“นายกฯ” ยกคดีเสือดำเป็นอุทาหรณ์ ไม่ไปศาลโดนหมายจับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495912

07 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

"นายกฯ" ยกคดีเสือดำเป็นอุทาหรณ์ ไม่ไปศาลโดนหมายจับ

“นายกรัฐมนตรี” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกคดีเสือดำเป็นอุทาหรณ์ ไม่ไปศาลก็โดนหมายจับ ส่งชื่อไปทุกด่านแล้ว เหมือนกับทุกคดี​

วันที่ 7 ธ.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลจังหวัดทองผาภูมิ นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเสือดำ ที่นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวกเป็นจำเลย   คดีล่าเสือดำและสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี วันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.) หลังต่อสู้นาน 3 ปี ว่า​ เป็นคดีอุทาหรณ์​อย่าไปทำ ​ศาลเรียกไปก็ไป​ จะมาบอกว่าไม่ไปแล้ว​ นายกฯ​จะอย่างไรและตนก็ไม่ใช่เสือดำ แต่คนที่ศาลเรียกแล้วไม่ไป​ ก็ต้องถูกออกหมายจับ​ก็แค่นั้น​ อีกทั้งรายชื่อต่าง ๆ​ ก็ถูกส่งไปชายแดน ทุกด่านตรวจ​ก็ไปจับเอา​ ซึ่งก็เหมือนกับในทุกคดี​

สืบเนื่องจากเมื่อ 29 ก.ค.63  ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ 10/2561 (คดีหมายเลขแดง อท.ที่ 13/2562) ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต เป็นจำเลยที่ 1 และนายยงค์ โดดเครือ จำเลย ที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83


คดีนี้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2562 ศาลชั้นต้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำคุกนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ไม่รอการลงโทษ ส่วนนายยงค์ จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง โดยนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ 200,000 บาท

สำหรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ แล้ว นายเปรมชัย ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ 500,000 บาท ขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา ต่อมาศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

“นายกฯ” สุดปลื้ม แบดฯคู่ผสม บาส-ปอป้อ คว้าแชมป์หลายรายการผงาด คู่ผสมมือ1โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495890

07 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

"นายกฯ" สุดปลื้ม แบดฯคู่ผสม บาส-ปอป้อ คว้าแชมป์หลายรายการผงาด คู่ผสมมือ1โลก

นายกฯสุดปลื้ม ชื่นชม บาส-ปอป้อ สองนักแบดมินคู่ผสมทีมชาติไทยผงาดขึ้นอันดับคู่ผสมมือ 1 ของโลก ลั่น ให้โลกรับรู้ว่า Team Thailand ไม่เป็นสองรองใคร ทั้งในเรื่องความสามารถ หัวใจนักสู้ และน้ำใจนักกีฬาที่ทำให้ทุกคนประทับใจ

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.64   พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตน  แสดงความชื่นชม นักแบดมินตันประเภทคู่ผสมทีมชาติไทย  เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย  ที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์แบดมินตันประเภทคู่ผสมมาได้หลายรายการ จนผงาดขึ้นอันดับ คู่ผสมมือ 1 ของโลก

โดยมีเนื้อหาว่า … พี่น้องชาวไทยที่รักครับ 

วันนี้ ผมมีเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี เกี่ยวกับนักแบดมินตันคู่ผสมของไทย คือ เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย หรือ “บาส-ปอป้อ” ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการแบดมินตันไทย โดยได้รับการจัดอันดับจากสหพันธ์แบดมินตันโลก ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก หลังจากที่คว้าแชมป์ติดต่อกันได้ถึง 4 รายการล่าสุด 

บาส และปอป้อ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักกีฬาไทยที่ประสบความสำเร็จจากความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ และฝึกฝนตนเองอย่างหนัก มีร่างกายและจิตใจที่มั่นคง ซึ่งผมได้รับทราบข่าวว่า ในอดีตทรัพย์สิรี เคยประสบกับอาการบาดเจ็บหนัก แต่ด้วยจิตใจที่เป็นนักสู้ หรือ fighter’s spirit ก็กลับมาเอาชนะอุปสรรคจนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ เช่นเดียวกับเดชาพล ที่ฝึกฝนร่างกายจนมีพละกำลังแข็งแกร่งและไม่เป็นรองใคร 

ทั้งนี้ ผมต้องขอชื่นชมสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ รวมถึงสตาฟโค้ชทุกคน ที่มีส่วนสนับสนุน ผลักดันนักกีฬาแบดมินตันของไทย จนสร้างผลงานได้อย่างประจักษ์ชัด ก้าวหน้าขึ้นมาทัดเทียมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งขวัญใจชาวไทยอย่าง เมย์ รัชนก อินทนนท์ รวมถึงคลื่นลูกใหม่อย่าง วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่เพิ่งจะได้รับรางวัลนักแบดมินตันดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี จากสหพันธ์แบดมินตันโลกอีกด้วย 

ซึ่งสอดคล้องนโยบายของผมและรัฐบาล ในการส่งเสริมนักกีฬาไทยทุกประเภทอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ระดับเยาวชน ไปจนถึงระดับอาชีพ และระดับทีมชาติ เพื่อเป็นตัวแทนไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย นำธงไตรรงค์ไปโบกสะบัดในเวทีการแข่งขันทั่วโลก ให้โลกรับรู้ว่า Team Thailand นั้นไม่เป็นสองรองใคร ทั้งในเรื่องความสามารถ หัวใจนักสู้ และน้ำใจนักกีฬาที่ทำให้ทุกคนประทับใจ

"นายกฯ" สุดปลื้ม แบดฯคู่ผสม บาส-ปอป้อ คว้าแชมป์หลายรายการผงาด คู่ผสมมือ1โลก

และผมขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันส่งกำลังใจให้กับทีมนักแบดมินตันไทยทุกคนที่กำลังจะเดินทางไปแข่งรายการสำคัญชิงแชมป์โลก World Championship รวมถึงนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคนในรายการแข่งขันอื่นๆ ให้ได้รับชัยชนะ และสร้างความสุขให้กับพวกเราได้อีกครั้งครับ 

(ขอขอบคุณภาพจากเพจสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ)

ธนาธร ประณาม สลายม็อบจะนะหน้าทำเนียบ ชี้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495879

07 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

ธนาธร ประณาม สลายม็อบจะนะหน้าทำเนียบ ชี้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชน

“ธนาธร” ประณามรัฐสลายชุมนุม “จะนะรักษ์ถิ่น” – ชี้ นิคมฯจะนะคือเรื่องผลประโยชน์นายทุนขายที่ดิน บนความสูญเสียของประชาชน

สืบเนื่องจากเมื่อค่ำวันที่ 6 ธ.ค. 64  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ได้เข้าควบคุมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมประชาชนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมาตั้งเต็นท์บริเวณทำเนียบรัฐบาล  ทำให้วันนี้( 7 ธ.ค.64 ) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  แสดงความเห็น ด้วยการประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

โดยนายธนาธร ระบุว่าคนทุกคนมีสิทธิที่จะหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของตนเอง เช่นเดียวกับชาวจะนะที่มาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่เอานิคมอุตสาหกรรมที่นายทุนและนักการเมืองต้องการผลักดัน

นายธนาธร  ระบุว่า โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์จากราคาที่ดินที่นายทุนได้ไปกว้านซื้อไว้ก่อนหน้านี้ ดังที่นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าเป็นโครงการที่เต็มไปด้วยการเอื้อผลประโยชน์เครือญาตินักการเมือง นายทุน และการทุจริตเชิงนโยบาย

นายธนาธร ระบุว่า   ชาวจะนะเพียงต้องการปกป้องทะเล ชายหาด และวิถีชีวิต ที่จะหายไปจากการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวคนในพื้นที่ และจะเป็นคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดิน หากนิคมอุตสาหกรรมจะนะเกิดขึ้น เราจะเสียทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างที่ไม่อาจหวนคืนได้ และจะได้นิคมอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครลงทุนมาแทน


“พวกเขามาประท้วงเพราะเดือดร้อน การชุมนุมอย่างสันติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพียงไม่กี่อย่างที่ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยมี ในการต่อสู้กับการเอารัฐเอาเปรียบจากรัฐและนายทุน เมื่อไม่มีการชุมนุมก็ไม่มีเสียง เมื่อไม่มีเสียง ประชาชนจะถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไรก็ได้ การสลายการชุมนุมของพี่น้องจะนะเมื่อคืน จึงเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชน เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐ ผมขอเชิญชวนทุกคนช่วยกันส่งเสียงประณามรัฐบาล ผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบต้องยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม” นายธนาธร  ระบุ

นายกฯ เร่งสางปมรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายเพื่อให้ก่อสร้างใหม่โดยเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495884

07 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

นายกฯ เร่งสางปมรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายเพื่อให้ก่อสร้างใหม่โดยเร็ว

นายกฯ ยืนยันเร่งสางปมรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายเพื่อให้ก่อสร้างใหม่โดยเร็ว แต่เบื้องต้นต้องแก้ปัญหาหนี้สินให้ได้ก่อน โดยสั่งการให้คมนาคม มหาดไทย และกทม. ไปหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งปัญหาก็คือเรื่องหนี้สินที่เกิดขึ้นในอดีต ที่ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกทม.ต้องหารือร่วมกัน  

“จะทำอย่างไรให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายสามารถที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและนักกฎหมายต้องไปหาวีธีการแก้ไขปัญหาต่อไป แต่ถ้าทำเรื่องไหนแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ทำ แต่ถ้าเกิดปัญหาในเรื่องใด ก็ต้องแก้ไขกันไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะก่อสร้างอย่างไร รัฐบาลก็จะได้รับผลกระทบจากหนี้สินกองโตที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ง่าย” นายกรัฐมนตรี ระบุ 
 

ทั้งนี้ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2564 ระบุหัวข้อ 3 ทางเลือกในการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสีเขียวไว้ว่า ..
3 ทางเลือก !!!
แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว
การแก้ปัญหาหนี้สินที่ กทม. ค้างจ่ายในการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมทั้งค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายยังคงหาข้อยุติไม่ได้ ถึงวันนี้ กทม. มีหนี้อยู่ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท หนี้ก้อนใหญ่นี้จะพอกพูนขึ้นทุกวัน เมื่อ กทม. ไม่มีเงินมาใช้หนี้ แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร?
รัฐบาลมี 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1: เปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ในปี 2572
ทางเลือกนี้จะต้องรอจนกว่าสัญญาสัมปทานระหว่าง กทม. กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS สิ้นสุดลงในปี 2572 สัญญานี้ให้ BTS ลงทุนก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักเองทั้งหมด 100% ตั้งแต่ปี 2542-2572 รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักประกอบด้วยช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 

การเปิดประมูลใหม่จะต้องให้ผู้รับสัมปทานรับผิดชอบการเดินรถและบำรุงรักษาทั้งส่วนหลักและส่วนขยาย ซึ่งส่วนขยายประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-คูคต แต่จะเปิดประมูลใหม่ได้นั้น รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้

1. รัฐบาลจะต้องชำระหนี้ให้ BTS ถึงวันนี้เป็นเงินประมาณ 37,000 ล้านบาท เป็นค่าเงินต้นและดอกเบี้ยงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และหนี้ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายค้างจ่าย อีกทั้ง จะต้องเตรียมเงินไว้เป็นค่าจ้างเดินรถตั้งแต่เวลานี้จนถึงปี 2572 รวมทั้งค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) อีกประมาณ 93,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 130,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากค่าโดยสารของส่วนต่อขยายมีไม่พอ เพราะขาดทุน


2.  รัฐบาลต้องแก้ปัญหาข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่าง กทม. กับ BTS กล่าวคือ กทม. ได้ทำสัญญาจ้างให้ BTS เดินรถและบำรุงรักษาทั้งส่วนหลักและส่วนขยายจนถึงปี 2585 ด้วยเหตุนี้ การเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ในปี 2572 ก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างในปี 2585 อาจทำให้ BTS ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กทม. ได้

ทางเลือกที่ 2: เปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ในปี 2585
ทางเลือกนี้จะไม่เกิดข้อพิพาทระหว่าง กทม. กับ BTS เนื่องจากต้องรอจนกว่าสัญญาจ้างให้ BTS เดินรถสิ้นสุดลงในปี 2585 จึงจะเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ แต่รัฐบาลจะต้องชำระหนี้ให้ BTS ถึงวันนี้เป็นเงินประมาณ 37,000 ล้านบาท อีกทั้ง จะต้องเตรียมเงินไว้เป็นค่าจ้างเดินรถตั้งแต่เวลานี้จนถึงปี 2585 รวมทั้งค่าเงินต้นและค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2585 และค่าชดเชยกองทุนรวม BTSGIF อีกกว่า 350,000 ล้านบาท

ทางเลือกที่ 3: ขยายสัมปทานให้ BTS 30 ปี
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงจากหลายหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งหมด 10 ท่าน เพื่อพิจารณานำรายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาบริหารจัดการภาระหนี้สิน ค่าจ้างเดินรถ ค่าเงินต้นและค่าดอกเบี้ยงานโยธา และค่าชดเชยกองทุนรวม BTSGIF รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งผลตอบแทนให้ กทม. ในที่สุด คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ขยายสัมปทานให้ BTS เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2572-2602 โดยมีเงื่อนไขดังนี้


1.  BTS จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ทั้งหมดของ กทม.
หนี้ในปัจจุบันประมาณ 37,000 ล้านบาท รวมทั้งค่าจ้างเดินรถตั้งแต่เวลานี้จนถึงปี 2572 ค่าดอกเบี้ยงานโยธาถึงปี 2572 และค่าชดเชยกองทุนรวม BTSGIF อีกประมาณ 93,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 130,000 ล้านบาท BTS จะต้องเป็นผู้รับภาระเองทั้งหมด


2.  BTS จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม. กว่า 2 แสนล้านบาท
BTS จะต้องแบ่งรายได้ตั้งแต่ปี 2572-2602 ให้ กทม. เป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท และหาก BTS ได้ผลตอบแทนการลงทุนเกิน 9.6% จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม. เพิ่มเติมอีกตามอัตราที่กำหนดในสัญญา


3.  ค่าโดยสารสูงสุดจะต้องไม่เกิน 65 บาท
BTS จะเก็บค่าโดยสารสูงสุดได้ไม่เกิน 65 บาท ซึ่งอัตราค่าโดยสารนี้เมื่อคิดเป็นค่าโดยสารต่อกิโลเมตรพบว่าถูกกว่าค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินซึ่งรัฐลงทุนก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ (ประมาณ 80%) และถูกกว่าค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งรัฐลงทุนเองทั้งหมด 100%


สรุป
มีข้อมูลชัดๆ อย่างนี้แล้ว คงช่วยให้ ครม. พิจารณาตัดสินใจแก้ปัญหาการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่คาราคาซังมานานแล้วได้

“อลงกรณ์” โพสต์เฟซบุ๊กถึงชาวปชป. ชี้อย่าถูกกลืน !

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495863

07 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

“อลงกรณ์” โพสต์เฟซบุ๊กถึงชาวปชป. ชี้อย่าถูกกลืน !

“อลงกรณ์” โพสต์เฟซบุ๊กถึงชาวปชป. อ้างคำพูดท่านชวนเตือนว่า “ไปแล้วให้รักษาอุดมการณ์ อย่าถูกกลืน” เผยอดีตเคยลาออกจากพรรคไปทำงานด้านปฏิรูปประเทศ แต่สุดท้ายก็กลับเข้ามาทำงานกับพรรคอีกครั้ง ยืนยันปชป.ยุคใหม่ไม่ขัดแย้งกันและมุ่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน

วันนี้ (7 ธ.ค.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนบทความสั้น ๆ ไว้อย่างน่าสนใจในเฟซบุ๊กส่วนตัววันนี้ (7ธ.ค.) โดยระบุว่า  
  
“อย่าถูกกลืน”
รักและห่วงเพื่อนที่จากไปทุกคน
วันวานอ่านข่าวเห็นท่านชวนเตือนว่า “ไปแล้วให้รักษาอุดมการณ์ อย่าถูกกลืน”
ผมคิดว่าเป็นการฝากหลักการหลักคิดในการครองตนของคนประชาธิปัตย์ที่ออกจากพรรคไปอยู่ที่อื่น 
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยออกจากพรรคไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป 
ตอนนั้นหมกมุ่นคิดฝันแต่เรื่องการปฏิรูปพรรคปฏิรูปประเทศ 
ตั้งใจไปทำแผนปฏิรูปประเทศเหมือนสถาปนิกออกแบบพิมพ์เขียวเสร็จก็จบงาน
2 ปีกว่าที่อยู่ท่ามกลางอำนาจและโอกาส แถมมีตำแหน่งเป็นรองประธานสปท.คนที่.1 

ลาภยศสรรเสริญกองอยู่ตรงหน้า ถ้าเดินต่อบนเส้นทางนั่น
มันน่าถูกกลืนเหลือเกิน ถ้าคิดเห็นแก่ตัวเพื่อประโยชน์และอนาคตของตัวเอง
คำเชิญคำชวนมาทั้งก่อนและหลังพ้นตำแหน่ง
แต่ผมก็ตัดสินใจตอนนั้นว่าจะวางมือทางการเมืองเพื่อไม่ต้องเดินทางบนถนนการเมืองอีก หรือไม่ก็กลับบ้านหลังเก่าคือประชาธิปัตย์

ก็มีคำถามตามมาว่าทำไมถึงกลับประชาธิปัตย์
ผมบอกว่ามี 4 เหตุผลหลัก
1.ถ้าจะเดินต่อทางการเมืองไปอยู่พรรคใหม่ ก็ต้องสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ 
ผมทำไม่ได้ครับ ที่จะต้องรบราทำศึกกับพี่น้องของผม และประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่ต้องรักษาไว้
    
2.เมื่อครั้งเดินทางเข้าพรรค สมัครเป็นสมาชิกลงเลือกตั้งที่เพชรบุรีปี 2535/1 บนเวทีปราศรัยที่สนามหน้าเขาวัง มีท่านชวนหัวหน้าพรรคในขณะนั้นนั่งอยู่ด้วย ผมประกาศกับประชาชนคนเมืองเพชรว่าผมเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์และจะตายที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดียว 
    
3.ผมอยากกลับมาปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ตามฝันที่คิดไว้ตอนเสนอปฏิรูปพรรคเมื่อปี 2556
    
4.บ้านเมืองยังวิกฤติ ประชาธิปัตย์คือความหวังเพราะเป็นสถาบันการเมืองหลัก

แล้วผมก็กลับมาของานทำที่พรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม 
เลือกกลับมาทั้งที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และจะอยู่อย่างไรในปลายปี 2561เพราะผมคงเป็นคนเดียวที่ทั้งก่อนจากไป และเมื่อกลับมา โดนดุด่าว่ากล่าวหนักหนาสาหัสมากจากพี่ ๆ น้อง ๆ ในพรรค

ถ้าคิดน้อยใจหรือไม่อดทนก็คงพกความแค้นติดตัวเตลิดไปแล้ว
เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตบนทางแพร่งที่ต้องตัดสินใจของผม
ต้องเลือกระหว่างอนาคตของตัวเองหรืออนาคตของพรรค 
เป็นการเลือกครั้งที่ 2 เหมือนครั้งแรกที่ตัดสินใจมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2534

กว่า 20 ปี ที่ร่วมรบทำศึกในสนามเลือกตั้งแพ้บ้างชนะบ้าง และเมื่อพรรคมอบหน้าที่เป็นประธานตรวจสอบทุจริต ก็โดนคดีอาญาร่วม 20 คดี โดนฟ้องทางแพ่งเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน ต่อสู้คดีมากว่า10 ปี เรียกว่าบาดแผลเต็มตัวเต็มผืนหลัง

เขียนมาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นอีกข้อคิดเตือนใจ
สำหรับชาวประชาธิปัตย์ทุกคนที่เมื่อถึงโมเมนต์ที่ต้องตัดสินใจ
หรือถ้าไปแล้วก็กลับมาได้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงหรือถูกกลืนเสียก่อน ตามข้อเตือนใจของท่านชวน

สำหรับผม วันนี้อายุก็มากแล้ว แต่ก็ขอเป็นคนหนึ่งที่จะยืนหยัดสู้ร่วมกับพี่น้องประชาธิปัตย์ต่อไป บ้านเมืองวันนี้เผชิญวิกฤติรุนแรง ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจากปัญหาเศรษฐกิจและโควิด19 การเมืองก็มีแต่ความแตกแยกแบ่งฝ่ายยาวนานมาร่วม 20 ปี


 
ประชาธิปัตย์ยุคใหม่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จะไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกด้วยแนวทางประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐนิติธรรม เรามีแผนปฏิรูปฟื้นฟูกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่


    
ประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองหลักของประเทศ ต้องเข้มแข็งจึงจะสามารถช่วยประเทศและประชาชนให้พ้นทุกข์ พ้นภัย สร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้อง พัฒนาเศรษฐกิจให้ถูกทาง โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญเอาประโยชน์ส่วนตนไว้ข้างหลัง

นี่คือภาระหน้าที่ของเรา ชาวประชาธิปัตย์ทั้งในวันนี้และวันหน้าครับ.
…..อลงกรณ์ พลบุตร 7/12/2564

“บิ๊กป้อม” แจงกำลังทำประชาพิจารณ์นิคมจะนะ แต่ม็อบรีบ -ชวนดูดาวศุกร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495861

07 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

"บิ๊กป้อม" แจงกำลังทำประชาพิจารณ์นิคมจะนะ แต่ม็อบรีบ -ชวนดูดาวศุกร์

“บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” แจงกำลังทำประชาพิจารณ์นิคมจะนะแต่ม็อบรีบ ยัน ไม่ติดปัญหา ธรรมนัส หลุดตำแหน่ง – กำชับชายแดนป้องกันโอไมครอน ไม่ทราบเปิดชื่อผู้ว่าฯหมูป่า ลงชิงผู้ว่ากทม. ลงท้ายอารมณ์ดี ชวนดูดาวศุกร์

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโอไมครอนในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะการกำชับการลักลอบเข้าเมือง ว่า ได้มีการกำชับอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.ได้มีการป้องกันอยู่แล้ว ส่วนแรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายขณะนี้สามารถจับกุมได้จำนวนมากและไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นเมื่อคืนที่ผ่านมาบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล   หลังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามข้อตกลงกรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมจะนะ ตามที่ได้รัฐบาลได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ให้ครบถ้วน “พลเอกประวิตร” ระบุว่า กำลังทำอยู่ และต้องทำประชาพิจารณ์เพียงแต่ว่าค่อนข้างช้า ขั้นตอนกำลังดำเนินการไปอย่างเรื่อย ๆ แต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมมีความรีบร้อน ซึ่งจำเป็นต้องถามประชาชนทุกฝ่าย ส่วนที่ก่อนหน้านี้ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดูแลเรื่องนี้ ก็ไม่ติดขัดในเรื่องใด แต่ติดขัดในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ 

“พลเอกประวิตร” ยังกล่าวถึงปัญหาคุณภาพอากาศจากฝุ่น PM2.5 ว่า ได้มีการประชุมไปแล้ว และในสัปดาห์นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะลงพื้นที่ภาคเหนือ และตนก็จะตามไปเช่นกันโดนไม่จำเป็นต้องกำชับเรื่องใดเป็นพิเศษเพียงขอความร่วมมือประชาชนเค้ายังมาให้เข้มงวดการเผาป่า

ส่วนการสรรหาผู้สมัครผู้ว่ากทม.ในนามพรรคพลังประชารัฐ “พลเอกประวิตร” ระบุว่า ยังไม่ได้หา แต่กำลังพิจารณาอยู่ว่าเป็นใคร ส่วนที่มีกระแสข่าวเปิดชื่อเป็นนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีหรือผู้ว่าหมูป่า “พลเอกประวิตร” ระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ต้องไปถามผู้ว่าหมูป่าเอง
 

“บิ๊กป้อม” อารมณ์ดีจ้อสื่อ ชวนดูดาวศุกร์ สว่างแจ่มใสที่สุดในรอบปี 

 ผู้สื่อขาวรายงานว่า วันนี้พลเอกประวิตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน อย่างอารมณ์ดี เมื่อผู้สื่อข่าวขอบคุณหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์พลเอกประวิตร ตอบรับด้วยคำว่า จ้า  ก่อนจะเชิญชวนสื่อมวลชนให้ดูดาวศุกร์ เนื่องจากวันนี้ (7 ธ.ค.) เป็นวันที่ดาวศุกร์สว่างที่สุดในรอบปี  

เมื่อถามว่ามีผลดีอย่างไร  “พลเอกประวิตร” ตอบกลับว่า ก็แจ่มใสสิ ผู้สื่อข่าวจึงถามแซวว่า แจ่มใสเหมือนท่านตอนนี้หรือไม่ “พลเอกประวิตร” ไม่ได้ตอบเพียงส่งยิ้มให้กับสื่อมวลชน ก่อนจะขึ้นรถไปร่วมประชุม ครม. 

ชาวนาเฮ! รัฐจ่ายเงินส่วนต่างข้าวแก่ชาวนา 9 ธ.ค.นี้ วงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495846

07 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

ชาวนาเฮ! รัฐจ่ายเงินส่วนต่างข้าวแก่ชาวนา 9 ธ.ค.นี้ วงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท

ชาวนาเฮ! รัฐจ่ายเงินส่วนต่างข้าว รวมทุกงวดแล้วเป็นเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท ส่วนยางพารา จ่าย 1.4 พันล้านบาท คาดจ่ายพร้อมกัน 9 ธ.ค.นี้

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ข้าวและยางพารา วันที่ 9 ธ.ค.นี้ ว่า เงินส่วนต่างของนโยบายประกันรายได้ข้าว ก่อนหน้านี้รัฐได้เคยจ่ายไปแล้ว 3 งวด เป็นเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยงวดที่ 1 งวดที่ 2 ซึ่งจ่ายเต็มงวด และงวดที่ 3 จ่ายไปครึ่งงวด ดังนั้น งวดที่จะจ่ายจากนี้ไปจะเป็นงวดที่ 3 ส่วนที่เหลือและงวดที่ 4-7 รวม 5 งวดเป็นเงินประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยจะจ่ายวันที่ 9 -13 ธ.ค. ส่วนงวดที่เหลือ คืองวดที่ 8 เป็นเงิน ประมาณ 3,720 ล้านบาท และสุดท้ายงวดที่ 9-33 ซึ่งข้าวจะออกน้อย โดยจ่ายเงินรวมทั้งหมดที่เหลือประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่รวมทั้งหมดแล้วเป็นเงินประมาณ 87,000 ล้านบาท 

ส่วนยางพารา ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะมีการโอนเงินส่วนต่างยางพารา พร้อมกันกับข้าวเป็นเงิน 2 งวด ประมาณ 1,400 ล้านบาท แต่ช่วงหลังยางราคาดี โดยเฉพาะน้ำยาง กิโลกรัมละ 60 บาทแล้ว จากที่ประกันรายได้ไว้ที่กิโลกรัมละ 57 บาท ส่วนยางก้อนถ้วยราคาดีมากเป็นปีแล้ว ตอนนี้เกินรายได้ที่ประกัน ที่จ่ายเป็นหลักใหญ่ คือยางแผ่น ดังนั้น ประกันรายได้ช่วงนี้จ่ายข้าวเป็นหลักเพราะทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ราคาสูงกว่ารายได้ที่ประกันเกือบทุกตัว มีข้าวเท่านั้นที่ราคาอ่อนลงมาในช่วงที่ผ่านมาเพราะน้ำท่วมและข้าวเปียก ขณะเดียวกันส่งออกได้น้อยในช่วงต้นปีแรก แต่ครึ่งปีหลังส่งออกได้เยอะมาก เดือนละ 700,000-800,000 ตัน จากก่อนหน้านี้เดือนละ 300,000-500,000 ตัน ส่วนราคาข้าวกระเตื้องขึ้นมา ราคาข้าวแห้งมาตรฐานแตะ 8,000-8,100 บาทต่อตัน

“ส่วนนโยบายจำนำข้าว สุดแล้วแต่นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ถ้าเป็นจำนำข้าวต้องระมัดระวังอย่าให้มีการทุจริตเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะเป็นประเด็นใหญ่สำคัญ ถ้าทั้งหมดไปตกอยู่ในมือของพ่อค้า หรือคนที่ทุจริต ก็ไม่คุ้มกับการเอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปจ่าย” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าว

ปชป. เตรียมเปิดตัว “ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.” 13 ธ.ค.นี้ คาดส่ง ดร. เอ้ ลงแข่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495838

07 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

ปชป. เตรียมเปิดตัว "ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม." 13 ธ.ค.นี้ คาดส่ง ดร. เอ้ ลงแข่ง

จุรินทร์ ไม่กังวล นิพิฏฐ์ ลาออก เชื่อประชาชนแยกแยะได้ มั่นใจคนที่เหลือจับมือเดินหน้าพรรคได้ เตรียมเปิดตัว “ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.” 13 ธ.ค. นี้ คาดส่ง ดร. เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ลงแข่ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากพรรคว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภายในพรรคหรือไม่ว่า ตนเองได้ทราบเรื่องนี้จากข่าว และมั่นใจว่าคนที่อยู่ในพรรคจะยึดมั่นในอุดมการณ์และคนส่วนใหญ่ยังเหนียวแน่นกับพรรค และพรรคจะยังเดินหน้าไปได้ และขณะนี้พรรคเดินหน้าไปได้ด้วยดี แม้จะมีอุปสรรคบ้าง ก็ต้องฟันฝ่าไปและคนในพรรคก็ต้องจับกันเดินไปข้างหน้า ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่ขอพูดถึง แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมประชาชนแยกแยะได้ว่าผู้ที่ลาออกไป เป็นปัญหาอุดมการณ์เหนือปัญหาส่วนตัว 

ส่วนกรณีที่นายนิพิฏฐ์ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำรองนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วหรือไม่ แต่ยืนยันว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด ที่พรรคให้รองจากตำแหน่งรัฐมนตรี ขณะที่การแข่งขัน ชิงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ที่มีนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา และนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. นครศรีธรรมราชนั้นทุกอย่างเป็นไปตามกติกาของพรรค หากมีคนลงสมัครเพียงคนเดียว พรรคก็ต้องมีการลงมติรับรอง แต่เมื่อมีผู้สมัครสองคน ก็ต้องมีการโหวตเพื่อเลือกตามระเบียบของพรรค

ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีทั้งช่วงตกต่ำและรุ่งเรือง จนล่าสุดตนเองเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคมี ส.ส. 50 เสียง จาก 159 เสียง ก็ถือว่าได้น้อยลงมา ดังนั้น เมื่อตนเองเข้ามาก็พยายามทำหน้าที่ รวบรวมสรรพกำลังทั้งหลายเพื่อฟื้นฟูพรรค ซึ่งมองว่าวันนี้พรรคค่อย ๆ ดีขึ้น พร้อมยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ มีทั้งคนเก่าและคนรุ่นใหม่เข้ามา ดังแคมเปญของพรรค เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ

ขณะที่การสรรหาตัว “ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระแสข่าวจะส่ง ดร.เอ้- นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงสมัครนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคจะมีการสรรหาตัวผู้สมัครในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ 

สำหรับดร.เอ้ เกิด 20 เม.ย. 2515 ที่จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันอายุ 49 ปี ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง( สจล. )ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2558

เคยดำรงตำแหน่งคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เคยเป็น นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เป็นผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการยุววิศวกรแห่งประเทศไทยคนแรก

เคยเป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)ได้รับการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เป็นศาสตราจารย์ ทางด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์คนแรกของประเทศไทยเมื่ออายุเพียง 37 ปี


ศ.ดร.สุชัชวีร์ จบชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนระยองวิทยาคมได้โควต้าช้างเผือกปี 2533 เข้าศึกษาต่อสาขาวิศวกรรมก่อสร้าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จบปริญญาตรี แล้วไปศึกษาต่อปริญญาโท M.Sc. (Geotechnical Engineering) ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม The University of Wisconsin-Madison USA

ปริญญาโท M.Sc. (Techno logy and Policy) ด้านนโยบายและเทคโนโลยี Massachusetts Institute of Technology (MIT) USA

ปริญญาเอก Sc.D. (Geotechnical Engineering) ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม Massachusetts Institute of Technology (MIT) USA ปี 2545 

ด่วนจับตา “ครม.” วันนี้ ถก รับมือ โอไมครอน – เยียวยาสถานบันเทิง นักดนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495824

07 ธ.ค. 2564 |08:00 น.

ด่วนจับตา "ครม." วันนี้ ถก รับมือ โอไมครอน - เยียวยาสถานบันเทิง นักดนตรี

จับตาประชุม “ครม.” วันนี้ ( 7 ธ.ค. ) ถกสถานการณ์โอไมครอน เตรียมพร้อมมาตรการป้องกันการระบาดในประเทศหลังพบผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนรายแรก -จ่อเคาะหลักเกณฑ์เยียวยาผู้ประกอบการสถานบันเทิง นักดนตรี ลูกจ้าง

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(“ครม.”)วันนี้ (7 ธ.ค.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน “ครม.”จะรับทราบรายงานและสถานการณ์การเฝ้าระวังโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทยหลังจากวานนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขแถลงพบผู้ติดโควิดสายพันธุ์โอไมครอนรายแรก เป็นชายชาวอเมริกัน เดินทางมาจากประเทศสเปน เข้าไทยในรูปแบบ test and go 

ทั้งนี้คาดว่าจะมีการหารือถึงการเตรียมความพร้อมหากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทย หลังจากประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวดเร็วแม้จะไม่มีผู้ป่วยที่อาการรุนแรง 

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานจะเสนอต่อ “ครม.” แนวทางการเยียวยานักร้อง นักแสดง นักดนตรีและผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ คลับ บาร์ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ทั้งมาตรา 33 และมาตรา40 รวมทั้งเยียวยาเจ้าของสถานประกอบการ 

นอกจากนี้ที่ประชุม “ครม.”จะรับทราบผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ที่มีมาตรการสำคัญคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ตามข้อเสนอของ  สศช.และทีมปฏิบัติการเชิงรุกฯ ที่”ครม.”ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปเมื่อวันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

โดยมีการกำหนดประเภทการตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับผู้พำนักระยะยาว (Long-term resident visa: LTR) โดยกระทรวงมหาดไทยเสนอร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่คนต่างด้าว รวมถึงมาตรการอื่นๆ 
 

สำหรับวาระเพื่อพิจารณาอื่นๆที่น่าสนใจ ได้แก่ 

– กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ 1 บีและ 1 บีเอ็ม เพื่อทําเหมืองแร่และเพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเส้นทางลำเลียงแร่ ทางตรวจการพื้นที่รักษา ความปลอดภัย และโครงการปลูกต้นไม้ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ระหว่างแปลงประทานบัตรของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดสระบุรี 3 ลำดับ

– ขอความเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างบางส่วนเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว จังหวัดตราด 

-ร่างคู่มือการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ(Gender Responsive Budgeting – GRB : A Practical Handbook)

– กระทรวงการคลังร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….รวม 2 ฉบับ 

– ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ และอาคารจอดรถอัตโนมัติ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

– กระทรวงพาณิชย์เสนอร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรการเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและมาตรการเกี่ยวกับ สินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการใช้สุดท้ายหรือผู้ใช้สุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2564

– กระทรวงการต่างประเทศเสนอการจัดทำข้อตกลงการบริหารจัดการกองทุนเสริมสร้างสันติภาพ (Peacebuilding Fund) ของสหประชาชาติ 

– กระทรวงการคลังเสนอรายงานภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่3 ปี 2564 

– รายงานผลการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2563/2564  (อก.)

– กระทรวงพลังงานเสนอผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่39  และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

-พาณิชย์เสนอผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic ministers: AEM) ครั้งที่ 53 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง 

– สรุปผลการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชียเรื่องความเป็นหุ้นส่วน เพื่อการเติบโตสีเขียว (Asia Green Growth Partnership ministerial Meeting) (พน.)

-ผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ (ศอบต.) 

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495821

07 ธ.ค. 2564 |06:00 น.

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

ส.ส.และส.ว. พูดเสียงเดียวกัน หนุนไทยเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย ระบุทำทีหลังได้เปรียบเพราะช่วยให้ศึกษาข้อดีและข้อเสียจากประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลกให้สามารถเปิดเล่นพนันถูกกฎหมายได้อย่างรัดกุม ครอบคลุมทุกมิติ ป้องกันปัญหาสังคม และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร การจัดเก็บรายได้และภาษีจากธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันผิดกฎหมาย เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ถึงความคืบหน้าในการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ  ว่า ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ เวลา 11.00 น. จะมีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมาศึกษาเนื้อหาและกำหนดกรอบการทำงาน พร้อมด้วยการเลือกประธานคณะกรรมาธิการฯ รองประธานกรรมาธิการฯ ที่ปรึกษาฯ  ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีการเสนอให้นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เป็นประธานกรรมาธิการฯ นั้น อาจเป็นไปได้เพราะเป็นการเสนอชื่อในสัดส่วนของรัฐบาล (ครม.)  โดยมีนายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการฯ 

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวด้วยว่าในส่วนของการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมาเพื่อศึกษาและกำหนดกรอบเนื้อหานั้น ตนเองได้เตรียมที่จะเสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาทั้งสิ้น 6 คณะอนุกรรมาธิการฯ ด้วยกันดังนี้คือ

1.คณะอนุกรรมาธิการศึกษาบ่อนกาสิโนภายในประเทศที่แอบเปิดผิดกฎหมายภายในประเทศ และตู้สล็อตทุกประเภทว่ามีผลกระทบอะไรบ้างใน ทุกมิติ โดยศึกษาในส่วนของรายได้นอกระบบและการเก็บส่วย ถ้าหากทำกาสิโนที่ถูกกฎหมายและนำเงินเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะได้ภาษีเท่าไร และต้องมีการดำเนินการอย่างไร จะเป็นลักษณะการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนถือหุ้นร่วมกัน หรือรัฐบาลถือหุ้น 100% หรือภาคเอกชนถือหุ้น 100% และเสียภาษีให้รัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดต่อไป 

2.คณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษากาสิโนของประเทศเพื่อนบ้านที่มีอยู่ 40 แห่ง โดยศึกษาว่าเขาได้มีการดำเนินการด้วยเงินทุนเท่าไร มีคนไทยเข้าไปเล่นบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมายเท่าไร คนจีนที่เป็นนักท่องเที่ยว สัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเล่นในบ่อนกาสิโนมีเท่าไร ดังนั้น ถ้ามีการตั้งสถานบันเทิงแบบครบวงจร บ่อนกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านจะต้องเจ๊งแน่นอน เพราะประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงมาก ซึ่งอาจทำให้บรรดาเจ้าของบ่อนกาสิโนของประเทศเพื่อนบ้านอาจมีการรวมตัวกันลงขันและติดสินบนกับกรรมาธิการฯ หรือผู้มีอำนาจในรัฐบาลเพื่อไม่ให้ประเทศไทยสามารถมีบ่อนกาสิโนถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งเราจะต้องศึกษาข้อมูลว่าบ่อนกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว เมียนมา ทั้ง 40 แห่งนั้น มีการจ่ายภาษีอย่างไร มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเท่าไร เงินสวัสดิการเท่าไรและมีเงินหมุนเวียนในระบบเท่าไร  

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

3.คณะอนุกรรมาธิการศึกษาบ่อนกาสิโนในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา มาเก๊า  เก็นติ้งไฮแลนด์ ประเทศมาเลเซีย   มารีนาเบย์แซนส์ (Marina Bay Sands) ประเทศสิงคโปร์ หรือที่เกาะเกาลูน ว่าเขาเปิดแล้วเขาเป็นยังไงบ้าง มีการแบ่งสัดส่วนรายได้อย่างไร มีรายได้เข้ารัฐกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วงที่ธุรกิจกาสิโนและสถานบันเทิงเฟื่องฟูรายได้เป็นอย่างไร และช่วงโควิดสถานการณ์เป็นอย่างไร ใช้งบประมาณในการลงทุนมากน้อยเพียงใด การควบคุมและป้องกันคนในประเทศในการเข้าใช้บริการมีการออกเกณฑ์และกฎระเบียบเกี่ยวกับกาสิโนถูกกฎหมายอย่างไร ผู้เข้าใช้บริการต้องมีรายได้เท่าไรถึงเข้าไปเล่นได้ ผลกระทบต่อสังคมในประเทศเป็นอย่างไร ในส่วนของการพนันที่เล่นนอกระบบ การป้องกันการเล่นพนันออนไลน์ อออฟไลน์ทำอย่างไร

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ
มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

4.คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศแบบเต็มรูปแบบ จะมีผลกระทบในด้านสังคม ศาสนาและศีลธรรมอย่างไร  รวมทั้งในส่วนของปัญอาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง ซึ่งจะต้องศึกษาทั้งมิติทางสังคมและมิติทางเศรษฐศาสตร์ควบคู่กัน เพื่อไม่ให้การพนันอย่างถูกกฎหมายกลายเป็นปัญหาสังคม หรือเกิดปัญหาขึ้นในครอบครัว ปัญหาบ้านแตกสาแหรกขาด หรือผีพนัน 

5.คณะอนุกรรมาธิการศึกษากรณีที่หากประเทศไทยไม่เปิดให้มีสถานบันเทิงอย่างครบวงจรและบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ถ้าเราไม่ทำ ไม่นำรายได้ที่ผิดกฎหมายให้มาอยู่ในระบบกฎหมายที่ถูกต้อง เราจะมีเงินมาบริหารประเทศไหม เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่าเราจนมุมแล้ว ถ้าเราไม่ทำ รัฐบาลจะมีเงินทุนมาบริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ประเทศไทยติดลบปีละล้านล้านบาททุกปี ประเทศจะล่มสลายเมื่อไหร่ จะต้องขายที่ดินให้ต่างชาติหรือไม่ หากไม่ทำจะมีวิธีหาเงินยังไง 

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

6.คณะอนุกรรมาธิการศึกษากรณีถ้าเปิดบ่อนกาสิโนแล้ว จะสามารถช่วยแก้ปัญหากรณีที่มีเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับเงินส่วยจากบ่อนพนันผิดกฎหมายได้ ระบบเงินสีเทาที่มาลงทุนกับพรรคการเมือง และนักการเมือง ที่มีเงินนอกระบบมากถึง 2-3 ล้านล้าบาทต่อปี ในจีดีพี ที่เป็นธุรกิจเงินแฝงนี้จะแก้ปัญหาได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งมันคือเรื่องจริงที่ต้องตอบสังคมให้ได้ทุกอย่าง ถ้าจะทำบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายต้องรัดกุมทุกข้อ 

“นักเล่นพนันจริง ๆ นั้นมีไม่มาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เอาเงินมาเที่ยวเมืองไทยมากกว่า ยกตัวอย่าง บ่อนประเทศเพื่อนบ้านมี 40 แห่ง หากในบ่อนกาสิโน 1 แห่ง มีโต๊ะพนัน 100 โต๊ะ มีคนเข้าไปเล่นพนันเป็นล้านคน ซึ่งอาจจะพกเงินไปเล่นพนันคนละ 1 แสนบาท และอาจใช้เงินเล่นจริงไป 2 หมื่นบาทต่อคน คิดเป็นวงเงินคร่าว ๆ ก็มีรายได้ที่เข้าบ่อนพนันถึง 8 แสนล้านต่อปี หรือสมมุติถ้ามีเงินหมุนเวียน 10 ล้านบาทต่อโต๊ะพนัน 1 โต๊ะ แล้วถ้าโต๊ะพนัน100 โต๊ะ ก็เท่ากับมีเงินหมุนเวียนจำนวนถึง 1,000 ล้านบาทต่อบ่อนกาสิโน 1 แห่ง และในวันเดียวนั้น ก็จะมีเงินหมุนเวียนถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือถ้าสมมุติมีเงินหมุนเวียน 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน ก็จะตกเดือนละ 6 แสนล้านบาท ปีละประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท มากกว่าเงินงบประมาณแผ่นดินถึง 2 เท่าต่อปี หรืออย่างที่มาเก๊า บ่อนกาสิโนเอกชนที่เปิด 100% เขาเสียภาษีให้รัฐ 10 % เมื่อหักรายจ่ายต่าง ๆ แล้วได้กำไรสุทธิ 1.45 ล้านล้านบาทต่อปี” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ระบุ

ด้าน รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภาและนักวิชาการที่ศึกษากรณีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ให้สัมภาษณ์สถานีข่าว TNN16 ว่า ประเทศส่วนใหญ่ในโลกก็มีกาสิโนถูกกฎหมาย และประเทศรอบบ้านเราก็มีหมด ทั้ง เมียนมาลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ดังนั้น หากประเทศไทยมีกาสิโนถูกกฎหมายเกิดขึ้น จะทำให้มีข้อดีคือทำให้รัฐบาลมีรายได้เข้าประเทศและนำเงินที่ได้นั้นไปทำให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและสังคมโดยตรงได้ โดยนำธุรกิจใต้ดินที่ผิดกฎหมายมาอยู่บนดิน แต่ก็ต้องมีมาตรการป้องกันด้วยเช่นกัน 

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

“คนไทยยนิยมไปเล่นกาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน เราสามารถรักษาเงินตราในส่วนนี้ไว้ได้ ถ้าเรามีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศ และเราเป็นประเทศท้ายสุดของประเทศแถบนี้ ถ้าเราจะเปิดให้มีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย เราจะมีศึกษาทั้งในส่วนของข้อดีและข้อเสียของการเปิดกาสิโนจากประเทศต่าง ๆ ที่เปิดมาแล้ว ทั้งในแง่ของกฎหมายที่จะนำมาปรับใช้ในประเทศไทย และข้อเสียที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านั้น ก็สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศเราได้ด้วยเช่นกัน  เรียกว่าเปิดทีหลัง เกิดทีหลังได้เปรียบ เพราะเห็นคนอื่นทำมาแล้ว และเราถึงค่อยมาทำ” รศ.ดร.สังศิต ระบุ 

รศ.ดร.สังศิต กล่าวด้วยว่าบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายที่ประเทศสิงคโปร์ มีการดำเนินการทางการเงินที่ชัดเจนมาก ซึ่งเขาไม่ได้มุ่งเน้นที่กาสิโนเป็นหลัก แต่เขาทำเป็นอุตสาหกรรมไมซ์ และมีกาสิโนเป็นเครื่องเคียง ซึ่งสิงคโปร์ก็เป็นประเทศท้าย ๆ ที่หันมาเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย โดยเขาได้ประสบการณ์จากทั่วโลก ทั้งที่สหรัฐฯ ยุโรป และที่มาเลเซีย จึงทำให้เขาสามารถเปิดกาสิโนที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศได้มาก 

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

“กาสิโนถูกกฎหมายที่สิงคโปร์ไม่เหมือนที่ไหนในโลก ขณะที่ทุกประเทศต้องการนักพนันเข้าไปเล่นในบ่อน แต่ที่สิงคโปร์เขาไม่ได้ต้องการนักพนัน เขาต้องการทำธุรกิจการประชุมนานาชาติ การแสดงสินค้านานาชาติ กาสิโนมีเพียง 3-5% จาก 100%  เท่านั้น ที่เหลือคือห้องประชุม และห้องประชุมของเขาใหญ่มาก สามารถจัดการประชุมที่สามารถรองรับการประชุมทีเดียวได้มากถึง 4 หมื่น พอเปิดให้บริการแล้ว มีผู้มาเข้าร่วมประชุมมากกว่าห้องประชุมที่ญี่ปุ่นและเกาหลีรวมกันอีก หรือมากกว่าที่กลุ่มอียูจัดประชุมร่วมกัน เขาเน้นให้คนมาประชุมงานมากกว่าเน้นให้มาเล่นการพนัน” ส.ว. ระบุ

รศ.ดร.สังศิต กล่าวอีกว่า ประกอบกับสิงคโปร์ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว หากมาประชุม 3 วัน หลังจบประชุมในวันแรก คนก็จะเน้นไปที่การรับประทานอาหาร วันที่สองก็เป็นการช้อปปิ้ง และวันสุดท้ายก็จะเป็นการเบ่อนกาสิโน ไปเล่นเพื่อความสนุก และคนเหล่านี้ไม่ใช่นักพนันและเขามีฐานะดี เขาก็จะเสียเงินประมาณ 1-2 แสนบาท เพื่อเล่นสนุก ๆ แต่พอรวมหลาย ๆ คนที่เข้าไปเล่นแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์สามารถจัดเก็บภาษีในปีหนึ่งได้กว่าแสนล้านบาท ถ้าไทยจะทำสถานบันเทิงรบวงจรและบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย เราต้องทำให้ได้ดีกว่าสิงคโปร์” รศ.ดร.สังศิต กล่าว

มงคลกิตติ์-สังศิต ชี้กาสิโนถูกกฎหมาย ไทยทำทีหลังได้เปรียบ เงินเข้าประเทศ

สมาชิกวุฒิสภา ย้ำด้วยว่าอย่างไรก็ตาม การพนันเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักคำสอนของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และอิสลาม ดังนั้นประเด็นนี้อาจมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในสังคมเพราะเกรงว่าอาจจะเกิดปัญหาสังคมและปัญหาในครอบครัวตามมาได้ คนที่ติดพนันอาจจะไม่กระตือรือร้นในการทำงาน ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว แต่อย่างที่สิงคโปร์จะมีข้อกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะผู้ที่จะมาเล่นพนัน หากพบว่ามีคนในครอบครัวมาเล่นพนันแล้วส่งผลกระทบต่อครอบครัว ไม่รับผิดชอบภรรยาและลูก กฎหมายเปิดช่องให้คนในครอบครัวมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการควบคุมการพนันของรัฐบาลได้ และถ้ามีเหตุผลเพียงพอ คณะกรรมการฯ ก็จะขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ไม่ให้ได้กลับเข้าไปเล่นพนันอีก ก็เป็นการควบคุมคนที่จะข้าไปก่อปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมได้ ก็ไม่อนุญาต

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังกำหนดด้วยว่าผู้ที่จะเข้าไปเล่นพนันในบ่อนกาสิโนได้ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไปเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นกำหนดไว้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีการตรวจสอบบัญชีการเงินจากบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ตด้วย หากพบว่ามีรายได้น้อยกว่า 2-3 ล้านบาท ก็ไม่อนุญาตให้เข้าไปเล่นได้ อันนี้ดี ซึ่งพบว่าหลังจากที่สิงคโปร์เปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ชาวสิงคโปร์ให้ความสนใจเข้าไปเล่นเพียงในปีแรกเท่านั้น อีกทั้งยังกำหนดไว้เลยว่าห้ามนักการเมืองเข้าบ่อนกาสิโนด้วย 

ดังนั้น ในประเทศไทย หากมีการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายขึ้นได้จริง การกำหนดผู้ที่จะสามารถเข้าไปเล่นพนันได้นั้น ในส่วนของคนไทยด้วยกัน ก็อาจเปิดให้เฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงให้เข้าไปเล่นได้ เพื่อป้องกันเงินไหลออกนอกประเทศ ซึ่งก็คงมีคนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกันก็เปิดให้ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปเล่นได้