ป้อมอุ้ม “ธรรมนัส” ทางเลือกสำรองบิ๊กดีลพรรคใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493839

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ป้อมอุ้ม "ธรรมนัส" ทางเลือกสำรองบิ๊กดีลพรรคใหญ่

พรรคสำรองบิ๊กตู่มาแรง กดดัน “ธรรมนัส” แบกพลังประชารัฐฉบับบิ๊กป้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิดดีลเครือข่ายคนแดนไกล เป็นทางเลือกสำรอง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำมึก

สัญญาณเลือกตั้งใกล้เข้ามา “ธรรมนัส” ชิงเคลื่อนไหวจัดทัพพลังประชารัฐ สร้างกระแสข่าวขานรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ภายในพลังประชารัฐ ยังคุกรุ่นด้วยไฟขัดแย้ง

ว่ากันตามจริง “ธรรมนัส” ยังเคลื่อนไหวจำกัดในโซนอิทธิพลของตัวเอง เข้าไปแตะพื้นที่กลุ่ม 6 รัฐมนตรีไม่ได้ แต่ก็ขยันพาลุงป้อมทัวร์ทั่วไทย ตอกย้ำความเป็นคนวงในตัวจริง

เหตุที่ทีมลุงตู่ไม่วางใจ “ธรรมนัส” ก็มาจากความสัมพันธ์กับเครือข่ายคนแดนไกล เรื่องนี้รู้กันดีในแวดวงคนการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

พลันที่โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับ 1 พ.ศ.2564 บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส.ส.เขต 400 คน ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ก็แจกข่าวทันที พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแบบใหม่นี้

ปัจจุบัน พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.อยู่ในมือ 119 คน แต่ ส.ส.เขต กว่าร้อยละ 20 เป็น ส.ส.นกแล หรือ ส.ส.ที่ได้มาเพราะกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ในสนามเมืองหลวง และภาคใต้

ลึกๆ กลุ่มธรรมนัส คงอยากให้เกิดพรรคใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะจะได้แยกชัดระหว่างพรรคป้อมกับพรรคตู่ ซึ่งประเมินว่า ส.ส.พลังประชารัฐ จะย้ายออกไปสังกัดพรรคใหม่ไม่ถึง 20 คน

มีกระแสข่าวว่า “ธรรมนัส” อาจทำพลังประชารัฐเป็นพรรคขนาด 60 ที่นั่ง ต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้า เพราะกติกาบัตร 2 ใบ พรรคเพื่อไทยจะคว้า ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว


‘ไม่เอาธรรมนัส’

ปรากฎการณ์พรรคสำรองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมาเป็นระลอกนั้น ก็คือขบวนการเขย่า “ธรรมนัส” และเป็นการส่งสัญญาณถึง พล.อ.ประวิตร ผู้ดูแลธรรมนัสให้หันหน้ามาเจรจากับ “2 ป.” ตามข้อตกลงเดิมกับกลุ่ม 6 รัฐมนตรี

การเกิดข่าวพรรคไทยสร้างสรรค์ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็คือกระบวนการรุกเข้ายึดพลังประชารัฐ ของกลุ่ม พล.อ.ประยุทธ์ นับจากหลังศึกซักฟอก 4 ก.ย.2564 และมีการปลด 2 โดยฝ่ายทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือน ทุกอย่างก็จบ แต่ พล.อ.ประวิตร กลับตั้งการ์ดสูง และออกอาการปกป้องธรรมนัสเต็มที่ เกมยึดพรรค จึงยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้

สำหรับพรรคไทยสร้างสรรค์นั้น มีข้อมูลเชิงลึกว่า เป็นของกลุ่มอดีตรัฐมนตรี สาย กปปส. ที่พยายามจะตั้งพรรคแบบพลังประชารัฐยุคแรก เดินหน้าชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้วันนี้ กระแสข่าวพรรคไทยสร้างสรรค์จะเงียบลงไป แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม 6 รัฐมนตรี กับกลุ่มธรรมนัส ยังดำรงอยู่

เช็คขุมกำลังในพลังประชารัฐ ดูเหมือนว่า สายบิ๊กป้อมจะมีกำลังพลที่เหนือกว่า แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ ก็ยังรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะพลังประชารัฐ หากมีแค่บิ๊กป้อม ไม่มีบิ๊กตู่ กลุ่ม ส.ส.นกแล ก็เตรียมตัวสอบตกได้เลย

‘ขุมกำลัง 6 รัฐมนตรี’

จริงๆแล้ว “ธรรมนัส” มีขุมกำลัง ส.ส.พลังประชารัฐ ประมาณ 12 คน แต่ที่น่าจับตาคือ ขุมกำลังนอกพรรค ไม่ว่าจะเป็น 7 พรรคเล็ก ,พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็ก และ ส.ส.บางกลุ่มในเพื่อไทย มากกว่า 20 คน ซึ่งเป็นอาวุธลับของผู้กองเมืองพะเยา

ส่วนกลุ่ม 6 รัฐมนตรี ประกอบด้วยสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม,อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง มีกำลังพลประมาณ 40 คน

ผู้ที่คุมกำลังส่วนใหญ่ในพลังประชารัฐคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ ที่เป็นเสาหลักของ ส.ส.กลุ่มบ้านใหญ่ และ ส.ส.นกแล ประมาณ 80 คน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในกลุ่ม 6 รัฐมนตรี เปิดเผยว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจตั้งพรรคใหม่จริง กลุ่มทุนจะเลือกข้างบิ๊กตู่ และจะทำให้ ส.ส.นกแล แห่ออกจากบ้านป่ารอยต่อฯ

ฝ่ายบ้านป่ารอยต่อฯ ในวันที่ไม่มีบิ๊กตู่ อาจต้องใช้ “ธรรมนัส” เปิดบิ๊กดีลกับพรรคใหญ่ของคนแดนไกล ขอร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยเวลานี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการพูดคุยกันในระดับแกนนำพรรครัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรคไว้แล้ว

การเมืองยุค 3ป.ขาลง มิใช่จะมีแค่พรรคสำรองของบิ๊กตู่เท่านั้น หากยังทางเลือกสำรองของบิ๊กป้อม และธรรมนัสอีกด้วย

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493814

นายหัวไทร

23 พ.ย. 2564 |09:00 น.

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

หากความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับ พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่อาจสมานรอยร้าวกันได้จริง การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันเวลาข้างหน้าย่อมเป็นโจทย์หินของพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

โปรดเกล้าลงมาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมี ส.ส.500 คน เป็นระบบเขต 400 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และใช้บัตรเลือกตั้ง 6 ใบ
“พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” ชอบใครเลือกคนนั้น ขอบพรรคไหนก็กาบัตรให้ คะแนนพรรคจากทุกพรรคจะถูกนำไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคควรจะได้

แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีวาระถึงปี 2566 แต่ระยะหลังทุกพรรคการเมืองต่างเดินหน้าหาคะแนนเสียงเสมือนกับว่า การเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
       

พรรคการเมืองใหม่ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็น แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะไม่เอื้อสำหรับพรรคเล็ก หรือพรรคการเมืองเกิดใหม่ แต่เชื่อกันว่า เป็นการตั้งพรรคขึ้นมาสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
       

จู่ๆพรรคไทยสร้างสรรค์ก็โผล่มา ทำนองว่า 2 ป.สนับสนุนให้ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ หรืออย่างพรรคพลังก็มีให้เห็น หรือพรรคเพื่อไทรวมพลัง…!
     

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การเมืองยังไม่แน่นอน หัวหน้ากลุ่มก้อนทางการเมืองจึงต้องมีพรรคการเมืองสำรองของตัวเองไว้ เผื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็มีพรรคสำรองไว้อยู่แล้ว

แต่ขณะนี้ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลาย

ล่าสุดเกิดกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ หันไปสนใจพรรคการเมืองชื่อ “ไทยสร้างสรรค์” ตอกย้ำกระแสข่าวที่ว่าหากพรรคพลังประชารัฐจัดการไม่ลงตัว โดยเฉพาะการจัดการกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็พร้อมตีจาก

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

แม้จะถูกมองว่า การผุดขึ้นมาของพรรคไทยสร้างสรรค์ในสถานการณ์ความขัดแย้งของผู้นำ เป็นเพียงการโยนหินถามทาง หรือสร้างกระแสกดดัน พล.อ.ประวิตรให้เร่งจัดการปัญหาภายในพรรคก็ตาม
กดดันว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอาด้วยกับพลังประชารัฐ พรรคนี้ก็เดินยาก ไม่มีจุดขาย จะเอาใครเป็นนายกรัฐมนตรี

กระแสการตีจากพรรคพลังประชารัฐของ 2ป.เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

ช่วงก่อนเกษียณของ “ฉัตรชัย พรหมเลิศ”อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ข่าวกระฉ่อน “พรรคปลัดฉิ่ง” ภายใต้ชื่อ “พรรคเศรษฐกิจไทย” ก็เคยปรากฏให้เห็นว่าจะเป็นพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

รับรู้กันว่า พรรคปลัดฉิ่งตั้งเพื่อรองรับ 2 ป. หากความขัดแย้งกับ ป.ประวิตร ไม่อาจสมานแผลลงได้

แต่กระแสพรรคบิ๊กฉิ่งกลับหายเข้ากลับเมฆ พร้อมๆกับการทิ้งเพื่อนรักของ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ไปสังกัดพรรคกล้า เพราะหาเงาพรรคบิ๊กฉิ่งไม่เจอ

คลื่นความขัดแย้งยังคงอยู่

พล.อ.ประวิตรยังคงออกตรวจพื้นที่พร้อมๆ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่ามกลางกระแสต้อนรับจาก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐอย่างคึกคัก พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ต่อเนื่อง

หากความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับ พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่อาจสมานรอยร้าวกันได้จริง การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันเวลาข้างหน้าย่อมเป็นโจทย์หินของพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ และกำลังแก้ไขกฎหมายลูกเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คาดการณ์กันว่า พรรคการเมืองที่จะได้ประโยชน์จากการแก้ไขคือพรรคที่ประชาชนลงคะแนนให้มากๆ

พรรคเพื่อไทยคิดว่าการแก้ไขเช่นนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประเมินคะแนนที่เคยได้เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว น่าเชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งด้วยระบบบัตร 2 ใบ พรรคพลังประชารัฐก็น่าจะได้ประโยชน์

แต่การประเมินของพรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นการประเมินก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐมีปัญหา

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถ้าลงเอยด้วย พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวจากพรรคพลังประชารัฐ และตั้งพรรคใหม่มาสนับสนุนย่อมส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะกำหนดให้เสียง ส.ว. 250 เสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จนกลายเป็นเงื่อนไขหลักในการต่อรองให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาสนับสนุนรัฐบาล

แต่การเลือกตั้งต้องมีพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน

ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือ พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.สูสีกับพรรคพลังประชารัฐ  โดยเฉพาะคะแนนพรรค ที่เคยถูกยกมาเป็นข้ออ้าง ชิงจัดตั้งรัฐบาลมาแล้ว และไม่ควรลืมคราวนี้ จะมีพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย คอยเบียดแทรกขึ้นมาอีก

การเลือกตั้งใหม่ ที่อาจจะมีพรรคใหม่มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อาจเข้ามาทำลายเสียงของพรรคพลังประชารัฐเดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์

ทางออกคือ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ต้องกลับมาสมานฉันท์ รักกันเฉกเช่นเดิม ซึ่งมอง ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องยาก 

แก้วที่มันร้าว แม้จะเอากาวมาทาปรับแต่งให้เป็นรูปแก้ว แต่ยังคงเห็นรอยร้าว


 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว #ขัดแย้ง #ร้าว

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด “ใครได้-ใครเสีย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493713

23 พ.ย. 2564 |00:00 น.

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด "ใครได้-ใครเสีย"

รธน.แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่1) ปี64 ประกาศใช้แล้ว ขั้นต่อไป คือ ยกร่างกม.ลูกสองฉบับ จับตาการกำหนดสูตรคำนวณบัตรเลือกตั้งสองใบ ส.ส.เขต 400 คน โดยเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน โอกาส ใครได้-ใครเสีย พรรคเล็ก-กลาง-ใหญ่จัดทัพถ่ายโอนชิงชัยคึกคัก กับเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564  เหตุผลในการประกาศระบุว่า โดยที่ มาตรา 83 และมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 500 คน มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน 150 คน เป็นจำนวนที่ไม่สอดคล้องต่อจำนวนประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้ง 

หากมีการกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี จำนวน 400 คน ก็จะทำให้การดูแลปัญหาของประชาชนมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อพรรคการเมืองและต้องเคารพหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน

การให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตย่อมทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น   จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564
 

กล่าวโดยสรุปสำหรับการเลือกตั้งส.ส.คราวหน้า ใช้บัตร 2 ใบเพื่อลงคะแนนให้ ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน


งานนี้ใครได้ใครเสียระหว่าง 85 พรรคการเมืองที่ยังเคลื่อนไหวและรายงานกิจกรรมพรรคต่อกกต.กับการสู้ศึกงวดหน้า

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด "ใครได้-ใครเสีย"

ภาพบนกระดานการเมือง พบว่า  พรรคการเมืองหลายพรรคขยับกิจกรรมทางการเมืองหลังยุติไปนาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 และเมื่อมีจังหวะก็ตีฟุ้งกับราคาของพรรคตัวเอง

พรรคชาติไทยพัฒนา มีผู้แทนฯสิบสองคน แต่หวังเพิ่มส.ส.ให้แตะสามสิบคน  พรรครวมพลังประชาชาติไทย เพิ่งประชุมใหญ่สามัญประจำปี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. พร้อมประกาศจะเพิ่มส.ส.ให้มากกว่าห้าคน

พรรคเพื่อชาติหวังได้โอกาสเพิ่ม พรรคเพื่อไทยปูพรมให้ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.รวมทั้งว่าที่ผู้สมัครส.ก.อัดแคมเปญการเมืองเพียบ

พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยหัวหน้าพรรคไปพบมวลชนในพื้นที่คาดหวัง  พรรคพลังประชารัฐโดยผู้กองคนดังขยับตัวถี่ยิบในหลายจังหวัด พรรคก้าวไกลก็ออกเดินสาย พรรคกล้า รวมทั้งพรรคไทยสร้างไทย จะปรากฏกิจกรรมพรรคหลายพื้นที่แบบรัวๆ

ส่วนบางพรรคที่รอแจ้งเกิดหลังแยกตัวมาจากพรรคใหญ่ รวมทั้งพรรคเล็กและพรรคจิ๋วที่มีบทบาทการเมืองยามนี้ จับยามสามตาแล้วน่าจะเหนื่อยหนัก

แม้บางพรรคบอกว่าจะสู้ต่อ โดยปรับกลยุทธ์ตามภาวะวิสัยในตอนนี้   แต่ค่อนข้างแน่นอนว่าไม่นานวันจะพบการยุบพรรคตามรอย”ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคประชาชนปฏิรูปที่เดินเข้าพลังประชารัฐได้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบังเกิดเป็นระลอก  โดยต้องสังเกตที่มาที่ไปของแกนนำพรรคนั้นๆว่าวันวานที่ผ่านมาแนบแน่นกับคีย์แมนพรรคใด  หรือแม้แต่บางพรรคน่าจะ “แพแตก”เพราะคีย์แมนแตะมือขั้วหนึ่ง แต่สมาชิกพรรคแตะมืออีกขั้วหนึ่ง   

และวันข้างหน้านี้ เชื่อเลยว่าบางพรรคจะเปิดตัวให้ “นกแล”ลงแข่งขัน หลายพรรคน่าจะคัดคนแบบหัวกะทิ เพราะงานการเมืองนั้นกระแสมาพร้อมกระสุน แต่บางพรรคน่าจะควบรวมกิจการพรรคที่สนใจมาเป็นหนึ่งเดียวกันไปก่อน นัยว่าวันนี้สร้างเครดิตและเสริมแกร่งหาแต้มไปก่อน วันหลังค่อยมาแก้ปัญหาหลังบ้านที่น่าจะเกิดขึ้น

แต่ที่แน่ๆ ลำดับท็อปเท็นและหรือ 15 อันดับแรกของบัญชีรายชื่อแต่ละพรรค ต้องเป็น “เกรดเอ” เพราะดูแล้วส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์งวดนี้แต้มจะกระจายไปหลายพรรคหลัก 

ส่วนพรรคขนาดกลางและเล็กนั้น  อันดับ1-5  หากได้ไปเยือนรัฐสภาเกียกกายนับว่าสำเร็จแล้ว   เร็ววันนี้อาจจะพบกระแสข่าวแกนนำบางพรรคย้ายมุ้ง เพราะใครก็ไม่อยากได้ชื่อว่าส.ส.สอบตก เว้นแต่พรรค”บิ๊กเนม”ที่น่าจะมั่นใจว่าตัวเลขส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์น่าจะไหลไปแตะตัวเลขสามสิบอันดับ (เมื่อกติกาหลักมีผลบังคับใช้แล้วนั้น เท่ากับว่าผู้แทนฯระบบเขตจะเพิ่มขึ้นห้าสิบคน ผู้แทนฯปาร์ตี้ลิสต์หดไปห้าสิบคน) 


อีกประการที่มิควรละเลย คือบางเขตนั้นมีฐานคะแนนในขั้วเดียวกันแต่พรรคเหล่านี้แข่งกันเอง แบบนี้น่าจะฟัดกันหนักเพราะแน่นอนว่าหลากพรรคหลักต้องเลือกผู้สมัครประเภท”ดี-เด่น-ดัง”ลงในระบบเขต และหวังให้ชาวบ้านในเขตนั้นเทใจเลือกพรรคด้วย เพราะหย่อนบัตรงวดที่แล้วใช้บัตรใบเดียว(เลือกคนและพรรครวมทั้งแคนดิเดตนายกฯไปพร้อมกัน) แต่เอาเข้าจริงแล้ว หลากพรรคยังใช้วิธีเดิมๆคือดึงตระกูลการเมือง/นักธุรกิจในพื้นที่ หรืออดีตนักการเมือง(อดีตส.ว./อดีตส.ส./อดีตสมาชิกอบจ./เทศบาล)มาเปิดตัวในพื้นที่ที่พรรคตัวเองไร้กำลังพล บางพรรคดึงคู่แข่งมาเสริมดื้อๆ(  พรรคกล้า ดึงพันโทสุชาติ จันทรโชติกุล อดีตแกนนำพปชร.ภาคใต้ไปร่วมงาน)  ของแบบนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมือง เกิดขึ้นทุกครั้ง

แต่สิ่งที่ต้องมองลึกๆคือ สมการการเมืองจะเปลี่ยนเพียงใดสำหรับพรรคที่ได้กำลังพลไปเสริมทัพ  พรรคที่เสียสมาชิกพรรคคนสำคัญให้คู่แข่ง เพราะสมการนี้มันเปลี่ยนทุกครั้ง

หากให้สรุปความยามนี้ พบว่า ค่อนข้างแน่นอนว่า “คนแดนไกล”ยิ้มกริ่มกับกติกานี้ เพราะมันเคยได้ผลกับปรากฏการณ์ไทยรักไทยฟีเวอร์ พลังประชาชนและเพื่อไทยเวอร์ชั่นนารีขี่ม้าขาวและตอนนี้อดีตคนในสังกัดทยอยตบเท้ากลับบ้านเก่ากันแล้ว

หอมกลิ่นเลือกตั้ง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีเต็มตัว ลาก่อนการ์ดวีโว่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493758

22 พ.ย. 2564 |19:00 น.

หอมกลิ่นเลือกตั้ง "โตโต้ ปิยรัฐ" คดีเต็มตัว ลาก่อนการ์ดวีโว่

สะเทือนยุทธจักรการ์ดสามนิ้ว “โตโต้ ปิยรัฐ” โบกมือลาการ์ดวีโว่ อ้างคดีเยอะ ส่งไม้ต่อให้รุ่นน้อง จับตาอดีตหัวหน้าการ์ดคนดัง หวนคืนสวมเสื้อส้ม ลุยสนามเลือกตั้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สะเทือนยุทธจักรการ์ดอาสา “โตโต้ ปิยรัฐ” ประกาศวางมือหัวหน้าการ์ดวีโว่ ส่งต่อภารกิจให้รุ่นน้อง เพราะขณะนี้มีคดีความติดตัว 31 คดี บางคดีสู้ถึงศาลฎีกาแล้ว

ทางเดิน “โตโต้ ปิยรัฐ” ยาวนานมาแต่ยุคคนเสื้อแดง จนถึงม็อบคนอยากเลือกตั้ง ก่อนจะไปลุยสมรภูมิเลือกตั้ง เมื่อเกิดม็อบสามนิ้ว โตโต้ทำการ์ดวีโว่ลงท้องถนน

การถอนตัวของ “โตโต้ ปิยรัฐ” สะท้อนภาพรวมขบวนการต่อสู้บนท้องถนน อยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยง จะถอยเพื่อรุกใหม่ หรือจะเสี่ยงเปิดเกมอนาธิปไตย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2564 โตโต้หรือ ปิยรัฐ จงเทพ ผู้อำนวยการกลุ่มงานมวลชนอาสา หรือ We Volunteer (WeVo) ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คในรายการ Wevo พบประชาชน EP:10 ว่าด้วยเรื่อง Wevo กับภารกิจส่งไม้ต่อ

หลังจากก่อตั้งการ์ดวีโว่มา 1 ปี “โตโต้ ปิยรัฐ” ได้ประกาศส่งไม้ต่อให้รุ่นน้อง โดยจะมีการแต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ เพื่อนำขบวนการ์ดวีโว่ เนื่องจากโตโต้ถูกดำเนินคดีความมั่นคง 31 คดี ในจำนวนนั้นเป็นคดี ม.112 จำนวน 3 คดี และมีบางคดีสู้ถึงชั้นศาลฎีกาแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีเวลาอยู่ข้างนอกอีกนานแค่ไหน และอาจจะไม่มีเวลาทำงานร่วมกับพี่น้องอีกต่อไปได้ จึงต้องเกษียณตัวเอง เพื่อไปทำหน้าที่อย่างอื่นในวันข้างหน้า

“เราจับมือกันให้แน่น ตั้งสติคิดรอบครอบ ก้าวที่ละก้าวอย่างมั่นคง ลงจังหวะอย่างมียุทธศาสตร์ พร้อมรับเมื่อต้องมีใครล้ม และพร้อมรุกเมื่อถึงเวลา เวลานี้เรามาไกลมากแล้ว ไกลเกินกว่าจะถอยกลับ และพวกเขาคงไม่ยอมให้เราถอยกลับเป็นแน่”

‘กำเนิดการ์ดวีโว่’

ต้นเดือน ก.ย.2563 “โตโต้ ปิยรัฐ” เปิดตัวการ์ดสามพระจอม หมายถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เพื่อดูแลการชุมนุม 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร

หลังจากนั้น โตโต้ก็มีบทบาทมากขึ้นในฐานะหัวหน้าการ์ดสามพระจอม ก่อนจะพัฒนามาเป็นการ์ดอาสาวีโว่ “..wevo เกิดมาจากกลุ่มนักเรียนสายอาชีวะ และวิศวกร wevo ก่อตั้งโดยกลุ่มสามพระจอมปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่คือ ช่างเทคนิค และ นศ. วิศวะ จากสถาบันพระจอมเกล้า จนวันนี้จึงเปิดรับความหลากหลายเข้ามา..”

ปลายปี 2563 มีการชุมนุมบนท้องถนนบ่อยครั้ง จึงมีการ์ดม็อบมากถึง 10 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นการ์ดอาชีวะ ซึ่งได้เกิดปัญหาเหตุปะทะกันเองของกลุ่มการ์ดอยู่หลายครั้ง

ต่อมา “โตโต้ ปิยะรัฐ” ได้มีการเคลื่อนไหวลักษณะวีรชนเอกชน นำพาการ์ดวีโว่ ก่อการสุ่มเสี่ยงจนตกเป็นเป้าโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม และมีวิวาทะกับกลุ่มการ์ดอาชีวะด้วยกันเอง

ปี 2564 การ์ดวีโว่มีบทบาทในการดูแลม็อบน้อยลง เนื่องจากม็อบแบบไม่มีแกนนำได้เกิดขึ้นหลายกลุ่ม รวมถึงม็อบอนาธิปไตยอย่างทะลุแก๊ซที่ดินแดง

‘ซ้ายใหม่’

“โตโต้ ปิยรัฐ” ทำกิจกรรมคัดค้านระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยเรียนคณะ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ

ปี 2554-2556 โตโต้ได้เข้าไปคลุกวงในขบวนการคนเสื้อแดงปีกแดงตาสว่าง จึงรู้จักสมยศ พฤกษาเกษมสุข และอานนท์ นำภา

ปี 2559 โตโต้ เปิดตัวสมาคมเพื่อเพื่อน (FFA) เป็นสมาคมที่อำนวยการช่วยเหลือนักโทษทางความคิด โดยเฉพาะคดี 112 โดยมีตัวเขาเป็นนายกสมาคม และมีอานนท์ นำภา เป็นกรรมการสมาคม

ปี 2560 โตโต้ร่วมกับรังสิมันต์ โรม และอานนท์ นำภา ทำม็อบคนอยากเลือกตั้ง แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ถัดมา โตโต้และรังสิมันต์ โรม สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ปี 2562 โตโต้ ลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ในนามพรรคอนาคตใหม่ โตโต้รู้ว่าเป็นรอง ส.ส.เก่าจากพรรคเพื่อไทย แต่ก็สู้อย่างเต็มที่ สุดท้ายผลคะแนนสะท้อนว่า คนเมืองน้ำดำยังผูกพันกับพรรคเพื่อไทยสูง

หลังพ่ายเลือกตั้ง โตโต้ยังทำงานในพื้นที่ และยังเกาะเกี่ยวอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ กระทั่งมีการยุบพรรค โตโต้ก็ผันตัวมาทำงานการเมืองนอกสภาอีกหน

การประกาศวางมือจากหัวหน้าการ์ดวีโว่ของโตโต้ จึงมีสำนักข่าวบางแห่งวิเคราะห์ว่า เขาอาจหวนคืนสังเวียนการเมือง เพราะรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมเปิดประตูต้อนรับโตโต้อยู่แล้ว

ปี่กลองเลือกตั้งดังกระหึ่มแล้ว ถ้าปี 2562 “โตโต้ ปิยะรัฐ” ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็คงได้เป็น ส.ส.เหมือนรังสิมันต์ โรม ไปแล้ว ฉะนั้น สมัยหน้า โตโต้อาจลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลก็เป็นได้

แม่ทัพเพื่อชาติ “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” สูตรลับเชียงรายโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493699

22 พ.ย. 2564 |14:00 น.

แม่ทัพเพื่อชาติ "ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ" สูตรลับเชียงรายโมเดล

เรียบร้อยติยะไพรัช “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ โชว์บทดาวสภากล้าตาย เชื่อมคอนเนกชั่นเชียงราย-พะเยา รอเวลาไปต่อหรือควบรวม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พรรคเพื่อชาติเลือก “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความสัมพันธ์กับยงยุทธ ติยะไพรัช นั้นล้ำลึกมาแต่สมัยก่อการขบวนคนเสื้อแดง ภาคเหนือ

มองข้ามช็อต “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” เป็นผู้เล่นที่เหมาะสมกับช่วงการรอคอยเลือกตั้งครั้งใหม่ด้วยกติกาบัตร 2 ใบ พรรคเพื่อชาติจะไปต่อหรือควบรวมกับพรรคไหน ก็ขึ้นอยู่กับบทบาท ส.ส.เอลวิส ในสภาฯ นับจากนี้ไป

“ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ไม่ได้แนบแน่นแค่ผู้มากบารมีเมืองเชียงราย หากแต่สายสัมพันธ์ยังทอดยาวไปถึงผู้กองเมืองพะเยา ซึ่งคอนเนกชั่นลูกข้าวนึ่ง บอกถึงอนาคตของพรรคเพื่อชาติได้เป็นอย่างดี

เปิดฉากการประชุมพรรคเพื่อชาติ ที่ห้องประชุมสนามฟุตบอลสโมสรลีโอเชียงราย สเตเดียม จ.เชียงราย ของตระกูลติยะไพรัช ก็บอกให้รู้แล้วว่า พรรคเพื่อชาติ เป็นของใคร

พิธีกรรมเปลี่ยนผ่านไม่มีอะไรมาก บุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ พี่สาวของยงยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และส่งต่อให้ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เป็นหัวหน้าพรรคแทน

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สปอนเซอร์รายใหญ่ยุคแรกๆ ผันตัวขึ้นเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค และ ลินดา เชิดชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลูกสะใภ้เจ๊เกียว เป็นเลขาธิการพรรค สมความมุ่งมาดปรารถนา

หาก “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” จะนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง ก็คงเน้นหนักในพื้นที่ภาคเหนือ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ง่าย บางทีอาจต้องรอฟังสัญญาณคนแดนไกล ก่อนตัดสินใจอนาคตเพื่อชาติ

‘เชียงรายโมเดล’

ช่วงรัฐบาล คสช. ยงยุทธ ติยะไพรัช ไปสิงสถิตอยู่ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ทำกิจกรรมร่วมกับแกนนำ นปช. ซึ่งตอนนั้น “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ก็มาร่วมขบวนด้วย ในฐานะแกนนำ นปช.เมืองพระยาพิชัยดาบหัก

ปี 2563 ยงยุทธ ติยะไพรัช ตั้งกลุ่มพลเมืองร่วมใจ ร่วมกับ สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตมือปราบฉลามดำ ตระเวนทำกิจกรรมทั่วภาคเหนือตอนบน บ่อยครั้งที่ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ได้ร่วมขบวนไปด้วย

จริงๆแล้ว ยงยุทธ ก็สนิทกับสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ภายในพรรคเพื่อไทยก็มีหลายกลุ่มก๊วน ยงยุทธจึงไม่เข้าไปยุ่ง กรณีที่ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ เปิดศึกถล่มแกนนำพรรค และถูกขับออกมา

นับแต่เสี่ยสงคราม ถอดใจอยากเลิกราจากเพื่อชาติ ยงยุทธก็ตัดสินใจดันพี่สาวให้เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว และโยกเพื่อชาติจากอิมพีเรียล สำโรง มาอยู่ที่สนามลีโอ เชียงรายฯ

‘ยุบพลเมืองร่วมใจ’

ดังที่รู้กันในสภาฯ ช่วงก่อนแตกหักเพื่อไทย “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ป้วนป้วนอยู่พรรคพลังประชารัฐ โดยเดินไปมาไหนกับวิรัช รัตนเศรษฐ และเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ศรัณย์วุฒิ เลือกเพื่อชาติ ง่ายต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในนามฝ่ายประชาธิปไตย

ยงยุทธ ศรัณย์วุฒิ และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยทำกลุ่มพลเมืองร่วมใจยงยุทธ ศรัณย์วุฒิ และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยทำกลุ่มพลเมืองร่วมใจ

ฝ่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัวกลุ่มพลเมืองร่วมใจ ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน ซึ่งจริงๆแล้ว ก็มีเป้าหมายการเมืองท้องถิ่น

ยงยุทธสนับสนุน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย ในนามเพื่อไทย แต่พ่าย อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นลูกสาวของสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงราย

ส่วน พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ก็ไปลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.นครสวรรค์ทุกพรรค รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และหิมาลัย ผิวพรรณ ซึ่ง พล.ต.ท.สมศักดิ์ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.

ดังนั้น กลุ่มพลเมืองร่วมใจจึงปิดตัวไปโดยปริยาย เดิมพันการเมืองของยงยุทธ ก็ขึ้นอยู่ที่บทบาทของ “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ จะแสดงได้ดีแค่ไหน และท้ายที่สุด ก็ต้องฟังยุทธศาสตร์เลือกตั้งของคนแดนไกล

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ “บัตรเลือกตั้ง2ใบ” ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493703

22 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ได้เวลาใกล้ชิดประชาชน บังคับใช้รัฐธรรมนูญ “บัตรเลือกตั้ง2ใบ” แล้ว รัฐสภามีเวลา 180 วัน ยกร่างกฏหมายลูก 2 ฉบับ

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าไปทุกขณะ จากนี้ไป บรรดาพรรคการเมืองคงเร่งมือจัดทำกฏหมายลูกที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทั้งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้งแบบบัตรสองใบเอื้อต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงน้องใหม่ อย่างพรรคก้าวไกล ซึ่งตระเวณลงพื้นที่ วางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาระยะหนึ่งแล้ว 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีทั้งสิ้น6 มาตรา สาระสำคัญคือการกำหนดสัดส่วนส.ส.แบบบัญชี รายชื่อจาก150 คน เหลือ 100 คน เพื่อส.ส.เขต จาก 350 คน เป็น 400 คนทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางและพรรคการเมืองขนาดเล็กเสียเปรียบ ชาติไทยพัฒนา จึงมีความพยายาม เสนอให้กำหนดวิธีการคำนวณ ส.ส.ใหม่ ระบบสัดส่วนผสม หรือระบบเยอรมัน (Mixed Member Proportional System) หรือ MMP. มาจัดสรรที่นั่ง ส.ส.ในสภาโดยคำนึงถึงสัดส่วนที่พึงจะมีและก่อให้เกิดการกระจายไปยังพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กมากขึ้น
 

แต่ความพยายามดังกล่าว อาจเป็นไปได้ยาก เพราะจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา 3 แก้ไขมาตรา 83 วรรคแรกระบุที่มาของส.ส.ไว้อย่าง ชัดเจนว่า ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ไม่มีส่วนใดที่ให้คำนวณ ส.ส.พึงมีจาก จำนวนส.ส.ทั้งสองระบบรวมกัน เรื่องที่พรรคการเมืองกังวลกันมากคือการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นอีก50 เขต

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา 4  แก้ไขมาตรา 86 กำหนดให้ใช้ฐานทะเบียนราษฎร์ ล่าสุดก่อนมีการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ กระทรวงมหาดไทย จึงถือเป็นกลไก สำคัญ ในการกำหนดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในเรื่องนี้  
ไม่เพียงเท่านั้น หากรัฐบาลพลาดท่าในการบริหารประเทศ ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง จนต้องมีการยุบสภา  จะมีปัญหาค่อนข้างยุ่งยาก  

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ก็สามารถดำเนินต่อไปได้  ไม่ต้องกังวลว่ากฏหมายลูกจะดำเนินการแล้วเสร็จหรือไม่  เพราะสามารถออกเป็นพระราชกำหนดขึ้นมาบังคับใช้สำหรับการเลือกตั้งได้ โดยกกต. เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้รัฐบาล รักษาการณ์ ให้ความเห็นชอบ  

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

แต่ก็มีข้อโต้แย้งจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชว่าอาจทำไม่ได้ เพราะกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญมีศักดิ์เหนือกว่าพระราชกำหนด 

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้โดยคณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอ

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

อุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ก่อนกฏหมายแล้วเสร็จ ทางออกคือต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะมีวิธีการอย่างไร ใครจะเป็นแม่งานให้การเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493636

22 พ.ย. 2564 |03:00 น.

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

การเลือกตั้งครั้งหน้านี้..ทุกพรรคการเมืองแข่งกันดุเดือดแน่ เพราะต่างระดมลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างมาก จนเกิดคำถามว่าการหาเสียงและคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองและส.ส.เมื่อได้เข้าสู่สภาแล้ว จะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเพื่อใคร?

“หาเสียงหนักมาก !!”


ประโยคนี้คงไม่ได้เป็นการพูดที่เกินความจริง  หากจับสัญญาณดูการขับเคลื่อนกลยุทธ์และระดมพลลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง และเปิดตัวสมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ตามด้วย พรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้านี้ 

ยิ่งล่าสุด..ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการฯ และมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (22 พ.ย.) ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญหลัก คือการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในครั้งหน้านี้ จะเป็นการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ โดยส.ส. 500 คนนั้น แบ่งเป็น ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน 

เห็นได้ชัดเจนว่าช่วงนี้ ไม่มีพรรคไหนที่ไม่ลงพื้นที่เพื่อสะสมแต้ม ตีกินคะแนนเสียงจากประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกชนชั้น 

พรรคแรก ๆ ที่งัดทุกกลยุทธ์มากระชากตา กระชากใจให้ต้องหันมองก่อนใคร คือพรรคเพื่อไทย ที่ได้ลูกสาวสุดที่รักของอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร คืออุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม 

พร้อมกับปรับยุทธศาสตร์มุ่งเน้นจับคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น นอกเหนือจากฐานเสียงกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งการเปลี่ยนโลโก้พรรคใหม่เป็นสีแดงตัวหนังสือสีขาว ปลุกพลังพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า จากโลโก้เดิมที่เป็นสีน้ำเงิน และมีลายธงชาติอยู่ที่ตัว พ.พาน และ ท.ทหาร และคำขวัญที่ว่าพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน และ “พรุ่งนี้เพื่อไทย..เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน”  

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

หันมอง พรรคพลังประชารัฐ ที่แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวการไม่ลงรอยกันระหว่างนายกฯและรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉายา “นายกฯขาลอย” กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค แต่แล้ว “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ออกมาเป็นยาทิพย์ สมานแผลประสานรอยร้าวของคนทั้งคู่ ทำให้กระแสน้ำที่ขุ่น ๆ อยู่ในพรรคค่อย ๆ จางไป ท่ามกลางการลงพื้นที่หาเสียงแบบถี่ยิบเพื่อเปิดตัวสมาชิกพรรคและผู้สมัครส.ส.ของพรรค ทั้งในส่วนของ”บิ๊กป้อม”และร.อ.ธรรมนัส ทั้งในส่วนของการลงพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ขณะที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันลอยกระทง 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีความสบายอกสบายใจมากในระดับหนึ่งเพราะเดินพูดคุยกับรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลแบบชิล ๆ อีกทั้งยังโพสต์เฟซบุ๊กใน “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ด้วยวรรคทองที่ว่า “พรุ่งนี้…ต้องดีกว่าเมื่อวาน”  หลังจากที่ได้ร่วมประชุมผ่านระบบ video conference กับประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce in Thailand : AMCHAM) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักธุรกิจบริษัทสมาชิก เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในอนาคต ภายใต้ความท้าทายของโลก ที่มีทั้งวิกฤตโควิดและภาวะโลกร้อน 

“สิ่งสำคัญที่ผมเห็นว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ความมีเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งนโยบายรัฐบาลที่ไม่เปลี่ยนไปมาจนสร้างความสับสน โดยมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่ชัดเจน เป็นเข็มทิศนำทาง (Roadmap) ให้ทุกภาคส่วนได้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งวันนี้ผมถือว่าเราตั้งโจทย์ได้ถูกต้อง และเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ก้าวต่อ ๆ ไปก็ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันของคนไทยทุกคน ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ ตามหลักคิดที่ว่า “พรุ่งนี้…ต้องดีกว่าเมื่อวาน” นะครับ” นายกฯ อ้อนประชาชนคนไทย  

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ด้านพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีหัวหน้าพรรคที่เป็นรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.เพื่อระดมหาเสียงทั้งเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งสนามใหญ่ ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ที่หันมาปักธงรบ ขอดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่จากทั้งเจน X เจน Y และเจน Z กันเลยทีเดียว 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

มาถึง พรรคก้าวไกล กับภารกิจของหัวหน้าพรรคคนใหม่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ล่าสุดบุกไปเยือนเมืองสุพรรณฯ ถิ่นบรรหารบุรี พร้อมประกาศขอยึดเมืองขุนช้าง เพื่อต่อสู้กับทุกความอติธรรม และเน้นแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาน้ำและปัญหาอ้อย ให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับเน้นย้ำว่าเจ้าของเมืองสุพรรณคือประชาชน ตามด้วยการลงพื้นที่หาเสียงที่เมืองกาญจนบุรี ด้วยการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 คน ของพรรคก้าวไกล พร้อมระบุว่า ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 คนนั้น เป็นเหมือนเพชร 5 กะรัต 1 เม็ด ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าเพชร 1 กะรัต 5 เม็ด โดยเน้นการทำงานเป็นทีม เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่เพิ่งได้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคหมาดๆ เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) นายเอนก ก็ได้ย้ำว่าจะให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค โดยจะเตรียมพรรคสู่การเลือกตั้งในช่วงเวลา 1 ปี ต่อจากนี้ไป “เรามีเวลา 1 ปีเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรค ซึ่งเรามีผลงานในช่วงที่ร่วมเป็นรัฐบาลในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของกระทรวง อว. และผลงานของ ส.ส.ของพรรคในสภา โดยเป้าหมายจะเป็นพรรคขนาดเล็ก ขนาดกลางที่มีคุณภาพ โดยเป็นพรรคของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม” 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ทิ้งท้ายที่พรรคไทยสร้างไทย ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคลงพื้นที่หาเสียงและโพสต์เฟซบุ๊ก ชูนโยบายของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แก่ประชาชน รวมทั้งท้วงติงนโยบายและแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล ที่ยังไม่ถูกต้องในหลายด้าน โดยเฉพาะล่าสุดกับการทักท้วงว่าการที่รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 6 บาทจากประชาชนนั้น เป็นการ “รีดเลือดกับปู” ชัดๆ 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ถึงบรรทัดนี้.. ถามว่าทุกพรรคการเมืองที่เร่งหาเสียงกันอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ทำเพื่อใคร? “พรุ่งนี้.. เพื่อใคร?” เพื่อให้พรรคได้คะแนนเสียง ส.ส. และได้เข้าไปนั่งทำงานในสภา คอยเป็นปากเป็นเสียงเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว..การเมืองไทย มักจะมีการพูดถึงเสมอว่า “การเมือง..เป็นเรื่องของผลประโยชน์” !!

“รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493634

22 พ.ย. 2564 |03:00 น.

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

สัญญาณการเลือกตั้งครั้งหน้าดังลั่นขึ้นมาทันที ที่มีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ว่าการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบนี้ พรรคการเมืองหาเสียงชนิด..ตีกันเละ !

ทันทีที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการฯ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (21 พ.ย.) และมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (22 พ.ย.) ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญหลัก คือการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในครั้งหน้านี้ จะเป็นการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ

บัตรเลือกตั้งใบแรก..เป็นการกาบัตรเลือกตั้ง ส.ส.จากแบบเขตเลือกตั้ง 400 คน (400 คน 400 เขต) หรือที่รู้กันในการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียว และการเลือกตั้งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ซึ่งเป็นการกาบัตรเลือกพรรคการเมือง โดยมีโควตา ส.ส.ได้ทั้งสิ้น 100 คน เรียงตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงคะแนนเลือกตั้งมากที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบนี้ จะทำให้ได้ส.ส.ทั้งสิ้น 500 คน 

สำหรับพรรคการเมืองที่เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งในสมัยหน้า โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ นับแต่วินาทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ลงมาและประกาศในราชกิจนุเบกษา ปี่กลองเลือกตั้งนับจากนี้จะส่งเสียงอึกทึกครึกโครมอย่างแน่นอน 

จับตาปรากฏการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันกันในสนามการเมืองระดับชาติ จะมีทิศทางเป็นเช่นไร ความร้อนแรงทางการเมืองที่จะปะทุขึ้นจากพรรคการเมืองและส.ส. ว่าที่ผู้สมัครส.ส.จะเข้มข้นชวนระทึกตา ระทึกใจปานใด วันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์พอให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่า ศึกเลือกตั้งครั้งหน้านี้…ตีกันเละแน่  

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าถ้าพูดเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง ก็เป็นการหาเสียงแบบทั่วไปที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคดำเนินการอยู่แล้ว แต่เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เดิมมี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 350 คน และจากระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน มาเป็น ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ดังนั้น การต่อสู้ในพื้นที่ก็จะเยอะมาก ส.ส.จะไม่สามัคคีกัน 

“มันแตกกันได้เลย ส.ส.แต่ละเขตไม่สนใจกันเลย คือแพ้ตกน้ำไปเลย ชนะก็ชนะเลย แม้แต่ ส.ส.พรรคเดียวกัน ก็แยกกันชนะ ไม่เกี่ยวข้องกัน สุดท้ายไม่มีความสามัคคีในพรรค เพราะคะแนน ส.ส. 400 คน กับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน มันไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้น ไม่มีความสามัคคีในพรรค ต่างคนต่างหาเสียง ต่างหาคนมาเติม มาเสริมเพราะเขตเลือกตั้งเยอะขึ้น” 

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ประเด็นเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อการเลือกตั้งเป็นแบบบัตร 2 ใบ จะทำให้เกิดเสียงข้างมาก คะแนนก็จะซ้อนกัน ตัวเลขผลคะแนนก็จะบิดเบือนไป เช่น การเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งได้คะแนนมาแล้ว 30% แต่เมื่อคะแนนซ้อนกัน ตัวเลขจะขึ้นไปอยู่ที่ 34-35% จะยิ่งซ้อนมาก คะแนนก็ยิ่งบิดเบือนมาก เพราะจะเกิดการเลือกซ้ำในส่วนของการเลือกพรรคการเมือง (ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ) คือเมื่อเลือกส.ส.พรรคนั้นในแบบเขตเลือกตั้งแล้ว จะไปเลือกกพรรคการเมือง ตามที่ส.ส.คนนั้นสังกัดอยู่ตามไปด้วย คะแนนจะซ้อนกัน เพราะการเลือกแบบกระจาย พรรคนั้นมีน้อยมาก ก็จะทำให้คะแนนในการได้ ส.ส.เข้าสู่สภาฯ ค่อนข้างสูง สำหรับพรรคที่มีคะแนนซ้อนกันดังกล่าว

“การแข่งขันกันของ ส.ส.และพรรคการเมือง จะเกิดการห้ำหั่นกันมาก พรรคที่มีฐานคะแนนเสียงในฝ่ายเดียวกันจะเกิดการแข่งขันกันสูง เช่น  พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะแข่งขันกันสูง  หรือถ้าเป็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็จะแข่งขันกันสูงกับพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย ฉะนั้น มันตีกันวุ่น มันช่วยเหลือกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคะแนนการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ส.ส.ทั้งสองระบบ ยังพอช่วยเหลือกันได้ เพราะคะแนนมันไม่โดด” รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุ

ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย บอกด้วยว่า ประเทศที่ใช้การเลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เพื่อไม่ให้สัดส่วนคะแนนมันโดด เพราะต้องการให้ประชาชนเข้มแข็ง นักการเมืองไม่อ่อนแอ และคานอำนาจกันได้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อีกทั้งยังทำให้ส.ส.ทั้งสองแบบสามัคคีกันใน 3 แบบ  คือ 1.ผู้สมัคร ส.ส.ในพรรคทั้งหมดสามัคคีกันเพราะคะแนนเกี่ยวโยงกัน 2.แต่ละเขตเลือกตั้ง เสียงจะไม่หลุดกัน สามารถเอาคะแนนเสียงมารวมกันได้ และ 3. ส.ส.บัญชีรายชื่อเสียงไม่ขาดหายไป ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องช่วยกันในเขตเพื่อให้คะแนนในเขตสูง ฉะนั้น ระบบสัดส่วน จึงเป็นระบบที่สร้างความสามัคคี แต่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 อาจจะมีปัญหาเรื่องการคำนวณคะแนนอยู่บ้าง

“เมื่อกลับมาสู่การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบนี้..ก็จะตีกันเละ!  ถ้าเราเชื่อว่าประเทศนี้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ก็จะมีการซื้อเสียงกันเละ และตีกันเละในพรรคด้วย และท้ายที่สุดคือสมมุติว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ จะติดล็อก ส.ว. ถ้า ส.ว.ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แล้ว ส.ว.เลือกหันไปสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกับเมื่อปี 2535 (พฤษภาทมิฬ)

แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมากเป็นอันดับหนึ่ง และ ส.ว. ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก คงยุ่งเพราะ ส.ว.ไม่เอาด้วย และถ้าพรรคก้าวไกลได้เสียงข้างมากจะยิ่งแย่กันไปใหญ่” รศ.ดร.เจษฎ์ คาดการณ์สถานการณ์การเมืองต่อศึกเลือกตั้งครั้งหน้า  

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า มองจากทฤษฎี รัฐธรรมนูญปี 2540  คือแกงโฮะ คือเชื่อว่าการเอาสิ่งต่าง ๆ มารวมกันนั้นจะทำให้อร่อย คือถ้าทำดี ๆ แกงโฮะก็จะอร่อย แต่ถ้าทำไม่ดี ก็เละ ก็ไม่อร่อย รธน.ปี 2540 นั้นเป็น รธน.ที่หวือหวามากไปสำหรับประเทศไทยเพราะประเทศเรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนา เปรียบเหมือนคนที่ยังขับรถไม่ค่อยเป็น และเราขับรถได้ในความเร็ว 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่พอเอารถที่มีความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาให้ขับ ก็คงขับชนกันตาย 

ในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น (กฎหมายลูก ประกอบรัฐธรรมนูญ) รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อสังเกตว่า  ในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น (กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ) รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อสังเกตว่าในส่วนกฎหมายลูกยังมีช่องที่มีโอกาสจะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญอยู่ พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ แก้รัฐธรรมนูญแบบไม่สะเด็ดน้ำ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าร่างของพรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาและมีความไม่ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นกฎหมายลูกทั้งสองฉบับนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2564 ถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในประเด็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ทั้งในส่วนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมือง ว่า ร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับได้ทำเสร็จแล้ว รอเพียงการหารือกันอีกครั้งของวิปทั้ง 3 ฝ่าย (ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล, ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.) 

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

นายไพบูลย์ ระบุว่ากฎหมายลูกในส่วนการเลือกตั้ง ส.ส. ได้มีการแก้ไขในประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่จะต้องแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญที่เสนอ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา 91 วิธีคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อใช้ถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมปี 2554 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือใช้คะแนนรวมให้เป็นสัดส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนของทั้งประเทศ ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญปี 2554 และในกฎหมายลูกก็เขียนตามรัฐธรรมนูญ ในการนับคะแนนก็นับโดยที่นับคะแนนรวมทั้งประเทศ เมื่อเสร็จก็นำมาหารด้วยจำนวนส.ส.  

ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขในปี 2564 การแก้ไขมาตรา 83 ให้มีส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยจะนำ ส.ส.100 คนมาหารจากคะแนนรวมทั้งประเทศ และจะได้คะแนนที่ส.ส.พึงมีต่อ 1 คน สมมุติ หารคะแนนที่ประชาชนมาออกเสียง 32 ล้านใบ ก็จะนำมาหาร 100 จะเท่ากับ 320,000 คน และนำคะแนนนี้ไปหารคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้

ถ้าหารแล้วได้คะแนนออกมาให้ได้จำนวนเต็ม คือ 1% ขึ้นไป พรรคใดที่ได้ตั้งแต่ 320,000 คนขึ้น ไป จะได้ส.ส.ตามจำนวนเต็มก่อน ส่วนเศษยังไม่พูดถึง เมื่อแบ่งช่วงแรกไปแล้วพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับการจัดสรร ส.ส.พึงมีไปแล้ว แต่เหลือส.ส.บัญชีรายชื่อที่อาจจะไม่ครบ 100 คน อย่างแบ่งไปแล้วได้ส.ส. 97 คน ถือว่าเหลือได้ส.ส.อีก 3 คน ก็จะมาดูว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเต็ม หรือได้ 1% ขึ้นไป มีพรรคการเมืองใดได้เศษมากที่สุด พรรคการเมืองนั้นก็จะได้ส.ส.เพิ่มอีกคน  

“นี่เป็นแนวของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ปี 2554 ซึ่งในร่างของพรรคพลังประชารัฐ ก็ร่างมาในแนวนี้ ดังนั้น จะไม่มีส.ส.ที่พรรคได้คะแนนไม่ถึง 320,000 คน การได้ ส.ส.จะต้องได้คะแนนเต็ม และพรรคที่ได้คะแนนเต็มเท่านั้น ถึงจะได้เศษ จะไม่มีส.ส.พรรคปัดเศษ เพราะจะต้องได้คะแนนเต็มก่อนเศษที่เหลือถึงค่อยมาแบ่งกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ กฎหมายเลือกตั้งปี 2554 เขียนอย่างนี้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ 2564 จะเขียนแบบเดียวกัน แก้ไขคงเหมือนกัน ต้องไปแนวทางแบบนี้” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุ

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่บอกว่าจะเสนอมาให้แก้แบบสัดส่วนอะไรต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะถ้าทำไปจะขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะมาในแนวนี้คือ แก้ไข 4 เรื่อง ดังนี้


1.จำนวนส.ส.เขต 350 คนให้เป็น 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คนเป็น 100 คน

2.การแก้ไขให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ บัตรใบหนึ่งคือการเลือกส.ส.เขต ส่วนอีกใบเป็นการเลือกส.ส.บัญชีรายชื่อ 

3.แก้ไขวิธีการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อเนื่องจากเป็นบัตร 2 ใบ คะแนนบัญชีรายชื่อต้องเป็นสัดส่วนโดยตรงกับคะแนนรวมของทั้งประเทศดังนั้น จะไปทำเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องมาแนวนี้ดังที่กล่าวไป ข้างต้น และ

4.ในการเลือกตั้งส.ส.เขตกับบัญชีรายชื่อจะแก้ไขให้ใช้เบอร์เดียวกันทั้งหมดโดยใช้เบอร์ของบัญชีรายชื่อเป็นเบอร์พรรค ซึ่งจะเหมือนกับปี2554 ที่ใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ 

ทั้งนี้ การแก้ไขนั้นเตรียมไว้หมดแล้ว พร้อมที่จะยื่นให้กับประธานรัฐสภา แต่ต้องรอรัฐธรรมนูญโปรดเกล้าฯ ก่อน เมื่อโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้วไม่เกิน 2-3 วันก็จะยื่นต่อประธานรัฐสภา

พรรคสองพี่น้อง “ท็อป วราวุธ” บนทางเสี่ยงเหลือแค่สุพรรณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493605

21 พ.ย. 2564 |18:00 น.

พรรคสองพี่น้อง "ท็อป วราวุธ" บนทางเสี่ยงเหลือแค่สุพรรณ

มรดกการเมืองบรรหาร “ท็อป วราวุธ” จับมือพี่สาว-กัญจนา พาชาติไทยพัฒนา ฝ่าพายุเลือกขั้วอีกครั้ง โชคดี 4 ตระกูลการเมืองสุพรรณบุรี ยังรักกันดี แอบหวังลึกๆ ทีมบ้านใหญ่ช่วยเสริมทัพ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มรดกการเมืองของบรรหาร ศิลปอาชา คือ “ท็อป วราวุธ” และพี่สาว-กัญจนา ศิลปอาชา สองผู้นำพรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายใหม่ๆ ในการสมรภูมิเลือกตั้งสมัยหน้า

ท่ามกลางพายุเลือกขั้วรุนแรง “ท็อป วราวุธ” ยังโชคดีที่มี 4 ตระกูลการเมืองสุพรรณบุรี เป็นตัวยืนช่วยรักษาเก้าอี้ ส.ส.บรรหารบุรีไว้ได้

อนาคตข้างหน้า ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนเร็ว “ท็อป วราวุธ” จะนำพาพรรคไปสู่จุดใด ระหว่างพรรคคนสุพรรณ หรือพรรคขนาด 30 ที่นั่ง


วันที่ 20 พ.ย.2564 ที่สำนักงานสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค เป็นประธานการประชุมใหญ่ประจำปี

“ท็อป วราวุธ” บอกกับนักข่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราได้ ส.ส. 12 คน หรือ 1 โหล แต่ครั้งหน้า ชาติไทยพัฒนาจะได้ โหลครึ่งหรือ 30 คน”

ย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.เขต 6 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน ซึ่งตอนหลังได้ ส.ส.เขต เพิ่ม 1 คน จากเลือกตั้งซ่อม และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่ 1 คน รวมเป็น 12 คน

ดังนั้น นักวิเคราะห์การเมืองรู้สึกงุนงง “ท็อป วราวุธ” เอาความมั่นใจมาจากไหนว่า จะได้ ส.ส. 30 คน สมัยหน้า

‘สุพรรณบ้านเรา’

ช่วงปี 2560-2561 “ท็อป วราวุธ” และกลุ่มยังบลัด พยายามจะเปลี่ยนพรรคชาติไทยพัฒนา ให้เป็นพรรคที่มีความชัดเจนเชิงอุดมการณ์ แต่ผู้ใหญ่ของพรรคเห็นร่วมกันว่า สถานการณ์การเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงร้องขอกัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวคนโตของบรรหาร มาเป็นผู้นำ

หนูนา-กัญจนา ศิลปอาชา ที่ยุติงานการเมืองเพราะคดียุบพรรค ต้องหวนคืนสังเวียนการเมืองเป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทำให้คนหนุ่มอย่าง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และลูกชายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ต้องย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

สุพรรณบุรี เป็นจังหวัดพิเศษ ที่มีพื้นที่การเมืองของ 4 ตระกูลชัดเจนคือ ศิลปอาชา (อ.เมืองสุพรรณบุรี,อ.อู่ทอง) ,โพธสุธน(อ.ศรีประจันต์,อ.ดอนเจดีย์) ,เที่ยงธรรม(อ.เดิมบางนางบวช,อ.ด่านช้าง) และประเสริฐสุวรรณ (อ.สามชุก,อ.สองพี่น้อง,อ.บางปลาม้า)

บังเอิญเลือกตั้ง 2562 สุพรรณบุรี ส.ส.ลดลง 1 คน เหลือ 4 คน จึงทำให้จองชัย เที่ยงธรรม และประภัตร โพธสุธน มีปัญหาบาดหมางใจกัน จนเฮียจองชัยลาออกจากชาติไทยพัฒนา ไปอยู่ภูมิใจไทย และลงสนามแข่งกับประภัตร

วันนี้ ความขัดแย้งคลี่คลายไปแล้ว เฮียจองชัยกลับคืนบ้านเก่าเรียบร้อย และตัวแทน 4 ตระกูลการเมือง วราวุธ ศิลปอาชา,จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน และณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้จับมือกันต่อหน้ารูปปั้นบรรหาร ศิลปอาชา ว่าจะช่วยกันรักษาพรรคชาติไทยพัฒนาให้คงอยู่คู่เมืองสุพรรณฯ

‘บ้านใหญ่สู้ศึก’

วันประชุมใหญ่ที่สุพรรณฯ “ท็อป วราวุธ” ประกาศเลือกตั้งสมัยหน้าตามกติกาใหม่ สุพรรณบุรี มี ส.ส. 5 คน พรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะเอาชนะยกจังหวัดให้ได้

ทุกวันนี้ ส.ส.สุพรรณบุรี 4 คน ประกอบด้วยเขต 1 สรชัด สุจิตต์,เขต 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ,เขต 3 ประภัตร โพธสุธน และเขต 4 เสมอกัน เที่ยงธรรม

อนาคตชาติไทยพัฒนาในกำมือ 2 พี่น้อง กาญจนา-วราวุธ ศิลปอาชาอนาคตชาติไทยพัฒนาในกำมือ 2 พี่น้อง กาญจนา-วราวุธ ศิลปอาชา

สมัยหน้ามี 5 เขตก็ขึ้นกับประภัตร โพธสุธน จะเอาหลานชาย ยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กลับมาลงเขตหรือไม่

ความหวังของชาติไทยพัฒนา ก็อยู่ที่ผลงานของทีมบ้านใหญ่ อย่างตระกูลสะสมทรัพย์ นครปฐม, ตระกูลอังกินันทน์ เพชรบุรี(สายยุทธ อังกินันทน์), ตระกูลจุรีมาศ ร้อยเอ็ด และตระกูลเกียรติก้องชูชัย ชัยภูมิ

คาดว่า เฮียประภัตรคงพยายามติดต่อตระกูลการเมืองแถวภาคอีสาน และภาคเหนือ มาเสริมทัพในเร็ววันนี้ หลังบัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย อดีต ส.ส.ชัยภูมิ หวนคืนบ้านเก่าอีกครั้ง

ว่ากันตามจริง ภารกิจตามล่า 30 ที่นั่ง ยังเป็นเรื่องไกลเกินฝันของ “ท็อป วราวุธ” เพราะลำพังสมัยหน้ารักษา 12 ที่นั่ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เจาะสนามขอนแก่น “ทักษิณ” เหนือกว่าธรรมนัสโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493585

21 พ.ย. 2564 |16:00 น.

เจาะสนามขอนแก่น “ทักษิณ” เหนือกว่าธรรมนัสโมเดล

ลุยสมรภูมิขอนแก่น เพื่อไทยสาย “ทักษิณ” ยังเหนือกว่าทุกพรรค ธรรมนัสโหมปั่นกระแสหนองเรือโมเดล หวังปักธง ส.ส.ขอนแก่นเพิ่ม แต่ไม่ง่าย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

20 ปีที่ผ่านมานี้ สมรภูมิเลือกตั้งขอนแก่น พรรคในเครือข่าย “ทักษิณ” ทั้งไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย ยึดครองที่นั่ง ส.ส.แบบยกจังหวัด ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2562

ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของ “ทักษิณ” จึงทำให้พรรคเพื่อไทยในสนามขอนแก่น ถูกเบียดเจาะจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล)

การเลือกตั้งสมัยหน้า เครือข่าย “ทักษิณ” เจอคู่แข่งอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพพลังประชารัฐ วาดหวังเพิ่มที่นั่ง ส.ส.ขอนแก่น จาก 2 ที่นั่งเป็น 4 ที่นั่ง

ปลายเดือน ต.ค.2564 พรรคเพื่อไทยเปิดตัว แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของ ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นปรากฏการณ์อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์ ทำเอาพรรคคู่แข่งต้องหนาวๆร้อนๆ

นับแต่เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ได้ไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมที่ จ.ขอนแก่น มาหลายหนแล้ว เนื่องจากมี เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นสหายร่วมรบ

เอกราช ช่างเหลา มือขวาธรรมนัสเอกราช ช่างเหลา มือขวาธรรมนัส

เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส มาแต่สมัยที่ผู้กองคนดังยังอยู่ในพรรคเพื่อไทย และเป็นมือทำงานให้ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ย้ายมาทำงานให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงดึงเอกราช ช่างเหลา มาเป็นขุนพลอีสานเหนือ พรรคพลังประชารัฐ แต่เอกราชก็พาลูกชายเข้าสภาฯ ได้คนเดียว

ล่าสุด วันที่ 20 พ.ย.2564 ร.อ.ธรรมนัส และเอกราช เพิ่งเปิดตัวอัษฎางค์ แสวงการ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 และปัญญา ศรีปัญญา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ที่ขอนแก่น พร้อมหมายมั่นปั้นมือให้ขอนแก่น เป็นที่มั่นของพลังประชารัฐ

‘แชมป์เพื่อไทย’

ปี 2548 ยุคทองของ “ทักษิณ ชินวัตร” พรรคไทยรักไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น 11 ที่นั่ง ตามมาด้วยปี 2550 และปี 2554 พลังประชาชน และเพื่อไทย ก็ชนะยกจังหวัดในสนามขอนแก่น

เลือกตั้งปี 2562 เก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น 10 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย ได้ 8 ที่นั่ง, พรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง โดยมี ส.ส.หน้าเก่า พรรคเพื่อไทยเข้าสภาฯ 3 คนคือ จตุพร เจริญเชื้อ ,มุกดา พงษ์สมบัติ และนวัธ เตาะเจริญสุข (ถูกจำคุก/ตัดสิทธิ์ทางการเมือง)

ส.ส.ขอนแก่นหน้าใหม่ค่ายเพื่อไทยส่วนใหญ่ เป็นทายาทของอดีต ส.ส. อย่าง ภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น เขต 5 ลูกชายสุชาย ศรีสุรพล อดีต ส.ส.4 สมัย

สิงหภณ ดีนาง ส.ส.ขอนแก่น เขต 6 ทนายความคนใกล้ชิด สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ และอดีต ส.ส.ขอนแก่น

สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 ลูกสาวของพงศกร-ดวงแข อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 น้องชายพงศกร อรรณนพพร รวมถึง วันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น เขต 9 หลานชายของระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

การเลือกตั้งสมัยหน้า ค่ายเพื่อไทยขอนแก่น คงมีการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.ใหม่อีกหลายเขต โดยเฉพาะเขตของลูกสาว-น้องชายของ พงศกร อรรณนพพร ที่ย้ายไปเป็นแม่ทัพใหญ่พรรคไทยสร้างไทย

‘เพื่อนธรรมนัส’

ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ช่วงปลายปี 2562 อาจทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” รู้สึกเสียหน้า เมื่อ สมศักดิ์ คุณเงิน สวมเสื้อพลังประชารัฐ เอาชนะผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย ทั้งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระดมกำลังมาหาเสียงกันเต็มที่

ชัยชนะที่เขต 7 ขอนแก่น ส่งผลให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดดเด่นขึ้นมา และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เชื่อว่า ยุทธวิธีแบบธรรมนัส หรือหนองเรือโมเดล(เขต 7 ขอนแก่น) จะสามารถเจาะฐานเพื่อไทยในอีสานได้

หันมาดูตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ อย่าง อัษฎางค์ แสวงการ อดีต ส.ว.ขอนแก่น และปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น

เมื่อปี 2554 อัษฏางค์ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ก็พ่ายภูมิ สาระผล แบบไม่ได้ลุ้น สมัยหน้า อัษฎางค์ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 เจอกับ จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น ที่หนที่แล้ว พลาดท่าปราชัยให้พรรคอนาคตใหม่

ส่วนปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย เลือกตั้งปี 2554 ปัญญาพ่ายจตุพร เจริญเชื้อ ถึง 3 หมื่นคะแนน ซึ่งหนหน้า ปัญญาขอท้าชิงจตุพรเจ้าเก่า

ประเมินตามสถานการณ์ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส บารมีและความนิยมยังห่างชั้นทักษิณ ชินวัตร ฉะนั้น โอกาสที่เพื่อไทยจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่นยกจังหวัดก็มีสูง