนใหม่ โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น

จึงอยากขอร้องว่าอย่าชุมนุมกันอีกเลย รัฐบาลก็รับมาพิจารณาให้แล้วและจะดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน แต่จะบอกว่าให้ยกเลิกเลยทำไม่ได้ เพราะมีกฎหมายหลายตัวที่เกี่ยวข้องอยู่ ทั้งในเรื่องการทำประชาพิจารณ์ การทำ SEA การปรับพื้นที่สีเขียว สีม่วงต่าง ๆ ซึ่งมีกฎหมาย และกระบวนการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ครม.สั่งไม่ได้ ก็มีแต่เพียงว่าต้องกำชับให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปทำไมให้ถูกต้อง ตรงกับความต้องการของพื้นที่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องของที่ดินจะถูกหรือไม่ถูก ใครเป็นเจ้าของ ก็ต้องไปตรวจสอบกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเอามาเกี่ยวพันทั้งหมดก็ไม่สามารถแก้อะไรได้ ยืนยันว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนเพื่อให้เดินหน้าไปสู่ความต้องการของประชาชน ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ต้องไปดู

สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่อยากให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนให้เกิดความวุ่นวายเท่านั้นเอง กระบวนการทำได้อยู่แล้วก็ขอให้เชื่อมั่นและผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ได้หยุดคิดมาเลยหลายวันที่ผ่านมา แต่ที่ยังไม่พูดเพราะต้องการให้คนของเราได้ไปเช็คและไปตรวจสอบ เมื่อวานนี้(11 ธ.ค.) ก็ได้ส่งรองสุพัฒนพงษ์ไปพูดคุยกับแกนนำมาแล้ว ในชั้นต้นก็ได้ทำความเข้าใจกันดีขึ้นที่สำคัญที่สุดคือการให้ข้อมูลข่าวสารต้องรวดเร็วและทั่วถึง วันนี้มีการตรวจสอบจากรายได้งานด้วยกัน ทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชน เจ้าพนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินต่าง ๆ ก็ได้มีคำชี้แจงออกมาแล้ว และจะมีการหารือกันในคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันพรุ่งนี้ (14 ธ.ค.)

นายกฯ ยัน ไม่เกินกลางปีหน้าได้ “เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496673

13 ธ.ค. 2564 |14:58 น.

นายกฯ ยัน ไม่เกินกลางปีหน้าได้ "เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม."

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยันไม่เกินกลางปีหน้า คนกรุงได้ “เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.”แน่ ลั่นไม่รู้จะยื้อไปทำไม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสเปกของผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามก็ต้องทำเพื่อประชาชนและทำตามกฎหมายทุกประการในสิ่งที่ต้องกระทำ ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เพราะกรุงเทพฯเป็นพื้นที่บริหารพิเศษ จึงต้องมีกฎหมายเฉพาะ

ผมไม่เคยยื้ออะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะพร้อม ซึ่งอาจจะเร็ว อาจจะช้าก็ต้องดูอีกที ผมจะยื้ออะไรไปทำไม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมทั้งสิ้น อะไรที่ทำได้ก็ทำ  นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่า ที่นายกฯ เคยระบุว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครพร้อมเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบจะเป็นช่วงระยะเวลาใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประมาณไม่เกินกลางปีหน้า ผมว่าพร้อม เพราะต้องมีการเลือกตั้ง สก. สข. ด้วยก็ต้องเลือกไปพร้อมกัน ผมไม่ได้ต้องการจะดึงอะไรทั้งสิ้น อะไรที่ปล่อยได้ ผมก็ปล่อยหมด แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ค้างคาได้ ผู้ว่าฯ คนใหม่ก็ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย เหมือนที่ผมเข้ามาผมก็มีปัญหาที่ต้องแก้ไขมากมาย มันก็ไม่ง่ายนัก แต่ก็ต้องทำให้ได้ คือคุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าใครก็ตามทำตามกฎหมายทุกประการอย่าบกพร่อง กฎหมายไม่พร้อมก็ต้องแก้ไขกฎหมาย เสนอขึ้นมาบางเรื่องก็ต้องเข้าสภา


เมื่อถามว่ารายชื่อว่าที่ผู้สมัครที่เปิดตัวกันตอนนี้ มองคุณสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็มีคุณสมบัติของผู้ว่าฯ ที่มีการระบุเป็นข้อๆอยู่แล้ว เช่น ไม่มีโทษ ไม่มีคดีอะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป ซึ่งคุณสมบัติก็มีการกำหนดตามระเบียบและกฎหมายอยู่แล้ว ตนมีเพียงอย่างเดียวว่าขอให้ทำงานตอบสนองประชาชนให้ได้ดีก็แล้วกันและระมัดระวังการทุจริต เพราะการทุจริตเป็นเรื่องที่ตนต้องการแก้มานานแล้ว หากมีหลักฐานก็เสนอขึ้นมาจะให้ตรวจสอบทุกกรณี แต่ถ้าไม่เสนอขึ้นมาแล้วพูดกันอยู่ในเฟซบุ๊กหรือโซเชียล ก็แก้อะไรแก้อะไรไม่ได้เหมือนเดิม ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ซึ่งหลายอย่างก็ดีขึ้นหลายอย่างยังคงมีอยู่ ก็ต้องไปดูว่ายังมีอยู่ตรงไหนจากใคร ซึ่งมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ขอย้ำว่านายกฯ ไม่เคยหยุดทำงานทุกวัน

สมศักดิ์ แจงวุฒิสภา อภัยโทษ “คดีจำนำข้าว” ทำตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496659

13 ธ.ค. 2564 |13:14 น.

สมศักดิ์ แจงวุฒิสภา อภัยโทษ "คดีจำนำข้าว" ทำตามกฎหมาย

สมศักดิ์แจง ส.ว. อภัยโทษ “ผู้ต้องขังคดีจำนำข้าว” ทุกอย่างทำตามขั้นตอนกฎหมาย มั่นใจความบริสุทธิ์ พร้อมให้ตรวจสอบการเลื่อนชั้น-ลดโทษผู้ต้องขัง ชี้ไม่เคยมีใครเสียเงินทุกอย่างโปร่งใส ยันไม่มีการทุจริตหากข้าราชการทำผิดไม่เอาไว้แน่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระกระทู้ถามด้วยวาจา กรณีการลดโทษให้ผู้ต้องขัง”คดีจำนำข้าว” โดยนายวัยชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถาม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม

นายวันชัย กล่าวว่า ตนขอถามกรณีผู้ต้องขังออกจากเรือนจำเร็วเกินไปและการลดโทษกรณีผู้ต้องขังคดีจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศหลายแสนล้าน มีคนตายจากคดีนี้เป็นสิบ ๆ คน ศาลตัดสินจำคุกแรงมาก แต่กรมราชทัณฑ์ภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ยุติธรรม มีมาตรการในการลดหย่อนผ่อนโทษและการจัดลำดับชั้นนักโทษเพื่อเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว

คนไทยคิดว่าคนที่ทุจริตต้องถูกลงโทษอย่างสาสมแต่การลดโทษแบบนี้เป็นการกระทำการเหมือนตบหน้าคนไทยทั้งประเทศ การทำงานของ รมว. อาจจะไม่ได้ไปล้วงลูก แต่มีคำพูดมาโดยตลอดว่า คนมีเงิน คนมีอิทธิพล คนมีอำนาจไม่ติดคุก ถึงติดคุกก็ติดสบาย คนจนมีแต่ติดจนถูกขังลืม กระบวนการภายใต้กำกับของ ท่านรมว. ได้ไปกำกับดูแลกระบวนการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด กว่าที่จะเอาคนพวกนี้มาเข้าคุกได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก

แต่กรมราชทัณฑ์กลับไปลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ และมีคนพูดว่าคนพวกนี้เป็นพวกเดียวกับท่าน รมว. เคยเป็นนักการเมืองเป็นรัฐมนตรีด้วยกัน ตนขอถามแบบตรงไปตรงมาว่า กระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษเหล่านี้ ท่านรู้เรื่องบ้างหรือไม่ มีส่วนรู้เห็นมากน้อยเพียงใดมีการตรวจสอบหรือไม่ หลักเกณฑ์ในการเลื่อนระดับนักโทษ มีการวิ่งเต้นใช้เงินหรือไม่ คดีคอรัปชั่น คดียาเสพติด ศาลต้องลงโทษแรงและพิจารณาคดีเร็ว แต่สวนทางกับท่าน แรงกลับทำให้เบา ออกจากคุกเร็ว ท่านจะมีการพิจารณาเลื่อนชั้นกับคดีเหล่านี้หรือไม่

นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า ท่านกล่าวหาและกระแนะกระแหนเหมือนว่าตนกระทำผิดเสียเอง ตนมารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้บริหารความยุติธรรมในทุกชั้นทุกแนวทางหรือผู้คนที่มาร้องเรียน ตนปวารณาตัวว่าจะแก้ปัญหาทำให้เกิดความยุติธรรม ให้ประชาชนพึงพอใจ ทั้ง ๆ ที่ผู้คนอาจจะไม่ได้หวังว่าตนจะทำหน้าที่ รมต.ด้านสังคมได้อย่างไร แต่ตนมั่นใจในการทำหน้าที่

สิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามแนวทางและครรลองต่าง ๆ ซึ่งมีการปฏิบัติมาตั้งแต่ พ.ศ.2459 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 105 ปี มี พ.ร.ฎ.อภัยโทษผู้ต้องขัง 52 ฉบับ และแนวทางดังกล่าวนั้น ก็แบ่งออกเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อแยกแยะประเภทของโทษ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างชัดเจนในรูปแบบของเอกสาร และมีการปรับปรุงมาเป็นลำดับ

ซึ่งตนคิดว่าที่ผ่านมาผู้ต้องขังเขาประทับใจในการทำงานของกรมราชทัณฑ์ ในการพักโทษแต่ละครั้งแต่ละคราวตนเห็นแต่มีคนชื่นชมยินดี เพราะไม่ต้องมาเสียเงิน โดยหลักเกณฑ์ในการลดโทษ คือ คดีอาญาทั่วไป ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 2 ชั้นดีมากลดโทษ 1 ใน 3 ชั้นดีลดโทษ 1 ใน 4 และชั้นกลาง ลดโทษ 1 ใน 5 คดีอาญาร้ายแรง เช่น ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตำแหน่งหน้าที่ ในส่วนนี้ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 3 ชั้นดีมาก ลดโทษ 1 ใน 4 ชั้นดี ลดโทษ 1 ใน 5 และ ชั้นกลาง ลดโทษ 1 ใน 6 บุคคลที่ท่านพูดก็อยู่ในกลุ่มนี้

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คดียาเสพติดรายย่อย ที่โทษจำคุกไม่เกิน 8 ปี ชั้นเยี่ยม ลดโทษ 1 ใน 5 ชั้นดีมาก ลดโทษ 1 ใน 6 ชั้นดี ลดโทษ 1 ใน 7 และชั้นกลาง ลดโทษ 1 ใน 8คดียาเสพติดรายใหญ่ ที่โทษจำคุกเกิน 8 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ชั้นเยี่ยม ลดโทษ 1 ใน 6 ชั้นดี มาก ลดโทษ 1 ใน 7 ชั้นดี ลดโทษ 1 ใน 8 และชั้นกลาง ลดโทษ 1 ใน 9 นักโทษเด็ดขาด หากท่านจะขอเปลี่ยนให้ลดโทษน้อยลง ตนไม่รู้ว่าสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร เพราะการขอพระราชทานอำนาจเป็นการทั่วไป เป็นของคณะรัฐมนตรีแต่หากเฉพาะบุคคลเป็นอำนาจของ รมว. ที่ผ่านตนได้ตรวจสอบมาโดยตลอดเพื่อความเรียบร้อย ตนรับผิดชอบในแนวทางตรงนี้

นายวันชัย กล่าวอีกว่า  สังคมข้องใจว่าในเรือนจำ การดำเนินการนี้เป็นลักษณะภายในของเรือนจำ คนจึงสงสัยว่าคนมีเงินติดคุกสบาย ดังนั้นจะมีความโปร่งใสหรือไม่ และบุคคลภายนอกมีสิทธิเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ เช่นการตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบโดยบุคคลนอก ตนจึงขอถามว่าจะมีการทบทวนเรื่องนี้หรือไม่

นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า ผมยินดีเรื่องของการตรวจสอบ เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของผมและกระบวนการต่าง ๆ ผมมั่นใจว่าไม่มีและจะไม่เอาข้าราชการที่ทำความผิดแบบนั้น ยินดีให้ตรวจสอบ หากท่านหรือใครจะตั้งคณะไปตรวจสอบเมื่อใด ผมพร้อมต้อนรับ

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496650

13 ธ.ค. 2564 |12:36 น.

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี พร้อมสั่งเร่งเยียวยาดูแลฟื้นฟูให้ทั่วถึง

วันนี้ (13 ธ.ค.) พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.และคณะ  ได้เดินทางลงตรวจราชการพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังสถานการณ์การรับมือกับฤดูฝนในพื้นที่ภาคใต้และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางเข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า จากผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เลขา สทนช. และ อธิบดี ปภ. ซึ่งภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ได้รับผลกระทบ 10 จังหวัด 51 อำเภอ 158 ตำบล มีอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง  10 แห่ง รวมทั้งยังมีความเสี่ยงฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี
บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานีสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 12 อำเภอ ยังคงประสบปัญหา  2 อำเภอ การให้การช่วยเหลือประชาชนได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งการแจ้งเตือน การอพยพออกจากพื้นที่ การจัดทำแนวกั้นน้ำ การเปิดทางระบายน้ำและการช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชน ต่อเนื่องไปถึงการสำรวจและฟื้นฟู  ต่อจากนั้น พล.อ.ประวิตรได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่น้ำท่วมและมอบถุงยังชีพให้กำลังใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ณ ตลาดท่าชนะ

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร และคณะ ได้เดินทางไปยัง “ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดชุมพร (ส่วนหน้า)”  อ.หลังสวน จ.ชุมพร รับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ จากผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และเดินทางไปเยี่ยมและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ณ ต.วังตะกอ 
 

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณ ทุกส่วนราชการ ที่ช่วยกันสนับสนุนและดูแลช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงฤดูฝน จากอิทธิพลของมรสุมต่อเนื่องมา โดยเฉพาะฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยย้ำความห่วงใยจากรัฐบาลในการช่วยเหลือเร่งด่วน ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า” เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาพรวมทันที 

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

พร้อมทั้งกำชับ ขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยังคงเฝ้าระวังและให้ความสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เร่งรัดบูรณาการให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของผู้ประสบภัย รวมทั้งเร่งสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ทั่วถึงโดยเร็ว ขณะเดียวกันให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุ วางแผนระบายน้ำในพื้นที่ชุมชนควบคู่ไปกับการวางแผนเก็บน้ำสำรองไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งด้วย  พร้อมกันนี้ยังได้ย้ำ ขอให้เร่งรัดโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับงบประมาณปี 65 ให้เสร็จตามแผนที่กำหนด เพื่อลดปัญหาและผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่  ทั้งนี้ได้กำชับกับทุกส่วนราชการ ให้บริหารจัดการงบประมาณด้วยความโปร่งใส

บิ๊กป้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจปชช.จากน้ำท่วมชุมพร-สุราษฎร์ธานี

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496639

13 ธ.ค. 2564 |11:34 น.

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจจะทำให้พรรคได้คะแนนนิยมจากชาวกรุงเทพฯ พร้อมส่ง “คุณน้ำหอม-สุภาพร กำเนิดผล” ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.สงขลา และ “อิสรพงษ์ มากอำไพ” ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 ชุมพร ด้วย

วันนี้ (13 ธ.ค.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า การประชุมในวันนี้มีวาระสำคัญ 2 วาระ ประกอบด้วย วาระที่ 1 การพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรค และพิจารณาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) 50 เขต 50 คน วาระที่ 2 การพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดชุมพร เขต 1 และจังหวัดสงขลา เขต 6 

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

ในวาระแรก ที่ประชุม กก.บห.พรรค มีมติเห็นชอบให้ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และให้ความเห็นชอบผู้ที่จะลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทั้ง 50 เขต 50 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นอดีต สก. 13 คน และเป็นคนรุ่นใหม่ เลือดใหม่ ที่ก้าวเข้ามาร่วมงานกับพรรค 37 คน รวม 50 คน 

สำหรับ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นั้น จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม จากสถาบัน MIT สหรัฐอเมริกา เป็นอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นนายกสภาวิศวกรสมัยที่ 7 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบรถไฟฟ้าในคณะกรรมการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าระดับประเทศ เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยในอดีต เป็นประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ เคยได้รับรางวัลเกียรติคุณระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัล President Eisenhower Fellowships 2012 เป็นประธานการประชุมงานอุโมงค์โลก 2012 (World Tunnel Congress 2012) นอกจากนั้นเป็นวิศวกรดีเด่นแห่งอาเซียน ปี 2012 

“พรรคประชาธิปัตย์ภูมิใจที่ได้ต้อนรับเลือดใหม่คุณภาพอย่าง ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรค นับจากนี้ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ และเราหวังว่า ดร.เอ้ จะนำชัยชนะมาสู่พรรค นำชัยชนะมาสู่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกคน ถ้าได้รับเลือกตั้งหรือได้รับโอกาสผมมั่นใจว่า ดร.สุชัชวีร์ และทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ สามารถเปลี่ยนกรุงเทพเราทำได้อย่างแน่นอน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงผลการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม จังหวัดชุมพร เขต 1 และจังหวัดสงขลา เขต 6 ว่า ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบ นายอิสรพงษ์ มากอำไพ เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 จังหวัดชุมพร ซึ่งนายอิสรพงษ์ จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปริญญาโท Coventry university ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นเลขานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร และเป็นผู้ช่วย ส.ส. นายจุมพล จุลใส จังหวัดชุมพร ส่วนผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. สงขลา เขต 6 ที่ประชุมเห็นชอบ นางสาวสุภาพร กำเนิดผล จบมัธยมที่โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลา จบอนุปริญญา โรงเรียนหาดใหญ่บริหารธุรกิจนานาชาติ จบ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้นำสตรี พัฒนาชุมชน จ.สงขลา ปัจจุบันเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.
ประชาธิปัตย์เคาะแล้ว ส่ง “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบจำนวนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทั่วประเทศ 98,574 ราย ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกตลอดชีพ 13,303 ราย โดยล่าสุดที่ประชุมเห็นชอบรับรอง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นสมาชิกพรรคตลอดชีพด้วย และที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรคเพิ่มเติม 2 สาขา คือ จังหวัดนครนายก เขต 1 และสาขาพรรคจังหวัดสงขลา เขต 2

อนุทิน ยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ส่งเลือกตั้งซ่อม-ผู้ว่าฯกทม. ขอส่งใจเชียร์แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496631

13 ธ.ค. 2564 |10:59 น.

อนุทิน ยัน "ภูมิใจไทย" ไม่ส่งเลือกตั้งซ่อม-ผู้ว่าฯกทม. ขอส่งใจเชียร์แทน

อนุทิน เผย “ภูมิใจไทย” หลีกทาง ปชป. เจ้าของพื้นที่ ไม่ส่งคนลงชิงเลือกตั้งซ่อม ส.ส. สงขลา-ชุมพร เหตุไม่ต้องการสร้างความลำบากใจ เพราะต้องทำงานด้วยกัน พร้อมยันไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม. ขอส่งใจเชียร์แทน

13 ธันวาคม 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดชุมพรและสงขลา ว่า “พรรคภูมิใจไทย” ไม่ได้มีพื้นที่ตรงนั้นอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก็เป็น ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาล โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องมารยาทแต่อย่างใด เพราะสไตล์ของพรรคภูมิใจไทยถ้าเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ก็จะหลีกทางให้พรรคต้นสังกัดของ ส.ส.ที่ถูกให้พ้นตำแหน่ง ส่งผู้สมัครลงชิง จะได้ไม่ต้องสร้างความลำบากใจให้กันเพราะเราต้องทำงานด้วยกัน 

เมื่อถามว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะเปลี่ยนใจส่งผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอส่งกำลังใจดีกว่า จึงถามย้ำว่า ส่งกำลังใจให้ใคร นายอนุทิน กล่าวว่า รู้จักกันหมดเลย