เปิดประวัติ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” ก่อนลือสะพัดปลดจาก “เลขาสมเด็จสังฆราช”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494157

25 พ.ย. 2564 |10:00 น.

เปิดประวัติ "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" ก่อนลือสะพัดปลดจาก "เลขาสมเด็จสังฆราช"

เปิดประวัติ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” ปมร้อมในวงการสงฆ์จากการแต่งตั้ง “พระเล็ก” จนเป็นที่มากระแสข่าวลือสะพัด ปลดออกจากตำแหน่ง “เลขาสมเด็จสังฆราช”

จากข่าวลือสะพัด ที่ทำให้วงการสงฆ์ทวีความร้อนแรงมากขึ้น กับข่าวการปลด “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” หรือ “สังฆราชน้อย” ออกจากตำแหน่ง “เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” รวมทั้งรายชื่อ “กรรมการมหาเถรสมาคม” ชุดใหม่ ก็ไม่ปรากฏชื่อของ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” ซึ่งข่าวลือครั้งนี้ ก็เชื่อกันว่า มีความเกี่ยวข้องกับความวุ่นวาย การแต่งตั้ง “พระเล็ก” ที่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ฝ่ายธรรมยุตได้ “คมชัดลึกออนไลน์” ได้รวบรวมประวัติของ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” ที่มาที่ไป ก่อนทำให้เก้าอี้ “เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” ร้อนระอุ

“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” มีนามเดิมว่า สุชิน มงคลแถลง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2493 ณ ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรพชาเป็นสามเณร ตอนอายุ 11 ขวบ เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก พ.ศ.2510 สอบได้เปรียญธรรม 1-2 ประโยค และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสิริวัฒนเมธี (ทองคำ กมพุวณโณ) และพระราชภัทราจาร (เปล่ง กุวโม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิจิตรธรรมคุณ (เจียร เขมาจาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อคฺคชิโน” สังกัดธรรมยุติกนิกาย

ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ในขณะนั้น มอบหมายภารกิจสนองงานเจ้าอาวาส ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้กาลล่วงมา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน)  สิ้นพระชนม์ ยังคงได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ รูปต่อมา ที่ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ.2531-2551

ตราบจนกระทั่ง เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ทรงปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงได้รับมอบหมายงานสำคัญ ๆ

เปิดประวัติ "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" ก่อนลือสะพัดปลดจาก "เลขาสมเด็จสังฆราช"

สมณศักดิ์

  • พ.ศ. 2516  เป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสน์ วาสโน) ที่ พระครูเมธังกร
  • พ.ศ. 2518  เป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ที่ พระครูโฆษิตสุทธสร
  • พ.ศ. 2519  เป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ที่ พระครูวิจารณ์ภารกิจ
  • พ.ศ. 2523  เป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ที่ พระครูสุตตาภิรมย์
  • พ.ศ. 2528  เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระชินวงศเวที
  • พ.ศ. 2535  เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปฏิภาณโกศล วิมลกิจจาทร ธรรมิกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
  • พ.ศ. 2540  เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวรเมธี ศรีปฏิภาณโกศล สุวิมลคณาทรยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
  • พ.ศ. 2544  เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวรเมธี ศรีปริยัตินายก ดิลกศาสนกิจ วิจิตรธรรมคุณาภรณ์ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
  • พ.ศ. 2553  เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพรหมมุนี ศรีวาสนวรางกูร วิบูลสีลาจารโสภณ โกศลปริยัติวิธาน บริหารศาสนกิจ ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
  • พ.ศ. 2562  เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธานวิสุต ชินวรุตมธรรมวาทปวิธ วิจิตรวาสนวรางกูร วิบูลสีลาจารวัตรราชานุวัตวิธาน ปริยัตยาธิการบริหารศาสนกิจ ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี 

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

  • พ.ศ.2545 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
  • พ.ศ.2546 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธ) พ.ศ.2550 เป็นเจ้าคณะภาค 14-15 (ธ)
  • พ.ศ.2560 เป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
  • พ.ศ.2561 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธ) และเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 14-15 (ธ) งานฝ่ายการศึกษา
  • พ.ศ.2559 เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง ส่วนงานเผยแผ่
  • พ.ศ.2558 เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต 

ปัจจุบัน “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” หรือ สมเด็จสุชิน อายุ 71 ปี 51 พรรษา เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ดำรงตำแหน่ง

  • กรรมการมหาเถรสมาคม 
  • ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 4-5 (ธรรมยุต) และภาค 6-7 (ธรรมยุต) 
  • แม่กองธรรมสนามหลวง
  • ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
  • หัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ 7 
  • เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช สถาปนาเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน เงินตอบแทน 27,400 บาท

ที่ผ่านมา “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” หรือ สมเด็จสุชิน เป็นพระสงฆ์ที่ผลักดัน โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข มาอย่างต่อเนื่อง จากแนวคิดที่ว่า วิถีดั้งเดิมของคนไทยมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นเสาหลักในการพัฒนาคนในชุมชน ให้มีคุณภาพทั้งด้านสุขภาพกายสุขภาพใจ วัดจึงถือเป็นสถานที่สำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย เป็นศูนย์กลางของประชาชน เป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งสามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงกล่าวได้ว่า “สมเด็จสุชิน” นับเป็นพระเถระ มีภูมิรู้มีภูมิธรรม จึงเป็นที่เคารพนับถือของคณะสงฆ์ผู้ใต้ปกครอง และเป็นที่ไว้วางใจสำหรับ “สมเด็จพระสังฆราช”

ที่มา : วิกิพีเดีย

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494126

25 พ.ย. 2564 |02:00 น.

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ยากที่จะปฏิเสธได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2565 ปีเสือ.. ปีของเสือ.. ที่อาจจะดุดันและร้อนแรงมาก จนนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ขณะที่รัฐนาวาประยุทธ์จำต้องอับปางก่อนครบเทอม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านาทีนี้ใคร ๆ ..  ต่างตั้งหน้าตั้งตารอการเลือกตั้งครั้งหน้าและนับถอยหลังถึงการยุบสภาว่าจะมีขึ้นเมื่อใด ถ้ารัฐบาลยุบสภาเร็ว การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นเร็วตามไปด้วย แต่มักจะมีคำพูดของนักการเมือง คอการเมือง และนักวิชาการที่บอกเอาไว้เสมอว่ารัฐบาลจะยุบสภาต่อเมื่อห้วงนาทีนั้น รัฐบาลได้เปรียบ ถ้ายุบสภาแล้วเสียเปรียบ ไม่มีทางที่ฆ้องและระฆังการยุบสภาจะดังขึ้น!

วันนี้ “เจาะประเด็นร้อน” โดย อักษร 8 ทิศ จับสัญญาณการยุบสภาจากบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ที่บอกกับสื่อเอาไว้อย่างมีนัยสำคัญทีเดียวว่า..

“เคยคิดไทม์ไลน์ว่ากฎหมายลูกจะมีการประกาศใช้ช่วง ก.ค. 2565 เพราะคิดว่าเปิดสภาสมัยวิสามัญช่วง เม.ย.2565 จากนั้นก็ทูลเกล้าฯ ถวาย กรอบเวลา 90 วันจะอยู่ที่ประมาณ ก.ค. 2565 นี่คือการคิดเวลายาวที่สุดไว้ก่อน แต่ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน กรอบเวลาก็จะเร็วขึ้น เคยบอกในคณะรัฐมนตรีว่าถ้ากฎหมายลูกประกาศใช้ จะมีการกดดันให้ยุบสภา รัฐบาลก็ต้องเตรียมรับมือทางการเมืองเอง” 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

จับความและสุ้มเสียงของรองนายกฯ วิษณุแล้ว ยากมากที่รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการยุบสภาเพราะแรงกดดันให้ยุบสภาจะกระเพื่อมขึ้นทุกวัน เกินต้านทาน! หากกลางปีหน้าการแก้ไขร่างกฎหมายลูกเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองแล้วเสร็จ ดังนั้นท่าทีของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะก้าวเดินอย่างไร ในช่วงจังหวะที่ถูกตีกรอบด้วยเงื่อนเวลาและกฎหมายลูก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพล.อ.ประยุทธ์

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (24 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ บอกเสียงแข็งและประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยุบสภา แม้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนั้นจะประกาศใช้แล้ว ก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการยุบสภา ส่วนจะอยู่จนกว่าจะประชุม APEC แล้วเสร็จหรือไม่นั้น ก็สุดแล้วแต่สถานการณ์ 

“เรื่องการเมืองก็ว่ากันไป อยู่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะบ้านเมืองมีปัญหาเยอะแยะที่จะต้องแก้ไข ตอนนี้ประเทศก็เดินหน้าไปได้เยอะแล้วเช่นกัน ทั้งการหารายได้ใหม่เข้าประเทศ หากเอาปัญหามาตีทุกวันก็ไปไม่ได้ เพราะปัญหาก็คือปัญหา ซึ่งต้องดูว่าแต่ละปัญหานั้นทับซ้อนเพียงใด ก็แก้ไขมาโดยตลอดทุกเรื่อง” 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ฟังน้ำเสียงแล้ว..ท่าทางนายกรัฐมนตรีอยากจะอยู่ยาวจนครบเทอม และทำหน้าที่จัดประชุม APEC 2022 ในฐานะที่ไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีหน้าให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะประกาศยุบสภา ซึ่งจะครบเทอมในเดือนมีนาคม 2566

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ชัดเจนว่านายกฯ ไม่ยุบสภา แต่กับเงื่อนเวลาของกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่จะมีการพิจารณาในสภา ภายใต้กรอบเวลา 180 วันนั้น จะเป็นตัวบีบรัดและกดดันให้รัฐบาลต้องยุบสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแรงบีบคั้นนั้นมีมากพอจากทุกทาง ตามที่รองนายกฯ วิษณุ บอกเอาไว้กับคณะรัฐมนตรีว่า “ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน กรอบเวลาก็จะเร็วขึ้น เคยบอกในคณะรัฐมนตรีว่าถ้ากฎหมายลูกประกาศใช้ จะมีการกดดันให้ยุบสภา รัฐบาลก็ต้องเตรียมรับมือทางการเมืองเอง” 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ดังนั้น นับตั้งแต่เดือนเมษายน การพิจารณากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับจะแล้วเสร็จและนำขึ้นทูลเกล้าฯ และรอโปรดเกล้าฯ ลงมาในระยะเวลา 90 วัน ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมาเร็ว การกดดันให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งก็จะรุนแรงขึ้นทันที ในประเด็นนี้ ประธานวิปฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง บอกกับ “คมชัดลึก” ไว้ว่า…

“รัฐบาลคงจะพยายามลากยาวให้นานที่สุดเพราะไม่ต้องการยุบสภา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาลไม่มี ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐไม่มีเอกภาพ ก็ลากต่อไม่ได้ ดังนั้น ในเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้า การเมืองจะร้อนแรงมาก และรัฐบาลก็คงประเมินด้วยว่าถ้ายุบแล้วเสียเปรียบ คงไม่ยุบ จะยุบก็ต่อเมื่อได้เปรียบเท่านั้น” 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ขณะที่ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปีหน้ากับ “คมชัดลึก” ว่า การประชุม APEC 2022 ในเดือนพฤศจิกายน 2565 จะเป็นอีกประเด็นสำคัญในการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากรีบยุบสภาในปีหน้า และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลการจัดประชุม APEC 2022  

หรือไม่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะยังเป็นรัฐบาลรักษาการและดูแลการจัดประชุม APEC 2022  ซึ่งภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐบาลรักษาการ อาจจะไม่สมบูรณ์เท่ากับการเป็นรัฐบาล หรืออาจเป็นรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ดังนั้น โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยื้อให้นานที่สุดเพื่อให้ผ่านพ้นการเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC 2022 ของประเทศไทยให้ผ่านพ้นไปด้วยดีก่อน 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

ทั้งหมดยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ และสถานการณ์ในการจับสัญญาณการยุบสภาที่อาจจะมีขึ้น ไม่ช้าก็เร็วเพราะสถานการณ์ทางการเมืองนั้น ยากที่จะกำหนดได้ และ ภาพการลงพื้นที่หาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครช้าตกขบวน ! กระทั่งล่าสุดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้มีการประชุมพรรคกันและเปิดนโยบายของพรรคเพื่อเรียกคะแนนเสียงจาประชาชนอีกครั้ง แม้จะพยายามบอกว่านโยบาย “ตำบลละ 20 ล้าน-บัตรเครดิตเกษตรกร” เป็นแค่ข้อเสนอแนะจากสมาชิกของพรรคเท่านั้น แต่นี่ก็เริ่มบ่งบอกแล้วว่า พปชร. กำลังเดินเกมสู้ศึกเลือกตั้งแล้วเช่นกัน 

เห็นได้จากที่ น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่าเอกสารของพรรคพลังประชารัฐเผยแพร่ “โครงการบัตรเครดิตเกษตรประชารัฐถูกใจ” วงเงิน 50,000 บาทต่อครอบครัว, “โครงการประชารัฐระดับตำบล” ตำบลละ 20 ล้านบาท นั้นเป็นเพียงข้อเสนอแนะ และแนวนโยบายให้เกิดประโยชน์กับประชาชน อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการระดมสมองที่จะเอาแนวคิดเสนอให้ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ร่วมวิเคราะห์  พร้อมกับย้ำว่า …

“มีหลายนโยบายที่พรรคพยายามจะขับเคลื่อนอยู่ แต่ด้วยวิกฤติโควิดและข้อจำกัดอื่น ๆ ทำให้ต้องค่อย ๆ ขับเคลื่อนไป ซึ่งนโยบายที่พรรคทำสำเร็จแล้วนั้นคือการเน้นอยู่ดีกินดี  เช่น การต่อยอด “บัตรประชารัฐ” ช่วยประชาชน” 

จับสัญญาณยุบสภา..เดินหน้าปักหมุดสู่การเลือกตั้งปีหน้า ?

จับสัญญาณการยุบสภา.. และประเมินจากความเป็นไปได้ ปฏิเสธยากว่าการยุบสภาในปีหน้าจะไม่เกิดขึ้น เว้นเสียแต่ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐนาวาประยุทธ์ จะทนแรงเสียดทานและแรงกดดันจากทุกสารทิศได้ และทู่ซี้อยู่ยาวแบบถูลู่ถูกัง..!!

ล้างอายปากน้ำ “ธนาธร” หวังปักธง 3 อบต. ถิ่นไทยซัมมิทฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494113

24 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ล้างอายปากน้ำ "ธนาธร" หวังปักธง 3 อบต. ถิ่นไทยซัมมิทฯ

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง อบต. “ธนาธร” ลุ้นสนามปากน้ำ โฟกัส 3 อบต.โซนอุตสาหกรรม ใกล้อาณาจักรไทยซัมมิทฯ หวังล้างอายพ่ายบ้านใหญ่อัศวเหม ในศึกนายก อบจ.ปลายปีที่แล้ว ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง อบต. “ธนาธร” หวังปักธงท้องถิ่น เฉพาะสมุทรปราการ ฝากความหวังไว้ที่ 3 อบต.ในเขต อ.บางพลี อาณาจักรไทยซัมมิทฯ

“ธนาธร” มั่นใจยึด อบต.ราชาเทวะ, อบต.บางปลา และ อบต.บางพลีใหญ่ ซึ่งเป็นโซนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีประชากรหลากหลาย ทั้งกรรมกร คนชั้นกลาง และเกษตรกร

อ.บางพลี ไม่ใช่แค่ฐานธุรกิจของ “ธนาธร” หากแต่ยังเป็นฐานการเมืองที่สำคัญ เพราะเลือกตั้ง 2562 พรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส. 1 คน จากเขต 4 สมุทรปราการ

หลังพ่ายเลือกนายก อบจ.สมุทรปราการ แบบไม่ได้ลุ้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก็แอบมีความหวังเล็กๆ เมื่อตัวแทนคณะก้าวหน้าเอาชนะทีมบ้านใหญ่ปากน้ำ ได้เป็นนายกเทศมนตรีด่านสำโรง เมื่อเดือน มี.ค.2564

ต้นเดือน พ.ย.2564 คณะก้าวหน้า โดยการนำของธนาธร แถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบต. พื้นที่ จ.สมุทรปราการ 3 แห่ง คือ อบต.ราชาเทวะ, อบต.บางปลา และ อบต.บางพลีใหญ่ ทั้งหมดอยู่ในเขต อ.บางพลี

“ธนาธร” ตั้งเป้าที่ 3 อบต. ที่อยู่รายรอบบริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ที่นี่คืออาณาจักรธุรกิจของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ

ปัจจุบัน พรรคก้าวไกล มี วุฒินันท์ บุญชู เป็น ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 (อ.บางพลี) ซึ่งการเลือกส่งผู้สมัครนายก อบต.เฉพาะในเขตนี้ ก็มีเป้าหมายการสร้างฐานค่ายสีส้มให้แข็งแกร่ง

‘ท้าชนบ้านใหญ่’

วันที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แถลงข่าวถึงเหตุผลที่ส่งผู้สมัครนายก อบต. 3 แห่งคือ อบต.ราชาเทวะ, อบต.บางพลีใหญ่ และ อบต.บางปลา เพราะเป็น อบต.ขนาดใหญ่ มีงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

นอกจากนี้ พื้นที่ของทั้ง 3 อบต. มีตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง และยังมีอาชีพเกษตรกรรมทำบ่อกุ้งและบ่อปลา

ขณะเดียวกันก็มีหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงชุมชนดั้งเดิม ซึ่งในความหลากหลายนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะต้องได้รับการแก้ไข

อบต.ราชาเทวะ คณะก้าวหน้า ส่ง ชุติกาญจน์ ศรทอง ลงสนามแทน ยุทธพงษ์ โคตรเงิน เจ้าของร้านขายมือถือแทนเทเลคอม และค่ายมวยแทนเทเลคอม ทำเอากองเชียร์งุนงง

อบต.บางพลีใหญ่ คณะก้าวหน้า ส่ง คณินทร์ อธิศักดิ์ชานนท์ ลงชิงชัยกับคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างแชมป์เก่า วีร์สุดา รุ่งเรือง กลุ่มบางพลีรุ่งเรือง และแสน บานแย้ม กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า (บ้านใหญ่อัศวเหม)

อบต.บางปลา คณะก้าวหน้า ส่ง ภัทรพล บุญมงคลกิจ อบต.บางปลา แข่งกับ ชนินทร์ รื่นเริงเบอร์ กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า (บ้านใหญ่อัศวเหม)

เซียนการเมืองแถวบางพลี ฟันธง 3 ผู้สมัครนายก อบต.ค่ายธนาธร มีโอกาสแพ้สูงมาก เพราะพื้นที่ละแวกนี้ ขาใหญ่บ้านใหญ่ยังมีอิทธิพลสูง

‘ล้มเสาไฟกินรี’

นโยบายหาเสียงของ ชุติกาญจน์ ศรทอง ผู้สมัครนายก อบต.ราชาเทวะ ค่าย “ธนาธร” ชัดเจนตรงไปตรงมาว่า จะเลิกสร้างเสาไฟกินรี เปลี่ยนเป็นถนนมีคุณภาพ แก้รถติด

ชุติกาญจน์บอกว่า 9 ปีที่ผ่านมา อบต.ราชาเทวะ มีการจ้างผู้รับเหมาเพียงรายเดียว ที่มีปัญหาในเรื่องของการติดตั้งเสาไฟกินรี

ส่วนแชมป์เก่า ทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ ใช้ชื่อกลุ่มมดงาน ออกหาเสียงเป็นทีม ดังที่รู้กัน ทรงชัยมีเครือญาติเชื้อสายมอญทั้งตำบล จึงได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ราชาเทวะ ติดต่อกันมาหลายสมัย บวกกับความเป็นผู้นำท้องถิ่นสายตรงบ้านใหญ่อัศวเหม

ทรงชัยยังใช้นโยบายสร้าง เสาไฟกินรี หาเสียง เพราะการติดตั้งเสาไฟกินรี เป็นการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ แขกบ้านแขกเมืองมา เขาจะชื่นชมประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เกือบครึ่งหนึ่งอยู่เขตการปกครองของ อบต.ราชาเทวะ

สนามนี้มีเรื่องแปลกๆ ยุทธพงษ์ โคตรเงิน หัวหน้าค่ายมวยแทนเทเลคอม เตรียมตัวหาเสียงมานาน เกิดเปลี่ยนใจกระทันหัน ไม่ลงสมัคร ทำเอาทรงชัย นกขมิ้น ลอยลำ

ชิงอีสาน 133 ที่นั่ง “พิธา” ก้างขวางคอทักษิณ บ่แลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494075

24 พ.ย. 2564 |17:00 น.

ชิงอีสาน 133 ที่นั่ง "พิธา" ก้างขวางคอทักษิณ บ่แลนด์สไลด์

บัตร 2 ใบ เก้าอี้ ส.ส.อีสานเพิ่ม 133 ที่นั่ง “พิธา” ไม่กลัวมนต์ขลังทักษิณ ลุ้น 28 พ.ย.นี้ บทพิสูจน์เลือกตั้ง อบต. ถ้าสีส้มเบ่งบาน สีแดงเพื่อไทยก็บ่แลนด์สไลด์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เพื่อไทยจะไม่แลนด์สไลด์ เพราะมีก้าวไกลเป็นก้างขวางคอ “พิธา” พร้อมแล้วสำหรับการเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตในภาคอีสาน และผลเลือกตั้ง อบต. 28 พ.ย.นี้จะบ่งชี้อนาคตค่ายสีส้ม

“พิธา” เจ้าของวรรคทอง “จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ ต้องชนะใจคนอีสานให้ได้” ไม่ได้พูดแค่หาเสียงแต่ลงมือทำจริง พร้อมท้าพิสูจน์มนต์รักทักษิณในคนรากหญ้า

เก้าอี้ ส.ส. 133 ที่นั่งในสมรภูมิเลือกตั้งอีสานสมัยหน้า “พิธา” จะนำทัพก้าวไกลขยับขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงทัพทักษิณเต็มตัว

ภายหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 มีผลบังคับใช้ ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงในสนามเลือกตั้ง เมื่อกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มีจำนวนส.ส.แบ่งเขต 400 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง

ภาคอีสาน 20 จังหวัด จะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 133 คน จากเดิมมีแค่ 116 คน ฉะนั้น หากพรรคใดยึดครองเสียงส่วนใหญ่ในอีสานได้ ก็เท่ากับเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จึงเลือกจัดประชุมใหญ่ที่ จ.ขอนแก่น พร้อมประกาศวิสัยทัศน์พลิกชะตากรรมคนอีสาน ดินแดนต้องคำสาปห้ามพัฒนา แถม ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังประกาศว่า ภาคอีสานไม่มีเจ้าของ และเชื่อประชาชนจะเปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เลือก จ.ขอนแก่น เป็นสถานที่เปิดตัวอุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์ และมั่นใจในฐานเสียงเดิม ที่ภักดีต่อแบรนด์ทักษิณ มายาวนานร่วมสองทศวรรษ

‘อบต.บททดสอบ’

พรรคก้าวไกลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อบต. แต่ “พิธา” และแกนนำพรรค ก็แอบลุ้นดูผลการเลือกตั้ง เนื่องจากฐานเสียงของพรรคก้าวไกล กับคณะก้าวหน้า ก็คือฐานเสียงเดียวกัน

อย่างเช่นสนามเลือกตั้ง จ.อุดรธานี คณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบต.มากที่สุดถึง 23 ทีม เพราะอุดรธานีเป็นฐานที่มั่นในการขับเคลื่อนทางการเมืองภาคอีสานของค่ายสีส้ม

ช่วงเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 สมัยยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ ในจำนวน 8 เขต ของอุดรธานี พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนดิบรวมกัน 148,850 คะแนน ขยับมาปลายปี 2563 เลือกตั้งนายก อบจ. ผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า ได้ 185,801 คะแนน ซึ่งเพิ่มมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.เกือบ 40,000 คะแนน ในระยะเวลาผ่านมาพียง 1 ปีเศษ

ตอนเลือกตั้งเทศบาลใน จ.อุดรธานี ทีมนายกเทศมนตรีตำบลของคณะก้าวหน้า ก็ได้รับชัยชนะถึง 3 แห่ง นี่คือภาพสะท้อนความนิยมในพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าของคนอีสาน

ทีมงานก้าวไกลได้ทำการสำรวจความนิยมของประชาชนในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง จึงประเมินการเลือกตั้งครั้งหน้า คนอีสานจะเปลี่ยน

‘บ่แลนด์สไลด์’

“พิธา” รู้ดีว่า ความเก๋าของ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย ย่อมเหนือกว่าผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ของพรรคก้าวไกล แต่ 2-3 ปีมานี้ จำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น และไม่ได้ภักดีต่อแบรนด์ทักษิณ เหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

แน่นอน ภาคอีสาน ยี่ห้อทักษิณยังมีความขลัง ส.ส. และอดีต ส.ส.เพื่อไทย จึงมั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีโอกาสเป็นแชมป์อีสานเหมือนเดิม

เลือกตั้งหนที่แล้ว เพื่อไทยชนะยกจังหวัดในภาคอีสาน รวม 10 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย,บึงกาฬ, อุดรธานี, หนองบัวลำภู,สกลนคร,กาฬสินธุ์, มหาสารคาม,มุกดาหาร, อำนาจเจริญและยโสธร แต่พ่ายแพ้ยกจังหวัดที่บุรีรัมย์

อีก 9 จังหวัดเป็นพื้นที่ช่วงชิงกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา เลือกตั้งหนที่แล้ว เพื่อไทยได้ 3 ที่นั่ง จาก 14 ที่นั่ง และเลือกตั้งใหม่ ส.ส.นครราชสีมา จะเพิ่มเป็น 16 ที่นั่ง สรุปว่า เพื่อไทยต้องแก้เกมใหม่ 2 จังหวัดคือ บุรีรัมย์และนครราชสีมา

ด้วยฐานข้อมูลเดิมจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว บ่งชี้ว่า เพื่อไทยจะสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ที่ภาคอีสาน เหมือนเลือกตั้งปี 2548 และ 2554 นั้นเป็นไปได้ยาก

“พิธา” พรรคก้าวไกลจะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้พรรคเพื่อไทย ไม่ประสบความสำเร็จดังที่ทักษิณวาดฝันไว้

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” ที่มาต้าน “พระเล็ก”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493316

24 พ.ย. 2564 |15:00 น.

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัด" ที่มาต้าน "พระเล็ก"

เปิดขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” ปมร้อนซ่อนเงื่อน เบ็ดเสร็จที่มหาเถรสมาคม เป็นที่มาการเมืองร้อนใน “ศาสนจักร” คนกาฬสินธุ์ไม่เอา “พระเล็ก”

ยังคงเป็นที่จับตามองของชาวพุทธ กับปัญหาร้อนในวงการสงฆ์ กรณีมติมหาเถรสมาคม ปลดพระเทพสารเมธี หรือ เจ้าคุณบัวศรี จากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมแต่งตั้งพระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะอำเภอสังคม จ.หนองคาย หรือ “พระเล็ก” ที่มีคดีอธิกรณ์ 
ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) แทน และได้รับตราตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 นั่นจึงเป็นที่มาให้คนในพื้นที่กาฬสินธุ์ รวมทั้งพระสงฆ์ เคลื่อนไหวต่อต้าน ด้วยเหตุผลที่ “พระเล็ก” เป็นพระสงฆ์นอกพื้นที่ และ พรรษาไม่ถึง “คมชัดลึกออนไลน์” เรียบเรียงขั้นตอน การแต่งตั้งและคุณสมบัติของตำแหน่ง “เจ้าคณะจังหวัด” ไล่เรียงลำดับลงมา


คณะสงฆ์ไทย หมายถึง บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

พระภิกษุ มีศีล 227 ข้อ เป็นเครื่องกำกับวัตรปฏิบัติ พระภิกษุทุกรูปอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ซึ่งได้วางกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ไว้เป็นลำดับขั้นการปกครอง และการปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนทุกชั้น มีเจ้าคณะมหานิกาย และเจ้าคณะธรรมยุตปกครองบังคับบัญชาวัด และพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้น เช่น คณะธรรมยุตมีเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตปกครอง ส่วนคณะมหานิกาย แบ่งการปกครองออกเป็น 4 หน คือ เจ้าคณะใหญ่หนหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก  เจ้าคณะใหญ่หนใต้

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัด" ที่มาต้าน "พระเล็ก"

ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ซึ่งได้กระจายอำนาจการปกครองออกเป็นส่วน ๆ  ดังนี้

  • ส่วนที่ 1 ภาค มีเจ้าคณะภาคดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ในเขตภาคของตนให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม  ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
  • ส่วนที่ 2 จังหวัด มีเจ้าคณะจังหวัดปกครอง (เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ)
  • ส่วนที่ 3 อำเภอ มีเจ้าคณะอำเภอปกครอง (เจ้าคณะเขตในกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะอำเภอทั่วประเทศ)
  • ส่วนที่ 4 ตำบล มีเจ้าคณะตำบลปกครอง (เจ้าคณะแขวงในกรุงเทพมหานครและเจ้าคณะตำบลทั่วประเทศ)

อำนาจหน้าที่สำคัญของเจ้าคณะตำบล นอกจากการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงามแล้ว ยังมีหน้าที่ระงับอธิกรณ์ วินิจฉัยการลงนิคหกรรม วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือ คำวินิจฉัยชั้นเจ้าอาวาส แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสให้เป็นไปโดยชอบ ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าอาวาส และพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ในบังคับบัญชา หรือผู้อยู่ในปกครองของตน ตรวจการ และประชุมพระสังฆาธิการ ในเขตการปกครองของตน

หากเรียงลำดับการปกครองคณะสงฆ์ จากล่างขึ้นบน เป็นดังนี้

  • ตำบล ปกครองดูแลวัด (เจ้าคณะตำบลดูแลหลาย ๆ วัด)
  • อำเภอ ปกครองดูแล ตำบล (เจ้าคณะอำเภอดูแลหลาย ๆ ตำบล)
  • จังหวัด ปกครองดูแล อำเภอ  (เจ้าคณะจังหวัดดูแลหลาย ๆ อำเภอ)
  • ภาค ปกครองดูแลจังหวัด (เจ้าคณะภาค ดูแลหลาย ๆ จังหวัด)
  • หน ปกครองดูแลภาค (เจ้าคณะใหญ่  ดูแล ภาคหลาย ๆ ภาค)
  • มหาเถรสมาคม ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาพรวม


หากพูดถึง เจ้าคณะจังหวัด เป็นพระสังฆาธิการที่ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราชไทย โดยผ่านมติการเห็นชอบของมหาเถรสมาคม มีอำนาจหน้าที่การปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม ในเขตจังหวัดของตน

คุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะจังหวัด”

  • มีพรรษา 10 พรรษาขึ้นไป กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ
  • กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดในจังหวัดนั้นมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ
  • กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ
  • มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์ขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรม 6 ประโยคขึ้นไป

อำนาจหน้าที่ “เจ้าคณะจังหวัด”

  • ดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช คำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตน
  • ควบคุมและส่งเสริมการรักษาความเรียบร้อยดีงาม การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ให้ดำเนินไปด้วยดี
  • ระงับอธิกรณ์ วินิจฉัยการลงนิคหกรรม วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยชั้นเจ้าคณะอำเภอ
  • แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าคณะอำเภอให้เป็นไปโดยชอบ
  • ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าคณะและเจ้าอาวาส ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรืออยู่ในเขตปกครองของตน และชี้แจงแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ในบังคับบัญชา ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ตรวจการ และประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองของตน


สำหรับ “อัตรานิตยภัต” ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด อยู่ที่ 10,300 บาท

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัด" ที่มาต้าน "พระเล็ก"

ที่มา : วิกิพีเดีย ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด “เลขาสมเด็จสังฆราช” เหตุปมร้อนตั้ง “พระเล็ก”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493993

24 พ.ย. 2564 |11:00 น.

ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด "เลขาสมเด็จสังฆราช" เหตุปมร้อนตั้ง "พระเล็ก"

วงการสงฆ์ร้อนระอุ ลือสะพัดปลด “เลขาสมเด็จสังฆราช” จากปมร้อนแต่งตั้ง “พระเล็ก” นั่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ 30 วัน ยังหาวัดลงไม่ได้

เรื่องวุ่น ๆ วงการสงฆ์ ร้อนระอุอีกครั้ง จากปมที่มาปลด 3 อดีตเจ้าคณะจังหวัด โยงใยสู่การแต่งตั้ง “พระเล็ก” พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) ขึ้นนั่งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ตลอดทั้งวันของเมื่อวานนี้ (23 พ.ย.2564) มีกระแสข่าวลือสะพัด ว่า มีการปลด “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” หรือ “สังฆราชน้อย” ออกจากตำแหน่ง “เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” รวมทั้งรายชื่อ “กรรมการมหาเถรสมาคม” ชุดใหม่ ก็ไม่ปรากฏชื่อของ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” ซึ่งข่าวลือครั้งนี้ ก็เชื่อกันว่า มีความเกี่ยวข้องกับความวุ่นวาย การแต่งตั้ง “พระเล็ก” ที่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ฝ่ายธรรมยุตได้

ด้าน นายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รักษาราชการผู้อำนวยการ พศ. กล่าวถึงกระแสข่าวลือปลด “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” (สุชิน อัคคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ออกจากตำแหน่ง “เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” รวมทั้ง “กรรมการมหาเถรสมาคม” (มส.) ว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ในส่วนของตำแหน่งกรรมการ มส.นั้น ชุดปัจจุบันได้หมดวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอโปรดเกล้าฯ กรรมการ มส.ชุดใหม่อยู่ 

ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด "เลขาสมเด็จสังฆราช" เหตุปมร้อนตั้ง "พระเล็ก"

ขณะที่ล่าสุด (24 พ.ย.2564) alittlebuddha ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของพระสงฆ์ในลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ว่า ปลดเลขาสังฆราช !ลือสนั่นกลางสนามสอบนักธรรมสำนักพุทธฯโบ้ยมหาเถรสมาคมไม่รู้เรื่องปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด แถมพระครูเล็กคุยโวหน้าหลวงปู่หา “เป็นพระบรมราชโองการ” งานเข้าสมเด็จชิน !

โบราณว่า “ไม่มีฝอย หมาไม่ขี้” กรณีที่มี “ข่าวลือ-ปลดเลขาสมเด็จพระสังฆราช” ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ ใครบังอาจลือก็ถือว่า “เทียบเท่าหมิ่นเบื้องสูง” ถึงปานนั้น แต่นั้นก็ย่อมจะมีอะไรบางอย่างที่ “มีเค้ามูล” ว่าเกิดการถกเถียงหรือสั่งการอะไรบางอย่าง ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ “ระดับสูง” คือมหาเถรสมาคม และปัญหาที่ว่านั้น ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรใหญ่กว่า “ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์” ของ “พระเล็ก” ในปัจจุบัน ซึ่งยังหาสังกัด หาเลขาหรือแม้แต่พระถือย่ามติดตาม ก็ยังหาไม่ได้

ภาพพระครูเล็กต้องใช้ “กองกำลังทหาร” คุ้มกัน “นับสิบคัน” ยกขบวนกรุยทางเสือผ่าน ย่างเข้าสู่ดินแดนน้ำดำ ทำให้ “พระผู้ใหญ่” ไม่แฮปปี้ เพราะนี่มิใช่ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ผู้สมถะ  แถมหลังจากนั้น ก็ยังมี “ม็อบชาวพุทธ” ประท้วงพระครูเล็ก เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปอีก    

จากการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ครั้งล่าสุดนั้น นอกจากมหาเถรสมาคม อันมี “พระสังฆราชอัมพร” วัดราชบพิธ เป็นประธานสูงสุด จะต้องดูแลรับผิดชอบต่อการ “แต่งตั้งโยกย้าย” พระสังฆาธิการทุกระดับแล้ว รัฐบาลไทยและรัฐสภาไทย ก็ยังโอนอำนาจ “การบริหารสูงสุด” ไปถวาย “สำนักพระราชวัง” โดยระบุว่า การแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับ หากผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว “ต้องทูลเกล้าพระเจ้าอยู่หัว” เพื่อทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และให้พระราชดำรินั้น “เป็นอันสิ้นสุด ไม่ว่ากรณีใด ๆ”

ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด "เลขาสมเด็จสังฆราช" เหตุปมร้อนตั้ง "พระเล็ก"

การแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เช่นนี้ ถือได้ว่าขัดกับหลักการ “The King can do NO Wrong”  แต่บางคำสั่ง เช่นตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนว่า “หลวงพ่อบัวศรีผิดอะไร”  ขณะที่ “พระเล็ก” ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แบบ “ข้ามห้วย” นั้น เมื่อหลวงตาอินทร์ถวาย ศิษย์เอกหลวงตาบัว ออกมาเผยเรื่องของการรับตำแหน่งก็เริ่มบานปลายตามไปด้วย  

แต่ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรขึ้น สุดท้าย กระบวนการก็จะต้อง “เดินตามกฎหมาย” หมายถึงว่า ปัญหาพระครูเล็ก ก็จะต้องย้อนกลับไปยัง “ต้นทาง” ซึ่งเป็นที่มาของ “คำสั่ง” ของมหาเถรสมาคมตามขั้นตอน  

ณ วันนี้ เกิดปัญหาว่าด้วยการปกครองในท้องถิ่นกาฬสินธุ์แล้ว เป็นธรรมยุตกับธรรมยุต เท่ากับแตกกันภายใน ซึ่งทุกฝ่ายก็อยู่ภายใต้การบริหารปกครองของ “เจ้านายเดียวกัน” ตั้งแต่เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ (วัดบวรนิเวศวิหาร) สมเด็จพระสังฆราช (วัดราชบพิธ) และสำนักพระราชวัง (ซึ่งในหลวง ร.10 ทรงเคยผนวชและจำวัดที่วัดบวรนิเวศวิหาร) จึงเป็นปัญหาที่ “แก้ไขได้” ง่ายกว่าการข้ามนิกาย เพราะนี่เพียงแต่ “ข้ามเขต” เท่านั้น จึงยังไม่รู้ว่า ทางผู้เกี่ยวข้อง “ทุกฝ่าย” จะใช้กุศโลบายใดในการแก้ไขปัญหากาฬสินธุ์

“ข่าวลือ ปลดเลขาฯ พระสังฆราช” ซึ่งลำดับเหตุการณ์ได้ว่า เกิดเหตุที่ห้องประชุมมหาเถรสมาคมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) วันที่ 30 กันยายน 2564 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งต่อที่ประชุม มส. เรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ มากมายถึง 36 รูป ในบรรดาพระสังฆาธิการเหล่านั้น มีตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกาฬสินธุ์ รวมอยู่ด้วย

ใช่แต่แค่นั้น ครั้นนักข่าวไปถาม “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวมหาเถรสมาคมตั้งแต่ต้น นายสิปป์บวร แก้วงาม รอง ผอ.พศ. และรักษาการ ผอ.พศ. แทนนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งเกษียณอายุราชการไป ก็ใช้ม้าแทน สั่งให้ “นายสิทธา มูลหงษ์” เป็นผู้ออกมาแถลงข่าวแทน ซึ่งก็แถลงได้ใจมาก เพราะคุณสิทธา ยอมรับว่า “มีมูลเหตุการทำผิดในอำนาจหน้าที่ เพียงพอต่อการพิจารณาถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้งสามรูปจริง” แต่พอถามหาคำสั่งตามสายงานบังคับบัญชา นายสิทธาก็ใช้สำนวนไทยโบราณว่า “การสิ่งใดที่นอกเหนือจากนี้ คงไม่สามารถอธิบายได้ไปมากกว่านี้” จากนั้นก็โบ้ยให้ไปถาม “เจ้าคณะใหญ่” ผู้มีอำนาจโดยตรง

ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด "เลขาสมเด็จสังฆราช" เหตุปมร้อนตั้ง "พระเล็ก"
ไม่มีควันไม่มีไฟ! ลือสะพัดปลด "เลขาสมเด็จสังฆราช" เหตุปมร้อนตั้ง "พระเล็ก"

เปิดร่าง “กฎหมายเลือกตั้ง” ส.ส. กกต.กำหนดที่มาสภา 500

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493906

23 พ.ย. 2564 |15:00 น.

เปิดที่มาสภา 500 ร่าง “กฏหมายเลือกตั้ง” ส.ส. กกต.แยกชัดแบ่งเขต – บัญชีรายชื่อ ไม่นำมาคำนวณร่วมกัน แบบจัดสรรบันส่วนผสม

สาระสำคัญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่กกต.จัดรับฟังความเห็น จำนวน 37 มาตรา มีเนื้อหา ที่ละม้ายคล้ายกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในปี 2554 แต่ได้ปรับส่วนที่เป็นปัญหา คือการกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ 5% ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นพรรคขนาดเล็กออกไป  การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 เขต กำหนดเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้หมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ  เช่นเดียวกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งจำนวน 100 คน  

การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่แต่ละจังหวัดพึงมี ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามทะเบียนราษฏร์ เฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน ผลลัพธ์ เท่ากับจำนวนราษฎรต่อผู้แทนราษฎร 1 คน  จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์ 
ให้จังหวัดนั้นมีผู้แทนราษฎร 1 คน  จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์ให้จังหวัดนั้น 
มีผู้แทนราษฎรเพิ่มอีก 1คนทุกจำนวนที่ถึงเกณฑ์ หากยังได้ส.ส.ไม่ครบ 400 คน ให้จังหวัดที่มีราษฎรเกินเกณฑ์มากที่สุด มีส.ส.เพิ่มได้อีก 1คนตามลำดับ จนครบจำนวน จังหวัดใดมีผู้แทนราษฎร เกิน 1คนให้แบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรใกล้เคียงกันในแต่ละเขต คณะกรรมการต้องดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งและประกาศเขตเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 90วันนับแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กำหนดให้พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละหนึ่งบัญชี มีจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยรายชื่อ โดยมิได้ระบุจำนวนขั้นต่ำที่พรรคการเมืองนั้นๆ ต้องส่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  
ทั้งนี้ พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบเดียวก็ได้ โดยจะได้รับหมายเลขผู้สมัคร ต่อจากหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลำดับสุดท้าย ของเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัคร  และกรณีที่มีผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งในลักษณะนี้ มาสมัครพร้อมกันมากกว่าหนึ่งพรรค หากไม่สามารถตกลงกันเรื่องหมายเลขผู้สมัครได้ ให้ใช้วิธีจับสลาก  ให้คณะกรรมการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น 
 

ส่วนการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้เอาจำนวนคะแนนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ หารด้วย 100 ผลที่ได้คือจำนวนคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน  จากนั้นนำผลลัพธ์ดังกล่าวไปหารจากคะแนนบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ  ผลลัพธ์เท่ากับจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นๆ  เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้วยังได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ครบ ให้พรรคการเมืองที่มีเศษเหลือจากการคำนวณ มีส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน เรียงตามลำดับ จนได้ส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คน 
ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใด มีคะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ ทั้งหมดนี้เป็น

ทำความรู้จัก “ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54”..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493868

23 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ทำความรู้จัก "ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54"..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

หลัง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองต่าง ๆ เคลื่อนไหวคึกคักเกี่ยวกับร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นไปแนวเดียวกัน คือต้องการใช้ “ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554”.. มาทำความรู้จักกันว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เป็นอย่างไร

ในการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า หากร่างกฎหมายลูกที่จะคลอดออกมาเดินตาม”ระบบเลือกตั้งปี 2554″ ก็ต้องศึกษาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

ระบบบัญชีรายชื่อ


ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีการคัดเลือกด้วยขั้นตอนดังนี้


-ให้แต่ละพรรคส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.จำนวนไม่เกิน 125 คน( รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2554 กำหนดให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 125 คน  แต่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564  กำหนดให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ) 

-บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมและต้องคำนึงถึงโอกาส สัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย

-รายชื่อในบัญชีต้องไม่ซ้ำกับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

-จัดทำรายชื่อเรียงตามลำดับหมายเลข (จาก 1 ลงไป)

-หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ให้นับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองรวมกันทั้งประเทศ แล้วหารด้วย 125  (สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหารด้วย 100 ) จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน

ะแนนของแต่ละพรรคการเมือง หารด้วยคะแนนเฉลี่ยที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

-เศษทศนิยม ให้ปัดทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลเศษทศนิยมของแต่ละพรรคไว้ (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ปัดทิ้งเหลือ 52)

-รวมจำนวนผู้แทนของทุกพรรค หากยังได้ไม่ครบ 125 คน (เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ครบ 100 คน) ให้กลับไปดูที่เศษทศนิยมของแต่ละพรรค พรรคใดที่มีเศษเหลือมากที่สุด ให้เพิ่มจำนวนผู้แทนจากพรรคนั้น 1 คน หากยังไม่ครบ ให้เพิ่มผู้แทนจากพรรคที่มีเศษเหลือมากเป็นอันดับสองขึ้นอีก 1 คน ทำเช่นนี้ตามลำดับจนกว่าจะได้ครบ 100 คน (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ตอนแรกได้ 52 เศษ 0.7 แต่ถ้าจำนวน ส.ส.ยังไม่ครบ และไม่มีพรรคใดมีเศษมากกว่า 0.7 พรรค ก จะได้เพิ่มเป็น 53 คน)

-หมายเลขผู้สมัครที่จับได้ในระบบบัญชีรายชื่อจะใช้กับระบบแบ่งเขตเลือกตั้งด้วย โดยแต่ละพรรคการเมืองจะใช้หมายเลขเดียวกันทั้งสองระบบทั่วประเทศ

-ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้าแบบแบ่งเขต มีรูปแบบการลงคะแนนเป็นแบบ “เขตเดียวเบอร์เดียว” คือ การแบ่งเขตเลือกตั้งจะแบ่งเป็น 400 เขต โดยยึดหลักให้แต่ละเขตนั้นมีจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกันให้มากที่สุด ดังนั้นในแต่ละเขตจะมี ส.ส.ได้เขตละ 1 คนและผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สามารถกาบัตรเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตได้เพียงคนเดียว


เกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้งหากเดินรอยตามรัฐธรรมนูญฯแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2554 ซึ่งมีส.ส.เขต 375 คน แต่เลือกตั้งครั้งหน้าจะมี ส.ส.เขต 400 คน  หลักเกณฑ์ในการแบ่งจะเป็นดังต่อไปนี้

นำจำนวนราษฎรทั้งประเทศ จากทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีก่อนการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนผู้แทนในระบบเขต (คือ 400 ) จะได้อัตราส่วนของราษฎรต่อผู้แทน 1 คน

นำจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด หารด้วยอัตราส่วนที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนเขตเลือกตั้งที่มีในจังหวัด

จังหวัดที่ผลหารต่ำกว่า 1 เขต ให้ปัดขึ้นเป็น 1 เขต

จังหวัดที่ผลหารมากกว่า 1 และมีเศษทศนิยม ให้ปัดเศษทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลของเศษทศนิยมไว้ (เช่น 4.93 ปัดทิ้งเหลือ 4)

รวมจำนวน ส.ส.ของทั้ง 77 จังหวัด หากยังไม่ครบ 400 เขต ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือมากที่สุดขึ้นไป 1 เขต หากยังไม่ครบอีก ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือเป็นอันดับสองขึ้นไปอีก 1 เขต ทำเช่นนี้ไปตามลำดับ จนกว่าจะได้จำนวนครบ 400 คน

สำหรับผลการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากใช้ “ระบบเลือกตั้งแบบปี 54” พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ได้ ส.ส. เขต  204 คน และได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 61 คน รวมจำนวน ส.ส. 265 คน ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลอยู่ก่อนเลือกตั้ง ต้องสูญเสียอำนาจไป

โดยรายละเอียดผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นดังนี้

ทำความรู้จัก "ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54"..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

ฟางเส้นสุดท้าย “พระเล็ก” หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด “โมฆะ” หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493852

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ฟางเส้นสุดท้าย "พระเล็ก" หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด "โมฆะ" หรือไม่

จับตาฟางเส้นสุดท้าย “พระเล็ก” เข้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ไม่ได้ คำสั่งมหาเถรสมาคมเป็น “โมฆะ” หรือไม่

หากนับจากวันได้รับ “ตราตั้ง” เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ของ “พระเล็ก” หรือ พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 30 วัน ครบกำหนดที่ “พระเล็ก” จะต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ “เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์” ตามกฏของมหาเถรสมาคม แต่หากถึงกำหนดแล้ว “พระเล็ก” ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ ตำแหน่งนั้นจะถือเป็น “โมฆะ” หรือไม่

ผลจากคำสั่งที่เป็นโมฆะ คือ สูญเปล่า คำสั่งทางปกครองที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่เกิดผลใด ๆ ในทางกฎหมาย ดังที่ผู้ออกคำสั่ง (พระบัญชา)ดังกล่าวต้องการ ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม ผู้มีส่วนได้เสีย อาจหยิบยกความเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้เสมอ ( ป.พ.พ.มาตรา 133 อันความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น ท่านว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้) คำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” เป็นเจ้าคณะจังหวัด แม้จะมีพระบัญชา แต่เสมือนว่า ไม่เคยมี

เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นโมฆะ เพราะ

  1. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกมาโดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการ หรือขั้นตอนบางประการ (ชาญชัย แสวงศักดิ์. 2556 หน้า 208-209)
  2. คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น..และเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ(ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9)

การออกคำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” เป็นเจ้าคณะจังหวัด ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการ อันเป็นสาระสำคัญสำหรับการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด เป็นเช่นไร

กฎ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (พ.ศ.2563)

ข้อ 5/1 การขอรับพระราชดำริในการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการตามความในมาตรา 20/2 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (พ.ศ.2505) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ปฏิบัติดังนี้

(1) การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อได้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมนี้แล้ว ให้เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาทุกกรณี จากนั้น ให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคมเสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริ
เป็นประการใด ให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีพระบัญชาหรือตราตั้ง แล้วแต่กรณีตามพระราชดำรินั้น แล้วให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
(2)……

ข้อ 6 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งตามข้อ 4 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้

  1. มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง
  2. มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง
  3. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย
  4. เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์
  5. ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรคในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ
  6. ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน
  7. ไม่เคยถูกถอกถอนหรือถูกปลดจากตำแหน่งใด เพราะความผิดมาก่อน

ข้อ 14 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

  1. มีพรรษาพ้น 10 กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ
  2. กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ
  3. กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ
  4. มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์โทขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า 6 ประโยค

ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (2) (3) หรือ (4) ไม่ได้ หรือได้แต่ไม่เหมาะสม มหาเถรสมาคมอาจผ่อนผันได้เฉพาะกรณี

ฟางเส้นสุดท้าย "พระเล็ก" หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด "โมฆะ" หรือไม่

ข้อ 15 ในการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดภาคใด ให้เจ้าคณะภาคนั้นพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 14 เสนอเจ้าคณะใหญ่พิจารณา เพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม การแต่งตั้ง “พระเล็ก” ครั้งนี้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับกระบวนการอันเป็นสาระสำคัญ สำหรับการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด กล่าวคือ

  1. “พระเล็ก” ไม่ได้มีสำนักอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่ได้กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือไม่ได้กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอใด ในจังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ต่อมาจะสามารถหาสำนักได้ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นภายหลังจากการแต่งตั้งอันเป็นโมฆะผ่านไปแล้ว
  2. ไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าเจ้าคณะภาค 9 พิจารณาคัดเลือก “พระเล็ก” ถึงแม้จะพิจารณาคัดเลือกก็ไม่มีอำนาจบัญญัติให้กระทำได้ เพราะ “พระเล็ก” สังกัดอยู่ในภาค 8 นอกเขตปกครองของเจ้าคณะภาค 9 จึงไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะมีการเสนอเจ้าคณะใหญ่พิจารณาต่อไปหรือไม่
  3. ไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีการเสนอเพื่อให้มหาเถรสมาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบในเบื้องต้น ทั้งที่ กฎมหาเถรสมาคมบัญญัติไว้ว่า “ให้เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาทุกกรณี” เพื่อมีมติประการหนึ่งประการใด เพื่อเสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ ตาม ข้อ 5/1(1)

ดังนั้น การดำเนินการจึงไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันสำคัญในการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ตามกฎมหาเถรสมาคม คำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” จึง “โมฆะ” ด้วยเหตุผลที่กล่าว
การออกคำสั่งที่ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการอันเป็นสาระสำคัญสำหรับการกระทำนั้น แสดงให้ปรากฏตาม

ข้อคิด

  1. อันความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น ท่านว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ และได้โดยตลอดจนกว่าจะแก้ไข หรือยกเลิกคำสั่งอันเป็นโมฆะนั้น
  2. ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี

ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา ,มหาเถรสมาคม,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ราชการวิถีใหม่ ที่ประชาชนอยากเห็น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493823

พลเดช ปิ่นประทีป

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “ราชการวิถีใหม่ ที่ประชาชนอยากเห็น”

ชีวิตวิถีใหม่ในสังคม เป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวกันอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์วิกฤติที่ประดังกันมาแบบรอบด้าน โดยเฉพาะภาคราชการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการให้บริการแก่ประชาชน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยพลเดช ปิ่นประทีป

การปฏิรูปภาครัฐถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆให้บรรลุวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”


ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม  ภาครัฐจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปขนานใหญ่(radical change) ที่เน้นการมองกว้างและไกล มิใช่การปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ชีวิตวิถีใหม่ในสังคม เป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวกันอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์วิกฤติที่ประดังกันมาแบบรอบด้าน โดยเฉพาะภาคราชการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการให้บริการแก่ประชาชน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ทันต่อเหตุการณ์ มีความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน(public trust)

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านระบบบริหารราชการแผ่นดิน มีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่อยากให้เกิดขึ้น เพียง 2 ประการ คือ 

1) บริการของรัฐมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ  ตรงนี้เขาใช้ระดับความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของภาครัฐในระดับ ร้อยละ 85 เป็นตัวชี้วัดเป้าหมาย  

2) ภาครัฐมีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้  ตรงนี้เขาใช้ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดลำดับขององค์การสหประชาชาติ โดยเป้าหมายเป็นที่ 50-60 ของโลก

ส่วนในเรื่องประเด็นปฏิรูปสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง  (big rock) มี 5 ประการ ดังนี้

1.ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริหารจัดการสู่ระบบดิจิทัล  
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น 

1) ประเทศไทยมีระบบ (One COUNTRY One Platform – OCOP) เกิดขึ้นจริง 

 2) รัฐบาลมีระบบข้อมูล Big Data ที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง  

3)ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ด้วยความพึงพอใจจากระบบรัฐบาลดิจิทัล

2.จัดโครงสร้างองค์กรและระบบงานภาครัฐให้ยืดหยุ่น คล่องตัว 
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1) จำนวนกระทรวงพันธุ์ใหม่ที่สามารถบูรณาการด้วยการปรับจากงานฐานกรมมาเป็นงานฐานกระทรวง 2)จำนวนจังหวัดพันธุ์ใหม่ที่บูรณาการงานพัฒนาและบริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

3.ปรับระบบบริหารบุคลากรภาครัฐแบบเปิด  
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  

1)จำนวนข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยร้อยละ 20 ในระยะเวลา 10 ปี  

4.สร้างความเข้มแข็งของระบบบริหารราชการพื้นที่และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1)สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายของท้องถิ่นและยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ภายใน 5 ปี

5.ขจัดอุปสรรคการจัดซื้อจัดหาและเบิกจ่ายเงินภาครัฐ ให้โปร่งใส รวดเร็ว คุ้มค่า

ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1)ไม่มีคดีทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
……………………………………………………………………………………..
 

Key Message
– ประเทศไทยมีระบบ One COUNTRY One Platform เกิดขึ้นจริง  
– รัฐบาลมีระบบข้อมูล Big Data ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง  
– ประชาชนใช้ประโยชน์ พึงพอใจในระบบรัฐบาลดิจิทัล
– จำนวนกระทรวงพันธุ์ใหม่ และจังหวัดพันธุ์ใหม่เพื่อประชาชน
– จำนวนข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคลดลงร้อยละ 20 ในระยะเวลา 10 ปี  
– งบประมาณรายจ่ายของท้องถิ่นและพื้นที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ภายใน 5 ปี
– คดีทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของราชการและท้องถิ่นลดลง