ย้อนรอย”89ปีรธน.ไทย” รัฐธรรมนูญลูกผสม…จัดฉากรัฐประหารหวังครองอำนาจEP.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496482

11 ธ.ค. 2564 |22:00 น.

ย้อนรอย"89ปีรธน.ไทย"  รัฐธรรมนูญลูกผสม…จัดฉากรัฐประหารหวังครองอำนาจEP.5

“89 ปีรธน.ไทย” ย้อนรอยเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่สร้างความเสียหายครั้งรุนแรง เมื่อกลุ่มกบฎในนามคณะกู้ชาติ จับจอมพลป. ไว้บนเรือรบหลวงศรีอยุธยา ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้กดดันอย่างหนักนำไปสู่การใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เรือรบหลวงศรีอยุธยาจนเรือจม EP.5

เรือรบหลวงศรีอยุธยาเรือรบหลวงศรีอยุธยา

ภาพของความเสียหายของ”เรือรบหลวงศรีอยุธยา” ที่ลอยลำอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ซึ่งในเรือมี”จอมพล ป.พิบูลสงคราม”บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของไทยถูกจับตัว โดยฝีมือของกลุ่มนายทหารเรือกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คณะกู้ชาติ” นำโดย นาวาตรี มนัส จารุภา รวมตัวกันก่อการกบฏและจี้ตัวจอมพล ป. พิบูลสงครามไว้ระหว่างที่ไปเป็นประธานในพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนชื่อ “แมนฮัตตัน” บริเวณท่าราชวรดิฐ

โดยผู้ก่อการนำตัวผู้นำรัฐบาลไปกักขังไว้เพื่อต่อรองบนเรือลำนี้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ฝ่ายรัฐบาลได้กดดันอย่างหนัก นำไปสู่การใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ Spitfire และ T6 ใส่เรือรบหลวงศรีอยุธยาจนเรือจม

ขณะที่”จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ถูกทหารที่อยู่บนเรือจับสวมเสื้อชูชีพและพาว่ายน้ำหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย จากนั้นฝ่ายกบฏและรัฐบาล จึงเปิดการเจรจากัน ซึ่งฝ่ายกบฏได้ยอมปล่อยตัว”จอมพล ป.”คืนให้กับฝ่ายรัฐบาล ในเวลาประมาณ 23.00 น.ของวันเดียวกันนั้น 

ย้อนรอย"89ปีรธน.ไทย"  รัฐธรรมนูญลูกผสม…จัดฉากรัฐประหารหวังครองอำนาจEP.5

ความพยายามในการก่อรัฐประหารครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะการต่อสู้ได้ทำให้อาคารสถานที่หลายแห่งพังเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อยคน ซึ่งมีทั้งทหารของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้วย ส่วนฝ่ายผู้ก่อการ ภายหลังการเจรจาได้พากันหลบหนึขึ้นรถไฟไปทางภาคเหนือ จากนั้นจึงแยกย้ายหลบหนีข้ามพรมแดนไปประเทศพม่าและสิงคโปร์

ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงการช่วงชิงอำนาจของกลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารซึ่งอยู่ในช่วงของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 ที่ถูกเปลี่ยนมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 หรือฉบับที่ 5 ซึ่งถูกใช้ได้เพียง 2 ปีเศษ ก็มีการทำรัฐประหารนำโดย”พลเอก ผิน ชุณหะวัณ” ที่ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลอีกครั้ง และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญในวันที่ 29พฤศจิกายน พ.ศ.2494 เพื่อนำเอา”รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475″ กลับมาใช้อีกโดยอ้างว่า “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492” ให้สิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป ทำให้ไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ 

จอมพลป.พิบูลสงครามจอมพลป.พิบูลสงคราม

จอมพลผิน  ชุณหะวัณจอมพลผิน ชุณหะวัณ

แต่หากมองลึกไปถึงสาระของเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้ จะเห็นถึงความแยบยลของผู้มีอำนาจทางการเมืองในสมัยนั้น ซึ่งคณะบริหารประเทศชั่วคราว ที่พร้อมด้วยข้าราชการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และพลเรือน คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 และผู้รักชาติ เป็นผู้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

โดยสาระสำคญของเนื้อหา ปรากฏว่า “มีข้อห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกรัฐสภา และรัฐมนตรี รวมถึงการห้ามสมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีหาประโยชน์จากรัฐ” ทำให้ผู้บัญชาการทหาร ซึ่งประสงค์จะเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้นั่นเอง จึงได้เกิดการรัฐประหารนำรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2482 กับ พ.ศ. 2483 มาใช้แทนเป็นการชั่วคราวไปพลางๆก่อน 

จากนั้นจึงให้สภาผู้แทนราษฎร ประชุมปรึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป ซึ่งก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน เมื่อได้ดำเนินการเสร็จแล้ว”จอมพล ป.พิบูลสงคราม” นายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทน และสภาให้ความเห็นชอบ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2495 โดยมีจำนวน 123 มาตรา 

โดยมีบทบัญญัติเดิมของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 อยู่เพียง 41 มาตราเท่านั้น นอกนั้นอีก 82 มาตรา เป็นบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ซึ่งบทบัญญัติใหม่ ส่วนใหญ่ก็นำมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 ทั้งสิ้น

แต่การเปลี่ยนและปรับเนื้อหาสาระของกฎหมายสูงสุดในครั้งนั้น ก็ไม่สามารถทำให้การบริหารบ้านเมืองราบรื่นโดยง่าย เพราะระหว่างที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 6 ไปได้ประมาณ 5 ปี ได้เกิดเหตุการณ์การเลือกตั้งที่ถูกบันทึกว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการไม่สุจริต และช่วยโกงการเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาของ “จอมพล ป.” ด้วยหลายวิธีการตั้งแต่สถานเบา เช่น ใช้คนเวียนเทียนกันลงคะแนน แอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้ง ไปจนถึงสังหารผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม จนต้องใช้เวลานับคะแนนกันยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน 

ย้อนรอย"89ปีรธน.ไทย"  รัฐธรรมนูญลูกผสม…จัดฉากรัฐประหารหวังครองอำนาจEP.5

ความร้าวฉานและความไม่พอใจต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้รวบรวมกำลังเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล “จอมพล ป.”โดยใช้เหตุผลอ้างว่า ประชาชนไม่พอใจรัฐบาล สืบเนื่องมาจาก”การเลือกตั้งสกปรก”นั่นเอง

ซึ่งเหตุวุ่นวายทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ในช่วงของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 ซึ่งกำหนดให้มีรัฐสภามีสภาเดียวคือ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกประกอบด้วย ส.ส.ประเภทที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง 160 คน และ ส.ส.ประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง 121 คน รวม 281 คน

"จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ " ในฐานะ"ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร"“จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ” ในฐานะ”ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร”

และแม้”จอมพล สฤษดิ์” ในฐานะ”ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร”หลังจากยึดอำนาจสำเร็จ ก็ยังออกประกาศให้คงใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 ต่อไป ภายใต้เงื่อนไขยกเลิกให้สมาชิกภาพ ส.ส.ประเภทที่ 1 และ ส.ส.ประเภทที่ 2 สิ้นสุดลง ให้เลือกตั้ง ส.ส.ประเภทที่ 1 ภายใน 90 วัน และแต่งตั้ง ส.ส. ประเภทที่ 2 ใหม่ 121 คน แต่ยังคงที่มาของ ส.ส.และรัฐมนตรีจากข้าราชการประจำไว้

จากนั้นสองวัน ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2500 จึงแต่งตั้งให้”นายพจน์ สารสิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือก ส.ส.ประเภทที่ 1 จำนวน 160 คนในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2500

ต่อมา 1 มกราคม พ.ศ.2501 “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” รวบรวมเสียง ส.ส.ในสภาแล้ว จึงผลักดันให้ “พลโท ถนอม กิตติขจร”ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็น”รัฐบาลหุ่นเชิดของจอมพลสฤษดิ์”

จอมพลถนอม กิตติขจรจอมพลถนอม กิตติขจร

ขณะที่ “พลโท ถนอม”ซึ่งถูกสวมหัวโขนให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล กลับไม่สามารถควบคุมเสียง ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งได้ “จอมพล สฤษดิ์”จึงยึดอำนาจจากรัฐบาล”พลโท ถนอม”ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ ถูกระบุว่า เป็นการยึดแบบเกี้ยเซียะอำนาจกันเองเพื่อตบตาประชาชนเท่านั้น

และเมื่อ”จอมพล สฤษดิ์”ยึดอำนาจครั้งที่ 2 ได้แล้ว จึงประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 รวมระยะเวลาประกาศใช้ทั้งสิ้น 6 ปี 7 เดือน 12 วัน มีรัฐบาลบริหารประเทศรวม 6 ชุด 

กระทั่งหนึ่งปีต่อมาในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2502 จึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับที่ 7 กำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญและให้มีฐานะเป็นรัฐสภา ที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย จากนั้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 จึงประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 240 คน

และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของประเทศไทย

ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์ จาก Google 

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

ย้อนรอยตำนาน”89ปีรธน.ไทย” ก่อการรัฐประหาร…เปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 EP.4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496383

11 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ย้อนรอยตำนาน"89ปีรธน.ไทย" ก่อการรัฐประหาร…เปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 EP.4

“89ปีรธน.ไทย” ร่วมย้อนรอยเหตุการณ์สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญดำเนินมาถึงเหตุการณ์เข้มข้นเมื่อมีการลอบสังหาร 4 อดีตส.ส.อย่างมีเงื่อนงำและตรารธน.ฉบับที่ 5 ติดตามได้ที่นี่ ก่อการรัฐประหาร …เปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 EP.4

จอมพล ป. พิบูลสงครามจอมพล ป. พิบูลสงคราม

1 มีนาคม 2492 พาดหัวของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในสมัยนั้น คือแถลงการณ์ของ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี” ที่ระบุถึงเหตุการณ์กลุ่มบุคคลก่อการ หวังจะยึดอำนาจการปกครองกลับคืนหลังจากการรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ. 2490 

โดยประกาศด้วยว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวยึดพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และระบุชื่อหัวหน้าขบวนการคือ “นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี” และทางการได้ออกประกาศตามจับและให้สินบนนำจับผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคน ในอัตราลดหลั่นกันไป จนกลายเป็นที่มาของจารึก”กบฏวังหลวง”

ย้อนรอยตำนาน"89ปีรธน.ไทย" ก่อการรัฐประหาร…เปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 EP.4

ถัดมาอีกเพียง 2 วัน เวลาประมาณตี 3 ของวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2490 ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เสียงปืนได้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งทุ่งบางเขน บนรถยนต์ของตำรวจหมายเลขทะเบียน กท. 10371 ซึ่งบนรถมีชาย 4 คน ถูกยิงจนร่างพรุนจากกระสุนหลายสิบนัด ในสภาพถูกสวมกุญแจมือไว้ ก่อนที่ตำรวจจะแถลงว่า ชายทั้ง 4 คือ นาย ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคสหชีพ และเป็นอดีตรัฐมนตรีถึง 6 สมัย/นายถวิล อุดล อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเดียวกัน เป็นอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ/นายจำลอง ดาวเรือง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม พรรคเดียวกัน และคนสุดท้าย คือ นายทองเปลว ชลภูมิ อดีต ส.ส.จังหวัดนครนายก และเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 4 คนนี้ ล้วนแต่เป็นนักการเมืองสายของนายปรีดี และพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่มีชื่อในประกาศจับของทางการ

ต่อมาตำรวจภายใต้การบัญชาการของ “พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์”ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการปราบกบฏ และมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้นจึงแถลงว่า กลุ่มโจรมลายูพร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คนนี้ และได้ยิงปะทะกับตำรวจ ราว 20 นาย แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ากลับไม่มีตำรวจคนใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุถล่มยิงครั้งนี้เลยแม้แต่คนเดียว

"พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์"“พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรง ชิงไหวชิงพริบ เพื่ออำนาจในการปกครองประเทศในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี และเชื่อมโยงถึงการตรารัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2492 ซึ่งประกาศใช้อีก 20 วันต่อมา ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2492 พร้อมกับการคลายปมในภายหลังว่า บุคคลที่เสียชีวิตทั้ง 4 คนนี้ ไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มก่อการหรือเป็นแกนนำในเหตุกบฏวังหลวง แต่พวกเขาถูกวางตัวให้เป็นผู้ร่างกฎหมายและประกาศฉบับต่างๆ หากนาย ปรีดี ทำการรัฐประหารได้สำเร็จ


   การประชุมสภาสมัยนั้น การประชุมสภาสมัยนั้น

โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีจำนวน 188 มาตรา มีที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างฯ ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา 10 คน สมาชิกสภาผู้แทน 10 คน และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีก 4 ประเภท ประเภทละ 5 คน เท่ากับ 20 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน มีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณาเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบประกาศใช้
 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า คือ มีการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น โดยได้บัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างละเอียดถึง 20 มาตรา ขณะเดียวกันก็กำหนดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย โดยได้บัญญัติขยายให้มากขึ้นด้วย 
และยังบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของทหารทั้งปวง และกำหนดให้มีคณะองคมนตรี ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์อีกด้วย

ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทน กำหนดห้ามว่ามาจากข้าราชการประจำ รวมทั้งรัฐมนตรี จะเป็นข้าราชการประจำมิได้เช่นกัน เป็นการแยกราชการประจำออกจากการเมือง เพื่อป้องกันทหารประจำการ ไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกัน คณะรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกัน

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่อื่นๆด้วย ขณะที่ประชาชนก็มีสิทธิออกเสียงประชามติเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ 

ส่วนรัฐบาลที่ปกครองประเทศในช่วงรัฐธรรมนูญฉบับนี้//มีเพียงชุดเดียวคือรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 4

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 5รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 5

"พลเอก ผิน ชุณหะวัณ" ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น “พลเอก ผิน ชุณหะวัณ” ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น

แต่ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้ถูกฉีกทิ้งลง เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 จากการรัฐประหาร ที่นำโดย “พลเอก ผิน ชุณหะวัณ” ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะ รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ 2 ปี 8 เดือน 6 วัน

“พลังท้องถิ่นไท” จ่อยกร่างแก้กม.การพนัน เดินหน้ากาสิโน เพิ่มช่องออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496453

11 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

"พลังท้องถิ่นไท" จ่อยกร่างแก้กม.การพนัน เดินหน้ากาสิโน เพิ่มช่องออนไลน์

“พรรคพลังท้องถิ่นไท” เตรียมยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เดินหน้ากาสิโน พร้อมเพิ่มพนันออนไลน์ ส่วนการปัดเศษส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเล็กให้ได้จำนวน ส.ส.ด้วยนั้น แนวทางนี้พอรับได้

วันนี้ (11 ธ.ค.) ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า เรื่องกาสิโน พรรคพลังท้องถิ่นไทเตรียมยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนันแล้ว และเตรียมที่จะเสนอ เนื่องจากของเดิมไม่มีเรื่องการพนันออนไลน์ จึงได้มีการเพิ่มการพนันออนไลน์ทุกชนิดเข้าไป ซึ่งเมื่อเพิ่มเข้าไปแล้วก็จะได้เงินภาษีเพิ่มขึ้น โดยเมื่อได้ภาษีมาแล้ว ก็จะนำไปกระจายให้กับกลุ่มเกษตรกร เด็กนักเรียน นักศึกษา ท้องถิ่น ผู้สูงอายุ คนยากจน โดยเราจะมีการตั้งกองทุน และการนำรายได้ประเทศจากการพนันไปพัฒนาท้องถิ่น

นายโกวิทย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเมื่อใช้ 100 หารอาจจะไม่ลงตัว ซึ่งจะต้องมีเศษแล้วเอามากองไว้ โดยเมื่อนำมาคำนวณก็จะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อประมาณ 90 คนและจะเหลือประมาณ 10 คน ซึ่งในส่วน 10 คนนั้นจะไปดูว่าพรรคไหนมีคะแนนเศษเหลือมากที่สุดก็เรียงลำดับตามนั้น ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่เราพอที่จะรับได้

ส่วนประเด็นการทำไพรมารีโหวตของกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง กรณีการกำหนดให้พรรคการเมืองทำเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. หรือไพรมารี่โหวต ผ่านสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น ตนเองเห็นว่าแบบเดิมคณะทำงานก็จะเปลี่ยนไป โดยใช้วิธีการให้คณะกรรมการประจำจังหวัดเท่านั้น ซึ่งในรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วม แต่ไม่ได้ระบุว่าจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรให้คณะกรรมการประจำจังหวัดไปรับฟังคิดเห็นมา ไม่ได้จำกัดจำนวน

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ผุดผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496448

11 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ผุดผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ลุยสงขลาเปิดหลักสูตรผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8 ดันคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่น-ประเทศ พร้อมส่งแกนนำสำคัญให้ความรู้อย่างใกล้ชิด

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการเยาวชนพรรค ที่มี ดร.สรรเสริญ สมะลาภา เป็นประธาน ได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรผู้นำการเมือง รุ่นที่ 8 The Politicians (ภาคใต้) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ ยุวประชาธิปัตย์ (Young Democrat)  หลังได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีมาแล้วหลายรุ่น สำหรับรุ่นที่ 8 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคมนี้ ที่ โรงแรม บี.พี. สมิหลาบีช อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เน้นสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย ทันโลก มาร่วมขับเคลื่อนพรรค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในจังหวัดทางภาคใต้ 

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ผุดผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8

สำหรับหลักสูตรผู้นำการเมือง รุ่นที่ 8 The Politicians (ภาคใต้) ครั้งนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้พบกับ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะมาให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการเมืองไทยแบบใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจการปกครอง ตามระบบประชาธิปไตยและแนวทางการพัฒนา รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ 

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ผุดผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8

นอกจากนี้พรรคได้เชิญ ส.ส.และอดีตผู้สมัคร มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ให้กับผู้เข้ารับการอบรมอย่างใกล้ชิด และมีทีมคนรุ่นใหม่ เลือดใหม่ของพรรคมาร่วมให้มุมมอง พร้อมฝึกปฏิบัติการทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลง 
 

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า เยาวชนมีส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เยาวชนให้ความสนใจ และตื่นตัวเป็นอย่างมาก พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงพลังของเยาวชนที่ควรจะได้รับโอกาสและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ โครงการยุวประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นโครงการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรค ที่เปิดกว้างให้โอกาสและพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และพรรคก็ขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างพลังบวกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองในแนวทางที่สร้างสรรค์ 

ปชป.ขยายฐานเยาวชนภาคใต้ ผุดผู้นำการเมือง The Politicians รุ่น 8

“ยุวประชาธิปัตย์ที่ผ่านการอบรม ได้รับโอกาสจริงในการทำงานร่วมกับพรรคในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.ที่กำลังจะเกิดขึ้น พรรคได้ให้โอกาสยุวประชาธิปัตย์หลายคน ในการเป็นผู้สมัคร ส.ก. รวมถึงการเข้าไปเรียนรู้งานในสภาฯ หรือเป็นคณะทำงานรัฐมนตรี และผู้ช่วย ส.ส. ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ของการเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน“ นางดรุณวรรณ กล่าว

“นายกฯ” ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี 15 ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496446

11 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

"นายกฯ" ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี 15 ธ.ค.นี้

“นายกรัฐมนตรี” ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี 15 ธ.ค.นี้ หลังประชุม ศบค.13 ธ.ค. ถกปมเปิดด่านชายแดนทางบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อ 11 ธันวาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีภารกิจสำคัญ หลายเรื่อง โดยในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ “นายกรัฐมนตรี” จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ 20/2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งมีเรื่องเด่นเรื่องหนึ่งที่หลายคนกำลังติดตาม คือการจะพิจารณาเปิดด่านชายแดนทางบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ได้คาดการณ์กันว่าจะสามารถเปิดด่านดังกล่าวได้ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ทำให้คงต้องมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดมากขึ้นจึงขอให้ทุกคนติดตามผลการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อกรณีของด่านชายแดนทางบกในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้”นายกรัฐมนตรี”จะเดินทางไปยัง จ.ยะลาและปัตตานีในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อร่วมประชุมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จังหวัดยะลา จากนั้น “นายกฯ” จะไปพบปะประชาชนในจังหวัดปัตตานีด้วย

เดอะอ๋อย “จาตุรนต์ ฉายแสง”ชี้ ไม่เหลืออะไรให้ฉลองในวันรัฐธรรมนูญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496438

11 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

เดอะอ๋อย "จาตุรนต์ ฉายแสง"ชี้ ไม่เหลืออะไรให้ฉลองในวันรัฐธรรมนูญ

อดีตประธานยุทธศาสตร์ พรรคไทยรักษาชาติ “จาตุรนต์ ฉายแสง”โพสต์ วันรัฐธรรมนูญกับความหมายที่สูญหายไป ไม่เหลืออะไรให้ฉลองในวันรัฐธรรมนูญมานานเต็มทีแล้ว ชี้ ต้องช่วยกันหาทางทำให้เจตนารมณ์ที่ต้องการให้อำนาจเป็นของราษฎรนั้นกลับคืนมา และปรากฎเป็นจริงขึ้นให้จงได้

“นายจาตุรนต์  ฉายแสง” อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก มีใจความว่า วันรัฐธรรมนูญกับความหมายที่สูญหายไป(นานแล้ว)

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ มีการฉลองรัฐธรรมนูญกันอย่างยิ่งใหญ่เพราะการมีรัฐธรรมนูญก็คือการเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของราษฎร

รัฐธรรมนูญของไทยเคยเป็นกฎหมายสูงสุด ที่กำหนดให้คนทุกคนเท่าเทียมกันและให้อำนาจเป็นของประชาชน มีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยที่ตรวจสอบถ่วงดุลกัน ทั้งยังคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในอารยประเทศ

แต่รัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกครั้งแล้วครั้งเล่าและบ้านเมืองก็ถูกปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นเวลานาน ๆ

การเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญเคยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่มาแล้ว

ยุคสมัยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นสิบ ๆ ปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว ใคร ๆ ก็บอกว่าประเทศต้องมีรัฐธรรมนูญการเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป

แต่ต่อมาความหมายของรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนไป

การที่ระบบยุติธรรมของประเทศไทยได้รับรองผู้ทำรัฐประหารสำเร็จว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์และถือปฏิบัติสืบมา ทำให้รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประเทศมานานแล้ว คำสั่งของคณะรัฐประหารต่างหากที่เป็นกฎหมายสูงสุด

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไปทำให้บทบาทหน้าที่ของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไปจนถึงขั้นที่รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการที่มีไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าอำนาจจะต้องไม่เป็นของประชาชน แต่เป็นขององค์กรต่างๆที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

การรัฐประหารครั้งล่าสุดทำให้รัฐธรรมนูญแทนที่จะมีกลไกพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย กลับกลายเป็นเครื่องมือที่รับรองการรัฐประหารและคำสั่งของคณะรัฐประหารทั้งหมด

ศาลรัฐธรรมนูญอันเป็นกลไกที่พึ่งปกป้องรัฐธรรมนูญก็กลับถูกผนวกเข้ากับระบอบเผด็จการอย่างเป็นเนื้อเดียวกันไปเสีย คือศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกยุบเลิกไปโดยคณะรัฐประหาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ลาออก แต่ก็ไม่ยับยั้งการรัฐประหารและกลับรับรองการรัฐประหารเสียด้วย

ในปีที่ผ่านมา ระบบกลไกของรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เพียงแต่ปิดโอกาสในการที่สังคมไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังวางหลักเกณฑ์ที่เอื้ออำนวยให้สังคมถอยหลังไปสู่ระบอบการปกครองในสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ซ้ำยังทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่กำหนดให้การใช้เสรีภาพเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่เป็นสันติวิธีกลายเป็นการล้มล้างการปกครองไปเสียด้วย

ไม่เหลืออะไรให้ฉลองในวันรัฐธรรมนูญมานานเต็มทีแล้วหากจะระลึกถึงวันรัฐธรรมนูญกันในปีนี้ คงต้องนึกถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการทำให้มีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาและช่วยกันหาทางทำให้เจตนารมณ์ที่ต้องการให้อำนาจเป็นของราษฎรนั้นกลับคืนมาและปรากฎเป็นจริงขึ้นให้จงได้ 

89 ปี รธน.ไทย “มีชัย ฤชุพันธุ์” เนติบริกรชั้นครู มือร่างรัฐธรรมนูญยามวิกฤต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496425

11 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

89 ปี รธน.ไทย "มีชัย ฤชุพันธุ์" เนติบริกรชั้นครู มือร่างรัฐธรรมนูญยามวิกฤต

89 ปี รธน.ไทย บุคคลหนึ่งที่ต้องเอ่ยถึง ลืมไม่ได้เลย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ชื่อนี้ในแวดวงการเมืองและนักกฎหมายน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เป็นมือร่างรัฐธรรมนูญให้กับบ้านเมืองยามวิกฤตและหลังรัฐประหาร

ในแวดวงการเมืองและกฎหมายเมื่อเอ่ยชื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์”น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะเขาผ่านงานการเมืองระดับประธานรัฐสภาและรัฐมนตรี และเป็นมือร่างกฎหมายคนสำคัญของคณะกรรมการกฤษฎีกาและว่ากันว่าเขาคือ เนติบริกรชั้นครู  ซึ่งในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมากลุ่มของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารโดยมีลูกทีมคนสำคัญอย่าง วิษณุ เครืองาม  และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ  รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็แต่งตั้งให้เขาเป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ผลงานการร่างรัฐธรรมนูญที่โดดเด่นของ “มีชัย” เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมหลังการรัฐประหารในปี 2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) หลังการยึดอำนาจ รสช.ได้ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “มีชัย”เป็นประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ใช้เวลา 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2534  
 

สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 มีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำให้ถูกวิจารณ์ว่ากติกาที่ร่างขึ้นมาเท่ากับเป็นการปูทางให้ รสช.สืบทอดอำนาจ
 

ผลคือหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 2535 พล.อ.สุจินดา คราประยูร หนึ่งในผู้นำการรัฐประหารลาออกจากผู้บัญชาการกองทัพบก มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดการประท้วงจากประชาชน และมีการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนจนเกิด เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนในที่สุด พล.อ.สุจินดา ต้องลาออก 

แต่ที่สำคัญเขาเป็นผู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2534 ในเวลาต่อมาเพื่อจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญฉบับที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง

“มีชัย” กลับมามีบทบาทอีกครั้งเมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)เขาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ คปค. มีบทบาทสำคัญในการร่างแถลงการณ์ประกาศและคำสั่งคปค.หลายฉบับ และยังร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ร่วมกับวิษณุ เครืองาม และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รวมทั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคนั้น
 


และเมื่อเกิดการรัฐประหารครั้งหลังสุดในปี 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”นายมีชัย” กลับมาอีกครั้งโดยเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่งสมาชิก คสช. ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นนายทหาร โดยตลอดระยะเวลาของการบริหารประเทศโดย คสช. บทบาทของ “มีชัย” เป็นในลักษณะผู้อยู่เบื้องหลัง
 

เขาเคยมีบทบาทร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ร่วมกับ วิษณุ เครืองามและบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก่อนที่จะถอนตัวหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฯ เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการทำงานในอดีต


และสุดท้ายก็นั่งเป็นประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 60 

ครั้งนั้น “มีชัย” บอกกับสื่อหลังทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ว่า 

“ไม่ได้มีความสุขหรือทุกข์เป็นกิจจะลักษณะ แต่มีความเหนื่อยยากเป็นสำคัญ เพราะหลายกรณีเราต้องไปอธิบายว่าทำไมเราเขียนแบบที่อยากได้ทั้งหมดไม่ได้ เขียนได้บางส่วน ก็ต้องเฉลี่ยกันไป อย่าให้ถึงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้เลย มันไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด อย่าง คสช. เสนอมา ในฐานะเขาเป็นผู้ปฏิวัติย่อมอยากจะเห็นบ้านเมืองไปตามทิศทางที่เขาต้องการ อันไหนทำได้เราก็ทำ อันไหนไปไกลเกินไปจนประชาชนจะรับไม่ได้ เราก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง”

และ”ในการร่างรัฐธรรมนูญไม่อาจร่างได้ตามใจปรารถนาหรือเป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่ใช่ร่างเก็บไว้ใช้ในบ้านแต่ต้องใช้กับคนทั้งประเทศ แต่คำขอร้องแกมบังคับจากผู้มีอำนาจสูงสุด ก็ทำให้ กรธ. เครียด-กดดัน”

ในด้านตำแหน่งทางการเมือง เขานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์และรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน และ รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร  

นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 สมัย เป็นสมาชิกวุฒิสภา 3 สมัย เป็นประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภา ระหว่างปี 2535-2543

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496420

11 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย” ปลุกทุกฝ่ายร่วมกันทำลายกำแพงอำนาจ ใช้ช่องทางกฎหมายประชามติ สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เผยแพร่บทความ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย” เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2564 ระบุว่า 10 ธันวาคม 2564 ถือเป็นวันครบรอบ 89 ปี ของการมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเกิดขึ้นโดยผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว แทนที่ประเทศไทยจะได้อาศัยกลไกของรัฐธรรมนูญนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และสร้างระบบการเมืองการปกครองให้เกิดความมั่นคง สร้างความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังเช่นประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ แต่ทุกอย่างกลับเดินหน้าแล้วถอยหลังอยู่ตลอด 

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”

นายชูศักดิ์ ระบุว่า เหตุผลสำคัญมาจากความต้องการอำนาจของฝ่ายผู้นำกองทัพที่มักจะอ้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเข้าทำรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกไม่มีใครเขาทำกัน จนได้ชื่อว่าประเทศไทยมีรัฐประหารติดอันดับต้นๆ ของโลก ประเทศไทยจึงถูกปกครองโดยทหารเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นจึงเป็นรัฐธรรมนูญตามความต้องการของ ผู้นำทหารในแต่ละช่วงเวลา ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชน 

“ในจำนวนรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ นับถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงของการรัฐประหารเสียเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยมากที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ต้องการให้เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” นายชูศักดิ์ ย้ำ
 

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การรัฐประหารล่าสุดเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ถือเป็นรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ แม้จะไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ แต่ผู้นำรัฐประหารได้ใช้กลไกของรัฐธรรมนูญสร้างความได้เปรียบทางการเมืองเพื่อการสืบทอดอำนาจของตนเองต่อไปให้ยาวนานที่สุด โดยมีเนติบริกรเป็นผู้รับใช้วางกลไกให้อย่างแยบยล จึงทำให้กลไกตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันถูกใช้เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สร้างวุฒิสภาให้เป็นสภาตรายาง องค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลเสียความสมดุล การกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยาก จึงถือได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยิ่งห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตย มีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยทั้งรายประเด็นและแก้ทั้งฉบับ แต่ก็ถูกขัดขวางโดยกลไกที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้นไว้

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทั้งประเทศจะได้ร่วมกันสร้างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นสัญญาประชาคมอันเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) โดยใช้กลไกของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อสร้างหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติอย่างแท้จริง สร้างระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ มีความเป็นประชาธิปไตย สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบการเมือง และสังคม ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เกิดความสมดุลในการใช้อำนาจของแต่ละองค์กร การใช้อำนาจของศาลและองค์กรอิสระต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและเป็นไปตามหลักนิติธรรม 

“ชูศักดิ์” ชี้ “89 ปีรัฐธรรมนูญไทย ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”

“แม้ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้พยายามผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่ก็มีอุปสรรคจนไม่อาจทำได้สำเร็จแต่ ณ เวลานี้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับประชาชนเพื่อดำเนินการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง” นายชูศักดิ์ ระบุ และว่าพรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าวันรัฐธรรมนูญปีนี้ พี่น้องประชาชนควรจะใช้เป็นวันเริ่มต้นของการคิดอ่านที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำลายกำแพงแห่งอำนาจที่ถูกสร้างไว้ด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมให้พังทลายลง

นายกฯ ขู่ขรก.เอี่ยวลักลอบให้ “แรงงานเถื่อน” เข้าเมือง ลงโทษขั้นสูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496417

11 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

นายกฯ ขู่ขรก.เอี่ยวลักลอบให้ "แรงงานเถื่อน" เข้าเมือง ลงโทษขั้นสูงสุด

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯ” กำชับข้าราชการเอี่ยวลักลอบให้ “แรงงานเถื่อน” เข้าประเทศ พร้อมลงโทษขั้นสูงสุด ระบุจนท.จับกุมลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้เพียบ ตามข้อสั่งการ “นายกฯ” ย้ำคุมเข้มช่องทางข้ามแดนทั้งทางน้ำและทางบก ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในกลุ่มแรงงาน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับไปยังหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดตามแนวชายแดน เร่งสกัดการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่เข้ามาทุกช่องทางทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานเถื่อน อาชญากรรม รวมทั้งลดความเสี่ยงในการนำเข้าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ไม่มีการคัดกรอง ทำให้มีการจับกุมได้จำนวนมาก 

ทั้งนี้ ล่าสุดวานนี้ (10 ธ.ค. 64)  จุดตรวจศิลาสลัก จุดตรวจทุ่งตาพล จุดตรวจในวง สามารถจับกุมชาวเมียนมาเป็นชาย 16 คน หญิง 4 คน รวม 20 คน จากการสอบถามชาวเมียนมาทั้งหมดเดินทางมาจากประเทศเมียนมาโดยรถทัวร์โดยสารเพื่อมุ่งหน้าไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี โดยเสียค่านายหน้าเป็นเงิน 25,000 บาทต่อคน ซึ่งในขณะนี้ได้ทำการควบคุมตัว และส่งไปยัง สภ.ละอุ่น เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป  นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังย้ำให้มีการสืบสวนทั้งกระบวนการโดยเฉพาะหากมีข้าราชการส่วนใดเข้าไปเกี่ยวข้องต้องได้รับโทษตามกฎหมายสูงสุด 
 

สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ มีจำนวน  4,079 ราย  แยกเป็นผู้ติดเชื้อใหม่ 4,060 ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 19 ผู้ป่วยสะสม 2,135,996 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) หายป่วยกลับบ้าน 7,302 ราย หายป่วยสะสม 2,062,827 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 53,455 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 39 ราย

“นายกรัฐมนตรียังขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการ นายจ้าง ให้เข้มงวดในการจ้างงานแรงงานที่ถูกกฎหมาย  ตามมาตรการเข้าประเทศของแรงงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 อย่างเคร่งครัด 
 

“ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านตาม MOU โดยแรงงานที่เข้ามาได้รับการคัดกรองโควิด-19 และมีสถานที่ทำงานที่ชัดเจน  ซึ่งทั้งบุคคล สถานที่ประกอบการ และกิจการ ก็ปลอดภัยจากความเสี่ยงไวรัสโควิด-19  เพราะแม้สถานการณ์โควิด-19 ในไทยจะคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นกว่า 98 ล้านโดส แต่นายกรัฐมนตรียังย้ำเสมอว่าไทยจะต้องไม่ประมาท และต้องปิดทุกช่องทางที่เสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ทุกสายพันธุ์” นายธนกร กล่าว

คนปชป.หนุนดัน “ดร.เอ้” ชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ มั่นใจคืนชีวิตที่ดีให้คน กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496413

11 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

คนปชป.หนุนดัน "ดร.เอ้"  ชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ มั่นใจคืนชีวิตที่ดีให้คน กทม.

คนปชป.หนุนดัน “ดร.เอ้” ชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ มั่นใจคืนชีวิตที่ดีให้คน กทม. เผยรอที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติ ก่อนเปิดตัว 13 ธ.ค.นี้

วันนี้(11 ธ.ค.)  น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอให้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ เป็นผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ภายหลังการเห็นชอบจากที่ประชุม กก.บห. พรรคประชาธิปัตย์แล้วจะได้เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในวันจันทร์ที่ 13 ธ.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นไปตามขั้นตอนข้อบังคับพรรคที่จะต้องมีมติก่อนนั้น 

นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า ดร.เอ้ จากประสบการณ์ในการเป็นอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์คนแรกของประเทศไทย ที่จบการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา 
 

อีกทั้ง ดร.เอ้ นั้นปัจจุบันมีอายุเพียง 49 ปี เป็นคน Gen B ที่เข้าใจ Gen X Y Z และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีความมุ่งมั่นตั้งใจ พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา จะนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ผนวกกับความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เท่าทันกับกระแสโลกยุคใหม่ จะเข้ามาขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้ก้าวไปสู่ความทันสมัย พร้อมกับขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อชาวกรุงเทพฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำเสนอเพื่อคืนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

“ที่ผ่านมานั้นพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครและผูกพันกันมาอย่างยาวนาน จึงได้นำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดไว้ให้ได้พิจารณามอบความไว้ใจให้กับทีมงานของพรรค โดยเน้นคุณภาพของบุคลากร ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างชัดเจนในเรื่องการทำงานภายใต้แนวคิด “ทำได้ไว ทำได้จริง” ซึ่งเป็นทิศทางที่พรรคกำหนด เพื่อขับเคลื่อนการทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ  และในส่วนของผู้สมัคร ส.ก. ที่จะเป็นทีมงานและฐานกำลังหลักสำคัญทำงานในการประสานงานดูแลทุกข์สุขของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ที่ใกล้ชิดที่สุด พรรคได้จัดวางตัวผู้สมัครเอาไว้พร้อมทั้ง 50 เขตเพื่อรับใช้พี่น้องชาว กทม.ได้อย่างเต็มที่ และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุ” นางสาวจิตภัสร์ กล่าว 
 

ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเช่นเดียวกันว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้รวมพลังสร้างความสามัคคีของกรรมการบริหารพรรค ส.ส.และอดีต ส.ส.ของพรรค รวมถึงสมาชิกพรรคทุกคน เพื่อช่วยทำให้ผู้สมัครของพรรคสามารถได้รับชัยชนะเหมือนในอดีต และถือว่าจะเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งในการรวมพลังสร้างความสามัคคีของพรรค เพราะ กทม. ถือว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศ เป็นที่เชื่อมโยงกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้พรรคกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งทั้งในพื้นที่ กทม. และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ 

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมที่จะแสดงพลังของคนประชาธิปัตย์ออกมา เพื่อสร้างความสามัคคีออกมาให้สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ได้ จากการที่มีการรวมพลังแล้วได้รับชัยชนะในโค้งสุดท้าย ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถ้ามีพลังสามัคคีก็สามารถที่จะนำชัยชนะมาสู่พรรคได้ และครั้งนี้ก็จะเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะร่วมกันในการแสดงพลังที่จะมาช่วย ดร.เอ้ ในการชนะผู้ว่า กทม.” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

นายอัครเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองมีความเชื่อมั่นในตัวของ ดร.สุชัชวีร์ ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ต้องการของคน กทม.ในยุคใหม่ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในทุกตำแหน่งที่ได้รับให้มาบริหาร และสิ่งที่สำคัญคือความสามัคคีของคนในพรรครวมถึงผู้ที่สนับสนุนพรรคที่จะช่วย ดร.สุชัชวีร์ให้ชนะการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ได้ 

ดังนั้นจึงมั่นใจว่าคะแนนเสียงที่หายไปในการเลือกตั้ง ส.ส.ในปี2562จะกลับมาสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามของพรรคอย่างเเน่นอนจากปัจจัยหลายอย่างที่กล่าวมา และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือผลงานของรัฐมนตรีของพรรคทุกคนที่นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องประชาชนอีกด้วย