ปธ.ศาลฎีกาออกข้อบังคับเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีเพื่อความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496294

10 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

ปธ.ศาลฎีกาออกข้อบังคับเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีเพื่อความปลอดภัย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย

วันนี้( 10 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2564 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการบำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ พ.ศ. 2564

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 170 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกข้อบังคับว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการบำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพพ.ศ. 2564 ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า“ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการบำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ พ.ศ. 2564”

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 

ข้อ 3 เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 166 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และศาลจะลงโทษจำคุก หากศาลเห็นสมควร ศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อตามมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาใช้แทนการลงโทษ ตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าสองปี

ในกรณีที่ศาลเห็นว่าเหตุที่ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจไต่สวนก่อนที่จะมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้

ข้อ 4 หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำเลยฝ่าฝืนหรือผิดเงื่อนไข แต่ศาลเห็นว่าจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปได้ ศาลอาจว่ากล่าวตักเตือน และกำชับจำเลยให้ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขโดยเคร่งครัด หรือกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขใหม่เพื่อความเหมาะสม หากจำเลยฝ่าฝืนหรือผิดเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุอันสมควร และการให้ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของจำเลย ให้ศาลพิจารณาลงโทษจำเลยตามความเหมาะสมต่อไป

ข้อ 5 เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 168 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรลงโทษจำเลย หากจำเลยสำนึกในการกระทำโดยตกลงเข้ารับการบำบัดรักษา เมื่อศาลสอบถามพนักงานอัยการแล้ว หากศาลเห็นสมควร ศาลอาจพิจารณาส่งตัวจำเลยไปยังสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษา โดยในชั้นนี้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย

กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลออกหนังสือส่งตัวจำเลยไปยังสถานพยาบาลยาเสพติดในท้องที่โดยระบุให้สถานพยาบาลยาเสพติดแจ้งความคืบหน้าในการบำบัดรักษาให้ศาลทราบในระยะเวลาอันสมควร และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว เพื่อรอฟังผลการบำบัดรักษา

เมื่อศาลได้รับแจ้งการรับรองเป็นหนังสือว่าจำเลยเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ศาลนัดพร้อมคู่ความเพื่อมีคำสั่งยุติคดี โดยให้จำเลยพ้นจากความผิดและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ กับมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางด้วย

หากศาลได้รับแจ้งผลการบำบัดรักษาจำเลยจากสถานพยาบาลยาเสพติดว่าการบพบัดรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจหรือจำเลยไม่ให้ความร่วมมือ ให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาต่อไปโดยเร็ว

ข้อ 6 ในการพิจารณาพิพากษาตามข้อบังคับนี้สำหรับผู้กระทำความผิดแต่ละคน ให้ศาลคำนึงถึงหลักการตามมาตรา 165 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีดังต่อไปนี้

(1) การสงเคราะห์ให้จพเลยเลิกเสพยาเสพติดยิ่งกว่าการลงโทษ

(2) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยว่ามีผลร้ายแรงต่อสังคมเพียงใด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยจากการสอบถามจำเลย บุคคลในครอบครัว บุคคลที่จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย ผู้เกี่ยวข้องอื่นในคดี รายงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การสืบเสาะและพินิจจำเลย สำนวนการสอบสวน หรือการไต่สวนประการอื่นใด ว่าจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่เพียงใด

(3) ชนิดและฤทธิ์ของยาเสพติดที่เสพหรือครอบครองเพื่อเสพ ที่อาจส่งผลต่อสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน และวิธีการเยียวยาแก้ไขที่ต่างกัน จ านวนที่เสพหรือครอบครองเพื่อเสพการเสพเป็นครั้งคราวหรือประจพ หรือเสพเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานบางอย่าง

ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัย ศาลพึงไต่สวนถึงมาตรฐานการตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกายของจำเลยโดยเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตพรวจ และอาจสั่งให้มีการตรวจสอบใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 7 ให้สำนักงานศาลยุติธรรมจัดทำและพัฒนาระบบงานธุรการและวิธีปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การคุมความประพฤติของจำเลย และการส่งตัวจำเลย ให้สถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดตามข้อบังคับนี้ การประสานงานกับหน่วยงานอื่นรวมถึงการจัดทำและรายงานสถิติคดีที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีจำเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อบังคับนี้เป็นไปโดยเรียบร้อย ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้กำหนดวิธีการนั้น

ข้อ 8 ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ประธานศาลฎีกา  

ปธ.ศาลฎีกาออกข้อบังคับเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีเพื่อความปลอดภัย
ปธ.ศาลฎีกาออกข้อบังคับเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีเพื่อความปลอดภัย
ปธ.ศาลฎีกาออกข้อบังคับเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีเพื่อความปลอดภัย

ย้อนรอยตำนาน “89 ปีรธน.ไทย” เปิดปูมหลังรัฐธรรมนูญไทยฉบับปฐมบทEP.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496259

10 ธ.ค. 2564 |00:00 น.

ย้อนรอยตำนาน "89 ปีรธน.ไทย" เปิดปูมหลังรัฐธรรมนูญไทยฉบับปฐมบทEP.1

EP.1 89ปี รธน. หากวิเคราะห์ถึงการปฏิวัติที่ถูกเรียกว่าปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ติดตามการมองอดีตสู่ปัจจุบันในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวา64 ได้ที่นี่

ย้อนรอยตำนาน "89 ปีรธน.ไทย" เปิดปูมหลังรัฐธรรมนูญไทยฉบับปฐมบทEP.1

หมุดทองเหลืองที่ถูกฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า เป็นตำแหน่งที่ “นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา”ได้ยืนอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 มีข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิด “รัฐธรรมนูญ” เพื่อความเจริญของชาติ”

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ว่า “คณะราษฎร”ใช้กลลวงนำทหารบกและทหารเรือ ประมาณ 2,000 คน ไปรวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่า เป็นการสวนสนาม

นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนานายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

จากนั้น”นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา” จึงอ่านประกาศ คณะราษฎรฉบับที่ 1 ยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อ และเมื่อก่อการสำเร็จ ได้นำไปสู่การตั้งรัฐบาลขึ้นมา จึงถือเอาวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ และมีการประพันธ์เพลงวันชาติ 24 มิถุนา โดย “ครูมนตรี ตราโมท”ไว้ด้วย ถือเป็นภาพจำสำคัญอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย

หากวิเคราะห์ถึงการปฏิวัติครั้งนั้น ที่ถูกเรียกว่าปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย และเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรก ซึ่งจะพบความเชื่อมโยงของอดีตที่ย้อนไปถึงสมัย”กบฏ ร.ศ.130″ ในรัชสมัยของสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเกิดความพยายามก่อการปฏิวัติโดยกลุ่มนายทหารหนุ่มหัวสมัยใหม่ ที่มองว่า การปกครองของไทยล้าหลังเนื่องจากประเทศใหญ่หลายประเทศ ต่างปรับรูปแบบการปกครองเป็นสาธารณรัฐกันเกือบทั่วโลกแล้ว โดยเฉพาะประเทศในยุโรป อเมริกา และจีน

โดยแนวคิดนี้ ได้ฝังรากลึกและส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อไปยัง “คณะราษฎร” แม้การปฏิวัติครั้งแรกในสมัย ร.ศ.130 จะทำไม่สำเร็จ เพราะข้อมูลรั่วไหล จนถูกกวาดล้างจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2455 แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจ และบทเรียนสำคัญให้นายทหารนักปฏิวัติรุ่นน้อง คือ “คณะราษฎร” จนก่อการได้เป็นผลสำเร็จในอีก 20 ปีต่อมา และได้ตรารัฐธรรมนูญขึ้นเป็นฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475”

และแม้จะได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศชั่วคราว แต่นัยยะหรือสาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ ก็ถือเป็นต้นแบบของการบริหารประเทศโดยให้สิทธิกับประชาชนไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยการกำหนดไว้ว่า…

“อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตย เป็นของราษฎรทั้งหลาย”

ขณะเดียวกันยังกำหนดบทบาทการปกครองที่แม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ถือว่า “พระมหากษัตริย์” ทรงเป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวร และมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์

ส่วนเนื้อหาที่ว่าด้วยอำนาจในการบริหาร กำหนดให้ประกอบขึ้นจากหลายฝ่าย ซึ่งการใช้อำนาจสูงสุด จะมีบุคคลและคณะบุคคล เป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน คือ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ขณะที่ลักษณะการปกครองและการปฏิบัติราชการต่างๆ ก็จะต้องมีกรรมการราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจึงจะใช้ได้…แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ถูกใช้อยู่เพียงไม่นาน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กระทั่งในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้เสด็จออกประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดเป็นที่ประชุมรัฐสภา และได้ทรงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชทานเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศประเทศไทยจึงมี “รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2”

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ดำรงตำแหน่งนายกฯขณะนั้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ดำรงตำแหน่งนายกฯขณะนั้น

ย้อนรอยตำนาน "89 ปีรธน.ไทย" เปิดปูมหลังรัฐธรรมนูญไทยฉบับปฐมบทEP.1

และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ในนามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวน 20 คน โดยให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรัฐมนตรีประจำกระทรวง 7 กระทรวง และรัฐมนตรีลอยอีก 13 คน แทนผู้บริหารตามรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศชั่วคราว ที่กำหนดให้มีสมาชิก 70 คน ซึ่งแต่งตั้งจากคณะราษฎร 31 คน และจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในระบอบเดิม 39 คน โดยให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และนาย ปรีดี พนมยงค์ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก

จากนั้นถัดมาอีก 2 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่พระองค์ได้พระราชทานนั้น ถูกใช้ปกครองประเทศต่อมาเกือบ 14 ปี จนวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2489 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงถูกยกเลิกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า มีเนื้อหาล้าสมัย

แต่ก่อนที่จะได้รับการยกเลิกไป ได้มีการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2482 แก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยนามประเทศ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” ตามข้อเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม หรือแปลก ขีตตะสังคะ เป็นนายกรัฐมนตรี ยังผลให้ชื่อของรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ไปด้วย

นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม หรือแปลก ขีตตะสังคะ นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม หรือแปลก ขีตตะสังคะ

ส่วนครั้งที่ 2 ถูกปรับปรุงเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2483 โดยแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล ซึ่งเสนอโดย “ขุนบุรัสการกิตติคดี” หรือ “นาย เหมือน บุรัสการ” ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ที่มีนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี อันมีผลให้บทเฉพาะกาล ซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2485 เป็นอย่างช้า แต่กลับต้องยืดเวลาออกไปอีก 10 ปี ซึ่งแก่นแท้ของการเสนอยึดบทเฉพาะกาล ก็คือ การคงอยู่ต่อไปอีกของสมาชิกประเภทที่ 2 อันมาจากการแต่งตั้ง

และการแก้เป็นครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2485 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามข้อเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีจอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ ส.ส.สามารถขยายเวลาอยู่ในตำแหน่งออกไปอีกคราวละ 2 ปี

ซึ่งหากวิเคราะห์ถึงปูมหลังที่มาของรัฐธรรมนูญ ที่ถือต้นแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในสมัยแรกหลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 พบว่า กฎหมายสูงสุดทั้งสองฉบับ ได้สะท้อนภาพสังคมไทยในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นที่พยายามคานอำนาจกันเอง ทั้งฝ่ายคณะราษฎรและฝ่ายจารีตนิยม โดยที่ประชาชนคนไทยก็ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการวางรากฐานมากนัก

>>>>ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“ลูกหมี ชุมพล จุลใส” ขอบคุณชาวชุมพร ที่เคยให้การสนับสนุนเป็น ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496265

09 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

“ลูกหมี ชุมพล จุลใส" ขอบคุณชาวชุมพร ที่เคยให้การสนับสนุนเป็น ส.ส.

“ลูกหมี ชุมพล จุลใส” ขอบคุณชาวชุมพร ที่เคยให้การสนับสนุนเป็น ส.ส. ชุมพร เขต 1 แม้วันนี้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองในสภา แต่ยังพร้อมที่จะเดินเคียงคู่ประชาชนในฐานะราษฎร

วันนี้(9 ธ.ค. 64) เวลา 16.15 น. ณ ลานหน้าพระบรมรูป ร.5 หน้าที่ว่าการ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร “ลูกหมี นายชุมพล จุลใส” อดีต ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ หลังวันที่ 8 ธ.ค. 64 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ท่ามกลางประชาชนมาให้กำลังใจกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทำให้ต้องใช้มาตรการเข้มในการคัดกรองประชาชนผู้เข้ามาร่วมโดยมีอสม.ของเทศบาลเมืองชุมพรทำหน้าที่คัดกรอง วัดอุณหภูมิประชาชนผู้เข้ามาร่วมทุกคนอย่างเคร่งครัด

“นายชุมพล” กล่าวว่า วันนี้ผมต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนชาวชุมพรอีกครั้ง ที่มาเป็นกำลังให้ผมในวันนี้ แต่กฎหมายก็คือกฏหมายครับ และต้องยอมรับในคำพิพากษาของศาล ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นนักการเมืองในสภา แต่ผมก็ยังพร้อมที่จะเดินเคียงคู่ประชาชนในฐานะราษฎร  นักการเมืองมาแล้วก็ไปแต่ความเป็นคนไทยยังคงยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหกษัตริย์  นี่คือจุดยืนของพวกเราชาวชุมพรและคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต้องเสียใจ เพราะผมถือว่าสิ่งที่เราทำนั้นดีที่สุดแล้วแต่การต่อสู้ต้องย่อมมีบาดแผลเป็นเรื่องธรรมดา

วันนี้ผมต้องกลับมาปักหลักที่บ้านของผมร่วมกับพี่น้องชาวชุมพร ผมเป็นนักการเมืองที่มาจากพี่น้องประชาชนได้เลือกผมมาให้เป็นนักการเมืองถึง 3 สมัย นี่คือความภูมิใจของผม และผมภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนชุมพร จริง ๆ แล้วอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่ผมรักที่สุด เป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก วันนี้นักการเมืองอาชีพของผมหมดแล้ว ส่วนจากนี้ต่อไปก็อยู่ที่ประชาชนชาวชุมพร 

ชาวชุมพรที่รักครับ ผมขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่มาให้กำลังใจผมในวันนี้ และหากความเป็นนักการเมืองของผมในช่วงที่ผ่านมา ได้ก้าวล่วงทุกท่าน  ผมกราบขออโหสิกรรมให้ผมด้วย เพราะสิ่งที่ผมทำทั้งหมดที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำในเรื่องของส่วนตัว แต่ผมทำในเรื่องของส่วนรวม วันนี้เราคนไทยต้องมีความสามัคคีกัน และต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าคิดน้อยอกน้อยใจ อย่าคิดเสียใจ 

และจากนี้จังหวัดชุมพรโดยเฉพาะในเขต 1 ก็จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 1 ใหม่ ผมขอขอบคุณประชาชนที่รักทั้งหลายอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนผมที่ผ่านมา

The Disruptor เมืองไทย “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496237

09 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

The Disruptor เมืองไทย "สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" ชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม.

#จะทำก็ทำได้ คือ ประโยคสร้างแรงบันดาลใจของ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เจ้าของฉายา The Disruptor เมืองไทย ที่ถึงตอนนี้ได้ลาออกจากอธิการบดี สจล. ท่ามกลางกระแสข่าวเตรียมลงชิงเก้าอี้ตัวใหญ่ ผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์

ในการประชุมสภาสถาบันฯวาระพิเศษวันนี้ ( 9 ธ.ค. )มีมติอนุมัติให้” ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”ลาออกจากตำแหน่ง อธิการบดีตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคมท่ามกลางกระแสข่าวเตรียมลงชิงเก้าอี้ตัวใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์

“ศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์” เจ้าของฉายา The Disruptor เมืองไทย ( Disruptor คือ คนที่มองเห็นโอกาส ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง และก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ)พิสูจน์ผลการมุ่งมั่นลงมือทำอย่างเต็มที่จากความฝันวัยเยาว์คือการเข้าเรียนด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม University of Wisconsin-Madison,USAและวิศวกรรมอุโมงค์ที่ ม.ชื่อดังของโลก MIT Massachusetts Institute of technology, USA และกลับมาเป็นศาสตราจารย์ด้านอุโมงค์ สร้างผลงานความรู้เกี่ยวกับงานด้านนี้โดยตรงคือการร่วมทีมสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน และออกแบบอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงนำหลักวิศวกรรม มุ่งมั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพ ด้วยแนวคิดโมเดลแก้มลิง สร้างพื้นที่เก็บน้ำขนาดเล็ก ใหญ่ ทั่วกรุง

ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย MIT นั้น “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ได้ฉายแววความเป็นนักบริหาร และนักการจัดการจนได้รับทุนเพื่อเข้าร่วมทำงานกับ ธนาคารโลก (World Bank) โครงการเศรษฐกิจของเอเชีย และเคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเศรฐกิจโลกาภิวัฒน์ (Globalization Economy) แห่งสถาบัน MIT Industrial Performance Center (USA) อีกทั้งยังได้ช่วยเหลืองานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในการเป็นผู้ก่อตั้งและประธานยุววิศวกรแห่งประเทศไทย

จากการอุทิศตนในการวิจัยองค์ความรู้และพัฒนาวิชาการเทคโนโลยีก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์เพื่อยกระดับระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการน้ำ และคมนาคมโลจิสติกส์ของไทยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”ศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์” ได้คิดค้นทฤษฎีการคำนวณขุดเจาะอุโมงค์ที่ก้าวหน้าด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยซึ่งได้รับการอ้างอิงและนำไปใช้ประโยชน์มากเป็นอันดับ 5 ของโลก

และยังได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นเข็มทองคำที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย รวมถึงได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลกที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณ ไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ ประจำปี 2012 (Eisenhower Fellowships)ในฐานะผู้นำยุคใหม่ด้านวิศวกรรมเทคโนโลยีจากมูลนิธิประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ารับรางวัลจาก พลเอก คอลลิน พาวเวลล์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐในสมัยนั้น

“ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์”  ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชา วิศวกรรมโยธา สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เป็นศาสตราจารย์ ทางด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ คนแรกของประเทศไทย เมื่ออายุเพียง 37 ปี 

ด้านวิชาชีพ “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์” ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานการเคหะแห่งชาติ กรรมการและโฆษกกรรมการ รฟท.(2 วาระ) กรรมการบริษัทเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กรรมการการไฟฟ้านครหลวง ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย นายกสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ AHAISL คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.)และนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สมัยที่ 7) 

จากประสบการณ์ระดับโลก และความคิดต่างสร้างการเปลี่ยนแปลง “ศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์” ปรับระบบการทำงานในมหาวิทยาลัย พลิกวิกฤตเป็นโอกาส  จนสำเร็จทันทีเมื่อรับตำแหน่งอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังในปี พ.ศ. 2558 และสร้างคณะและหลักสูตรใหม่ที่ทันสมัย สร้างนักนวัตกรรม วิศวกรรมชีวการแพทย์ แพทย์นวัตกร  เปิดคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ นานาชาติ

เปิดวิทยาลัยการบิน นานาชาติ สร้างความร่วมมือ ดึงสุดยอดสถาบันการศึกษาระดับโลกมาร่วมกับพระจอมเกล้าลาดกระบังได้แก่ มหาวิทยาลัยสุดยอดด้านคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ Carnegie Melon University , สถาบันวิศวกรรมระดับประเทศของญี่ปุ่น KOSEN และ 42 Bangkok จากต้นแบบ Ecole 42 สุดยอดโรงเรียนด้านAI และ Coding ของโลกที่ทุกคนเรียนฟรี ไม่มีครู   ตลอดจนการสร้างโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้าลาดกระบัง โรงเรียนด้านวิทยาศาสตร์นวัตกรรมแห่งแรกของไทย และเตรียมเปิดอนุบาลนานาชาติ เน้นการเรียนมุ่งทักษะ Digital Skills สร้างมหาวิทยาลัยเด็กเล็ก สร้างเด็กไทยให้เก่งไม่แพ้ใครในโลก

และในช่วงวิกฤตโควิด19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์” ได้ระดมพลังทีมอาจารย์ นักวิชาการ แพทย์นวัตกร ระดมทุนสร้างนวัตกรรมการแพทย์ สู้โควิด19 ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ mini ventilator เครื่องจ่ายอ๊อกซิเจน KMITL High Flow ตู้ตรวจเชื้อความดันบวกและลบ รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง และระดมทุนสร้างโรงพยาบาลนวัตกรรมการแพทย์ครบวงจรของไทย โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร” มุ่งยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ และการสาธารณสุขของไทย ด้วยแนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรอด” โดยได้ดำเนินการตอกเสาเข็ม เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ปี พ.ศ.2564 เรียบร้อยแล้ว

พิสูจน์แนวคิดของเขา #จะทำก็ทำได้

“สุชัชวีร์”ลาออกอธิการฯสจล. เตรียมเปิดตัวเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สังกัดปชป.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496216

09 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

"สุชัชวีร์"ลาออกอธิการฯสจล. เตรียมเปิดตัวเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สังกัดปชป.

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ลาออกอธิการบดีสจล. เตรียมเปิดตัวลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์วันที่ 13 ธ.ค.นี้

มีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการนำเสนอว่า พรรคประชาธิปัตย์ เคาะชื่อ ศ.ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. 

ล่าสุด เพจมจล. ได้นำเสนอภาพและข้อความ ศ.ดร.สุชัชวรีร์  สุวรรรสวัสดิ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมจล.แล้ว 

โดย ระบุว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น. ในการประชุมสภาสถาบันฯ วาระพิเศษ ได้มีมติอนุมัติให้ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่ง อธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564

สจล. ขอขอบพระคุณ “พี่เอ้” ที่ตั้งใจทำงาน อุทิศตน ด้วยความมุมานะพยายาม ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงสถาบัน จนสถาบันก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก

#ทีมลาดกระบัง

"สุชัชวีร์"ลาออกอธิการฯสจล. เตรียมเปิดตัวเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สังกัดปชป.

ขณะเดียวกัน ทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกกำหนดการจะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในวันที่ 13 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี สจล. 

ครั้งหนึ่ง ศ.ดร.สุชัชวีร์ พูดถึงการแก้ปัญหาไฟไหม้ใน กทม.ว่า “เหตุภัยพิบัติ ที่น่าจะป้องกันได้ แต่กลับเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากเกินไป สะท้อนวิธีการป้องกัน การแก้ปัญหาไฟไหม้ในกทม.และปริมณฑล ที่ต้องเปลี่ยน!!! ชีวิตเสี่ยงๆ แบบนี้ ชาวบ้านคงไม่มีใครหลับไดัเต็มตา?

“ผมฝันอยากเห็นเมืองที่ปลอดภัย เชื่อไหมครับ ในฐานะนายกสภาวิศวกร เมื่อผมและทีมวิศวกรเข้าไปดู แทบทุกกรณี สามารถป้องกัน #จะทำก็ทำได้ แต่..ถึงเวลาจัดการเรื่องนี้อย่างมืออาชีพ หรือยังครับ?” 

น้ำเสียงหนักแน่น มั่นคงและพร้อมจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย และแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ คือความตั้งใจของ “ศ.ดร.สุชัชวีร์” เมื่อถึงวันที่เขาประกาศเปิดตัวลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการแล้ว 

งานนี้มีดับเครื่องชนแน่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ประกาศกร้าวออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า “ถึงเวลาทวงคืนเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.” ซึ่งจะนำไปสู่การทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.กทม. ที่พรรคประชาธิปัตย์สอบตกอย่างราบคาบ ไม่ได้ส.ส.กทม.เลยแม้แต่ที่นั่งเดียว เมื่อครั้งเลือกตั้งใหญ่ปี 2562

“ถาวร” กราบลา ชวน หลังศาล รธน.มีคำวินิจฉัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496202

09 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

"ถาวร" กราบลา ชวน หลังศาล รธน.มีคำวินิจฉัย

“ถาวร เสนเนียม” กราบลา ชวน หลังศาล รธน.มีคำวินิจฉัย ยืนยันยังเป็นนักการเมืองต่อ ย้ำยังไม่หมดไฟ ขอ ส.ส. ที่จะมาทำหน้าที่แทนสู้กันอย่างสุจริต ฝาก กกต. กวดขันการซื้อสิทธิขายเสียง หากใครจะซื้อเสียงขอให้ประชาชนสาปแช่ง

“นายถาวร เสนเนียม” อดีต ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า นายชวน ได้ขอบคุณที่ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกพรรคและขอให้กำลังใจ ให้ทำหน้าที่ในฐานะนักการเมืองต่อไป เพราะที่ผ่านมาได้สร้างผลงานในการพัฒนาพื้นที่ไว้มาก

พร้อมยืนยันว่าจะเป็นนักการเมืองต่อไป แต่จะเป็นลักษณะไหนนั้นขอกลับไปตั้งหลักคิดก่อนและขอสำรวจตัวเอง ย้ำการสิ้นสภาพความเป็น ส.ส. ในครั้งนี้ ไม่ทำให้หมดไฟและยุติทางการเมือง แต่กลับทำให้ฮึกเหิมมากกว่า และยังชื่นชมยกย่องพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนเดิม

“นายถาวร” ย้ำว่า ส่วนตัวน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกกฎหมายแพ่งมาวินิจฉัยเหนือกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด 

ส่วนการเลือกตั้งตั้งซ่อมในจังหวัดสงขลา ยังมั่นใจว่าจะรักษาเก้าอี้ได้หรือไม่ “นายถาวร” กล่าวว่า ส่วนตัวขอวางมือ เพราะขาดความเป็นสมาชิกพรรคแล้ว และยืนยันว่า ผู้สมัครคนใหม่ไม่ใช่มรดกของตนเอง เพราะพรรคมีขั้นตอนการสรรหาอยู่แล้ว และเท่าที่ทราบพรรคจะส่งนางสุภาพร กำเนิดผล ภรรยานายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส. สงขลา ลงสมัครแทน ซึ่งได้รับความนิยมสูงในจังหวัดด้วย

ส่วนผู้สมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ เดิมเคยเป็นหัวคะแนนของตนเอง และนับถือกันเป็นพี่น้อง จึงคิดว่า หากต่อสู้กันอย่างนักกีฬาคงจะสนุก ขอให้นักการเมืองมีน้ำใจนักกีฬา 

“นายกฯ” ลุยสุพรรณฯ กดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496191

09 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

"นายกฯ" ลุยสุพรรณฯ กดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

“นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ย้ำรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านมาตรการต่าง ๆ ชาวบ้านรุมผูกผ้าขาวม้าบั้นเอว เชียร์นายกฯอยู่ต่อ สู้ๆ .

วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี”เป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนานปีการผลิต 2564 – 2565 แก่ผู้แทนเกษตรกร พร้อมกดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ ตลาดกลางสินค้าเกษตรสุพรรณบุรี

.

สำหรับการโอนเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนาน ปีการผลิต 2564/65(ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.64) ได้โอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 631,963 ราย เป็นจำนวน 12,653.18 ล้านบาท และตั้งแต่วันนี้ – 13 ธ.ค.64 มีแผนโอนเงินให้เกษตรกรอีก จำนวน 3.58 ล้านราย เป็นจำนวน 64,823.51 ล้านบาท

.

รัฐบาลให้ความสำคัญในด้านภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเจริญเติบโตมาโดยตลอดและจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านมาตรการโครงการต่าง ๆ

รมช.เกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว ฯเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลังและ ธนาคาร ธ.ก.ส. ที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศและเพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 นั้นได้รับการอนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564  และคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 จำนวน 74,569 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.69 ล้านครัวเรือน

    

“บิ๊กป้อม” ชูนิ้วโอเค 3 ป. Forever สื่อความสัมพันธ์ 3 ป. ยังคงอยู่ตลอดไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496166

09 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

"บิ๊กป้อม" ชูนิ้วโอเค 3 ป. Forever  สื่อความสัมพันธ์ 3 ป. ยังคงอยู่ตลอดไป

“บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ชูนิ้วโอเค 3 ป. Forever สื่อความสัมพันธ์ 3 ป.ยังคงอยู่ตลอดไป หลังปรากฏภาพ รับประทานอาหารร่วมกัน หยอกล้อชื่นมื่น ส่วนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.แบบแบ่งเขต ยังไม่ได้คุยกับพรรคฯ

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐให้สัมภาษณ์ถึงการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 2 เขตเลือกตั้งคือ เขต 1 จ.ชุมพร แทนนายชุมพล จุลใส และเขต 6 จ.สงขลา แทนนายถาวร เสนเนียม ได้คุยกันในพรรคพลังประชารัฐหรือไม่นั้น “พล.อ.ประวิตร” ตอบว่า ยังไม่ได้คุย และยังไม่ทราบระยะเวลาชัดเจนว่าจะคุยกันเมื่อไหร่

ส่วนภาพที่ปรากฎออกมาเมื่อวานนี้ที่เป็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ ,”พล.อ.ประวิตร” และพล.อ.อนุพงษ์ ทั้ง 3 ป.ร่วมรับประทานอาหารกลางวันและดื่มกาแฟร่วมกัน ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภายในกองพลที่ 1 รักษาพระองค์(พล.1 รอ.)โดยบรรยากาศชื่นมื่นพล.อ.ประยุทธ์ พูดคุย หยอกล้อกับ”พล.อ.ประวิตร” และพล.อ.อนุพงษ์ อย่างเป็นกันเอง นั้น “พล.อ.ประวิตร” บอกว่า ก็พูดคุยเรื่องทั่วไป เขาถามว่า จะทำอะไรให้เขากินบ้าง เราจึงบอกไปว่า จะผัดซีอิ๊วให้เขากิน” พลเอกประวิตร ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ทั้งนี้ก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการ “พล.อ.ประวิตร” ทำมือขวาเป็นรูปโอเค ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายถึงอะไร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า 3ป. Forever 

“สาทิตย์” ชี้ 5 แกนนำกปปส.ต้องพ้นจากส.ส. เหตุค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496142

09 ธ.ค. 2564 |09:00 น.

“สาทิตย์” ชี้ 5 แกนนำกปปส.ต้องพ้นจากส.ส. เหตุค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรม

“สาทิตย์” ชี้ 5 แกนนำกปปส.ต้องพ้นจาก ส.ส. เพราะต่อสู้เพื่อประชาชนและประเทศ ไม่ให้ถูกย่ำยีจากการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ระบุอย่ามองคนเห็นต่างเป็นคนไม่ดี

เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ. …. 

“สาทิตย์” ชี้ 5 แกนนำกปปส.ต้องพ้นจากส.ส. เหตุค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรม

นายสาทิตย์ ระบุว่าเหตุที่ลุกขึ้นอภิปรายนี้ ไม่ใช่มาจากคำท้าทายใด ๆ ของเพื่อนสมาชิกที่บอกว่าไม่มีสมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลพูด พร้อมกับท้าทายว่าจะต้องมีใครสักคนหนึ่งลุกขึ้นพูด แต่การลุกขึ้นอภิปรายของตนเองในครั้งนี้มีประเด็นที่ได้ให้ความสนใจมาตั้งแต่ต้นแล้ว 

เนื่องจากเคยมีญัตติที่ให้ศึกษาเรื่องของประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มาตั้งแต่ก่อนที่จะย้ายเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอญัตติฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นการเสนอตั้งแต่เริ่มเปิดสมัยประชุมรัฐสภา แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไประยะหนึ่ง และมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ทำให้ในการอภิปรายญัตติที่จะนำไปสู่การศึกษาในเรื่องประกาศ คำสั่ง ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินั้น เกิดสถานการณ์ที่มีความเห็นของเพื่อนสมาชิกไม่ตรงกัน จนนำไปสู่การลงมติ แต่แล้วญัตติฉบับนั้นก็ไม่มีการลงมติทำให้ไม่มีการนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

นายสาทิตย์ กล่าวว่าในญัตตินั้นตนเองเป็นคนหนึ่งที่ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะเห็นว่ามีความจำเป็นเพราะในระบบกฎหมายไทย เรื่องของประกาศ คำสั่งคณะปฏิวัติไม่ได้เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ตลอดการปฏิวัติ 10 กว่าครั้ง ทุกครั้งก็จะมีประเด็นความเห็นต่อประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติที่แตกต่างกัน

ตนเองได้เคยอภิปรายว่า มีผู้นำไปฟ้องศาล แล้วในที่สุดก็มีคำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นแนวทางในการวางระบบของคำสั่งคณะปฏิวัติอยู่เหมือนกัน ในเวลาเดียวกันกับที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวางแนวเอาไว้เรื่องของคำสั่งของคณะปฏิวัติเช่นเดียวกัน แต่ประกาศและคำสั่งของ คสช.นั้นจะมีความแตกต่างจากการยึดอำนาจในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินั้นอยู่ในอำนาจค่อนข้างยาวนาน ทำให้มีประกาศและคำสั่งหลายฉบับที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องการควบคุมสถานการณ์ และตนเองก็เคยอภิปรายว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นในขณะนั้นจะสามารถไปศึกษาได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องของระบบกฎหมายที่ประกาศและคำสั่งนั้นอาจจะยังมีความจำเป็นอยู่จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก และบางประกาศ บางคำสั่ง ก็เป็นเรื่องซึ่งไม่ควรที่จะให้มีผลบังคับใช้อีกต่อไป โดยให้ กมธ. ได้เสนอให้มีการยกเลิก

สำหรับกฎหมาย 2 ฉบับที่เสนอมาในการพิจารณาครั้งนี้ นายสาทิตย์มองว่า มีสองเรื่องปะปนกัน และตนเองก็ไม่เห็นด้วยอย่าง กรณีของคำสั่งที่ 64/57 ก็ดี หรือการแก้ไขปัญหาในคำสั่งที่ 66/57 เรื่องการทวงคืนผืนป่า หรือแม้แต่กระทั่ง คำสั่งที่ 31/2560 ที่ผู้เสนอกฎหมายภาคประชาชนพูดถึงเรื่อง สปก. ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ในประกาศและคำสั่งของคณะยึดอำนาจในขณะนั้น เนื่องจากการที่จะออกเป็นกฎหมายนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการคำนึงถึงผลดีผลเสียด้วย

ในเรื่องของ สปก. เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก จนบัดนี้คำสั่งนี้ก็ยังอยู่ และมีผลการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะต้องยกเลิก เพียงแต่มีปัญหาว่า เนื่องจากไม่ได้มีการศึกษาร่วมกัน ซึ่งผู้ที่เสนอกฎหมายก็อาจจะมีการศึกษาในส่วนของท่าน แต่ในสภานี้มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยปะปนกันไป หากจะเหมารวมคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ว่าเป็นคนสนับสนุนเผด็จการก็ดี หรือจะเป็นคนที่ไม่เข้าใจหลักการและเหตุผลประชาธิปไตยก็ดี อย่าเพิ่งไปสรุปเหมารวมเช่นนั้น และตนเองเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุน ในเรื่องคำสั่งประกาศของคณะยึดอำนาจบางเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับการควบคุมสถานการณ์ ประกาศคำสั่งเหล่านี้ต้องยกเลิก แต่บางเรื่องที่พ้นสมัยไปแล้วก็ต้องยกเลิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ อย่างที่ในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกัน ก็มีการประกาศยกเลิกไปแล้วในบางส่วน 

นายสาทิตย์ กล่าวว่าเหตุที่ตนเองชี้แจงเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นจุดยืนให้ทราบว่า ถ้าเราจะโหวตอะไรไปในสภานี้ อย่าไปเหมารวมคนอื่นแบบนั้น 

“เหมือนเพื่อนสมาชิกพาดพิงถึงเพื่อนอดีตส.ส. ของเราที่วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่า ให้พ้นสมาชิกภาพ ท่านไปอภิปรายโดยใช้คำพูดว่า มี 5 คนที่ไปขัดขวางการเรียกร้องประชาธิปไตย และในที่สุดก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ ท่านไม่รู้หรอกว่า 5 คนนั้นที่ถูกศาลวินิจฉัยวันนี้ เขาต่อสู้กับอะไรมา เขาพบกับอะไรมา การลุกขึ้นต่อสู้ของเขาในครั้งนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้กับ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นการย่ำยีทั้ง นิติรัฐและนิติธรรมในประเทศนี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

และเมื่อเขาออกมาต่อสู้แล้วเขาก็พร้อมไม่มีการหนี การดำเนินคดีใด ๆ ก็ต่อสู้คดีในชั้นศาลจนถูกศาลพิพากษา เมื่อพิพากษาไปแล้ว ในบางเรื่องเขาก็มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ของเขาตามรัฐธรรมนูญยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เขาพ้นจากสมาชิกภาพ เขาก็ยอมรับคำวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เป็นคนที่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ตรงกับตัวเองก็ไม่ชอบ ถ้าวินิจฉัยตรงกับความคิดตัวเองก็ชอบไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเหมารวมคนอื่น ว่าจะเป็นคนซึ่งคิดเห็นไม่ตรงกับท่านแล้วจะต้องเป็นคนที่ไม่ดีไปทั้งหมด หรือแม้แต่กระทั่งไปตีขลุมเพื่อนสมาชิกของเรา 5 คน ที่ต่อสู้บนท้องถนนร่วมกับพี่น้องประชาชนมา มีคนเสียเลือดเสียเนื้อมากมาย แต่เขาก็ยอมรับกระบวนการพิจารณาในทางศาล เขาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเมืองอันนี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ความยุติธรรมกับเขา” นายสาทิตย์กล่าว 

“สาทิตย์” ชี้ 5 แกนนำกปปส.ต้องพ้นจากส.ส. เหตุค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรม

นายสาทิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การโหวตใด ๆ ของเพื่อนสมาชิกเราคงไปบังคับอะไรกันไม่ได้เพราะเป็นเอกสิทธิ์โดยรัฐธรรมนูญ ตนเองจะโหวตอย่างไร เพื่อนสมาชิกจะโหวตอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ และเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน ในการลงคะแนนเสียงทั้งหลายนั้นถูกบันทึกเอาไว้ เพราะฉะนั้นคนที่ลงก็จะต้องมีเหตุผลในการอธิบายต่อไปในอนาคตด้วย เป็นเรื่องของนิติบัญญัติโดยแท้ อย่าไปรวมความคิดเห็นอื่นเข้ามาในตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ดังนั้นจึงอยากจะลุกขึ้นแสดงความคิดความเห็นเอาไว้

“ถาวร เสนเนียม” หลั่งน้ำตาทำพรรคเสียชื่อเสียง ขอโทษผู้ใหญ่ที่ทำให้ผิดหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496116

08 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

"ถาวร เสนเนียม" หลั่งน้ำตาทำพรรคเสียชื่อเสียง ขอโทษผู้ใหญ่ที่ทำให้ผิดหวัง

“ถาวร เสนเนียม” หลั่งน้ำตาทำพรรคเสียชื่อเสียง ขอโทษผู้ใหญ่ที่ทำให้ผิดหวัง ลั่น ยอมรับผลวินิจฉัย แต่ไม่เห็นด้วย

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ “นายถาวร เสนเนียม” อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังเข้ารับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นส.ส. ว่า หลังจากนี้ที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่นั้น ก็ต้องมองว่าพรรคไหน ส่งใคร ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน 

สำหรับคำวินิจฉัยของศาล  ตนมองว่าการที่ตนทำหน้าที่เป็นพลเมืองออกมาต่อสู้การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับสุดซอย และต่อสู้กับรัฐบาลทรราชในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ่งที่กระทำในตอนนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยรองรับการชุมนุม ของพี่น้องมวลมหาประชาชน และแกนนำ กปปส.

อย่างไรก็ตามผลที่ตามมาจากการทำหน้าที่ของการเป็นพลเมืองในวันนั้น ทำให้มีคนล้มตาย บาดเจ็บและต้องโทษทางดดีสิ่งที่มารับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อย่างแรกคำพิพากษาของศาลอาญาแกนนำไม่เคยหลบหลีกไม่เคยหลบหนีและยอมรับคำพิพากษาและเข้าคุก ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกับคำพิพากษาของศาลอาญา

อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาและคดีถึงที่สุด แต่สิ่งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้แม้จะยอมรับโดยหลักการแต่รับไม่ได้กับเหตุผล ที่ระบุว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่ควรได้รับไว้ความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ทางการเมืองอีกต่อไป เมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำของนักการเมืองที่ผ่านมา บางคนบางคดี ถามกลับไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าบรรทัดฐาน ที่ได้วินิจฉัยออกมาแม้ตนจะยอมรับแต่ตนไม่เชื่อถือ การยอมรับกับการเชื่อถือไม่เหมือนกัน จะหาว่าตนละเมิดอำนาจศาลไม่ได้เพราะตนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น

รัฐธรรมนูญ มีไว้เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่ในสภาวันที่ ศาลอาญานัดคำฟังคำพิพากษาและได้รับการประกันตัวออกมา กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 125 เขียนไว้ว่า เปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาคดีในระหว่าง สมัยประชุมได้แต่จะไปขัดขวางการทำหน้าที่ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนคำวินิจฉัยเอาไว้ว่า เมื่ออ่านคำพิพากษาเสร็จแล้ว ไม่ใช่กระบวนการพิจารณา

เพราะฉะนั้นเอามาตรา 125 วรรค 4 มาใช้บังคับไม่ได้ ตนจึงขอถามกลับไปว่า การใช้ดุลพินิจในการให้ประกันตัว การใช้ดุลพินิจในการส่งคดีไปยังศาลอุทธรณ์ การใช้ดุลพินิจในการไม่ให้ประกันตัวนั่นคืออะไร ไม่ได้เรียกว่ากระบวนการพิจารณาที่ใช้ดุลพินิจของศาลหรือ

แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญใช้แนวทางอย่างนี้ต่อไป ถ้าหากฝ่ายรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจรัฐจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปสัก 20 คน ขัง 1 นาทีคนเหล่านั้นก็จะขาดการเป็นสมาชิกสภาพมาประชุมไม่ได้มาลงมติไม่ได้ ก็จะเกิดการกลั่นแกล้ง แนวทางนี้ขอความกระจ่างจากศาลรัฐธรรมนูญ ในการใช้ทัศนคติ วิสัยทัศน์ในการมองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

อย่างไรก็ตามตนยอมรับโดยดุษฎีภาพแต่ในความเป็นนักกฎหมาย ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงความคิดเห็น ว่ายอมรับแต่ไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ “นายถาวร” ยังนำบัตรประจำตัว ส.ส. รัฐมนตรีช่วยและสมาชิกพรรคประชิปัตย์มาแสดงพร้อมระบุว่าผลที่ตามมาหลังคำวินิจฉัยในวันนี้คือ ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. ความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะ ส.ส. ,การเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม และที่ตามมาเจ็บปวดมากสำหรับชีวิตนักการเมืองอย่างตน  ตนเองเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 20 กันยายน 2511 โดยเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ปี 1

โดยเป็นสมาชิกพรรคมา53 ปีนับเป็น 53 ปีของความภูมิใจ ชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์ ทุ่มเททำงานร่วมกับคนในพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ศาลเขียนว่าตนเองเป็นผู้มีความมัวหมอง  เป็นผู้ไม่น่าไว้วางใจ มีความน่ารังเกียจจากการกระทำความผิด ไม่สมควรจะเป็นนักการเมือง ทั้งนี้ในหมวดสองข้อ 9 ของข้อบังคับพรรค เขียนล้อมาตรา 98 เมื่อถูกศาลพิพากษาจำคุก ถูกคุมขังโดยหมายศาล ศาลรัฐธรรมนูญว่าการขังใน 2 วันเป็นการโดยชอบที่จะต้องขาดจาการเป็น ส.ส. ก็จะทำให้ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพพรรคประชาธิปัตย์ด้วย 

“นายถาวร” กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนพร้อมหลั่งน้ำตาว่า ด้วยน้ำตาตกใน ด้วยอกระทมด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีคำบรรยายใด ๆ ทั้งสิ้นที่จะบอกพี่น้องประชาธิปัตย์ บอกกรรมการบริหารพรรค บรรพบุรุษพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ผมสิ้นแล้ว สิ้นเกียรติยศที่จะเป็นสมาชิกพรรค ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องกราบขออภัยที่ทำให้พรรคมัวหมอง กราบขอโทษผู้ใหญ่ในพรรคที่ทำให้ผิดหวัง  

พุทธิพงษ์  #เจ็บแต่ไม่จบ น้อมรับคำตัดสิน รับเจ็บปวดแต่ต้องอดทน ยันอุดมการณ์บนถนนการเมือง  20ปี ไม่มีเปลี่ยน 

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พร้อมพวกพ้นสมาชิกภาพความเป็นส.ส. จากกรณีถูกคุมขังตามคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ว่า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากข้าราชการธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีความฝันว่าอยากจะช่วยเหลือประเทศตัวเองบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากทำงานการเมือง ตั้งใจอยากจะทำอะไรดี ๆ ให้บ้านเมืองบ้าง

"ถาวร เสนเนียม" หลั่งน้ำตาทำพรรคเสียชื่อเสียง ขอโทษผู้ใหญ่ที่ทำให้ผิดหวัง

หลาย ๆ คนก็เตือนว่ามันไม่ง่ายเพราะเราไม่ได้มีฐานการเมืองเหมือนคนอื่น ต้องเริ่มทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เราก็ตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเอง จากการตัดสินใจในวันนั้นมาถึงวันนี้ 20ปีเต็ม ผ่านเรื่องราวมากมาย ได้
พบกับสิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆมากมาย ที่สำคัญได้พบกับประชาชนที่ให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เป็น ส.ส กรุงเทพฯสมัยแรก เขตพญาไท เขตราชเทวี และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตามด้วยสมัยต่อมาเขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง จนมาเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่3 ของพรรคการเมืองหลักของรัฐบาลนี้ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่อีก 1ปี 6เดือน 

"ถาวร เสนเนียม" หลั่งน้ำตาทำพรรคเสียชื่อเสียง ขอโทษผู้ใหญ่ที่ทำให้ผิดหวัง

ตลอด20ปี ผมเชื่อมั่นในเสียงประชาชน เชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย ลงสมัครและเป็น ส.ส ที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อมั่นในทุกๆคะแนนและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้มาตลอด

วันนี้ก็คงถึงเวลาที่ต้องพักงานการเมืองที่รักและทุ่มเทมาตลอดแล้ว ด้วยคำพิพากษาที่เกิดขึ้น คงสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างในกระบวนการยุติธรรม แต่เราอยู่ภายใต้กฏและกติกา ก็ต้องรับในคำตัดสินนั้น 

ขอบพระคุณทุก ๆ กำลังใจที่มอบให้ผมมาโดยตลอด ผมยืนยันในอุดมการณ์และความตั้งใจที่ดีต่อประเทศชาติไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่โอกาสที่จะทำหน้าที่ทางการเมืองจากนี้คงลดลง ความตั้งใจดีที่ทำมาคงพอมีเหลือให้ได้คิดถึงกันบ้างนะครับ  เจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทน  #เจ็บแต่ไม่จบ