อ่านหมากการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494752

29 พ.ย. 2564 |14:00 น.

อ่านหมากการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต.

ตรวจแถวพรรคการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต. คณะก้าวหน้า คือตัวอย่างแรกของร่างทรงก้าวไกล ส่งผู้สมัคร 196 อบต. คว้ามาได้ 38 ที่นั่ง ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จการเมืองสนามเล็ก เมื่อมองพรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจมีผลแตกต่างกัน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน เมฆาในวายุ

จบภารกิจหย่อนบัตรเลือกตั้งนายกและสมาชิกอบต.ทั่วไทย 5,300แห่ง (นายก อบต.ทั้งหมด 5,300 คน และ สมาชิกสภา อบต. 56,641 คน )ไปแล้ว ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏแล้ว     ใครเป็นใคร ใกล้ชิดขั้วการเมืองใดบ้างนั้น คนการเมืองย่อมรู้ดีและน่าจะเป็นลายแทงเบื้องต้นเกี่ยวกับฐานคะแนน

แต่ที่แน่ๆคณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอบต. 196 อบต. ใน 50 จังหวัดทั่วประเทศ คว้าเก้าอี้มาได้ 38 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 19.4 เปอร์เซนต์ ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการสนามเลือกตั้งท้องถิ่น 

สำหรับ 85 พรรคการเมืองที่ยังอยู่ในทะเบียนระบบของกกต.เกี่ยวกับการวางแผนเลือกตั้งส.ส.งวดหน้า

รู้ๆกันอยู่ว่า อบต.คือเซลล์การเมืองที่แทรกในหมู่บ้าน ตำบลทั่วไทย หากนักการเมือง-พรรค-กลุ่มการเมืองใดๆเชื่อมสัมพันธ์กับผู้บริหารอบต.ที่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ได้อย่างแนบแน่น การหาแต้มในหมู่บ้านตำบลนั้นๆก็สะดวกไประดับหนึ่งสำหรับสนามผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน พรรคต่างๆที่กกต.รับรองว่ายังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น  แน่นอนว่า น่าจะมีบางพรรคที่ส่อแววจอดป้ายหน้าหากไม่ขยับจังหวะตามกติกาที่วางไว้ แต่เชื่อเลยว่าปีหน้าฟ้าใหม่นั้น หลากพรรคขยับจังหวะกันแบบรัวๆ 

อ่านเพิ่มเติมคลิก >> เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

ภาพ”มิตรแท้-มิตรเทียม”จะเริ่มฉายแววในแวดวงการเมืองว่าเบื้องต้นแกนนำพรรคใดแตะมือหลวมๆกับขั้วใดบ้าง และปักหมุดว่า คู่แข่งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ คือ ใครและพรรคใด  

โดยเป้าหลักที่น่าจะโดนถล่มคือ”พรรคพลังประชารัฐ” นำโดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ โดยแกนนำหลักที่ร่วมสังฆกรรมล้อมพปชร.เพื่อปิดประตูตีแมวคือ”พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล” โดยมีแนวร่วมคือพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคน้องใหม่ที่จ้องตัดแต้มพรรคของลุงป้อมใน 400 เขตเลือกตั้ง ที่สะเทือนไปยัง 100 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พปชร.อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้การจับมือทุบพปชร.ของเพื่อไทยและก้าวไกลนั้น แต่สองพรรคนี้ก็ยังซ่อนดาบในรอยยิ้มที่จะต้องชิงแต้มกันเอง  พรรคเพื่อไทยนั้นน่าจะสะดวกกว่าพรรคอื่นกับกติกาคราวนี้ แต่ต้องเตะตัดขาพรรคก้าวไกลที่เป็นคู่แข่งลำดับต้นสำหรับขั้วการเมืองเดียวกัน งานนี้รอดูว่าพรรคก้าวไกลจะส้มหล่นเหมือนโอกาสที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับจากการหย่อนบัตรคราวที่แล้วหรือไม่(ยุบพรรคไทยรักษาชาติและพื้นที่นั้นๆพรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครส.ส.)

“ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรคพปชร.ฟุ้งล่าสุดว่า       บ่หยั่น พร้อมแล้วกับ 350 เขตเดิม รอเพียง 50 เขตใหม่เท่านั้น   แต่หากมองไปยังขุนพลของ”ลุงป้อม”ยามนี้ หากเพ่งดีๆจะพบว่า ส.ส.บางชีวิตของพปชร.ส่อเค้าเดินหน้าลำบาก

อาทิ “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และแกนนำอีสานเหนือ ที่สื่อท้องถิ่นรายงาน

ล่าสุด(https://www.esanbiz.com/content/61a1db087aefbceece39dbdf )  ว่า ผลพวงจากคดีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นหลายร้อยล้านบาทที่เอกราชไปเกี่ยวพันนั้นเริ่มบังเกิดผลแล้ว

“ร้อยเอกธรรมนัส”ก็ยังลูกผีลูกคนหากยังสังกัดพปชร.เพราะหัวหน้าพรรคย้ำแล้วว่า แคนดิเดตสร.1ของพปชร.คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหลากสื่อยังรายงานตรงกันว่า นายพลนอกราชการ-ผู้กองนอกราชการยังอยู่ในภาวะ”ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”  แม้ภาพวันนี้”ลุงป้อม”ย้ำชัดว่า พปชร.หนุน”ลุงตู่” และ3ป.อยู่กันแบบชั่วฟ้าดินสลายก็ตาม

วันที่ 8 ธ.ค.ลุ้นคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินสถานภาพ ส.ส. 5 อดีตแกนนำกปปส. หลังถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกและเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือ”พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์”อดีตรมว.ดีอีเอสและแกนนำพปชร. “ธนิกานต์ พรพงศาโรจน์” ส.ส.กทม.ที่โดนสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.ที่รอลุ้นผลในวันที่ 22 ธ.ค. ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ชะตา”คุณสมบัติ ส.ส.”ในคดีเคยต้องคำพิพากษาฉ้อโกง รอลุ้นว่า “ปารีณา ไกรคุปต์”ส.ส.ราชบุรี ในคดีถือครองที่ดินโดยมิชอบนั้นผลจะออกมาแบบใด “วิรัช รัตนเศรษฐ” แกนนำพรรคและครอบครัว ที่ต้องไปสู้คดีโกงงบสนามฟุตซอล


รวมทั้งข่าวปั่นช่วงนี้ว่า เร็วๆนี้มุ้งนั้นมุ้งนี้ในพปชร.เตรียมตีกรรเชียงชิ่ง”ลุงป้อม”เพื่อกลับไปค่ายเดิมเมื่อวันวาน

เมื่อมองไปยังรายชื่อส.ส.ข้างต้น-มุ้งต่างๆในพปชร.เพื่อเทียบเคียงกับราคาคุยดังกล่าวของผู้กองคนดังโวไว้นั้นจะเข้าเป้าหรือไม่…

วิญญูชนนำไปวิเคราะห์กันเอาเอง

สถานการณ์ด้านอื่นๆนั้น หากมองไปยังพรรคร่วมรัฐบาล -พรรคร่วมฝ่ายค้านในยามนี้ แน่นอนว่าส.ส.หลายชีวิตปันใจกันเห็นๆ และรอสักระยะจะมองเห็นว่า”ใครจะเปลี่ยนสีเสื้อ-ย้ายพรรคบ้าง”  เพราะข้อกำหนดในการย้ายพรรคของรัฐธรรมนูญ 2560 คือ “หากมีเหตุยุบสภาต้องสังกัดพรรค 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง   ซึ่งเมื่อมีการยุบสภา   รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า  ต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน   ระยะเวลาดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้ ส.ส. ย้ายจากพรรคการเมืองหนึ่งไปอีกพรรคการเมืองหนึ่งได้”

ทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่า ช่วงปลายไตรมาสที่สอง-ต้นไตรมาสที่สามของปีหน้า จะพบกระแสข่าว”การย้ายค่ายแบบเซอร์ไพรส์การเมืองที่จะบังเกิดหลายคราว”  และภาพจะชัดเจนหลังศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายยุติ (การเมืองไทยเป็นเช่นนี้เสมอจากบันทึกการเมืองเมื่อวันวาน)เพราะคนการเมืองมองออกว่า ควรแทงหวยกับเจ้ามือรายใด เพื่อโอกาสที่จะได้รับรางวัลนั้นๆ (พรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้มี 18พรรค 271 ชีวิต  

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านมี 211 ส.ส. จาก 7 พรรค และหนึ่งเสียงของ”มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ” อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ )   โดยเฉพาะ”งูเห่าการเมืองเวอร์ชั่นล่าสุด”นั้นพบว่า ส.ส.บางคนฝังตัวอยู่ในพรรคก้าวไกลแต่หัวใจอยู่ค่ายสีน้ำเงิน  บางคนมีชื่ออยู่พรรคฝ่ายค้านแต่มติการไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจเสนาบดีคราวที่แล้วมันก็อ่านรหัสออกว่า  “ผู้แทนราษฎรเหล่านี้วันหน้าจะแตะมือกันอย่างไรทางการเมือง”

และเป็นไปได้ยิ่งว่าเร็ววันนี้จะพบพรรคใหม่ๆจากคนการเมืองในวันวานที่แยกตัวจากต้นสังกัดมาเลือกเส้นทางลุยของตัวเอง เพราะเวลาของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  เหลืออยู่ราว 1 ปีเศษ(เลือกตั้ง24มี.ค.2562-ครบวาระสี่ปี 23มี.ค.2566  (อายุรัฐบาลตามกติกาคือ 4 ปี)) และยิ่งกระแสการทำนายทายทักว่าลุงตู่อาจอยู่ไม่ครบวาระลอยมาเสมอๆเพราะเส้นทางในและนอกพรรคที่หนุน”ลุงตู่นั้นพบว่าสารพันปัญหาสะสมไว้คล้ายMine Land (กับระเบิด)หากลุงตู่พลาดก้าวใด รับรองว่าเละตุ้มเป๊ะ

แม้กระบอกเสียงรัฐบาล”ธนกร วังบุญคงชนะ”และแรมโบ้อีสาน”เสกสกล อัตถาวงศ์”จะออกตัวแทนลุงตู่มาเป็นระยะว่า สี่ปีนี้ไทยแลนด์มีประมุขฝ่ายบริหารชื่อ”พลเอกประยุทธ์”แต่ลุงตู่ก็ออกตัวแนวแทงกั๊กว่า ไม่รู้ว่าจะอยู่ครบเทอมไหม อะไรจะเกิดก็ว่าไปตามกติกาและการเมือง

แต่ใครที่จะลงแข่งขันสนามส.ส.งวดหน้า เวลาที่เหลืออยู่ จะเรียกว่ามากก็พูดได้ไม่เต็มปาก  เพราะหนึ่งปีเศษนั้น การที่จะทำให้สังคมรู้จักทั่วประเทศ 400 เขตเลือกตั้งนั้น เอาเข้าจริงแล้ว มันใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่…

พรรคและว่าที่พรรคการเมืองยามนี้ที่มองเห็นภาพชัดๆ คือ “วินท์ สุธีรชัย” อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาตั้งกลุ่มรวมไทยยูไนเต็ดที่พร้อมจะเปลี่ยนภสภาพเป็นพรรครวมไทยยูไนเต็ด เพื่อมา สร้างการเมืองในแนวทางตัวเอง

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” บิ๊กเนมแห่งพรรคไทยสร้างไทยทยอยทาบคนบ้านเดียวกันและต่างขั้วมาร่วมงาน

“กรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคกล้า ทาบทามและเปิดตัวคนการเมืองที่สอบตกงวดที่แล้วและอกหักกับสังกัดเดิมมาร่วมขบวนปั้นพรรค

ตอนนี้คนการเมืองที่ยังรีรอ เช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง”ที่แตะมือ”เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์”  รวมทั้งคนเสื้อแดงและอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ  แยกตัวมาสร้าง”พรรคเส้นทางใหม่”ที่รับรู้มาหลายเพลาแล้วนั้น “เสี่ยอ๋อย”ก็ยังไม่ขยับให้แน่ชัดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะบัตรเลือกตั้งสองใบ มันเอื้อกับพรรคใหญ่บางพรรค และยิ่งฐานคะแนนจะต้องแชร์กับต้นสังกัดเดิมแล้วนั้น โอกาสของเสี่ยอ๋อยก็น้อยลงเรื่อยๆ แม้คนเดือนตุลาที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยังเปิดประตูรับเสี่ยอ๋อยกลับสังกัดเดิม/”นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตส.ส.พัทลุง 8 สมัย จากค่ายสีฟ้าจ่อย้ายสังกัดและมีแววแตะมือสร้างพรรคใหม่กับ”กลุ่มสี่กุมาร”ที่ไขก๊อกจากพรรคพลังประชารัฐ

เพียงเท่านี้ก็ฝุ่นตลบและส่อแววการแข่งขันเเบบแพ้ไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ และรอชมฉากทัศน์ใหม่การเมืองในห้วงหลังปีใหม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนการเมืองว่า จะเปลี่ยนสีเสื้อ-ย้ายพรรค-แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างไร

ปีหน้าการเมืองไทยคงสนุกนึก…….

พรรคกล้า “เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด” กรณ์​ จาติกวณิช​ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494225

29 พ.ย. 2564 |07:00 น.

พรรคกล้า "เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด" กรณ์​ จาติกวณิช​ 

อดีตรมว.คลัง ​ “กรณ์ จาติกวณิช”​ หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในนาม “พรรคกล้า”​ ถึงวันนี้ มีความกล้าลงสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังมาถึง สัมผัสเบื้องลึกนิยาม”ความกล้า” ได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กรณ์ จาติกวณิช​ หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาตั้งพรรคการเมืองใหม่​ วันนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้า​ อีกหนึ่งพรรคการเมืองที่เพิ่งเกิดใหม่​ เปิดเผยถึงความพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในส่วนของ​ ส.ส.​ และ​ กทม.​ 

นายกรณ์​ เริ่มบทสนทนาด้วยการให้คำนิยามความเป็น “พรรคกล้า” ว่าคือที่รวมกันของคนรุ่นใหม่ที่คิดบวก​ คนที่แม้ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแต่เคยสร้างเนื้อสร้างตัว​ มีจิตสาธารณะเพื่อเข้ามาช่วยกันสร้างโอกาสให้คนไทย​และประเทศชาติ

โดยความตั้งใจและเป้าหมายของพรรค​ จะเน้นสร้างโอกาสทำมาหากินแก้ปัญหาปากท้อง​ พัฒนาเศรษฐกิจ​ ยกระดับประเทศให้มีมาตรฐานสากลในทุกๆด้าน​ 

กรณ์ จาติกวณิช  หัวหน้าพรรคกล้า กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า

ด้านความพร้อมในการส่งผู้สมัครเลือกตั้ง​ ส.ส.​ สนามใหญ่ทั่วประเทศ​ นายกรณ์​ ยอมรับว่า​ พรรคคงไม่สามารถส่งครบทั้ง​ 400​ เขต​ 

“เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มีทรัพยากรจำกัด ต้องบริหารทรัพยากรของเราตามความเหมาะสม​ เราจะส่งในกรณีที่ผู้สมัครตรงสเป็คของเรา​ ชัดเจนในอุดมการณ์ของเรา​ เข้าใจแนวทางการทำงานของพรรค​ และลงในเขตที่เรามองว่ามีโอกาสชนะ​ ความคาดหวังอาจจะน้อยกว่าพรรคใหญ่​ แต่ผมเชื่อว่าจำนวน​ ส.ส.ที่เราทำได้แน่นอนคือระหว่าง​ 30​ คน​ เป็นจำนวนที่ทำให้เราทำในเรื่องที่เราคิดอยากทำในสภาหรือรัฐบาลได้”

ในขณะที่​ ​”สนามเล็ก” การเมืองระดับท้องถิ่น” พื้นที่กรุงเทพมหานคร​ (กทม.)​ นายกรณ์​ ก็ตั้งใจว่าจะส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร​ (สก.)​ ด้วยเช่นกันโดยเตรียมไว้ 20​ กว่าเขต​ 

“อาจจะไม่ส่งครบทุกเขตแต่ความตั้งใจของเราคือส่งผู้สมัครลงในระดับท้องถิ่น​ กทม.​ ด้วยเหตุผลที่เป็นเมืองหลวง​ ส่วนผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.​ ก็ตั้งใจจะส่ง​ เตรียมไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าเป็นคนไหน​ ผมมองว่าเรายังมีเวลาไม่ต้องเร่งด่วนเปิดตัว”

พรรคกล้า "เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด" กรณ์​ จาติกวณิช​ 

ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้า​ นายกรณ์​ ให้ความเห็นถึงรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ว่า​​ เสียดายโอกาสของประชาชนที่หลายๆคนเสียงจะต้องตกน้ำไปในระบบใหม่​ 

“ในส่วนของพรรคการเมือง​ เราแค่ต้องปรับยุทธศาสตร์ของเรา​ ไม่ว่าอย่างไรการแข่งขันก็ต้องเกิดไม่ว่าพรรคเก่าหรือใหม่​ ถ้าเราคิดว่ามีของดี​ คนดี​ นโยบายดี​ เราก็เชื่อว่าประชาชนพร้อมสนับสนุนเรา​ ไม่ว่าเราจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่” 

“จุดเด่น​พรรคกล้าคือ คนของเรา​ ความตั้งใจของเราถึงแม้ว่าหลายๆคนไม่เคยลงสมัครเลือกตั้งมาก่อน​ ผมคิดว่าตรงนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคของเขาในการเสียสละมาทำงานเพื่อบ้านเมือง​ ประสบการณ์ที่หลากหลายของคนพรรคกล้า​ นี่คือจุดขายที่สำคัญ” นายกรณ์​ กล่าวถึงข้อเด่นของพรรคกล้า

อย่างไรก็ตาม​ สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน​ อดีต รมว.คลัง​ ให้ความเห็นว่า​ รัฐบาลเหมือนอยู่ไปวันๆ​ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น​ 

“ประชาชนไม่รู้รัฐบาลมีแผนจะทำอะไรให้กับเขา​ การที่รัฐบาลจะอยู่ในอำนาจเป็นธรรมชาติของผู้ที่มีอำนาจ​ แต่คำถามคือมีอำนาจแล้วจะใช้ทำอะไรให้กับประชาชนและบ้านเมือง​ วันนี้ความรู้สึกทั่วไปคงเห็นเหมือนกันว่าอยู่ไปวันๆ​ ถ้าเช่นนั้นการเรียกร้องของประชาชนให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วอาจจะมีมากขึ้น”

ทั้งนี้​ การออกมาชุมนุมเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่​ นายกรณ์​ แนะนำนักการเมืองว่าควรรับฟังและทำความเข้าใจ​ ขณะเดียวกันทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ต้องเคารพ​สิทธิของผู้อื่นด้วย

“ต้องฟัง​ ทำความเข้าใจ​ เรียนรู้เพราะว่าเขาเองก็มีความคิดที่นักการเมืองรุ่นเก่าอาจไม่คุ้นเคย​ นี่เป็นเรื่องที่ปกติ​ ช่วง​ 10-20​ ปี​ ก่อนหน้านี้เราบ่นด้วยซ้ำไปว่าทำไมนักศึกษาไม่สนใจการเมืองเหมือนยุคก่อนๆ​ วันนี้เขาสนใจแล้ว​ อาจทำให้ชีวิตนักการเมืองยากขึ้น​ ท้าทายมากยิ่งขึ้น​แต่มันก็เป็นโอกาสของเราที่จะรับฟัง​ เรียนรู้​ ที่สำคัญคือความฝัน​ ความหวังของเขาว่าเขาต้องการอะไร

“การเคลื่อนไหวเป็นสิทธิตามประชาธิปไตย​ เคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลก็เป็นสิทธิในหลักประชาธิปไตย​ ผมคิดว่าคงไม่มีใครเกี่ยง​ แต่ประเด็นคือการเคารพสิทธิของผู้อื่น​ เคารพกฎหมาย​ เป็นหลักสำคัญในการใช้สิทธิเช่นกัน​ตรงนี้ต้องหาความพอดีให้ได้​ เข้าใจว่าบางทีอารมณ์พาไป” 

อดีต​ รมว.คลัง​ กล่าวอีกว่า​​ ข้าราชการดีๆเก่งๆมีเยอะ​แต่ถูกระบบครอบงำจนไม่สามารถทำงานรับใช้ประชาชนและบ้านเมืองได้ตามความตั้งใจ​ 

“การปฏิรูประบบราชการสำคัญที่สุด​ และยุคนี้เป็นยุคที่มีโอกาสจะทำได้เพราะเรามีเทคโนโลยี​ วิธีการปฏิรูประบบราชการในความคิดของพรรคกล้าก็คือการใช้เทคโนโลยีมาสร้าง​ Government Technology​ พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลคลิกเดียว​ เพิ่มความโปร่งใส​ เพิ่มประสิทธิภาพ​ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย​ ทำให้ข้าราชการสามารถทำตามความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนได้​ เราเรียนรู้จากประเทศอื่นได้​ หลายประเทศไปไกลแล้ว​  ข้อดีของเทคโนโลยีคือใช้ที่ไหนได้ก็ใช้ที่อื่นได้​ ประเทศไทยเองไม่ได้ขาดการพัฒนาไปเสียทีเดียว​ จะเห็นว่ากรมสรรพากร​ กรมศุลกากร​ ก็เริ่มที่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้เสียภาษีมากขึ้น​ หรือล่าสุดรัฐบาลออกแบบแอพ​เป๋าตังขึ้นมา​ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาอย่างแม่นยำให้กับประชาชนที่เดือดร้อนในช่วงโควิด​ นั่นก็คือ​ Govtech แต่มันหยุดแค่นี้ไม่ได้​  ต้องเอาระบบราชการเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันเพื่อที่เราจะได้มีศูนย์รวมข้อมูล​ ประชาชนไม่ต้องวิ่งหลายหน่วยงาน​ ต้องมี​ Digital Foot Print หรือหลักฐานทางดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น”​ หัวหน้าพรรคกล้า​ กล่าว

สุดท้าย​ นายกรณ์​ ให้นิยาม​ 3​ คำ​ อธิบายความเป็น​” พรรคกล้า” ได้แก่​ซื่อสัตย์​ ปฏิบัติ​ เสียสละ​ 

“ใครจะมาทำงานการเมือง​ ปฏิเสธความซื่อสัตย์ต่อคำพูดตัวเอง​ ปฏิเสธความซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองไม่ได้​ ซื่อสัตย์ยังไม่ล้าสมัย​ สิ่งที่การเมืองขาดคือคนที่ทำจริง​ คนคิดดีเยอะ​ พูดเก่งยิ่งเยอะใหญ่​ แต่คนลงมือทำจริงๆน้อย​ ฉะนั้นปฏิบัติจึงสำคัญ​ และเสียสละ​ ผมคิดว่าใครที่จะมาทำงานรับใช้ประชาชนต้องมีความพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม​ 3​ เรื่องนี้ถ้ามีคุณสมบัติในตัวนักการเมืองโอกาสที่จะเดินผิดน้อย” นายกรณ์​ กล่าวปิดท้าย

พปชร.เร่งปั๊มว่าที่ผู้แทนฯ ฝันนี้”ลุงป้อม”แตะฝั่ง…?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494614

29 พ.ย. 2564 |00:00 น.

พปชร.เร่งปั๊มว่าที่ผู้แทนฯ ฝันนี้"ลุงป้อม"แตะฝั่ง...?

ชัดมาอีกชั้นในช่วงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.-ผู้สมัครส.ก.พรรคพปชร.ภายหลัง” ลุงป้อม”หัวหน้าพปชร. ย้ำว่า”รักกันจนตาย”กับ”ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี แปลว่า”ลุงป้อม-ลุงตู่”ยังแทคทีมลุยสนามการเมืองไปด้วยกัน พบกับเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

ชัดมาอีกชั้นในช่วงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.-ผู้สมัครส.ก.พรรคพลังประชารัฐเมื่อช่วงเย็นวันที่27พ.ย. หลังจาก”พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ย้ำว่า“รักกันจนตาย”กับ”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี แปลว่า”ลุงป้อม-ลุงตู่”ยังแทคทีมลุยสนามการเมืองไปด้วยกัน ไม่มีเหตุ”น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ”ดั่งข่าวลือลอยลมรายวัน

ลุงป้อมยังชี้ช่องว่าหลังเลือกตั้งอบต.จบลงแล้ว ความชัดเจนว่าผู้ว่าฯกทม.จะลงคะแนนในวัน-เวลาใดนั้น พบว่า พปชร.ไม่ส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวง?!? แต่พปชร.จะหนุนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แบบอิสระ-ผู้สมัคร ส.ก.แทน

ชัดอีกว่าหย่อนบัตรเลือกผู้แทนราษฎรงวดหน้า สนามกทม.ที่ตอนนี้มี 30ส.ส. น่าจะขยายเป็น 34 ส.ส. และในตอนนี้พปชร.สะสมไว้ 12 ส.ส. โดย”ลุงป้อม”หวังว่างวดหน้าจะได้เพิ่ม”หนึ่งเท่าตัว” รวมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย

ว่าที่ 24 ผู้แทนฯเมืองหลวงค่าย”ลุงป้อม”จากโควต้าเบื้องต้น 34 คนนั้น  นับว่าไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆเลยทีเดียวสำหรับเวทีส.ส.ที่ชี้เป็นชี้ตายคะแนนนิยมของพรรคนั้นๆโดยยึดโยงกับความเชื่อมั่นขั้นต้นว่า คนเมืองหลวงมองว่าพรรคที่ได้ส.ส.อันดับหนึ่งในเขตกทม.คือ“ว่าที่แกนนำรัฐบาล”หรือ“ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านเพื่อไปคานอำนาจ” แต่ข้อนี้จะบ่งชี้ได้ชัดนั้นต้องวัดผลจากผลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และส.ก.ให้สะเด็ดน้ำก่อนจึงจะมองได้กระจ่างอีกขั้นหนึ่งว่า “แนวโน้มการเมืองสนามใหญ่วันข้างหน้าคนเมืองหลวงจะให้น้ำหนักไปด้านใด…”

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นสะท้อนในเวลาข้างหน้าว่า สามพรรคที่ปักธงไว้ในกทม.นั้น จะต้องรักษาเก้าอี้-ขยายฐานเสียง-สู้กับพรรคอื่นๆที่จะขอเบียด  โดยพรรคที่พอจะมีลุ้นในพื้นที่นี้คือพรรคกล้า-พรรคไทยสร้างไทย-พรรคประชาธิปัตย์  ส่วนพรรคอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยถึงนั้น ตามสถิติแล้วพรรคเหล่านั้นคะแนนที่ได้นั้นหลุดอันดับ1-5จากจำนวนผู้สมัครส.ส.ในเขตนั้นๆ

เลือกตั้งคราวที่แล้วพื้นที่กทม.มี 30ผู้แทนฯนั้น พปชร.คว้าได้ 12 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 9 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ (ก้าวไกลในตอนนี้) 9 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ส.ส.เมืองกรุง… และ”สองในสาม”นั้นพบว่าเป็นคนหน้าใหม่ที่เบียดอดีตส.ส.ตกเก้าอี้ได้…(เลือกตั้งส.ส.กทม.หลายครั้งที่ผ่านมา จะพบว่าจำนวนส.ส.หน้าใหม่จะเข้ารัฐสภาได้50-60เปอร์เซ็นต์)

หากมองไปยังกลเกมหย่อนบัตรคราวที่แล้ว หากไปมองลึกๆจะพบว่า พปชร.คว้าชัยมาได้เพราะไปคว้าอดีตส.ก.หลายสมัยจากค่ายสีฟ้ามาลงสนาม (ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตส.ส.กทม.-รองผู้ว่าฯกทม. เป็นคนกวาดต้อนแนวร่วมให้ย้ายมาอยู่กับพปชร.ในตอนนั้น) และวิธีนี้พรรคภูมิใจไทยก็ใช้เช่นกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างกัน เพราะค่ายสีน้ำเงินไร้ผู้แทนฯและแกนนำพรรคแทบถอดใจกับสนามนี้  แต่พปชร.ยังพอแทรกขึ้นมาได้จากวิธีนี้ 

และอย่าลืมแคมเปญช่วงสุดท้ายของเลือกตั้งครั้งนั้น+บริบทการเมืองโดยรวมด้วย เพราะพปชร.ยิงแคมเปญ”เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”   อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าปชป.ในตอนนั้นประกาศ“ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ แน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจสร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว” 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสียพื้นที่ให้พรรคไทยรักษาชาติ(แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย)ตามยุทธศาสตร์คนแดนไกล แค่เมื่อทษช.โดนยุบพรรค พท.ไม่มีผู้สมัครในเขตที่ทษช.ลงแข่งขัน ทำให้เกิดการเทแต้มให้พรรคแนวร่วมไม่เอาลุงตู่/กระแสธนาธรฟีเวอร์ที่ระบาดดั่งไวรัลสีส้มจนแต้มของพรรคอนาคตใหม่แตะฝั่ง ฯลฯ

และเอาเข้าจริงๆแล้ว”12ส.ส.เมืองหลวง”ค่ายลุงป้อมนั้นชนะคู่แข่งกี่คะแนน..ลองไปไล่เรียงดูกับผลเลือกตั้ง26มี.ค.2562กันเอาเองและคราวนี้การลุ้นให้ชนะใจคนในเขตนั้นๆอีกคราวจะลำบากไหม และเมื่อบวกกับความฝันของ”ลุงป้อม”เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น  ต้องประเมินว่า

1.ผลงานพรรคและรัฐบาลมีอะไรไปขายชาวบ้านบ้าง

 2.คู่แข่งทางการเมืองที่มากขึ้นและพร้อมปะทะแบบแพ้ไม่ได้ 3.กระแสคนเมืองหลวงที่เดาใจลำบาก

4.จังหวะการไหลเข้า-ไหลออกของนักการเมืองที่ต้องประเมินเหตุล่วงหน้า เพราะเหลือเวลา1ปีเศษๆจะถึงเวทีเลือกตั้งส.ส.

5.สถานการณ์บ้านเมือง/วิธีบริหารงานของรัฐบาล/กลเกมในรัฐสภาที่เป็นปัจจัยประกอบในแต่ละห้วงเวลา

ถอดรหัสตัวเลขการเมืองบนความฝันเพิ่มผู้แทนฯหนึ่งเท่าตัวของ”ลุงป้อม”นั้น มองตอนนี้”น่าจะเหนื่อยยิ่งกว่าเหนื่อย…”

อัจฉริยะหมอลำ “เฉลิมพล” ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494654

28 พ.ย. 2564 |22:00 น.

อัจฉริยะหมอลำ "เฉลิมพล" ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด

ต้องเรียกนายกหำ “เฉลิมพล” จากสุดยอดนักร้องหมอลำ ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ลุ้นจนนาทีสุดท้าย “เฉลิมพล” คว้าชัยตามคาด กลายเป็นหมอลำคนแรกของประเทศไทย ที่ได้รับเลือกเป็นนายก อบต.

จากผู้ใหญ่บ้านดีเด่น “เฉลิมพล” ขยับสู่เก้าอี้นายก อบต.ท่าลาด เดินเคาะประตูบ้าน ขอแรงใจไทบ้าน จนล้มทีมผู้บริหารเก่าสำเร็จ

ผู้ใหญ่หำ “เฉลิมพล” หอมกลิ่นการเมืองมานานแล้ว เกือบตัดสินใจสมัคร ส.ส.เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักปกครอง และวันนี้ ก้าวสู่นักบริหารท้องถิ่นเต็มตัว

สองทุ่มเศษคืนวันที่ 28 พ.ย.2564 เฟซบุ๊ค ผญบ.โอ้ ภูมินทร์ มาลาคำ โพสต์ว่า “จ้วดดดดสิครับ รออะไร” ส่งสัญญาณถึงผลการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

สอดรับกับกระแสข่าวผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าลาด อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า เฉลิมพล มาลาคำ ชนะบุญช่วย วงศ์คำเหลา

“เฉลิมพล” สุดยอดหมอลำชื่อดัง ได้กระโจนเข้าสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น ออกเดินหาเสียงด้วยความมุ่งมั่น นับแต่ลาออกจากผู้ใหญ่บ้าน จนประสบความสำเร็จในที่สุด

‘ล้มแชมป์เก่า’

การต่อสู้ชิงตำแหน่งเก้าอี้นายก อบต.ท่าลาด ระหว่าง “เฉลิมพล มาลาคำ” อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 กับ บุญช่วย วงศ์คำเหลา ตัวแทนกลุ่มบริหารเก่า คำสอน วงศ์คำเหลา อดีตนายก อบต.ท่าลาด ถือว่าเป็นมวยคู่เอก

“เฉลิมพล” ได้เปรียบที่เป็นนักร้องหมอลำ มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่ตระกูลวงศ์คำเหลา เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมานาน และบริหาร อบต.ท่าลาดมาก่อน

ผลงานของผู้ใหญ่หำ ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ยกเงินเดือนให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้านทุกเดือน โดยไม่เคยรับเงินไว้กับตัวแม้แต่หนเดียว กลายเป็นเครื่องหมายการันตีคนทำงานเพื่อส่วนรวม ชาวบ้านได้พูดกันปากต่อปาก

‘อดีตผู้ใหญ่บ้าน’

30 ปีที่แล้ว “เฉลิมพล” ได้ฉายาหมอลำอัจฉริยะ เป็นนักร้องหมอลำแถวหน้าของประเทศ มีผลงานกลอนลำและเพลงดังมากมาย ส่วนใหญ่เฉลิมพลจะแต่งเองร้องเอง นอกจากนั้น เฉลิมพลยังแสดงภาพยนตร์อีกหลายสิบเรื่อง

เฉลิมพล มาลาคำ เกิดที่บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อแต่งงานกับสาวอุบลฯ ได้ย้ายครอบครัวไปลงหลักปักฐานใหม่ที่หมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

เฉลิมพล มาลาคำ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เช้าวันที่ 28 พ.ย.2564เฉลิมพล มาลาคำ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เช้าวันที่ 28 พ.ย.2564

เฉลิมพลยุบวงดนตรี หันมาทำธุรกิจรีสอร์ท และรับงานแสดงอยู่บ้าง ปี 2557 เฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด คนในวงการจึงเรียกว่า ผู้ใหญ่หำ

ปี 2562 เฉลิมพล ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม หรือผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ 6 ปี เมื่อเดือน เม.ย.2563 เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่ ภูมินทร์ มาลาคำ ลูกชายเฉลิมพล วัย 29 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่สืบสานงานต่อจากพ่อ

โดยส่วนตัว เฉลิมพล มาลาคำ รู้จักกับ กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลราชธานี เขต 3 (อ.วารินชำราบ) มาแต่เป็น ส.จ.เปิ้ล ส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ ดังนั้น คนแถววารินชำราบ จะเห็นเฉลิมพลไปปรากฏตัวในงานสังคม พร้อมกับ ส.ส.เปิ้ลอยู่บ่อยๆ

เฉลิมพลเคยฝันอยากเป็น ส.ส. แต่ชะตาพลิกผัน วันนี้เฉลิมพลได้เป็นนายก อบต. นับจากนี้ไปคนทั้งประเทศต้องเรียกเขาว่า “นายกหำ”

เดือดดอนเมือง “การุณ โหสกุล” ปะทะมาดามหลีคู่ชีวิตสิระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494646

28 พ.ย. 2564 |20:00 น.

เดือดดอนเมือง "การุณ โหสกุล" ปะทะมาดามหลีคู่ชีวิตสิระ

แค่โหมโรงเลือกตั้งก็ร้อนแรง “การุณ โหสกุล” เจ้าถิ่นดอนเมือง พร้อมชนคนหลักสี่ มาดามหลี สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เกมนี้มีเบื้องหลัง สิระรู้ดีกว่าใคร คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดเกมหาเสียงกันแล้ว “การุณ โหสกุล” ถูกท้าทายจาก สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยาสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ซึ่งพร้อมจะลงสังเวียนเลือกตั้งเขตดอนเมือง

เอ่ยชื่อเขตดอนเมือง ก็ต้องยกให้ “การุณ โหสกุล” หรือเก่ง ดอนเมือง ชีวิตมีสีสันเยอะ เลือกตั้งครั้งที่แล้ว คู่แข่งรุมหักโค่นเสี่ยเก่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

ครั้งหน้า “การุณ โหสกุล” เจอกับ มาดามหลี สรัลรัศมิ์ ภรรยาสิระ เจนจาคะ ยิ่งกว่ามวยถูกคู่คนดูถูกใจ สนามดอนเมืองร้อนเป็นไฟแน่

ควันหลงจากงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พบปะกับ ส.ส.กทม. 12 คน ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2564 ปรากฏว่า มีการเปิดตัว มาดามหลี-สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคพลังประชารัฐ

คำให้สัมภาษณ์ของมาดามหลีเผ็ดร้อนไม่แพ้สามี-สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ ทำเอา การุณ โหสกุล ต้องตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวตามสไตล์เก่ง ดอนเมือง

วันที่ 28 พ.ย.2564 การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์สื่อแบบนิ่งๆ ไม่หวือหวาเหมือนโซเชียล ในฐานะคนดอนเมือง ยินดีต้อนรับทุกคนที่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม

ตอนท้าย ส.ส.เก่ง การุณ ได้พูดถึงนักการเมืองแบบรวมๆว่า คนทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนต้องไม่กร่าง ไม่ข่มขู่ข้าราชการหรือประชาชน ต้องไม่อ้างตำแหน่งของตัวเองไปแสวงหาผลประโยชน์

‘คนโตดอนเมือง’

ชีวิต “การุณ โหสกุล” ยิ่งกว่าละครวิทยุในอดีต เก่ง การุณ เป็นลูกแม่สุบรรณ โหสกุล แม่ค้าขายส้มตำหาบเร่ เก่งเติบโตในย่านชุมชนแออัดดอนเมือง พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เก่งอายุ 7 ขวบ

เก่ง การุณ จบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ยึดอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับรับจ้างส่งเอกสารตามบริษัทขนส่งสินค้า ไม่รู้ชีวิตพลิกผันยังไง ได้เข้าทำงานบริษัท และกลายเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้า จนร่ำรวย

บนถนนการเมือง เก่ง การุณ เป็นหัวคะแนนของห้างทอง ธรรมวัฒนะ พรรคประชากรไทย ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเขตดอนเมือง และประธานสภาเขตดอนเมือง ต่อมาเป็น สมาชิกสภากรุงเทพฯ เขตดอนเมือง ในนามพรรคชาติไทย

เลือกตั้ง 2550 เก่ง การุณ ย้ายมาอยู่ค่ายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก และเลือกตั้ง 2554 ก็ชนะเลือกตั้งอีกหน ก่อนจะถูกศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เมื่อปี 2556

เลือกตั้ง 2562 เก่ง การุณ ลงสนามเขต 10 ดอนเมือง ต้องเจอคู่แข่งพรรคประชาธิปัตย์ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ หรือเช็ง สุพรรณ คนดังในวงการพระเครื่อง ได้รับการสนับสนุนจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน แถมยังมี กนกนุช กลิ่นสังข์ อดีต ส.ก.ดอนเมือง คู่ปรับเก่าของเก่ง การุณ สวมเสื้อพลังประชารัฐ

ผลเลือกตั้ง การุณ ค่ายเพื่อไทยได้ 30,800 คะแนน ,กนกนุช กลิ่นสังข์ ค่ายพลังประชารัฐ ที่ได้ 22,060 คะแนน ส่วน ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ ได้แค่ 14,061 คะแนน สรุปว่า เก่ง ดอนเมือง ยังอยู่ยงคงกระพัน ด้วยฐานเสียงเพื่อไทยและคะแนนนิยมส่วนตัว

‘เธอคือมาดามหลี’

ถ้าใครติดตามข่าวสารการเมือง คงเห็นข่าว สิระ เจนจาคะ เปิดศึกกับ “การุณ โหสกุล” มาหลายระลอก เนื่องจากสิระมีฐานเสียงอยู่ที่เขตหลักสี่ ติดกับเขตดอนเมือง ที่มั่นใหญ่ของเก่ง การุณ

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว สิระ เจนจาคะ เฉือนชนะสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม.ค่ายเพื่อไทย ไปได้แบบหืดจับ สมัยหน้า ถ้ากระแสลุงตู่ไม่ดี สิระก็เหนื่อยเป็นร้อยเท่า

อีกด้านหนึ่ง การุณ โหสกุล กับสุรชาติ เทียนทอง เป็นคู่หูที่ทำงานการเมืองช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด สิระจึงต้องหาทางบั่นทอนกำลังการสนับสนุนจากฝั่งดอนเมือง ด้วยการส่งมาดามหลี คู่ชีวิตลงชนกับเก่ง การุณ

มาดามหลี-สลัลรัศมิ์ เจนจาคะมาดามหลี-สลัลรัศมิ์ เจนจาคะ

สำหรับ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ได้ทำงานมวลชนในพื้นที่หลักสี่มานานแล้ว ในฐานะประธานกตตร.สน.ทุ่งสองห้อง และประธานศูนย์ประสานงานมาดามหลี เพื่อเด็กและสตรี เธอจึงมีความพร้อมที่จะลุยสนามเลือกตั้ง

ลองย้อนไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ที่บอกว่า พื้นที่เขตดอนเมือง ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร หรือเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอย่างเก่ง การุณ จะของขึ้น

มาดามหลียังพูดถึงสาเหตุการตัดสินใจลงสนามการเมือง เพราะคนดอนเมืองเรียกร้องมา เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ยิ่งกว่ามวยถูกคู่ แค่มาดามหลีโหมโรงก็ทำเอา “การุณ โหสกุล” ทนไม่ไหว ถึงกับใช้ภาษาลูกทุ่งๆในโซเชียล คนดอนเมืองคงอยากมีการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้เลย จะได้รู้ว่า ใครตัวจริงของเขตดอนเมือง

นายกฯตู่ “ใจร้อน หรือใจลอย กับแรงกดดันทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494626

นายหัวไทร

28 พ.ย. 2564 |19:00 น.

นายกฯตู่ “ใจร้อน หรือใจลอย กับแรงกดดันทางการเมือง

นับจากเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตกอยู่ในสภาวะทางการเมืองยิ่งอีกครั้ง สัญญาณอันสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นใจลอยเดินสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า คอลัมน์เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

เดือนพฤศจิกายน ไม่รู้เป็นเพราะ “ใจร้อน” หรือ “ใจลอย” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงเดินสะดุดบ่อย จนเกือบหัวทิ่มมาสอง-สามครั้งแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์อ้างว่า “ใจร้อน” คิดโน้นคิดนี้หลายเรื่อง และยืนยันว่าสุขภาพ ร่างกายยังแข็งแรงดี
     

แต่ปมหนึ่งที่ต้องคิดคือ จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนหมดวาระของสภา 4 ปี ในเดือนมีนาคมปี 2566 หรือจะยุบสภาก่อน
     

ประเด็นยุบสภาก่อนหมดวาระมาจากการที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งใหม่ โดยกำหนดให้ ส.ส.มี 500 คน เป็น ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน จากเดิม ส.ส.เขตมี 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 150 คน นอกจากนี้ยังกำหนดให้ใช้บัตรสองใบในการเลือกตั้ง คือเลือกพรรคกับเลือกคนให้แยกกัน

ปมเกี่ยวกับ “กฎหมายลูก” 2 ฉบับที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คือ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง

ซึ่งยังทีรายละเอียดวิธีการนับคะแนน มีรายละเอียดเกี่ยวกับเบอร์ผู้สมัคร จะใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ หรือเขตใครเขตมัน หรือจังหวัดใครจังหวัดมัน และรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณคะแนนที่แต่ละพรรคจะมี ส.ส.ควรเขียนไว้ในกฎหมาย ไม่ใช่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ไปคิดเอง ทำเอง และที่สูตรคิดให้มีบัตรเขย่ง มี ส.ส.จากพรรคจิ๋ว ที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ เข้ามาในสภา
     

พรป.ทั้งสองฉบับ กกต.ยกร่างไว้ก่อนแล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นจากประชาชน ซึ่งเมื่อเสร็จจากทำความเห็นจากประชาชนแล้ว ก็จะส่งให้ ครม.พิจารณา ซึ่ง ครม.ก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาพิจารณาก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฏรให้ความเห็นชอบ

ส่วนพรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ก็ยกร่างกฎหมาย พรป.ทั้งสองฉบับเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน เตรียมเสนอเข้าประกบของ กกต. แต่ยังไม่เห็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งน่าจะยึดฉบับของ กกต.เป็นหลัก
     

ประเด็นคือ ขบวนการออกกฎหมายทั้งสองฉบับจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะแล้วเสร็จ


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านกฎหมายยืนยันว่าน่าจะเรียบร้อยในเดือนกรกฎาคม 2565 แต่ไม่ได้อธิบายถึงกรอบเวลาว่าต้องทำอะไร ช่วงไหนบ้าง

ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ยืนยันว่าเพียง 4 เดือนก็จบแล้ว

หากนับจากเดือนธันวาคม 2564 ไปยังมีนาคม 2565 ก็น่าจะเรียบร้อยแล้วเท่ากับชี้ให้เห็นว่าเดือนมีนาคม-เมษายน 2565 จะเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมือง


คำถามก็คือ ธงของเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ปักโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับธงของเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งขีด โดยพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล อย่างไหนจะมีความเป็นไปได้กว่า

คำถามนี้คำตอบที่ทิ่มแทงไปนังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะจะเป็นเงื่อนเวลาในการใช้กติกาใหม่ในการเลือกตั้ง

โดยสากลเมื่อมีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งแล้ว ก็ควรจะยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ซึ่งอันนี้อาจเป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินสะดุดบ่อยหลังมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่ม เติม พ.ศ.2564 ออกมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นั่นเท่ากับเป็นสัญญาณอันแหลมคมยิ่งในทางการเมือง

ฝ่ายเสนาธิการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจเก่งในเรื่องการเตะถ่วง หน่วงดึงเวลาต่างๆในทางการเมือง เช่น หน่วงเหนี่ยวเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น จัดการเลือกตั้งทีละขยัก จนถึงป่านนี้ 8 ปีผ่าน กทม.ยังไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เมืองพัทยาก็เช่นกัน ไม่มีใครให้คำตอบอะไรได้เลย

พล.อ.ประยุทธ์ อาจเล่นบทเช่นนั้นได้ในห้วง 5 ปีแรกหลังรัฐประหารเมื่อเดือน พฤษภาคม 2557 เพราะมี ม. 44 อยู่ในมือ แต่หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ก็มิใช่แล้ว

นับจากเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจึงเป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกอยู่ในสภาวะทางการเมืองยิ่งอีกครั้ง สัญญาณอันสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นใจลอยเดินสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า


คำตอบของการเลือกตั้งจึงอยู่ที่เดือนมีนาคม-เมษายน และ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ควรใช้ยุทธวิธี “ยื้อ”อีกต่อไป
 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปกฎหมาย ทำอะไรกันนะ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494576

28 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปกฎหมาย ทำอะไรกันนะ”

กฎหมายอาจสร้างปัญหาให้สังคมได้เช่นกัน หากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่ไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่มีคุณภาพ หรือมีจำนวนมากเกินไป จนกลายเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามจำนวนกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น… ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

สังคมจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์อันเป็นกติกาให้สังคมถือปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการดำเนินนโยบายสาธารณะในนิติรัฐ รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการใดที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจตามกฎหมายที่ปวงชนหรือผู้แทนปวงชนให้ความเห็นชอบ

แต่กฎหมายอาจสร้างปัญหาให้สังคมได้เช่นกัน หากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่ไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่มีคุณภาพ หรือมีจำนวนมากเกินไป จนกลายเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามจำนวนกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นอาจทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้โดยยาก สร้างภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และเป็นที่มาของการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย มุ่งให้เกิดผลอันพึงประสงค์ในการมีกฎหมายที่ดีและมีเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อขจัดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ค. โดยมีการกำหนดเป้าหมายงาน 10 อย่าง (ท่านที่สนใจสามารถค้นหาดูได้) 
ในแผนนี้ เขาคาดหวังผลสัมฤทธิ์สำคัญ 2 อย่าง คือ 

1) กฎหมายและกระบวนงานที่ล้าสมัยทั้งหลายแหล่ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม สร้างภาระแก่ประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ ได้รับการยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุง ครบทั้ง 100%

2) ประชาชนมีความสะดวกในการเข้าถึง รับรู้และปฏิบัติตามกฎหมาย

สำหรับแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย มีประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบวงกว้าง (big rock)ที่ควรจับตาและตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  ได้แก่

1.มีกลไกปรับปรุง ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค


–  บัญชีรายชื่อกฎหมายที่ล้าสมัย และแผนดำเนินการยกเลิกเป็นรายปี

2.จัดให้มีกลไกทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโทษทางอาญาเป็นโทษปรับเป็นพินัย


– จำนวนและรายชื่อกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษปรับตามวัตถุประสงค์

3.กลไกกำหนดให้ส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายและใช้เทคโนโลยีมาดำเนินการ


– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี

4.ให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอกฎหมาย


– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนในด้านจัดทำกฎหมาย 

5.จัดทำประมวลกฎหมายเพื่อรวมเรื่องเดียวกันมาไว้ด้วยกัน


– จำนวนและรายชื่อประมวลกฎหมายที่ได้จัดทำแล้วเสร็จ

6.กฎหมายตามแผนปฏิรูปประเทศ 


– จำนวนและรายชื่อกฎหมายเชิงปฏิรูปที่ดำเนินการแล้วเสร็จในขั้นตอนทางนิติบัญญัติ

…………………………………………………..


Key Message


 “ปฏิรูปกฎหมาย คาดหวังสิ่งใด”


–  บัญชีรายชื่อกฎหมายที่ล้าสมัย และแผนดำเนินการยกเลิกเป็นรายปี
– จำนวนและรายชื่อกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษปรับเป็นพินัย
– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี
– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนด้านจัดทำกฎหมาย 
– จำนวนและรายชื่อประมวลกฎหมายที่ได้จัดทำแล้วเสร็จ
– จำนวนและรายชื่อกฎหมายเชิงปฏิรูปที่ดำเนินการแล้วเสร็จในขั้นตอนทางนิติบัญญัติ

“ภาวะศีลธรรมอันสูงสุด” ข้อคิดจากท่านพุทธทาส ถึงปรีดี พนมยงค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494351

โคทม อารียา

28 พ.ย. 2564 |07:00 น.

"ภาวะศีลธรรมอันสูงสุด" ข้อคิดจากท่านพุทธทาส ถึงปรีดี พนมยงค์

เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีมากขึ้นทุกทีในโลกนี้ นักเรียนก็ขาดศีลธรรม … ครูบาอาจารย์ก็ขาดศีลธรรม … ทนายความขาดศีลธรรม ตำรวจขาดศีลธรรม ผู้พิพากษาขาดศีลธรรม กระทั่งผู้ปกครองบ้านเมืองขาดศีลธรรม นี่มันจะเป็นอย่างไร กับเจาะประเด็นร้อน โดยโคทม อารียา

เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพและหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็จะพบวลีในทำนองว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพเท่าที่ไม่ขัดหรือไม่กระทบกระเทือนต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือวลีที่ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

วลีแรกชวนให้คิดว่าศีลธรรมมาก่อนสิทธิใช่ไหม วลีที่สองชวนให้คิดว่าศาสนาหมายถึงหลายศาสนาและจะรวมถึงความเชื่อของผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดโดยเฉพาะด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้ ขออ้างอิงถึงท่านพุทธทาสและรัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ เพื่อจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ 

ท่านพุทธทาสเคยบรรยายในหัวข้อ “ค่าและความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรม” ท่านยกปัญหาให้คิดว่า “การที่เอาเปรียบกันจนต้องทะเลาะวิวาทกัน ระหว่างนายทุนกับชาวนาอย่างนี้ ก็เพราะว่ามันขาดศีลธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย … เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีมากขึ้นทุกทีในโลกนี้ นักเรียนก็ขาดศีลธรรม … ครูบาอาจารย์ก็ขาดศีลธรรม … ทนายความขาดศีลธรรม ตำรวจขาดศีลธรรม ผู้พิพากษาขาดศีลธรรม กระทั่งผู้ปกครองบ้านเมืองขาดศีลธรรม นี่มันจะเป็นอย่างไร” ท่านพุทธทาสได้กล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมีชื่อมากมายจนสับสน เช่น “จะต้องดูว่าศีลธรรมอันดีของประชาชน คล้าย ๆ กับว่ามันมีศีลธรรมอันเลวของประชาชนอยู่ส่วนหนึ่ง” ท่านสรุปว่า “สิ่งนี้ถือความหมายในภาษาบาลีเป็นดีที่สุด คือเอาตามความหมายของคำว่า สี-ละ นั่นเอง”


“สี-ละ แปลว่า ปกติ ถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อความปกติ ไม่วุ่นวาย ก็เรียกว่า สี-ละ ธรรมะที่ทำให้มีความเป็นอย่างนั้นก็เรียกว่า “ศีลธรรม” … การที่บ้านเมืองมันไม่ปกติ แล้วเราช่วยทำให้มันปกติ จะไม่เรียกว่าศีลธรรมหรืออย่างไร … บ้านเมืองมันรุงรังไปด้วยขยะนี้ จะต้องเรียกว่ามันผิดปกติ กวาดให้มันเรียบร้อย ให้มันเย็นตาเย็นใจให้มันไม่มีอันตรายเพราะสิ่งเหล่านั้น ก็ต้องเรียกว่าทำความปกติ”

ท่านพุทธทาสวิจารณ์คำว่า  “ค่า” ว่ามีสองความหมาย ความหมายที่หนึ่งเหมือนคำว่า “ราคา”  มันเกิดขึ้นเพราะความต้องการของมนุษย์ ความต้องการมันทำให้เกิดค่าขึ้นมาเท่านั้นเท่านี้  “ค่า” ในความหมายที่สอง “มันเกิดเป็นค่าขึ้นมาตามความต้องการของธรรมชาติ” 


ค่าในความหมายที่หนึ่งมีหลายประเภท ประเภทที่ 1 เป็นเรื่องวัตถุอย่างเดียว บางทีก็กำหนดความต้องการอย่างโง่เขลา เหมือนที่เขาเรียกกันว่า “ไก่กับพลอย”  ประเภทที่ 2 เป็นค่าตามความหมายทางไสยศาสตร์ ที่ต้องอาศัยความเชื่อ ยึดมั่นถือมั่นอย่างงมงายเป็นหลัก ประเภทที่ 3 เป็นค่าตามความต้องการที่แท้จริงตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ และขึ้นอยู่กับความต้องการกับสิ่งที่สนองความต้องการ
ค่าในความหมายที่สองเกิดขึ้นตามความต้องการของธรรมชาติ เช่น ปัจจัยสี่ นี้เป็นธรรมชาติทางวัตถุ

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “บางทีก็น่าหัวที่ว่า ของจำเป็นแก่ชีวิตอย่างยิ่งมันกลับมีราคาถูกเหลือเกิน แล้วของบ้า ๆ บอ ๆ ทำไมมันถึงแพง … ข้าวสารนี้ทำไมจึงไม่มีราคาแพงเท่ากับทองคำหรือเพชรพลอย” พวกมิจฉาทิฏฐิเอาเนื้อหนัง ปากท้องเป็นหลัก พวกสัมมาทิฏฐิเอาเรื่องจิตเรื่องวิญญาณเป็นหลัก ทีนี้จะเอาอย่างไหนเป็นหลัก ถ้าเอาอย่างไหนเป็นหลักแล้วความปกติสุขเกิดขึ้น ต้องถือว่าอย่างนั้นถูกต้อง เช่น พวกมิจฉาทิฏฐิเขาต้องการให้ “อยู่ดีกินดี” พวกสัมมาทิฏฐิจะต้องการ “กินอยู่แต่พอดี” พวกมิจฉาทิฏฐิจะให้ค่าของศีลธรรมน้อยมาก พวกสัมมาทิฏฐิเห็นว่าศีลธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะศีลธรรมทำให้เกิดความปกติสุข



อย่างไรก็ตาม ศีลธรรมอาจแบ่งเป็น 3 ระดับ ในระดับที่ 1 ความต้องการอยู่ในลักษณะพอทนอยู่ได้ อย่าให้ตาย ในระดับที่ 2 เราต้องการให้เรียบร้อยและสวยงามยิ่งขึ้น เราต้องการความเจริญก้าวหน้า ความศิวิไลซ์ ในระดับที่ 3 เราต้องการศีลธรรมที่เป็นมูลฐานขั้นสูงสุดทางศาสนา เราพร้อมที่จะหมดกิเลส แต่ก็ยาก เพราะเราอยากจะสมบูรณ์ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง เราพูดเข้าข้างตัวเองทุกคน ว่าอยากนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ แต่กลับนั่งอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์เสมอไป
ท่านพุทธทาสในการบรรยายอบรมแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา เรื่อง “สังคมนิยมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา”ความตอนหนึ่งว่า “คำว่า “ศาสนา” ก็คือภาวะสูงสุดของศีลธรรม และเป็นภาวะที่เต็มรูปของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าการเมืองดีจริง ก็อยู่ในรูปของศาสนาได้ แต่โดยเหตุที่ว่า เขาเพ่งเล็งกันแต่ทางร่างกาย ทางวัตถุ การเมืองก็ไม่เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ ศาสนาที่แท้จริงต้องเล็งถึงเรื่องทางวิญญาณหรือทางจิตใจด้วย” 

“เดิมมนุษย์อยู่กันมาอย่างผาสุกตามแบบคนป่าที่ไม่มีวัฒนธรรม แต่มีสันติภาพ นี้น่าหัว จนกระทั่งเกิดมนุษย์อุตริ … ไปเอามากักตุนไว้มาก แล้วมิหนำซ้ำยังขโมยอีก … ฉลาดในการที่จะเอาเปรียบคนอื่น จึงต้องเดือดร้อน ถึงกับจะต้องมีพระเจ้าสมมติราชขึ้นในโลก มนุษย์พูดหลุดปากออกมาว่า “พอใจ! พอใจ!” คำว่า “พอใจ” นี้ ที่เป็นภาษาบาลีว่า ราชา … คนที่ถูกสมมติว่า ราชา มาจากคำที่มีความหมายว่า พอใจ … พระราชาคนแรกที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็เพราะการมอบหมายของคนทั้งหมด … พระราชาก็ไม่ได้คิดว่านี้เป็นของฉัน คิดแต่ว่านี้เป็นของสังคม ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจแก่พระราชา เพราะฉะนั้นจึงเป็นพระราชาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นตอของพระราชาที่ประกอบด้วยทศพิธราชธรรมในระยะต่อมา”

คำว่า  “ทศพิธราชธรรม” หมายถึงระบบที่ไม่มีการเอาเปรียบ ไม่กอบโกย ในทางพุทธศาสนาบัญญัติไว้ชัดในวินัยสงฆ์ ขืนแสวงหามา ขืนกินขืนใช้ ขืนเอาไว้เกินจำเป็น ถือว่าอาบัติ เครื่องนุ่งห่มมีได้เพียง 3 ผืน เก็บอาหารไว้ค้างคืนเป็นอาบัติ กุฏิที่อยู่อาศัยมีขนาดไม่เกิน 7×12 ฟุตเท่านั้น ส่วนเศรษฐีก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้สะสม เศรษฐีก็คือผู้มีโรงทาน มหาเศรษฐีก็ต้องมีหลายโรง พระเจ้าแผ่นดินประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม คือมีธรรม 10 ประการสำหรับความเป็นพระราชา เขียนเป็นคำบาลีได้ 10 คำ ดังนี้

1.    ทานํ คือให้ทาน มีแต่การที่จะให้ ไม่รับ
2.    สีลํ คือเป็นผู้มีศีลธรรม มีความเป็นปกติไม่ถูกกิเลสบีบบังคับ
3.    ปริจฺจาตํ บริจาคเรื่องที่เลวออกไปเสีย เช่น ความเห็นแก่ตัว
4.    อาชฺชวํ คือความตรง ความซื่อตรง ตรงไปตรงมา
5.    มทฺทวํ ความอ่อนโยน นิ่มนวล แม้แก่ราษฎร
6.    ตปํ คือตบะ บังคับตัวเองอยู่เสมอ
7.    อโกธํ โกรธไม่ได้ โกรธไม่เป็น
8.    อวิหึสํ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ แม้โดยไม่เจตนา
9.    ขนฺตึ คือขันติ อดทน อดกลั้น ยอมรับไว้เป็นภาระส่วนตัวที่อดกลั้น
10.    อวิโรธนํ ไม่มีอะไรพิรุธ ไม่มีความพิรุธอุตริในแง่ใดก็ตาม

พระราชาองค์ใดประกอบด้วยทศพิธราชธรรมเช่นนี้จะมีปัญหาอะไรอีก
ได้กล่าวถึงประเด็น “ศีลธรรมอันดีงาม” มาพอสมควรแล้ว ขอเปลี่ยนมาประเด็นการอุปถัมภ์ศาสนาบ้าง

โดยขอกล่าวถึงบทบาทของนายปรีดี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “นายปรีดี พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์” นายสุลักษณ์เห็นว่า แนวคิดส่วนใหญ่ของนายปรีดีเป็นเรื่องว่าด้วยโลกในปัจจุบัน คือ ทิฏฐิธัมมิกัตถประโยชน์ ไม่ใช่สาระในทางหลังจากชีวิตนี้หรือสาระที่สูงสุดทางศาสนา เมื่อพ้นจากแวดวงการเมืองแล้ว นายปรีดีได้เขียนบทความเรื่อง ความเป็นอนิจจังของสังคม ซึ่งสะท้อนความคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนา ก่อนหน้านี้ มีคำประกาศของคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ความตอนหนึ่งว่า  “สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา คือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นคำศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

ก่อนปี 2475 การประชุมต่าง ๆ นั้น ที่ประชุมจะนับจาก เจ้า รองลงมาเป็นเจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน แต่พอเปลี่ยนการปกครองแล้ว เรียงตามลำดับอักขรานุกรมแทน ไล่จาก ก. ข. ค. ไป นายปรีดีมีส่วนในการยกเลิกบรรดาศักดิ์ แต่ก็พลาดที่ไม่ได้ยกเลิกสมณศักดิ์ นายปรีดีได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเพื่ออบรมให้คนมีความรู้เรื่องธรรมะ ตราของมหาวิทยาลัยเป็นธรรมจักร คือวงล้อแห่งธรรมที่จะต้องนำอำนาจ 

นายปรีดียังเป็นผู้อุดหนุนให้เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซึ่งมีเนื้อหาสาระในทางประชาธิปไตย ในยุคนั้น คณะราษฎรยังพยายามหลอมรวมนิกายทั้งสองนิกายเข้าด้วยกัน ดังการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่พระยาพหลพลพยุหเสนาบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกที่บวชจากสองนิกาย ในระหว่างที่นายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ยังได้นิมนต์ท่านพุทธทาสมาสนทนาธรรมที่ทำเนียบท่าช้างเป็นเวลาหลายวันในเดือนมิถุนายน 2485 ดังที่ท่านพุทธทาสมีบันทึกไว้ว่า “ท่านผู้สำเร็จมีความประสงค์จะให้คนจนมีความมั่นใจ ว่าตนมีความสุขเท่ากับคนมั่งมีได้ โดยทำใจให้สันโดษฐ์ตามหลักพุทธสาสนา, อยากให้แต่งเพลงชะนิดที่เป็นแก่นของพุทธศาสนา”

ไม่เพียงแต่พุทธศาสนาเท่านั้น นายปรีดียังยกย่องศาสนาอื่นด้วย ดังจะเห็นได้ว่าจุฬาราชมนตรีในสมัยที่ต้องเปลี่ยนนามสกุลให้เป็นไทย ก็เลือกใช้นามสกุลว่า “พรหมยงค์” ในสมัยที่นายปรีดีอยู่ในอำนาจ ก็เยี่ยมผู้นำคริสตัง คริสเตียนทั้งหมด ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้ไปเยี่ยมนายหะยี สุหลงผู้นำมุสลิมที่ปัตตานีด้วย สำหรับนายปรีดีแล้ว ศาสนาเป็นพาหะ เป็นหนทางสำหรับคนเชื่อ แม้คนไม่เชื่อในศาสนา ถ้าคุณเชื่อในคุณงามความดี เชื่อในธรรมะแล้ว นำธรรมะมาเป็นหนทางแห่งความประพฤติดี เพื่อประโยชน์ของตนและสังคม นายปรีดีหนุนเต็มที่
   

ทั้งท่านพุทธทาสและนายปรีดีได้ให้โอวาทและแสดงแบบอย่างในเรื่องศีลธรรมอันดีและการอุปถัมภ์ศาสนาที่เปิดกว้าง ผมหวังว่าผู้นำสมัยนี้จะรับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติ 

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน “เวียร์ – เบลล่า”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494513

27 พ.ย. 2564 |17:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

ซินแสเข่ง หมอดูเข็มทิศทองคำผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวานที่เจอวิกฤติรักร้าว 9 ปี “เวียร์ – เบลล่า” กับความรักที่หวานชื่น ทั้งคู่ ถือว่าเป็นปีคู่ที่มีดวงสมพงศ์กัน หวิดตกเกณท์ขื่นขมเพราะความมีเสน่ห์ของฝ่ายชาย มีโอกาสพังได้เพราะ ปีหน้าดวงเบลล่า ตกดวงศัตรู ขัดแย้ง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง  ผอ.สถาบันโหราศาสตร์ พยากรณ์แห่งประเทศไทยผ่าดวงวิกฤติชีวิตคู่รักวัยหวาน”เวียร์ ศุกวัฒน์” วัย 36 ปีเเละ”เบลล่า ราณี ” วัย 32  ปี คู่รักที่มีดวงสมพงศ์กันตามหลักของโหราศาสตร์จีน ถือว่าทั้งคู่เป็นคู่ดวงสมพงศ์เกื้อหนุน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เปรียบเสมือนได้เพชร เม็ดงาม ที่จะต้องรักษาทะนุถนอมกันให้ดี ถือ เป็นคู่สร้าง คู่สม  จะรักกัน ยืนยาว

ดั่งคำโบราณที่ว่า ถือไม้เท้ายอดทอง ตระบอง ยอดเพชร เลยทีเดียว แต่จุดอ่อน ของความรักคู่นี้ฝ่ายหญิงจะเป็นคน กล้าได้ กล้าเสีย  ส่วนฝ่ายชาย จะเป็นคนที่มีเสน่ห์ ต่อเพศตรงข้ามด้วยเหตุนี้หากไม่ระวัง ปัญหาและอุปสรรค ความแตกแยก ก็จะเกิดขึ้นได้

“เบลล่า” เกิดวันอาทิตย์ที่ 24  ธันวาคม 2532  ปีมะเส็ง ธาตุดิน เป็นคนที่มีความพยายาม มีความอดทน  มีความตั้งใจอยากทำอะไรให้ประสบความสำเร็จก็จะตั้งเป้าหมายเอาไว้ กล้าได้กล้าเสียทะเยอทะยาน ไม่นิ่งอยู่กับที่ ดื้อรั้นใช้ความคิดของตนเองและมีชีวิตที่ต้องเหนื่อย ด้วยตนเองจึงจะประสบความสำเร็จ

“เวียร์” เกิดวันพฤหัสที่18  เมษายน 2528  ปีฉลู ธาตุไม้  เป็นคนพูดตรง ชอบช่วยเหลือคนอื่น  ทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ  ใช้ความคิดของตนเอง เป็นที่ตั้ง ไม่ยอมคน  เป็นคนมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม  เตือน”เวียร์” จะต้องระวัง  อย่าเผลอไผล เพราะอาจพลาดพลั้ง ทำรักพังได้

ซินแสเข่ง  หมอดูเข็มทิศ ทองคำ กล่าว เพิ่มเติมว่า “เวียร์-เบลล่า” เป็นดวงคู่สร้างคู่สม แต่ฝ่ายชายอาจจะต้องระวังเพราะเป็นคนมีเสน่ห์ ผู้หญิงอยู่ใกล้ ผู้หญิงชอบ และปี 2565 “ดวงเบลล่า” ตกดวง  ขัดแย้ง เป็นศัตรู  เบียดเบียน หากทั้งคู่ ไม่ประคองรัก ให้ผ่าน  ปัญหา ความขัดแย้ง แตกแยก ก็จะเกิดขึ้น ได้ทันที

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

ล่าสุด “เวียร์ ศุกลวัฒน์” ได้เข้าไปกดถูกใจภาพที่สาว “เบลล่า” โพสต์ล่าสุดในอินตราแกรมส่วนตัว อีกทั้งทั้งคู่ยังคงกดติดตามกันอยู่ไม่ได้อันฟอลโล่กันเหมือนหลายๆคู่ที่เลิกรากันไป งานนี้ทำเอาแฟนคลับที่เชียร์คู่นี้ต่างลุ้นไปตาม ๆ กัน ว่าข่าวลือเรื่องเลิกราอาจจะยังไม่เป็นความจริง

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เพจดังอย่าง “เจ๊มอย 108” ได้โพสต์ข้อความ ว่า

“มดดำ” ได้ออกมาพูดว่า “เวียร์-เบลล่า” ยังไม่เลิกกันหรอก ถามคนรอบๆ ตัวที่ไปถ้ำนาคา จ.บึงกาฬ เบลล่าไม่เห็นจะเศร้าเลย เค้าบอกยังคุยกันอยู่ แต่จะงอนหรืออะไรกันอยู่ไม่รู้  “ป้อม วินิจ”  ที่อยู่ด้วยกันล่าสุดบอกว่า ‘เวียร์-เบลล่า’ ยังคุยกันอยู่ แต่รอสองคนพูดจะดีที่สุด

งานนี้จะจริงหรือไม่คงต้องรอฟังจากปากของทั้งคู่ ซึ่ง “เบลล่า” จะมีอีเว้นท์ในวันที่ 30 พ.ย. นี้ คงจะได้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยอย่างแน่นอน

มารู้จัก “แอมเนสตี้” องค์การนิรโทษกรรมสากล ของแสลงรัฐไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494479

27 พ.ย. 2564 |13:00 น.

มารู้จัก "แอมเนสตี้" องค์การนิรโทษกรรมสากล ของแสลงรัฐไทย

กระแสต้าน “แอมเนสตี้” ในไทยแรงขึ้นตามลำดับ ถึงขั้นไล่พ้นประเทศโดยหาว่าแทรกแซงประเทศไทย ขณะที่นายกฯ บอกว่ากำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบองค์กรนี้..มาถึงตอนนี้หลายคนคงอยากรู้จัก แอสเนสตี้ แล้วว่าเป็นใคร มีบทบาทอย่างไร และมีใครบ้างเป็นผู้ขับเคลื่อน

เป็นเรื่องแล้วเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เด้งรับลูกสั่งตรวจสอบ “แอมเนสตี้” ว่ามีความผิดอะไรหรือไม่และอยู่ในไทยอย่างถูกต้องหรือเปล่า และถ้าผิดกฏหมายต้องยกเลิก เพราะไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายประเทศไทย  

นายกรัฐมนตรี ยังบอกว่า ในเรื่องของเอ็นจีโอกำลังดำเนินการทางกฎหมายในการที่จะทำให้เหมือนกับต่างประเทศโดยจะต้องมีการขึ้นทะเบียนควบคุม แจ้งที่มาของแหล่งเงินต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 


อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ล้วงตับให้ชัดเจนกันไปเลยว่าได้รับท่อนำเลี้ยงจากไหน 

กระแสต่อต้านไม่เอา”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล”หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล โดยเฉพาะ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” (Amnesty International Thailand) ของคนไทยบางส่วนแรงขึ้นถึงขนาดไล่ให้ออกจากประเทศไทย 

อาทิ กลุ่มอดีตประธานหมู่บ้านคนเสื้อแดง ได้ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 1 ล้านรายชื่อเพื่อขับไล่ “แอมเนสตี้”

นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ตั้งแคมเปญในเว็บไซต์ change.org เพื่อล่ารายชื่อไม่เอา “แอมเนสตี้”  โดยไม่พอใจปมแสดงความเห็นเชิงก้าวก่ายศาลไทย โดยผู้รณรงค์ตั้งเป้าให้ได้จำนวน 15,000 รายชื่อ

สืบเนื่องจาก “แอมเนสตี้” ประกาศแคมเปญ  write for right เขียนจดหมายล้านฉบับถึงทั่วโลก จี้ทางการไทยให้หยุดดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลหรือรุ้ง แกนนำม็อบสามนิ้ว ซึ่งถูกมองว่าการกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า “แอมเนสตี้” จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการกระทำของ น.ส. ปนัสยา กับพวก เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

การกระทำของ “แอมเนสตี้” ดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ
สนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการจาบจ้วงสถาบัน

กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่ออกมาต่อต้าน “แอมเนสตี้” ยังต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วน หากพบข้อมูลหลักฐานเชื่อได้ว่า “แอมเนสตี้” มีจุดมุ่งหมายแทรกแซงกิจการความมั่นคงของประเทศ ให้ขับไล่องค์กรนี้พ้นออกไปจากประเทศไทย

มาถึงตอนนี้หลายคนคงอยากรู้จักแล้วว่า “แอมเนสตี้” เป็นใคร 


“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” (Amnesty International Thailand)ได้เคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กอธิบายองค์การของตนเองว่า”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” คือขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน เป็นอีกหนึ่งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือเอ็นจีโอ ที่เข้ามาบทบาทในประเทศไทย จากการทำกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ 


และได้สรุป 6 ข้อ เพื่อให้คนรู้จัก”แอมเนสตี้” มากขึ้น

-จุดกำเนิด 

มาจาก ปีเตอร์ เบเนนสัน ทนายความชาวอังกฤษผู้เขียนบทความเรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษาชาวโปรตุเกสสองคนที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับติดคุกเพียงเพราะดื่มเหล้าและชนแก้วสดุดีเสรีภาพ ดังนั้นจึงทำให้สำนักงานใหญ่ของ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล”ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 “แอมเนสตี้” เข้ามามีบทบาทในไทยจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

 จดหมายนับแสนฉบับที่ถูกส่งมายังรัฐบาลไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมจากการประท้วง ซึ่งจดหมายเหล่านั้นมาจากผู้สนับสนุนแอมเนสตี้ทั่วโลก

– เงินสนับสนุนของ “แอมเนสตี้”

เงินทุนสำหรับการจัดกิจกรรมมาจากการรับบริจาคของบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสิทธิมนุษยชน และค่าสมัครสมาชิกในแต่ละปีเพราะ”แอมเนสตี้” เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร และปฏิเสธที่จะรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือแหล่งทุนอื่นๆ

-เป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นองค์กรที่รณรงค์ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยไม่ฝักใฝ่อุดมการณ์ทางการเมืองหรือลัทธิใด ๆ เน้นทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น เนื่องจาก “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีพันธกิจเพียงเพื่อให้สังคมเกิดการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน

-มีสำนักงานกระจายตัวอยู่ทั่วโลก

– “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีสมาชิกและผู้สนับสนุนกว่า 10 ล้านคนในกว่า150 ประเทศทั่วโลกและมีสำนักงานกระจายตัวอยู่กว่า 70 ประเทศ ที่มีสำนักงานกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศเพื่อสามารถทำให้ทราบได้ว่าสถานการณ์ของโลก ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร

-ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 60 ปี

ตลอดระยะเวลาทำงานเพื่อสังคมที่ผ่านมา “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 6 ทศวรรษ นอกจากนี้”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ยังคงทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับบุคคลที่ถูกละเมิด เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนมีความเท่าเทียม ไม่ควรมีใครถูกกดให้ต่ำลง

หากฟังจากคำอธิบายของ “แอมเนสตี้” เองก็ดูดี 


แต่ควรมาดูข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” ที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวบอกว่า “แอมเนสตี้” มีสองส่วน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน

ส่วน”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย”จดทะเบียนเป็นสมาคมกับกระทรวงมหาดไทย โดยรับเงินสนับสนุนมาจากต่างประเทศ มีพนักงานคนไทยกว่า 20 คน

ขณะที่อาจารย์เทพมนตรี   ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา  ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้เห็นถึงความเชื่องโยงของ “แอมเนสตี้ ” กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มม็อบสามนิ้ว และ ส.ส. ก้าวไกล บางคน 

โดยระบุว่า กรรมการ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย”  ที่แท้ก็ เพื่อนจ่านิว 

วศิน พงษ์เก่า 1 ใน คณะกรรมการแอมเนสตี้ คือ เพื่อนซี้ ไผ่ ดาวดิน และเป็นกลุ่มดาวดินที่เชื่อมโยงอีสานเรคคอร์ด วนเวียนอยู่ในผู้คนเหล่านี้

นายณพัทธ์ นรังศิยา 1 ในคณะกรรมการแอมเนสตี้ ไทยแลนด์ เพื่อนซื้ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล

ณพัทธ์ นรังศิยา หนึ่งในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม, น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์, นายกรกช แสงเย็นพันธ์, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายณพัทธ์ นรังศิยา, นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร, นายกรกนก คำตา, นายรัฐพล ศุภโสภณ, นายปณต ศรีโยธา, นายกันต์ แสงทอง, นัชชชา กองอุดม, นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ และ นายปกรณ์ อารีกุล

สำหรับ คณะกรรมการของ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” ประกอบไปด้วย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ  วศิน พงษ์เก่า กรรมการ ณพัทธ์ นรังศิยา กรรมการ  นาซานีน ยากะจิ กรรมการเยาวชน  ศศวัชร์ คมนียวนิช เหรัญญิก

ส่วนผู้อำนวยการ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” คือนางปิยนุช โคตรสาร 

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย ส.ว. ได้ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ”แอมเนสตี้” ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล ถือเป็นองค์กรแม่ มีหลักในการดูแลกรณีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 

แต่ “แอมเนสตี้ในประเทศไทย” เป็นองค์กรลูกที่ไม่ตรงไปตรงมา เพราะยืนอยู่ฝั่งต่อต้านรัฐบาลและไปพิทักษ์สิ่งที่ผิด ย่ำยีสิ่งที่ถูกต้อง ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ผิดหลักการ ใช้เป็นเครื่องมือย่ำยีทำลายประเทศตนเอง เชื่อว่าในอนาคตองค์กรก็จะล่มสลายไปเอง ซึ่งหลักการขององค์กรแม่นั้นถือว่ามีความตั้งใจดี แต่คนนำไปยืนผิดจุด เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย องค์กรมีหลักการดี แต่ผิดที่คน

อะไรที่วางตัวไม่เป็นกลางถือว่าผิด และไม่ควรมีบทบาทแบบนี้องค์กรแม่ต้องตระหนัก เมื่อองค์กรลูกทำไม่ถูกต้องก็ต้องรีบแก้ไขปัญหาโดยด่วน ตอนนี้คนไทยก็ขับไล่องค์กรลูกที่ทำผิดหลักการสำคัญดังนั้นต้องรีบจัดการ เช่น เปลี่ยนคนในองค์กรลูก ถ้าไม่เปลี่ยนคน ก็ต้องไม่มีองค์กรลูกในประเทศไทย 

หากมีการทำผิดเกิดขึ้นทางกระทรวงมหาดไทยต้องประสานกระทรวงการต่างประเทศ ทำเรื่องไปถึงองค์กรหลักเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่หากองค์กรหลักไม่ดำเนินการ  ต้องจัดการโดยกฎหมายไทย เพราะเรื่องนี้องค์กรไม่มีปัญหา แต่คนมีปัญหา

เมื่อดูข้อมูลจากทั้งหมดแล้วน่าจะสรุปได้ว่า ตัวขององค์กรคือ “แอมเนสตี้”  ซึ่งเดิมเคยมีความน่าเชื่อถือ มีผลงานที่ได้รับการยอมรับ  แต่กลับมีปัญหาในระยะหลังเพราะตัวคนที่ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นกรรมการบางคนมีสายสัมพันธ์ โยงใยกับทางการเมืองทั้งที่ “แอมเนสตี้”ประกาศว่าเป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง จึงขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง