ปณิธาน เตือน”ทักษิณ”นำข่าวปลอมรายงานแฟนคลับขอให้หยุดแชร์ก่อนดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496110

08 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ปณิธาน เตือน"ทักษิณ"นำข่าวปลอมรายงานแฟนคลับขอให้หยุดแชร์ก่อนดำเนินคดี

ปณิธาน นักวิชาการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ เตือนซ้ำถึงอดีตนายกฯและแฟนคลับหยุดการแพร่ข่าวปลอมก่อนดำเนินคดีทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 64  รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  นักวิชาการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ และเครือข่าย ให้หยุดการเผยแพร่ข่าวปลอม โดยก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ปณิธาน ได้ถูกกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ตัดต่อภาพและข้อความดังกล่าวเผยแพร่ทางสื่อโซเชีย เดียมาแล้วครั้งหนึ่งพร้อมกับเตือนหากยังไม่หยุดการเผยแพร่จะดำเนินคดีทางกฎหมาย        

โดย รศ.ดร.ปณิธาน โพสต์ข้อความว่า 

ข่าวปลอม! ท่านอดีตนายกฯ และทุกๆ ท่าน อย่าแชร์ครับ

รบกวนท่านที่คุ้นเคยและหวังดีกับอดีตนายกฯ ช่วยกรุณากราบเรียนท่านว่า อย่าไปเชื่อข่าวปลอมข้างล่างนี้ และกรุณาตรวจสอบให้ดี จะได้ไม่นำข่าวปลอมแบบนี้มาพูดไม่ดีเช่นนี้กับผมหรือใครก็ตาม และขอให้สำนักข่าวนี้ อย่าไปช่วยเผยแพร่ข่าวเท็จแบบนี้อีกนะครับ

(https://www.matichon.co.th/clips/news_3078344)

ใครที่แชร์ไปแล้ว ให้ลบหรือแก้ไขโดยเร็วครับ เพราะอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายครับ

ขอบคุณผู้หวังดีหลายท่านที่ได้แจ้งข่าวปลอมนี้ให้ผมทราบ ขอบคุณสำนักข่าวหลายแห่งที่ได้เสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่าเป็นข่าวปลอม และผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์เช่นนี้

(ภาพข่าวข้างล่างนี้ น่าจะถูกตัดต่อมาจากต้นทางของ The States Times โดยใส่คำพูดข้างล่างที่ผมไม่ได้พูดเข้าไปในภาพเดิม แต่ของต้นทางที่อ้างบทสัมภาษณ์ของผมโดยสำนักข่าวอิศรา เมื่อวันที่ 25 พ.ย. นั้น ก็คลาดเคลื่อนอีกเหมือนกัน เพราะก็ไปใส่ในภาพต้นทางด้วยว่าผมพูดว่าไทย “ไม่ใช่ลิ่วล้อมะกัน” ซึ่งก็เป็นคำพูดของคนอื่นที่อยู่ในรายงานข่าวชิ้นเดียวกัน

ปณิธาน เตือน"ทักษิณ"นำข่าวปลอมรายงานแฟนคลับขอให้หยุดแชร์ก่อนดำเนินคดี

ดูรายละเอียดได้ที่: https://www.facebook.com/111420904033712/posts/466098158565983/)

เลื่อนปาร์ตี้ลิสต์ “ต่อศักดิ์ อัศวเหม” “จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” จ่อนั่ง ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496101

08 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

เลื่อนปาร์ตี้ลิสต์ "ต่อศักดิ์ อัศวเหม" "จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์" จ่อนั่ง ส.ส.

“ต่อศักดิ์ อัศวเหม”- “จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” จ่อนั่ง ส.ส. แทนที่ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี 5 แกนนำ กปปส. ได้แก่ นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นคดีอาญาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และยังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปี เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผู้ถูกร้องทั้ง 5 สิ้นสุดลง

ซึ่งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 5 คน  มี ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 3  คน ได้แก่นายอิสสระ สมชัย  ส.ส .บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ตามกฎหมายก็จะมีการเลื่อนผู้ที่มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ๆ ในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน 

โดยส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเลื่อนขึ้นมาแทน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้แก่ “นายต่อศักดิ์ อัศวเหม”  ส่วนกรณีนายณัฏฐพล ได้ลาออกจากความเป็น ส.ส.ไปก่อนแล้ว  ทำให้มีการเลื่อนลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อให้นายยุทธนา โพธสุธน เป็น ส.ส. ไปก่อนหน้านี้แล้ว  

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลื่อนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมาแทนนายอิสระ สมชัย คือ”นายจักพันธ์  ปิยพรไพบูลย์ ” เป็นส.ส.แทน 

สำหรับ “ต่อศักดิ์ อัศวเหม” เป็นลูกพี่ลูกน้องกับชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม เคยทำหน้าที่เลขาฯ และเคยช่วยงานที่ อบจ.สมุทรปราการ ระยะหนึ่ง

อดีตรองนายกเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในทายาทรุ่นใหม่ ของตระกูลอัศวเหม บ้านใหญ่ แห่งเมืองปากน้ำ ของอดีตประมุข วัฒนา อัศวเหม

เดิมเป็นวิศวกรแต่สนใจงานการเมือง และถูกชนม์สวัสดิ์ ดึงตัวมาช่วยงานการเมืองหลายครั้ง สุดท้ายติดใจและอาสาจะทำงานสานต่อโครงการที่ท้องถิ่นสมุทรปราการริเริ่มไว้ เช่น หอชมเมืองและกระเช้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเนื่องจากเห็นว่า หากรัฐบาลช่วยสนับสนุนส่งเสริม จะก้าวไปได้ไกลกว่าปล่อยให้ท้องถิ่นทำ

ร่วมมือกับอัครวัฒน์ อัศวเหม อดีตรองนายกฯ อ.บ.จ.สมุทรปราการ แสดงเจตจำนงลงสมัครส.ส.ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แข่งกับเจ้าถิ่นส.ส. 4 สมัยซ้อนตั้งแต่พรรคไทยรักไทย กระทั่งถึงพรรคเพื่อไทย

“ต่อศักดิ์” หมายมั่นปั้นมือลงสมัครเขต 7 สมุทรปราการ แข่งกับนางนันทนา ประสพดี ภรรยานายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย พร้อมลงพื้นที่หาเสียงแล้วเป็นเดือนสองเดือน กระทั่งมั่นใจประกาศจะกวาดทั้ง 7 ที่นั่งยกจังหวัด

แต่สุดท้ายหลุดจากรายชื่อผู้สมัครส.ส.เขต 7 พรรคพลังประชารัฐไปเป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22 แทน
 

สำหรับ “นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์” หรือ สจ.เซ้ม เป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขต อ.ปราณบุรี เจ้าของโควเซ้มฟาร์ม ฟาร์มไก่ชน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และเป็นบุตรชายนายวิรัช ปิยพรไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจ. ประจวบคีรีขันธ์

“จักพันธ์” เคยเป็น ส.ส. มาแล้ว 11วัน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่  28 ม.ค. 2563 สำนักงาน กกต.ได้ชี้แจงว่า กกต.มีมติประกาศผลการคำนวณจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายชาติชาย วรพิพัฒน์ อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 2 จ.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา 

จากกรณีปราศรัยใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง( 5) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. โดยวิธีการคำนวณเป็นไปตามมาตรา 131 ของกฎหมายเดียวกัน คือนำคะแนนรวมทั้งประเทศที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 และการเลือกตั้งส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2562 ที่กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งครบทั้ง 350 เขตเลือกตั้งในวันที่ 28 พ.ค. 2562 ซึ่งรวมถึงคะแนนของพรรคประชาชนปฏิรูปด้วยนั้นมาเป็นตัวตั้ง แล้วตัดคะแนนของนายชาติชาย ที่ได้รับในการเลือกตั้งเขต 2 จ.จันทบุรี จำนวน 19,711 คะแนน ออกจากผลรวมคะแนนทั้งประเทศ ของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วคิดคำนวณตามมาตรา 129 วรรคสี่และวรรคห้า

ปรากฏผลการคำนวณที่เปลี่ยนแปลงไปคือพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อลดลงจากเดิม 20 คนเหลือ 19 คนและพรรคไทรักธรรมจากที่ไม่ได้รับจัดสรร ก็ได้รับการจัดสรรหาส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มจำนวน 1 คน คือ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคลำดับที่ 1 

สำหรับนายพีระวิทย์ เคยได้รับจัดสรรเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อมาแล้ว หลังการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 แต่ก็เป็นส.ส.อยู่ได้เพียง 65 วันก็ต้องพ้นจากการเป็นส.ส. เนื่องจากมีการเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่เขต 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง และมีการนำผลคะแนนมาคำนวณใหม่ 

โดยนายพีระวิทย์ก็กลับไปเป็นผู้สมัครอยู่ในบัญชีของพรรคไทรักธรรมเช่นเดิม ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องลดลงนั้น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับสุดท้ายของพรรคก็คือ “นายจักพันธ์ ปิยะพรไพบูลย์” ซึ่งเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2563 แทนนายกรณ์ จาติกวนิช ที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งและกลับไปเป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม

ส่วนกรณีนายณัฏฐพล ได้มีหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2564 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายณัฏฐพลสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560

และมีการประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนคือนายยุทธนา โพธสุธน ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 21 พรรคพลังประชารัฐ

สำหรับนายยุทธนา โพธสุธน อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี 2 สมัย เคยเป็นอดีตกำนันตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และเคยเป็นประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอศรีประจันต์

หัวหน้าภาคกทม. พปชร.แจงไม่มีชื่อ “อัศวิน” เชื่อคนกรุงต้องการเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496073

08 ธ.ค. 2564 |15:00 น.

หัวหน้าภาคกทม. พปชร.แจงไม่มีชื่อ "อัศวิน" เชื่อคนกรุงต้องการเปลี่ยนแปลง

หัวหน้าภาคกทม. พปชร. แจง พรรคยังไม่มีมติส่งใครชิงผู้ว่าฯกทม. แจงไม่มีชื่อ “อัศวิน” เชื่อคนกรุงต้องการความเปลี่ยนแปลง ย้ำในฐานะแชมป์กทม. ต้องถี่ถ้วน

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส. กทม. เขต 30 ในฐานะหัวหน้าภาค กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงประเด็นการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรค ว่าขณะนี้พรรคยังไม่มีมติ  ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ช้าเกินไปเพราะพรรคใหญ่อื่น ๆ ในพื้นที่ กทม. ก็ยังไม่มีการเปิดตัวเช่นกัน มีเพียงกระแสข่าว และการสำรวจความคิดเห็นโดยสำนักโพล ที่นำชื่อผู้ที่คาดว่าจะลงสมัครมาทำการสำรวจเท่านั้น ยังไม่ถือเป็นการเปิดตัวแต่อย่างใด

สำหรับพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคใหญ่ มีที่นั่งส.ส.กทม.จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดถึง 12 จาก 30 ที่นั่ง ถือว่าเป็นแชมป์กทม.การจะตัดสินใจส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคพปชร.ถือเป็นเรื่องสำคัญ และต้องคิดอย่างถี่ถ้วนคำนึงถึงประโยชน์ที่คนกทม.จะได้รับมาก่อนผลประโยชน์ของพรรค

ขณะเดียวกัน คณะทำงานภาคกทม.ของพรรคกำลังจัดทำนโยบาย กทม.เพื่อให้ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนทั้ง 50 เขตในกทม. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ให้เข้มแข็งขึ้น ตามนโยบายที่ท่านหัวหน้าพรรคได้มอบให้คณะทำงานภาคกทม.ในการประชุมเมื่อ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อพร้อมเสนอตัวเป็นทางเลือกทางการเมืองระดับท้องถิ่นทั้ง 50เขตให้ชาวกทม.

เมื่อถามว่าส่วนที่มีกระแสข่าวเป็นชื่อของ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ที่จะลงผู้ว่าฯกทม. อีกสมัย ในนามพรรคพลังประชารัฐนั้น ยืนยันว่าไม่มี และตัวท่านเองก็ไม่ได้แสดงความจำนงมายังพรรคแต่อย่างใดและส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนกทม.ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของกทม.ในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ “5 แกนนำ กปปส.” พ้นสภาพความเป็นส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496043

08 ธ.ค. 2564 |15:00 น.

ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ "5 แกนนำ กปปส." พ้นสภาพความเป็นส.ส.

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ “5 แกนนำ กปปส.” ชุมพล จุลใส -พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ -อิสสระ สมชัย -ถาวร เสนเนียม -ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากทั้งห้าถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก และยังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปี

วันที่ 8 ธ.ค. 64 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี “5 แกนนำ กปปส.” ได้แก่ นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.317/2564 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และยังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปี เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผู้ถูกร้องทั้ง 5 สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การที่ “5 แกนนำ กปปส.” นายชุมพล จุลใส  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย  นายถาวร เสนเนียม  และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  ถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.317/2564 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และยังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปี ทำให้ผู้ถูกร้องทั้งห้าสิ้นสภาพ ส.ส.

ทั้งนี้ ศาลรธน.ได้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพทั้ง 5 สิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2564  เป็นต้นไป เมื่อสภาพสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลง จึงต้องให้มีการตราพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้งซ่อมแทนภายใน 45 วันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพสิ้นสภาพ  ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อว่างลง ประธานสภาฯประกาศรายชื่อลำดับต่อไปมา แทนส.ส.บัญชีรายชื่อที่ว่างลงประกาศราชกิจจานุเบกษาภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัย  

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาออกหมายจับและขังบุคคลทั้ง 5 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ต่อมาทั้งห้าคน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โดย กกต.เห็นว่านายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

ส่วนนายพุทธิพงษ์และนายถาวรเป็นบุคคลต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของทั้ง 5 คนสิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) 

สำหรับนายชุมพล  จุลใส  เป็น ส.ส.เขต 1 จังหวัดชุมพร และนายถาวร เสนเนียม  เป็น ส.ส. เขต 6  พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อขาดสมาชิกภาพ ส.ส. กกต.ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมต่อไป 

ส่วนนายอิสสระ สมชัย  ส.ส .บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ตามกฎหมายก็จะมีการเลื่อนผู้ที่มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นๆในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน 

โดยส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเลื่อนขึ้นมาแทน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้แก่ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม  ส่วนกรณีนายณัฏฐพล ได้ลาออกจากความเป็น ส.ส.  ทำให้เลื่อนลำดับส.ส.ให้นายยุทธนา โพธสุธน  เป็นส.ส. ไปก่อนหน้านี้แล้ว  

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ที่จะเลื่อนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมาแทนนายอิสระ สมชัย คือ นายจักรพันธ์  ปิยพรไพบูลย์  เป็นส.ส.แทน 

Live รับชมสด ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย 5 แกนนำ กปปส. พ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496039

08 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

Live รับชมสด ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย 5 แกนนำ กปปส. พ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่

Live ชมสดได้ที่นี่ ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย 5 แกนนำกปปส. ได้แก่ นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณพ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่

 8 ธ.ค. 64  เป็นอีกคดีที่ต้องติดตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติกรณี 5 แกนนำกปปส. จะต้องพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.หรือไม่ 

คดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) คำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี “5 แกนนำ กปปส.”  ได้แก่  นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ถูกศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.317/2564 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผู้ถูกร้องทั้ง 5 สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) หรือไม่

ทั้งนี้องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันนี้ ( 8 ธ.ค.64 เวลา 15.00 น. )

ความต่อเนื่องถึงที่มา  การอ่านคำวินิจฉัยพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.หรือไม่ ในวันนี้  

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ก.พ.64 ศาลอาญา ถ.รัชดา อ่านคำพิพากษาคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกรวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่น ๆ จากการชุมนุมทางการเมืองขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”

และผลจากคำพิพากษาศาลอาญาดังกล่าว ทำให้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ได้แก่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ต้องพ้นจากตำแหน่งในรัฐบาลทันที เพราะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตาม 160(7) และมาตรา 170(4) ของรัฐธรรมนูญแม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตามเนื่องจากต้องคำพิพากษาให้จำคุก  เหลือประเด็นที่ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ” 5 แกนนำ กปปส.” จะสิ้นสถานภาพ ส.ส.ด้วยหรือไม่ 

ก้าวไกลชี้ครอบครัว “นิพนธ์” หาประโยชน์จากนิคมฯจะนะ เป็นความวิบัติรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/496044

08 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

ก้าวไกลชี้ครอบครัว “นิพนธ์” หาประโยชน์จากนิคมฯจะนะ เป็นความวิบัติรัฐบาล

“ประเสริฐพงษ์”ส.ส.ก้าวไกล ชี้ “นิพนธ์” ยอมรับครอบครัวมีเอี่ยวขบวนการกว้านซื้อที่ดินหาประโยชน์จาก “นิคมฯจะนะ” เป็นความวิบัติร่วมกันของคณะรัฐมนตรี ด้าน “อมรัตน์” งัดลายเซ็นนายกฯ โชว์สภา จี้รับผิดชอบคำสัญญากับประชาชน

วันนี้ (8 ธ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนภาคใต้ พรรคก้าวไกล แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงกรณีที่เขาและครอบครัวมีส่วนในการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเอื้อต่อนายทุนในการก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา ในฐานะที่เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนิพนธ์ ในเรื่องนี้ และจากกรณีที่นายนิพนธ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนและปรากฎไปยังพี่น้องประชาชน ตนเองถือว่าเป็นคำสารภาพที่นายนิพนธ์ ยอมรับว่ามีการรวบรวมที่ดินและกว้านซื้อที่ดินไปขายนายทุนจริง และขอตั้งคำถามต่อไปยัง นายนิพนธ์ ว่าจริงหรือไม่ ที่นายนิพนธ์ได้เเถลงต่อ สภา อบจ.สงขลา ถึงนโยบายสนับสนุนนิคมจะนะในปี 2556 ในสมัยที่ดำรงตำเเหน่งนายก อบจ.สงขลา ซึ่งขัดเเย้งกับคำให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ที่ระบุว่ารัฐบาลมีโครงการตั้งแต่ปี 2559 

ก้าวไกลชี้ครอบครัว “นิพนธ์” หาประโยชน์จากนิคมฯจะนะ เป็นความวิบัติรัฐบาล

ประเด็นต่อมา การรวบรวมที่ดินเพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างและทำกำไรหลักร้อยล้านบาท ผ่านเป็นเครือข่ายญาติพี่น้องจากโครงการที่ นายนิพนธ์ เป็นผู้ผลักดัน ถือว่าผิดกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เพราะนายนิพนธ์ดำรงตำเเหน่งในคณะรัฐมนตรี ย่อมรู้ล่วงหน้า ตามข้อเท็จจริงที่ตนเองอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ และมีคำถามต่อไปว่า ตกลงแล้วนิคมฯจะนะ มีเพื่อรองรับผลประโยชน์ของใครกันแน่ มีนักเก็งกำไรในพื้นที่จริงหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงผังเมืองโดยมิชอบหรือไม่ เเละการสั่งให้สำนักงานที่ดินสงขลาและเครือข่ายรีบออกเอกสารสิทธิ์อย่างรวดเร็วจริงหรือไม่

มีการจัดลำดับการออกเอกสารสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรมโดยประชาชนที่รอมานานยังคงไม่ได้รับการออกเอกสารสิทธิ์แต่ไปจัดอยู่อันดับท้ายๆ แต่กลุ่มที่ได้เอกสารสิทธิ์คือกลุ่มที่จะสามารถรีบขายต่อได้จริงหรือไม่ และมีการส่งตำรวจทหาร นักปกครอง ไปข่มขู่คุกคามให้ร้ายประชาชน ครูสอนศาสนาอิสลาม และพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการที่ทำลายวิถีชุมชนและทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่จะนะจริงหรือไม่

 

“ผมขอตั้งคำถามฝากไปยัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เเละ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยว่า ท่านกระอักกระอ่วนใจหรือไม่ในการที่นั่งประชุมคณะรัฐมนตรี ครม.กับคนที่ท่านเซ็นคำสั่งให้พ้นจากราชการ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ หากกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้พ้นจากราชการ จะไม่มีโอกาสมานั่งในคณะรัฐมนตรีแน่นอน นี่คือบรรทัดฐานคุณธรรมจริยธรรมของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์หรือไม่ โครงการนี้คือการกระทำเเบบนายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาผลประโยชน์ สิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำมันชอบธรรมต่อประชาชนหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้พวกท่านต้องตอบคำถามให้ได้” ประเสริฐพงษ์ กล่าว



นอกจากนี้ ในช่วงปรึกษาหารือของสภาผู้แทนราษฎร นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ต่อกรณีที่รัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมอย่างสงบของพี่น้องชาวจะนะอย่างป่าเถื่อนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล พวกเขาเดินทางเกือบหนึ่งพันกิโล จากสงขลามาทวงสัญญาที่หน้าทำเนียบฯ เพราะรัฐบาลสัญญากับพวกเขาเมื่อเดือน ธ.ค.ปีกลายว่า จะยุติการดำเนินการโครงการสร้างนิคมฯ จนกว่าจะมีการตรวจสอบความไม่ปกติตามที่ถูกตั้งข้อสังเกตเสร็จสิ้น แต่สุดท้ายก็ทำผิดสัญญาโดยมีการขยับขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ต่อ 

ก้าวไกลชี้ครอบครัว “นิพนธ์” หาประโยชน์จากนิคมฯจะนะ เป็นความวิบัติรัฐบาล

พวกเขามารอที่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล เพียงต้องการเจรจาพูดคุยกับนายก ด้วยเหตุผล 2 ข้อ คือ หนึ่งโครงการนี้ดำเนินงานโดย ศอ.บต. ที่มี นายกฯเป็นประธาน และสอง นายกฯเป็นผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาปัญหาการสร้างนิคมฯ จะนะขึ้นมาโดยเฉพาะ ดังนั้น ท่านจะปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่นไม่ได้ พวกท่าน ธรรมนัส-ประยุทธ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จะขบเหลี่ยมทางการเมืองกันอย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับพวกเขา ท่านคือ ครม.เดียวกัน คือรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบคำสัญญาและแก้ไขปัญหาให้

“นอกจากจะไม่ดูดำดูดี ไม่ออกมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มารอถึงหน้าประตูทำเนียบฯ อย่างคนมีวุฒิภาวะแล้ว ยังใช้กำลัง คฝ.สลายการชุมนุมโดยสงบสันติของพวกเขาอย่างป่าเถื่อน และรุนแรงเกินกว่าเหตุ ที่เลวร้ายที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการลิดรอนจำกัดเสรีภาพสื่อสารมวลชน ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ สำหรับเรียก ‘ลูกเสือ’ แต่พวกไม่เคยรักษาสัจจะวาจาที่ให้ไว้กับประชาชน เขาเรียกว่า ‘ลูกหมา’ ” นางอมรัตน์ ระบุ

ก้าวไกลชี้ครอบครัว “นิพนธ์” หาประโยชน์จากนิคมฯจะนะ เป็นความวิบัติรัฐบาล

ลุ้นวันนี้ ศาล รธน. วินิจฉัยสถานภาพ ส.ส. “5 แกนนำ กปปส.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495967

08 ธ.ค. 2564 |01:00 น.

ลุ้นวันนี้ ศาล รธน. วินิจฉัยสถานภาพ ส.ส. "5 แกนนำ กปปส."

ลุ้นวันนี้ ( 8 ธ.ค. )ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดสถานภาพ ส.ส. “5 แกนนำ กปปส.” ชุมพล จุลใส -พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ -อิสสระ สมชัย -ถาวร เสนเนียม และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หลังถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกคดีชุมนุมขับไล่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์

รายงานข่าวว่า(วันนี้ 8 ธ.ค.) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี “5 แกนนำ กปปส.”นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ถูกศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.317/2564 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผู้ถูกร้องทั้ง 5 สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) หรือไม่

ทั้งนี้องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่24 ก.พ.64 ศาลอาญา ถ.รัชดา อ่านคำพิพากษาคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกรวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่น ๆ จากการชุมนุมทางการเมืองขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”


และผลจากคำพิพากษาศาลอาญาดังกล่าว ทำให้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ได้แก่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ต้องพ้นจากตำแหน่งในรัฐบาลทันที เพราะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตาม 160(7) และมาตรา 170(4) ของรัฐธรรมนูญแม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตามเนื่องจากต้องคำพิพากษาให้จำคุก  เหลือประเด็นที่ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ” 5 แกนนำ กปปส.” จะสิ้นสถานภาพ ส.ส. ด้วยหรือไม่

ฝ่ายค้านผนึกกำลังเตรียมซักฟอกรัฐบาล ส่งสัญญาณเลือกตั้ง มี.ค.-ก.ค. ปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495953

07 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ฝ่ายค้านผนึกกำลังเตรียมซักฟอกรัฐบาล ส่งสัญญาณเลือกตั้ง มี.ค.-ก.ค. ปีหน้า

ฝ่ายค้านผนึกกำลังเตรียมซักฟอกรัฐบาลเต็มที่ ลั่นตรวจสอบเผด็จการซ่อนรูป พร้อมส่งสัญญาณการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นช่วงเดือน มี.ค.-ก.ค. ปีหน้า

วันนี้ (7 ธ.ค.) ที่โรงแรม SC Park พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 6 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย ได้จัดการประชุมในหัวข้อ “ฝ่ายค้านรวมใจ สรรค์สร้างชีวิตใหม่เพื่อประชาชน” โดยมีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายคนเข้าร่วมงาน และหลังจากประชุมกันกว่าชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อ่านแถงการณ์ เรื่อง การทำงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และความล้มเหลวของรัฐบาลในรอบปี 2564

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตลอดระยะเวลาร่วม 3 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยกลไกในระบบรัฐสภาทั้งการตั้งกระทู้ การยื่นญัตติ ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งสิ้น 3 ครั้ง ได้ยื่นคำร้องต่อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง เรื่องสำคัญๆหลายเรื่องถูกตีตกโดยองค์กรเหล่านั้นอย่างน่าเสียดาย อาทิ เรื่องการถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ใช้บ้านพักอาศัยเป็นสวัสดิการของทางราชการในกรมทหารแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการมาแล้ว การมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละพรรคยังได้ทำหน้าที่ตนในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด


    
จากการประมวลสรุปผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในรอบปี 2564 พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นร่วมกันว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมีความผิดพลาดล้มเหลวในหลายด้าน ได้แก่
    
 

1. ภาวะความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความบกพร่องติดกับดักการใช้อำนาจจนเคยชิน ทำให้การตัดสินใจในหลายเรื่องขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังเช่น การพยายามใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลด้วยการให้อำนาจเจ้าของค่ายมือถือระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของบุคคลจนถูกประชาชนฟ้องคดีต่อศาล สุดท้ายก็มากลับลำยกเลิกคำสั่งดังกล่าว อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่ตนเองเป็นหัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัคราจนถูกฟ้องคดีต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เมื่อสถานการณ์เพียงพล้ำจนอาจต้องจ่ายเงินให้บริษัทนับหมื่นล้านสุดท้ายก็ยอมอนุญาตให้เปิดเหมืองและเพิ่มพื้นที่อีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปต่อสู้คดีนี้อีกหลายร้อยล้านบาท สิ่งนี้คือความบกพร่องในภาวะผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นได้ชัดเจน
    
 

2. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จะเห็นได้ว่าผลการวิจัยของหลายองค์กรพบว่าในสมัยรัฐบาลนี้มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กลับพบว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกลับไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบการทุจริตให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แม้แต่เรื่องเดียว โดยที่เป็นข่าวครึกโครมคือ กรณีการจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (กระทรวงพาณิชย์) ซึ่งรัฐเสียหายนับแสนล้านบาท และมีข้อกล่าวหาว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่เรื่องกลับเงียบหาย รวมถึงการยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีจากกรณีการผลักดันการซื้อขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมอำเภอจะนะ ส่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และการยื่นตรวจสอบข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การทุจริตจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 ATK การทุจริตจัดซื้อวัคซีน การทุจริตการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพซึ่งมีหลายเรื่องการทุจริตในการประมูลก่อสร้างเตาเผาขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เรื่องการทุจริตเหล่านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบแล้ว อาทิ การบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง เนื้อที่ 5,000 ไร่เศษ หรือการประมูลขายยางโล๊ะสต๊อก 1.04 แสนตัน เป็นต้น บางเรื่องก็เสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่เคยทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลย 

3. ความล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลประเมินการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่ำกว่าความเป็นจริงและขาดองค์ความรู้ จึงขาดมาตรการเตรียมความพร้อมทำให้ตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้การระบาดขยายวงกว้างจนระบบสาธารณสุขมีไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้ ถึงขนาดต้องให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน บางคนทนไม่ไหวถึงกับนอนตายนอกบ้านหลายรายขณะที่การจัดการเรื่องวัคซีนก็มีความผิดพลาดไม่ทันต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อเกินกว่า 20,000 คนต่อวัน จนปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อสะสมนับแต่เมษายน 2564 กว่า 2 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 20,000 คน ขณะที่มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคก็ไม่แน่นอน กลับไปกลับมา ส่งผลให้ประชาชนต้องตกงานจำนวนมาก ธุรกิจต้องปิดกิจการ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำอยู่แล้วต้องทรุดตัวลงต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี


4. การใช้และบริหารงบประมาณที่ผิดพลาด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมากแต่เงินที่ได้มากลับไม่สามารถจัดสรรให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีการใช้งบประมาณไปเพื่อการหาเสียงจำนวนมาก แทนที่จะใช้งบประมาณเพื่อรองรับระบบสาธารณสุขประเทศ กลับใช้เพื่อการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ของการสู้รบใดๆ รัฐบาลนี้ถือเป็นรัฐบาลที่กู้เงินสูงสุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถนำเม็ดเงินมาบริหารจัดการให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้ และไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันกลับพบว่ามีข่าวทุจริตคอรัปชั่นไปทั่ว มีการกู้เงินจนสุดเพดาน ถึงขนาดที่ต้องมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ 
    

5. ความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง ทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรม การปฏิรูปการเมืองที่พลเอกประยุทธ์กล่าวอ้าง เป็นเพียงลมปาก ปราศจากความคืบหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรม ในทางกลับกัน พฤติกรรมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์กลับทำในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้การเมืองถอยหลัง ทั้งความพยายามทุกทางในการสืบทอดอำนาจของตนเอง  ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการทำลายระบบรัฐสภาด้วยการทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีการซื้อตัวนักการเมือง มีการกระทำการให้มีการยุบพรรค ย้ายพรรค ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิธีการประชาธิปไตย ทำให้ระบบรัฐสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นรอยด่างว่าเป็นเพียงเวทีสำหรับนักการเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดคือการทำลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

6. รัฐบาลคุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มุ่งใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ผันตัวเองจากหัวหน้า คสช. ซึ่งมาจากการยึดอำนาจมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญที่สร้างความได้เปรียบให้ตนเองในการเลือกตั้ง แม้สถานการณ์ของประเทศจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกในระบบกฎหมายของประเทศโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเองก็ขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เมื่อมีการแสดงออกทางการเมืองหรือการชุมนุมจึงมักเห็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีเจตนาในการบิดเบือนการใช้กฏหมายเกี่ยวกับความมั่นคง มาดำเนินคดีกับประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติ ทำให้เกิดการดำเนินคดีกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม จนมีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลเองมีปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารและใช้กลไกของกระทรวงดีอีเอส เพื่อมุ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบนข้ออ้างของการต่อต้านข่าวปลอม
    

7. ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้นำหรือตัวนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีความเข้าใจถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประเทศยากจน ประชาชนเจ็บป่วยโดยถ้วนหน้า เศรษฐกิจของประเทศไทยยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากเสาหลักของเอเชียกลายเป็นเสาที่หักล้มลงจากบริหารงานของรัฐบาล อุ้มชูคนรวยซึ่งเป็นส่วนน้อยของประชาชนในประเทศ บดขยี้คนจนที่เป็นส่วนมากของประชาชนในประเทศ พาคนไทยเข้าสู่การเสื่อมถอยและสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ทำลายสถิติการกู้เงิน ทำลายสถิติการขาดดุลงบประมาณ ทำลายสถิติการสร้างคนจน ทำลายสถิติหนี้สาธารณะหนี้ครัวเรือน เกิดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร หยุดชะงักพร้อมกัน การจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำกว่าประมาณการเกือบทุกปี งบประมาณปี 2565 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดในปัจจุบัน เป็นงบประมาณที่ผิดที่ ผิดทิศ ผิดทาง และผิดเวลา การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ มีปัญหาทั้งในมิติของมาตรการและความล่าช้าในการเบิกจ่าย กลายเป็นการแจกหว่านแหไร้ทิศทาง ไม่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติได้ จนทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเสียหายเป็นอันดับต้นๆของโลก และยังเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าอันดับท้ายๆของโลก อีกทั้งรัฐบาลยังไร้ทิศทางว่าจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไร
    

8. ความล้มเหลวด้านการปฏิรูปการศึกษา 7 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.3 ล้านคน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพุ่งสูง เด็กยากจนถูกปล่อยให้ไร้โอกาส โดยรัฐไร้การเหลียวแล  ยิ่งในช่วงโควิด-19 เด็กจบใหม่ไร้อนาคต ไร้ฝัน ไร้งาน คนตกงานกว่า 9 แสนคน การวัดผลคะแนนและการประเมินของเด็กไทยในระดับโลกตกต่ำทุกด้านทั้ง PISA และล่าสุดผลสอบด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของเด็กไทยปี 2564 ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
    

9. ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมร้ายแรง จะเห็นได้ว่าปัญหายาเสพติดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้มีความรุนแรงและแพร่ระบาดไปทั่ว มีการขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ๆ จำนวนมาก ทั้งขนส่งเข้ามายังประเทศไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ขณะที่ข่าวการจับยาเสพติดมีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการสอบสวนกลับไม่สามารถเอาผิดได้ เช่นเดียวกับปัญหาอาชญากรรมที่มีมากขึ้นรายวัน ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
    

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของความผิดพลาด ล้มเหลว และส่อทุจริตของรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อไปทั้งในเรื่องความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการบริหารประเทศแบบลุแก่อำนาจ เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง และเนื่องจากระยะเวลานี้น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายของรัฐบาลนี้ ใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราจะจับตาและให้ความสำคัญต่อการเอาเปรียบทางการเมือง ทั้งในทางกฎหมายและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เพื่อการสืบทอดอำนาจของตนเองต่อไปอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านแถลงการณ์เสร็จสิ้น แกนนำฝ่ายค้านได้ตอบคำถามสื่อมวลชน โดยย้ำถึงบทบาทการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะควบคุมและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ในทุกด้านทั้งความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ และการบริหารประเทศที่ลุแก่อำนาจ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่านี่อาจเป็นช่วงสุดท้ายของรัฐบาลนี้ในการทำหน้าที่แล้ว และฝ่ายค้านจะจับตาดูการทำหน้าที่ของรัฐบาล 

นอกจากนี้ ในการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านในปีหน้านั้น จะมีการหลอมรวมกันมากขึ้น แต่ก็เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ จะสอนมวยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวอยู่ในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรที่จะเพิ่มหนี้ให้กับประเทศอีก หรือถ้าจะเพิ่มหนี้ก็ควรที่จะลดหนี้ให้กับประชาชนด้วย อีกทั้งในพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและให้มีการทำประชามติจากประชาชนด้วย ซึ่งการจัดประชุมและนัดพบเจอกันวันนี้ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็เป็นสิ่งที่ทำกันอยู่แล้วทุกปีเพื่อประเมินการทำงานร่วมกันของฝ่ายค้าน และเตรียมประเด็นที่จะตรวจสอบรัฐบาล เผด็จการซ่อนรูปต้องถูกตรวจสอบ การทำงานของฝ่ายค้านนี้มีเป้าหมายเดียวกัน แต่อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง และเราก็เคารพความคิดเห็นที่หลากหลายและให้อิสระทางความคิดในการทำงานร่วมกัน โดยคาดว่าหลังปีใหม่ หรือช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจจะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงเดือน มีนาคม-กรกฎาคม 2565 เราพบว่าฝ่ายรัฐบาลได้พยายามที่จะเร่งรัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและให้มีการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ รวมถึงขั้นตอนในการออกกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ คือกฎหมายเลือกตั้งส.ส.และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เสร็จสิ้นใน 2 เดือนนับจากนี้  รวมทั้งเหตุใดพรรคร่วมรัฐบาลจึงขยันลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณนำไปสู่การเลือกตั้ง อีกทั้งฝ่ายค้านจะจับตาดูการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ในเรื่องของเงื่อนเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกฯ จะต้องไม่เกิน 8 ปี ซึ่งมีการมองว่าจะต้องสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคมปี 2565 นี้ด้วย

ส่วนเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้มีการหารือในประเด็นนี้ แต่สำหรับพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าพรรคจะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.อย่างแน่นอน

สำหรับแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มาร่วมงานในวันนี้ ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส นายพธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ เป็นต้น

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495954

07 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.64  “ราชกิจจาฯ” เผยแพร่ ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร สังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ แต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติ ราชองครักษ์ พุทธศักราช ๒๔๘๐ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติ นายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. ๒๔๙๕

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน ๒๐ นาย ดังนี้

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

นายทหารสัญญาบัตร สังกัดสำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ จำนวน ๔ นาย

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

๑. พันเอก เดชดำรง พงษ์ไทย ตำแหน่ง รองหัวหน้าแผนกงานพิเศษการช่วยรบ และสนับสนุนการช่วยรบ หน่วยเสนาธิการประสานงานในพระองค์/ฝ่ายอำนวยการประจำพระองค์ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์

๒. พันเอก ชาติชาย ถนอมกุลบุตร ตำแหน่ง รองหัวหน้าแผนกงานพิเศษแผนและคำสั่ง/ อำนวยการปฏิบัติการและประเมินผล หน่วยอ านวยการยุทธวังและแผนงานอำนวยการในพระองค์ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์

๓. พันเอก วโรดม ปุณยานันต์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกงานพิเศษระดมสรรพกำลัง และปฏิบัติการ หน่วยอำนวยการยุทธวังและแผนงานอำนวยการในพระองค์ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการ ในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๔. พันเอก อนันต์ บุตรพรม ตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกงานพิเศษปฏิบัติการและ สายวิทยาการราชองครักษ์ หน่วยวิทยาการราชองครักษ์ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ จำนวน ๑๓ นาย

๑. พลตรี นิธิชัย แสงทอง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสนับสนุนการช่วยรบและซ่อมบำรุง กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๒. พลตรี สายน้ำ พินิจอักษร ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจ า ส านักงานรองผู้บัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๓. พันเอก เกรียงศักดิ์ สืบธรรมมา ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ  สำนักงานรองผู้บัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๓ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๔. พันเอก พงศ์ณุภา เวชชาชีวะ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองหลักนิยมวิชาการในการฝึก (๑) กรมฝ่ายการฝึก (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๕. พันเอก ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน (๑) กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 

๖. พันเอก จักรพงษ์ เส -ลา ตำแหน่ง เสนาธิการกรมทหารรักษาวังมหาดเล็กราชวัลลภรักษา พระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์

๗. พันเอก อรรถกร ด่านสกุล ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองโรงเรียนทหารมหาดเล็ก ราชวัลลภรักษาพระองค์ (๒) กรมฝ่ายการฝึก (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการ เสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์

๘. พันเอก ปกรณ์กิตติ์ คงประดิษฐ์ธร ตำแหน่ง รักษาราชการ รองผู้อ านวยการ กองนโยบายและแผน (๒) กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๙. พันเอก ศรัทธา นิลกำแหง ตำแหน่ง หัวหน้าแผนกเตรียมการ กองโรงเรียน ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายการฝึก (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๑๐. พันเอก ปฏิภาณ รัตนไพบูลย์ ตำแหน่ง นายทหารอำนวยการ สำนักงานรองผู้บัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๑๑. พันเอก นราภัทร วิริยา ตำแหน่ง หัวหน้าแผนกแผนเตรียมพล กองก าลังพลปฏิบัติการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายก าลังพล (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๑๒. พันเอก กิติศักดิ์ อยู่พิพัฒน์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองกำลังพล ฝ่ายเสนาธิการ กองบังคับการโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๑๓. พันเอก ปรีชาพล สอนสา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองส่งกำลังบำรุง ฝ่ายเสนาธิการ กองบังคับการโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 

ราชกิจจาฯ ประกาศ แต่งตั้งราชองครักษ์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร สังกัดกองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน ๓ นาย

๑. พันตำรวจเอก ชาตรี มีรสสม ตำแหน่ง รองผู้บังคับกองร้อยตำรวจราบรักษาพระองค์ หน่วยปฏิบัติการยุทธรักษาพระองค์ สำนักงานนายต ารวจราชองครักษ์ในพระองค์และหน่วยปฏิบัติการยุทธ กองบัญชาการนายต ารวจราชองครักษ์ในพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๒. พันตำรวจเอก ธนาพร ผดุงการ ตำแหน่ง หัวหน้าแผนกยุทธการ กองฝ่ายอำนวยการ ประสานงาน สำนักงานฝ่ายอำนวยการ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

๓. พันตำรวจเอก กิตติณัฐ์ ทุมเพชร ต าแหน่ง นายตำรวจปฏิบัติการ สำนักงานผู้บัญชาการ นายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ สำนักงานผู้บังคับบัญชา กองบังคับการและกองบังคับการยุทธวิธี และควบคุม กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔

ประกาศ ณ วันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

คลิกอ่านฉบับเต็ม>>>

พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ [จำนวน ๒๐ นาย ๑. พันเอก เดชดำรง พงษ์ไทย ฯลฯ]

“นายกฯ” ย้อนถาม MOU สมัย ธรรมนัส กรณีม็อบจะนะ ใครตกลงไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495952

07 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

"นายกฯ" ย้อนถาม MOU สมัย ธรรมนัส กรณีม็อบจะนะ ใครตกลงไว้

“นายกฯ” อ้างสลายม็อบจะนะ เหตุมีข่าวคนจ่อมามั่วสุมเพิ่ม ย้อนถาม MOU สมัย ธรรมนัส ใครตกลงไว้ เตือนแล้วอย่าเพิ่งรับปากข้อเสนอ ถ้ายังไม่เข้า ครม. -ส่ง อนุชา นาคาศัย ตามแก้ปมม็อบจะนะ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี”และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมาปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องทำ เพราะมีข่าวว่าจะมีคนมามั่วสุมเพิ่มเติมและตามกฎหมายสถานที่ราชการมีระยะห่าง 150 เมตร ที่ผ่านมาเมื่อมากันตรงนี้แล้วก็ไม่ไปแต่เราก็ไปฟังเขา อยู่ในขั้นตอนที่จะทำประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ตนได้ให้หน่วยงานไปฟังว่าอะไรอย่างไร สิ่งใดก็ตามตนเคยบอกแล้วว่า การไปเจรจาอะไรกับเขาอย่าไปรับปากอะไรเขามาทันที ถ้ายังไม่เข้าการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ครม. หรือรัฐบาล ไม่ว่าใครก็ตาม


ผู้สื่อข่าวถามว่าเอ็มโอยูหรือข้อตกลงที่เคยทำร่วมกันเมื่อปีที่ผ่านมามีความเป็นไปได้แค่ไหน “นายกฯ” ย้อนถามว่าใครตกลง

เมื่อถามอีกว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อครั้งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดำเนินการขยายผลเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปสู่เมืองต้นแบบ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต เป็นผู้ไปเจรจา
 

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบว่า แล้วตนไปตกลงหรือยัง ครม.ตกลงหรือยัง ก็ยัง

เมื่อถามว่าจะต้องตั้งคนมาดูแลแทน ร.อ.ธรรมนัสหรือไม่ “นายกฯ” กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสำนักนายกรัฐมนตรีไปดูแลและติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้นและควรจะแก้ไขอย่างไร

ทั้งนี้เราต้องมองสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งไหนที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นปัญหาก็ไม่ต้องไปทำ ก็แค่นั้น ต้องทำให้ถูกต้องตามกติกา กฎหมายอะไรก็ตาม บางทีการไปพบปะเจรจาของใครก็แล้วแต่ เวลาไปพูดไปตกลงกับเขาอย่าลืมว่าไม่ได้ผ่านครม. ตนเตือนหลายครั้งแล้วเวลาไปให้รับข้อสังเกตมาแล้วนำมาสู่การแก้ไขปัญหาในรัฐบาล นั่นคือวิธีการทำงานของรัฐบาลจะต้องรอบคอบ

 เมื่อถามว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคใต้ประกาศว่าจะเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล  “นายกฯ” กล่าวว่า ก็บอกไปว่าอย่ามาเลย ไปทำกันที่โน่นเดี๋ยวส่งคนไปดูแล ไปรับมาว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริงและอะไรที่อาจจะถูกบิดเบือน อันไหนอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ อันไหนทำได้เราก็ทำ เพราะเรามุ่งหวังให้ภาคใต้มีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตมากขึ้น ต้องมองในแง่นี้ ส่วนคนทำก็ต้องทำด้วยความรอบคอบเข้าใจหรือไม่ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกจับตัวไปจะมีการสั่งการอะไรหรือไม่   นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปล่อย โดยการให้ประกันตัวอะไรสักอย่าง คงไม่มีอะไรหนักหนาหรอก ก็อย่าทำอีก ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้องตนฟังอยู่แล้ว แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยในเรื่องเล็ก ๆ น้อยก็มีการขยายบานปลายไปทุกที สื่อก็เห็นและนำไปเผยแพร่ให้เขาทุกทีไป

“ธรรมนัส” แจง ไม่ได้สัญญาชาวจะนะ เชื่อคงเป็นการเข้าใจผิด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  อดีต รมช.เกษตฯ กล่าวว่าไม่ได้เป็นคนให้สัญญา คือหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้มีคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีตนเป็นประธานนั้น คณะทำงานชุดนี้ก็รวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมถึงต้นต่อของปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร และตนก็ทำงานจนจบแล้ว แล้วเสนอนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่เห็นมีประเด็นอะไร

วันนั้นระหว่างที่คุยกันกับตัวแทนของพี่น้องชาวจะนะ โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคณะทำงานด้วย จึงเป็นที่มาที่ไปของเอ็มโอยูทั้ง 3 ข้อ ถามว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบไหม ถ้าเท้าความไปแล้ว กว่าจะออก เอ็มโอยูฉบับนั้น และเสนอเข้า ครม.วันนั้น ถกเถียงใน ครม. เกือบชั่วโมง ไม่ใช่ว่าผมไปตกลงเอง คงเป็นความเข้าใจผิด  ร.อ.ธรรมนัส กล่าว