ย้อนรอยตำนาน “89ปีรธน.ไทย” เหตุการณ์รธน.ใต้ตุ่มแดง ต้นกำเนิด”วุฒิสภา”EP.3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496264

11 ธ.ค. 2564 |00:00 น.

ย้อนรอยตำนาน "89ปีรธน.ไทย" เหตุการณ์รธน.ใต้ตุ่มแดง ต้นกำเนิด”วุฒิสภา”EP.3

ย้อนรอย…89 ปีรธน.ไทย ในถุงดำ ห้วงหนึ่งในเหตุการณ์กับ รัฐธรรมนูญแห่งราชปี 2490 หรือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ถูกเรียกกันติดปากในสมัยนั้นว่า รัฐธรรมนูญฉบับ “ใต้ตุ่ม” หรือ “ตุ่มแดง” เนื่องจากก่อนหน้านั้น น.อ.กาจ กาจสงคราม หรือ “หลวง กาจสงคราม” มีการซุกร่าง รธน.ไว้ใต้ตุ่ม

ย้อนรอยตำนาน "89ปีรธน.ไทย" เหตุการณ์รธน.ใต้ตุ่มแดง ต้นกำเนิด”วุฒิสภา”EP.3

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2490 หรือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ถูกเรียกกันติดปากในสมัยนั้นว่า รัฐธรรมนูญฉบับ “ใต้ตุ่ม” หรือ “ตุ่มแดง” เนื่องจากก่อนหน้านั้น น.อ.กาจ กาจสงคราม หรือ “หลวง กาจสงคราม” รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกร่างเนื้อหาของกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ได้นำเอกสารที่เป็นรายละเอียดของร่างเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปเก็บซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำหลังบ้าน เพราะเกรงความจะแตก หากมีใครไปพบ และอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ 

 หลวง กาจสงคราม" รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกร่างเนื้อหาของกฎหมายสูงสุดและซ่อนไว้ใต้ตุ่มแดง หลวง กาจสงคราม” รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกร่างเนื้อหาของกฎหมายสูงสุดและซ่อนไว้ใต้ตุ่มแดง

โดยเมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้เด็ดขาดแล้ว ในตอนค่ำของวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 “นายเขมชาติ บุณยรัตพันธ์” ซึ่งภายหลังได้ถูกแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมของคณะรัฐมนตรี คณะที่ 22 ของไทย ได้ใช้เวลาแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีก 7 ชั่วโมง ก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูลขอให้ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระบรมราชโองการประกาศใช้แทน”รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3″ 

โดยคณะรัฐประหาร อ้างไว้ว่า แนวการปกครองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นเหตุให้ประเทศชาติทรุดโทรมลงได้ แม้จะถูกฝ่ายการเมืองกดดันกันอย่างหนัก แต่พระยามานวราช เสวี(ปลอด วิเชียร ณ สงขลา) ผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์อีกคน ก็ไม่ยอมลงนาม ส่งผลให้การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากคณะผู้สำเร็จราชการฯ ลงนามไม่ครบ 

ย้อนรอยตำนาน "89ปีรธน.ไทย" เหตุการณ์รธน.ใต้ตุ่มแดง ต้นกำเนิด”วุฒิสภา”EP.3

แต่เพียงชั่วข้ามคืน”รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4″ก็ถูกประกาศใช้เป็นผลสำเร็จในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 โดยมีผู้สำเร็จราชการฯลงพระนามเพียงคนเดียว โดยมีเนื้อหาของรัฐธรรมนูญรวมจำนวน 98 มาตรา และมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว 

หากวิเคราะห์ไปถึงส่วนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่า มีหลักการสำคัญคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ค่อนข้างมาก โดยใช้หลักการของ”การปกครองในระบบรัฐสภา”เหมือนกัน คือ มีสองสภาเหมือนกัน ผิดกันแต่ที่สมาชิกของสภาสูง ซึ่งเรียกชื่อใหม่ว่า “วุฒิสภา” เพื่อแทนคำว่า “พฤฒสภา” ที่ได้มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ก็ไม่ห้ามข้าราชการประจำ สามารถเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ มีกำหนดวาระอยู่ในตำแหน่ง 6 ปี ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แบบรวมเขตจังหวัด คือ ถือเอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มีกำหนดวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่มีสมาชิกจำนวนเท่ากันทั้งสองสภา

จอมพล ป. พิบูลสงครามจอมพล ป. พิบูลสงคราม

นายควง อภัยวงศ์นายควง อภัยวงศ์

ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สร้างกลไกในการปกครองเพิ่มขึ้น คือ บัญญัติให้มี”คณะอภิรัฐมนตรี” จำนวน 5 คน ทำหน้าที่ “ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติทุกสาขา”  และกำหนดให้อภิรัฐมนตรีเท่านั้น ที่มีสิทธิจะได้รับแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เพื่อให้เป็น “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”

นอกจากนี้ยังได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ในมาตรา 10 อีกว่า “ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งหรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรี สามารถเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทันที”
   

และเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 นี้ แก้ไขได้โดยง่าย อาศัยเสียงข้างมากของรัฐสภา ทำให้ภายหลังจากที่ประกาศใช้ไม่ถึง 1 ปี จึงถูกแก้ไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2490 แก้ไขคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยกำหนดอายุผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต่ำกว่า 35 ปี และให้ “พระบรมวงศานุวงศ์”สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ 

แก้ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2491 แก้ไขกำหนดเวลาในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและวิธีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และร่างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น 

ส่วนการแก้ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2491 ได้แก้ไขให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีเอกสิทธิ์ และได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ปรีดี พนมยงค์ ปรีดี พนมยงค์

แต่ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็มีอายุเพียง “1 ปี 4 เดือน 14 วัน” เพราะถูกยกเลิกใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2492 เนื่องจากได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นมาแทน แต่ก่อนจะมีการยกเลิกไปไม่ถึงเดือน ได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกือบพลิกผันครั้งสำคัญ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 “นาย ปรีดี พนมยงค์”อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยถูกรัฐประหาร ได้แอบเดินทางกลับเข้าประเทศ และร่วมกับพรรคพวกกลุ่มหนึ่ง พยายามก่อการยึดอำนาจคืนจาก “จอมพล ป.พิบูลสงคราม”แต่กระทำไม่สำเร็จ “นายปรีดี” จึงต้องหนีกลับไปลี้ภัยอยู่ที่ประเทศจีนอีกครั้ง และถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของไทยในเวลาต่อมาว่าเป็น“กบฏวังหลวง” จึงทำให้ “รัฐธรรมนูญฉบับตุ่มแดง”ที่ประกาศใช้มาแค่ปีเศษ มีรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ถึง 3 คณะ คือ รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายควง อภัยวงศ์” 2 สมัย และ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” อีก 1 สมัย เนื่องจากเกิดการคานอำนาจและยึดอำนาจกันของคณะรัฐประหารกับฝ่ายการเมือง ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นมากับมือนั่นเอง

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“ชวน หลีกภัย” ผู้คร่ำหวอดรัฐธรรมนูญไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496378

10 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

"ชวน หลีกภัย" ผู้คร่ำหวอดรัฐธรรมนูญไทย

89 ปี รัฐธรรมนูญไทย.. หากจะกล่าวถึงบุคคลที่ใช้รัฐธรรมนูญมากที่สุด คงไม่พ้น “ชวน หลีกภัย” เนื่องจากมีเส้นทางทางการเมืองที่ยาวนานผ่านมาหลายตำแหน่ง ส.ส. ผู้นำฝ่ายค้านฯ ประธานสภาผู้แทนฯ ประธานรัฐสภา รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

 เป็นเวลา 89ปีแล้วนับแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ และหากจะกล่าวถึงบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “นายชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง ผู้นำฝ่ายค้าน และ ส.ส. 16 สมัย ไม่เคยสอบตกแม้แต่ครั้งเดียว


คนที่ใช้รัฐธรรมนูญมากที่สุดก็คือผม ผมใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทุกฉบับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511  รัฐธรรมนูญออกมาปี 2511 เลือกตั้งปี 2512 ผมลงสมัครผู้แทนราษฎรและได้เป็น ส.ส.เป็นปาฐกถาพิเศษของ “นายชวน หลีกภัย” ในหัวข้อ ความหวังสภาผู้แทนฯภายใต้รัฐธรรมนูญ 60  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

เพราะว่าหากไล่ดูตำแหน่งทางการเมืองที่ “นายชวน” เคยดำรงตำแหน่งมา ซึ่งเป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส., ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร,ประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานรัฐสภา,รัฐมนตรี ,นายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหลายฉบับ
 

-เริ่มตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยแรก พ.ศ. 2512 (รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ปี 2511 ) 

-ส.ส.สมัยที่สอง พ.ศ. 2518   ( รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ปี 2517)

-รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2518  (รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ปี 2517)

-ส.ส.สมัยที่สาม พ.ศ. 2519 ( รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ปี 2517)

-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2519 (รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ปี 2517)

-รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2519( รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ปี 2517)

-ส.ส. สมัยที่สี่ พ.ศ. 2522 ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2523  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2524  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2525-2526
 ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-ส.ส. สมัยที่ห้า พ.ศ. 2526  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-ส.ส. สมัยที่หก พ.ศ. 2529  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-ประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529-2531  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

– ส.ส. สมัยที่เจ็ด พ.ศ. 2531   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)


– รมว.สาธารณสุข พ.ศ. 2531-2532    ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)


-รองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2532 – 26 ส.ค.2533   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)

-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2533   ส.ค.-ธ.ค.2533
 ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13  ปี 2521)


-ส.ส.สมัยที่แปด พ.ศ 2535 (22 มี.ค.2535) ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )


-ส.ส. สมัยที่เก้า พ.ศ. 2535 (13 ก.ย.2535)  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )


-นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2535 (23 ก.ย.2535 – 20 ก.ค.2538)   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )


– ส.ส. สมัยที่สิบ พ.ศ. 2538 (2 ก.ค.2538)  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )

-ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2538 (4 ส.ค.2538)   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )

– ส.ส. สมัยที่สิบเอ็ด พ.ศ. 2539 ( 17 พ.ย. 2539 )   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )

-ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539 (21 ธ.ค.2539)
  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15   ปี 2534  )

-นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2540 (9 พ.ย.2540 – 8 ก.พ.2544)   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 )


-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2540 (14 พ.ย.2540-18 ก.พ.2544)   (รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 )


-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สิบสอง) พ.ศ. 2544 (6 ม.ค.2544)
 (  รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 )

-ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 (11 มี.ค.2544)      (  รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 )

– ส.ส.  (สมัยที่สิบสาม)    พ.ศ. 2548 (  รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 )

-ส.ส.    (สมัยที่สิบสี่)     พ.ศ.2550    ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18  ปี 2550 )

-ส.ส.   (สมัยที่สิบห้า)    พ.ศ. 2554   ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18  ปี 2550 )


-ส.ส. (สมัยที่สิบหก )   ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ประธานรัฐสภา  พ.ศ. 2562  ( รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20  ปี 2560)

“ช่วงใดที่เป็นธรรมนูญชั่วคราวของการยึดอำนาจ ผมก็ไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะผมไม่เคยมาจากการแต่งตั้งเลยตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา มีแต่มาจากการเลือกตั้ง ผมจึงใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทุกฉบับตั้งแต่ปี 2511 เป็นต้นมา” ชวน บอก


สมกับเป็นผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย จริงๆ    

ย้อนรอย”89 ปีรธน.ไทย”ผลัดแผ่นดิน-ก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 EP.2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496260

10 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

ย้อนรอย"89 ปีรธน.ไทย"ผลัดแผ่นดิน-ก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 EP.2

“89 ปี รธน.ไทย” ร่วมย้อนรอยความเป็นไปทางการเมืองที่มีส่วนสัมพันธ์กับการแก้ไขรธน. เดินทางมาถึงตอน ผลัดแผ่นดิน-ก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 EP.2

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

จุดตัดระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนแจ้งวัฒนะและถนนรามอินทรา ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในสมัย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี พ.ศ. 2475 โดย “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช”อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม รวมทั้งนายทหารอื่นๆ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และได้ก่อการรัฐประหาร โดยนำกองทหารจากจังหวัดเพชรบุรี นครราชสีมา และอุดรธานี บุกเข้ายึดพื้นที่เขตดอนเมืองและบางเขนไว้ 
    

ภายหลังการปราบกบฏแล้ว รัฐบาลจึงมีดำริก่อสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้น โดยนำอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุครั้งนั้นมาบรรจุไว้ และในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2479  “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา” ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงประกอบพิธีเปิด

พิธีเปิดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิธีเปิดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เหตุการณ์ปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงนับเป็นต้นแบบของ “วิวัฒนาการรัฐธรรมนูญไทย” ที่เริ่มตั้งต้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครองของประเทศ แม้จะมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้มาแล้ว 2 ฉบับ แต่ในที่สุดวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2489 จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ซึ่งมีกำหนดเนื้อหาข้อบังคับไว้ 96 มาตรา โดย “นายปรีดี พนมยงค์” หรือ “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 
   

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8

แต่ผ่านมาเพียง 29 วัน ประเทศไทยต้องตื่นตกใจกับข่าวร้าย และตกอยู่ในความโศกเศร้าต่อการสิ้นพระชนม์ขององค์พระประมุขของประเทศ ด้วยต้องพระแสงปืนในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 อย่างมีเงื่อนงำ และในค่ำวันสวรรคตนั้น รัฐบาลได้เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการด่วน เพื่อแจ้งให้สมาชิกทราบเรื่อง และเร่งสรรหาผู้สืบสันตติวงศ์ ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติ “ถวายราชสมบัติ”ให้แก่สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นสืบราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ จากนั้น “นายปรีดี”จึงได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบในกรณีสวรรคต

ย้อนรอย"89 ปีรธน.ไทย"ผลัดแผ่นดิน-ก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 EP.2

เหตุการณ์สวรรคตครั้งนั้น จึงถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญยิ่งอีกครั้งของประเทศ เพราะก่อให้เกิดผลสะเทือนไปถึงการเมืองไทยอย่างรุนแรง และในเดือนสิงหาคมปีนั้น จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2489 ประเทศไทย จึงมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ”พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์”


 "พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์"“พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์”

แต่การบริหารประเทศของผู้นำคนใหม่ ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก โดยช่วงวันที่ 19-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 พรรคประชาธิปัตย์ ได้พากันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพลเรือตรี ถวัลย์ นานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน จนถูกเรียกว่า “มหกรรม 7 วัน” แต่การลงมติกลับปรากฏว่า ได้รับคะแนนไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอย่างท่วมท้น ท่ามกลางกระแสกดดันอย่างมากทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร พลเรือตรี ถวัลย์ จึงต้องประกาศลาออกในวันรุ่งขึ้น แต่ในที่สุดก็กลับเข้ารับตำแหน่งต่อไปอีกครั้งในวันถัดมา

พลโทผิน ชุณหะวัณ แกนนำกำลังทหาร เข้ายึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล"พลเรือตรี ถวัลย์"พลโทผิน ชุณหะวัณ แกนนำกำลังทหาร เข้ายึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล”พลเรือตรี ถวัลย์”

กระทั่งในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 “พลโท ผิน ชุณหะวัณ” จึงเป็นแกนนำกำลังทหาร เข้ายึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล”พลเรือตรี ถวัลย์” ที่ได้ชื่อว่ารับช่วงต่อมาจาก”นายปรีดี” โดยอ้างว่า ไม่สามารถสะสางกรณีสวรรคตได้ และได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2489 ทิ้ง รวมอายุการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียง 1 ปี 5 เดือน กับอีก 28 วัน 

โดยเหตุการณ์รัฐประหารนี้ ยังทำให้ “นายปรีดี”และ”พลเรือตรี ถวัลย์”ต้องระหกระเหินหลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกาและจีน และยังส่งผลให้กลุ่มการเมือฝ่าย”นาย ปรีดี”ต้องพลอยหมดบทบาทตามไปด้วย

ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนีจากการรัฐประหารไปต่างประเทศปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนีจากการรัฐประหารไปต่างประเทศ

และวันรุ่งขึ้นหลังการรัฐประหาร 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะก่อการ จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือ ที่รู้จักกันว่า “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม”เพราะมีการนำร่างรัฐธรรมนูญที่เตรียมไว้นี้ ไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำนั่นเอง

รัฐธรรมนูญใต้ตุ่มรัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม

จากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 นายควง อภัยวงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ขณะที่นายปรีดี เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ในอีกหลายปีต่อมา ระหว่างที่ลี้ภัยในยุโรปว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ นับว่าเป็นกฏหมายปกครองประเทศ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

การต่อสู้ทางการเมือง ที่นำไปสู่การยึดอำนาจจากรัฐบาล ก็ยังมิได้ทำให้สถานภาพของการเมืองไทยในช่วงนั้น ถูกพัฒนาไปตามที่ควรจะเป็น แต่ยังคงมีการต่อสู้กันระหว่างผู้นำในระบอบเก่ากับระบอบใหม่ พร้อมๆกับเกิดความขัดแย้งกันเองในกลุ่มผู้นำของระบอบใหม่ด้วย จึงส่งผลถึงการบริหารประเทศ สืบเนื่องยาวนานต่อไปอีกหลายปี

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“สุวัจน์” ประกาศ ชาติพัฒนา Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496359

10 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

"สุวัจน์" ประกาศ ชาติพัฒนา  Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

“สุวัจน์” ประกาศ “ชาติพัฒนา” Come Back เตรียมพร้อมนโยบายกู้เศรษฐกิจ หลังเลือกตั้ง หลังโควิด สร้างอีสานเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยงภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

วันนี้ 10 ธันวาคม 2564 ห้องประชุมลำปลายมาศ ชั้น 4 โรงแรมแคนทารีน จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2564 ขึ้น โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานเปิดการประชุม 

"สุวัจน์" ประกาศ ชาติพัฒนา  Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

พร้อมคณะผู้บริหารพรรคร่วมประชุม อาทิ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคฯ, นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรค, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ เลขาธิการพรรค, พลเอกฐิติวัจน์ กำลังเอก รองหัวหน้าพรรค, นายดล เหตระกูล รองหัวหน้าพรรค,และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ กว่า 1,500 คน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนานายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่าวันนี้เป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 เพื่อที่จะรับรองรายชื่อสมาชิกและงบดุลต่างๆและมีการเลือกคณะกรรมการเลือกตั้งตามกฎหมายเลือกตั้ง

"สุวัจน์" ประกาศ ชาติพัฒนา  Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

“เพื่อให้คณะกรรมการเลือกตั้งไปจัดเตรียมผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้การเมืองเลือกตั้งมาแล้ว 3 ปี เหลือระยะอีก 1 ปีครบเทอม ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ไม่ช้าก็เร็ว ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเลือกตั้ง” นายสุวัจน์ กล่าว

และขณะเดียวกันมีการเล่าให้สมาชิกฟังถึงสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจ และบทบาทที่พรรคชาติพัฒนาจะต้องทำ ซึ่งเราเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจ อันสืบเนื่องมาจากโควิด ส่งผลกระทบเกิดความเสียหายในด้านต่างๆ

“เราต้องกู้เงิน 2.4 ล้านล้านบาท และ GDP ปีที่แล้วก็ติดลบ 7 และปีนี้น่าจะบวก 1 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามูลค่าทางเศรฐกิจเสียหายมาก นักท่องเที่ยว 40 ล้านคนก็ยังไม่มา และการลงทุนก็ยังไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งพวก SME และผู้ประกอบการ และแรงงานก็ว่างงาน 8 แสนกว่าคน”นายสุวัจน์ กล่าว 

และเมื่อสถานกาณ์โควิดดีขึ้น ตัวเลขเริ่มนิ่ง ถือว่าเป็นความสำเร็จในการที่เรารักษาระดับความนิ่งตรงนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว นักลงทุน เราถึงเปิดประเทศไทย คือ การระดมการฉีดวัคซีนใกล้ถึง 100 ล้านโดสแล้ว

และเราต้องมีการกระตุ้นให้คนไทยออกมาเที่ยว ออกมาใช้จ่าย ตามนโยบายรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง, ไทยเที่ยวด้วยกัน, โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่อง

ในมุมการเมือง นายสุวัจน์ มองว่าสถานการณ์ที่สำคัญที่สุดหลังเลือกตั้ง คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังโควิด ( Post Covid) จะทำยังไงกับเมืองไทยและเรื่องเศรษฐกิจ

และการเลือกตั้งครั้งหน้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส.ส.จากเขต 350 คน เปลี่ยนเป็น 400 คน ระบบบัญชีรายชื่อจาก 150 เปลี่ยนเป็น 100 คน ทำให้ยุทธศาสตร์ต้องเปลี่ยนเพราะการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ

"สุวัจน์" ประกาศ ชาติพัฒนา  Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

 ใบแรกเลือก ส.ส. ใบที่สองเลือกพรรคโดยตรง ซึ่งบัตรที่ 2 มีความสำคัญมาก การเลือกพรรคโดยตรงมีปัจจัยในการตัดสินใจที่สำคัญของพี่น้องประชาชนที่จะเลือกพรรคมีสองข้อคือ

1.นโยบายของพรรค 2.ใครจะเป็นนายกฯ พรรคชาติพัฒนาก็ต้องไปเตรียมนโยบาย ว่านโยบายอะไรแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเรารู้ว่าสองปีที่ผ่านมามีผลกระทบอย่างมหาศาล

“ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นหลังโควิด นโยบายของพรรคในเรื่องการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจอย่างไร ขอให้สมาชิกพรรคได้มีการจัดทำในเรื่องเศรษฐกิจว่ามีนโยบายเศรษฐกิจอะไร

โดยเฉพาะภาคอีสาน เรามีสินค้าการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ เราต้องนำความทันสมัยมาพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาสินค้าการเกษตร เทคโนโลยีต่างๆ ในแนวทางของ เศรษฐกิจวิถีใหม่ของโลก “BCG Economy” ซึ่งมี Bio , Circular, Green , เป็นสินค้าเน้นสิ่งแวดล้อม มีสุขอนามัย สินค้าหมุนเวียน
 

คือต่อไปอีสานจะมีสินค้าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จะเหมือนในยุคสมัย พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เคยบอกไว้ว่า เอาอุตสาหกรรมมาไว้ที่โคราช แต่วันนี้เป็นอีกยุคหนึ่ง ที่ต้องนำความสมัยใหม่มาพัฒนาอีสานให้อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งผลิตสินค้าอาหารป้อนโลก ครัวไทยไปครัวโลก ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญ

ต่อไปอีสานจะเจริญ โคราชจะเป็นมหานครให้กับอีสาน และอาจจะเติบโตมากกว่านั้น เพราะตอนนี้มีรถไฟรางคู่ มีมอเตอร์เวย์ มีรถไฟความเร็วสูงที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค

ซึ่งในอนาคตหากโครงการคมนาคมต่างๆ และ Belt and Road Initiative ของจีนแล้วเสร็จจะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน ทำให้ในอนาคตอีสานเชื่อมโยงไปจีน ไปรัสเซีย ไปยุโรป ไปแอฟริกาได้ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับ ประเทศเพื่อนบ้าน

และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เป็นการพัฒนาอีสานอย่างแท้จริง เหมือนการเปิดประตูอีสานสู่อินโดจีน ภาค 2 ซึ่งเราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ซึ่งพรรคชาติพัฒนาเราเคยได้ 60 เสียง สมัยท่านชาติชาย”นายสุวัจน์ กล่าวและย้ำว่า

“การเมืองวัดกันที่เสียง เสียงน้อยเวลาพูดอะไรไปก็ไม่ได้ยิน เสียงมากพูดอะไรไปก็เสียงดัง เวลารู้ปัญหาหรือรู้แนวคิดดีๆ ถ้าเรามีเสียงน้อยก็ไม่ค่อยได้รับความสำเร็จ ตอนนี้พรรคชาติพัฒนาตัวเล็กเกินไป เราต้องเพิ่มขนาดของพรรค และพรรคชาติพัฒนาจะต้อง ComeBack และ Return เพื่อกลับมาทำงานให้ชาติบ้านเมือง โดยเราสืบทอดตำนานและสืบทอดการทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาจากท่านชาติชาย ข้อดีที่เรามีอยู่

คือ เป็นพรรคการเมืองที่ไม่ขัดแย้งกับใคร การขัดแย้งทางการเมืองถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งทำให้ประเทศชาติขาดพลัง ถ้าการเมืองมีความร่วมมือกัน และไม่ขัดแย้งประเทศชาติก็จะมีพลัง

ตั้งแต่ผมเล่นการเมืองมาไม่เคยเห็นพี่น้องประชาชนเดือนร้อนมากที่สุด และระบบเศรษฐกิจเสียหายมากที่สุด ผมคิดว่าหลังเลือกครั้งนี้ พรรคการเมืองต้องร่วมพลังกัน เพื่อแก้ไขปัญหา”

นายสุวัจน์ ย้ำว่า เราต้องยิ่งใหญ่ที่โคราชให้ได้ ต้องคิดว่าโคราชเป็นเหมือนเรือนตายของพรรคชาติพัฒนา ต้องมี ส.ส.ให้มากที่สุด เราเคยได้ส.ส. ถึง15 คนในอดีต เหมือนทีมสวาทแคทแข่งที่บ้านแพ้ไม่ได้ ในยุคนี้ สมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปเราต้องทำอย่างไรหรือปรับกลยุทธ์อย่างไร เพื่อให้มีเสียงมากที่สุด เพื่อให้ได้เข้ามาทำงานให้พี่น้องประชาชนมากที่สุด

"สุวัจน์" ประกาศ ชาติพัฒนา  Come Back เตรียมพร้อมกู้เศรษฐกิจ

“ความพร้อม คือ พรรคชาติพัฒนาตอกเสาเข็มไว้แล้วให้ไปเตรียมตัวอีก 1 ปี ทำนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ และเตรียมตัวคนที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกของพรรคชาติพัฒนาสองเรื่องนี่คือ ปัจจัยแห่งชัยชนะของการเลือกตั้ง เราจะสร้างอีสานอย่างไร สร้างโคราชอย่างไร เชื่อมโยงกับต่างประเทศและภูมิภาคอย่างไร

การแปรสนามรบเป็นสนามการค้า ภาค 2 เปิดประตูสู่อินโดจีน ภาค 2 จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้พรรคชาติพัฒนาคัมแบล็ค เพื่อมาแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชน”นายสุวัจน์ กล่าวย้ำ

สสส. เผยแพร่สถานการณ์ “สิทธิมนุษยชน” ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496345

10 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก

สสส.เผยแพร่สถานการณ์ด้าน “สิทธิมนุษยชน” ของไทยปี 64 10 เด่น(ก้าวหน้า) 10 ด้อย (ถดถอย) พบถดถอยมาก มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมือง- หลีกเลี่ยงแก้ไข รธน. ปี 2560 ประเด็นไม่เป็น ปชต. ส่วนจุดเด่นเกิดจากจากความเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมเรื่องต่างๆ

รายงานสถานการณ์ด้าน “สิทธิมนุษยชน” 10 เด่น(ก้าวหน้า) 10 ด้อย (ถดถอย) ประจำปี พ.ศ.2564 จัดทำโดยสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในรอบปี 2564 เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ และเพื่อสร้างความตระหนักในความสำคัญของ”สิทธิมนุษยชน”ที่ควรได้รับการเคารพ (Respect) การปกป้องคุ้มครอง (Pretext) และการทำให้เกิดขึ้นจริง (Fulfill) ในสังคมไทย

การจัดทำรายงานฉบับนี้ใช้กรอบแนวคิดสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กติการะหว่างประเทศ และอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยให้การรับรอง เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยรัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาสังคม ย่อมมีทั้งความก้าวหน้าหรือการถดถอย

จากการใช้เกณฑ์ดังกล่าว พบว่าในรอบปี 2564 สถานการณ์ด้าน”สิทธิมนุษยชน”ของประเทศไทยถดถอยไปไกลมาก ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองตั้งแต่

วันที่ 29 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 อีกทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 3 มาตรา 25 – 49 ได้ให้หลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม

แต่ประเทศไทยมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งนับเป็นความถดถอยอันดับแรก รายงานระบุ และเมื่อภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อนับแสนคนเสนอให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง แต่ถูกมติของรัฐสภาตีตกไม่รับหลักการทั้ง 2 ครั้ง นับเป็นความถดถอยอันดับที่สอง

นอกจากนี้ยังมีความถดถอยในเรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดจนเสียชีวิต การละเมิดสิทธิชุมชนดั้งเดิมกรณีชาวกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งไม่เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ซึ่งประเทศไทยลงนามเป็นภาคีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 การไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์และการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติ ความรุนแรงในครอบครัว ร่างกฎหมายการดำเนินการขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ…..

รวมทั้งเรื่องที่ไม่มีความคืบหน้า ได้แก่ การยกเลิกโทษประหารชีวิต การส่งผู้ลี้ภัยกลับไปประเทศต้นทางซึ่งเสี่ยงกับความตาย ฯลฯ

เมื่อพิจารณาถึงจุดเด่น กลับพบว่า ในช่วงปี 2564 มีเพียงไม่กี่เรื่อง ซึ่งเป็นความโดดเด่นที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ได้แก่ ความตื่นตัวของเด็กและเยาวชนในการปฏิรูปการเมือง การรับรู้และตระหนักถึงการมีอยู่ของความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย การมีตัวตน การส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ตลอดจนชนเผ่าพื้นเมืองการมีร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย บทบาทของสื่อใหม่ออนไลน์ในการปกป้องสิทธิมนุษยชน บทบาทของภาคประชาสังคมกับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในช่วง COVID-19 และความสำเร็จของสหพันธ์เกษตรภาคใต้ในการฟ้องศาลปกครองถอนเอกสารสิทธิ
ในที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบ

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนระบุว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลที่ปรากฎรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน 10 เด่น(ก้าวหน้า)10 ด้อย (ถดถอย) ฉบับนี้ เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในไทยในปี 2564 ซึ่งควรนำไปสู่การถอดบทเรียนและการประเมินตนเองของรัฐบาลและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้เกิดพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นในการส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของประชาชนและการเคารพสิทธิมนุษยชนในปีต่อไป 

รายละเอียดรายงานดังนี้

สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก
สสส. เผยแพร่สถานการณ์ "สิทธิมนุษยชน" ในไทยปี 64 พบถดถอยไปมาก

คณะทำงานกฎหมายลูกวิปรัฐบาลเคาะ “ห้ามซื้อเสียง-เลิกไพรมารีโหวต”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496327

10 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

คณะทำงานกฎหมายลูกวิปรัฐบาลเคาะ "ห้ามซื้อเสียง-เลิกไพรมารีโหวต"

ราเมศ เผย คณะทำงานกฎหมายลูกวิปรัฐบาล เคาะสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แล้ว เผย มีมติแก้ ม.73 เพิ่ม”พรรคการเมืองห้ามซื้อเสียง” ยืนยัน “เลิกไพรมารีโหวต” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้าการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า เมื่อวานนี้ ตน และ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานกฎหมายลูกของวิปรัฐบาล มีข้อสรุปที่เห็นตรงกัน คือ วิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่จะนำคะแนนของทุกพรรคการเมืองทั้งหมดมารวมกัน แล้วนำไปหารด้วย 100 ซึ่งเป็นตัวเลข ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 73 โดยปัจจุบันห้ามผู้สมัครซื้อสิทธิ์ขายเสียงเท่านั้นซึ่งคณะทำงานวิปรัฐบาลเห็นตรงกันควรเพิ่มพรรคการเมืองห้ามซื้อสิทธิ์ขายเสียงด้วย ส่วนกรณีหมายเลขประจำผู้สมัคร ส.ส.จะให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งประเทศนั้น ขณะนี้ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าอยากให้ใช้หมายเลขเดียวกัน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 

สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จะเสนอให้มีการยกเลิกการเลือกตั้งขั้นต้นหรือ”ไพรมารีโหวต” เพราะที่ผ่านมาการทำ “ไพรมารีโหวต”ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่ก็เกิดคำถามว่าหากยกเลิกการทำ”ไพรมารีโหวต”จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่ขัด เพราะแม้จะยกเลิก”ไพรมารีโหวต”แล้ว แต่พรรรคการเมืองก็ยังต้องรับฟังความเห็นสมาชิกพรรคในแต่ละจังหวัดอยู่ดี

ยิ่งลักษณ์ ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496318

10 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

ยิ่งลักษณ์ ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช.

“ยิ่งลักษณ์” ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดไม่ได้เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช. แนะจุดเริ่มต้นแก้ปัญหาขัดแย้งการเมืองไทย คือทำกติกาให้เป็นสากล

วันนี้ (10 ธ.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก รำลึกเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ระบุว่า 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญแต่พวกเราคนไทยไม่สามารถพูดถึงรัฐธรรมนูญได้อย่างภาคภูมิ เพราะรธน.ฉบับนี้มีที่มาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. จำกัดและลิดรอนสิทธิของประชาชน ยากต่อการนำประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้

ยิ่งลักษณ์ ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช.

ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศที่ดีที่สุด คือการทำกติกาให้เป็นสากล เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เริ่มจากการรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างกติกาสูงสุดร่วมกัน ซึ่งดิฉันยังเฝ้ารอจะได้เห็นรธน.ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ 

ยิ่งลักษณ์ ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช.
ยิ่งลักษณ์ ชี้วันรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะสืบทอดมาจาก คสช.

ปชป. รอเคาะชิงเลือกตั้งซ่อม ชุมพร-สงขลา พรุ่งนี้ 2 ตัวเต็ง “อิสรพงษ์-สุภาพร”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496314

10 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

ปชป. รอเคาะชิงเลือกตั้งซ่อม ชุมพร-สงขลา พรุ่งนี้ 2 ตัวเต็ง “อิสรพงษ์-สุภาพร”

พรรคประชาธิปัตย์ รอเคาะส่งผู้สมัครสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ชุมพร-สงขลา พรุ่งนี้ เผย 2 ตัวเต็ง “อิสรพงษ์ มากอำไพ-สุภาพร กำเนิดผล ”

นายราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ซึ่งมีนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นประธาน ว่า จากการประชุมเบื้องต้น กรณีเลือกตั้งซ่อม เขต 1 จ.ชุมพร และ เขต 6 จ.สงขลา จะให้มีการยื่นใบสมัคร 10-11 ธ.ค. 64 เวลา 8.00-16.00 น. ซึ่งวานนี้มีบุคคลมายื่นเจตจำนง 2 คน คือ “นายอิสรพงษ์ มากอำไพ” เลขานายกฯ อบจ.ชุมพร และเคยเป็นผู้ช่วยนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะลงเขต 1 จ.ชุมพร และ “น.ส.สุภาพร กำเนิดผล” รองนายกฯ อบจ.สงขลา จะลงเขต 6 จ.สงขลา

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มอบให้คณะกรรมการกฎหมายของพรรค ไปตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อดูว่ามีคุณสมบัติครบตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จากนั้นคณะกรรมการสรรหา ก็ต้องส่งรายชื่อผู้แสดงเจตจำนงแต่ละเขตกลับไป จ.ชุมพร และสงขลา เพื่อรับฟังความคิดเห็น สอบถามคุณสมบัติและความสามารถต่าง ๆ หรือทำไพรมารี่โหวต แล้วส่งเรื่องกลับมาที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งนั้น พรรคก็พร้อมสู้ศึกอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง สำหรับฐานเสียงพื้นที่ทั้ง 2 เขต นายชุมพล และนายถาวร เสนเนียม ทำหน้าที่ ส.ส. ดูแลประชาชนได้ดี จึงคาดหวังว่าผู้สมัครของพรรคจะได้รับชัยชนะ ส่วนพรรคอื่นจะส่งผู้สมัครหรือไม่ จะไม่ก้าวล่วง หรือไม่ขอให้งดส่งผู้สมัคร อีกทั้งพรรคเก็บข้อมูลมาตลอดเชื่อว่ากระแสพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชนยังให้ความศรัทธา และไม่กังวลว่าพรรคพลังประชารัฐ จะส่งใครมาแข่ง แม้ที่ผ่านมาจะต่อสู้สูสีกันมาตลอด

สำหรับผู้สมัคร 2 คน ที่มายื่นความจำนงนั้น ก็อาจจะมีคนมายื่นอีก แต่ยืนยันว่าคนที่พรรคจะส่งลงสมัคร คน ๆ นั้นต้องคลุกคลีในพื้นที่ ประชาชนรักและศรัทธา ซึ่งจะแถลงเหตุผลการส่งบุคคลนั้น ๆ ให้ทราบอีกครั้ง

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496310

10 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

งานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” ที่สืบทอดกันมาแต่ยาวนาน บนเส้นทาง “89ปีรธน.ไทย” ณ วันนี้ ยังคงมีปรากฏให้เห็นใน “รัฐธรรมนูญ” ของไทยทุกฉบับ ผ่านการทำงานของกลุ่มงานลิขิต งานเขียนตัวอักษรไทยโบราณ หนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย หนึ่งเดียวในโลก

พานทองและรัฐธรรมนูญที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคือสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือที่หลอมรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพี่น้องชาวไทยให้ยึดถือ และปฏิบัติตามบทบัญญัติของข้อกฎหมายในทุกมาตราที่ถูกร่างขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยการปกครองของไทย

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

และวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี.. วันรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย วันที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรกของไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้.. ประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ..  “89ปีรธน.ไทย” แต่นอกเหนือวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีกลุ่มคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าเป็น “มดงาน”.. คอยทำงานเบื้องหลัง “ผู้ปิดทองหลังพระ” ที่น้อยคนนักจะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญของไทยในทุกฉบับและทำสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน ควบคู่กับประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของไทย พวกเขาฝากผลงานเป็นตัวอักษร  ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ตัวแทนองค์พระมหากษัตริย์” ผ่านเอกสารในพระองค์ ทั้งพระราชสาส์นถึงองค์อธิปัตย์นานาประเทศ หนังสือสถาปนาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ไปจนถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ
 

“คมชัดลึก” ร่วมสืบทอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยและรัฐธรรมนูญไทย “89ปีรธน.ไทย”  ผ่านการทำงานของ “บรรดาศักดิ์ สีหาราช” พนักงานลิขิต วัย 53 ปี กลุ่มงานลิขิต กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเขาและทุกคนในทีมจะคอยทำหน้าที่ปฏิบัติงานลิขิต การรักษาและการประทับพระราชลัญจกรให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี 

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก
“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

“บรรดาศักดิ์” เปรียบเสมือนเป็น “ช้างเผือก” .. และเป็น 1 ใน 10 “ช้างเผือกหายาก” ของกลุ่มงานลิขิต ในการทำภารกิจเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราจารึกไว้ในสมุดไทยลงรักปิดทอง หรือสมุดปกทองคำ ภารกิจ “ลิขิตด้วยมือ” วันนี้ “บรรดาศักดิ์” บอกเล่าถึงการทำงานในบทบาทหน้าที่อันสำคัญนี้ที่ไม่ใช่ใครก็ได้.. ที่จะเข้ามาทำกันได้ง่าย ๆ แต่ต้องใช้ฝีมือล้วน ๆ ใช้พรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิด การฝึกฝนลายมือด้วยการเขียนงานนานหลายปี และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีใจรักในงานลิขิตด้วย จึงจะทำให้งานที่รับผิดชอบนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะเป็นงานที่ยากและหินเอาการ..!!

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

“ทำงานตรงนี้คือฝีมือล้วน ๆ เป็นพรสวรรค์ล้วน ๆ แต่ต้องใจรักด้วยเพราะเราเป็นตำแหน่งเล็ก ๆ ไม่ได้ใหญ่โต แต่งานที่เรารับผิดชอบเป็นงานที่ใหญ่มาก งานบางอย่างอาจจะเกินตำแหน่งที่เราทำ เป็นงานระดับประเทศจริง ๆ  เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเลย”

บรรดาศักดิ์.. เล่าถึงความพิเศษของงานลิขิต ที่เขาทำมากว่า 24 ปี ซึ่งเขาเริ่มเขียนอักษรไทย “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” และเลขไทยลงในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ตามด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เรียกว่าลายมืออาลักษณ์ ซึ่งเป็นงานที่ทำถวายพระเจ้าแผ่นดิน ดังนั้นคนที่เข้ามาทำงานลิขิต จึงต้องเป็นคนที่มีใจรักในงานด้วย ใจไม่รักทำได้ไม่นานก็ออกเพราะเป็นงานที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา ต้องมีความอดทนสูง ไม่ใช่ทำวันสองวันก็ออก และในเนื้องานที่ทำนี้ก็ต้องรู้ลึก รู้จริงเกี่ยวกับงานที่ทำด้วย 

“งานลิขิต.. ไม่ใช่แค่ชำนาญแล้วมาทำได้เลยเพราะในงานยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ต้องรู้ เอกสารบางอย่าง ศัพท์แสงต่าง ๆ การตัดคำ วรรคตอน ก็ต้องรู้ด้วย คำบางอย่างไม่ใช่คำแบบชาวบ้านใช้ทั่วไป มีคำพิเศษ มีคำบาลี อาจจะต้องรู้ข้อมูลพอสมควร แต่ถ้าทำไปนาน ๆ ก็จะรู้เอง เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยไปก็จะรู้ ก็ต้องใช้เวลาฝึกกัน อย่างน้อยก็ใช้เวลาเร็วสุดคือ 5 ปี จึงจะมีความชำนาญ หรืออาจจะมีคนที่ใช้เวลาฝึกเร็วกว่านั้น แต่ถ้าน้อยกว่า 5 ปี ก็จะทำได้แค่เขียน แต่งานในส่วนของเราต้องทำได้มากกว่าการเขียน” 

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

เจ้าหน้าที่ลิขิต ผู้นี้ยังบอกเล่าถึงความสำคัญของงานลิขิตให้เราฟังว่า.. “งานลิขิตเป็นงานตอนปลายที่เราจะต้องมาเขียนรัฐธรรมนูญ และต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย ไม่ใช่จู่ ๆ จะมาเขียนได้เลย แต่เราต้องเตรียมตั้งแต่กระดาษว่าจะใช้กระดาษอะไร ซึ่งเราใช้กระดาษไฮเวท 120 แกรม เราจะต้องเข้าเล่ม ทำรูปเล่ม ซึ่งงานของเรามีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือตอนเขียนกับตอนประทับสุดท้าย แต่อาศัยว่ามีหลายหน่วยงานเข้ามาทำงานด้วยกัน ก็ช่วยให้งานสำเร็จได้ด้วยดี” 

บรรดาศักดิ์ เล่าเพิ่มเติมว่า งานเขียนของเรา ต้องได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก่อน จากนั้นกองนิติธรรมจะจัดรูปแบบการย่อหน้า วรรคตอน ต่าง ๆ เพราะตอนส่งรัฐธรรมนูญมาให้นั้นยังเป็นเพียงกระดาษ A4 ดังนั้น เราจึงต้องส่งรัฐธรรมนูญที่ได้มาส่งให้ทางกฎหมาย (กองนิติธรรม) ดูว่าเวลาเราจะปรับคำ การย่อหน้า การเว้นวรรคตอน และจัดทำรูปเล่ม จะทำอย่างไร ซึ่งตนเองก็มีประสบการณ์ตรงนี้เพราะทำมาหลายเล่มแล้ว ก็จะไปศึกษาดูรัฐธรรมนูญเล่มเก่า ๆ ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ว่าทำไว้อย่างไรบ้าง เช่น รัฐธรรมนูญปี 2475 ดูการจัดทำรูปเล่ม การวรรคตอน ทำยังไง ก็ดูรวม ๆ ศึกษาเป็นทอด ๆ ว่าเขาทำกันยังไง แต่เราจะไม่ไปยุ่งข้อความใด ๆ ไม่มีการตัดข้อความทิ้ง หน้าที่เราคือจัดวรรคตอน ให้มีความกว้างยาวเท่าไร 

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

“เจ้าหน้าที่ลิขิตต้องมีความชำนาญด้านตัวหนังสือ ไม่ใช่จู่ ๆ จะมาเขียนได้เลย ก็ต้องผ่านการฝึกมา มีประสบการณ์บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของกลุ่มงานลิขิตของเราเท่านั้นที่ทำงานลิขิต ส่วนงานอื่นจะมาเขียนไม่ได้ เว้นแต่คนนั้นเคยเขียนรัฐธรรมนูญเล่มอื่น ๆ มาก่อน ก็จะขอตัวมาทำงานร่วมกัน และพอเข้ามา ก็จะต้องมีลายมือใกล้เคียงกัน ตัวหนังสือจะต้องเป็นแบบนี้ ๆ เราก็จะต้องมาคุยกัน ส่วนการจัดย่อหน้า วรรคตอนก็เป็นหน้าที่ของผม แต่จะมีน้องอีกคนหนึ่งคอยทำหน้าที่ใช้เครื่องมือมาทำเป็นเนา ทำเป็นร่างเสมือนจริงก่อน ก่อนที่จะเขียนจริง และหลังจากทำเสร็จแล้ว ก็จะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาตรวจทานความถูกต้องก่อนว่าข้อความต่าง ๆ ที่เขียนนั้นถูกต้องไหม เมื่อตรวจทานความถูกต้องแล้ว จึงจะนำไปเขียนลงในสมุดไทยที่เตรียมไว้” 

นอกจากนี้ ในทุกชิ้นงานจะมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่ก่อนเราจะเขียน เราจะคุยกันก่อนแล้วว่ากั้นหน้าวรรคตอนเป็นอย่างนี้ เราจะเขียนวันละกี่หน้า กี่พับ เราจะคุยกันก่อนเพราะเราไม่ได้ทำวันเดียว เรามีเวลาทำกันเป็นเดือน  มีเวลาเตรียมตัว อันไหนที่เราคุยแล้วไม่ลงตัว เราก็จะคุยกันว่าจะทำงานให้เร็วขึ้น ซึ่งความกดดันก็มีบ้าง แต่ผู้ใหญ่ก็ให้กรอบเวลาให้เราได้ทำงาน ถ้าระยะเวลากระชั้นเข้ามามาก เราก็จะประยุกต์ด้วยการทำงานให้เร็วขึ้น จากที่เคยทำงานถึง 6 โมงเย็น เราก็จะทำงานเลยไปถึง 2 ทุ่ม หรืออาจจะดึก หรือทำไปจนถึงเช้าเลย ซึ่งเราก็ทำงานเสร็จทันตามกำหนดเวลาที่วางไว้ทุกครั้ง

“ก็ถือว่าเป็นงานที่หินเอาการ แต่เรามีประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว และเป็นงานในหน้าที่ของเราที่ต้องรับผิดชอบ พอได้ร่างมาแล้วก็ต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนดด้วย ทุกคนก็เข้าใจ เจ้าหน้าที่บางคนก็หนักใจเรื่องระยะเวลา แต่เราก็มีกรอบเวลาที่เราจะทำได้ อาจจะเขียนกันทั้งคืน อาจจะพักบ้าง ก็ประยุกต์เอา ก็เอาเรื่องอยู่ เป็นงานหิน แต่เราก็ทำมาหลายฉบับแล้ว ก็ถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้เสร็จลุล่วง” 

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

บรรดาศักดิ์ เล่าให้ฟังถึงขั้นตอนการเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ว่า จะมีกรอบให้เริ่มทำตั้งตั้งแต่ 1 เดือน ซึ่งแต่ละฉบับจะเสร็จไม่เท่ากัน บางฉบับอาจจะเสร็จก่อน 1 เดือน หรืออาจจะเลย 1 เดือนไปแล้วถึงทำเสร็จ แต่สรุปคือเราทำทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ บางเล่มทำกันไม่ถึงเดือนเสร็จก็มีเพราะเราทำงานกันจนดึก โดยเจ้าหน้าที่จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าเลย กินข้าวกินปลาเสร็จก็ทำงานกันเลย และแทนที่เราจะเลิกงาน 4 โมงเย็น เราก็จะเลิกงาน 2 ทุ่ม และเราทำงานกันเป็นทีม เราจะคอยดูเพื่อน ๆ ว่าทำกันไปถึงไหนแล้ว บางคนเขียนเสร็จแล้ว อาจมีเขียนผิด เขียนตก ก็อาจจะเขียนข้ามไปก่อน แล้วจะมีคนมาตัดต่อ คอยแก้ไขในส่วนที่ผิด ก็ประยุกต์การทำงานร่วมกันเพื่อให้งานเสร็จสิ้นตามเป้าหมาย

ส่วนอุปกรณ์สำคัญในการทำงานของฝ่ายลิขิตนั้น บรรดาศักดิ์ บอกว่า เวลาทำงานก็ใช้ปากกาอย่างน้อยที่สุดก็ 2 แท่ง คือมีหนึ่งแท่งไว้สำรอง ปากกา 1 แท่งก็ใช้งานได้นานสุด 1 เดือน และเราต้องหมั่นดูแล ต้องทำความสะอาด ปากกาที่ใช้ก็ของใครของมัน ข้อมือใคร ข้อมือมัน  เมื่อก่อนเราใช้ปากกาคอแร้งเขียน เรียกปากกาปากแบน  แต่มันต้องจุ่มหมึกตลอด ตอนนี้ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ปากกาแบบใหม่ที่มีหมึกในตัว ไม่ต้องจุ่มหมึก มันเป็นปากกาแบบโบราณ  นอกจากนี้ เราก็จะมีเหล็กจาร ใช้สำหรับจานตัวอักษรลงบนแผ่นเงิน แผ่นทอง ซึ่งมันเป็นโลหะ จากที่เป็นเพียงแผ่นโลหะปกติ พอเราจารลงไปก็จะเป็นตัวหนังสืออาลักษณ์เลย สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน หลัก ๆ ก็จะมีปากกา เหล็กจาร กระดาษ ไม้บรรทัดไว้ใช้ขีดเส้น ยางลบ และมีดคัตเตอร์ไว้ตัดกระดาษ เราก็เสาะหายี่ห้อดี ๆ เหล็กสแตนเลสดี ทั้งหมดคือเครื่องมือในการทำงานของเรา

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

มาถึงประเด็นสำคัญที่ถือเป็นไฮไลต์ และเป็นหัวใจสำคัญของงานลิขิต อันทรงคุณค่าของรัฐธรรมนูญไทย มีคุณค่าและเปี่ยมด้วยประโยชน์แก่สังคมไทยและชาติไทย บรรดาศักดิ์ ย้ำกับเราว่ากลุ่มงานลิขิต ไม่ได้ทำงานเขียนแบบไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ แต่เราต้องรักษาลายมือที่เป็นมาตั้งแต่โบราณ เขาเรียกว่าลายมือแบบอาลักษณ์ คือทำถวาย และเป็นงานที่ทำที่นี่แห่งเดียวในประเทศไทย แห่งเดียวในโลก..!!

“งานเขียนของเราเป็นการอนุรักษ์ลายมือ อนุรักษ์ความเป็นไทย เราเขียนสด ไม่ได้พิมพ์ ลายมือเราก็เป็นเอกลักษณ์ โดยที่หน่วยงานอื่นเขาก็ไม่มี เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งสำหรับเจ้าหน้าที่ หรือคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ก็ภูมิใจ ดีใจที่เรายังมีอยู่ แต่เราต้องมีมากกว่าคำว่าอนุรักษ์ ลายมือจะต้องไม่หนีจากของเดิมเลย ต้องเป็นแบบโบราณ”

“สังคมไทยก็จะได้ประโยชน์จากงานเขียนที่เรารับผิดชอบอยู่ เป็นการอนุรักษ์ตัวหนังสือไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ตัวหนังสือไทย ตัวเลขก็เป็นเลขไทย เขียนไทย การคัดลายมือเป็นลายมืออาลักษณ์ ก็เป็นการอนุรักษ์ไปในตัว สังคมไทยที่มองเห็นรู้คุณค่าก็จะได้ศึกษาต่อยอด ลูกหลานรุ่นหลังก็จะได้รู้ว่ายังมีงานส่วนนี้อยู่ เราก็ทำตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ” 

“งานของเราแต่ละชิ้นงาน กว่าจะออกไปได้ เราจะไม่ให้มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างต้องเรียบร้อย สวยงาม ต้องเป็นลายมืออาลักษณ์เท่านั้น น้อง ๆ ที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ ก็ต้องฝึกคัดลายมือ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้  น้อง ๆ ที่สนใจกว่าที่เราจะรับสมัครหาคนเข้ามาทำงานตรงนี้ได้ ในคนจำนวน 100 คน 1,000 คน กว่าเราจะได้ช้างเผือกสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย” 

“89ปีรธน.ไทย” กับงานลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก

ทั้งหมดคือภารกิจลิขิตอักษรด้วยมือ.. ที่บรรจงเขียนรัฐธรรมนูญไทย ประกอบติดเป็นเล่มสมุดไทยลงรักปิดทอง งานชิ้นสำคัญและชิ้นประวัติศาสตร์ของไทย และอาจเรียกได้ว่าเป็นชิ้นงานประวัติศาสตร์ของโลกเพราะมีที่นี่ที่เดียว ประเทศเดียวในโลก ที่เราทุกคนเกิดมาเป็นคนไทย สัญชาติไทย สายเลือดไทย เรียนภาษาไทย เขียนภาษาไทย เขียนเลขไทย และใช้รัฐธรรมนูญไทย.. นี่คือความภาคภูมิใจของการเป็นชนชาติไทย นับแต่อดีตสืบทอดมาจวบจนถึงปัจจุบัน “89ปีรธน.ไทย”

ปรียาภัทร อุดมศรี : เรื่อง

จุรินทร์ เผย ปชป. ส่ง “ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ชิงผู้ว่า กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496300

10 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

จุรินทร์ เผย ปชป. ส่ง "ดร.เอ้  สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" ชิงผู้ว่า กทม.

จุรินทร์ เผย ปชป. ส่ง “เอ้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ชิงผู้ว่า กทม. รอ กก.บห.เคาะ 13 ธ.ค. นี้ พร้อมเปิดนโยบาย มั่นใจเสียงตอบรับดี ไม่ขอพูดถึง พปชร.ส่งผู้ว่าฯ หมูป่า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้มีการนัดประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้มีชื่อชัดเจนแล้ว พร้อมทั้งมีผู้สมัครสมาชิกกรุงเทพมหานครครบทุกเขตแล้วเช่นกัน 


ส่วน “นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้)” อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวานนี้ ( 9 ธ.ค.2564 ) เป็นชื่อที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเลือกให้เป็นผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในนามพรรคหรือไม่นั้น นายจุรินทร์ ระบุว่า มีชื่อเดียวและเป็นไปตามนั้นแต่ต้องรอให้ผ่านมติกรรมการบริหารพรรค ตามระเบียบข้อบังคับพรรค 

ขณะที่สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ถือว่าการแข่งขันค่อนข้างเข้มข้น อย่างพรรคพลังประชารัฐที่เปิดชื่อ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หรือ คู่แข่ง อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั้น นายจุรินทร์ ระบุว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ถือว่ามีความพร้อมทั้งตัวของผู้สมัครและสมาชิกที่ร่วมทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ให้ความสำคัญกับประชาชนชาวกรุงเทพเสมอมาแม้บางช่วงจะได้รับความไว้วางใจมากบ้าง น้อยบ้างแต่ครั้งนี้ถือเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะได้เสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้พิจารณา จึงมั่นใจว่าจะได้รับเสียงตอบรับในระดับที่น่าพึงพอใจ  

ทั้งนี้ไม่ขอพูดถึงผู้สมัครอื่นเพราะบางชื่อยังไม่มีความชัดเจน แต่ยืนยันจะทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ และหากได้รับความไว้วางใจก็จะยังคงเน้นย้ำเรื่องการทำได้ไว ทำได้จริงซึ่งทิศทางและยุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องทำงานร่วมกันและเป็นเนื้อเดียวกับพรรค โดยจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้งหลังมีมติในวันที่ 13 ธ.ค. นี้
 

เมื่อวานนี้ (9 ธ.ค. ) เพจ มหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ( มจล. )ได้นำเสนอภาพและข้อความ “ศ.ดร.สุชัชวรีร์  สุวรรรสวัสดิ์” ได้ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี มจล.แล้ว 


โดยระบุว่า การประชุมสภาสถาบันฯวาระพิเศษ มีมติอนุมัติให้ “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ลาออกจากตำแหน่ง อธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564

สจล.ขอขอบพระคุณ”พี่เอ้” ที่ตั้งใจทำงาน อุทิศตน ด้วยความมุมานะพยายาม ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงสถาบัน จนสถาบันก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก

#ทีมลาดกระบัง