Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2564(2021)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : ‘นิคมอุตสาหกรรมจะนะ’ คำตอบอยู่ที่กระบวนการประชาพิจารณ์ ตามระบอบประชาธิปไตย

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621550

บทความพิเศษ : ‘นิคมอุตสาหกรรมจะนะ’  คำตอบอยู่ที่กระบวนการประชาพิจารณ์ ตามระบอบประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.20 น.

ขออธิบายเหตุการณ์ “การคัดค้านการจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะนะสงขลาของกลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นที่อ้างตัวเป็นคนจะนะ เจ้าทะเลจะนะ รักทะเลจะนะ” ที่มาตั้งแคมป์อยู่หน้าทำเนียบและหน้ายูเอ็นให้สื่อมวลชนและประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทุกฝ่ายที่รักประชาธิปไตย ได้ทราบความจริง ขอเริ่มต้นจาก “เกาะกงสงขลา” ซึ่งเป็นที่ชายหาดสวยงามติดทะเล ซึ่งรัฐบาลจัดให้ประชาชนเข้าไปใช้เป็นแหล่งสันทนาการสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศเล่นน้ำทะเลกัน

“แต่ว่ามีกลุ่มนักเลงหัวไม้ อ้างตัวเป็นเจ้าพ่อทะเลเข้าไปยึดทำการสร้างบ้านเรือนเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัย อย่างผิดกฎหมายโดยที่รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะยึดที่คืน” ซึ่งเราก็เห็นใจเขาเพราะเขาไม่มีรายได้ที่แน่นอนบางวันก็จับปลามาได้หลายร้อยบาทต่อวันบางวันก็ไม่ได้ปลา เพราะฉะนั้นใครที่เขารู้จักจะจ้างคนพวกนี้ให้ทำอะไรก็ได้ “พวกเขาถือว่ามีสิทธิ์อยู่เหนือประชาชนพลเมืองกลุ่มอื่น” ชาวบ้านทั่วไปไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปใช้สถานที่นี้นอกจากได้รับอนุญาตจากพวกเขาก่อนเท่านั้น ทำให้เขาเลยเข้าใจว่าเขามีอภิสิทธิ์เหนือคนทั้งประเทศ อย่างน้อยก็ชาวจะนะคนอื่นหมดทุกคน

คิดอยากจะให้คนอื่นทำอะไรก็ได้หรือคิดห้ามไม่ให้คนอื่นทำอะไรในที่ของคนอื่นซึ่งมีสิทธิ์ในที่ของตนเอง 100% ก็ได้ โดยไม่เคารพสิทธิ์ของคนอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วก็อ้างประชาธิปไตยตลอดเวลา ทั้งๆที่ขณะนี้ “ในวันที่ 13 ธันวาคม จะมีการทำประชาพิจารณ์ฟังความเห็นของประชาชนชาวจะนะตามวิถีทางของประชาธิปไตย” ว่าประชาชนชาวจะนะส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตและท่าเรือน้ำลึกที่จะนะในพื้นที่ที่ดินของเจ้าของโครงการ โดยไม่ได้ไปยึดเอาสวนกงมาเป็นท่าเรือน้ำลึกอย่างที่กลุ่มนี้กล่าวหา

“แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ไปทำประชาพิจารณ์ แต่เลือกที่จะมารวมกลุ่มตั้งแคมป์ที่หน้าทำเนียบและที่หน้า UN” โดยยึดพื้นที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัยโดยไม่เคารพตัวบทกฎหมายและสิทธิของคนอื่น คัดค้านการทำสวนอุตสาหกรรมในที่ดินของเจ้าของโครงการเพราะเขาถือว่าเขาเป็นอภิสิทธิ์ชนแล้วจะให้คนอื่นต้องเคารพคำสั่งของเขาเท่านั้น แม้แต่รัฐบาลซึ่งได้รับเลือกตั้งมาโดยเสียงข้างมากของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ให้รับฟังคำสั่งคัดค้านการจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมในที่ส่วนตัวเพื่อสร้างงานและนำความเจริญมาสู่ดินแดน 4 จังหวัดภาคใต้เพื่อความมั่นคงของด้ามขวานทองอันเป็นที่รักของเรา “การกระทำของกลุ่มนี้ไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตยแต่เป็นเรื่องของอนาธิปไตยหรืออันธพาลธิปไตย” ทั้งยังมีเจตนาบ่อนทำลายความสงบสุขของชาวบ้านและความมั่นคงของประเทศอันเป็นที่รักของพวกเรา

ถ้าเขายังอ้างประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ก็ต้องขอให้เขากลับไปจะนะใช้สิทธิของเขาในกระบวนการประชาพิจารณ์ที่มีตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่มาทำตัวเป็นพวกกฎหมู่เหนือกฎหมาย!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ชุมชน-ท้องถิ่น’ฐานรากสำคัญ ขยายแนวร่วมรู้ทัน‘ข่าวปลอม’

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621548

รายงานพิเศษ : ‘ชุมชน-ท้องถิ่น’ฐานรากสำคัญ  ขยายแนวร่วมรู้ทัน‘ข่าวปลอม’

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.50 น.

ข่าวปลอม (Fake News) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมมนุษย์ แต่กลายเป็นปัญหารุนแรงในยุคดิจิทัลเนื่องด้วยทุกคนสามารถส่งต่อข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว “รู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy) จึงเป็นทักษะจำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการร่วมตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวสารที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงไม่ได้มีแต่เฉพาะประเด็นใหญ่ๆ ระดับประเทศหรือโลกเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน ที่หลุดไปจากกลไกตรวจสอบซึ่งเน้นอยู่ที่ส่วนกลาง

จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว “เครือข่ายตรวจสอบความจริงระดับภาค” ซึ่งเป็นการทำงานระหว่างนักวิชาการ สื่อมวลชนและภาคประชาชนในท้องถิ่น ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ไปเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2564 โดยมีเรื่องเล่าจากหลากหลายจังหวัด อาทิ สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ก่อตั้ง Ubon Connectสื่อท้องถิ่น จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวบ้านมีบทบาทสำคัญในการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่น่าสงสัยเข้ามา ซึ่งเมื่อได้รับแล้วตรวจสอบก็จะแจ้งกลับไปยังชาวบ้านอีกครั้งว่าข้อเท็จจริงของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร

จากแพลตฟอร์มโอเพนแชท (Open Chat) ให้ผู้คนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานีได้เข้ามาสื่อสารพูดคุยกันเรื่องภัยพิบัติ โดยเครือข่ายนี้ได้ก่อตั้งขึ้นหลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ของจังหวัดเมื่อปี 2562 จากนั้นจึงขยายสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารที่แชร์กันในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งข้อมูลที่สรุปเป็นข้อเท็จจริงแล้ว จะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ค และช่องทางอื่นๆ ต่อไป

“สอบถามว่าจริงไหม? ตลาดหนองบัวปิด 3 วัน นี่เป็นเรื่องในท้องถิ่นที่ส่วนกลางไม่สนใจ เรื่องตลาดหนองบัว แต่ว่าเราสนใจ เราก็มีการตรวจสอบไปว่าปิด-ไม่ปิดจริง แล้วก็มีการสรุป หลังจากที่ได้ตรวจสอบแล้วก็มาสรุปว่า อ้อ!..เขาทำความสะอาดฆ่าเชื้อ 3 วันนะ 29-31 (ตุลาคม 2564) ก็เป็นการตรวจสอบข่าวลวง-ข่าวจริงที่เกิดขึ้น” สุชัย ยกตัวอย่าง

สุชัย ยังยกตัวอย่างอื่นๆ ของการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในพื้นที่ เช่น ประกาศเตือนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในงานกฐินซึ่งเป็นงานใหญ่มีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก ทุกคนก็จะเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด แต่ต่อมาได้แก้ไขให้ถูกต้อง ว่ากลุ่มเสี่ยงที่อาจสัมผัสผู้ติดเชื้อคือกลุ่มที่ไปร่วมงานบวงสรวงพญานาคซึ่งใช้สถานที่เดียวกับงานกฐินเท่านั้น หรือข่าวโรงเรียนแห่งหนึ่งตรวจโควิด-19ด้วยวิธี ATK และพบผลเป็นบวก 2 คน แต่ข้อเท็จจริงคือ คนในโรงเรียนนั้นทุกคนเป็นผลลบทั้งหมด ส่วนผลบวก2 คนนั้นเป็นบุคคลภายนอกที่มาตรวจ เนื่องจากจุดตรวจตั้งอยู่ในโรงเรียน เป็นต้น

ที่ภาคเหนือ ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เล่าถึงการส่งเสริมบทบาทนักเรียน-นักศึกษาซึ่งเป็น “คนรุ่นใหม่”มีการอบรมสร้างทักษะในการตรวจสอบข้อมูล (Fact Checker) โดยทำงานร่วมกับสื่อท้องถิ่น หลังจากนั้นจะได้ลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชน ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และประชาชนฐานราก เพื่อช่วยให้รู้เท่าทันข้อมูลบิดเบือนมากขึ้น มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังทำโครงการทั้งนักศึกษาและประชาชน ภายใต้เป้าหมายการทำงานข้ามช่วงวัย ความคิดและศาสตร์วิชา

“สิ่งที่เราได้เริ่มทำแล้ว เยาวชนหรือนักศึกษาได้เริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลบิดเบือนในพื้นที่ และสร้างเป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ทางช่องทางของ Cofact Youth Network (เครือข่ายเยาวชนโคแฟค) ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊ค ก็เป็นข่าวในพื้นที่ เช่น มีโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ พบนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งน้องๆ
ก็ไปตรวจสอบ ซึ่งจริงๆ เป็นแค่ข่าวลวง ที่โรงเรียนทำประกาศอยู่นั้นเป็นแค่ประกาศการเรียนออนไลน์” ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว

ภาคตะวันออก จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชน จ.ตราด เน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในฐานะผู้ตรวจสอบและรายงานข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง โดยสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ประชาชนก็จะเข้าไปสอบถามเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ เช่นกรณีของ “ตราดทีวี” กลายเป็นแหล่งข้อมูลของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.ตราด ในสถานการณ์โควิด-19 เช่น จะเข้าจังหวัดได้หรือไม่ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

“เรื่องของสุขภาพ มันมีข่าวอันหนึ่งที่เราทำมา 10 กว่าปีแล้ว เรื่องเกี่ยวกับหาดทรายดำที่ จ.ตราด ปรากฏมีความเชื่ออันหนึ่งว่าไปหมกทรายแล้วเขาจะรักษาโรคได้ ซึ่งตรงนี้มันไม่ใช่เป็นความจริงแต่ว่าเป็นความเชื่อ ซึ่งตอนนี้เราก็ไปตรวจสอบมาแล้วว่าเป็น-ไม่เป็นความจริง” จักรกฤชณ์ กล่าว

ภาคใต้ ภญ.ชโลม เกตุจินดา กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภคภาคใต้ จ.สงขลา กล่าวว่า ทำงานด้านเฝ้าระวังการโฆษณาเกินจริงหรือสินค้าหลอกลวง มาตั้งแต่ยุคที่วิทยุและเคเบิลทีวีเฟื่องฟู แต่เมื่อช่องทางการสื่อสารที่ได้รับความนิยมเปลี่ยนไป วิทยุและโทรทัศน์ลดบทบาทลงแต่สื่อออนไลน์มาแรง เครือข่ายเฝ้าระวังจึงต้องได้รับการถ่ายทอดทักษะการใช้สื่อใหม่ด้วย

“สิ่งที่เราทำได้ก็คือกระบวนการสร้างทีมระดับจังหวัด จะมีกระบวนการอบรม มีหลักสูตรซึ่งต้องทำตั้งแต่พื้นฐานการใช้มือถือ แคป (Capture-จับภาพ) หน้าจอ คือกลุ่มที่เราทำงานด้วยอาสาสมัครที่เขาเรียกว่า Digital Immigrant (ผู้อพยพเข้ามาในยุคดิจิทัล) ก็คือไม่คุ้นมือถือ จะแคปหน้าจอ จะเก็บหลักฐานว่ามีการส่งข้อความแบบนี้ จะเก็บเข้าไลน์กลุ่มอย่างไร จะเก็บใส่ถังข้อมูลในไลน์กลุ่มอย่างไร จะกลับไปค้นดูข้อมูลเก่าอย่างไร เราก็ต้องมาฝึกอบรมเรื่องพวกนี้ว่าใช้ไลน์กลุ่มอย่างไร

ขณะเดียวกัน เราจะได้ข้อมูลชุดหนึ่ง อาสาสมัครแกนนำพวกเรา ไม่ว่าจะเป็น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) อพม.(อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หมู่บ้าน) แกนนำผู้ใหญ่บ้าน แกนนำในกลุ่มชุมชนต่างๆ ซึ่งเป็นกรรมการระดับผู้ใหญ่ 50-60 ปีขึ้นไป จะขาดศักยภาพเรื่องนี้มาก ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเพราะเชื่อว่าคนดูให้แล้วถึงได้แชร์มาก็เลยแชร์ต่อ” ภญ.ชโลม ระบุ

การเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีและวิคราะห์ข้อมูลให้แกนนำเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีกลุ่มไลน์หลายกลุ่มเพราะต้องทำงานกับหลายภาคส่วน ภญ.ชโลม กล่าวว่า เท่ากับเป็นการแทรกซึมเข้าไปเพื่อให้ช่วยจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ทั้งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นที่ ไปจนถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งช่วงหนึ่งจะมีประเด็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นยา เป็นทางเลือกในการรักษาอาการป่วยจากไวรัสโควิด-19 จึงต้องรักษาสมดุลทั้งด้านข้อเท็จจริงและด้านการแสวงหาของประชาชนในการดูแลตนเอง

โดยเชื่อมั่นว่าคนกลุ่มนี้จะรู้เท่าทันทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลและประเด็นสุขภาพ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แปรรูปวัสดุเหลือทิ้งจากมะม่วง สู่แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621527

แปรรูปวัสดุเหลือทิ้งจากมะม่วง สู่แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สิวลี รัตนปัญญา อาจารย์ภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวถึงงานวิจัยการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งจากมะม่วง เพื่อเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพในการลดระดับน้ำตาล โดยการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ว่า จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ ต.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และเครือข่ายเพื่อการขยายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกับคณะนักวิจัย

มีความต้องการใช้วัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ต่อกลุ่มวิสาหกิจและชุมชน รวมถึงลดขยะ ซึ่งหนึ่งในผลไม้ที่กลุ่มใช้แปรรูปเป็นจำนวนมากคือ มะม่วง ซึ่งในกระบวนการแปรรูปมะม่วงจะมีเปลือก และเมล็ด เป็นส่วนที่เหลือทิ้ง โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างน้อย 100 ตันต่อเดือน โดยคณะนักวิจัยพบว่า ในเมล็ดและเปลือกมะม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิชะลอการการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดซันในเซลล์ได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับไขมันในเลือด ต้านการอักเสบ และรักษาแผลในระบบทางเดินอาหาร

สำหรับการศึกษาครั้งนี้เป็นศึกษาวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาสารสกัดของเมล็ดและเปลือกมะม่วง เพื่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด และพิษวิทยาระดับเฉียบพลันของสารสกัดหยาบของเมล็ดและเปลือกมะม่วงในจานทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยดำเนินการวัดปริมาณสาระสำคัญเบื้องต้น ได้แก่ Gallic acid และ Mangiferin ด้วยเครื่อง U/HPLC และ การตรวจสอบสารพฤกษเคมีเบื้องต้น 5 ชนิด

ได้แก่ เทอร์ปีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน แอลคาลอยด์ และ แทนนินวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH assay และวิธี FRAP assay ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการยับยั้งเอนไซม์ alpha-glucosidase และ เอนไซม์ alpha-amylase ในจานทดลอง การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดของเมล็ดและเปลือกมะม่วง เพื่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูเบาหวาน

การศึกษาสารสำคัญในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดหยาบเปลือกและเมล็ดในของมะม่วงในจานทดลอง พบว่า สารสกัดเปลือกมะม่วงและเมล็ดในมะม่วงมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ alpha-glucosidase ซึ่งมีความแรงคิดเป็นร้อยละ 43.92 และร้อยละ 19.69 เท่า ของสารมาตรฐาน acarbose นอกจากนี้ สารสกัดเปลือกมะม่วงและเมล็ดในมะม่วงยังมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ alpha-amylase ซึ่งมีความแรงคิดเป็นร้อยละ 0.017 และ ร้อยละ 0.003 เท่า ของสารมาตรฐาน acarbose โดยไม่ก่อให้เกิดพิษต่อเซลล์ปกติ

“จากผลการศึกษาสารสกัดหยาบจากเมล็ดเนื้อในมะม่วงกับสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยหนูกลุ่มเบาหวานที่ได้รับสารสกัดจากเมล็ดเนื้อในมะม่วงขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการปกป้องความเสียหายของเซลล์ไอซ์เลตในหนูเบาหวาน

ในส่วนของความทนทานต่อน้ำตาลในหนูเบาหวาน พบว่าหนูกลุ่มเบาหวานที่ได้รับสารสกัดจากเมล็ดเนื้อในมะม่วงขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 30 วันสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดภายใน120 นาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังอาจส่งผลเพิ่มการทำงานของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนให้มีการหลั่งของอินซูลินเพิ่มขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตับและไตในหนูเบาหวา” สิวลี ระบุ

สิวลีกล่าวต่อไปว่า ส่วนการทดลองในคน ขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผนขอทุนสนับสนุนงานวิจัย เพื่อให้ผลงานวิจัยนี้สามารถนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับชุมชน และในอนาคตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อมาตอบโจทย์สำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ โดยสำหรับสารสกัดหยาบจากเมล็ดเนื้อในมะม่วง ถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “แผ่นผัก” มีรูปแบบลักษณะคล้ายกับแผ่นสาหร่าย

ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แล้ว ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รักสุขภาพ เนื่องจากสามารถใส่ลงไปปรุงรสในการประกอบอาหารได้อีกด้วยซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองในคนและยังต้องมีการพัฒนาร่วมกับชุมชมต่อไปทั้งในเรื่องของรสชาติ และผลิตภัณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กำลังพัฒนาสูตร ให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย พร้อมคาดว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะมีผลิตภัณฑ์นี้ออกมาสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ในอนาคตทีมวิจัยจะพัฒนาต่อยอดมะม่วงชนิดอื่นๆ อีกด้วย เนื่องจากเมล็ดและเปลือกมะม่วงมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากของเหลือใช้จากการแปรรูปในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงสร้างสรรค์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ต่อไป!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’ ดันไทยสู่เป้าหมาย‘ศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน’

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621540

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’  ดันไทยสู่เป้าหมาย‘ศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์กรพันธมิตร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนกว่า150 หน่วยงาน จาก 7 เขตเศรษฐกิจ จัดงาน “มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021)” ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา

งานดังกล่าว จัดขึ้นที่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event)และจัดในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D เต็มรูปแบบบนช่องทาง www.healthtech-thailand.com ขานรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Economy Model เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศอย่างทั่วถึง

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า งานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021) มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการบรรยายพิเศษของผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทยศาสตร์สาธารณสุข คือ ศ.เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการของ World Health Organization (WHO) Science Council ปาฐกถาพิเศษ “วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ บทบาทที่เป็นไปได้ของสภาวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก”และ ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ ปาฐกถา “BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย”

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการแสดงสินค้านวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ อาหารและสาธารณสุข รวมทั้งเครื่องใช้และเครื่องอุปโภค-บริโภคซึ่งเกิดจากการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของไทยเป็นอย่างมาก

“ผู้ประกอบการด้านอาหารสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ที่มาในงานBCG Health Tech Thailand 2021 นี้ ผมมองว่าพวกเขาไม่ได้ทำแค่ธุรกิจแต่พวกเขากำลังช่วยสร้างชาติ หากเราไม่มีธุรกิจแบบนี้ประเทศไทยจะไม่มีวันที่จะขยับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้เลย ถ้าเราเพียงแต่ทำด้านสินค้าเกษตรพืชผลต่างๆ เราอาจจะเป็นได้แค่ประเทศรายได้ปานกลาง ดังนั้น การมีธุรกิจนวัตกรรมด้านการแพทย์จำนวนมากถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นที่น่าชื่นใจ คือ พวกเขาขายดีสู้กับนวัตกรรมต่างชาติได้สบายมาก มีทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีขนาดกลาง ที่สามารถแข่งราคากับตลาดโลกได้” รมว.อว. กล่าว

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามกระทรวง อว.พร้อมให้การสนับสนุนภาคธุรกิจที่ผลิตนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์จากการวิจัยอย่างเต็มที่ เพราะเป็นงานที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่สนับสนุนนโยบายและเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพตามนโยบาย BCG Economy Model เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียนในปี 2570

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การจัดงาน BCG Health Tech Thailand 2021 ครั้งนี้ทางสวทช. จัดเต็มพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ซึ่งเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนแห่งแรกของประเทศ และจัดควบคู่กับรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี 3D VirtualExhibition เต็มรูปแบบตลอด 12 เดือน บนช่องทาง www.healthtech-thailand.comเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจบนโลกเสมือนจริงแบบไร้ขีดจำกัดให้แก่นักลงทุนผู้ประกอบการและลูกค้าจากทั่วโลก ถือว่าเป็นมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพครั้งแรกในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) หลังรัฐบาลเปิดประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

การจัดงานดังกล่าวจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์สามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์กว่า100 ผลงาน เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดตามแผนขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้มี 2 แผนหลักเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน (Medical Hub) ในปี 2570 ประกอบด้วย 1.การผลิตยาและวัคซีน ซึ่ง ศ.คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธาน BCG สาขายาและวัคซีน ดูแผนพัฒนาเรื่องการพัฒนาวัคซีทั้งโควิด-19 และโรคประจำถิ่นอื่นๆ เช่นวัคซีนไข้เลือดออก รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ต้านโรคโควิด-19 ร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและองค์ความรู้ในการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำได้

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 

และ 2.การผลิตเครื่องมือแพทย์และวัสดุฝังในร่างกายมนุษย์ ซึ่งนักวิจัยและผู้ประกอบการมีความสามารถและศักยภาพในการผลิตใช้ในประเทศรวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นที่ยอมรับ โดยธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เติบโตขึ้นในโลกหลังโควิด-19 และถือเป็น 1 ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย BCG ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ

“การจัดงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้ความรู้ ความสามารถของนักวิจัย เชื่อมโยงกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศในการเร่งขีดความสามารถในการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้นและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญของ BCG ที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ภายในปี 2570 ซึ่งต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ดร.ณรงค์กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจภายในงานมีอยู่มากมาย อาทิ การสัมมนาในหัวข้อพิเศษมากกว่า 30 หัวข้อจากวิทยากรระดับประเทศ อาทิ เสวนา “3 สุดยอดเคล็ดเครื่องมือ”ในการต่อสู้ COVID จากนักวิจัย 3 สถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ และปาฐกถา “พัฒนาวัคซีนอย่างไรให้เท่าทันการกลายพันธุ์ของไวรัส”โดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ซึ่งทีมวิจัยไบโอเทคสวทช. กำลังอยู่ระหว่างการทำวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบพ่นจมูกเพื่อเตรียมการทดสอบในมนุษย์ภายในปี 2565 นี้อีกด้วย

ส่วนการจัดนิทรรศการมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมพร้อมใช้ออนไซต์50 บูธ ออนไลน์ 300 บูธ บริการจับคู่ธุรกิจแบบ one on one กับเจ้าของธุรกิจกว่า 160 บริษัท พร้อมเวที Open Innovation และ Innovation Pitching เพื่อให้ Start up ได้ระดมทุนในการพัฒนานวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์

นอกจากนั้นแล้วยังเปิดห้องให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจนวัตกรรมจากภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญ และสำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบออนไซต์ ลงทะเบียนรับสิทธิ์ฟรี! ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสูงสุด 100,000 บาท จากทิพยประกันภัย ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2564) จำกัด 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษภายในงานทั้งอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพ ลดสูงสุด 25% กว่า 200 ผลิตภัณฑ์

สำหรับการจัดงาน “มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ (BCG Health Tech Thailand 2021)” ในครั้งนี้ เป็นความพยายามในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในอาเซียน ภายในปี 2570 ซึ่งหากทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็จะส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ไพรวัลย์’สับได้ไม่หยุด! ชี้ควรมีเมตตา อย่าอยู่ด้วยชิงชัง หลังทวงกุฏิอดีตเณร

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621565

'ไพรวัลย์'สับได้ไม่หยุด! ชี้ควรมีเมตตา อย่าอยู่ด้วยชิงชัง หลังทวงกุฏิอดีตเณร

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.54 น.

วันที่ 11 ธันวาคม 2564 นายไพรวัลย์ วรรณบุตร โพสต์รูปภาพหนังสือวัดสร้อยทอง พร้อมข้อความว่า ใครที่ไหนไปพักอยู่ครับ คณะ 7 ห้อง 201 เนี่ย แค่เด็กมันเอาของไปเก็บไว้ เพื่อรอย้ายเข้าหอพักเท่านั้นเอง เป็นถึงพระเถระ ไม่มีเมตตาธรรมเลยหรอครับ (ผมไม่อยากเอ่ยชื่อท่านนะครับ) และเด็กที่ว่าก็ใช่ใครอื่น เป็นอดีตสามเณรที่เคยบวชเรียนอยู่ในวัดนะครับ เคยเป็นลูกศิษย์ท่าน เคยรับใช้สำนักเรียน อย่าให้ผมเหลืออดเหลือทนนะครับ

พระบางรูปในวัด รูปเดียวอยู่ 2-3 ห้อง นี่อภิสิทธิ์หรือเปล่าครับ ห้องกระจกชั้น 4 แต่ก่อนก็ทิ้งขว้างไม่ใช้ประโยชน์ พอผมเอาของที่มีคนบริจาคเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านช่วงโควิดไปไว้ ก็หาเล่ห์เพทุบาย เพื่อให้ผมย้ายข้าวของออก คิดว่าผมดูไม่ออกหรอครับ ผมแค่ไม่อยากพูดก็เท่านั้นเอง

เป็นพระควรกอปรด้วยเมตตาธรรมนะครับ ไม่ใช่อยู่ด้วยความอคติชิงชัง ผมลาสิกขาออกมาแล้ว ก็ควรพอได้แล้วนะครับ

ปล. มีการศึกษากันทั้งนั้นนะครับ ผมว่ามันมีวิธีที่ดีกว่ามากๆ แบบพี่น้องแบบครูอาจารย์ ที่จะบอกให้เด็กย้ายของออกจากวัดนะครับ #อันนี้ผมขอตำหนิ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อำนาจของ ‘พุทโธ’ ล้างหัวใจให้สะอาด : โอวาทธรรม ‘หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร’

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621551

อำนาจของ 'พุทโธ' ล้างหัวใจให้สะอาด : โอวาทธรรม 'หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร'

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.22 น.

ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจําศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ 

คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บําเพ็ญทาน คนนั้นเป็นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้าย ๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สําราญใจ

เหตุนั้น…ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ 

ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อํานาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด

โอวาทธรรมหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ดังกระหึ่ม!พระสงฆ์ 20 จังหวัดอีสานร่วมสวดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ชาวพุทธร่วมพิธีแน่น

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621538

ดังกระหึ่ม!พระสงฆ์ 20 จังหวัดอีสานร่วมสวดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ชาวพุทธร่วมพิธีแน่น

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

จารึกประวัติศาสตร์แผ่นดินอีสาน พระสงฆ์สายป่า 20 จังหวัดภาคอีสานชุมนุมใหญ่ที่กาฬสินธุ์ พร้อมสวดปัดเปาสิ่งชั่วร้าย เปิดคัมภีร์โบราณล้านนาไทย ด้วยบทสวด “อุปาตะสันติ” หรือ “มหาสันติงหลวง” หวังระงับเหตุร้ายให้กลับกลายเป็นดี พร้อมถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 10 ขณะที่ชาวพุทธแต่งขาวร่วมพิธีหลายพันคน

วันนี้ (11 ธ.ค.64) ที่วัดพุทธนิมิ (ภูค่าว) อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ มีการรวมตัวกันของคณะสงฆ์มหานิกายและคณะสงฆ์ธรรมยุต 20 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งเป็นการนัดรวมพลครั้งยิ่งใหญ่และถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นดินจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อแสดงพลังให้กำลังใจคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ รวมใจเป็นหนึ่งต่อปัญหาภัยโรคติดต่อโควิด 19 และภัยในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจนทำให้ประชาชนขาดความสามัคคี

โดยบรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้ามีบรรดากลุ่มญาติธรรมชาวพุทธจาก 20 จังหวัด และลูกศิษย์วัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่งชุดขาว ร่วมเดินทางมากับคณะสงฆ์ในจังหวัดต่างๆ และลงทะเบียน เพื่อเข้าร่วมสวดมนต์ ที่พระบรมธาตุมหาเจดีย์สังฆนิมิต ท่ามกลางการคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. จนเวลา 15.00 น. พระธรรมดิลก วัดป่าแสงอรุณ ที่ปรึกษาเจ้าคุณภาค 9 ธรรมยุติ ประธานในพิธีเดินทางมาถึง เจ้าคุณหลวงพ่อแผน วัดภูปูนในฝัน อ.สมเด็จ รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ หลวงตาณรงค์ เจ้าอาวาสวัดภูค่าว และพระครูสิทธิวราคม เจ้าอาวาสวัดเวฬวัน อ.สหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เริ่มดำเนินการประกอบพิธี 

โดยมี ฤาษีเกศแก้ว ได้อ่านโองการอันเชิญเทพเจ้าวนแสนโกฎิจักรวาล การอ่านโองการเต็มไปด้วยความเข้มขลัง บรรดาญาติธรรมที่แต่งชุดขาวสงบนิ่ง หลายคนหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ที่เชื่อว่าจะเป็นพิธีกรรมที่จะสื่อไปถึงเทวดาฟ้าดิน ได้ลงมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอัปมงคล เนื่องจากพิธีในลักษณะเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินสงฆ์กาฬสินธุ์

จากนั้นคณะสงฆ์ได้เดินทางเข้าไปภายในพระบรมธาตุเจดีย์สังฆนิมิต โดยห้ามไม่ให้ฆารวาสเข้าไปด้านใน เพียงมีแต่คณะสงฆ์กว่า 1 พันรูปโดยหลวงตาณรงค์ เจ้าอาวาสวัดภูค่าว ได้ทำการจุดเทียน และพระสงฆ์ได้เจริญพระพุทธมนต์พร้อมกับ โดยการนำคัมภีร์โบราณล้านนาไทยบทสวดอุปปาตะสันติหรือมหาสันติงหลวง ซึ่งเป็นบทสวดที่เชื่อว่าช่วยสงบเหตุเพศภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ ตามตำนานเล่าขานในโบราณกาล และสาธยายมหาสันติงหลวง โดยพระพรหมวชิรญาณ วัดบึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด 

พิธีดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ร่วมปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประสานสามัคคีสายสัมพันธ์พุทธบริษัท และสร้างขวัญกำลังใจสู้มหันตภัยโควิด และเป็นการรวมน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และยังเป็นการหยุดสังฆเภทแสดงพลังของคณะสงฆ์และสาธุชนที่ร่วมภาวนาและน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยมีพิธีถวายมหาสังฆทาน และถวายฆ้องชัย 108 ด้วย  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘X-RAY การศึกษาไทยฉายทุกมิติแห่งกาลเวลา’

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

'X-RAY การศึกษาไทยฉายทุกมิติแห่งกาลเวลา'

https://www.naewna.com/likesara/621520

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.27 น.

“การศึกษาไทย” สะดุดขาตัวเอง! 

“แนวหน้า ออนไลน์” ย้อนเวลาไปช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ตรงกับ พ.ศ.2412 นับเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศไทย โดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตั้งโรงเรียนในวัดตามพื้นที่มณฑลต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงให้โรงเรียนทั้งหมดอยู่ในความดูแลของ “กรมศึกษาธิการ” ซึ่งต่อมา พ.ศ.2435 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรมศึกษาธิการเป็น “กระทรวงธรรมการ” โดยมีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็น “เสนาบดี” กระทรวงธรรมการคนแรก หลังจากนั้นใน พ.ศ.2475 เมื่อเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการเปลี่ยนมาใช้ตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ” โดยมีเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นรัฐมนตรีคนแรก และใน พ.ศ.2484 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีพลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนแรก ซึ่งจากปี 2435-2564 นับเป็นเวลา 129 ปี ที่ประเทศไทยมีระบบ “การศึกษา” ชัดเจนและมีผู้คุมกระทรวงนี้ถึง 55 คน 

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า “กระทรวงศึกษาธิการ” แม้ว่าจะมีผู้กุมบังเหียนมากถึง 55 คนในระยะเวลา 129 ปีแต่ก็พบว่าระบบการปกครองนั้นมีผลต่อระยะเวลาการนั่งบริหารงานของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้น “เสนาบดีกระทรวงธรรมการ” มีระยะเวลาในการบริหารราชการงานแผ่นดิน ต่ำสุดคือ 5 ปี สูงสุด คือ 11 ปี ผลดีก็คือ เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน 

ไทม์แมนชีนของ “ประวัติศาสตร์” สะท้อนให้เห็นว่า “พระมหากษัตริย์” ของไทยให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” และทรงทำให้เกิดความมั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน 

แต่เมื่อมีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่งผลให้เสมือน “ไฟช๊อต” ระบบการเมืองการปกครองอย่างกระทันหัน ทำให้ประเทศไทยเกิดอาการ “สะดุดขาตัวเอง” ในหลายๆเรื่อง และ เรื่องที่เห็นชัด คือ การบริหารระบบการศึกษาของไทย โดยเหตุการณ์รัฐประหาร 2475 ส่งผลให้ระบบการบริหารงานด้านการศึกษาของไทยสะดุดตาม เพราะนับจากนั้น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” มีช่วงเวลานั่งบริหารงานราชการแผ่นดินในช่วงสั้นๆ นับระยะเวลาเป็นเดือน เป็นปี สูงสุด 3 ปีเท่านั้นเพราะเหตุผลภาวะทาง “การเมือง” ที่ไม่มั่นคงของไทย จึงเกิดปรากฎการณ์ที่ถูกกล่าวขานว่า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็น “สมบัติผลัดกันชม” จนถึงปัจจุบัน 

ต่อมาในช่วง พ.ศ.2523-2531 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 นับเป็นช่วงที่มีความมั่นคงทางการเมืองมากที่สุด แต่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มั่นคง โดยมีระยะเวลาสั้นๆเพียง 1-3 ปี   

กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็น “ดาว” ที่ใครๆ ก็หมายปอง มานั่งคุมบังเหียน ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญสำหรับเส้นทางการเมือง และ การเมืองก็มีบทบาทสำคัญกับกระทรวงศึกษาธิการเช่นกันอย่างแยกไม่ออก ไม่เพียงเท่านั้นยังพบว่า ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย บางคนผ่านการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ทวี บุณยเกตุ, ชวน หลีกภัย, ทักษิณ ชินวัตร และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ต่อมาในปี 2542 “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีมาจากโควต้าพรรคชาติไทย คือ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ทำให้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงเกิดขึ้น ภายใต้การรับรองสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทย 5 ข้อ ได้แก่ 1.ด้านโอกาส และการเข้ารับการศึกษา, 2.ด้านคุณภาพการศึกษา, 3.ด้านความเสมอภาคในสิทธิทางการศึกษา, 4.ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และ5.ความสามารถในการแข่งขันด้านอื่น ๆ  

อีก 8 ปีต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2550 ได้รับรองให้ “การปฏิรูป” การศึกษายังเดินหน้าต่อ แต่ก็พบว่า ปัจจุบันการปฏิรูปการศึกษายังไปไม่ถึงไหน ท่ามกลางความพยายามผลักดันให้เกิดมิติใหม่ๆทางการศึกษามาตลอดทุกยุคทุกสมัยโดยล่าสุดปี 2564 ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ตรีนุช เทียนทอง” มีการคลอด “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ซึ่งวัดผลนักเรียนแบบสมรรถนะ ด้วยการนำความรู้มาใช้งานได้จริง แทนการท่องจำ ซึ่งจะเป็นหลักสูตรที่นำมาแทนหลักสูตรปัจจุบันที่ใช้ในการสอนการวัดผลเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักทดสอบทางการศึกษาวิเคราะห์กรอบโครงสร้างจากนิยามสมรรถนะ ซึ่งมีเครื่องมือประเมินสมรรถนะเพื่อให้ครูผู้สอนประเมินผลผู้เรียน 

เส้นทางการพัฒนาระบบศึกษาไทยท่ามกลางการเมืองที่แปรปรวน ยังพบว่า ใน พ.ศ. 2551 เคยมีการออกหลักสูตรที่มีเนื้อหาคล้ายๆกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ นั่นคือ “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551” โดยเน้น “ผู้เรียน” เป็นศูนย์กลาง ครูเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และออกแบบการเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่เรียกว่า Backward Design โดยปัจจุบันเรียกวิธีการเรียนรู้แบบนี้ว่า การจัดกิจกรรมให้เด็กพัฒนาโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือ Child-centered

แต่ในปี 2551 นั้นเป็นปีที่เส้นทางการเมืองในประเทศไทย “สั่นคลอน” มากที่สุด โดยเพียงปีเดียว การเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรี 5 คนด้วยกัน ได้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใน 1 ปี มีรัฐมนตรีถึง 4 คน ได้แก่ ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ศรีเมือง เจริญศิริ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 

นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะกลับมาอยู่ในความดูแลของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 แต่ก็ต้องถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่  เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถูกกดดันทางเมืองหลายด้าน จนต้องประกาศยุบสภา ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 

ต่อมาเดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และเพียงไม่ถึง 3 ปี เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลัดเปลี่ยนกันนั่ง 4 คน ได้แก่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช, พงศ์เทพ เทพกาญจนา และ จตุรนต์ ฉายแสง  

ส่วนในรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 5 คน 

“แนวหน้า ออนไลน์” ยังได้ทำการ X-RAY ข้อมูลงบประมาณ 10 ปีย้อนหลังนับตั้งแต่ 2564 ถอยหลังไปจนถึงปี 2554 พบว่างบประมาณประจำปีที่ใช้เพื่อบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการรวมกัน 4,619,219 ล้านบาท หรือกว่า 4,600 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา) โดยในปีที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือ ปี 2559 จำนวน 517,077 ล้านบาท และในปี 2564 กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 358,361 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ ปี 2565 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 332,398.6 เป็นอันดับหนึ่งเช่นเดิม แต่ลดลงจากปี 2564 จำนวน 6.7% เพราะรัฐบาลต้องหั่นงบประมาณลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19  

ด้วยความที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีผลในการวางรากฐานเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ทุกรัฐบาลจึงให้ความสำคัญ เพราะ “การศึกษา” เชื่อมโยงกับทุกจุดของประเทศ ตั้งแต่ครอบครัวจนถึงองค์กร แต่เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการก็มาพร้อมกับข้อครหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เป็นเก้าอี้ที่ใครๆ ก็อยากนั่ง ด้วยมี “ตัวแปร” คืองบประมาณที่สูงสุดกว่าทุกกระทรวง โดยเหตุผลการศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติบ้านเมือง ทุกรัฐบาลจะตั้งงบสำหรับกระทรวงศึกษาธิการไว้มากเป็นอันดับหนึ่ง

ขณะที่ห้วงเวลานี้ เกิดปรากฎการณ์ “Digital Disruption” ขึ้นมา ทำให้ “การศึกษาไทย” ต้องเจอการ “ชาร์ตไฟ” ระบบการศึกษาแบบเร่งด่วน เพื่อเร่งพัฒนาเยาวชนให้มีคุณสมบัติตามที่โลกดิจิตอลต้องการ ท่ามกลางภาวะ “สะดุดขาตัวเอง” ของการศึกษาไทยมา 89 ปี ด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่เปรียบเสมือน Disruption ตัวเองล่วงหน้า นับตั้งแต่รัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ซึ่งเป็น “ตัวแปร” สำคัญ ที่ทำให้การศึกษาไทยมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฮือฮา!’หลวงพ่อพัฒน์’เกจิดังอายุ 100 ปีวัดห้วยด้วนนั่งเครื่องบินเหยียบถิ่นเมืองคอน

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621494

ฮือฮา!'หลวงพ่อพัฒน์'เกจิดังอายุ 100 ปีวัดห้วยด้วนนั่งเครื่องบินเหยียบถิ่นเมืองคอน

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.50 น.

ฮือฮา! “หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม” พระเกจิชื่อดังอายุ 100 ปีวัดห้วยด้วน เมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์ นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตเหยียบถิ่นเมืองคอน สักการะพระบรมธาตุเจดีย์ เททองและปลุกเสก “พระหนุนดวง” วัดวังตะวันออก เมืองนครศรีธรรมราช วันที่ 21 ธ.ค.นี้ เตรียมวัตถุมงคล “พระหนุนดวง หัวนะโม” และ “ตาพรานบุญ” เข้าร่วมในพิธีปลุกเสกครั้งประวัติศาสตร์

วันที่ 11 ธ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกนกพร เดชเดโช นายก อบจ.นครศรีธรรมราช สั่งการและมอบหมายให้นายสุชาติ เจริญพงศ์ เลขานุการนายกฯ นำเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกล ลงพื้นที่วัดวังตะวันออกเพื่ออำนวยความสะดวก จัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธีเททอง และพุทธา – เทวาภิเษกวัตถุมงคล “พระหนุนดวงเรียกทรัพย์” หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ที่หลวงพ่อพัฒน์ จะเดินทางมาประกอบพิธีด้วยตัวเอง ณ.มณฑลพิธี วัดวังตะวันออก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นับเป็นการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งประวัติศาสตร์ของสองนคร “นครศรีธรรมราช – นครสวรรค์” ในวันที่ 21 ธ.ค.64 ทำให้ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียงที่ทราบข่าวว่าหลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน อ.หนองบัว จ.นครสรรค์ จะเดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างเฝ้ารอต้อนรับกันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้สืบเนื่องจากพระครูนิวิฐปุญญากร หรือหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม หรือ พระราชมงคลวัชราจารย์ เจ้าอาวาสวัดหวยด้วน อายุ 100 ปีเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมในลำดับต้น ๆ ของเมืองไทยในปัจจุบัน เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่รู้จักและเสื่อมใสศรัทธากันอย่างกว้างขวาง มีคณะศิษยานุศิษย์ทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และเป็นผู้ที่อุทิศตนแด่พระพุทธศาสนา สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์และคุณูปการให้กับสังคมไทยมากมาย จนได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯพระราชทานตั้งสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ขึ้นเป็นพระราชมงคลวัชราจารย์ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.64 ที่ผ่านมา จะเดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ หรือเจ้าพิธี ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หลวงพ่อพัฒน์ เดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนางกนกพร เดชเดโช นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาสและคณะให้การต้อนรับ

พระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ ปญญฺวโร หรือ พระอาจารย์ดอน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดวังตะวันออก กล่าวว่า การจัดสร้างวัตถุมงคลพระหนุนดวง หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พระครูนิวิฐปุญญากร หรือหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็น พระราชมงคลวัชราจารย์ อาตมาได้เดินทางไปกราบขอพระท่านหลวงพ่อพัฒน์ที่วัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ 

โดยอาตมาได้ถามว่าหลวงพ่อพัฒน์ว่าเคยไปจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือไม่ หลวงพ่อพัฒน์ ตอบว่าไม่เคยไป อาตมาระบุว่าอยากจะนิมนต์ท่านไปกราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชสักครั้ง และอยากสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อพัฒน์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสักรุ่น หลวงพ่อพัฒน์ กล่าวตอบทันทีว่าถ้าอาตมานิมนต์ไปจริง ๆ ก็จะไปและดำเนินการตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ในขณะที่ลูกศิษย์ของท่านทักท้วงว่าหลวงพ่ออายุมากแล้วเดินทางยากลำบาก เพราะท่านจะไม่นั่งเครื่องบินและต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น

ปรากฏว่าหลวงพ่อพัฒน์ กลับยืนยันว่าพร้อมที่จะเดินทางมาที่นครศรีธรรมราช และพร้อมจะยอมนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตเพื่อไปกราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช รวมทั้งร่วมในพิธีเททอง-พุทธาภิเษกวัตถุมงคลตามที่อาตมาต้องการ จึงเป็นที่มาของการจัดสร้างวัตถุมงคล “พระหนุนดวงหลวงพ่อพัฒน์” ขึ้น ซึ่งจะจัดสร้างทั้งรูปเหมือนบูชาขนาดใหญ่และพระหนุนดวงขนาดเล็กสำหรับแขวนหรือห้อยคอพกพาติดตัว โดยกำหนดประกอบพิธีเททองและมหาพุทธา-เทวาภิเษกในวันที่ 21 ธ.ค.64 นอกจากพระหนุนดวงแล้วจะมีการจัดสร้างวัตถุมงคลที่เป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ ประกอบด้วย “หัวตาพรานบุญ” เนื้อโลหะ และ “หัวนะโมสองนคร” นำเข้าพิธีพุทธา-เทวาพิเษก ในวาระเดียวกันด้วย

พระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ ปญญฺวโร หรือ พระอาจารย์ดอน กล่าวอีกว่า ในการจัดสร้างวัตถุมงคลพระหนุนดวง หลวงพ่อพัฒน์ ในครั้งนี้อาตมาได้ได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าประคุณหลวงพ่อธงชัย วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารได้เมตตาอธิฐานจิตจารแผ่นชนวนมวลสารเพื่อความเป็นสิริมงคลให้อีกด้วย โดยการประกอบพิธีเททองและมหาพุทธา-เทวาภิเษก ในวันที่ 21 ธ.ค.64 เป็นการประกอบพิธีฯในวาระแรก 

ส่วนวาระที่ 2 กำหนดประกอบพิธี ณ.มณฑลพิธีวัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ในวันที่ 28 ก.พ.2565  อย่างไรก็ตามหลังการประกอบพิธีฯ ในวาระแรกในวันที่ 21 ธ.ค.64 พระราชมงคลวัชราจารย์ หรือหลวงพ่อพัฒน์ จะนำวัตถุมงคลหลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน ซึ่งเป็นวัตถุมงคลที่ต้องการและเสาะหาของเซียนพระทั่วประเทศมาแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้เข้าร่วมในพิธีทุกคนอีกด้วย

สำหรับกำหนดการในภาคเช้าเป็นการประกอบพิธีเทวาภิเษก โดยคณะฆราวาสจอมขมังเวทย์ และคณะพระราชครูโนราห์ หรือ “ครูหมอโนราห์” ตามความเชื่อและศรัทธาของเหล่าศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก โดยมีอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ เป่าขลุ่ยถวายครูบาอาจารย์ เทพยดา ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดนครสวรรค์ 

หลังพิธีเทวาเษกเสร็จสิ้นจะมีการมอบรางวัลเกียรติยศให้กับศิลปินพื้นบ้านผู้มุ่งมั่นสืบสานศิลปะประจำถิ่นศิลปินพื้นบ้าน ประกอบด้วยโนราห์ 15 ท่าน หนังตะลุง 3 คณะ และเพลงบอก 2 คณะ จึงนับได้ว่าในวันดังกล่าวเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองนครสวรรค์ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่อาตมาพระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ โทร.080-6954622 หรือติดตามรายละเอียดได้ทางสื่อมวลชนทุกแขนง และติดตามบรรยากาศผ่านการถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊ค “คิดถึงจังเรดิโอ” และ “เพจข่าวตีแผ่” ตั้งแต่เวลา 09.39-14.39 น.วันที่ 21 ธ.ค.64 พระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ ปญญฺวโร หรือ พระอาจารย์ดอน  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คณะสงฆ์มหานิกาย-ธรรมยุตทั่วอีสานนัดสวด ‘มนต์ระงับเหตุร้าย’ ครั้งใหญ่ที่กาฬสินธุ์

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621480

คณะสงฆ์มหานิกาย-ธรรมยุตทั่วอีสานนัดสวด 'มนต์ระงับเหตุร้าย' ครั้งใหญ่ที่กาฬสินธุ์

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.21 น.

คณะสงฆ์มหานิกาย – ธรรมยุต 20 จังหวัดภาคอีสาน นัดรวมพลครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์แสดงพลังคณะสงฆ์หมู่ใหญ่รวมน้ำหนึ่งใจเดียวกันเปิดคัมภีร์โบราณล้านนาไทยบทสวด อุปปาตะสันติหรือมหาสันติงหลวง หวังระงับเหตุร้ายให้กลับกลายเป็นดี ถวายพระพรในหลวง ร.10 ที่พระบรมธาตุมหาเจดีย์สังฆนิมิต วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 

วันที่ 11 ธ.ค.64 คณะสงฆ์ในภาคอีสานทั้งธรรมยุต และมหานิกาย พระเถาระนุเถระ 20 จังหวัดภาคอีสานได้มีการกำหนดจัดงานมหากุศลเพื่อสาธุชนชาวพุทธครั้งยิ่งใหญ่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ที่พระบรมธาตุมหาเจดีย์สังฆนิมิต วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์และคณะสงฆ์ภาคอีสานทั้งหมดโดยการนิมนต์พระเถานุเถระผู้ใหญ่ เจ้าคณะจังหวัด รองจ้าคณะจังหวัด ร่วมในพิธีเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของคณะสงฆ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยโดยจากการสอบถามเบื้องต้นพบว่ามีฎีกาอาราธนานิมนต์คณะสงฆ์พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ทั่วอีสานแต่ไม่มีรายนามชื่อเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์องค์ใหม่

โดยกำหนดการได้ระบุว่า การจัดพิธีใหญ่ครั้งนี้ได้เปิดคัมภีร์โบราณลานนาไทย อุปปาตะสันติ หรือ มหาสันติงหลวง ซึ่งเป็นบทสวดที่เชื่อว่าช่วยสงบเหตุเพศภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ ตามตำนานเล่าขานในโบราณกาล ทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ร่วมปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประสานสามัคคีสายสัมพันธ์พุทธบริษัทและสร้างขวัญกำลังใจสู้มหันตภัยโควิด 19  ซึ่งงานมหากุศลครั้งนี้เป็นการรวมน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แสดงพลังของคณะสงฆ์และสาธุชนที่ร่วมภาวนาและน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยมีพิธีถวายมหาสังฆทาน และถวายฆ้องชัย 108 ด้วย

โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณร เวลา 14.00 น. ร่วมรับฟังพระธรรมเทศนา โดยพระธรรมดิลก (สมาน สุเมโธ) วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น พิธีถวายราชสักการะ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คณะสาธุชนร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นจะเป็นพิธีประกาศโองการอัญเชิญเทพเจ้าในแสนโกฎิจักรวาล รับการบวงสรวง โดยปู่ฤาษีเกศแก้ว พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และสาธยายมหาสันติงหลวง รับฟังพระธรรมเทศนา โดยพระพรหมวชิรญาณ วัดบึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด โดยพิธีนี้จะมีภาคีเครือข่ายพุทธช่วยพุทธ และสมัชชาชาวพุทธเดินทางมาร่วมพิธีด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,936,595 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ
จบสัมพันธ์สามีภรรยา หญิงออน แยกทาง ตั้ม วิชญะ ลูกชายของดวงดาว จารุจินดา
สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า
ยกเลิก MOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.
โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic
UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม
ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส
บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!
"ทรัมป์" ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก "ประพฤติตัวไม่ดี'"

Recent Posts

  • ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ
  • เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง
  • “ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3
  • “ทรัมป์” ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก “ประพฤติตัวไม่ดี'”
  • จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d