“บุญทรง” อดีตรมว.พาณิชย์ – “จุฑามาศ” ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดวันต้องโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495803

06 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

“บุญทรง” อดีตรมว.พาณิชย์ - “จุฑามาศ” ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดวันต้องโทษ

“บุญทรง” อดีตรมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย “จุฑามาศ” อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ และข้าราชการชื่อดัง ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดวันต้องโทษ เนื่องใน 5 ธ.ค.

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.64   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.64  ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 วันชาติ พ.ศ 2564  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ. 2564

ผลจากพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ  พบว่า มีรายชื่อนักการเมือง และอดีตข้าราชการระดับสูง ที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ 2564  รอบ 2  ดังต่อไปนี้

ประกอบด้วย 1.นช.ภูมิ สาระผล อายุ 65 ปี เป็นนักโทษ ชั้นเยี่ยม ศาลพิพากษา ปี 2560 กำหนดโทษ 36 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564ในรอบแรก เหลือวันต้องโทษจำคุก 12 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564 ในรอบสอง เหลือวันต้องโทษ 8 ปี จะพ้นโทษ 25 ส.ค. 2568

2. น.ช.บุญทรง เตริยาภิรมย์ อายุ 61 ปี เป็นนักโทษ ชั้นเยี่ยม ศาลพิพากษา ปี 2560 กำหนดโทษ 48 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564ในรอบแรก เหลือวันต้องโทษจำคุก 16 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564ในรอบสอง เหลือวันต้องโทษ10 ปี จะพ้นโทษ 21 เม.ย. 2571 จากคดีโครงการจำนำข้าว ยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

3.น.ช.มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อายุ 69 ปี เป็นนักโทษ ชั้นเยี่ยม ศาลพิพากษา ปี 2560 กำหนดโทษ 40 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564 ในรอบสอง เหลือวันต้องโทษ 8 ปี จะพ้นโทษ 11 ก.ค.2569 ทั้ง 3 รายจำคุกมาแล้ว 4 ปี 3 เดือน 14 วัน

4.นช.อภิชาติ (เสี่ยเปี๋ยง) จันทร์สกุลพร อายุ 64 ปี นักโทษชั้นเยี่ยม ศาลพิพากษาปี 2561 กำหนดโทษ 48 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษปี 2564 ในรอบแรก เหลือโทษจำคุก 9 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564 ในรอบสอง เหลือโทษจำคุก 6 ปี 3 เดือน 26 วัน พ้นโทษ 26 ธ.ค.2566

5 . นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ อายุ 75 ปี นักโทษชั้นเยี่ยม ศาลพิพากษาปี 2560 กำหนดโทษ 50 ปี ได้รับอภัยโทษปี 2564 ในรอบแรก เหลือโทษจำคุก 17 ปี ได้รับอภัยโทษ ลดวันต้องโทษ ปี 2564 ในรอบสอง เหลือโทษจำคุก 9 ปี 5 เดือน 24 วัน พ้นโทษ 16 ก.ย. 2569

พรรคเล็กหนาว นิกรแย้ม สูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ปัดเศษ คะแนนเท่าจับฉลาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495794

06 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

พรรคเล็กหนาว นิกรแย้ม สูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ปัดเศษ คะแนนเท่าจับฉลาก

พรรคเล็กสะดุ้ง นิกรเผยคืบหน้ายกร่างกม.ลูกเลือกตั้ง สูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่มีการปัดเศษ หากคะแนนเท่ากันให้จับฉลาก เตรียมชงร่างกม. เข้าสภา

มีความคืบหน้าการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวนสองฉบับ คือ ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายการเมืองจับจ้องอยู่นั่นคือการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อจะออกมาลักษณะไหน  ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 64  นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เปิดเผยว่า  ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้  สํานักกฎหมายสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะมาร่วมตรวจร่างของพรรคร่วม ซึ่งหากเห็นว่าไม่มีปัญหาหรือต้องปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อย คาดว่า สัปดาห์ถัดไปสามารถลงนามยื่นได้เลย แต่ตามกำหนดจะยื่นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม

 “ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.คงไม่มีประเด็นมากนัก เพราะถูกกำหนดด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีรายละเอียดเยอะ หากแต่ละพรรคเห็นต่างในเชิงโครงสร้างและมีประเด็นที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมก็ให้แต่ละพรรคเสนอแปรญัตติมาในนามพรรคเลยและว่ากันในวาระ 2 ชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) เพราะเราต้องดูของทุกฝ่ายด้วย” นายนิกร กล่าว 

นายนิกร ยังกล่าวยืนยันว่า ตามข้อเสนอของ นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย เกี่ยวกับสูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ นก็ให้ยึดถือตามนั้น และตัวที่นำเสนอไม่ได้คิดขึ้นมาเองแต่เป็นกรอบกฎหมายเลือกตั้งปี 2554 และผลการใช้ของปี 2554 เป็นที่น่าพอใจ ในครั้งนี้จึงเอามาใช้อีก และคิดว่าไม่มีปัญหาเพราะเคยใช้แล้ว

“อย่าเรียกว่าพรรคปัดเศษ พรรคที่ได้ตรงนั้นไม่ใช่เศษ แต่ต้องมีคะแนนเป็นเนื้อเป็นหนังพอสมควร โดยเป็นการคำนวณทั้งหมด 2 รอบ รอบแรกเอาคะแนนบัตรดีของทั้งหมดมารวมกันและหารด้วย 100 ซึ่งจะมีค่ากลางเป็นจำนวนเต็ม แล้วก็เอาพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเกินกว่าค่ากลางหรือประมาณ 380,000 คะแนนไปคิด ได้จำนวนเท่าไหร่ก็เป็นไปตามนั้น ส่วนคะแนนพรรคที่ต่ำกว่าค่ากลางจะไม่ถูกเอาไปคิด จึงทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้ไม่ถึง 100 เพราะเราไม่ได้เอาคะแนน 100 เปอร์เซ็นต์ไปคิด ในรอบสองจึงเอาคะแนนที่ต่ำกว่าค่าจำนวนเต็มกลางมาคิด และเอาทุกพรรคมาเรียงลำดับกัน รวมถึงพรรคที่ได้ไปแล้วในรอบแรกก็มีสิทธิ์ โดยเรียงตามลำดับคะแนนที่ได้หรือคะแนนที่เหลือของพรรคที่ได้ในรอบแรกไปแล้ว จนกระทั่งได้ที่นั่งครบในส่วนที่ขาดอยู่” นายนิกร กล่าวถึงสูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 

กล่าวโดยสรุป คือ คิดคำนวณ ส.ส.เป็น 2 รอบ รอบแรกเอาค่าจำนวนเต็มกลางเป็นตัวพิจารณา ส่วนรอบสองรวมทุกพรรค ฉะนั้น พรรคที่ได้ในรอบ 2 ไม่ใช่พรรคปัดเศษ เป็นพรรคการเมืองที่ได้จำนวนเสียงเลือกตั้งต่ำกว่าค่าจำนวนเต็มกลาง ดังนั้นจะพูดว่าคะแนนตกน้ำไปทั้งหมดก็ไม่ได้ และหากคะแนนต่ำกว่าค่าจำนวนเต็มกลางและได้เท่ากันจะให้จับสลาก ซึ่งกฎนี้เคยใช้ตั้งแต่ปี 2554

ส่วนความเห็นของพรรคเล็กที่บอกว่าให้คิดจากค่าเฉลี่ยจาก 500 นั้น เป็นการคิดโดยอ้อม ซึ่งแบบนี้ทำไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหาสัดส่วนจาก 100 คนโดยตรงไม่ใช่โดยอ้อม อย่างไรก็ตาม พรรคชาติไทยพัฒนาเขียนไปกว้างๆ ไม่เสนอแปรญัตติอะไร

ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง นายนิกร กล่าวว่า ความเห็นส่วนใหญ่ของพรรคร่วมเห็นด้วยให้มีการสรรหาเบื้องต้น คือ มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดอย่างเดียว เพื่อใช้ในการสรรหาเบื้องต้นและให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วม ซึ่งพรรคใดจะส่งผู้สมัครในจังหวัดใดต้องมีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดนั้น แต่ไม่จำเป็นจะต้องมีทุกเขตเลือกตั้งเพราะปฏิบัติไม่ได้ ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็ใช้แบบนี้

เนื่องจากตอนนี้ปรับเป็นแบบ 400 เขต การทำแบบนี้ตัวแทนประจำเขตที่เดิมมี 350 เขต ก็สามารถเอาไปปรับปรุงเล็กน้อยและดำเนินการได้เลย ไม่ต้องเคลียร์ใหม่ แค่มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดเสนอชื่อมาเข้ากรรมการสรรหา และในกรรมการสรรหาก็มีตัวแทนของสาขาพรรคทั้ง 4 ภาคอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาตรงนั้นแล้วกรรมการสรรหาก็จะส่งชื่อให้กรรมการบริหารพรรคเป็นคนตัดสินใจ หากกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นด้วยก็ให้มีการประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรคและกรรมการสรรหาอีกครั้งหนึ่งเพื่อพิจารณา ส่วนพรรคใดอยากจะทำเลือกตั้งเบื้องต้นก็ทำได้แต่ให้เป็นข้อบังคับพรรคนั้นๆ ไป

“นิพิฏฐ์” เปิดหมดเปลือกสังกัดพรรคใหม่ระบบบัญชีรายชื่อคุมเลือกตั้งภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495790

06 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

"นิพิฏฐ์" เปิดหมดเปลือกสังกัดพรรคใหม่ระบบบัญชีรายชื่อคุมเลือกตั้งภาคใต้

“นิพิฏฐ์” อำลาชวน หลีกภัย ลาออกประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดใจหมดเปลือกปมขัดแย้งจัดผู้สมัคร ส.ส.พรรค พัทลุง เผยสังกัดพรรคการเมืองใหม่ลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ ได้รับมอบหมายดูแลการเลือกตั้งภาคใต้เพื่อสงครามครั้งสุดท้าย

หลังจาก นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ  อดีตส.ส.พัทลุงและ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความผ่านห้องไลน์สมาชิกปชป. ขอลาออกจากสมาชิกพรรรค  ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 6  ธ.ค. นายนิพิฏฐ์  ได้เดินทางมาที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ อาคารควง อภัยวงศ์ เพื่อเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี โดยนำพวงมาลัยเข้ามากราบลา เพื่อแสดงความเคารพนับถือ และอำลาเป็นการส่วนตัว ที่ห้องทำงานของนายชวน บริเวณชั้น3 ของอาคารฯ โดยใช้เวลานานกว่า 45 นาที

ภายหลังกราบลานายชวน เสร็จสิ้นแล้ว   นายนิพิฏฐ์ได้ลงมายังด้านหน้าอาคารควง อภัยวงศ์ เพื่อถวายพวงมาลัยสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคพร้อมกับให้สัมภาษณ์ภายหลังพบนายชวนว่า นายชวนได้อวยพรขอให้สำเร็จและโชคดี พร้อมฝากให้รักษาอุดมการณ์ความซื่อสัตย์สุจริตที่มีตลอดระยะเวลา 30 ปี อย่าโดนกลืน และให้เผยแพร่อุดมการณ์นี้กับพรรคอื่นๆด้วย ยืนยันว่าออกจากพรรคไปแล้วจะไม่กลับมา ที่ผ่านมาเคยคิดว่าจะออกไปสักพักหนึ่งแล้วจะกลับมา แต่คิดไปคิดมาไม่ได้แล้ว

“น้อยใจตัวเอง ท่านชวนบอกให้อดทน แต่สุดท้ายผมอดทนน้อยไป และขอฝากให้สมาชิกรักษาพรรคประชาธิปัตย์ไว้ การเลือกตั้งครั้งหน้าเหมือนเป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย อาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้เพราะไม่มีอะไรแน่นอน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมก็ต้องจงรักภักดีกับพรรคที่ไปสังกัดใหม่ ผมสู้ให้พรรคประชาธิปัตย์ยังไง ผมก็จะทำให้พรรคใหม่เป็นสองเท่าเพราะถือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่จะทำให้กับพรรคการเมือง ใครที่เชื่อใจผมก็ให้ตามผมไป หากใครที่คิดว่าผมเป็นนักการเมืองที่ใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องตามไป” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

นายนิพิฏฐ์ ยังได้เปิดเผยถึงการไปสังกัดพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะลงส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและได้รับหน้าที่ให้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ด้วย โดยจะมีการเปิดตัวช่วงปลายเดือนม.ค.65

“ตั้งแต่วันนี้ถือว่าผมได้เปลี่ยนค่าย เหมือนนักกีฬา เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ก็จะสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ตามกติกาและกฎหมาย และผมได้โทรศัพท์ไปลานายไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรรมการที่ปรึกษาพรรค และอดีตรองนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้โทรศัพท์กราบลานายมารุต บุนนาค กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคและ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้อาวุโสมากแล้วจึงไม่อยากรบกวน ฉะนั้นขอใช้ช่องทางนี้ในการกราบลาท่านทั้งสองด้วย

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้ กล่าวว่า  ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องผู้สมัครส.ส.ในพื้นที่จ.พัทลุง  ก็ไม่ได้พูดคุยกับส.ส.พัทลุงปัจจุบันทั้งสองคน รวมทั้งไม่ได้พูดคุยกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ผ่านมา 2 ปีกว่าได้พูดคุยกับนายจุรินทร์ 2 ครั้งเท่านั้น

จากนั้น นายนิพิฏฐ์ได้ไปยื่นใบลาออกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนของพรรค และได้นำพวงมาลัยไปไหว้ภาพของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก่อนออกมายืนนิ่งอยู่หน้าอาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ระยะหนึ่ง โดยบอกว่าต้องการซึมซับบรรยากาศเป็นครั้งสุดท้าย และให้สัมภาษณ์ถึงจุดแตกหักที่ตัดสินใจลาออกจากพรรคครั้งนี้ คือครั้งที่พรรคตัดสินใจส่งผู้สมัครลงส.ส. พัทลุง โดยไม่ได้บอกหรือสอบถามนายนิพิฏฐ์ 

 ทั้งที่นายนิพิฏฐ์ มีผู้สมัครในใจและผ่านการพูดคุยในพรรคไปแล้ว ทำให้คิดว่าอยู่พรรคนึ้ต่อไปคงไม่มีประโยชน์กับพรรคแล้ว จึงขอออกจากพรรคไปดีกว่า และเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ไม่มีตนเองก็คงเดินหน้าต่อไปได้เพราะเป็นสถาบันการเมืองอยู่แล้ว และคงไม่ตัดสินใจกลับมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์อีกแล้วแม้ในอนาคต จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคก็ตาม และขอไปสู้ศึกเลือกตั้งครั้งสุดท้ายกับพรรคใหม่ ถ้าไม่ได้ก็จะไปธุดงค์ ก่อนขึ้นรถออกไปจากพรรค

นายกฯ จ่อถกศบค.คุม “โอไมครอน” หลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกในไทย ย้ำไม่ปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495763

06 ธ.ค. 2564 |15:00 น.

นายกฯ จ่อถกศบค.คุม "โอไมครอน" หลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกในไทย ย้ำไม่ปิดประเทศ

นายกฯ เตรียมหารือ ศบค.ถึงแนวทางรับมือและป้องกันโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ ซึ่งเป็นคนที่ 47 ของโลก ยืนยันระบบสาธารณสุขไทยมีศักยภาพภาพในการเฝ้าระวัง โดยยังไม่เปลี่ยนแนวทางหรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19 ย้ำยังไม่ปิดประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับทราบจากกระทรวงสาธารณสุขถึงการตรวจพบผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ “โอไมครอน” รายแรกของไทย เป็นการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เดินทางมาจากสเปน จากระบบ Test to Go ซึ่งถือว่าไทย เป็นอันดับที่ 47 ของโลก ที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน หลังจากตรวจตัวอย่างพบความเข้ากันได้กับจีโนมของโอไมครอนสูงถึง 99.92%

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขยังยืนยันว่า สายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่พบขณะนี้ ในไทยยังเป็นสายพันธุ์เดลตา 65.97% สายพันธุ์อัลฟา 32.48% และสายพันธุ์เบตา 1.54% ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษา เพื่อติดตามพัฒนาการสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแนวทางหรือนโยบาย ซึ่งทุกอย่างจะต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมศบค. ในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นระบบสาธารณสุขไทย มีกระบวนการการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและเข้มข้นสูง สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งขอให้พี่น้องประชาชนตระหนักแต่อย่าได้ตระหนก โดยคณะแพทย์ไทยและทั่วโลกยังยืนยันการยึดหลักอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ด้วยมาตการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล Universal Prevention  เป็นการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลาให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ทั้งสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า รักษา เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือให้สะอาด สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์ 

นายกรัฐมนตรียังฝากย้ำไปถึงประชาชนที่ยังลังเลยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ขอความร่วมมือให้รีบเข้ามารับการฉีดวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ รวมทั้งสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแล้ว ก็ขอให้ติดตามการประกาศข้อแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการเข้ารับฉีดวัคซีนบูสเตอร์ในระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป

รัฐเผยฐานะการเงินไทยแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศรวม 8.17 ล้านล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495697

06 ธ.ค. 2564 |08:00 น.

รัฐเผยฐานะการเงินไทยแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศรวม 8.17 ล้านล้านบาท

รัฐบาลเผยฐานะการเงินไทยแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศรวม อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.17 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก “นายกฯ” เร่งเสริมเม็ดเงินเข้าระบบผ่านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ ดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยฐานะของการเงินของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผย ณ เดือนตุลาคม 2564 ทุนสำรองระหว่างประเทศรวม (gross reserves) ของไทย อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ 8.17 ล้านล้านบาท  สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลกและถือว่าอยู่ในระดับมั่นคง โดยคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น  ทั้งนี้ ยังคงประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 1.2 ตามคาดการณ์ และ จะขยายตัวร้อยละ 3.5 – 4.5 ไทยปี 2565 ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ยังคงอยู่และปรับตัวดีขึ้น

“ทุนสำรองระหว่างประเทศ มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นกันชนให้ระบบเศรษฐกิจไทยในการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน จนส่งผลกระทบต่อการนำเข้าส่งออกและราคาสินค้าซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่แท้จริงของประเทศได้  รวมทั้งยังเป็นเครื่องชี้สำคัญที่ต่างชาติใช้ประเมินความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศด้วย” โฆษกรัฐบาล ระบุ

นายธนกร กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการป้องกันและครบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  โดยเน้นการเปิดประเทศแบบปลอดภัย ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐผ่านเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท จากส่วนราชการประมาณ 6 แสนล้านบาท รัฐวิสาหกิจอีก 3 แสนล้านบาท

สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเม็ดเงินที่เหลือจากพ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกราว 3 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในภาคของการจ้างงาน ฟื้นฟูธุรกิจ/กิจการต่าง ๆ รวมทั้งการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง Cloud Service เทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ และการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย อีกด้วย

เปิดเบื้องลึก”ขงเบ้งจิ๋ว” ใช้ 3 ขุนพลสยบเหตุวุ่นวายเอเปค ช่วงรัฐบาลทักษิณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495698

06 ธ.ค. 2564 |08:00 น.

เปิดเบื้องลึก”ขงเบ้งจิ๋ว” ใช้ 3 ขุนพลสยบเหตุวุ่นวายเอเปค ช่วงรัฐบาลทักษิณ

เปิดม่านการเมืองไทย EP 1 ไพศาล พืชมงคล เปิดเบื้องลึก”ขงเบ้งจิ๋ว” ใช้ 3 ขุนพลสยบเหตุวุ่นวายเอเปค ช่วงรัฐบาลทักษิณ

มาตามนัดสำหรับ “ไพศาล พืชมงคล”   อดีตที่ปรึกษารองนายกด้านความมั่นคงให้กับหลายรัฐบาลและยังเป็นกรรมการผู้ช่วยรองนายกฯ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตนเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา จะมีการเล่าเบื้องหลังการเมืองที่หลายคนไม่ทราบสักชุดหนึ่งผ่านหัวข้อ “หลังม่านการเมือง”  ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. นายไพศาล ได้เปิดเผยข้อเขียนตอนแรก เกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จในการประชุมเอเปค เมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นเจ้าภาพการประชุม โดยมีการเตรียมการก่อเหตุบางอย่างที่หลายคนไม่ทราบ  

นายไพศาล เริ่มต้นว่า หลังม่านการเมืองไทย(1)  เบื้องหลังความเรียบร้อยในการจัดประชุมเอเปค 2546!!!

เมื่อวาน 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ ลูกๆเขาพาไปเลี้ยงข้าว กลับมาถึงบ้าน ก็มีอดีตหัวหน้าชุด ทหารพรานจู่โจมหน่วย 952 ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าชุด ในหลายสมรภูมิทั้งช่องบกและบ้านร่มเกล้า ซึ่งเคยมาอยู่ดูแลผมในช่วง รสช.มารออยู่ที่บ้าน

เขาคิดถึงพ่อโป้ พลเอกวันชัย อัมพุนันท์ เจ้าพ่อทหารพรานซึ่งเป็นนายเก่า แต่ท่านเสียไปนานแล้ว จึงมาเยี่ยม ก็คุยถึงความหลังกันและพาดพิงไปถึงเรื่องรัฐบาลทักษิณ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปคในปี 2546 ได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยและยิ่งใหญ่มาก

 การประชุมเอเปค 2546 สมัยรัฐบาลทักษิณ ได้มีการร่วมบันทึกภาพการต้อนรับบรรดาผู้นำชาติสมาชิกการประชุมเอเปค 2546 สมัยรัฐบาลทักษิณ ได้มีการร่วมบันทึกภาพการต้อนรับบรรดาผู้นำชาติสมาชิก

แต่ภายใต้ความราบรื่นเรียบร้อยนั้นมีเรื่องใหญ่อยู่ 3 เรื่อง ที่กำลังจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในขณะที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปคครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องในหน้าที่รับผิดชอบของลุงจิ๋ว ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่จะต้องป้องกันแก้ไขไม่ให้กระโตกกระตากหรือเป็นข่าวให้เสียชื่อบ้านเมือง

เรื่องแรก คนบางกลุ่มคิดจะไปป่วนสถานทูตอิสราเอล

เรื่องที่ 2 อีกพวกหนึ่งก็จะไปป่วนท่านประธานาธิบดีบุชซึ่งจะพักที่โรงแรมเอราวัณ

เรื่องที่3 อีกพวกหนึ่งก็เป็นพวกฝ่าหลุนกง เตรียมป่วนท่านประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ถึงขนาดวางแผนที่จะขับรถพุ่งออกจากซอยชนขบวนรถท่านประธานาธิบดีในเวลาเข้าออกโรงแรมแชงกรีล่า

ถ้าหากเกิดเหตุร้ายทั้ง 3 เรื่องนี้ การจัดงานเอเปค ครั้งนั้นคงดูไม่จืดแน่!!!

ทั้ง 3เ รื่องนี้ไม่แน่ใจว่าคุณทักษิณได้ทราบหรือไม่ เพราะลุงจิ๋วถนัดงานลับ เรื่องแบบนี้มักจะไม่บอกให้ใครทราบ

ครั้งนั้นลุงจิ๋วเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ มอบให้3ยอดขุนพลฝ่ายบู๊ คือ พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี พลโทพิรัช สวามิวัสด์ ป้องกันแก้ไขปัญหาให้เงียบเชียบ ไม่ให้เป็นข่าวโดยเด็ดขาด และให้ พลเอก วันชัย ซึ่งตอนนั้นเกษียณแล้ว แต่ยังเป็นที่นับถือของเหล่านักรบชุดดำค่ายปักธงชัยอยู่มาก ช่วยจัดกำลังทหารพรานที่วางใจและฝีมือจัด ราว2 กองร้อย มาช่วยดูแลนอกแบบในลักษณะชาวบ้าน วางกำลังรอบนอกพื้นที่ดังกล่าว

นายไพศาล  ระบุต่อไปว่า   “มีการแอบไปพบแกนนำที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอร้องให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง เห็นแก่เกียรติภูมิของประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานจัดงานเลี้ยงใหญ่ต้อนรับ บรรดาผู้นำทั้งหลายและสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ก็เป็นพระราชอาคันตุกะที่ทรงต้อนรับในพระบรมมหาราชวังด้วย ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลอย่างเดียว ถ้าเกิดเหตุเสียชื่อเสียหายก็เสียหายกับทุกคน ถ้าหากใครไม่ร่วมมือ ก็อาจต้องเชิญไปนอนที่ท้องทะเล

ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ่าย

ความเรียบร้อยราบรื่นที่ได้มาในท่ามกลางความเงียบกริบและไม่เป็นข่าวให้ใครล่วงรู้เลยนั้น ก็เพราะมีกลุ่มคน ที่ทำงานโดยไม่หวังชื่อเสียง และผลงานใดๆ ทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ไร้ร่องรอย ไร้ข่าวสาร และไร้ผลงานที่จะเป็นเกียรติยศ

เป็นเรื่องเงียบหายไปในประวัติศาสตร์จนบัดนี้ ก็เป็นเรื่องหลังม่านการเมืองไทย และเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศอีกด้วยซึ่งควรที่เราทั้งหลายจะได้รับทราบในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปคอีกครั้งหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนปี 65

เพราะใช่ว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดซ้ำรอย!!!!

“ใครมีหน้าที่ก็จะได้คิดอ่านป้องกันระมัดระวังไว้ให้จงดี จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้านานาชาติเขา” 

นายไพศาล ตบท้ายข้อเขียน ถึงการเตรียมการจัดประชุมเอเปค ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ในปี 2565 

เปิดเบื้องลึก”ขงเบ้งจิ๋ว” ใช้ 3 ขุนพลสยบเหตุวุ่นวายเอเปค ช่วงรัฐบาลทักษิณ

(ภาพ: ตั้งแต่เช้านึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ไปหยิบเอาเสื้อพรรคความหวังใหม่ ที่มีการจัดทำในปี 2534มาใส่

เผยโฉมคนยกร่างคำสั่งยึดอำนาจ”ทักษิณ” ไพศาล เปิดแฟ้มหลังม่านการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495673

05 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

เผยโฉมคนยกร่างคำสั่งยึดอำนาจ"ทักษิณ" ไพศาล เปิดแฟ้มหลังม่านการเมือง

ไพศาล พืชมงคล เผยเบื้องหลังที่มาที่ไปของคณะทหารจำเป็นต้องเข้ายึดอำนาจ ทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซั่ม ยอมเปิดความลับ โฉมหน้าคนยกร่างคำสั่งยึดอำนาจ แท้ที่จริงก็คือ…

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.64  มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน่าสนใจ เมื่อ นายไพศาล พืชมงคล  อดีตทีมงานที่ปรึกษารองนายกฯด้านความมั่นคง (พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ) ได้ออกมาโพสต์ข้อความเล่าเบื้องหลังการทำงานของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่เคยได้เข้าร่วมงานกับรัฐมนตรีสายความมั่นคงในรัฐบาลทักษิณ ก่อนเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ  แต่ประเด็นสำคัญ ในช่วงที่ทหารตัดสินใจยึดอำนาจนายทักษิณ หรือ โทนี่ วู้ดซัม ปัจจุบัน มีการจัดทำคำสั่งสำคัญ  

นายไพศาล เริ่มต้นโพสต์ข้อความว่า  “ผมฟอกขาวให้ทักษิณไม่ได้”

โดยระบุว่า  ผมพูดความจริงเรื่องเหตุการณ์สังหารที่กรือเซะ ท่านที่ชังทักษิณก็กล่าวหาว่าผมฟอกขาวให้ทักษิณ

ผมฟอกขาวฟอกดำให้ใครไม่ได้หรอก

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไม่มีเหตุจูงใจที่ผมจะต้องฟอกขาวให้ใคร ทั้งผมมีเรื่องค้างคาใจกับทักษิณที่สาหัสอยู่เรื่องหนึ่ง ที่คนของคุณทักษิณ คิดวางแผนทำร้ายผม แต่พระธรรมคุ้มครอง จึงรอดมาได้

ซึ่งไม่แน่ใจว่าคุณทักษิณสั่งเองหรือลูกน้องจัดการ โดยอำเภอใจเอง

ผมเคยขอให้พลเอกพัลลภ สอบถามเรื่องนี้ให้ ก็ยังไม่ได้ถาม ให้กระจ่าง

ทักษิณตั้งตัวทางการเมืองได้ ก็เพราะมี 2 เสาหลักค้ำยัน คือป๋าเหนาะและลุงจิ๋ว

ทักษิณเปิดตัวทางการเมือง ที่ทำให้กระแสนักการเมืองไหลเข้าพรรคไทยรักไทย ในงานวันเกิดป๋าเหนาะที่ปราจีนบุรี และรับโอน สส. จากพรรคความหวังใหม่ จำนวนมาก ทำให้พรรคไทยรักไทยเกิดแล้วโตทันที

ดังนั้น คุณทักษิณ จึงให้ลุงจิ๋วคุมกลาโหม ให้ป๋าเหนาะคุมมหาดไทย เรียกว่ามอบตำแหน่งสมุหนายกและสมุหกลาโหม ให้ 2 ผู้เฒ่าก็ได้

นายไพศาล ระบุต่อไปว่า 

ตอนนั้นผมเป็นที่ปรึกษารองนายกด้านความมั่นคง แต่ไม่ได้ทำงาน เพราะลูกน้องลุงจิ๋วอยากทำงานที่ผมทำ ลุงจิ๋วจึงแบ่งครึ่ง ให้ลูกน้องท่านนั้นทำหน้าที่แทนผม แต่ให้ผมเป็นผู้ครองตำแหน่ง โดยไม่มีงานทำ ป๋าเหนาะเห็นว่าผมกินเงินเดือนหลวงฟรีๆไม่เป็นธรรมจึงขอตัวไปเป็นที่ปรึกษาวิปรัฐบาล ซึ่งป๋าเหนาะเป็นประธาน

เผยโฉมคนยกร่างคำสั่งยึดอำนาจ"ทักษิณ" ไพศาล เปิดแฟ้มหลังม่านการเมือง

ต่อมา คุณทักษิณปลดป๋าเหนาะและลุงจิ๋วออกจากตำแหน่งพร้อมๆกัน ผมก็ตกกระป๋องทั้ง 2 ตำแหน่งด้วย

รุ่งขึ้นก็เขียนบทความ ว่านับแต่วันนี้ไป เมื่อทักษิณออกรบก็เหมือนไม่ได้ใส่เกราะ ต้องถูกดาบหอกเกาฑัณตายสักวันเป็นแน่

และในที่สุด คุณทักษิณ ก็ถูกยึดอำนาจ โดยผมนี่แหละเป็นผู้เขียนประกาศยึดอำนาจฉบับนั้นเอง โดยท่านมีชัยทำหน้าที่ตรวจ เพราะในคืนนั้นตอนแรกคุณทักษิณจะสู้ อาจารย์มีชัย คงตกใจ จึงให้ผมเป็นคนยกร่างท่านเป็นผู้ตรวจ

ผมเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า พี่บังจะไม่สามารถปฏิวัติได้เลย ถ้าหากลุงจิ๋วยังนั่งครองตำแหน่งรองนายกฝ่ายความมั่นคง เพราะเจ้าสำนักเม้งก่าท่านนี้ เรืองวิชายุทธนัก พี่บังขยับไม่ได้หรอก

ก็ค้างคาใจกันเรื่อยมาดังนี้

ในโอกาสอันควรผมอาจจะเปิดเผยความจริง 3 เรื่อง ที่เป็นเหตุแห่งวิบากกรรมของคุณทักษิณอยู่ในวันนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าคุณทักษิณก็ไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เผยโฉมคนยกร่างคำสั่งยึดอำนาจ"ทักษิณ" ไพศาล เปิดแฟ้มหลังม่านการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า   นอกจากการโพสต์ข้อความเปิดความจริงถึงการยกร่างคำสั่งยึดอำนาจนายทักษิณแล้ว  นายไพศาลยังได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตนในเวลาต่อมาด้วยว่า   

“ตั้งใจจะโพสเรื่อง หลังม่านการเมืองไทยสักชุดหนึ่ง เล่าเบื้องหลังการเมืองที่หลายคนไม่ทราบ คอยติดตามครับ” 

“นิพิฎฐ์”ประกาศยุติเส้นทาง29ปีประชาธิปัตย์ ลาออกไปทำสงครามครั้งสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495665

05 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

"นิพิฎฐ์"ประกาศยุติเส้นทาง29ปีประชาธิปัตย์ ลาออกไปทำสงครามครั้งสุดท้าย

นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส่งไลน์แจ้งกลุ่มสมาชิกขอยุติเส้นทางการเมืองกับประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นหนังสือลาออกไปร่วมงานพรรคการเมืองใหม่ ทำสงครามครั้งสุดท้าย

หลังจากเป็นกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ต่ออนาคตทางการเมืองของนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ในที่สุด ได้แจ้งเพื่อนสมาชิกพรรคขอประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความผ่านไลน์กลุ่มของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อขอลาออกจากพรรคไปทำงานการเมืองกับพรรคอื่นเป็นสงครามครั้งสุดท้าย โดยมีข้อความว่า

เรียน น้องพี่ชาวประชาธิปัตย์ ที่เคารพ-ผมถือโอกาสนี้ อำลาทุกท่าน ไม่สามารถกล่าวลาเป็นการส่วนตัวได้หมด ขอใช้พื้นที่นี้อำลา


“พรุ่งนี้ ผมจะไปยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว” ข้อความที่นายนิพิฎฐ์ ส่งเข้ามาในห้องไลน์ปชป. 

นายนิพิฎฐ์ ระบุต่อไปว่า   

“ผมอยู่ในพรรคมา 29 ปี ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ รักพรรคสุดหัวใจ รักพี่น้องทุกคนที่เคยร่วมรบกันมาเหมือนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ขอกล่าวถึงสาเหตุการออกจากพรรคเพราะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว พูดไปก็จะสร้างความเสียหายให้พรรคมากกว่า”

“ผมมีความอดทนน้อยกว่าทุกท่าน ขอให้ทุกท่านอดทนรักษาพรรคต่อไป วันที่ผมเดินออกจากพรรค ทุกท่านสามารถพูดถึงผมในแง่ใดก็ได้ ผมจะไม่ตอบโต้ เพราะเข้าใจดีว่า ท่านต้องทำเพื่อรักษาพรรค เคยคิดว่าจะออกไปชั่วคราวแล้วจะกลับมาฟื้นฟูพรรค แต่คิดว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะกลับมาแล้ว คลื่นลูกใหม่จะทับถมจนเรากลายเป็นคลื่นลูกเก่าไปแล้ว กลับมาก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”

“การออกไปครั้งนี้ จึงเป็นการออกไปทำสงครามครั้งสุดท้ายแล้ว ผมอาจพ่ายแพ้และจบชีวิตทางการเมืองตลอดกาล ผมไม่เรียกร้อง เชิญชวนพวกเราให้ออกตามไป เพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีอุปสรรคอีกเยอะ พวกเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว ขอให้รักษาพรรคต่อไป” ข้อความในห้องไลน์ 


ข้อความนายนิพิฎฐ์  ระบุต่อไปว่า  ” หากจะขอพวกเรา ขออย่างเดียวคือ อย่าหาว่าผมไม่รักพรรค ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ผมถูกฟ้อง,ถูกแจ้งความดำเนินคดี 13 คดี ชนะคดีไปแล้ว 12 คดี เหลือคดีสุดท้าย เป็นคดีหมิ่นประมาท พนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง ผมจะมอบตัวต่อพนักงานอัยการในวันที่ 14 ธันวาคม นี้ เป็นคดีที่ผมวิวาทะกับโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร เหตุเกิดเมื่อปี 2556 ถือเป็นคดีสุดท้ายที่ผมทำให้พรรคประชาธิปัตย์” 

“ถือโอกาสนี้ กล่าวอำลาทุกท่าน และขอออกจากไลน์พรรคประชาธิปัตย์ครับ” นายนิพิฎฐ์ อำลา 

สุชาติ ชี้ไม่มีอะไรแน่นอนส่ง”ผู้ว่าฯหมูป่า”ลงสมัครเลือกตั้งพ่อเมืองกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495662

05 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

สุชาติ ชี้ไม่มีอะไรแน่นอนส่ง"ผู้ว่าฯหมูป่า"ลงสมัครเลือกตั้งพ่อเมืองกทม.

ยังไม่มีอะไรแน่นอน “บิ๊กป้อม” ปัดตอบ ขณะที่ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงงาน ชี้เพียงกระแสข่าวทาบ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร “ผู้ว่าฯหมูป่า” ลงสมัครเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.สังกัดพรรคพลังประชารัฐ

พลันที่มีกระแสข่าวออกมาว่า ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ ทาบทาม นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร  ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หรือ ที่รู้จักในฉายา “ผู้ว่าฯหมูป่า”  ให้มาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพ ในนามพรรคพลังประชารัฐ   ปรากฎว่า ตลอดทั้งวันสื่อมวลชนได้สอบถามความเห็น ระดับแกนนำพรรคพปชร.  โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพปชร. ซึ่งได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ท้องสนามหลวง เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ  ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว และรีบเดินทางขึ้นรถเดินทางกลับทันที 

ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน  ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า  เป็นเพียงกระแสข่าวที่ออกมา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากใครทั้งสิ้น

ขณะนี้ภายในพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีการดำเนินการอะไรทั้งสิ้น จึงต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกตั้ง ทำให้มีห้วงในการตัดสินใจจะลงเลือกตั้งหรือไม่ลงเลือกตั้งในนามของใคร

“ของพวกนี้จะรู้อีกทีในวันรับลงสมัคร เพราะระบบการเมืองเป็นแบบนี้ เช่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเป็นตัวเต็งมาโดยตลอด แต่สุดท้ายต้องถอย แม้จะมีการลงพื้นที่ไปแล้ว เมื่อไม่ได้ก็ต้องถอน เมื่อไม่พร้อมวันนี้อาจจะพร้อมวันหน้า” รมว.แรงงาน กล่าว 

“การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ต้องดูว่าสถานการณ์การเมืองวันนี้และวันข้างหน้าเป็นอย่างไร” นายสุชาติ ตอบคำถามสื่อถึงโอกาสและความเป็นไปได้จะเป็นนายณรงค์ศักดิ์ ลงสมัครผู้ว่ากทม.ในสังกัดพรรคพปชร.หรือไม่ 

ทั้งนี้  การคัดเลือกบุคคลใดลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ต้องดูมติของกรรมการบริหารพรรค เป็นแค่หนึ่งในกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และไม่ได้ชำนาญพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะอยู่ภาคตะวันออก จะแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ไม่ใช่พื้นที่ของเราก็ลำบาก


ส่วนกรณีที่ คณะก้าวหน้าเตรียมลงชิงพื้นที่เขตบริหารพิเศษเมืองพัทยา นายสุชาติ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐคงไม่ได้ส่ง ต้องปล่อยให้ท้องถิ่นว่ากันไป แต่จะสนับสนุนใครก็เป็นสิทธิส่วนตัวของคนชลบุรี


เมื่อถามถึงร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. หลังพรรคเล็กไม่พอใจ ในวิธีการคำนวณส.ส. นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกรรมาธิการที่ต้องไปพูดคุยกัน ซึ่งคัดและเลือกกันมาแล้ว ตนมาเป็นฝ่ายบริหาร ก็ต้องปล่อยให้เขาว่ากันไป

จุรินทร์ มั่นใจ “โอไมครอน” ไม่กระทบการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495624

05 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

จุรินทร์ มั่นใจ "โอไมครอน" ไม่กระทบการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

จุรินทร์ มั่นใจ “โอไมครอน” ไม่กระทบการค้าด่านชายแดน หลังมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อขณะที่เตรียมจ่ายประกันรายได้ข้าว-ยาง 9 ธ.ค.นี้ พร้อมสนับสนุนเงินพัฒนาคุณภาพข้าว ไร่ละ 1,000 ไม่เกิน 20 ไร่ 13 ธ.ค.นี้

โอไมครอน โควิดสายพันธุ์ใหม่กำลังเขย่าโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เพื่อความมั่นใจว่ารัฐบาลรับมือไหว รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันในเรื่องนี้

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการพิจารณาปิดด่านการค้าตามแนวชายแดน ไทย-มาเลเซีย หลังมาเลเซียพบการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่า ปัจจุบันด่านการค่าระหว่างไทย-มาเลเซียทั้ง 9 ด่านได้เปิดทำการปกติแล้ว 

ซึ่งการเดินทางของบุคคลที่จะข้ามแดน ยังคงต้องเป็นไปตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อว่า การเปิดด่าน การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย จะไม่กระทบต่อการแพร่ระบาด จึงไม่มีความจำเป็นต้องปิดด่าน เพราะมาตรการข้ามด่านมีความรัดกุมอยู่แล้ว เช่น การตรวจเชื้อผู้ขับขี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวถึงการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบการขยายเพดานหนี้สาธารณะแล้วว่า ธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ทยอยจ่ายเงินประกันรายได้งวดที่ 3 บางส่วน ให้กับเกษตรกรไปบ้างแล้ว

ซึ่งเงินงวดที่ 3 ส่วนที่เหลือ จนถึงงวดที่ 7 สามารถทยอยจ่ายได้ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป รวมวงเงินกว่า 60,000 ล้านบาท ส่วนงวดที่ 8 จำนวน 3,700 ล้านบาท

และงวดที่ 9-33 จำนวนราว 3,100 ล้านบาท เช่นเดียวกับการจ่ายเงินพัฒนาคุณภาพข้าวให้กับเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ ก็จะทยอยจ่ายให้กับชาวนาในวันที่ 13 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

นายจุรินทร์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการประกันรายได้ราคายางพารา นั้น ตนได้เร่งรัดไปยังผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ให้เร่งจ่ายเงินประกันแก่เกษตรกรสวนยางแล้ว โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด 

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ผู้ว่าการยางฯ ได้ยืนยันว่า จะสามารถจ่ายได้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับการจ่ายเงินประกันรายได้ข้าว

“โดยจะจ่ายให้เกษตรกรชาวสวนยางก่อน 2 งวด คือ เดือนตุลาคม และพฤศจิกายน ส่วนงวดที่ 3-6 จะทยอยจ่ายเป็นรายเดือนต่อไปตามลำดับ” นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด