นายกฯพร้อมผนึกความร่วมมือหัวเว่ย ก้าวสู่ผู้นำ 5 G ในภูมิภาคอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494246

25 พ.ย. 2564 |18:00 น.

นายกฯพร้อมผนึกความร่วมมือหัวเว่ย ก้าวสู่ผู้นำ 5 G ในภูมิภาคอาเซียน

นายกฯ หารือผู้ก่อตั้งและประธานฯ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนไทย ลั่นพร้อมก้าวสู่ผู้นำ 5Gในภูมิภาคอาเซียน

นายกฯ หารือผู้ก่อตั้งและประธานฯ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนไทย

เมื่อวันที่ 25  พ.ย. 64  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ถึงการหารือครั้งสำคัญกับประธานฯ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด  ระบุว่า  ช่วงเช้านี้ ผมได้มีโอกาสหารือกับผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล เพื่อแสวงหาความร่วมมือเพิ่มเติม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในอนาคต ตามนโยบายการนำพาประเทศไทย เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2560

นายกฯพร้อมผนึกความร่วมมือหัวเว่ย ก้าวสู่ผู้นำ 5 G ในภูมิภาคอาเซียน

โดยการหารือในครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้ไทย สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในระบบ 5G ของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางด้าน Data Centers และการให้บริการ Cloud Services สำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชนทั้งของไทยและต่างประเทศด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อม เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และ “ไทยแลนด์ 4.0” อย่างครอบคลุม ได้แก่

1. การติดตั้ง “เน็ตประชารัฐ” เพื่อประชาชนทุกหมู่บ้าน 


2. การขยายความจุโครงข่ายระบบเคเบิ้ลใต้น้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในประเทศและระหว่างประเทศ 


3. การตั้งศูนย์ทดสอบ 5G และ “ไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์” ในพื้นที่ EEC เพื่อเป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตของ Digital Startup และภาคธุรกิจ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
เป็นต้น

นายกฯ ระบุว่า   มีความยินดีที่จะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่า การเจรจานั้นเป็นไปได้อย่างดียิ่ง โดยก่อให้ เกิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือกันหลายด้าน เพื่อเติมเต็มการขับเคลื่อนของรัฐบาลและภาคเอกชนของไทย ที่ได้หารือกันในวันนี้ เช่น

นายกฯพร้อมผนึกความร่วมมือหัวเว่ย ก้าวสู่ผู้นำ 5 G ในภูมิภาคอาเซียน

1. การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ ทั้งการแพทย์ การศึกษา การค้า ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว การเงิน การเกษตรและอุตสาหกรรมต่างๆ 

2. การพัฒนา Cloud Platform สำหรับทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งต้องเป็นการลงทุนระยะยาวและต่อเนื่อง 

3. การอบรม บ่มเพาะ และเร่งพัฒนาบุคลากรดิจิทัล นวัตกร และผู้ประกอบการ Startup ให้เป็น “เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต” (Seeds for the Future)

4. การพัฒนา Smart port และ Smart airport โดยการนำเทคโนโลยี 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังได้มีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ และพลังงานสะอาดอีกด้วย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยได้ผลักดันในเวทีระหว่างประเทศทุกครั้ง รวมทั้งในฐานะเจ้าภาพการประชุม APEC ในปัจจุบัน 

ในการประชุม ผมได้หยิบยกความสำคัญของการพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ที่จะต้องมีการให้ความรู้และเสริมทักษะ อย่างเป็นระบบ ให้ตรงกับความต้องการพัฒนาประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทยมาโดยตลอด ที่ผ่านมารัฐบาลได้สร้างความร่วมมือกับหลายบริษัท ที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และยินดีที่จะร่วมมือกับทุกบริษัท ที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้  ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม  เพื่อเป้าหมายสุดท้าย คือ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน  เพิ่มศักยภาพของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ให้เห็นผลโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนด้วยครับ

วันเดียวกัน สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข่าว ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเหริน เจิ้งเฟย (Mr. Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล ซึ่งนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสรุปสาระสำคัญของการหารือดังนี้
 

นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบหารือกับนายเหริน เจิ้งเฟย ชื่นชมการดำเนินกิจการของบริษัทหัวเว่ยฯ ผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำของโลก ขอบคุณบริษัทฯ ที่ได้สนับสนุนรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์โควิด – 19 ทั้งการบริจาคหน้ากากอนามัยและการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ขอบคุณความร่วมมือที่มีให้รัฐบาลไทย และขอบคุณที่เลือกทีมงานที่มีศักยภาพและความพร้อมมาประจำการที่ประเทศไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการร่วมงานกับรัฐบาลไทยเสมอมา


 
นายเหรินฯ กล่าวยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ แม้ว่าจะเป็นการพบกันผ่านระบบออนไลน์ เชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศซึ่งไทยสามารถบริหารสถานการณ์ให้ดีขึ้นจนประกาศการเปิดประเทศ ขอบคุณสำหรับความร่วมมือที่รัฐบาลไทยมีให้หัวเว่ย ตลอดมา ทั้งนี้หัวเว่ยต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายเหริน เจิ้งเฟย (Mr. Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายเหริน เจิ้งเฟย (Mr. Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด

นายกรัฐมนตรีชื่นชม และเชื่อมั่นในศักยภาพด้านเทคโนโลยีของหัวเว่ย และชื่นชมนายเหรินฯ โดยได้อ่านหนังสือ “ใช่ หัวเว่ย หรือไม่ที่จะล้มเป็นรายต่อไป” เกี่ยวกับเรื่องราวของ หัวเว่ย ปรัชญาการบริหารจัดการของนายเหรินฯ และหนังสือ “Grow in Thailand, Contribute to Thailand” จึงต้องขอขอบคุณหัวเว่ยที่เคียงข้างการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยมาตลอด

ในโอกาสนี้ นายเหรินฯ ได้แนะนำความสำเร็จของบริษัทฯ ในการใช้ ระบบ 5G ผสมผสานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพด้านทำงานในหลายพื้นที่ในประเทศจีน ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการหารือกันในวันนี้จะเป็นการสร้างแนวทางใหม่ๆ พัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศไทย


 
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล 5G และพร้อมขยายความร่วมมือในสาขาที่ทางหัวเว่ยมีศักยภาพ ได้แก่ การเกษตรดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการพัฒนาระบบ Logistics ที่ประเทศจีนมีศักยภาพน่าชื่นชม

นายเหรินฯ ได้กล่าวถึงความร่วมมือที่หัวเว่ยได้มีกับไทยโดยในการพัฒนาเศรษฐกิจพัฒนานวัตกรรม หัวเว่ยได้จัดตั้ง Huawei ASEAN Academy ในเขต EEC ซึ่งทำการอบรมแล้วกว่า 1 แสนคน ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการแก้ไขปัญหาความยากจนของจีน ซึ่งไทยพร้อมจะมีความร่วมมือเพื่อให้ประชาชนในประเทศจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือกับหัวเว่ยในการสร้างโอกาสของความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกับชาวไทยต่อไป

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494224

25 พ.ย. 2564 |16:00 น.

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

“แรมโบ้” ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หากไล่แอมเนสตี้ฯ พ้นจากประเทศไทยไม่ได้ ย้ำจุดยืนร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาชนที่จงรักภักดีปกป้องสถาบัน

วันนี้ (25 พ.ย.) นายนพดล พรหมภาสิต กลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบันและเครือข่ายปกป้องสถาบัน 6  องค์กร ได้มายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ “แรมโบ้อีสาน” ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ขอให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบการทำงานขององค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand ) มีพฤติกรรมการกระทำเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

ทั้งนี้ เนื่องจากปรากฏเหตุการณ์ว่า แอมเนสตี้ไทยได้ประกาศแคมเปญเขียนจดหมายล้านฉบับถึงทั่วโลก จี้ทางการไทยให้หยุดดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง ถือว่าองค์กรดังกล่าวเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 นั้น ผูกพันทุกองค์กร ซึ่งการกระทำขององค์กรดังกล่าวอาจถือได้ว่า อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการจาบจ้วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้หากพบข้อมูลหลักฐานอันเชื่อได้ว่าองค์กรดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายแทรกแซงกิจการความมั่นคงของประเทศ ขอให้มีมาตรการทางกฎหมายจัดการกับองค์กรนี้ให้พ้นออกไปจากประเทศไทย 
 

นายเสกสกล กล่าวว่า ตนเองได้ประกาศเปิดแคมเปญลงชื่อขับไล่แอมเนสตี้ 1 ล้านชื่อ ขณะนี้มีประชาชนมาลงรายชื่อแล้วมากกว่า 5 แสนรายชื่อ และมีเครือข่ายของภาคประชาชนที่ออกมาปกป้องสถาบัน ทั่วประเทศได้ออกมาเคลื่อนไหวตามแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ตนเองจะเดินสายไปรับรายชื่อ ในทุกภาคทุกจังหวัด พร้อมกับล่ารายชื่อประชาชนขับไล่ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เห็นว่าประชาชนคนไทยไม่เอาองค์กรที่มาชังชาติทำลายความสงบสุข ทำลายบ้านเมือง และคิดร้ายต่อสถาบัน ปล่อยเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด   

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

ขณะเดียวกันตนเองจะดำเนินการ 2 แนวทางควบคู่กันไป คือดำเนินการตามกฎหมาย เพราะหากไม่รักษากฎหมายอยู่ภายใต้กฎหมายของไทย จะต้องเอาเข้าคุกเข้าตะราง หรือไล่ออกนอกประเทศให้ได้ รวมถึงจะต้องกดดันด้วยพลังคนไทยที่จงรักภักดี ให้ได้มากกว่า 1 ล้านรายชื่อ หรือหลายล้านคนให้ได้
 

นายเสกสกล ยังระบุว่าตนเองจะยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมการเงินขององค์กรนี้ว่า ใช้เงินจากต่างประเทศจ้างคนไทยที่หัวชังชาติ ไม่รักบ้านเมือง รักแผ่นดินเกิดให้มาทำลายประเทศทำลายสถาบัน โดยตนเองจะส่งให้กับฝ่ายกฎหมายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว 

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

นอกจากนี้ การที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหว สร้างความแตกแยกให้กับคนไทย และละเมิดจาบจ้วงสถาบัน ถือว่าเป็นองค์กรที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้จดทะเบียน ดังนั้นขอเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นนายทะเบียน เพิกถอนองค์กรนี้ไปด้วย เพราะทำผิดเงื่อนไขระเบียบข้อกฎหมายชัดเจน

“ผมขอสัญญากับพี่น้องคนไทยที่รักและปกป้องสถาบันว่า จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชนที่รักชาติ รักบ้านเมือง รักสถาบัน ผมขอเดิมพันด้วยชีวิตและไม่ยึดติดกับตำแหน่ง ถึงแม้ว่าขณะนี้จะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี แต่ผมมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากไล่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกไปจากประเทศไทยไม่ได้ ผมพร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปเคลื่อนไหวร่วมกับพี่น้องประชาชนผู้รักสถาบัน ขับไล่องค์กรนอกรีตนี้ออกไปพ้นแผ่นดินไทยให้จงได้” นายเสกสกล ประกาศย้ำ 

แรมโบ้ ท้าลาออกจากตำแหน่ง ผช.รมต.ประจำสำนักฯ ถ้าไล่แอมเนสตี้พ้นไทยไม่ได้

บิ๊กป้อม จ่อเปิดตัว 11 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. “พปชร.” 27 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494212

25 พ.ย. 2564 |15:00 น.

บิ๊กป้อม จ่อเปิดตัว 11 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. "พปชร." 27 พ.ย.นี้

ไปต่อไม่รอแล้ว.. บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เตรียมเปิดตัว 11 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. “พรรคพลังประชารัฐ” ฝั่งธนฯ 27 พ.ย.นี้

รายงานความเคลื่อนไหวจาก “พรรคพลังประชารัฐ” ว่า ภายหลังที่รัฐธรรมนูญฯ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งหน้ามีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยมี ส.ส.เขต 400 คน ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน  

และการประชุมส.ส. “พรรคพลังประชารัฐ” 23 พ.ย.ที่ผ่านมา เริ่มมีการเปิดตัวพิมพ์เขียวเบื้องต้นที่จะใช้สำหรับเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อใช้สำหรับเป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง 

นอกจากนี้บรรดาแกนนำ “พรรคพลังประชารัฐ”โดยคณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมกรรสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ได้เริ่มมีการพิจารณาและคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว  

โดยล่าสุดในวันเสาร์ 27 พ.ย. 64 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เชิงสะพานกรุงธน เขตบางพลัด กทม.เวลา 16.00 น.จะมีการสัมนาสมาชิก”พรรคพลังประชารัฐ” กทม.  โดยจะมี ส.ส.กทม. จำนวน 12 คน เข้าร่วม  พร้อมผู้สมัคร ส.ส. ส.ก.เพื่อหารือแนวทางการทำงานภาคกทม.ร่วมกัน

และในเวลา17.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมามอบนโยบายการทำงานของภาคกทม.แก่ผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมผู้บริหารพรรค อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรค  นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์  เหรัญญิกพรรค 

รายงานข่าวแจ้งว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในส่วนของ ส.ส.กทม.”พรรคพลังประชารัฐ” พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นผู้ดูแลด้วยตัวเอง และมีนายจักรพันธ์  พรนิมิต ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าภาคกทม. เป็นผู้ประสานงานดูแล ส.ส.ในภาค กทม. อีกทางหนึ่ง

โดยในวันดังกล่าว พล.อ.ประวิตร จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. เขตฝั่งธนฯ ทั้ง 11 เขตด้วย ขณะเดียวกันจะมีว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. ในเขตอื่นๆ ที่ค่อนข้างชัดเจนมาร่วมงานด้วย

สำหรับ ส.ส.กทม. “พรรคพลังประชารัฐ” ปัจจุบันมี 12 คน ได้แก่  1.น.ส. กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ 2.น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พลังประชารัฐ 3.นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา 4.น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ 5.น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์  6.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์  7.นายสิระ เจนจาคะ 8.น.ส.ฐิติภัสร์  โชติเดชาชัยนันต์ 9.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 10.นายศิริพงษ์ รัสมี 11.นายประสิทธิ์ มะหะหมัด  และ12.นายจักรพันธ์ พรนิมิตร 

“ดอน” แจงสภาไม่ถูกเชิญถก ปชต. ไม่ใช่เรื่องแปลก ชี้ การเมืองล้วนๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494198

25 พ.ย. 2564 |14:00 น.

"ดอน" แจงสภาไม่ถูกเชิญถก ปชต. ไม่ใช่เรื่องแปลก ชี้ การเมืองล้วนๆ

รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” แจง ไทยไม่ถูกเชิญเข้าร่วมประชุม สุดยอดเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องแปลก ชี้ การเมืองล้วน ๆ ส่วนการเยือนเมียนมา เป็นเรื่องมนุษยธรรมและประโยชน์ประเทศชาติ ส่วนข่าวมอบวัคซีน คือ เฟกนิวส์

“นายดอน ปรมัตถ์วินัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” ชี้แจงสภากรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาเกี่ยวกับกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมา ซึ่งคาดว่าเป็นเหตุการณ์เชื่อมโยง และส่งผลให้ ไทยไม่ถูกเชิญไปร่วมงาน ประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ทางออนไลน์ที่สหรัฐจัดขึ้นเป็นครั้งแรก วันที่ 9-10 ธ.ค. 2564

“นายดอน” ชี้แจงว่าการประชุมดังกล่าวเป็นเรื่อง การเมืองล้วนๆ  เป็นเรื่องของการเมืองที่จะใช้เล่นงานกันและกัน ไม่ใช่ว่าเพื่อนในอาเซียนทั้งหลายได้รับเชิญ ไม่มีหรอกนะครับ บางประเทศเพื่อนที่เป็นประชาธิปไตย ก็ไม่ได้รับเชิญ มันไม่ได้แปลกในแง่ของการไม่ได้รับการเชิญ บางเรื่องเราดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ได้ไป ที่ไม่ได้รับเชิญเรา บ่อยครั้งที่ไม่เชิญเราก็บอกว่าดีแล้ว  และถ้าเชิญเราต้องพิจารณาว่าไปหรือไม่ไป  มันเป็นดาบ 2 คม ในหลายกรณี ไม่ใช่ว่าไม่มีคำเชิญ แล้วต้อง ตื่น กระทืบเท้าด้วยความเสียใจ หรือถ้าเชิญแล้วจะต้องลิงโลดที่จะไป ความเป็นจริงในด้านของการต่างประเทศ มันไม่ได้ออกมาอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ส่วนการเดินทางเยือนประเทศเมียนมา  “รมว.ต่างประเทศ นายดอน” ชี้แจงว่า เป็นเรื่องของมนุษยธรรมเป็นพื้นฐาน และในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน การเดินทางเยือนเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติเพราะเมียนมาสำคัญในยุทธศาสตร์ การมีชายแดนดินต่อ อินเดีย ไทย จีน ไทยมีชายแดนยาวที่ติดกันมีเหตุการณ์ทางชายแดนมากมาย มีการร้องขอจากประเทศอาเซียนและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนติดต่อไทยให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมเรื่องมนุษยธรรม ให้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในภัยสงครามและการเดินทางไปเยือนเมียนมา ไม่ได้เป็นเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ แต่ไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องโฆษณา 

เราไม่สามารถพูดอะไรมาก เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน เราไม่สามารถนำทุกเรื่องมาวางบนโต๊ะได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราไม่ได้เป็นมนุษย์พันธุ์หิวแสง ยืนยันที่ทำทั้งหมดเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ในแง่การเชื่อมโยงกับเมียนมา ทำเพื่อประโยชน์ประเทศไทย 
 

นายดอน ชี้แจงด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวระบุว่า มีการบริจาควัคซีนของไทยที่ได้รับบริจาค นั้น คือ ข่าวปล่อย ข้อเท็จจริงไม่มีสิ่งของจากรัฐบาล มีแค่ของบริจาคจากภาคเอกชน และเรื่องวัคซีนไม่ได้แม้จะรับหรือจะให้ ต้องมีกระบวนการ เช่น ทำเอ็มโอยู ระะหว่างเจ้าของวัคซีนด้วย ซึ่งเป็นกติกาสากล อีกทั้งการให้หรือรับต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย 
 

สิ่งเหล่านี้เป็นกฎทั่วไป ที่นั่งเทียน หรือบอกข่าวชาวบ้าน ให้ข้อคิดเห็น เป็นข้อมูลที่ผิดพลาด คือ เฟกนิวส์ ซึ่งเกิดขึ้นทุกวันในบ้านเรา สำหรับนักเล่าข่าว สื่อหรือใครก็ตามในแวดวง เมื่อได้ยินก็ขยายความออกไปในเชิงบิดเบือน ถึงขึ้นเป็นเฟกนิวส์  

นายกฯ เตือนอย่าขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลาย ปมขับไล่ “แอมเนสตี้”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494175

25 พ.ย. 2564 |11:00 น.

นายกฯ เตือนอย่าขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลาย ปมขับไล่ “แอมเนสตี้”

นายกฯ เตือนขออย่าขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลาย ปมขับไล่ “แอมเนสตี้” พ้นประเทศไทย ด้านกลุ่มหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อให้ได้ 1 ล้านคนเพื่อขับไล่ “แอมเนสตี้” ชี้เป็นองค์กรที่มุ่งล้มล้างสถาบันและยกเลิก ม.112

วันนี้ (25 พ.ย.) เวลา 10.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เคลื่อนไหวล่ารายชื่อและกดดันขับไล่ “แอมเนสตี้ อินเตอร์ เนชั่นแนล ประเทศไทย” ออกจากประเทศนั้น มีคามเป็นห่วงว่าเรื่องดังกล่าวจะลุกลามให้ความขัดแย้งบานปลายหรือไม่ ว่า “ใครขัดแย้ง ถ้าขัดแย้งก็อย่าเสนอให้ขัดแย้งสิ ความคิดของคน”

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ เวลาประมาณ 10.00 น.  กลุ่ม ภาคีประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมการชุมนุมขับไล่ AMNESTY ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี 

ขณะที่ที่ศูนย์เรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านอ่างหิน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา นางนิตยา นาโล หรือ “นักสู้ปอสี่” อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน ได้เชิญตัวแทนอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อมารับทราบการจะนำรายชื่อประชาชนจำนวน 1 ล้านชื่อ ขับไล่กลุ่ม “แอมเนสตี้ อินเตอร์ เนชั่นแนล ประเทศไทย” ออกจากประเทศไทย เพราะกลุ่มนี้มักชอบอ้างตัวเองว่าเป็น “กลุ่ม NGO” ระหว่างประเทศออกช่วยเหลือปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก จึงได้พากันตั้งโต๊ะให้ประชาชนได้มาลงชื่อตามแคมเปญของ ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเอาไว้

นายกฯ เตือนอย่าขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลาย ปมขับไล่ “แอมเนสตี้”

นางนิตยา กล่าวว่า การที่พวกตนเองได้ออกมาตั้งโต๊ะให้ประชาชนมาลงชื่อเพื่อขับไล่กลุ่มแอมเนสตี้ อินเตอร์ เนชั่นแนล ในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพวกเรามีหัวใจรักในพระเจ้าแผ่นดินของพวกเรา ที่ผ่านมาแม้แต่เงินเหรียญบาทตกที่มีรูปของพระเจ้าแผ่นดินพวกเราเอง ก็ไม่กล้าจะเดินข้ามแต่อย่างใด แต่วันนี้กลุ่ม แอมเนสตี้ หรือNGO ที่คอยสนับสนุนยุยงส่งเสริมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา หรือ ม็อบต่าง ๆ ที่จะล้มล้างสถาบันและยกเลิก ม.112 พวกเรายอมไม่ได้จึงได้ออกมาตั้งโต๊ะให้ประชาชนมาลงรายชื่อกัน เพราะประชาชนชาวรากหญ้าอย่างพวกเรา อาจจะไม่เก่งเรื่องอินเทอร์เน็ตไม่เข้าใจการลงชื่อทางแอป แต่พวกเรามีความจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงขอลงชื่อในกระดาษแล้วจะนำรายชื่อดังกล่าวไปมอบให้กับดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ที่กรุงเทพฯ อีกต่อไป

นางนิตยา กล่าวอีกว่าที่ผ่านมากลุ่มแอมเนสตี้ หรือ NGO กลุ่มนี้ได้ร่วมกับทางอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกไปหาพวกตน เพื่อล่ารายชื่อ 1 แสนคน จะขอยกเลิก ม.112 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553-2554 ตอนที่ไปหาพวกเรา จะโกหกบอกว่าจะเอารายชื่อไปสนับสนุนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จนทำให้พวกเราหลงเชื่อและถูกประชาชนชาวไทยหลายคนประณามเข้าใจผิดว่าพวกตนคือ “หมู่บ้านเสื้อแดงล้มเจ้า ล้มพระเจ้าแผ่นดิน”
 

ต่อมาพวกเราได้มาเจอและพูดคุยกับทางคุณแรมโบ้-ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ เพื่อจะขอชี้แจงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พร้อมกันนั้นก็ต้องการที่จะทำตามหัวใจของพวกเราที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งครั้งนี้พวกเราชาวอีสานทั้ง 20 จังหวัด จะไม่ยอมให้พวก NGO มาหลอกลวงตน และประชาชนตามหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และ จังหวัดต่าง ๆ อีกต่อไปแล้ว พวกเราจะขอต่อสู้ถวายชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยครั้งต่อไปพวกเราจะไปตั้งโต๊ะลงชื่อตามอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งภาคอีสาน เพื่อจะได้รายชื่อให้ครบ 1 ล้านชื่อ อย่างรวดเร็วเพราะต้องการจะเห็นแอมเนสตี้ ออกจากประเทศไทยไปโดยเร็วที่สุด

นายกฯ เตือนอย่าขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลาย ปมขับไล่ “แอมเนสตี้”

ด้าน นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า ที่แอมเนสตี้ ออกแถลงการณ์ว่าทางกลุ่มไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด ตนเองขอบอกเลยว่าอย่าตอแหลเลย เพราะการกระทำที่พวกคุณทำยุยงส่งเสริมฝ่ายที่ไม่เห็นดีกับรัฐบาลที่คอยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะให้การสนับสนุน ทั้งทุนทรัพย์และบุคลากรทางปรัชญา วันนี้พวกเราอดีตหมู่บ้านเสื้อแดงทั่วประเทศไทย จะถอดหน้ากากชาวต่างชาติที่อยู่เบื้องหลัง คอยฝังตัวเองอยู่ตามชนบท โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีฝรั่งบางคนไปแต่งงานมีภรรยาเป็นคนไทยอีสาน เอาเงิน เอาความสุขไปให้เพื่อปลุกปั่นให้เกลียดชังเจ้า หรือ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

“กลุ่มนี้จะแฝงตัวเองเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยดัง ๆ บางคนก็มีภรรยาเป็นอาจารย์ชักจูงนักเรียน และนักศึกษา ออกไปรณรงค์ให้ประชาชนชาวรากหญ้าเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์” นายอานนท์ กล่าว

นายอานนท์ กล่าวอีกว่าที่แอมเนสตี้ บอกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ หรือนายทุนแต่อย่างใดนั้น ขอบอกว่าพวกคุณหลอกอาจารย์มหาวิทยาลัย หลอกนักเรียน นักศึกษาบางคนได้ แต่อย่ามาหลอกพวกเราที่เป็นประชาชนออกมาเป็นนักสู้เรียกร้องเพื่อปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง

“ผมเองทราบดีว่าเงินมาจากไหน แล้วทำไมพวกผมหรืออดีตแกนนำเสื้อแดงหลายคนมีเงินหลายล้านบาท มาสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงออกมาต่อสู้กับรัฐบาลที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่ของสถานีวิทยุกระจายเสียงหมู่บ้านเสื้อแดง เคยทำผ้าป่าไปแล้วได้เงินเพียง 36,000 บาท แต่ทำไมพวกเรามีปัญญาสร้างสถานีวิทยุฯ ได้ด้วยงบประมาณกว่า 5,000,000 บาท อย่าให้พวกเราที่ทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ ออกมาพูดไปมากกว่านี้เลย” นายอานนท์ กล่าว

“นายกฯ” เมินตอบ ไร้ชื่อ ไทย ถกประชาธิปไตย สหรัฐฯ ไม่เชิญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494172

25 พ.ย. 2564 |11:00 น.

"นายกฯ" เมินตอบ ไร้ชื่อ ไทย ถกประชาธิปไตย สหรัฐฯ ไม่เชิญ

“นายกรัฐมนตรี” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมินตอบกรณีสหรัฐฯเชิญ 110 ชาติ ร่วมประชุมเพื่อประชาธิปไตย แต่ไร้ชื่อ ประเทศไทยร่วม

วันที่ 25 พ.ย. 64 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ว่าการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยมีการเทียบเชิญ110 ชาติโดยไม่มีประเทศไทยเข้าร่วมประชุมถือเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ซึ่ง “นายกรัฐมนตรี” ได้ฟังคำถามแต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด

สืบเนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐประกาศรายชื่อ 110 ประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ทางออนไลน์ที่สหรัฐฯจัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค.  เพื่อช่วยหยุดยั้งการเสื่อมถอยทางประชาธิปไตยและการพังทลายของสิทธิและเสรีภาพทั่วโลก

ในการประชุมครั้งนี้ มี 3 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้รับเชิญเข้าร่วมแต่กลับไม่มีประเทศไทย รวมถึงไม่มีมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย แต่กลับมีการเชิญประเทศไต้หวัน

การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบที่จะพิสูจน์คำพูดของประธานาธิบดีไบเดนที่เคยแถลงนโยบายต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ. หลังเพิ่งเข้ารับตำแหน่งว่า จะให้สหรัฐอเมริกากลับมาเป็นผู้นำระดับโลกเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มเผด็จการที่นำโดยจีนและรัสเซีย

ภายหลังโฆษกรัฐบาลรัสเซียระบุว่าการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่จัดขึ้นโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะ แบ่งแยกประเทศ หลังจากที่รัสเซียไม่รวมอยู่ในรายชื่อแขกรับเชิญ

สำหรับประเทศทั้งหมดที่เข้าร่วมคือ แอลเบเนีย, แองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เจนตินา, อาร์เมเนีย, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, บาฮามาส, บาร์เบโดส, เบลเยียม, เบลีซ,บอตสวานา, บราซิล, บัลแกเรีย, กาบูเวร์ดี, แคนาดา, ชิลี, โคลอมเบีย

คอสตาริกา, โครเอเชีย, ไซปรัส, สาธารณรัฐเช็ก, สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยคองโก, เดนมาร์ก, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอกวาดอร์, เอสโตเนีย, ฟิจิ, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส,จอร์เจีย, เยอรมนี, กานา, กรีซ, เกรเนดา, กายอานา, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิรัก, ไอร์แลนด์, อิสราเอล, อิตาลี, จาไมก้า, ญี่ปุ่น, เคนยา, คิริบาส, โคโซโว, ลัตเวีย,ไลบีเรีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก

มาลาวี, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มอลตา, หมู่เกาะมาร์แชลล์, มอริเชียส, เม็กซิโก, ไมโครนีเซีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, นามิเบีย, นาอูรู, เนปาล, เนเธอร์แลนด์,

นิวซีแลนด์, ไนเจอร์, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, ปากีสถาน, ปาเลา, ปานามา, ปาปัวนิวกินี, ปารากวัย, เปรู, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ซามัว, เซาตูเมและปรินซิปี

เซเนกัล, เซอร์เบีย, เซเชลส์, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, หมู่เกาะโซโลมอน, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, สเปน, ซูรินาเม, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ติมอร์-เลสเต, ตองกา,ตรินิแดดและโตเบโก, ตูวาลู, ยูเครน, สหราชอาณาจักร, อุรุกวัย, วานูอาตู, แซมเบีย

นายกฯ สะดุดบันได หัวโขกประตูรถ บ่นใจไปก่อนเท้า-ไม่ยุบสภา ขออยู่กับลุงป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494127

25 พ.ย. 2564 |03:00 น.

นายกฯ สะดุดบันได หัวโขกประตูรถ บ่นใจไปก่อนเท้า-ไม่ยุบสภา ขออยู่กับลุงป้อม

นายกฯ บ่น “ใจไปก่อนเท้า” หลังเดินสะดุดบันได ส่วนศีรษะโขกกับประตูรถ ยืนยันไม่ยุบสภาและขออยู่กับ “ลุงป้อม” ไม่ทิ้งพรรคพลังประชารัฐไปไหน

วานนี้ (24 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการไปร่วมงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ว่า “หากเชิญ ไปได้ ก็จะไป” พร้อมยืนยันไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรในวันงานเลี้ยงพรรคร่วม ส่วนที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลง่องแง่นนั้น นายกรัฐมนตรี ย้อนถามว่า “ง่อนแง่นตรงไหน วิเคราะห์ไปเองมั้ง”

เมื่อถามว่าตั้งใจจะให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมหรือไม่ และจะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ไปพรรคสำรองใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่าอยู่เหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงที่นายกรัฐมนตรีกำลังจะเข้ารถ ศีรษะได้โขกกับขอบบานประตูรถ จึงลูบศีรษะเบาๆ ก่อนยืนยันความชัดเจนว่ายังไม่ไปที่ไหน และยังไม่ได้มองว่าจะไปสังกัดพรรคการเมืองใด โดยบอกว่า “ก็อยู่กับลุงป้อมก็แล้วกัน”

นายกฯ สะดุดบันได หัวโขกประตูรถ บ่นใจไปก่อนเท้า-ไม่ยุบสภา ขออยู่กับลุงป้อม

นอกจากนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภากลาโหม ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินลงจากศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ปรากฏว่ามีการสะดุดบันได ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมชี้แจงว่า “ใจไปก่อนเท้า ว่าจะรีบไปงานพิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน SMEs Excellence Awards 2021 และรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Award 2021

นายกฯ สะดุดบันได หัวโขกประตูรถ บ่นใจไปก่อนเท้า-ไม่ยุบสภา ขออยู่กับลุงป้อม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกระแสการยุบสภา ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกาศใช้ว่า จะไม่มีการยุบสภา แม้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนั้นจะประกาศใช้แล้ว ก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการยุบสภา
 

ส่วนจะอยู่จนกว่าจะประชุม APEC แล้วเสร็จหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าก็สุดแล้วแต่สถานการณ์ เรื่องการเมืองก็ว่ากันไป อยู่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะบ้านเมืองมีปัญหาเยอะแยะที่จะต้องแก้ไข ตอนนี้ประเทศก็เดินหน้าไปได้เยอะแล้วเช่นกัน ทั้งการหารายได้ใหม่เข้าประเทศ หากเอาปัญหามาตีทุกวันก็ไปไม่ได้ เพราะปัญหาก็คือปัญหา ซึ่งต้องดูว่าแต่ละปัญหานั้นทับซ้อนเพียงใด ก็แก้ไขมาโดยตลอดทุกเรื่อง 

นายกฯ สะดุดบันได หัวโขกประตูรถ บ่นใจไปก่อนเท้า-ไม่ยุบสภา ขออยู่กับลุงป้อม

“หัวใจสำคัญคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย และต้องแก้ทั้งระบบให้ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีมี 2 บทบาท คือ การอนุมัติงบประมาณ การจัดทำแผนงานโครงการ ที่ต้องรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังไปด้วย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายทุกประการอย่างระมัดระวัง หากใช้อย่างเดียวก็อีกเรื่องหนึ่ง” นายกฯ ย้ำ และว่าวันนี้ได้สั่งการไปแล้วว่าจะดูแลเกษตรกรอย่างไร ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน รวมไปถึงการแก้ปัญหาเรื่องภาษี ที่ต้องนำไปใช้ในกิจการทั้งประเทศ พร้อมกับยืนยันว่านายกฯ พยายามเต็มที่อย่างถึงที่สุดแล้ว ไม่ให้ผิดกฎหมาย ไม่ให้เกิดการทุจริต หากเจอก็ลงโทษ

นายกฯ ส่งกำลังใจ’ลิซ่า BLACKPINK’ บอกคนไทยทุกคนให้กำลังใจหมด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494110

24 พ.ย. 2564 |20:00 น.

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งกำลังใจให้ “ลิซ่า ฺBLACKPINK” นักร้องชื่อดังหลังติดเชื้อโควิด-19 บอกคนไทยทุกคนให้กำลังใจหมด

วันที่ 24 พ.ย. ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะลักช์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ถ.วิทยุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน SMEs Excellence Awards 2021 และรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Award 2021

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสื่อเกาหลีรายงานว่าว่า “ลิซ่า BLACKPINK” หรือ ลลิษา มโนบาล นักร้องชื่อดังติดเชื้อโควิด-19 นายกรัฐมนตรี จะส่งกำลังให้ “ลิซ่า” หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ก็ต้องให้กำลังใจ ไม่เห็นต้องถามเลย คนไทยทุกคนให้กำลังใจหมด

ทั้งนี้วันนี้( 24 พฤศจิกายน) สื่อเกาหลี soompi รายงานว่า YG entertainment ต้นสังกัดของวง BLACKPINK เปิดเผยว่า “ลิซ่า” สมาชิกของวงติดเชื้อโควิด เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 พฤศจิกายน

ขณะที่สมาชิกของวงทั้ง 3 คนทั้ง จีซู เจนนี่ และ โรเซ่ ได้เข้าตรวจหาเชื้อแล้ว

โดยวายจี ออกแถลงการณ์ว่า นี่คือ วายจี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ “ลิซ่า BLACKPINK ” ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิดเมื่อบ่ายวันนี้ (24 พฤศจิกายน)

สมาชิกอีก 3 คนของวง ยังไม่ได้จัดเป็นกลุ่มบุคคลใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตามได้เข้าไปตรวจหาเชื้อโควิดโดยทันที หลังจากได้รับข่าวว่าผลตรวจของ “ลิซ่า” เป็นบวก และกำลังรอผลการตรวจหาเชื้อ


พวกเราได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยเร็วที่สุดรวมถึงสตาฟ และได้ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดตามหลักเกณฑ์ด้านสาธารณสุขพวกเราจะไม่หยุดที่จะให้การสนับสนุนด้านสุขภาพของศิลปินอย่างเต็มที่ รวมไปถึงทีมงานที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับสำคัญสูงสุด

หากมีความคืบหน้าอย่างไร จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”

โดยแฟน ๆ ทั่วโลกให้กำลังใจ “ลิซ่า” ผ่านแฮชแท็ก  #GetWellSoonLisa และขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ทันที

เลือก อบต. 28 พ.ย.นี้ ไป “ใช้สิทธิเลือกตั้ง” ไม่ได้ ทำอย่างไร เช็คได้ที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494089

24 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เตือน ไม่ไป “ใช้สิทธิเลือกตั้ง” อบต. ต้องแจ้ง กกต. เพื่อรักษาสิทธิทางการเมือง ภายใน 7 วัน ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง

08:00 น ถึง 17:00 น. วันที่ 28 พ.ย. 2564 เป็นวันเลือกตั้งนายก และสมาชิก อบต.  กกต.เตือนประชาชนห้ามทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ตั้งแต่เวลา 18:00 น. ของวันที่ 27 พ.ย. 2564ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสุราจัดเลี้ยงเพราะจะมีโทษทางกฎหมาย   หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุจะเสียสิทธิหลายประการรวมถึงถูกจำกัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วน  แต่หากแจ้งเหตุที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามที่ กกต.อาทิ มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้   เดินทางออกนอกราชอาณาจักร มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร  ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง  หรือเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่คณะกรรมการกำหนด  ภายใน 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง คือ ระหว่างวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2564 หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง คือระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2564  

หากไม่ไปเลือกตั้งจะเสียสิทธิทางการเมืองอันประกอบไปด้วย
1. สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
2. สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
3. เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
4. การดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
5. ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
6. ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น และเลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น
 

ช่องทางการแจ้งเหตุที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ประกอบด้วย การยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน  จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แจ้งเหตุทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เว็บไซต์ www.bora.dopa.go.th หรือ www.ect.go.th หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote 

เลือก อบต. 28 พ.ย.นี้  ไป "ใช้สิทธิเลือกตั้ง" ไม่ได้ ทำอย่างไร เช็คได้ที่นี่


แจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือทำเป็นหนังสือซึ่งอย่างน้อยต้องระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ด้วยเหตุใด ก็ตาม
หากไม่แจ้งจะเสียสิทธิ์ทางการเมือง โดยมีระยะเวลาการถูกจำกัดสิทธิ กำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี  นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้ โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ และหากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

พปชร.แจงปมพรรคผุด “ตำบลละ 20 ล้าน-บัตรเครดิตเกษตรกร” เป็นแค่ข้อเสนอแนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494100

24 พ.ย. 2564 |18:00 น.

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ แจงปมพรรคผุด ‘ประชารัฐระดับตำบลละ 20 ล้าน-บัตรเครดิตเกษตรกร’ เป็นแค่ข้อเสนอแนะ ยังไม่เป็นนโยบายทางการหาเสียงเลือกตั้ง

น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีเอกสารของพรรคพลังประชารัฐเผยแพร่ เช่น “โครงการบัตรเครดิตเกษตรประชารัฐถูกใจ” วงเงิน 50,000 บาทต่อครอบครัว “โครงการประชารัฐระดับตำบล” ตำบลละ 20 ล้านบาท ว่า เอกสารที่ออกมาเป็นเพียงการเสนอแนะเท่านั้นเพราะเมื่อวานมีการประชุม ส.ส.เป็นเรื่องปกติที่มีการพูดคุยถึงแนวนโยบายให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เป็นการเสนออย่างไม่เป็นทางการ เป็นการระดมสมองที่จะเอาแนวคิดให้ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ร่วมวิเคราะห์ 

ซึ่ง พล.อ.วิชญ์ เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนแสดงความคิดเห็นเพราะรับฟังข้อมูลจากประชาชนเสมอ แต่ต้องมาวิเคราะห์อีกครั้งว่าสอดคล้องกันหรือไม่ และนโยบายใดทำได้หรือไม่ได้ ไม่อยากให้โฟกัสที่รายละเอียดที่เผยแพร่ออกไปเป็นเพียงแค่การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ได้พูดคุยในเชิงลึก 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีประชาชนบางส่วน เปรียบเทียบ แนวนโยบายที่ออกมากับนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐเคยหาเสียงไว้ว่ายังทำไม่สำเร็จนั้น น.ส. พัชรินทร์ ระบุว่า มีหลายนโยบายที่พรรคพยายามจะขับเคลื่อนอยู่แต่ด้วยวิกฤติโควิดและข้อจำกัดอื่น ๆ ทำให้ต้องค่อย ๆ ขับเคลื่อนไป

เมื่อถามว่า มีนโยบายใดสำเร็จบ้าง น.ส.พัชรินทร์ ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐเน้นอยู่ดีกินดี  เช่น การต่อยอด “บัตรประชารัฐ” ช่วยประชาชน