ศึก “เลือกตั้งท้องถิ่น” วัดความนิยมพรรคการเมือง ดันท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494473

นายหัวไทร

27 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ศึก "เลือกตั้งท้องถิ่น" วัดความนิยมพรรคการเมือง ดันท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง “เลือกตั้งท้องถิ่น” ของผู้สมัครเวลา 18.00 น.ของวันนี้ “หมาก็หยุดเห่า” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง นายกฯอบต.จำนวน 5329 แห่ง ส.อบต หมู่บ้านละ 1 คนของแต่ละ อบต.

“เลือกตั้งท้องถิ่น2564” เข้าสู่โค้งสุดท้ายของวันเลือกตั้ง 28พย.2564 ของการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร ที่ต้องยุติการหาเสียงเวลา 18.00 น.ของวันนี้ “หมาก็หยุดเห่า” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง นายกฯอบต.จำนวน  5329 แห่ง ส.อบต หมู่บ้านละ 1 คนของแต่ละ อบต.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละแห่ง โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนดแพ้-ชนะ ปัจจัยหนึ่งคือ “กระสุนดินดำ” ที่น่าจะยิงกันพรุนไปแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายนี้

การเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดเล็กอย่างอบต.ทั้ง 5329 แห่งระหว่างผู้สมัครเก่าที่ครองอำนาจมากกว่า 8 ปีตามคำสั่ง คสช.ที่ 85/2560ในขณะที่ผู้สมัครใหม่ที่จะนำเสนอนโยบายเพื่อนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง Change We Believe in ก็ต้องมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการนำเสนอ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของสิทธิ์

แต่ทุกสนามเลือกตั้งจาก ผู้สมัครนายก อบต.และ ส อบต.จากการลงพื้นที่ในทุกภูมิภาค เหนือ  กลาง ใต้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุนยังเป็นปัจจัย-เครื่องมือชี้ขาดในชัยชนะของผู้สมัคร กกต. กลาง และ กกต.จังหวัด ที่ส่งผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ตรวจสอบคงมีคำตอบพื้นฐาน “ไม่พบการทุจริตในการซื้อสิทธิ์และขายเสียง” ทั้งๆที่ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันให้แซด แต่อย่างน้อยก็เป็นระบบเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผูกพันกับชนบทไทยมายาวนานร่วม 20 ปี 


  
น่าสนใจว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดเล็กในระดับรากหญ้า การเมืองใหญ่ระดับชาติยังลงไปจับ เพราะจะเป็นฐานเสียงต่อไปในอนาคต ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาส่วนหนึ่งจะเป็นดีชนีวัดความนิยมในพรรคการเมือง หรือต่อนักการเมืองระดับชาติที่เข้าไปสนับสนุนการท้องถิ่น

ยังเหลือท้องถิ่นอีก 2 แห่ง ที่ยังไม่ได้เลือกตั้งทั้งผู้บริหาร และสภา คือ การเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.)และสมาชิกสภา กทม. (สก.)จำนวน 55 คน ที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมของพรรคการเมืองสนามใหญ่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเวลานี้ว่าที่ผู้สมัครก็ทยอยเปิดตัว เปิดสังกัด แต่รัฐบาลยังไม่ไฟเขียวให้เลือกตั้ง โดยไม่มีเหตุผลอธิบาย

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งนายกฯเมืองพัทยาและ สมาชิกสภาเมืองพัทยาจำนวน 24 คน ก็ยังไม่มีกำหนดวันเลือกตั้ง คราบไคร้ของ คสช.ยังเกาะติดอยู่กับทั้งสององค์กรท้องถิ่นนี้ เพราะทั้งผู้บริหาร และสภาท้องถิ่นทั้งสองแห่งนี้มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08.00-17.00 น.ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใกล้บ้านที่ท่านมีสิทธิ์ใช้บัตร  2 ใบ  1) เลือก นายก อบต ทึ่เราคิดว่าใช้   2) เลือก ส.อบต. 1 คน  ในหมู่บ้านของเรา

ช่วยกันออกแรงผลัก-ดัน นะครับ…..
จากการศึกษาการกระจายอำนาจ ดูเหมือนว่าบ้านเราแม้จะมีความก้าวหน้า แต่เดินไปอย่างช้า เกือบ 20 ที่มีกฎหมายแผนแม่บทกระจายอำนาจ แต่หลายเรื่องหลายประเด็น ยังไม่มีการปฏิบัติตามแผนแม่บท รัฐบาลกลางก็ยังหวงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนภารกิจตามแผนแม่บท

ผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาอุปสรรคและปัญหาของการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้นำโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ของกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแล้ว มาเป็นต้นแบบ

ได้มีพิจารณาการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นๆตามความเหมาะสมอีกหลายแห่ง โดยเน้นรูปแบบพิเศษเชิงพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด เช่นจังหวัดภูเก็ต

การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในลักษณะจังหวัดจัดการตนเอง เช่น ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส 
การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเชิงพื้นที่ ในบางส่วนของจังหวัด เช่น นครเกาะสมุย, นครแหลมฉบัง, นครแม่สอด, เมืองทุ่งสง, เมืองหัวหิน 
ทึ่บอกว่าให้ช่วยกันผลักดัน เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า “อนาคตท้องถิ่น คืออนาคตประเทศไทย” ถ้าองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง จะเป็นองค์กรแห่งความหวัง
รัฐบาลกลางจะต้องมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ ไม่ใช่มีนโยบายในการกระจายอำนาจ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติกลับทำตรงข้ามกัน ไม่จริงจังและจริงใจกับท้องถิ่น


ยกตัวอย่างว่า ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญของท้องถิ่น ให้บทบาทกับท้องถิ่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 จัดสรรงบประมาณผ่านลงไปในท้องถิ่น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ควบคุมได้นานแล้ว เพราะท้องถิ่นเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด รู้ปัญหาของท้องถิ่น
แต่รัฐบาลกลับให้บทบาทสำคัญกับหน่วยงาน หรือองค์กรที่เป็นตัวแทนจากรัฐบาลกลาง เช่น จังหวัด อำเภอ เป็นต้น ถามว่า ในแต่ละวัน ผู้ว่าฯและนายอำเภอจะลงพื้นที่ได้สักกี่แห่ง แต่นายกฯอบต.วันหนึ่งขับรถวนตำบลได้หลายรอบ
นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ก็นั่งอยู่ในห้องแอร์บนศาลากลาง และที่ว่าการอำเภอ ก็ขอข้อมูลจากท้องถิ่นนั้นแหละ หรือไม่ก็ขอจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.


ภารกิจหลายเรื่องถ้ารัฐบาลมอบให้ท้องถิ่นทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่รัฐบาลนี้กลับไม่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น หวงอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจเขียนไว้ในกฎหมายรัฐบาลยังไม่ทำเลย
ถามตรงๆว่า 245 ภารกิจที่เขียนไว้ในแผนแม่บทและกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยว่า ต้องถ่ายโดนให้แล้วเสร็จในปีไหน เวลานี้ถ่ายโอนไปแล้วกี่ภารกิจ เหลืออีกกี่ภารกิจที่ยังไม่ถ่ายโอน เพราพเหตุผลอะไร
ที่ผ่านมาก็มักจะอ้างว่าท้องถิ่นไม่พร้อม ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะก่อนถ่ายโอนภารกิจก็มีการประเมินความพร้อมของท้องถิ่น และส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ประเมินหมด
ร้ายไปกว่านั้น บางภารกิจถ่ายโอนให้ท้องถิ่น แต่ไม่โอนงบ ไม่โอนบุคลากร ไม่โอนเครื่องไม้เครื่องมือไปให้ ส่วนตัวผมเองอยากได้รัฐบาลที่รู้จักท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น สนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
เงินอุดหนุนท้องถิ่น ก็ปล่อยให้ “วิ่งได้วิ่งเอา” ใครเข้าถึงอำนาจท้องถิ่นนั้นก็จะได้งบมากหน่อย เสนอโครงการก็ผ่าน ท้องถิ่นไหนไม่รู้จักใครในส่วนกลางเสนอของบ เสนอโครงการมาก็ถูกแช่แข็งหมด หรือไม่ก็เรียกค่าหัวคิวจนงานออกมาไร้คุณภาพ
ขออนุญาตบ่นไว้นิดหน่อย

เห็นคุณเทพไท เสนพงศ์ ออกมาแถลงถึงผลการศึกษา และเสนอจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงพื้นที่และครอบคลุมทั้งจังหวัด อย่างจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งจะครอบคลุมทั้งจังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรปราการ น่าน ปัตตานี พูดกันมามากกว่า 15 ปี ก็ยังไม่เห็นเกิดเสียที ปัญหาใหญ่อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ทั้งไม่เข้าใจ และไม่จริงใจต่อการกระจายอำนาจ มีแต่คำพูดสวยหรูเวลาหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้นเอง
พรรคท้องถิ่นไทยมีนโยบายชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงพรรคเล็ก ไม่มีพลังอำนาจมากพอในการผลักดันให้เกิดเป็นมรรคเป็นผล 

เรื่อง : นายหัวไทร  

วัดบารมี “ประวิตร” แม่ทัพเมืองกรุง ปะทะขุนศึกฝั่งธนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494411

26 พ.ย. 2564 |19:00 น.

วัดบารมี "ประวิตร" แม่ทัพเมืองกรุง ปะทะขุนศึกฝั่งธนฯ

ได้ฤกษ์แม่ทัพใหญ่ “ประวิตร” ชิงเปิดตัวว่าผู้สมัคร ส.ส.กทม.ฝั่งธนบุรี เจอค่ายเพื่อไทยวางตัวขุนศึกบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม ใจถึงพึ่งได้ แลนด์สไลด์ทั้งกรุงธนฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดินหน้าไปรอใคร “ประวิตร” แม่ทัพใหญ่พลังประชารัฐ อาสาคุมทัพเมืองหลวง ลดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค แถมชิงเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ฝั่งธนบุรี

“ประวิตร” รู้ดีสนามฝั่งธนฯ พลังประชารัฐ มี ส.ส.คนเดียว จึงเปิดเกมรุก ขณะที่เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ และก้าวไกล ก็จัดทีมพร้อมลงสนาม

ที่น่าสนใจ “ประวิตร” จะโคจรมาเจอขุนศึกบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้รับผิดชอบกรุงเทพฯ โซนที่ 6 (ฝั่งธนบุรี) ค่ายเพื่อไทย

วันที่ 27 พ.ย.2564 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เชิงสะพานกรุงธนฯ เขตบางพลัด กทม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ฝั่งธนบุรี 11 เขต (เพิ่มจากเดิม 9 เขต)

จริงๆแล้ว พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ประสานกับจักรพันธ์ พรนิมิต ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าภาคกทม. จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม.มาระยะหนึ่งแล้ว

วันที่ 9 พ.ย.2564 นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ลงพื้นที่เขตบางพลัด ก็มีการแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.ไปแล้วบางส่วน อาทิเช่น พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง,ศันสนะ สุริยะโยธิน และกฤชนนท์ อัยยปัญญา

เลือกตั้งปี 2562 บัตรใบเดียว ส.ส.กรุงเทพมหานคร ลดจาก 33 คน เหลือ 30 คน แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ บัตร 2 ใบ ส.ส.กทม.จะเพิ่มเป็น 34 คน เฉพาะฝั่งธนบุรี จะมี ส.ส. 11 คน จากเดิม 9 คน

‘สมรภูมิฝั่งธนฯ”

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว “ประวิตร” ไม่ได้ลงมาดูแลผู้สมัคร ส.ส.โดยตรง เฉพาะสนามกรุงเทพฯ เป็นหน้าที่ของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

สนามเลือกตั้งฝั่งธนบุรี มี 9 เขตเลือกตั้ง ปรากฏว่า จักรพันธ์ พรนิมิตร เป็นหนึ่งเดียวของ ค่ายพลังประชารัฐ ที่ได้เป็น ส.ส.กทม.เขต 30 (บางกอกน้อย-บางพลัด)

ที่น่าประหลาดใจคือ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในโซนฝั่งธนฯ สอบตกหมด และผู้สมัคร ส.ส.โนเนม พรรคอนาคตใหม่ ชนะเลือกตั้งถึง 6 คน และพรรคเพื่อไทย ได้ 2 คน

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ ก็มาจากค่ายทักษิณ ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักษาชาติหลายคนทางฝั่งธนฯ เมื่อ ทษช.ถูกยุบ คะแนนส่วนนี้จึงเทไปที่ค่ายสีส้ม

ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ก็เป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด แต่หลายเขตก็ได้ลุ้น เช่นเขต 28 (บางแค) กฤชนนท์ อัยยปัญญา พปชร. แพ้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อนาคตใหม่ แค่ร้อยกว่าคะแนน

สำหรับว่าผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ โซนฝั่งธนบุรี เข้าใจว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนเก่า และที่น่าจับตาคือ พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง อดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย เขต 27 (ทวีวัฒนา,ตลิ่งชัน) ที่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

เหนืออื่นใด สนามกรุงเทพฯ แพ้ชนะวัดกันที่กระแส ไม่ใช่ตัวผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งอดีต ส.ส.กี่สมัยก็สอบตก หากพรรคไม่มีกระแส เหมือนกรณีของค่าย ปชป.เมื่อครั้งที่แล้ว

‘ขุนศึกฝั่งธนฯ’

เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รับบทแม่ทัพเมืองหลวงเต็มตัว ก็ต้องเจอกับจอมเก๋า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษาคณะยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในฐานะแม่ทัพใหญ่เมืองหลวง ได้แบ่งโซนความรับผิดชอบให้ขุนพลขุนศึกดังนี้ โซน 1 พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล , โซน 2 พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,โซน 3 วิชาญ มีนชัยนันท์ ,โซน 4 พิชัย นริพทะพันธ์ , โซน 5 กิตติรัตน์ ณ ระนอง และโซน 6 (ฝั่งธนบุรี) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

พิจารณาจากรายชื่อ 6 ขุนศึกขุนพลข้างต้น ก็จะพบว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขุนพลฝั่งธนฯ และวิชาญ มีนชัยนันท์ ขุนพลฝั่งตะวันออกนั้นเคยร่วมงานกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาก่อน ส่วน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ,พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,พิชัย นริพทะพันธ์ และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่เคยมีบทบาทดูแลสนามเมืองหลวงมาก่อน

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้ไปดูแลเขตอื่น โดยขลุกอยู่ในเขต 26 (บางบอน-หนองแขม) เพราะตั้งใจจะดันลูกชาย วัน อยู่บำรุง เป็น ส.ส.สมัยแรกให้ได้

โชคดีที่กระแสลุงตู่มาแรง ทำให้ค่าย ปชป.อ่อนยวบ ตระกูลม่วงศิริ ที่เป็นคู่แข่งของวัน อยู่บำรุง ก็พลอยร่วงตามไปด้วย

ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า คนแดนไกลทุ่มสร้างเพื่อไทยพรรคเดียว คงได้เห็นบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิมมากขึ้น และคนฝั่งธนฯ คงได้ฟังลีลาปราศรัยแบบเฉลิมอีกครั้ง

กองเชียร์คงได้ลุ้นสนุก ระหว่างการหาม พล.อ.ประวิตร ขึ้นเวทีปราศรัย กับลีลาลูกเล่นแบบเฉลิมยังจะเรียกคะแนนคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

“เลือกตั้งอบต. 2564” วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย. นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494408

26 พ.ย. 2564 |18:00 น.

จับตา “เลือกตั้งอบต. 2564” ชี้ชะตาอนาคตการเมืองไทย จากสนามเล็ก สู่สนามใหญ่ 28 พฤศจิกายนนี้ ไปใช้สิทธิเลือกตัั้ง พร้อมกันทั่วประเทศ

08.00-17.00 น. วันที่28 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เป็นวันที่ กกต.กำหนดไว้สำหรับการเลือกตั้งอบต. 2564 ทั้งนายกฯและสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล มีการคาดการณ์กันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคึกคักอย่างมาก เหตุผลมาจากการเลือกตั้งที่มีพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ช่วงที่ว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน  คนรักษาการ ทำงานแบบงานประจำ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย การนำเสนอนโยบาย ของผู้สมัครหน้าใหม่อาจ จูงใจการมาใช้สิทธิของประชาชน  แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นอดีตนายก อบต. จำนวนมากจะรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้  ดูจากผลการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมาพบว่ามีพลิกล็อก มีการล้มช้าง ผู้สมัครคนดังระดับบิ๊กเนม หลายพื้นที่สอบตก  เลือกตั้ง อบต. อาจมีปรากฏการณ์ ที่ไม่ต่างกัน
 

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา  มาพร้อมกับ คดีอุกฉกรรจ์ คุกคามทำร้าย ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏขึ้นอย่างน้อยในพื้นที่บ้านใหญ่ อย่างนครปฐม  และเพชรบุรี ล่าสุดที่นครศรีธรรมราช  เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหน้านี้ ดูเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ในคราวนี้ ไม่ค่อยมีรายงานข่าวอย่างว่า มากนัก นับได้เพียงไม่กี่ชิ้น  การแข่งขันของการเมืองในระดับท้องถิ่นว่ากันว่าจำลองมาจากสนามเลือกตั้งใหญ่ มีหน้าใหม่เสนอตัว จำนวนมาก

การเมืองระดับชาติอยู่ในกำมือของ สามป. เรื่องนี้ มีประจักษ์พยาน จากการบริหารประเทศมาแล้วสามปี นายกรัฐมนตรี ขอเวลาพลิกโฉมประเทศไทย กำหนดไว้5 ปี
การเลือกตั้ง ทุกระดับชั้น ย่อมมีความหมาย  ยิ่งมีกระทรวงมหาดไทย อยู่ในมือ ความพยายามจัดฐานการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า  จะสำเร็จหรือไม่ 

ผลการเลือกตั้งอบต.2564 ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัด รัฐบาลจะต้องพยายามรักษาฐานการเมืองระดับท้องถิ่น ยึดกุมสภาพไว้ให้ได้ 
 

เลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ถือเป็นจุดเริ่มต้นการวัดกระแสการเมืองระดับประเทศอีกครั้ง  เพราะหากยังจำกันได้ เมือคราวเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีการวัดกระแสความนิยมระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า แต่ผลก็ปรากฏมาอย่างที่รู้กัน   การเมืองท้องถิ่นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่  มาครั้งนี้ กลุ่มก้าวหน้า หมายหมั้นว่า จะแก้มือ ระดมทุกสรรพกำลัง ลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ พิสูจน์การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าของสังคมไทย เข้าใกล้ยุทธศาสตร์ การเมืองระดับชาติ แล้ว หรือไม่  

210 ทีม อบต. “ธนาธร” ชี้ชะตาคณะก้าวหน้า พ่วงค่ายก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494365

26 พ.ย. 2564 |14:00 น.

210 ทีม อบต. "ธนาธร" ชี้ชะตาคณะก้าวหน้า พ่วงค่ายก้าวไกล

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง อบต. “ธนาธร” ส่งนายก อบต. 210 ทีม วัดใจคนรากหญ้า คาดหวังสนามอีสาน 130 อบต. ถ้าชนะเกินครึ่ง เขย่าฐานทักษิณ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งท้องถิ่นสนามสุดท้ายของคณะก้าวหน้า “ธนาธร” ลุ้นผู้สมัครนายก อบต. 210 ทีมทั่วประเทศ จะฝ่าด่านกระสุนเงินและอิทธิพลเข้าไปบริหาร อบต.ได้

อบจ.พ่ายยับ 42 จังหวัด เทศบาลก็ชนะเป็นหย่อมๆ “ธนาธร” ยังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หวังเจาะฐานรากหญ้า ปูทางสู่ชัยชนะในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย.2564 สนามเลือกตั้ง อบต. จะเป็นตัวชี้วัด “ธนาธร” และพลพรรคสีส้มจะไปต่อไหวมั้ย ในสนามเลือกตั้งระดับชาติ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เปิดเผยว่า แม้คณะก้าวหน้าจะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกอย่าง อบจ. เมื่อปลายปี 2563 ก็ตาม แต่ก็ยังคงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานราก

กระทั่งเลือกตั้งในระดับเทศบาล จึงได้เป็นฝ่ายบริหารถึง 16 เทศบาล มีผลงานประจักษ์ชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปาดื่มได้, เทคโนโลยีรับเรื่องร้องเรียนแก้ปัญหาให้ประชาชน, จัดการขยะก้าวหน้า, ท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น

สำหรับการ เลือกตั้ง อบต. คณะก้าวหน้าสนับสนุนผู้สมัคร 210 ทีม ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินหน้ารณรงค์หาเสียงผ่าน 9 นโยบายหลัก 42 นโยบายย่อย ขณะที่ผู้สมัครนายก อบต.ส่วนใหญ่ยังหาเสียงด้วยกลยุทธ์เดิมๆ อาศัยเครือญาติ และเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองระดับชาติ

หากสแกน 210 ทีม อบต.ก้าวหน้าของ “ธนาธร” พบว่า มี 138 ทีมที่ลงสมัครนายก อบต.ในภาคอีสาน นี่คือยุทธศาสตร์เลือกตั้งที่สำคัญ และเป็นบททดสอบการเอาชนะใจรากหญ้าอีสาน เพื่อสรุปบทเรียนในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคก้าวไกล

‘ชนบ้านใหญ่แดนบูรพา’

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคตะวันออก ทำให้ “ธนาธร” ผิดหวังพอประมาณ เนื่องจากตอนเลือกตั้ง ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ สามารถเอาชนะทีมบ้านใหญ่ ได้เก้าอี้ ส.ส.ชลบุรี และจันทบุรี รวมถึง 6 ที่นั่ง แต่พอถึงเลือกตั้งนายก อบจ. กลับแพ้บ้านใหญ่ขาดลอย

สำหรับการเลือกตั้ง อบต. คณะก้าวหน้า คาดหวังไว้สูงกับ 3 อบต.ภาคตะวันออกคือ อบต. ปลวกแดง ,อบต.มาบยางพร จ.ระยอง และอบต. บ่อวิน จ.ชลบุรี เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่โซนอุตสาหกรรม ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นหนุ่มสาวชาวโรงงานที่นิยมชมชอบธนาธร และค่ายสีส้ม

ผู้สมัครนายก อบต. 3 แห่งของคณะก้าวหน้า ได้แก่ ชูเกียรติ เทพอารีนันท์ อบต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ,สมภพ จันทวงษ์ อบต.ปลวกแดง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และพินิจ จาริยศิลป์ อบต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง

คู่แข่งของผู้สมัครนายก อบต.ทั้ง 3 แห่ง ของคณะก้าวหน้า ล้วนเป็นเครือข่ายของบ้านใหญ่และมีอิทธิพลในพื้นที่ หากคณะก้าวหน้าเอาชนะได้ ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่น่าจับตายิ่ง

‘อีสานคือจุดเปลี่ยน’

คณะก้าวหน้ามีชัย ในสนามเลือกตั้งระดับเทศบาลตำบล 12 แห่ง ส่งผลให้ “ธนาธร” ตัดสินใจส่งผู้สมัครนายก อบต.ในภาคอีสานมากเป็นพิเศษ คือ 138 ทีมจากทั้งหมด 210 ทีม

ธนาธร และทีมงานคณะก้าวหน้า นำผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคเพื่อไทย ในหลายสิบจังหวัดภาคอีสาน จึงส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในสนามเลือกตั้งภาคอีสานมากเป็นพิเศษ

แม้ผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ยกตัวอย่างที่นครราชสีมา ยลดา หวังศุภกิจโกศล ภรรยาวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ชนะขาดลอย เพราะเปิดดีลกับทุกพรรคในโคราช ได้ 6 แสนคะแนน แต่ สาธิต ปิติวรา คณะก้าวหน้า หาเสียงเพียวๆไม่พึ่งเครือข่าย ยังได้ 2 แสน 5 หมื่นคะแนน

ธนาธรและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เคยร่วมเคียงข้างคนเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 จึงรู้ดีว่า คนเสื้อแดงนั้น แยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ แดงทักษิณ กับแดงก้าวหน้า ซึ่งในภาคอีสาน มีคนเสื้อแดงที่จัดอยู่ในกลุ่มแดงก้าวหน้านั้นอยู่มิใช่น้อย

กลุ่มคนเสื้อแดงก้าวหน้าในอีสาน ได้หันหลังให้ทักษิณ และสนับสนุนธนาธร มาแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ อย่างวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร แกนนำแดงร้อยเอ็ด ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนค่ายสีส้ม

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สายอีสาน ไม่ว่าจะเป็น อภิชาติ ศิริสุนทร,องค์การ ชัยบุตร และคำพอง เทพาคำ ล้วนเป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน มาแต่ยุคสมัชชาคนจน จนมาถึงยุคคนเสื้อแดง

วันนี้ แดงก้าวหน้าได้เปลี่ยนมาเป็นส้มก้าวหน้า และเป็นกำลังสำคัญทำให้ยึดเทศบาลตำบลได้ถึง 12 แห่ง ซึ่งการเลือกตั้ง อบต.ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ คณะก้าวหน้า ก็คาดว่า 130 ทีมในอีสาน น่าจะได้เก้าอี้นายก อบต.มากกว่าครึ่งหนึ่ง

หากคณะก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในสนาม อบต.อีสาน ย่อมส่งผลดีต่อพรรคก้าวไกลในวันข้างหน้า

ส่องไทม์ไลน์ “ลุงตู่”ปลดชนวนระเบิดเวลาการเมืองหลังปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494256

เมฆาในวายุ

26 พ.ย. 2564 |05:00 น.

ส่องไทม์ไลน์  "ลุงตู่"ปลดชนวนระเบิดเวลาการเมืองหลังปีใหม่

ไทม์ไลน์ยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่นับแต่กม.ลูกเลือกตั้งผ่านสภา หากแต่”ลุงตู่” ประเมินสถานการณ์แล้วนับแต่หลังปีใหม่มีกับดักระเบิดเวลารออยู่ชนิดต้องปลดชนวนไปด้วยกันหรือพร้อมตายหมู่ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อนโดย เมฆาในวายุ

ชัดเจนท่อนหนึ่งแล้วกับกระแสข่าวการยุบสภาในช่วงปีหน้าที่ปั่นกันมาหลายวัน (หลังการแก้ไขกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับจบลง  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสองใบ/จำนวนส.ส.เขต 400 คน-ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คนบังคับใช้แล้ว )

ประมุขฝ่ายบริหารคือผู้ที่มีอำนาจในการประกาศยุบสภา

ดังนั้นความชัดเจนนี้บังเกิดในช่วงเย็นวันที่ 24 พ.ย.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 11/2564 ถึงความชัดเจนหากร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเสร็จแล้วจะยุบสภาหรือไม่ว่า “ไม่ ยังไม่มีการยุบสภา”

ส่วนจะอยู่จนกว่าการประชุมเอเปคปี 2565 เสร็จสิ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า” ก็สุดแล้วแต่ ทางราชการก็ว่ากันไป การเมืองก็ว่ากันไป เราก็อยู่ไปตามกฎหมาย บ้านเมืองของเรา ซึ่งบ้านเมืองมีปัญหาเยอะที่จะต้องแก้ไข อยากให้ไปดูว่าได้แก้อะไรไปแล้วบ้าง ปัญหาอุปสรรคที่ค้างคาในอดีตก็แก้ไปเยอะ สิ่งใหม่ๆเราก็เดินหน้าประเทศไปเยอะ…”


ถอดห้วงเวลาในการแก้กฎหมายลูกสองฉบับที่ต้องเดินตามรอยกติกาหลักที่บังคับใช้แล้วนั้น พบว่า เบื้องต้นกฎหมายลูกสองฉบับนี้ใช้เวลาราว 4-6 เดือน กว่าจะเสร็จสิ้นในทุกขั้นตอน          

แน่นอนว่าขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”จะเลี้ยงกระแสรอเวลาไปพลางๆเพื่อรอกฎหมายลูกสองฉบับนี้เสร็จสิ้นกระบวนความ  เพราะหากเร่งเครื่องการเมืองไล่บี้”ลุงตู่”ในยามนี้  แม้กติกาหลักจะแก้ไขแล้วแต่กติการองที่ใช้ประกอบการเลือกตั้งงวดหน้ายังไม่ดำเนินการ หากเครื่องร้อนและน็อคก่อนเวลา ต้องกลับไปใช้กติการองฉบับเดิมไปก่อน ซึ่งคงไม่มีใครต้องการเพราะจะยุ่งยิ่งกว่ายุ่ง….

แปลว่าขั้วตรงข้าม”ลุงตู่” จะงัดกลยุทธ์ขี่ม้าเลียบค่ายหาจังหวะป่วนเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลเกมในย่านเกียกกาย   เพราะหากสภาล่มบ่อยๆมิใช่ภาพที่ดีนัก

แม้องค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาลร่วมรับผิดชอบ แต่โดยนัยที่รู้กันอยู่ว่าส.ส.รัฐบาลต้องเป็นตัวยืนเพื่อมิให้เหตุสภาล่มเกิดขึ้น แม้ฝ่ายค้านจะตีรวนแค่ไหนก็ตาม แต่หากลองไปไล่เรียงดีๆบางครั้งส.ส.รัฐบาลบางคนที่โดดร่ม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาล่ม  และตรงนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ 3ป. สั่งไปยังส.ส.พลังประชารัฐและขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่าให้เกิดเหตุสภาล่มบ่อยๆไม่อย่างนั้นสัญญาณยุบสภามาไวกว่าที่คาด


จังหวะการเมืองปีหน้านั้น หากไล่ดีๆจะพบว่า ห้วงปีหน้านั้นชัดเจนแล้วว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายทั่วไปในไตรมาสแรก-อภิปรายไม่ไว้วางใจครม.ชุดนี้ในช่วงกลางปี-อภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณประจำปีที่ตอนนี้ส่อแววขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเพราะ”ลุงตู่”ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะบ่อยครั้ง (ล่าสุดเมื่อวันที่24พ.ย. พลเอกประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ครั้งที่ 2/2564          


ได้มีมติให้ขยายกรอบอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐบาลต้องชดเชยตามตามมาตรา 28 ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จาก 30% เพิ่มเป็น 35% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นระยะเวลา 1 ปี

รวมทั้งยังเห็นชอบขอสนับสนุนเงินจากงบกลางเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เนื่องจากในปีงบประมาณ 2565 มีการตั้งงบชดเชยคืนมาตรา 28 เพียง 7.6 หมื่นล้านบาท ทำให้มีวงเงินไม่เพียงพอดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเพิ่มเป็น 35% ตุนเพิ่มอีก 1.5 แสนล้านบาท รองรับจ่ายเงินประกันข้าวให้ชาวนา พร้อมบี้สำนักงบตั้งชดเชยเพิ่มเป็น 4%)

ตรงนี้ก็เป็นแผลที่ขั้วตรงข้ามหาเหตุทิ้งหมัดตรงใส่ปลายคาง”ลุงตู่”ว่าไร้น้ำยาบริหารบ้านเมือง

และยังจะลุ้นผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกช็อตว่า “ลุงตู่ดำรงตำแหน่งสร.1ครบวาระแปดปีในช่วงเดือนส.ค.ปีหน้าหรือไม่

ไทม์ไลน์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่จะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในช่วงปลายปีซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ

แน่นอนว่าความต้องการของ”ลุงตู่”นั้นต้องลากเรือเหล็กไปให้ถึงวันนั้นก่อน จากนั้นค่อยมาเคาะแผนชีวิตในช่วงหน้าว่าจะเดินหมากเยี่ยงใด  

แม้จะต้องเหนื่อยกับจังหวะการเมืองที่ขั้วตรงข้ามและอาจมีแนวร่วมจากคนบนเรือเหล็กบางคน-บางพรรคผสมโรงในเวลาอันใกล้ที่จะขย่มเครดิตลุงตู่ไปเรื่อยๆก็ตาม

เพราะคำว่า“ก็สุดแล้วแต่”จากปาก”ลุงตู่”นั้น แปลว่าหากใครบางคนบนเรือเหล็กไปร่วมสังฆกรรมนอกรอบกับขั้วตรงข้ามนั้น(อย่าลืมว่า”ลุงตู่” ย้ำแล้วว่ายังอยู่กับพปชร.นัยว่าสยบข่าวลือแยกขั้วตั้งพรรคใหม่)

การปิดเกมเร็วเพื่อดัดหลังกบฏจะมาไวกว่าที่คาด

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สุเทพ” บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494272

25 พ.ย. 2564 |21:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สุเทพ” มีคดีความติดตัวจนตายถึงบั้นปลายชีวิต เหตุเพราะชะตากรรมตกดวงขัดแย้งเป็นศัตรู ถึงฐานดวงทรัพย์มั่งมีมั่นคง แต่ดวงชะตาการเมืองถึงทางตัน ลุ้นโชคช่วยบุญนำปี65 ลาภลอยได้รับตำแหน่ง สวนทางกับดวงชะตา “เอนก” เจอมรสุมชีวิตปีหน้า

ซินแสเข่ง อาจารย์ ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เจาะลึกวิกฤติ ส่งท้ายบั้นปลายชีวิต อาจดวงดี เพรามีดาวเกตุเสริมดวงได้รับตำแหน่งถึงแม้นการเมือง แม้นจะเป็นจุดทางตันของชีวิต แต่ได้ดาวเสริมดวง สุเทพ เทือกสุบรรณ วัย 72 -73 ปี ผู้กอตั้งพรรครวมพลังประชาชนชาติไทย หรือ รปช. 

เปิดทางรับตำแหน่งในบั้นปลาย หากไม่มีคดีความมาเป็นอุปสรรค เพราะดวงชะตาเหมือนมีทางสองแพร่ง หากดีก็ดีสุดๆ แต่ถ้าเลวก็เลวสุดๆได้เหมือนกัน

เพราะดวงชะตาต้องมีคดีความติดตัวจนสุดท้ายแห่งชีวิต อีกทั้งต้องไม่เบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะความเจ้าทุกข์ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองได้รับความเดือดร้อน

อีกทั้งได้กำลังเสริมที่ดี นั่งเป็นหัวหน้าพรรค ปชร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ วัย 68 /69 ปี เกิดวันพุธที่ 20 มกราคม 2497 คาบลูกปีเก่า ปี 96 มะเส็ง ธาตุน้ำ เสริมดวงชะตา คุณสุเทพฯ บุญนำหนุนให้ได้นั่งเป็นหัวหน้าพรรค รปช. 

แต่ปี 2565 เส้นทางชีวิตอาจไม่ราบรื่น เพราะมรสุมจะเกิดเหตุดาวเสาร์โคจรเข้ากุมดวงชะตาตกดวงศัตรู จากบุคคลที่ไม่หวังดี อิจฉาริษยา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

ถูกเอาเรื่องไปนินทาว่าร้ายพูดให้เสียหาย ยุแหย่ให้เกิดความแตกอยก ให้ร้ายป้ายสี ไม่หวังดี ต้องฟังหูไว้หูอย่าเชื่อคนง่าย อย่าตัดสินใจพบาด เพราะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและล่มสลายได้

ซินแสเข่ง สรุปถึงเส้นทางการเมือง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หากไม่เครียดจนเกินไป และพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาคดีความ เพราะการทำตนเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ทะเยอทะยานไม่นิ่งอยู่กับที่ รักใครรักจริงให้ความซื่อสัตย์และจริงใจ
ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

แต่ในดวงชะตารับรู้ และชอบที่จะช่วยเหลือคนอื่น จนเรื่องถึงตัว และทำคุณคนไม่ขึ้นเพราะเหมือนเป็นกรรมเก่า อาจต้องปล่อยวางบ้าง และบั้นปลายชีวิตจะมีความสุข

ซินแสเข่ง เตือนลางร้ายรัฐบาล เร่งพิธีบวงสรวง เทวรูปพระคลังฯ หน้าก.คลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494259

25 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ซินแสเข่ง เตือนลางร้ายรัฐบาล เร่งพิธีบวงสรวง เทวรูปพระคลังฯ หน้าก.คลัง

ซินแสเข่ง เตือนเร่งพิธีบวงสรวงขอขมา เทวรูปพระคลังจำลอง องค์ประดิษฐาน หน้าก.คลัง เหตุสีแดงคล้ายเลือดไหลอาบตั้งแต่พระเศียรถึงองค์เทวรูปพระคลังในพระคลังมหาสมบัติ ถึงแม้นพิสูจน์ว่าเป็นสนิมเหล็ก แต่ต้องเหตุเตือนภัยลางร้ายรัฐบาล-ประเทศชาติ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติอาเพศถึงหน้ากระทรวงการคลัง

เมื่อองค์จำลองเทวรูปพระคลังในมหาสมบัติ เกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 เจ้าหน้าที่ได้พบองค์จำลองฯ มีสีแดงคล้ายเลือดไหลอาบตั้งแต่พระเศียรถึงองค์

เนื่องจากเหตุหลอดไฟเหนือเศียรเป็นสนิม สร้างความตื่นตระหนกหวาดผวาแก่ข้าราชการที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ้งเป็นเสมือนลางร้ายเทวดาบอกเหตุอาเพศเตือนภัยให้ระวัง ภัยพิบัติต่อบ้านเมือง ตกเหตุกุลียุค 

เป็นเสมือนเทพเทวดาให้มาเตือนภัย ถึงกระทรวงการคลัง หากคนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ หรือคิดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในทางหลักของโหราศาสตร์บ่งบอกเหมือนกับเป็นลางบอกเหตุ 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันลอยกระทง วันแห่งดาวมฤตยู จุดเริ่มต้นวันแห่งมรณะ ความหายนะ และเกิดเหตุสุริยุปราคา ลางร้ายเตือนภัยตลอดมา

ซินแสเข่ง กล่าวอีกว่า ถึงเหตุอัปมงคลต่อเทวรูปเทวดาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ของข้าราชการในกระทรวงในครั้งนี้ หากจะแก้ไขเช็คทำความสะอาดก็สามารถทำได้

 ซินแสเข่ง แนะนำ อีกว่า สิ่งที่จะต้องทำก็ควรที่จะต้องทำพิธีบวงสรวงขอขมา ตามประเพณี เพราะเทวรูปดังกล่าวเป็นเสมือนตัวแทนองค์เทวดาทรงเครื่องกษัตริยาธิราช และประดิษฐานบนวิมาน ที่สักการะบูชา

หากมีสิ่งใดที่ทำให้มัวหมองไม่เป็นมงคลจะทำให้เกิดเหตุถึง สถานที่ ดวงเมือง และประเทศชาติ

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในบ้านเมือง ปี 2563-2564 มีแต่เหตุอัปมงคลมาโดยตลอด การทำพิธีตอกมุด คณะราษฏร การกระทำที่ลบหลู่ต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และการเดินทางของดวงดาวมฤตยูที่เป็นการบอกถึงเหตุภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

“จนมาถึงเดือนใกล้สุดท้ายของปีเก่า แต่กลับมีเหตุเตือนภัยวันลอยกระทง วันมรณะ วันอุบาทว์ และเหตุสนิมที่คล้ายเลือดไหลอาบองค์เทวรูปเป็นเหตุอัปมงคล ที่จะต้องเร่งแก้ไข และระวังภัยที่จะเกิดขึ้นรุนแรง”ซินแสเข่ง กล่าวในที่สุด

3 ธ.ค.เที่ยวแรก “รถไฟลาว” เจอโควิดยังปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494251

25 พ.ย. 2564 |19:00 น.

3 ธ.ค.เที่ยวแรก "รถไฟลาว" เจอโควิดยังปิดประเทศ

นับถอยหลังรถไฟหัวกระสุนเที่ยวแรก “รถไฟลาว” 3 ธ.ค.64 บริการคนในประเทศวันละ 4 เที่ยว คนต่างชาติต้องรอสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ลาวจึงเปิดประเทศ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

นับถอยหลังปล่อยขบวนแรก “รถไฟลาว” วันที่ 3 ธ.ค.2564 นับเป็นห้วงเวลาที่ชาวลาวรอคอยมานานแสนนาน กว่าจะได้เส้นทางรถไฟสายแห่งความหวังของประชากร 7 ล้านคน

โครงการ “รถไฟลาว” โดยการสนับสนุนของรัฐบาลจีน จะเป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจลาวกระตุ้นการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวเติบโต

ระยะแรก “รถไฟลาว” เปิดบริการเฉพาะคนในประเทศ เนื่องจากสถานการณ์โควิดระบาด ลาวไม่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟลาว-จีน มาถึงปัจจุบันนั้น กล่าวได้ว่าสำเร็จ 100% ภายหลังใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง วันที่ 2 ธ.ค.2558 และจะมีพิธีเปิดใช้เส้นทางรถไฟอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 ธ.ค.2564

เส้นทางรถไฟลาว-จีน เฉพาะภายในประเทศลาว ตั้งแต่นครหลวงเวียงจันทน์ ถึงบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา มีระยะทาง 420 ก.ม. หากนับรวมระยะทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประมาณ 1,022 กิโลเมตร

ภาพข่าว “รถไฟลาว” แพร่ในสื่อโซเชียลไทยอึกทึกครึกโครม บ้างจัดโปรแกรมทัวร์ บ้างก็แจ้งราคาค่าโดยสาร ซึ่งในความเป็นจริง ทางกระทรวงคมนาคม สปป.ลาว และบริษัทรถไฟลาว-จีน ยังไม่มีการกำหนดอัตราค่าโดยสารแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม “รถไฟลาว” ชื่อขบวนล้านช้าง ก็พร้อมจะเปิดบริการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศ วันละ 4 เที่ยว(ไปกลับ) เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.2564

‘เที่ยวปฐมฤกษ์’

วันที่ 16 ต.ค.2564 มีพิธีส่งมอบ “รถไฟลาว” ขบวนแรกชื่อล้านช้าง โดยการเข้าร่วมของท่านเวียงสะหวัด สีพันดอน รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ,ท่านเจียงจ่ายตง เอกอัครราชทูตจีน ประจำลาว และท่านเซี่ยว เซี่ยนเหวิน ผู้อำนวยการใหญ่บริษัททางรถไฟลาว-จีน

รถไฟหัวกระสุน EMU (Electric Multiple Units) ผลิตร่วมกันโดยบริษัท หุ้นส่วนรถไฟ ซื่อฝ่ายซิงเต่า จำกัด และบริษัทรถไฟต้าเลี่ยน จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทขึ้นกับบริษัทรถไฟแห่งชาติจีน

สำหรับรถไฟ EMU ขบวนล้านช้าง ถูกออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็ว 160 ก.ม.ต่อชั่วโมง ซึ่งทั้งขบวนมี 9 ตู้ แยกเป็นตู้ที่นั่ง ประเภทที่ 1 จำนวน 56 ที่นั่ง ประเภทที่ 2 รวม 662 ที่นั่งคนพิการ 2 ที่นั่ง รวมทั้งหมดบรรจุผู้โดยสารได้ 720 คน

วันที่ 13 พ.ย.2564 ท่านสอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแผนการและการลงทุน เป็นประธานประชุมคณะทำงานพิธีเปิดโครงการรถไฟลาว-จีน โดยสรุปพิธีเปิดใช้โครงการรถไฟลาว-จีน คือ 3 ธ.ค.2564 เลื่อนจากเดิมที่กำหนดให้ตรงกับวันชาติ 2 ธ.ค.นี้

รถไฟหัวกระสุน ขบวนล้านช้าง พร้อมแล้ว รถไฟหัวกระสุน ขบวนล้านช้าง พร้อมแล้ว

เบื้องต้นบริษัทรถไฟลาว-จีน จะให้รถขบวนสินค้า วิ่งวันละ 2 เที่ยว พร้อมเปิดบริการรถขบวนโดยสารสายด่วน ระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์-บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ไป-กลับ วันละ 4 เที่ยว

“รถไฟลาว” ขบวนล้านช้าง ยังไม่วิ่งข้ามแดนเข้าไปในจีน เพราะสถานการณ์โควิด จีนยังไม่เปิดรับคนต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยว

‘ไม่เปิดประเทศ’

ช่วงต้นเดือน พ.ย.2564 บริษัทรถไฟลาว-จีน ได้นำ “รถไฟลาว” ขบวนล้านช้าง ทดลองวิ่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงสถานีบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ประมาณ 17 ครั้ง

พนักงานต้อนรับบนรถไฟลาว ขบวนล้านช้าง พนักงานต้อนรับบนรถไฟลาว ขบวนล้านช้าง

บนเส้นทางรถไฟลาว-จีน ประกอบด้วย 32 สถานี ในระยะแรกจะเปิดใช้บริการ 11 สถานีคือ สถานีบ่อเต็น, สถานีนาเตย ,สถานีนาหม้อ, สถานีเมืองไซ, สถานีเมืองงา, สถานีหลวงพระบาง, สถานีกาสี, สถานีวังเวียง, สถานีโพนโฮง, สถานีนครหลวงเวียงจันทน์ และสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ (เชื่อมต่อชายแดนลาว-ไทย)

ยกตัวอย่างการเดินทางโดยรถไฟลาว ขบวนล้านช้าง จากนครหลวงฯ ถึงสถานีวังเวียง 1 ชั่วโมง ,จากนครหลวงฯ ถึงสถานีหลวงพระบาง 1.30 ชั่วโมง และจากนครหลวงฯ ถึงสถานีบ่อเต็น ประมาณ 4 ชั่วโมง

เนื่องจาก สปป.ลาว ยังพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ เฉลี่ยวันละพันคน ยอดติดเชื้อสะสมมากกว่า 6 หมื่นคน (ตัวเลขวันที่ 25 พ.ย.64) ฉะนั้น สปป.ลาว ยังไม่เปิดประเทศ ต้อนรับคนต่างชาติ

ดังนั้น การบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งรัฐบาลลาว ก็มีแผนเปิดประเทศ แต่ต้องรอประเมินสถานการณ์โควิดภายในประเทศเสียก่อน

สำหรับอัตราค่าโดยสาร “รถไฟลาว” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์นั้น เป็นเรื่องของแอดมินเพจของแต่ละสำนักข่าวในลาวคำนวณกันเอง ไม่ใช่อัตราค่าโดยสารที่ทางการลาวกำหนดอย่างเป็นทางการ

นับถอยหลัง 3 ธันวา..“รถไฟลาว” ขบวนล้านช้าง ได้ฤกษ์วิ่งสู่อนาคตอันสดใสของประชากรลาว 7 ล้านคน และร่วมเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงของ สปป.ลาว ครบรอบ 46 ปี

เฉลย “กำนันป้อ วีรศักดิ์” โยงพรรคใหม่ แท้จริงคนใกล้ตัวทำเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494218

25 พ.ย. 2564 |16:00 น.

เฉลย "กำนันป้อ วีรศักดิ์" โยงพรรคใหม่ แท้จริงคนใกล้ตัวทำเอง

การเมืองโคราชร้อนแรง “กำนันป้อ วีรศักดิ์” แม่ทัพภูมิใจไทย ถูกโยงพรรคเพื่อไทรวมพลัง เพราะคนเบื้องหลังพรรคใหม่มีนามสกุลเดียวกัน แต่ก็มีเรื่องแปลกๆ ชวนให้ติดตามการขยับตัวของค่ายแป้งมันพันล้าน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ค่ายสีน้ำเงินเตรียมลุยเลือกตั้ง “กำนันป้อ วีรศักดิ์” รัฐมนตรีช่วยคมนาคม รับเป็นแม่งานจัดประชุมใหญ่พรรคภูมิใจไทยที่ จ.นครราชสีมา กลางเดือน ธ.ค.2564

ก่อนหน้านี้ มีข่าว “กำนันป้อ วีรศักดิ์” โยงไปถึงพรรคใหม่ป้ายแดง ซึ่งเป็นเรื่องของคนนามสกุลเดียวกัน ไม่เกี่ยวกับเสี่ยแป้งมันพันล้าน เพราะวันนี้เขายังเป็นแม่ทัพโคราช ค่ายภูมิใจไทย

เจาะลึกตัวละครพรรคใหม่ ก็มีเรื่องแปลกๆที่ “กำนันป้อ วีรศักดิ์” ยังไม่เฉลย คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของคณะก่อการพรรคเพื่อไทรวมพลังต่อไป

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2564 วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมใหญ่พรรคที่ จ.นครราชสีมา ในวันดังกล่าวจะมีการประกาศนโยบายพรรคด้วย

ตามกติกาเก่าสนามเลือกตั้งนครราชสีมา มี ส.ส.14 คน แต่กติกาบัตร 2 ใบ ส.ส.จะเพิ่มเป็น 16 คน ฉะนั้น พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา ก็เตรียมตัวแย่งชิงเก้าอี้ ส.ส.ในสนามนี้

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.เขต 3 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งเป็นรองจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย

ปลายปีที่แล้ว ยลดา หวังศุภกิจโกศล คู่ชีวิต “กำนันป้อ วีรศักดิ์” ลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ปรากฏว่า ยลดานำโด่งม้วนเดียวจบ เพราะเปิดดีลกับทุกก๊กการเมืองในโคราช จึงเอาชนะคู่แข่งจากคณะก้าวหน้าไปขาดลอย

‘แป้งมันสองสาย’

อาณาจักรแป้งมันของ “กำนันป้อ วีรศักดิ์” ประกอบด้วย บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด

ขณะที่บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด, โรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว,โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ฯลฯ อยู่ในการดูแลของ สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล

สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ว.นครราชสีมา และจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมา ได้ขยายฐานการผลิตโรงงานแป้งมันไปทางอีสานใต้ มีฐานใหญ่อยู่ที่โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมทั้งเอี่ยมอำนาจเจริญ และเอี่ยมกันทรลักษณ์

สำหรับ กบ-จิตรวรรณ ลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมาครั้งแรกในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน ปี 2550 และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่สอบตกในปี 2554

เลือกตั้ง 2562 กบ-จิตรวรรณ เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามอุบลราชธานี ตอนเหนือ 4 เขตเลือกตั้ง แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็เก็บเกี่ยวคะแนนมาให้พรรคได้ไม่น้อยเลย

‘พรรคแป้งมัน’

การปรากฏตัวของพรรคเพื่อไทรวมพลัง ทำให้ “กำนันป้อ วีรศักดิ์” ถูกแวดวงการเมืองตั้งคำถามมากมาย เนื่องจากตัวละครหลักของพรรคใหม่นี้ เป็นคนในอาณาจักรแป้งตระกูลเอี่ยม

จากข้อมูล กกต.ระบุว่า พรรคการเมืองใหม่ที่ถูกจัดตั้งขึ้นหลังวันที่ 1 ต.ค. 2564 มี 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทรวมพลัง และพรรคไทยสร้างสรรค์

ด้านพรรคเพื่อไทรวมพลัง มีวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นหัวหน้าพรรค และว่าที่ ร.ต.วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ เป็นเลขาธิการพรรค โดยที่ตั้งพรรคอยู่ที่ 122/91 ม.6 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

วสวรรธน์ พวงพรศรี เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด ของสมศักดิ์-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล

จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมาจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมา

ว่าที่ ร.ต.วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ เป็นอดีต ส.ส.นครราชสีมา ปี 2529 เป็นพี่ชายของยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา และจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมาทั้งหน่อย-ยลดา และกบ-จิตรวรรณ เป็นพี่น้องกัน และต่างก็เป็นสะใภ้ตระกูลหวังศุภกิจโกศล

ทุกวันนี้ กบ-จิตรวรรณ ยังเดินงานการเมืองในพื้น อ.น้ำยืน อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ,อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

ว่ากันว่า “กำนันป้อ วีรศักดิ์” อาจไม่รู้เรื่องพรรคเพื่อไทรวมพลัง แต่สมศักดิ์-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล รู้ลึกรู้จริง ไม่งั้นคงไม่มีชื่อคนใกล้ชิดคุณนายกบเป็นหัวหน้าพรรคใหม่นี้แน่นอน

“ปณิธาน” เคลียร์ชัด เหตุใด สหรัฐฯไม่เชิญไทย เข้าร่วมเวทีประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494186

อสนีบาต

25 พ.ย. 2564 |14:00 น.

"ปณิธาน" เคลียร์ชัด เหตุใด สหรัฐฯไม่เชิญไทย เข้าร่วมเวทีประชาธิปไตย

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการสายความมั่นคง เคลียร์ชัด ปม โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่เชิญ ไทย เข้าร่วมเวทีประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย ชี้สหรัฐหวังพลิกฟื้นประชาธิปไตยไตล์อเมริกาคืนมา

กลายเป็นประเด็นข้อสงสัยขึ้นมาทันที กรณีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐประกาศรายชื่อ 110 ประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ทางออนไลน์ที่สหรัฐฯจัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค.  เพื่อช่วยหยุดยั้งการเสื่อมถอยทางประชาธิปไตยและการพังทลายของสิทธิและเสรีภาพทั่วโลกแต่ทว่าไม่ปรากฎรายชื่อ ประเทศไทย จีน รัสเซีย เข้าร่วม ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะตอบสื่อมวลชน 

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง   เปิดเผย”คมชัดลึกออนไลน์” ว่า  เวทีการประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสหรัฐในการกอบกู้ความเชื่อมั่นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ซึ่งสหรัฐเป็นผู้ผลักดันมาหลายสิบปี แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการทูตในหลายประเทศที่ตกต่ำลง 

“มีพัฒนาการในเชิงลบว่าประชาธิปไตยกำลังจะตาย มีหนังสือสำคัญออกมา เช่น ที่อังกฤษของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ว่าประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังจะตาย  รวมถึงสหรัฐที่มีการบุกไปรัฐสภา  ในสหรัฐมีการเสียชีวิตของผู้ประท้วง มีการละเมิดคนผิวสี  มีข้อสังเกตตรงนี้ ทำให้สหรัฐ มีความวิตกกังวลมากว่าประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตกที่สหรัฐ และอังกฤษผลักดันมาหลายสิบปีเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทางการทูตเพื่อกดดันเพื่อให้มีพันธมิตรมากขึ้น” รศ.ดร.ปณิธาน ปูพื้นถึงความพยายามของสหรัฐในการจัดประชุมครั้งนี้ 

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อไปว่า  อีกด้านหนึ่ง จีนถูกมองว่าเป็นประเทศที่เจริญเติบโตก้าวหน้าที่สุดและไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เห็นหลายประเทศชื่นชมจีนและมีแนวโน้มปรับระบบการเมืองการปกครอง ให้มีลักษณะการควบคุมเสถียรภาพมากขึ้นและดูด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

รศ.ดร.ปณิธาน  เปิดเผยถึงความพยายามสหรัฐ เริ่มต้นตั้งแต่ ประธานาธิบดี โจไบเดน ประกาศหาเสียงได้รับเลือกตั้งจะทำ 2-3 อย่าง  1.เปิดเจรจารอบใหม่กลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ อย่างเกาหลีเหนือ อิหร่าน  2. รณรงค์สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงซึ่งได้ดำเนินการแล้ว   และ 3. การฟื้นฟูประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่กำลังทำอย่างที่เห็นอยู่ 

“ไบเดน ได้เคยประกาศนโยบายหาเสียงที่มหาวิทยาลัย Newyork University  ว่าจะทำเรื่องพวกนี้ เริ่มดำเนินการเชิญประเทศพันธมิตรใกล้ชิดของเขา และที่คิดว่าผลักดันได้ให้ยอมรับ ระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่ไทย เพราะไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างจากของเขา” นักวิชาการสาขาความมั่นคงระหว่างประเทศ กล่าว 

ร.ศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ต่อไปว่าว่า  “ประเด็นที่สองระบบประชาธิปไตยที่สหรัฐผลักดันเป็นระบบประชาธิปไตยแบบที่สหรัฐคุ้นเคย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ ไม่ได้คุ้ยเคยพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  เป็นระบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีมลรัฐต่างๆที่แยกการปกครองออกมาเป็นอิสระ มีกฎหมายของตัวเอง  มีศาลสูงสุดของตัวเอง ไม่ใช่ระบบของไทยที่เป็นรัฐเดี่ยว เขานิยมชมชอบเป็นรัฐอิสระหรือต้องการให้ปัตตานีมีอิสระขึ้น พวกนี้เป็นความคิดของสหรัฐ  มีประธานาธิบดีเป็นประมุข  มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลเข้มข้น ทุกสภาเลือกตั้งหมด หรือแม้แต่ฝ่ายผู้พิพากษาก็เลือกตั้งซะเยอะ แม้แต่ข้อเสนอของคนรุ่นใหม่ที่เข้าชื่อแสนคน แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เอาระบบแบบสหรัฐในการถ่วงดุล คือไม่ให้มีสภาสูงเลย” 

 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร. ปณิธาน  กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้สหรัฐรู้ดีว่า เจ็ดปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้  มีแนวทางประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง เปิดให้มีการพูดคุยเรื่องปฏิรูป มีสถาบันต่างๆในรูปแบบตนเองไม่ขัดกฎหมาย เปิดให้มีการชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี สหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย การไม่เชิญไม่ได้หมายความว่ามีความสัมพันธ์ไม่ดี  สหรัฐยังส่งรองผอ.ซีไอเอมาพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ในเชิงลึกล่วงหน้าหลายเรื่องแสดงให้เห็นว่าเป็นนโยบายซับซ้อนแยกแยะความเหมาะสมต่างๆ อย่างเช่น ไม่เชิญ จีน รัฐเซีย สิงคโปร์ เพราะแนวทางประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง  และไม่ทำแบบที่สหรัฐทำ

“การเชิญไปหลายร้อยประเทศ รวมถึงประเทศเล็กประเทศน้อย ส่วนใหญ่เป็นระบบการเมืองการปกครอง อย่างน้อยรับแนวทางสหรัฐได้ แต่ในขณะที่หลายประเทศก็ไม่เอา และสหรัฐไม่ค่อยรับฟังระบอบอื่นเป็นอย่างไร 

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้รับเชิญเข้าร่วม ไม่ใช่เป็นการส่งสัญญาณเชิงลบ แต่มีนัยยะทางการเมืองให้เห็นว่า  เราเป็นอิสระจากสหรัฐพอสมควร จะเหมารวมไม่ได้เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ต้องดูข้อปฏิบัติจริงๆว่าประชาชนของเรามีสิทธิในการพูด การคิด การเขียนขนาดไหน ปฏิรูปไม่ใช่ปฏวัติอย่างไร ถ้าพูดปฏิรูปในเชิงสันติได้หรือไม่  ซึ่งสหรัฐไม่ได้นำมุมมองส่วนนี้ไปคิดด้วย ว่าสอดคล้องนโยบายกับเขาหรือไม่  จะนำไปเป็นประโยชน์เพื่อปิดล้อมจีนได้ไหม นี่จึงเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศซะเยอะ 

ความสำคัญของเวทีนี้  รศ.ดร. ปณิธาน  วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า การประชุมครั้งนี้  สหรัฐจะกู้วิกฤติประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตกได้หรือไม่  เพราะที่ผ่านมาเมื่อนำรูปแบบที่สหรัฐไปใช้ในหลายประเทศเกิดอาการมือใครยาวสาวได้สาวเอา คนเล็กคนน้อยตกขอบกันหมด  แล้วก็แก้ไขปัญหาจัดการอะไรไม่ได้ เกิดความแปรปรวนเยอะ เขาเอาระบบนี้ไปใช้กับละตินอเมริกา ก็เริ่มคิดหนักจะใช้ระบอบนี้ไหม  แต่ถ้ากอบกู้มาได้ก็จะผงาดเป็นผู้นำโลกเสรีได้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ตกต่ำมาก แม้แต่ประเทศตัวเองก็ยังแก้ไม่ได้

อีกประเด็นเป็นความพยายามของสหรัฐในการเบี่ยงเบนในประเทศ เนื่องจากเข้าสู่การเลือกตั้งกลางสมัย เพราะฉะนั้นการยกระดับตัวเองให้เห็น เป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้นั่นก็คือ ทรัมป์และพันธมิตร ที่กำลังตีตื้นขึ้นมาแล้ว

อีกอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น รีพับลีกันเริ่มได้คะแนนนิยมกลับมา คะแนนไบเดน ตกต่ำมาก เขาจะกู้วิกฤติศรัทธาประชาชนได้ไหม ทำให้เขาต้องเชิญประเทศให้เยอะ และสองไม่เชิญประเทศที่เห็นต่างกับเขา อย่างเช่นสิงคโปร์มีะบบบที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ไทย ที่รัฐบาลบริหารมา7 ปี เกิดเสถียรภาพสมดุลใหม่ จีน ประสบความสำเร็จมาก จึงไม่เชิญมาร่วม  การนำหลายร้อยประเทศชี้นำได้ก็จะทำให้มีบทบาทในการเลือกตั้งของเขาด้วย 

อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐดำเนินการรูปแบบนี้ ทำให้เห็นว่าเขายังมีพันธมิตรเป็นร้อยประเทศพยายามโดดเดี่ยว จีน รัสเซีย ทำให้จีนรู้ทันจึงออกมาแถลงโต้ในช่วงวันแรก

“เราเหมือนอยู่ในหมู่บ้านเคยสงบสุข แต่มีนักเลงประจำซอย สองคนตีกัน ทำให้พวกเราในหมู่บ้านอกสั่นขวัญแขวนไปทั่ว ในยามที่เราเดินผ่านก่อนนั้นทักทายกันดี แต่ตอนนี้มาข่มขวัญจะอยู่พวกไหน ทำให้จิตใจเราก็ตุ้มๆต่อมๆไปด้วย”  รศ.ดร.ปณิธาน  เปรียบเปรยให้เห็นถึงสถานการณ์ของสองชาติมหาอำนาจที่กำลังกำหนดนโยบายกับชาติพันธมิตรอยู่ในขณะนี้   

รศ.ดร. ปณิธาน กล่าวว่า  ในส่วนของไทยเร่งทำความเข้าใจและให้รู้ว่ามีจุดยืนของตัวเอง

“ประชาธิปไตยไม่ใช่สาธารณรัฐ ไม่ใช่ประธานาธิบดีเป็นประมุข หรือเลือกตั้งทุกอย่างเกิดปัญหาเหยียดสีผิวแก้ไม่ได้ เราไม่นิยมแบบนั้น   ถ้ายืนได้ตัวเอง เข้มแข็งขึ้น ไม่ยอมสหรัฐมากขึ้น ทั้งนี้ ต้องระวังไม่กระทบสัมพันธ์โดยรวมซึ่งยังดีอยู่ แต่กรณีนี้ถือเป็นเรื่องการเมือง” 

คริสตี เคนีย์  อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐคริสตี เคนีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ

อีกประเด็นที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นเบื้องหลังการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐปัจจุบัน  เนื่องจาก  คนควบคุมกระทรวงการต่างประเทศขณะนี้เป็นพรรคเดโมแครต ซึ่งเดิมมีทัศนคติเป็นลบกับไทยว่าไทยเข้าข้างจีน เป็นลูกน้องจีน พยายามกดดันตลอด นับตั้งแต่สมัย คริสตี้ เคนนี่ย์  อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทย  และ กลิน เดวีส์ (Glyn Davies )  อดีตทูตสหรัฐฯ ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการควบคุมนโยบายที่ทำเป็นแบบไม่เข้าใจ ไม่เหมือนสมัย โดนัลดิ์ ทรัมป์ 

กลิน เดวีส์ (Glyn Davies )  อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกลิน เดวีส์ (Glyn Davies )  อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ

ทำให้กระทรวงการต่างประเทศตอนนี้เป็นการชี้นำไบเดน มากกว่า สมัยทรัมป์ที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับบทบาทมาก  ครั้งนั้นมีการตั้งทูตพิเศษมาคุยกับไทยทางการค้า  แต่พอมาเป็นยุคไบเดน ต้องลาออกไปและไม่ได้ตั้งใครเลย 

นี่จึงเป็นอีกประเด็นที่กำลังสะท้อนออกไปเห็นการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจากการกลับมาของเดโมแครตตอนนี้