นายกฯ คุมเข้มโควิดสายพันธุ์ใหม่ จับตาชาวต่างชาติจากทวีปแอฟริกาเข้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494470

27 พ.ย. 2564 |11:00 น.

นายกฯ คุมเข้มโควิดสายพันธุ์ใหม่ จับตาชาวต่างชาติจากทวีปแอฟริกาเข้าไทย

พล.อ.ประยุทธ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ย้ำไทยคุมเข้มโควิดสายพันธุ์ใหม่ พร้อมจับตาชาวต่างชาติจากทวีปแอฟริกาเข้าประเทศ ยืนยันยังไม่พบโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ระบาดในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha วันนี้(27 พ.ย.) โดยมีเนื้อหาทางการไทยคุมเข้มโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่ตรวจพบในทวีปแอฟริกา และจะตรวจสอบเข้มข้นชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย จากกลุ่มประเทศแอฟริกา เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยให้ปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน ดังนี้ 


พี่น้องประชาชนที่รักครับ จากการตรวจพบโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ในทวีปแอฟริกา ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ตั้งชื่อว่า Omicron โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน และอาจจะแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าเดิมนั้น ผมขอเรียนพี่น้องประชาชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิด และได้รายงานผมตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทยบ้าง ซึ่งเบื้องต้น ประเทศในทวีปแอฟริกาไม่ได้รวมอยู่ใน 63 ประเทศ/พื้นที่ ที่ไทยอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว และผมขอย้ำว่า ไทยยังไม่มีการพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้

นายกฯ คุมเข้มโควิดสายพันธุ์ใหม่ จับตาชาวต่างชาติจากทวีปแอฟริกาเข้าไทย

ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งหน่วยงานคัดกรองที่จุดต่าง ๆ ให้จับตามองและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และรายงานข้อมูลต่อผมในทันทีที่มีความคืบหน้า หรือมีข้อเสนอแนะด้านมาตรการต่าง ๆ ซึ่งหากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการปรับมาตรการ โดยเฉพาะการเดินทางเข้าออกประเทศ จากประเทศต่าง ๆ ที่มีการพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ ผมก็จะสั่งการให้ดำเนินการโดยทันที โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนสูงสุด 

ทั้งนี้ ผมขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน ยังคง ได้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ลด-เลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อ แม้ว่าสถานการณ์เราจะดีขึ้นแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด ผมขอให้ท่านรีบไปฉีดทันทีเมื่อมีโอกาส หรือหากท่านที่ยังฉีดไม่ครบโดส ขอให้ท่านเข้ารับการฉีดในหลายๆ จุดที่เปิดให้บริการที่ท่านสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นจุดเดิมที่ท่านเคยฉีดมาแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันตัวท่านและคนรอบข้าง 

สำหรับการสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อย ๆ ก็ถือว่าเป็นวัคซีนป้องกันเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ทุกคนอย่าประมาท การ์ดไม่ตกนะครับ ส่วนผมและรัฐบาล จะทำทุกทางเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างดีที่สุดครับ

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494466

27 พ.ย. 2564 |11:00 น.

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ แจงการทำกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนในรอบ 10 ปี ที่มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ระบุเราเป็นขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก

หลังจากมีกระแสข่าวให้ขับไล่แอมเนสตี้พ้นไปจากประเทศไทย โดยนายเสกสกุล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือจากนายนพดล พรหมภาสิต กลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบันและเครือข่ายปกป้องสถาบัน 6  องค์กร ที่ได้มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบการทำงานขององค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand ) มีพฤติกรรมการกระทำเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มอดีตประธานหมู่บ้านคนเสื้อแดง ก็ได้ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 1 ล้านรายชื่อเพื่อขับไล่แอมเนสตี้ด้วย กระทั่งล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการตรวจสอบแอมเนสตี้  

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

กระทั่งล่าสุดวันนี้ (27 พ.ย.) แอมเนสตี้ได้ออกแถลงการณ์ถึงการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในรอบ 10 ปี ผ่านเพจของแอมเนสตี้ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เราเป็นขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน

เรามีพันธกิจในการศึกษาและปฏิบัติการเพื่อป้องกันและยุติปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกระดับที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้มีเสรีภาพในการแสดงออกและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ โดยกิจกรรมรณรงค์ของเรามีรากฐานมาจากงานวิจัย
 

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

ไม่ว่าคุณจะมีความคิด ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด หากคุณถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเราจะออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของคุณ

และวันนี้ เราขอชวนคุณร่วมย้อนอ่านแถลงการณ์และปฏิบัติการด่วน (บางส่วน) จากเรา เพื่อผลักดันสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
 

แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี
แอมเนสตี้ออกแถลงการณ์ โต้แรมโบ้อีสาน แจงกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน รอบ 10 ปี

รัฐทุ่ม 4.8 ล้าน พัฒนาวัคซีนโควิดสัญชาติไทยทดสอบในมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494459

27 พ.ย. 2564 |10:00 น.

รัฐทุ่ม 4.8 ล้าน พัฒนาวัคซีนโควิดสัญชาติไทยทดสอบในมนุษย์

รองโฆษกฯ เผยรัฐบาลทุ่มงบประมาณ 4.8 ล้านบาท พัฒนาวัคซีนโควิดสัญชาติไทย ล่าสุดมี 4 วัคซีน กำลังเร่งทดสอบในมนุษย์

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่าในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความก้าวหน้าการวิจัยวัคซีนในประเทศไทย ซึ่งได้รับการรายงานว่า ขณะนี้ทั้ง 4 วัคซีนกำลังอยู่ในขั้นทดสอบในมนุษย์ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในการพัฒนาเป็นระยะ รวมวงเงิน 4.8 พันล้านบาท กล่าวคือ

วัคซีน NDV-HXP-S ที่พัฒนาโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับงบประมาณจากรัฐบาลผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ  (สวช.) แล้ว 45.88 ล้านบาท ทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 แล้วตั้งแต่ 16 ส.ค. 64 คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนนี้ (ธ.ค. 64) อยู่ระหว่างทำคำของบประมาณเพื่อรับการสนับสนุนสำหรับการทดสอบระยะที่ 3 
 

วัคซีน Chula-Cov19 พัฒนาโดยศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) จำนวน 375 ล้านบาท ทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 เริ่ม ส.ค. 64 คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนธันวาคมนี้ และสำหรับการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 และการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนวัคซีนเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน ครม.ได้อนุมัติงบประมาณจาก พรก.เงินกู้กรอบวงเงิน 2,316 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วัคซีน Baiya SARS-CoV-2 Vax พัฒนาโดยบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับงบประมาณจาก พรก.เงินกู้ฯ 160 ล้านบาท ในช่วงต้น ขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบในมนุษย์ ระยะที่ 1 เริ่ม ตั้งแต่ ต.ค. 64 และล่าสุด ครม.ได้อนุมัติกรอบวงเงิน 1,309 ล้านบาท จากพรก.เงินกู้ เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในส่วนของการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 3 ด้วย
 

วัคซีนโควิเจน โดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย ได้รับงบประมาณจาก พรก. เงินกู้แล้ว 650 ล้านบาท ได้ทำการสอบในมนุษย์ ระยะที่ 1 แล้วตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. 64 เพื่อศึกษาความปลอดภัยและการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมการทดสอบในระยะที่ 2

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนสัญชาติไทยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการ R & D  การทดสอบประสิทธิภาพ การขึ้นทะเบียนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้ครบวงจร เสริมความมั่นคงทางวัคซีนของประเทศ ถือเป็นอีกความหวังในการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการจัดการสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวด้วย” รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ

กกต.สั่งอำนวยความสะดวก We watch ร่วมสังเกตการณ์ “เลือกตั้งอบต.” ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494455

27 พ.ย. 2564 |09:00 น.

กกต.สั่งอำนวยความสะดวก We watch ร่วมสังเกตการณ์ "เลือกตั้งอบต." ทั่วประเทศ

“เลือกตั้งอบต.” ทั่วประเทศ วันพรุ่งนี้ กกต.สั่งอำนวยความสะดวก เครือข่ายเยาวชนฯ ร่วมสังเกตการณ์ การเลือกตั้ง

กกต.สั่งสำนักงาน กกต.จังหวัด องค์กรปกครองท้องถิ่น และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนและอำนวยความสะดวก We Watch ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งอบต.ทั่วประเทศ  เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย  หรือ We Watch เป็นองค์กรเอกชนที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน กกต. ในการติดตามและสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ในวันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย.นี้ โดยมีอาสาสมัครเยาวชนร่วมติดตามและสังเกตการณ์การเลือกตั้งโดยรอบหน่วยเลือกตั้ง ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่การเปิดหน่วยเลือกตั้งจนสิ้นสุดการนับคะแนนเลือกตั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ในการเสริมสร้างการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม  
กกต.สั่งอำนวยความสะดวก We watch ร่วมสังเกตการณ์ "เลือกตั้งอบต." ทั่วประเทศ

นอกจาก we watch  ยังมีเครือข่ายเอเชียเพื่อเลือกตั้งเสรี หรือ อันเฟรลส่งอาสาสมัครลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้ง อบต. ประกอบด้วยจังหวัดพะเยา  อำเภอแม่สอดจังหวัดตาก  จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชลบุรี  จังหวัดจันทบุรี และ.สมุทรปราการ เนื่องจากถูกมองว่า เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองใหญ่  หลายพื้นที่มีการแข่งขันสูง เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ในขณะที่ สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้รับพันธกิจ ติดตามการเลือกตั้ง จากกกต. ได้ส่งอาสาสมัครร่วมสังเกตการเลือกตั้ง ในพื้นที่เลือกตั้ง อบต.ที่มีรายได้มากที่สุด กับ อบต.ที่มีรายได้ต่ำสุดในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อประเมินการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

กกต.สั่งอำนวยความสะดวก We watch ร่วมสังเกตการณ์ "เลือกตั้งอบต." ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2564 ผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 12 จากจำนวน 1,500 ตัวอย่าง สรุปได้ว่า  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.กว่า 70 %   เกินครึ่งไม่ทราบว่า มีแอฟพลิเคชั่น ตาสัปปะรด ไว้สำหรับแจ้งเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง 
ขณะที่ we watchแจ้งผู้พบเห็นเหตุผิดปกติ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งส่งข้อมูลเว็บอิเล็คชั่นว็อทช์ ไทยแลนด์  https://www.electionwatchth.org/  ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และหากมีความจำเป็นจะต้องอ้างอิงหรือกล่าวถึงชื่อผู้รายงาน ทางผู้ประสานงานจะขออนุญาตก่อนทำการเผยแพร่ข้อมูล 

กกต.สั่งอำนวยความสะดวก We watch ร่วมสังเกตการณ์ "เลือกตั้งอบต." ทั่วประเทศ

นายกฯ เห็นใจผู้ประกอบการผับ-บาร์ ชี้เปิดเร็วเสี่ยงหลายมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494449

27 พ.ย. 2564 |09:00 น.

นายกฯ เห็นใจผู้ประกอบการผับ-บาร์ ชี้เปิดเร็วเสี่ยงหลายมิติ

โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ เห็นใจผู้ประกอบการสถานบันเทิง แต่หลังประเมินแล้วพบปัจจัยเสี่ยงหลายมิติหากเร่งเปิดเร็ว หวั่นกระทบสังคมหมู่มาก ขอให้เคร่งครัดมาตรการ COVID Free Setting เตรียมประเมินขึ้นทะเบียนก่อนเปิดดำเนินการ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเห็นใจ สถานประกอบการ สถานบันเทิง ธุรกิจกลางคืน ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ 19/2564 ยังคงมติเปิดดำเนินการตามกำหนดเดิม (16 ม.ค. 2565) ไปก่อน แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจะมีสัญญาณดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากกิจการสถานบันเทิงยังถือว่ามีปัจจัยความเสี่ยงหลายมิติ  เช่น เป็นสถานที่ปิด ต้องเปิดแมสดื่ม-กิน-พูดคุย ร่วมกันเป็นเวลานาน  หากเกิดคลัสเตอร์แพร่ระบาดจะส่งผลกระทบต่อสังคมหมู่มาก  จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลายด้าน ในระหว่างนี้จึงขอให้ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ เคร่งครัดในมาตรการ COVID Free Setting เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดดำเนินการ 

นายกฯ เห็นใจผู้ประกอบการผับ-บาร์ ชี้เปิดเร็วเสี่ยงหลายมิติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการ COVID Free Setting สำหรับสถานบันเทิง ที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดมีดังนี้ 

1. ผู้ประกอบการ  ต้องเร่งรัดให้พนักงานทุกคนได้รับวัคซีน 100% คัดกรองด้วย ATK ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ระบบระบายอากาศ  เน้นการทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสร่วมกัน

2. จัดระยะห่างระหว่างโต๊ะอย่างน้อย 1 เมตร กรณีเล่นดนตรีเป็นวง มีระยะห่างระหว่างเวทีกับโต๊ะอาหาร อย่างน้อย 5 เมตร

3. มีพื้นที่ให้บริการ 1 คน ต่อ 4 ตารางเมตร และติดป้ายแสดงจำนวนผู้ใช้บริการให้เห็นชัดเจน โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ หากเป็นพื้นอาคารปิด มีระบบปรับอากาศ จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไม่เกินร้อยละ 50 หากพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเท จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไม่เกินร้อยละ 75

4. จัดพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่ด้านนอกอาคาร

5. เปิดประตู หน้าต่าง หรือเปิดพัดลมระบายอากาศ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ก่อนและหลังให้บริการ

6. มีแสงสว่างเพียงพอ และเหมาะสมกับการใช้งาน

7. ห้ามกระทำการอื่นใดที่ผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด การพนัน ค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว

ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. กำกับติดตาม จัดทีมประเมินสถานบันเทิง และซักซ้อมความเข้าใจมาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต (ในกรณีผ่านการประเมิน) เป็นการให้สถานบันเทิงเตรียมความพร้อม ดำเนินการคู่ขนานไปกับการประเมินสถานการณ์โควิด- 19 ในแต่ละวันอย่างใกล้ชิด หากจำนวนสถานบันเทิงที่ผ่านการประเมินมีจำนวนมาก ก็จะมีการพิจารณาห้วงเวลาการเปิดกิจการที่มีความเหมาะสมเป็นระยะ 

“นายกรัฐมนตรีมีความเห็นใจผู้ประกอบการและ พนักงาน ลูกจ้างกิจการสถานบันเทิง สั่งการให้กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยา เพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้ว การดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ อยากให้คนไทยมีความสุขได้เฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง การเร่งเปิดกิจกรรมบันเทิงมีปัจจัยเสี่ยงหลายมิติ หากเกิดเป็นคลัสเตอร์ขึ้นจะกระทบต่อสังคมหมู่มากได้ ในช่วงนี้จึงขอความร่วมมือจากสถานบันเทิง เคร่งครัดในมาตรการ COVID Free Setting เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดดำเนินการไปก่อน” โฆษกรัฐบาล กล่าวย้ำ

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494425

26 พ.ย. 2564 |22:00 น.

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

กลุ่มทะลุฟ้าออกโรงป้อง “แอมเนสตี้” โต้“แรมโบ้อีสาน” กำลังทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทย ด้วยการทำเรื่องไม่ฉลาดแบบขยัน ๆ ชี้แอมเนสตี้เป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและไทยมีการละเมิดสิทธิผู้ชุมนุม

เพจเฟซบุ๊ก “ทะลุฟ้า” โพสต์ข้อความว่า จากกรณีที่ “แรมโบ้อีสาน”  พร้อมกับมวลชนจำนวนหนึ่ง ได้ประกาศออกสื่อถึงการต่อต้านการทำงานขององค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่าเป็นการทำงานที่บ่อนทำลายประเทศไทย และชักจูงให้คนละเมิดอำนาจศาล พร้อมกับขับไล่ให้องค์กรนี้ออกไปจากประเทศไทย

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

ก่อนอื่นเลยพวกเราต้องขออนุญาตชี้แจงให้มวลชนบางส่วนทราบก่อนว่า องค์กรแอมเนสตี้นั้นเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเกี่ยวกับ “สิทธิมนุษยชน” โดยเฉพาะและเป็นองค์กรที่เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกละเมิดสิทธิอีก

อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า ตอนนี้ประเทศไทยนั้น คำว่าสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพนั้นถูกทำให้หายไปภายใต้รัฐบาลประยุทธ์และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้ประชาชนที่ออกมาเพื่อสิทธิ์ของพวกเขา ต้องโดนหมายจากตำรวจไปนับไม่ถ้วน

หนำซ้ำในการออกมาชุมนุม ประชาชนของพวกเรา ยังคงโดนใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเอารถฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตามาไล่, ไล่กระทืบ, ขับรถชน, ยิงด้วยกระสุนยาง ตลอดไปจนถึงกระสุนจริงในบางครั้ง และล่าสุดถึงขั้นเอาศาลมาตัดสินแบบบิดเบี้ยว 

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

ถ้าพูดกันด้วยความเป็นมนุษย์แล้ว สิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่การรับมือกับม็อบ แต่เป็น “การกำจัด” ต่างหาก และองค์กรแอมเนสตี้ ก็สังเกตเห็นถึงสิ่งเหล่านี้และพยายามทักท้วงและเรียกคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนมาโดยตลอด เพราะว่าในสายตาของประเทศที่เจริญแล้ว การละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่มนุษย์ปกติไม่ควรจะกระทำกัน

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

ช่วงหนึ่ง แรมโบ้อีสาน ยังกล่าวว่าเพราะแอมเนสตี้เป็นองค์กรต่างชาติ จึงไม่อาจเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีไทย วัฒนธรรมไทยได้ ซึ่งความคิดนี้ส่อให้เห็นถึงสายตาและความคิดที่คับแคบของแรมโบ้อีสานอย่างยิ่ง 

ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศน้อย ๆ ประเทศหนึ่ง บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกเท่านั้น ตอนนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่ภาคีและสมาคมต่าง ๆ ในระดับนานาชาติมากมายเช่นกัน ซึ่งหากจะกล่าวถึงเรื่องสิทธิมนุษย์ชนที่เป็นเรื่องสากล เราจึงควรจะพูดกันในระดับพลเมืองโลก ไม่ใช่พลเมืองไทย

ดังนั้น บรรทัดฐานของสิทธิมนุษยชนแบบไทย ๆ ของแรมโบ้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเอามาอ้าง หรือพูดได้อย่างเต็มปากในระดับเวทีโลกอย่างแน่นอน ยิ่งพูดไปก็ยิ่งอับอายขายขี้หน้าประชากรโลกคนอื่น ๆ และยิ่งประจานประเทศตัวเองว่าด้อยพัฒนา ทั้งความเจริญและความคิดขนาดไหน

กลุ่มทะลุฟ้า ป้อง“แอมเนสตี้” โต้ “แรมโบ้อีสาน” ทำลายภาพลักษณ์ไทย

และที่แรมโบ้อ้างอิงถึงประเทศอื่น ๆ ว่า กัมพูชา อินเดีย ฟิลิปปินส์ หรือฮ่องกง ก็ยังไม่ยอมให้แอมเนสตี้อยู่ในประเทศเลย อยากวอนให้พี่แรมโบ้ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดมานั่งวิเคราะห์และพิจารณาเอาเองว่าทำไมประเทศเหล่านั้นถึงไม่ยอมให้มีนะคะ 

หากจะมีใครสักคนที่กำลังบ่อนทำลายประเทศไทย ตอนนี้ก็คงจะเป็น “แรมโบ้อีสาน” นี่แหละ ที่เป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทย ด้วยการทำเรื่องไม่ฉลาดแบบขยัน ๆ

นายกฯ ย้ำ “เอเชีย-ยุโรป” ต้องเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494403

26 พ.ย. 2564 |17:00 น.

นายกฯ ย้ำ “เอเชีย-ยุโรป” ต้องเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ ย้ำความสำคัญของ “การเสริมสร้างพหุภาคีนิยมเพื่อการเติบโตร่วมกัน” พร้อมผลักดันความร่วมมือเอเชีย-ยุโรปที่เป็นรูปธรรม

วันนี้ (26 พ.ย.)  เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย สำหรับการประชุมเต็มคณะ (Plenary) ช่วงที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กับการฟื้นตัวและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ในการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 13 (Asia-Europe Meeting: ASEM 13) ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้  

นายกฯ ย้ำ “เอเชีย-ยุโรป” ต้องเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

เริ่มแรกของการประชุม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวต้อนรับและเน้นย้ำประเด็นสำคัญภายใต้หัวข้อการประชุม ได้แก่ การรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และการสร้างอนาคตที่เข้มแข็ง โดยการหารือร่วมกันจะเป็นทางออกที่ดีของทั้งสองภูมิภาค นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีนอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการฟื้นฟูการเดินทางและรักษาห่วงโซ่อุปทานทางการค้าระหว่างกัน

ด้านประธานคณะมนตรียุโรป เน้นย้ำประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม และสนับสนุนให้เอเชียและยุโรปเพิ่มพูนความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานด้านเวชภัณฑ์ 2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมให้มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3. การส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยเน้นย้ำการแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียม และ 4. ความเชื่อมโยงและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านดิจิทัล

นายกรัฐมนตรีไทย เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ผู้นำจากเอเชียและยุโรปได้หารือเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาระดับโลกในปัจจุบันที่เกิดจากการขาดสมดุล ทั้งวิกฤตโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปัญหาระดับโลกเหล่านี้ ตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “การเสริมสร้างพหุภาคีนิยมเพื่อการเติบโตร่วมกัน” โดยสิ่งสำคัญคือ การผลักดันพหุภาคีนิยมเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในโลกยุคหลังโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองภูมิภาค โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสนอความร่วมมือระหว่างสองภูมิภาคเพื่อไม่ให้โลกยุค Next Normal เกิดวิกฤตเช่นนี้อีก ดังนี้ 

นายกฯ ย้ำ “เอเชีย-ยุโรป” ต้องเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

ประการแรก การฟื้นตัวต้องมีความสมดุล เอเชียและยุโรปควรสนับสนุนนโยบายการฟื้นฟูของกันและกันโดยคำนึงถึงความสมดุลของสรรพสิ่ง ซึ่งไทยได้ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นยุทธศาสตร์ในการพลิกโฉมประเทศไปสู่ยุค Next Normal อย่างสมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน นอกจากนี้ ไทยได้กำหนดเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งไทยสนับสนุนให้เอเชียและยุโรปร่วมมือกัน ทั้งในการสนับสนุนการเงินสีเขียว และเทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุน Startups สีเขียว เพื่อการบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่กำหนดและการฟื้นฟูที่สมดุลของทั้งสองภูมิภาค

ประการที่สอง การฟื้นตัวต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เอเชียและยุโรปควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา เอเชียและยุโรปมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ การประชุมเชิงปฏิบัติการอาเซมเพื่อหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเยาวชนเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และข้อริเริ่มของสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนในการส่งเสริมการทำการค้าดิจิทัลอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้การค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาคมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น  

ประการสุดท้าย การฟื้นตัวต้องเน้นความเชื่อมโยง วิกฤตโควิด-19 ตอกย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเอเชียกับยุโรป ซึ่งไทยได้เริ่มเปิดประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว อย่างไรก็ดี เอเชียและยุโรปควรเร่งหารือเพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมเกี่ยวกับใบรับรองการฉีดวัคซีนแบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางระหว่างกัน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียินดีที่ที่ประชุมในวันนี้จะร่วมรับรองเอกสาร “เส้นทางสู่ความเชื่อมโยงอาเซม” ซึ่งจะปูทางไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่างสองภูมิภาคที่แน่นแฟ้นและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ในการสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลัง
 

นายกฯ ย้ำ “เอเชีย-ยุโรป” ต้องเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ ชี้ต้องระวัง-วางตัวให้เหมาะสม ไร้กังวล กรณีสหรัฐฯ ไม่เชิญไทยประชุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494394

26 พ.ย. 2564 |16:00 น.

นายกฯ ชี้ต้องระวัง-วางตัวให้เหมาะสม ไร้กังวล กรณีสหรัฐฯ ไม่เชิญไทยประชุม

นายกฯ ยืนยันความสัมพันธ์ไทยกับทุกประเทศดีหมด ส่วนกรณที่สหรัฐฯ ไม่เชิญไทยเข้าร่วมประชุมสุดยอดประชาธิปไตยนั้น รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ “ดอน” ได้ชี้แจงแล้ว ย้ำเราต้องวางตัวเองให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมและระวังที่สุด

วันนี้ (26 พ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ เวลา 15.00 น. ตนเองจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 13 (ASEM 13) ผ่านระบบการประชุมทางไกล จากตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและไม่มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีทั้งหมด

นายกฯ กล่าวด้วยว่าหลายเรื่องก็ขอร้องว่าอย่าไปขยายข่าวเลย มันไม่ใช่เรื่อง และเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) ในเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย โดยเทียบเชิญ 110 ชาติ แต่ไม่มีประเทศไทยเข้าร่วมประชุมนั้น นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้ชี้แจงไปแล้ว เราต้องวางตัวเองให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งตนเองก็ระวังที่สุดในเรื่องนี้

“อะไรที่จะทำให้เกิดความเสียหาย หรือทำให้ประเทศเรามีปัญหา เราก็ต้องพิจารณา นายกรัฐมนตรีไม่เคยหยุดงาน ทำให้ทุกอย่าง ทุกคน ประชาชนคนไทยทุกคน เราคือคนไทยด้วยกันไม่ใช่หรือ เราก็ต้องร่วมมือกัน ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าเราสร้างความขัดแย้งไปเรื่อย ๆ มันไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการหาเสียงในโอกาสต่อไปก็แล้วแต่ คำนึงถึงภาระงบประมาณด้วย ประชาชนเองก็ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

นายกฯ เผยกำลังตรวจสอบเบื้องหลัง “แอมเนสตี้ “มองให้ร้ายประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494389

26 พ.ย. 2564 |16:00 น.

นายกฯ เผยกำลังตรวจสอบเบื้องหลัง "แอมเนสตี้ "มองให้ร้ายประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี เผยกำลังตรวจสอบเบื้องหลัง “แอมเนสตี้” มองให้ร้ายประเทศไทย ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีหมด วอนอย่าขยายข่าวที่ไม่ใช่เรื่องทำประเทศเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีการล่ารายชื่อเพื่อขับไล่ “แอมเนสตี้”ออกจากประเทศไทยว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีความผิดทางกฎหมายอะไรหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยด้วยที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ พร้อมกับยอมรับว่าเป็นแรงกดดันพอสมควรเพราะเป็นการให้ร้ายกับประเทศเรา ตนเองไปต้องการให้เกิดขึ้นกับประเทศของเราอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องเอ็นจีโอ ขณะนี้กำลังดำเนินการเรื่องกฎหมายอยู่ เพื่อให้เหมือนกับในต่างประเทศ อย่างการขึ้นทะเบียนควบคุม การแจ้งที่มาของแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้กฎหมายกำลังรอเข้าสภา ทุกอย่างต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะกฎหมายต้องมีการปรับปรุง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนที่คลังกฎหมายยังมีอีกหลายพันฉบับที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันว่าจะอยู่อย่างไร

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนจะเข้าร่วมการประชุมอาเซียนยุโรปอีกวันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องดีไม่มีสถานการณ์อะไร ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีหมด ดังนั้นหลายๆเรื่องขออย่าไปขยายข่าวเพราะไม่ใช่เรื่อง อย่างเมื่อวานนี้(25 พ.ย.) เรื่องของต่างประเทศนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ชี้แจงไปแล้วเราต้องวางตัวเองให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งตนก็ระวังที่สุดตรงนี้ อะไรที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายให้ประเทศเรามีปัญหาเราก็ต้องพิจารณา ซึ่งนายกฯ ไม่เคยหยุดงาน ทำให้ทุกอย่างให้ทุกคนเพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องร่วมมือและช่วยกันสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน หากเราสร้างความขัดแย้งไปเรื่อย ๆ ไม่มีผลดีต่อประเทศชาติ

นายกฯ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ชี้คนเคยชั่วก็ทำชั่ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494378

26 พ.ย. 2564 |15:00 น.

นายกฯ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ชี้คนเคยชั่วก็ทำชั่ว

นายกฯ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ย้ำให้ความคุ้มครองและปิดเป็นความลับแก่ผู้แจ้งเบาะแส ทั้งปัญหาค้าน้ำมันเถื่อน ค้ามนุษย์ หรือค้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ชี้คนเคยชั่วก็ทำชั่วเหมือนเดิม ประชาชนต้องช่วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่าได้รับการรายงานปัญหายาเสพติดที่มีการส่งออกนอกประเทศ และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่มีการส่งออกอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีการดัดแปลงสินค้าและจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศไทย โดยได้ย้ำไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ตำรวจ และทหาร ให้ช่วยกันดูแล โดยที่ผ่านมาก็ทำอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่ต้องยอมรับว่าผู้กระทำผิดสามารถหาแนวทางหลีกเลี่ยงได้เสมอ ดังนั้นภาครัฐ และสังคมต้องช่วยกัน หากใครมีข้อมูล เบาะแส หรือหลักฐาน ให้แจ้งตามช่องทางสายด่วนต่าง ๆ  

นายกฯ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ชี้คนเคยชั่วก็ทำชั่ว

“รัฐบาลยืนยันจะให้ความคุ้มครอง และปกปิดข้อมูลเป็นความลับแก่ผู้ที่แจ้งเบาะแส และจะเร่งตรวจสอบโดยทันที หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย รวมถึงการละเมิดกฎหมายในด้านอื่น ๆ อาทิ การตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ การลักลอบค้ามนุษย์ สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย น้ำมันเถื่อน ก็อยู่ในการดูแลของกระทรวงกลาโหม และการป้องกันทางชายแดน ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ก็ยอมรับว่าคนชั่วก็จะหาวิธีการใหม่ๆ หลีกเลี่ยงได้อยู่เรื่อย ๆ คนมันเคยชั่ว มันก็ชั่วอยู่เหมือนเดิม ประชาชนต้องช่วยกัน ” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

นายกฯ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ชี้คนเคยชั่วก็ทำชั่ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทุกด้านเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งมีหลายโครงการที่กระทรวง/หน่วยงาน เสนอขึ้นมา แต่ต้องคำนึงถึงงบประมาณและ พ.รบ.วินัยการเงินการคลังด้วย บางมาตรการอาจจะต้องใช้เวลา อาทิ การประกันราคาข้าว คำนึงถึงผู้ที่ได้ประโยชน์ว่าเกษตรกรได้ประโยชน์หรือไม่ และจะต้องไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาด รวมทั้งต้องแก้ไขปัญหาที่มีการทุจริตมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน