“นายกฯ” สั่งห้ามไปประเทศพบเชื้อโควิดกลายพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494372

26 พ.ย. 2564 |15:00 น.

"นายกฯ" สั่งห้ามไปประเทศพบเชื้อโควิดกลายพันธุ์

“นายกฯ” สั่งห้ามไปประเทศพบเชื้อโควิดกลายพันธุ์ รับเห็นใจผู้ประกอบการสถานบันเทิงยังเปิดบริการไม่ได้ ย้อนสำรวจมาตรการตัวเองก่อน เผย เหตุแพทย์ห่วง สั่งแรงงาน-สภาพัฒน์ฯ เตรียมเยียวยา

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 หรือ ศบค. ว่า ที่ประชุมในวันนี้ได้รับทราบสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวพันธ์เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะการเปิดประเทศ ซึ่งต้องเน้น covid free setting ซึ่งต้องใช้ในกิจการทุกประเภท การจะทำอะไรก็ตามจะต้องเน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน  ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอยู่ โดยหากมีความพร้อมก็ค่อยว่ากันอีกที ซึ่งก็ต้องเห็นใจด้วย ซึ่งมาตรการด้านสาธารณสุขก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องการให้ปีใหม่ของเราเป็นปีที่มีความสุข ไม่มีการแพร่ระบาดในช่วงนี้หรือช่วงปีใหม่ ก็ขอให้เข้าใจด้วย ที่เป็นมติร่วมกันที่พิจารณาเมื่อสักครู่นี้

ขณะที่มีการรายงานการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่ประเทศแอฟริกาหรือไม่นั้น “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ตนทราบแล้ว และมีการรายงานติดตามอยู่แล้ว ซึ่งทางกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุขกำลังดูอยู่ ว่าจะต้องมีมาตรการอะไรอย่างไร ส่วนการเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ก็ต้องห้ามโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้นำเชื้อมาติด นอกจากนี้จะต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องของวัคซีน สิ่งสำคัญคือต้องช่วยกันฉีดให้มากกว่าเดิม

ส่วนกรณีที่มีสถานบันเทิงแอบเปิดใจกลางเมือง “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ได้มีการสั่งการตำรวจไปแล้ว ซึ่งจะขึ้นบัญชีสถานบันเทิงเหล่านี้ไว้ และไม่ให้เปิดอีก และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบพื้นที่นั้นจะต้องมีความรับผิดชอบด้วย ซึ่งมีผลทางวินัยและจับกุมดำเนินคดีได้ทุกวัน 

ขณะที่การเปิดเรียนแบบ on-site ที่ให้มีการตรวจ ATK ผู้ปกครองนั้นจะถือเป็นการผลักภาระให้ผู้ปกครองหรือไม่  “นายกรัฐมนตรี “ระบุว่า ก็ต้องช่วยกันคำนึงถึงความปลอดภัยส่วนรวม การศึกษาที่ดีที่สุดคือการพบปะกับคุณครู เมื่อมีปัญหาอยู่ก็ต้องช่วยกันไปก่อน อันไหนเปิดได้ก็เปิดอันไหนทำได้ก็ทำ หลายอย่างมีผลกระทบร่วมกันทั้งสิ้น รัฐบาลก็พยายามแก้ไขปัญหาอยู่

ทั้งนี้ “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้เสนอขึ้นมา เพราะตนต้องรับผิดชอบ ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ที่ต้องไม่ผิดกฎหมาย เพื่อเสนอแผนงานโครงการขึ้นมาอาจจะไม่ได้รับการอนุมัติในขณะนี้เช่นการประกันราคาข้าวซึ่งก็ต้องไปดูว่าใครได้ประโยชน์บ้างหรือ เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงหรือไม่หรือใครได้รับประโยชน์

ขณะนี้กำลังไล่ตรวจสอบดูทั้งหมดก็ขอเตือนเอาไว้หากตรวจพบเมื่อไหร่ก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการจะต้องไม่พบการทุจริตโดยเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุกคามประเทศไทย ซึ่งตนก็พยายามแก้ไขปัญหามาหลายปี แต่ก็มีความก้าวหน้า แต่เมื่อก้าวหน้าคนเหล่านี้ก็หาวิธีการใหม่ คนมันทำความดีไม่เป็น ทำสุจริตไม่เป็น หาเงินในทางที่ชอบไม่เป็น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องบุญกรรมของเขาด้วย เขาก็ต้องได้รับกรรม ขอให้ช่วยกันเถอะ
 

ทั้งนี้ “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้เสนอขึ้นมา เพราะตนต้องรับผิดชอบ ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ที่ต้องไม่ผิดกฎหมาย เพื่อเสนอแผนงานโครงการขึ้นมาอาจจะไม่ได้รับการอนุมัติในขณะนี้เช่นการประกันราคาข้าวซึ่งก็ต้องไปดูว่าใครได้ประโยชน์บ้างหรือ เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงหรือไม่หรือใครได้รับประโยชน์ ขณะนี้กำลังไล่ตรวจสอบดูทั้งหมด ก็ขอเตือนเอาไว้หากตรวจพบเมื่อไหร่ก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการจะต้องไม่พบการทุจริตโดยเด็ดขาด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุกคามประเทศไทย ซึ่งตนก็พยายามแก้ไขปัญหามาหลายปี แต่ก็มีความก้าวหน้า แต่เมื่อก้าวหน้าคนเหล่านี้ก็หาวิธีการใหม่ คนมันทำความดีไม่เป็น ทำสุจริตไม่เป็น หาเงินในทางที่ชอบไม่เป็น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องบุญกรรมของเขาด้วย เขาก็ต้องได้รับกรรม ขอให้ช่วยกัน

ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลนำนักดนตรีฟ้องเรียกค่าเสียหายรัฐบาล หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19  “นายกรัฐมนตรี “ระบุว่าเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายในทุกเรื่อง เป็นเรื่องของศาลและอัยการที่จะต้องพิจารณา ซึ่งเขาก็ได้ชี้แจงกับต่างประเทศหมดแล้ว หากถามกลับว่าประเทศเขาเจอเหตุการณ์เช่นเดียวกับเรา เขาก็จะต้องทำเหมือนที่เราทำ หรือบางครั้งอาจรุนแรงกว่าเราด้วยซ้ำไป ซึ่งบ้านเราต้องเลิกการใช้มวลชนมาทำผิดกฎหมายเสียที การที่บอกว่ารัฐบาลรังแกก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับกฎหมายไม่เช่นนั้นจะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจากสถิติพบว่านักท่องเที่ยวมีการติดเชื้อจำนวนน้อย และเข้าสู่กระบวนการรักษา ทั้งเข้มเข็มงวด มีมาตรการรองรับที่ปลอดภัย  

ส่วนแนวทางการเปิดสถานบันเทิงครั้งที่แล้วตนได้สั่งการไปแล้วให้มีการพิจารณามาตรการของตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วทางการแพทย์ยังคงมีปัญหาอยู่ และเกรงว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่จะเกิดปัญหาอีกทุกคนก็จะไม่มีความสุขอีก หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามมาตรการ covid Free setting ไม่ได้ ก็ต้องขยับไปก่อน แต่ขอทำให้เร็วที่สุดก็แล้วกันและต้องทำมาตรฐานตัวเองให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสถานบันเทิง ก็ต้องมาขึ้นบัญชีกันให้หมด โทรหาไม่ยอมรับมาตรการและทำตามมาตรฐานเหล่านี้ถือว่าเป็นอันตรายต่อประเทศ เดินหน้ามาขนาดนี้แล้วจะถอยหลังอีกหรือ

พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะหามาตรการชดเชยให้และเชื้อเชิญให้ผู้ประกอบการและนักดนตรี ได้มีการเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้แล้ว จึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน แต่ย้ำว่าเห็นใจความเดือดร้อนประชาชน โดยได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปดูว่าจะช่วยเหลือเยียวยากลุ่มนี้ได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลก็ช่วยมาตลอดแต่ขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้างเงินทองมีจำกัด ต้องทำเท่าที่จำเป็น หากทุกคนเสนอสิ่งที่ต้องการมาทั้งหมด แต่ไม่มีวิธีการแก้ไขคงไม่ได้ และย้ำว่าตนฟังทุกคน

ส่วนภาพ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐมีการปาร์ตี้โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยนั้น “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ตนเตือนไปแล้วเป็นเรื่องของเขาที่จะต้องระมัดระวัง หากเกิดการแพร่ระบาดก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะจัดอะไรก็แล้วแต่ต้องระมัดระวังสิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้ ฉีดวัคซีนแล้วก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย รวมไปถึงมาตรการด้านสาธารณสุข พร้อมกับมองว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่ใช่เป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิดการย่อหย่อนในมาตรการอย่างไร เพราะเหมือนกับการจัดประชุมอย่างอื่น

และการจะจัดอะไรก็แล้วแต่จะต้องดูความพร้อมในการตรวจคัดกรอง จึงขอให้ทำให้ถูกต้องอย่าเกิดปัญหา เพราะหากเกิดปัญหาก็จะกลับมากดดันที่ตน ก็ต้องสั่งปิดใหม่และเริ่มใหม่ ควรจะทำให้ต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้หลาย ๆ อย่างก็ดีขึ้นแล้ว ทั้งอัตราผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อในช่วงเดือนตุลาคมก็ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่พบว่าไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และถือได้ว่าเป็นบทเรียนให้กับประชาชนว่าไม่ฉีดวัคซีนก็จะเสียชีวิต

พร้อมกับย้ำว่าอย่าเลือกยี่ห้อฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนทางเลือกรัฐบาลก็สนับสนุนเต็มที่ อย่างในกรณีที่ไปจองเองรัฐบาลก็สนับสนุนให้ไม่ได้แต่ก็เชิญชวนผู้ที่จะไปรับวัคซีนทางเลือกแต่ยังไม่ได้รับให้มาฉีดวัคซีนของรัฐก่อน ซึ่งรัฐพร้อมให้บริการ พร้อมกับระบุว่า การไม่ฉีดวัคซีนในอนาคตจะอยู่ไม่ได้ จะเดินทางไปไหนก็ลำบาก แต่ไม่ใช่การจำกัดกรอบที่ของแต่ละคน แต่เป็นการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข คนอื่นเขาเดือดร้อนแล้วตัวเองจะไม่รับผิดชอบได้อย่างไร เพราะไม่ได้ฉีดวัคซีน

“ศบค.” เคาะเปิด ผับ-บาร์ 16 ม.ค. 65 ยกเลิกเคอร์ฟิว-พื้นที่สีแดงเข้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494344

26 พ.ย. 2564 |12:00 น.

"ศบค." เคาะเปิด ผับ-บาร์ 16 ม.ค. 65  ยกเลิกเคอร์ฟิว-พื้นที่สีแดงเข้ม

“ศบค.”เคาะเปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค. 65 ดื่มสุราไม่เกิน 5 ทุ่ม ยกเลิกเคอร์ฟิว-พื้นที่สีแดงเข้ม ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน


 26 พ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( “ศบค.”) ครั้งที่ 19/2564 มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ “ศบค.”เป็นประธาน มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 15) ออกไปอีกระยะเวลา 2 เดือนหรือ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 – 31 มกราคม 2565

ขณะที่มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 สำหรับกิจการสถานบันเทิง “ศบค.” ให้เปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2565 ตามกำหนดเดิม

ส่วนมาตรการป้องกันและควบคุมโควิด-19 สำหรับสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ การเปิดบริการนั้น จำหน่ายสุรา ไม่เกิน 23.00 น. เปิดบริการไม่เกิน 24.00 น.

รวมถึงงดกิจกรรมดังนี้งดให้บริการคาราโอเกะ งดจัดพื้นที่เต้นรำส่วนกลาง งดบริการเครื่องดื่มที่มีการใช้แก้วร่วมกัน งดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การให้บริการ หรือ กิจกรรมที่มีการคลุกคลีและสัมผัสใกล้ชิดกับลูกค้า ทั้งนี้หากไม่มีการระบาดจากสถานบันเทิงให้เปิดดำเนินการต่อได้ หากมีการระบาดจากสถานบันเทิงพิจารณาปิดดำเนินการควบคุมการระบาด และหากเกิดการระบาด หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ให้พิจารณาปิดดำเนินการและกำหนดบทลงโทษ

สำหรับพื้นที่โซนสีโควิดล่าสุด (ณ วันที่ 26 พ.ย.64) มีดังนี้ 

**พื้นที่ควบควบสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม)

จาก 6 จังหวัด ปรับเป็น 0 จังหวัด 

**พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 

จาก 39 จังหวัด ปรับเป็น 23 จังหวัด 


**พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 

จาก 23 จังหวัด ปรับเป็น 23 จังหวัด
 

**พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 

จาก 5 จังหวัด ปรับเป็น 24 จังหวัด 


**พื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) 

ไม่มี 


**พื้นที่สีฟ้า (นำร่องการท่องเที่ยว)

จาก 4 จังหวัด ปรับเป็น 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ กาญจนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พังงา และภูเก็ต

“กต.” แจงไทยไม่กังวล กรณีสหรัฐฯ ไม่เชิญเข้าร่วมประชุม Summit for Democracy

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494336

26 พ.ย. 2564 |12:00 น.

“กต.” แจงไทยไม่กังวล กรณีสหรัฐฯ ไม่เชิญเข้าร่วมประชุม Summit for Democracy

กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงไม่กังวล กรณีสหรัฐฯ เตรียมประชุม Summit for Democracy แต่ไม่เชิญไทยเข้าร่วมด้วย ย้ำไทยยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน เผยที่ผ่านมาเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (26 พ.ย.) นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ เผยแพร่รายชื่อประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม Summit for Democracy ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค. 2564 โดยมีนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นประธานการประชุมแบบทางไกล และได้เชิญ 110 ประเทศ และไต้หวัน รวมทั้งประเทศในอาเซียน คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้เชิญประเทศไทย ว่า จากกรณีดังกล่าว ขอชี้แจงดังนี้ 

“กต.” แจงไทยไม่กังวล กรณีสหรัฐฯ ไม่เชิญเข้าร่วมประชุม Summit for Democracy

1.ไทยรับทราบเกี่ยวกับการประชุม Summit for Democracy ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งแต่การรณรงค์หาเสียง และไทยไม่ได้มีข้อห่วงกังวลว่าจะได้รับเชิญหรือไม่ โดยขึ้นกับดุลพินิจของสหรัฐฯ ในฐานะผู้จัด ที่อาจจะมีเหตุผลหรือปัจจัยในการพิจารณาของตนเอง

2.ไทยยังคงยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ทั้งที่ได้รับเชิญและมิได้รับเชิญ 

3.ที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยที่มีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น Bali Democracy Forum ซึ่งไทยได้เข้าร่วมเป็นประจำทุกปีและมีบทบาทที่แข็งขันและสร้างสรรค์มาโดยตลอด

ส.ส.ก้าวไกล นำทีมธุรกิจกลางคืน ฟ้องหน่วยงานรัฐ เพิ่มชดเชยผลกระทบโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494327

26 พ.ย. 2564 |11:00 น.

ส.ส.ก้าวไกล นำทีมธุรกิจกลางคืน ฟ้องหน่วยงานรัฐ เพิ่มชดเชยผลกระทบโควิด

ส.ส.ก้าวไกล นำทีมตัวแทนธุรกิจกลางคืน ฟ้องภาครัฐหลายหน่วยงาน พิจารณาช่วยเหลือผลกระทบจากโควิดเพิ่ม ถูกสั่งปิดผับ 2 ปี แทบไม่มีงาน

เมื่อเวลา 9.30 น.ที่ผ่าน (26 พฤศจิกายน 2564) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล , นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล พร้อมตัวแทนศิลปินเเละผู้ประกอบอาชีพกลางคืน ได้มายื่นฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) กับภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร  เพื่อเรียกค่าเสียหายและการชดเชยเยียวยากลุ่มธุรกิจนักดนตรี ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผับ บาร์ และธุรกิจกลางคืน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมโรคโควิด-19 ของรัฐบาล

น.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยว่า พรรคก้าวไกลเป็นตัวแทนในการฟ้องแบบหมู่  เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากทางภาครัฐ จากการช่วยเหลือเยียวยาที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  จึงเป็นที่มาว่าวันนี้ต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรม  เพื่อให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การคำนวณค่าเสียหายจะใช้วิธีคำนวณแบบชดเชยรายได้  โดยใช้รายได้จากปี 2562 ของสมาชิกกลุ่มทั้งหมด นักดนตรีกลางคืน นักแสดง ที่โดนปิดระงับไป นักดนตรีเหล่านี้มีรายได้จากการเล่นดนตรีในงานอีเวนท์และผับบาร์ต่าง ๆ 

“ไม่ว่าความเสียหายเยอะน้อยเท่าไร แต่เกิดจากอาชีพที่เขามีไม่สามารถประกอบได้เป็นเวลา 2 ปี เม็ดเงินอาจจะดูน้อย แต่ความเสียหายนั้นมีมาก” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ อาทิ ธุรกิจร้านนวด และร้านอาหาร ผับ บาร์ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า มีความน่าจะเป็นที่ศาลจะรับฟ้อง เรายังมีความหวังกับเรื่องนี้อยู่  เราคงจะหวังพึ่งอะไรกับทางรัฐบาลได้ไม่มากแล้ว  จึงจะต้องใช้กระบวนการยุติธรรมแทน  โดยหวังว่าศาลจะอำนวยความยุติธรรมในครั้งนี้  ในวันนี้อาจจะมีมติจากทางศบค. เพื่อกำหนดเวลาแน่ชัดว่าธุรกิจกลางคืนจะเปิด ได้เปิดเมื่อไหร่ 

ส.ส.ก้าวไกล นำทีมธุรกิจกลางคืน ฟ้องหน่วยงานรัฐ เพิ่มชดเชยผลกระทบโควิด

ด้าน นายปกรณ์ โพธิ์แสงดา สมาชิกวง IHEARBAND ตัวแทนศิลปินที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ได้รับผลกระทบแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์  จากงานที่มีอยู่เดือนหนึ่ง 20-30 งาน  แทบจะกลายเป็นศูนย์ตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงช่วงเดือนตุลาคมก็ยังไม่ดีขึ้น  โดยตนเองเป็นตัวแทนของกลุ่มนักดนตรีจำนวน 30 กว่าคน  แต่จำนวนจริง ๆ นั้นมีมากกว่านี้

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในกลุ่มผู้เสียหายมีความเสียหายแตกต่างกัน  ศาลท่านพิจารณาบังคับคดีก็ไม่ได้คำนวณที่จำนวนเงิน  จึงไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขได้  ศาลก็จะพิจารณาพยานหลักฐานรายได้ที่ยื่นมา

นายกฯ ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส เดินหน้าฉีดครบ 100 ล้านโดส สู่ความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494310

26 พ.ย. 2564 |08:00 น.

นายกฯ ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส เดินหน้าฉีดครบ 100 ล้านโดส สู่ความปลอดภัย

โฆษกรัฐบาลเผย “นายกฯ” ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส กำชับ สสจ. ลุยเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชน นับถอยหลัง “สัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีน” เดินหน้าสู่เป้าหมาย 100 ล้านโดส วันที่ 27 พ.ย. – 5 ธ.ค. 64 เพื่อความปลอดภัย ได้ใช้ชีวิตปกติ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ครบโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งขณะนี้ไทยมีวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอให้คนทั้งประเทศ วัคซีนทุกชนิดผ่านการอนุมัติโดย องค์การอนามัยโลก(WHO) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยแล้ว โดยวันที่ 27 พ.ย. – 5 ธ.ค. 64 กรมควบคุมโรคกำหนดให้เป็น “สัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีน” สู่เป้าหมาย 100 ล้านโดสเพื่อความปลอดภัย ได้ใช้ชีวิตปกติ  ทั้งนี้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2564 – 25 พ.ย.2564 (23.25 น.) พบว่ามีการฉีดวัคซีนสะสม  91,238,247 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 สะสม 47.5 ล้านราย เข็มที่ 2 สะสม 40.5 ล้านราย เข็มที่ 3 สะสม 3.2 ล้านราย  

นายกฯ ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส เดินหน้าฉีดครบ 100 ล้านโดส สู่ความปลอดภัย

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลเดินได้หน้าฉีดวัคซีน ขณะนี้ภาพรวมแผนการบริหารจัดการและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การฉีดวัคซีนแบบผสมผสานหรือ “สูตรไขว้” เห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโควิด-19 เห็นผลลัพธ์ในการลดอาการติดเชื้อรุนแรงหรือป่วยหนักได้เป็นอย่างดี ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิต ที่ต่ำกว่า 100 ราย ติดต่อกันนานหลายเดือนแล้ว โดยวันนี้ (26 พ.ย. 64) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 6,559 ราย และหายป่วยกลับบ้าน 6,875 ผู้เสียชีวิตจำนวน 64 ราย เหลือผู้ที่อยู่ระหว่างรับการรักษาจำนวน 8 หมื่นราย สะท้อนความสำเร็จในการบริหารสถานการณ์โควิด -19 ของรัฐบาลและความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี 

นายกฯ ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส เดินหน้าฉีดครบ 100 ล้านโดส สู่ความปลอดภัย

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เดินหน้าเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่ของตัวเองให้ครบโดส  ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมายฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในเกิดขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รับการเปิดประเทศต่อไป  และฝากความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชนที่จะออกมาเลือกตั้ง อบต. ทุกพื้นที่ในวันอาทิตย์นี้  ก็ขอให้ปฏิบัติตนตามมาตรการอนามัยส่วนบุคคล สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง อย่างเคร่งครัดด้วย” นายธนกร กล่าว

นายกฯ ชวนคนไทยเร่งรับวัคซีนครบโดส เดินหน้าฉีดครบ 100 ล้านโดส สู่ความปลอดภัย

นายกฯ กำชับความมั่นคง-มหาดไทย-แรงงาน คุมเข้มแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494305

26 พ.ย. 2564 |08:00 น.

นายกฯ กำชับความมั่นคง-มหาดไทย-แรงงาน คุมเข้มแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทย

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯ กำชับฝ่ายความมั่นคง-มหาดไทย-แรงงาน คุมเข้มแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทย พร้อมเร่ง MOU แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและการลักลอบเข้าเมือง เปิดลงทะเบียน 1 ธ.ค. นี้

วันนี้ (26 พ.ย.) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเป็นห่วงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งยังได้รับรายงานการจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง  จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เพิ่มความเข้มงวด สกัดกั้นขบวนการขนย้าย ค้าแรงงานต่างด้าวที่แอบลักลอบเข้าประเทศไทยตามแนวชายแดนและจุดเสี่ยงช่องทางธรรมชาติรอบด้านทุกช่องทาง 

ล่าสุด กองกำลังสุรสีห์หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้าร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าวกองกำลังสุรสีห์หมวดป้องกันชายแดนที่ 1 กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี  จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ที่ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย จำนวน 47 คน กองกำลังบูรพา กรมทหารพรานที่ 12 กรมทหารพรานที่ 13 หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ  หน่วยเฉพาะกิจตาพระยา จับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายชาวกัมพูชาได้ 35 คน  ทั้งหมดต้องการไปทำงานในกรุงเทพฯ สมุทรสาคร นครปฐม ปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา   

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยหนึ่งในสาเหตุหลัก คือ การขาดแคลนแรงงานในโรงงานก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงแรงงานดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี  นำเข้าแรงงานตาม MOU แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่  เมียนมา ลาว กัมพูชา  อย่างถูกกฎหภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้นายจ้างและสถานประกอบการในประเทศมีแรงงานในกิจการเพียงพอ ซึ่งจะเริ่มเปิดลงทะเบียนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ 8 ขั้นตอนนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามเอ็มโอยู ดังนี้ 

1.นายจ้างยื่นแบบคำร้องกับสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน 

2.การจัดส่งคำร้องความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว โดยกรมการจัดหางาน/สจจ. สจก. 1-10 มีหนังสือแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทยไปยังประเทศต้นทาง 

3.ประเทศต้นทางดำเนินการรับสมัคร คัดเลือก ทำสัญญา และจัดทำบัญชีรายชื่อคนงานต่างด้าว (Name List) ส่งให้กรมการจัดหางานผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางานส่งให้นายจ้าง

4. นายจ้างที่ได้รับบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) แล้วยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว 

5.กกจ.มีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต้นทางของคนต่างด้าวเพื่อพิจารณาออกวีซ่า (Non – Immigrant L-A) ให้แก่คนต่างด้าวตามบัญชีรายชื่อ และหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออนุญาตให้คนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่นายจ้างได้แจ้งไว้ 

6.เมื่อคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรต้องแสดงหนังสือยืนยันการอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าไม่เป็นโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR และ ATK (ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง) หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือใบรับรองแสดงประวัติการเคยติดเชื้อในช่วงไม่เกิน 3 เดือน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นระยะเวลา 2 ปี 

7.คนต่างด้าวต้องเข้ารับตรวจสุขภาพ 6 โรคเป็นขั้นตอนแรก หากพบเป็นโรคต้องห้ามจะส่งกลับประเทศต้นทาง เพราะไม่สามารถอนุญาตให้ทำงานได้ตามกฎหมาย หากไม่พบเป็นโรคต้องห้ามจะเข้าสู่กระบวนการกักตัว และตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ด้วยวิธี RT – PCR 

8.คนต่างด้าวรับการอบรมผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เร้นซ์ ณ สถานประกอบการ เมื่อผ่านการอบรมแล้ว คนต่างด้าวรับใบอนุญาตทำงาน โดยการอนุญาตให้ทำงานจะเริ่มจากวันที่คนต่างด้าวได้รับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้เดินทางเข้ามาในประเทศ 


นายธนกร กล่าวด้วยว่า นายกฯ ได้มอบหมายกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงต่างประเทศ รวมถึงตัวแทนของผู้ประกอบการ/นายจ้าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการให้ความร่วมมือหารือถึงความชัดเจนเงื่อนไขและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแบบถูกกฎหมายได้ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้เจ้าของกิจการหรือนายจ้างช่วยกันเปิดประเทศ “แบบนิวนอร์มอล” ที่มีความปลอดภัยทั้งผู้ประกอบการและแรงงานด้วย 

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494286

26 พ.ย. 2564 |08:00 น.

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

“พีระพันธุ์” ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน ไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายลูกพิจารณาเสร็จ ส่วนการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบไม่มีผลต่อคะแนนเสียง หากทำงานไม่เข้าตาประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ถึงกระแสการยุบสภาเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง หากกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายพรรคการเมือง ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในปีหน้าและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ว่า เรื่องกดดันให้ยุบสภานี้มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้กฎหมายลูกเสร็จหรอกเพราะคนที่เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็เรียกร้องให้ยุบสภาทุกวันอยู่แล้ว ฉะนั้น ถามว่าการเรียกร้องให้ยุบสภานี้ ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายลูก แต่การมีกฎหมายลูก ก็เพื่อหยิบประเด็นเพิ่มขึ้นเท่านั้น เป็นธรรมดา ทุกยุคทุกสมัยก็เป็นเช่นนี้

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่าสำหรับกติกาใหม่ในการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเปลี่ยนมาใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ จะมีผลต่อการลงคะแนนเลือกส.ส. มากน้อยเพียงใดนั้น ตนเองเห็นว่าบัตรกี่ใบก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของประชาชน ถ้าเราทำงานไม่เข้าตา จะบัตรกี่ใบประชาชนก็ไม่เลือก ถ้าเราทำงานเข้าตาประชาชน บัตร 1 ใบ 2 ใบ หรือ 3 ใบ ประชาชนก็เลือกอยู่ดี 

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

“สำหรับผมบัตรกี่ใบก็ช่างเถอะ ขอให้เราทำงานให้ประชาชน ให้ประชาชนเห็นถึงความเอาจริงเอาจังของเรา ในการแก้ปัญหาและรับรู้ปัญหาของประชาชน และความมุ่งมั่นตั้งใจแก้ปัญหาให้กับประชาชน” นายพีระพันธุ์ ย้ำ 
 

ส่วนกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวตนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าหลังจากแก้ไขกฎหมายลูกแล้ว คณะกรรมาธิการฯ จะคิดเห็นอย่างไร หรือถ้าหลังกฎหมายลูกออกไปแล้ว ถ้าทำไพรมารีโหวต จะทำทันไหม จะสามารถบังคับใช้ได้ทันเวลาไหม หรือควรจะต้องมีบทเฉพาะกาลว่าเว้นไว้รอบหน้า หรือไม่ควรมีการทำไพรมารีโหวตเลย ก็ขึ้นอยู่ที่กรรมาธิการฯ จะพิจารณา 

“เรื่องนี้มองได้ 2 ทาง สำหรับพวกโน้มเอียงไปทางวิชาการ ก็มักจะเชียร์ให้ทำไพรมารีโหวต เพราะโดยหลักการ โดยทฤษฎี ก็เหมือนกับการคัดเลือกผู้ที่จะสมัครเป็นส.ส. จะถูกคัดเลือกเป็นชั้น ๆ แต่พวกที่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง จะไม่ค่อยชอบวิธีนี้ เพราะความจริงมันไม่เหมือนในตำรา แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการ และเกี่ยวข้องกับคนเยอะแยะ มันไม่ง่ายเหมือนอ่านในตำราในทฤษฎี  เพราะพอทำจริงมันจะเกิดปัญหา เกิดความยุ่งยาก ซับซ้อน คนก็ไม่อยากทำ อันนี้เป็นธรรมชาติของคน ก็อยู่ที่ว่าถึงเวลานั้น จะให้น้ำหนักไปด้านไหนมากกว่ากัน” ที่ปรึกษานายกฯ กล่าว

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน
ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในอนาคต หากหลังการเลือกตั้ง แล้วพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันจัดตั้งรัฐบาล ผลจะเป็นเช่นไร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ชี้ว่าทุกวันนี้มันมีควาชัดเจนอยู่แล้วการที่เราจะจับมือทำงานกับใคร ไม่ว่าจะแนวทางทางการเมืองหรือการทำธุรกิจ เราต้องดูองค์ประกอบดังนี้ คือ 1. แนวทางมันตรงกันไหม 2. เป้าหมายเดียวกันหรือเปล่า แต่ถ้ามันคนละแนวทางกัน มันก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว 

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

“ฉะนั้น ถ้าเราจะมองว่าพรรคการเมืองไหน จับมือกับใคร ก็ต้องดูแนวทางของพรรคการเมืองนั้นในช่วงที่ผ่านมา และที่จะเป็นไปในวันข้างหน้าว่ามันจะเป็นยังไง ถ้ามันไปคนละแนวทาง และยิ่งถ้าเป็นพรรคใหญ่กับพรรคใหญ่ มันยิ่งพังเลยเพราะพอเดินด้วยกันแล้ว มันไปด้วยกันไม่ได้ ฉะนั้น จะเป็นพรรคไหนกับพรรคไหน สำคัญสุดคือแนวทางของพรรคมันแนวทางเดียวกันไหม” นายพีระพันธุ์ ย้ำ  

ที่ปรึกษานายกฯ ชี้มีแรงกดดันให้ยุบสภาทุกวัน

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494267

25 พ.ย. 2564 |20:00 น.

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย แต่แจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง พร้อมย้ำเป็นองค์กรทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกว่า 60 ปี แก่คนทั่วโลก ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง และไม่แสวงหากำไร ไม่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือแหล่งทุนอื่น ๆ

จากกรณีที่วันนี้ (25 พ.ย.) นายนพดล พรหมภาสิต กลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบันและเครือข่ายปกป้องสถาบัน 6  องค์กร ได้มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ “แรมโบ้อีสาน” ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบการทำงานขององค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand ) มีพฤติกรรมการกระทำเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ 

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

ขณะที่ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาประกาศท้าเดิมพันเก้าอี้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ว่า หากเขาไม่สามารถขับไล่ให้แอมเนสตี้ฯ ออกไปจากประเทศได้ ยินดีที่จะลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน ได้ร่วมกันลงชื่อให้ได้ 1 ล้านคน เพื่อไล่แอมเนสตี้ฯ ออกจากประเทศไทยในวันเดียวกันด้วย

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

ล่าสุด จากการเข้าไปติดตามในเพจของ Amnesty International Thailand นั้น ยังไม่มีการออกมาตอบโต้ หรือเคลื่อนไหวในประเด็นนี้แต่อย่างใด มีเพียงข้อมูลที่แจ้งถึงการดำเนินงานของแอมเนสตี้ฯ ในประเทศไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้ง 6 ความจริงที่หลายคงยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับแอมเนสตี้  โดยระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เราคือขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน เป็นอีกหนึ่งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือ เอ็นจีโอ ที่เข้ามาบทบาทในประเทศประเทศไทย จากการทำกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ถึงกระนั้นหลายคนก็ยังคงมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

วันนี้เราจึงถือโอกาสพาทุกคนมาทำความรู้จักกับองค์กรของเราผ่าน 6 ความจริงที่หลายคงยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

1. แอมเนสตี้เข้ามามีบทบาทในไทยจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519
นับแต่เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 จนทำให้กลายเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไทย และยังเป็นความทรงจำอันมืดมนของใครหลายๆ คน และเหตุการณ์ในวันนั้นเองที่ทำให้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวไทยในนามองค์กรนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะจดหมายนับแสนฉบับที่ถูกส่งมายังรัฐบาลไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมจากการประท้วง ซึ่งจดหมายเหล่านั้นล้วนแต่มาจากผู้สนับสนุนแอมเนสตี้ทั่วโลก

และในพ.ศ. 2536 เป็นครั้งแรกที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างจริงจัง มีการเลือกตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่สนใจสิทธิมนุษยชนแขนงต่างๆ ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และจดทะเบียนในฐานะสมาคมตามกฎหมายไทยภายใต้ชื่อ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อร่วมทำงานพัฒนาสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมด้วยความร่วมมือจากผู้สนับสนุนทุกคนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2546

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

2. สำนักงานใหญ่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดที่ว่าตั้งอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในความเป็นจริงแอมเนสตี้มีจุดกำเนิดมาจาก ปีเตอร์ เบเนนสัน ทนายความชาวอังกฤษผู้เขียนบทความเรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษาชาวโปรตุเกสสองคนที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับติดคุกเพียงเพราะดื่มเหล้าและชนแก้วสดุดีเสรีภาพ ดังนั้นจึงทำให้สำนักงานใหญ่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

3. เงินสนับสนุนของแอมเนสตี้
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ที่ถูกละเมิดผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่าเรามีเงินจัดกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างไร และบางคนมีความเข้าใจผิดที่ว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นองค์กรที่รับเงินมาจากรัฐบาลต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงเงินทุนสำหรับการจัดกิจกรรมของเรา ล้วนแต่มาจากการรับบริจาคของบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสิทธิมนุษยชน และค่าสมัครสมาชิกในแต่ละปี เพราะแอมเนสตี้เป็นองค์กรอิสระ ที่ไม่แสวงหาผลกำไร และปฏิเสธที่จะรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือแหล่งทุนอื่น ๆ 

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

4. เป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นองค์กรที่รณรงค์ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยไม่ฝักใฝ่อุดมการณ์ทางการเมือง หรือลัทธิใด ๆ เน้นทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น เนื่องจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีพันธกิจเพียงเพื่อให้สังคมเกิดการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน  

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบใด แอมเนสตี้ก็ยังต้องทำงานเพื่อเรียกร้องหรือกดดันให้ประเทศนั้น ๆ ยกระดับและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยไม่มองว่าเป็นประเทศคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตย รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือว่ารัฐประหาร เพราะทุกระบอบการปกครองล้วนมีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

5.มีสำนักงานกระจายตัวอยู่ทั่วโลก
เนื่องด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสังคมเราในปัจจุบันยังคงมีผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิอยู่มากมาย จึงทำให้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่มีสมาชิกและผู้สนับสนุนกว่า 10 ล้านคน ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และมีสำนักงานกระจายตัวอยู่กว่า 70 ประเทศ ยังคงต้องยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเพื่อให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกันทางด้านสิทธิมนุษยชน และการที่เรามีสำนักงานกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศก็สามารถทำให้เราทราบได้ว่าสถานการณ์ของโลก ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร

แอมเนสตี้ฯ ยังเงียบ ไม่โต้ตอบกรณีโดนไล่พ้นไทย พร้อมแจง 6 ความจริงที่ถูกต้อง

6.ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 60 ปี
ตลอดระยะเวลาการทำงานเพื่อสังคมที่ผ่านมาแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 6 ทศวรรษ หากนับเป็นตัวเลขของอายุคนเราก็คงเป็นคนหนึ่งที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต และเป็นวัยที่ทุกอย่างเริ่มเชื่องช้าลง แต่กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรายังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อให้สิทธิมนุษยชนเกิดความเท่าเทียมมากกว่าที่เป็น จนทำให้เกิดความสำเร็จมากมาย อาทิการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญในการปกป้องเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลกในปี 2520 หรือล่าสุด ฆาลิด ดราเรนี นักข่าวชาวแอลจีเรียได้รับการปล่อยตัว หลังจากถูกคุมขังเพียงเพราะทำหน้าที่รายงานข่าวเมื่อปี 2563 

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังคงทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับบุคคลที่ถูกละเมิด เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนมีความเท่าเทียม ไม่ควรมีใคถูกกดให้ต่ำลง

Amnesty International Thailand
คริสตินา โรธ์ และ อัลลี แมคแครกเกน จาร์รา

“ท่านใหม่ ม.จ.จุลเจิม’ เตือน นายกฯ ซื้อไอโฟนให้ ขรก. มีแต่เสียกับเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494263

25 พ.ย. 2564 |20:00 น.

"ท่านใหม่ ม.จ.จุลเจิม’ เตือน นายกฯ ซื้อไอโฟนให้ ขรก. มีแต่เสียกับเสีย

“ท่านใหม่ ม.จ.จุลเจิม ยุคล” เตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซื้อไอโฟนให้ข้าราชการ มีแต่เสียกับเสีย เพราะเป็นอาชีพมีรายได้มั่นคงที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ฟรี 

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน “ม.จ.จุลเจิม ยุคล” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โครงการซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 111 เครื่อง มูลค่า 2.6 ล้านบาท มีแต่เสีย โดยมีเนื้อหาดังนี้

เตือนท่านนายกฯ อีกครั้งว่าโครงการซื้อโทรศัพท์มือถือให้เจ้าหน้าที่มีแต่เสีย…..

อ่านที่ปรึกษานายกฯแจงแล้วไม่สมเหตุสมผล เป็นตรรกะวิบัติที่อ้างว่าเพื่อประชาชน มันเป็นประโยชน์ประชาชนตรงไหนที่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้เจ้าหน้าที่ใช้ในราคาแพง และเทคโนโลยีของอเมริกันมันใส่บางอย่างที่เป็นสปายไว้ เมื่อมาใช้ในวงราชการล็อตเดียวกัน โทรศัพท์ที่ไม่เป็นอีกโทรไปหาใคร กลายถ่ายเหมือนรวมการเฉพาะกิจ

ในแง่ของเศรษฐกิจ สังคม นายกฯ มีแต่เสียกับเสียเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นอะไรต้องซื้อโทรศัพท์ ยุคนี้เด็กเลี้ยงควายยังซื้อโทรศัพท์ใช้เองกันแล้ว เจ้าหน้าที่/ข้าราชการคือผู้ที่มีรายได้มั่นคงที่สุดในยุคโควิดมีความจำเป็นอะไรต้องใช้โทรศัพท์ฟรี


ไม่ฟังกันก็แล้วไปแต่บอกได้คำเดียวว่าโครงการนี้มีแต่จะเสีย….

น.ส.นัทรียา ​กล่าวว่า​ ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น มีการใช้เวลานานพอสมควร ตั้งแต่การประกาศหาผู้จำหน่าย และมีการดำเนินการระบบผ่านระบบอีบิดดิ้ง กระทั่งสำเร็จและได้ครุภัณฑ์ดังกล่าวมา เพียงแต่ออกมาในช่วงที่ประชาชนมีปัญหาเรื่องปากท้อง จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า โทรศัพท์ที่นำมาใช้นี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนและเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น

อย่าอ้างแต่ประชาชน หรือเพื่อประโยชน์ของประชาชน ลมที่ผ่านออกมาจากไรฟัน มันเหม็นครับ แปรงฟันเสียก่อนจะดีกว่า

จับตาพรุ่งนี้ “ศบค.ชุดใหญ่” จ่อเคาะ ไร้จังหวัดสีแดงเข้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494247

25 พ.ย. 2564 |18:00 น.

จับตาพรุ่งนี้ "ศบค.ชุดใหญ่" จ่อเคาะ ไร้จังหวัดสีแดงเข้ม

จับตาพรุ่งนี้ “ศบค.ชุดใหญ่” ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จ่อเคาะไร้จังหวัดสีแดงเข้มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดจากปัจจุบันที่มีอยู่ 6 จังหวัด พร้อมกับต่อขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยจะมีการเสนอให้ขยายไปอีก 2 เดือน คร่อมช่วงเทศกาลปีใหม่

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือ “ศบค.” ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน จะมีการพิจารณาปรับลดพื้นที่โซนสี โดยจะไม่มีพื้นที่สีแดงเข้ม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่  6 จังหวัด ประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา นครศรีธรรมราช และตาก แต่จะมีการปรับโซนสีในระดับอื่นๆเพิ่มเติม

นอกจากนี้ จะมีการเสนอให้ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปอีก 2 เดือน เพื่อให้คร่อมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยให้ต่อขยายมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2565

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564  ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (“ศบค.”) ครั้งที่ 18/2564 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ “ศบค.”เป็นประธานมีมติเห็นชอบปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร

โดยปรับลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 7 จังหวัด ลดลงเหลือ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา โดยจันทบุรีไปเป็นพื้นที่ควบควมสูงสุด (พื้นที่สีแดง)

ขณะที่พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) จำนวน 39 จังหวัด

พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จำนวน 23 จังหวัด

พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) จำนวน 5 จังหวัด

พื้นที่สีฟ้า (นำร่องการท่องเที่ยว) จำนวน 4 จังหวัด

นอกจากนี้ที่ประชุม “ศบค.” ในวันดังกล่าว(12 พฤศจิกายน) ยังมีมติให้คงปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ และเห็นชอบเลื่อนการเปิดบริการจากแผนเดิมจากวันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นวันที่ 15 มกราคม 2565 เพื่อเตรียมการและประเมินสถานการณ์การระบาด และความครอบคลุมการได้รับวัคซีน

รวมถึงมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) “ศบค.” กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสถานบันเทิง และกำกับติดตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 แบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง