สวิตเซอร์แลนด์อนุมัติ ‘Sarco’ แคปซูลฆ่าตัวตายอย่างสงบในเวลาไม่กี่นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670057

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 16:55 น.สวิตเซอร์แลนด์อนุมัติ 'Sarco' แคปซูลฆ่าตัวตายอย่างสงบในเวลาไม่กี่นาทีสวิตเซอร์แลนด์อนุมัติ Sarco แคปซูลการุณยฆาต เสียชีวิตอย่างสงบโดยไม่ทรมาน

“Sarco” (ซาร์โก) แคปซูลการุณยฆาตแบบพิมพ์ 3 มิติที่ได้รับการพัฒนาโดย Exit International ผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายและได้รับการอนุมัติใช้ในสวิตเซอร์แลนด์

Swiss Info เปิดเผยว่าในปี 2020 มีผู้เสียชีวิตจากการการุณยฆาตราว 1,300 คนในสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรช่วยเหลือด้านการการุณยฆาตที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ Dignitas และ Exit (ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Exit International)

โดยวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือการใช้สาร “โซเดียมเพนโทบาร์บิทอล” ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายหลับไปราว 2 ถึง 5 นาทีก่อนที่จะตกอยู่ในอาคารโคม่า และเสียชีวิตในไม่ช้า

Sarco ได้เสนอแนวทางใหม่เพื่อการเสียชีวิตอย่างสงบโดยไม่ต้องใช้สารควบคุม

Sarco คืออะไร ทำงานอย่างไร?

ดร.ฟิลิป นิตช์เก นักเคลื่อนไหวด้านการการุณยฆาตชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้ง Exit International เปิดเผยถึงนวัตกรรมของเขาว่า Sarco เป็นแคปซูลฆ่าตัวตายที่เขาคาดหวังว่าจะมีส่วนในการช่วยเหลือชาวสวิสที่มีความประสงค์ที่จะทำการุณยฆาต

โดยแคปซูลตัวนี้สามารถเคลื่อนไปไว้ที่ในก็ได้ตามความต้องการ ซึ่งอาจเป็นสถานที่กลางแจ้งอันงดงามหรือในสถานที่ขององค์กรช่วยเหลือการการุณยฆาต

ดร.ฟิลิป เผยว่า เมื่อผู้ใช้เอนตัวลงนอนในแคปซูล ซึ่งมันจะรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากๆ เขาสามารถกดปุ่มจากภายในแคปซูลเพื่อเริ่มการการุณยฆาตทันทีที่พร้อมที่จะลาโลกนี้ไปแล้ว และหลังจากที่เขาผ่านการทดสอบทางจิตวิทยาด้วยการตอบคำถามบางอย่างเพื่อยืนยันว่าเขาพร้อมที่จะทำการุณยฆาตแล้วจริงๆ

ทันทีที่กดปุ่ม ปริมาณออกซิเจนในแคปซูลจะลดลงและถูกแทนที่ด้วยไนไตรเจน ทำให้ระดับออกซิเจนลดลงอย่างรวดเร็วจาก 21% เป็น 1% ภายในเวลาประมาณ 30 วินาทีเท่านั้น ซึ่งดร.ฟิลิปยืนยันว่าผู้ใช้จะรู้สึกผ่อนคลายและไม่ทรมาน ก่อนที่จะหมดสติและเสียชีวิตอย่างสงบภายในเวลาประมาณ 5 ถึง 10 นาที

พัฒนาไปถึงไหนแล้ว?

ในปีที่แล้วผู้พัฒนาได้ขอคำแนะนำทางด้านกฎหมายในการใช้ Sarco สำหรับการการุณยฆาตในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งขณะนี้การตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว และไม่มีปัญหาด้านกฎหมายใดๆ

ปัจจุบันมีต้นแบบของ Sarco อยู่ทั้งหมด 2 แคปซูล ซึ่งแคปซูลที่ 3 กำลังอยู่ระหว่างการพิมพ์ในเนเธอร์แลนด์ และคาดว่าจะพร้อมใช้งานในปี 2022

แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การพัฒนาฟังก์ชันเสริมของ Sarco ล่าช้าลง อาทิ การพัฒนากล้องภายในแคปซูลเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารกับบุคคลภายนอกได้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการผลิต

เป้าหมายของ Sarco?

การพัฒนาแคปซูล Sarco มีจุดประสงค์เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เข้าถึงง่าย สำหรับผู้ที่ต้องการทำการุณยฆาตโดยไม่ต้องฉีดสารเข้าร่างกาย ไม่ทรมาน และเสียชีวิตลงอย่างสงบ ซึ่งปัจจุบันการการุณยฆาตในเนเธอร์แลนด์จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตและดำเนินการโดยแพทย์

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่สามารถทำการุณยฆาตได้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก แคนาดา และโคลอมเบีย โดยแต่ละประเทศมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันออกไป

โดยในสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีกฎหมายห้ามการทำการุณยฆาต แต่การช่วยเหลือการฆ่าตัวตายนั้นถือเป็นความผิดหากเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

ในเนเธอร์แลนด์อนุญาตให้ผู้ใดก็ตามที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปสามารถขอการุณยฆาตได้ เพื่อให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ไม่สามารถเยียวยาได้ แต่สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยผู้ที่ขอการุณยฆาตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง

ฮ่องกงพบ 2 นักเดินทางติดโอมิครอนระหว่างกักตัว แม้ไม่ได้ออกจากห้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670025

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.ฮ่องกงพบ 2 นักเดินทางติดโอมิครอนระหว่างกักตัว แม้ไม่ได้ออกจากห้องนักวิจัยฮ่องกงหวั่นโอมิครอนกระจายในโถงทางเดิน หลังพบ 2 นักเดินทางห้องตรงข้ามติดเชื้อแม้ไม่ได้ติดต่อกัน

Bloomberg รายงานงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Infectious Diseases เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ฮ่องกงพบ 2 นักเดินทางจากต่างประเทศติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนขณะอยู่ระหว่างกระบวนการกักตัวที่โรงแรมในฮ่องกง โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่ไม่ได้ออกจากห้องและไม่มีการสัมผัสใกล้ชิดหรือติดต่อกับใคร

สมมติฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้คือเชื้ออาจแพร่กระจายอยู่ในอากาศบริเวณโถงทางเดิน ซึ่งผู้ป่วยได้รับเชื้อเมื่อเปิดประตูห้องเพื่อรับอาหารในช่วงเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ นักเดินทาง 2 คนมาจากแคนาดาและแอฟริกาใต้ ซึ่งได้รับวัคซีนของ Pfizer ครบ 2 โดสแล้ว ทั้งคู่มีผลตรวจเชื้อแบบ PCR เป็นลบก่อนเดินทางถึงฮ่องกงเมื่อวันที่ 10 พ.ย. และเข้าสู่กระบวนการกักตัวในโรงแรมเดียวกัน ห้องตรงข้ามกัน

นักเดินทางจากแอฟริกาใต้มีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกในวันที่ 13 พ.ย. ซึ่งคาดว่าจะได้รับเชื้อก่อนเดินทางมาถึงฮ่องกง ขณะที่นักเดินทางจากแคนาดาเริ่มมอาการป่วยและมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกในอีก 4 วันถัดมา

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงระบุว่า “การแพร่กระจายของโอมิครอนระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสซึ่งไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดหรือติดต่อกัน เน้นย้ำถึงความกังวลว่าเชื้ออาจแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นรวมถึงในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว”

ทั้งนี้ โอมิครอนมีการกลายพันธุ์บริเวณโปรตีนหนาม (spike protein) ในหลายตำแหน่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น และขัดขวางความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก

นักวิทยาศาสตร์จากองต์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นักวิจัยประมาณ 450 คนจากทั่วโลกเร่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการกลายพันธุ์ของโอมิครอนว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนและเพื่อศักยภาพในการแพร่เชื้อหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะได้คำตอบในเร็ววันนี้

ในระยะหลังมานี้ผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในหลายพื้นที่ของแอฟริกาใต้ ส่งผลให้มีการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 ซึ่งเกิดจากเชื้อโอมิครอน ขณะที่หลายสิบประเทศตรวจพบเชื้อดังกล่าวแล้วเช่นกัน แต่ยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปเกี่ยวกับความรุนแรงของโอมิครอน เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง และยังไม่พบผู้เสียชีวิต

Photo by Bertha WANG / AFP

นายกฯ ญี่ปุ่นเตรียมรับมือสถานการณ์ ‘เลวร้ายสุด’ จากโอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670020

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.นายกฯ ญี่ปุ่นเตรียมรับมือสถานการณ์ 'เลวร้ายสุด' จากโอมิครอนรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หลังพบชาวญี่ปุ่นติดเชื้อโอมิครอนรายแรก

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่นประกาศว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ในทิศทางที่ดี

“เราจะรักษาจุดยืนของเราอย่างระมัดระวังและรอบคอบ” นายกรัฐมนตรีกล่าวพร้อมเสริมว่าญี่ปุ่นได้เพิ่มเตียงในโรงพยาบาล 10,000 เตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 และคาดว่าจะอนุมัติยาเม็ดรักษาโควิด-19 ในปลายเดือนนี้

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่นยืนยันผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนรายที่ 3 ในประเทศ ซึ่งเป็นผู้ป่วยรายแรกที่เป็นชาวญี่ปุ่น

โดยผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นชายชาวญี่ปุ่นวัย 30 ปี ซึ่งเดินทางกลับจากอิตาลี เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านสนามบินฮาเนดะของโตเกียวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. และได้รับวัคซีนของ Moderna ครบ 2 โดสในเดือนส.ค.

กระทรวงสาธารณสุขเผยว่าผู้โดยสารทั้งหมด 41 รายที่โดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยรายข้างต้นได้รับการตรวจหาเชื้อ โดยมี 1 รายมีผลตรวจเป็นบวกแต่ไม่ใช่สายพันธุ์โอมิครอน

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

สหรัฐคว่ำบาตรโอลิมปิกฤดูหนาวปักกิ่ง ประท้วงจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670005

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 11:35 น.สหรัฐคว่ำบาตรโอลิมปิกฤดูหนาวปักกิ่ง ประท้วงจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนสหรัฐประกาศคว่ำบาตรโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่ปักกิ่ง ตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการจีนต่อชนกลุ่มน้อยในซินเจียง

Bloomberg รายงานว่าเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวแถลงยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการทูต โดยการไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการจีน ท่ามกลางความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่สั่นคลอนอีกครั้ง

“รัฐบาลสหรัฐจะไม่ส่งตัวแทนทางการทูตเข้าร่วมมหกรรมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวและพาราลิมปิก 2022 ที่ปักกิ่ง อันเนื่องมาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนโยบายที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติของทางการจีน ทั้งในเขตปกครองตนเองซินเจียงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ” โฆษกรัฐบาลกล่าว

แต่สำหรับนักกีฬาจะยังคงสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ตามปกติ เพียงแต่สหรัฐจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าร่วมงานทั้งในพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขัน

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนจัดการประชุมเสมือนจริงร่วมกัน ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งแรกระหว่างสองผู้นำนับตั้งแต่ที่ไบเดนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

โดยในการประชุมครั้งนั้นไบเดนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง และมีการหารือร่วมกันในหลายประเด็น แต่ไม่ได้กล่าวถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวแต่อย่างใด แม้จะมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าจีนจะเชิญสหรัฐเข้าร่วมงานด้วย

ขณะที่จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อเดือนเม.ย. ว่าจีนพร้อมที่จะตอบโต้หากสหรัฐคว่ำบาตรการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

นอกจากนี้ยังมีนิวซีแลนด์ซึ่งกล่าวในเดือนต.ค. ว่าจะไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึงปัจจัยหลายประการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลายครั้งรัฐบาลนิวซีแลนด์ก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน

ด้านออสเตรเลียและอังกฤษเผยว่าการคว่ำบาตรทางการทูตต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนั้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

Photo by Nicholas Kamm / AFP

อังกฤษอาจมีผู้ติดเชื้อ ‘โอไมครอน’ มากถึง 1 พันรายต่อวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669996

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 10:51 น.อังกฤษอาจมีผู้ติดเชื้อ 'โอไมครอน' มากถึง 1 พันรายต่อวัน ผู้เชี่ยวชาญชี้อังกฤษอาจมีผู้ติดเชื้อ ‘โอไมครอน’ มากถึง 1 พันรายต่อวัน หลังพบการแพร่ระบาดในชุมชน

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในประเทศ โดยระบุว่าขณะนี้ไวรัสดังกล่าวกำลังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ และมีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีประวัติเดินทางต่างประเทศ

โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันอย่างน้อย 336 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 261 รายในอังกฤษ 71 รายในสกอตแลนด์ และ 4 รายในเวลส์ แต่ยังไม่มีผู้ป่วยรายใดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ รัฐบาลยอมรับว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของประเทศ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวจะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันหรือส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่เรียกร้องให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน

ด้านศาสตราจารย์ฟรองซัวส์ บัลลู ผู้อำนวยการสถาบันพันธุศาสตร์มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวกับ Sky News ว่า การแพร่ระบาดของโอไมครอนในสหราชอาณาจักรมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 3 ถึง 4 วัน ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบสาธารณสุขตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างรวดเร็ว

พร้อมกล่าวเสริมว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนในความจริงแล้วมากกว่าตัวเลขที่ทางการรายงาน โดยผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนคิดเป็นประมาณ 1% ของผู้ป่วยรายใหม่รายวันทั้งหมด หรืออาจมากถึง 500 ถึง 1,000 รายต่อวัน แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอนแต่คงไม่ไกลจากความเป็นจริงมากนัก

Photo by various sources / AFP

ตกลงเรียกยังไง ‘โอไมครอน’ หรือ ‘โอมิครอน’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669962

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 17:41 น.ตกลงเรียกยังไง 'โอไมครอน' หรือ 'โอมิครอน'?การอ่านชื่อเชื้อกลายพันธุ์ใหม่เป็นปัญหาแรกๆ นับตั้งแต่ค้นพบมัน ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น

ในเวลานี้เริ่มมีการเรียกชื่อเชื้อ “SARS-CoV-2 Omicron variant” หรือ Omicron ที่แตกต่างกันในไทย ในตอนแรกสื่อส่วนใหญ่ออกเสียงว่า “โอไมครอน” แต่ล่าสุดหลายรายเริ่มที่จะอ่านออกเสียงว่า “โอมิครอน” โดยอ้างอิงจากเจ้าหน้าที่ในไทย

ตกลงแล้วมันควรอ่านออกเสียงว่าอย่างไร? ปัญหานี้เป็นปัญหาของต่างประเทศเช่นกัน เช่น สื่อในสหรัฐ ออกเสียงต่างกันว่า โอมิครอนและโอไมครอน แม้แต่ยังออกเสียงผิดเป็น Omnicron (ออมนิครอน/ออมไนครอน) เนื่องจากชาวต่างชาติไม่คุ้นเคยกับภาษากรีก

Omicron เป็นชื่อของตัวอักษรกรีกตัวหนึ่งเทียบได้กับอักษร O (โอ) ของอักษรโรมัน เนื่องจากภาษากรีกมีอักษร O สองตัว คือ Omicron และ Omega มันจึงมีการเรียกให้ต่างกัน Omicron แปลว่า “โอเล็ก” (micron แปลว่าเล็ก) ส่วน Omega แปลว่า “โอใหญ่” (mega แปลว่าใหญ่)

แล้วภาษากรีกออกเสียง Omicron ว่าอย่างไร? ภาษากรีกออกเสียงว่า “โอมิครอน” ดังนั้นถ้าต้องการออกเสียงให้ถูกต้องตามต้นฉบับที่สุดต้องเป็น “โอมิครอน”

อย่างไรก็ตาม อักษรกรีกถูกใช้ในภาษาต่างๆ ด้วยและแต่ละภาษาออกเสียงต่างจากต้นฉบับ เช่น การออกเสียงภาษากรีกในภาษาอังกฤษก็ต่างไปถึง 3 แบบ

เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลของโลก ทำให้การออกเสียง Omicron ตามแบบอังกฤษจึงเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วกว่า ปัญหาก็คือภาษาอังกฤษมีการออกเสียงต่างกันถึง 3 แบบ

การออกเสียงตามที่นิยมโดย Oxford English Dictionary (Online ed.). Oxford University Press. คือ 1. “โอมิครอน” 2. “ออไมครอน” 3. “โอไมครอน”

แต่ Merriam Webster Dictionary ระบุว่าต้องออกเสียง โอมะครอน (OH-muh-kraan) แต่บอกว่าในสหรัฐมักจะนิยมออกเสียงว่า อามะครอน (AH-muh-kraan)

กลายเป็นคำถามว่าใครที่ออกเสียงถูก? คำตอบก็คือถูกทั้งหมด ทั้งแบบกรีกและแบบอังกฤษ/อเมริกันทั้ง 3 แบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้มาตรฐานไหน จะเลือกตามการกำหนดโดยภาครัฐ การกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือจะเลือกแบบที่โซเชียลเน็ตเวิร์กนิยมที่สุดก็ได้

นากยรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษออกเสียงว่า “โอมีครอน” (OH-mee-kraan)

สื่อภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า “โอมิครอน” สื่อภาษาสเปนออกเสียงว่า “โอมิครอน”

อาปูรวา มันดาวิลลี (Apoorva Mandavilli) ผู้สื่อข่าวของ New York Times ออกเสียงว่า “อามะครอน” แบบที่คนอเมริกันนิยมกัน และเธอบอกว่าจะออกเสียงอย่างไรนั้น “ฉันไม่คิดว่ามันสำคัญมากขนาดนั้น พูดตรงๆ”

มันไม่สำคัญก็เพราะว่าไม่ว่าจะออกเสียงอย่างไร การเขียนในภาษาอังกฤษและประเทศที่ใช้ตัวอักษรโรมันเขียนแบบเดียวกันหมดคือ Omicron ขณะที่ภาษาไทยต้องถอดเสียงออกมา

บางทีวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดสำหรับภาษาไทยก็คือใช้ทับศัพท์ไปเลยว่า Omicron

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

เตือนการระบาดครั้งหน้า หายนะยิ่งกว่าโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669959

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 16:41 น.เตือนการระบาดครั้งหน้า หายนะยิ่งกว่าโควิดหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาวัคซีน AstraZeneca เตือนว่าการระบาดครั้งต่อไปอาจเอามนุษย์ถึงตายยิ่งกว่าโควิด-19

ศาสตราจารย์ ซาราห์ กิลเบิร์ต (Prof Dame Sarah Gilbert) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้ร่วมพัฒนาวัคซีน AstraZeneca กล่าวว่าการระบาดใหญ่คราวนี้ยังไม่จบ และคราวหน้าอาจะเลวร้ายยิ่งกว่า

“ความจริงก็คือ ครั้งต่อไปอาจจะแย่กว่านั้นก็ได้ มันอาจจะเป็นโรคติดต่อมากขึ้นหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตมากขึ้นหรือทั้งสองอย่าง”

ศาสตราจารย์กิลเบิร์ตกล่าวในการบรรยาย Richard Dimbleby Lecture ครั้งที่ 44 ซึ่งเป็นการบรรยายทางด้านวิชาการที่มีชื่อเสียงว่า “‘เราไม่สามารถยอมให้สถานการณ์ที่เราผ่านมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และต้องพบความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลที่เราได้รับอย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังไม่มีเงินทุนสำหรับการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่”

“เช่นเดียวกับที่เราลงทุนในกองกำลังติดอาวุธ งานด้านข่าวกรอง และการทูตเพื่อป้องกันสงคราม เราต้องลงทุนในบุคลากร การวิจัย การผลิต และสถาบันต่างๆ เพื่อป้องกันการระบาดใหญ่” ศาสตราจารย์กิลเบิร์ต กล่าว

กิลเบิร์ต ศาสตราจารย์ด้านวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า โลกควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการเตรียมพร้อมสำหรับไวรัสตัวต่อไป โดยกล่าวว่า

“ความก้าวหน้าที่เราได้ลงมือทำ (ในการระบาดครั้งนี) และความรู้ที่เราได้รับมาจะต้องไม่สูญหายไป”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่า ความพยายามในการยุติการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นั้นไม่สม่ำเสมอและไม่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการเข้าถึงวัคซีนในประเทศที่มีรายได้ต่ำถูกจำกัดเอาไว้ ในขณะที่ประเทศร่ำรวยได้รับวัคซีนกระตุ้นกันแล้ว

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การอนามัยโลกเพื่อตรวจสอบการจัดการกับการระบาดใหญ่ของ SARS-CoV-2 ได้เรียกร้องให้มีเงินทุนถาวรและเพื่อให้มีความสามารถมากขึ้นในการตรวจสอบการระบาดใหญ่ผ่านสนธิสัญญาใหม่

ข้อเสนอหนึ่งคือการจัดหาเงินทุนใหม่อย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่

ติดโอไมครอนพุ่งขึ้นหลายเท่า จากแอฟริกาใต้ถึงยุโรปน่าเป็นห่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669952

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 14:26 น.ติดโอไมครอนพุ่งขึ้นหลายเท่า จากแอฟริกาใต้ถึงยุโรปน่าเป็นห่วงแอฟริกาใต้พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ขณะที่สหราชอาณาจักรติดโอไมครอนเพิ่มขึ้นถึง 50% ในวันเดียว

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ (NICD) ของแอฟริกาใต้และรายงานโดยสำนักข่าว CNN ระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วง 4 วันที่ผ่านมา (จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม ตอกย้ำความกังวลว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอนจะแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น

เมื่อวันศุกร์ แอฟริกาใต้รายงานผู้ป่วย COVID-19 ใหม่ 16,055 ราย เพิ่มขึ้นจาก 4,373 รายเมื่อวันอังคารที่แล้ว ในวันพฤหัสบดี NICD ยังเปิดเผยว่าผู้ป่วยรายใหม่บางรายเป็นผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนหน้านี้แล้ว และติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์

ศาสตราจารย์แอนน์ ฟอน ก็อตต์เบิร์ก (Professor Anne von Gottberg) นักจุลชีววิทยาจากสถาบัน NICD กล่าวว่า “การติดเชื้อก่อนหน้านี้เคยใช้ป้องกันเดลต้าได้ แต่ตอนนี้กับโอไมครอนดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น” พร้อมกล่าวว่า ไม่เห็นการติดเชื้อซ้ำจากเชื้อเบต้าและเดลต้ามากกว่าที่คาดหวัง แต่กำลังเห็นการติดเชื้อโอไมครอนเพิ่มขึ้น

เตรียมเตียงเพิ่มรับโอไมครอน

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แอฟริกาใต้กำลังเตรียมโรงพยาบาลสำหรับการรับผู้ป่วยเพิ่ม เนื่องจากสายพันธุ์โอไมครอนผลักดันประเทศให้เข้าสู่คลื่นลูกที่สี่ของการระบาด ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซา (Cyril Ramaphosa) กล่าวเมื่อวันจันทร์

โอไมครอน ถูกตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาตอนใต้เมื่อเดือนที่แล้ว และได้จุดชนวนให้เกิดการเตือนภัยทั่วโลก เนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าจะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก

รามาโฟซา กล่าวในจดหมายข่าวรายสัปดาห์ว่า โอไมครอนดูเหมือนจะเป็นเชื้อส่วนใหญ่ในหมู่ผู้ป่วยรายใหม่ใน 9 จังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศและกระตุ้นให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นรับการฉีดวัคซีนป้องกัน

“ขณะนี้แอฟริกาใต้มีวัคซีนเพียงพอ … การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเรา เพราะเมื่อมีผู้คนจำนวนมากขึ้นได้รับการฉีดวัคซีน พื้นที่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มมากขึ้น” เขากล่าว

เร่งหาคำตอบติดไวหรือไม่

เร็วๆ นี้ รัฐบาลจะเรียกประชุมสภาบัญชาการไวรัสโคโรนาแห่งชาติ เพื่อทบทวนสถานะของการระบาดใหญ่ และตัดสินใจว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย รามาโฟซา กล่าว

นักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้และประเทศอื่นๆ แข่งขันกันเพื่อหาคำตอบว่าโอไมครอนสามารถแพร่ระบาดได้งาสยขึ้นหรือไม่ ทำให้เกิดโรคที่รุนแรงขึ้น และดื้อต่อวัคซีนที่มีอยู่หรือไม่

แต่เข้อมูลไม่เป็นทางการจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในแอฟริกาใต้ให้ความมั่นใจ โดยบ่งชี้ว่าการติดเชื้อจำนวนมากที่เกิดขึ้นนั้นไม่รุนแรง

“เรากำลังจับตาดูอัตราการติดเชื้อและการรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด” รามาโฟซากล่าว

อังกฤษพบติดเชื้อเพิ่ม 50%

ด้านสถานการณ์ที่สหราชอาณาจักรก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน โดย Sky News รายงานสถิติเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมพบว่า สหราชอาณาจักรตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่อีก 86 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อรวม 246 ราย

ตัวเลขนี้แสดงการเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งมีผู้ป่วยได้รับการยืนยัน 160 ราย

เดนมาร์กกังวลยอดติดเพิ่ม

หน่วยงานด้านสุขภาพของเดนมาร์กกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าประเทศเผชิญกับสถานการณ์ที่ “น่ากังวล” หลังยอดติดเชื้อโอไมครอนเพิ่มขึ้นเป็น 183 ราย

จำนวนดังกล่าวแสดงถึงผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 48 ชั่วโมง จากที่ได้รับการยืนยัน 18 รายและผู้ต้องสงสัย 42 รายในวันศุกร์ ตามข้อมูลจากสถาบันสาธารณสุขของ SSI

ก่อนหน้านี้ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) มีผู้ป่วยเพียง 182 รายในสหภาพยุโรปทั้งหมด รวมทั้งนอร์เวย์และไอซ์แลนด์

หัวหน้า SSI กล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของเคสโอไมครอนยังคงเป็น “ความน่ากังวล” และเสริมว่า “ขณะนี้มีการติดเชื้อหลายสายซึ่งพบสายพันธุ์นี้ในผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศหรือติดต่อกับผู้เดินทาง”

นอร์เวย์กลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอร์เวย์กลายเป็นคลัสเตอร์การระบาดของโอไมครอนที่ใหญ่ที่สุดนอกแอฟริกาใต้ไปเรียบร้อยแล้ว

ที่ออสโลมีอย่างน้อย 13 คนติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนภายหลังงานเลี้ยงคริสต์มาสของบริษัท และตัวเลขของพวกเขาอาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 60 ราย จนกล่าวกันว่าเป็น “งานอีเวนต์ซุปเปอร์สเปรดเดอร์”

การระบาดเกิดขึ้นที่งานปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนซึ่งจัดโดยบริษัทพลังงานหมุนเวียน Scatec ซึ่งมีการดำเนินงานในแอฟริกาใต้ซึ่งตรวจพบสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก

Photo by AFP / China OUT

จำคุกอองซานซูจีฐานปลุกปั่นต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669950

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 13:08 น.จำคุกอองซานซูจีฐานปลุกปั่นต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมาศาลเมียนมาร์เมื่อวันจันทร์ ตัดสินจำคุกผู้นำพลเรือนอองซานซูจีเป็นเวลา 4 ปีฐานยุยงให้ประชาชนต่อต้านกองทัพและฝ่าฝืนกฎโควิด โฆษกของรัฐบาลเผด็จการทหารบอกกับเอเอฟพี

ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลเผด็จการซูจี “ถูกตัดสินจำคุก 2 ปีภายใต้มาตรา 505 (วรรค b) และจำคุก 2 ปีภายใต้กฎหมายภัยพิบัติทางธรรมชาติ” (กฎหมายฉบับนี้นำมาใช้ควบคุมการระบาดของโควิด-19)

อดีตประธานาธิบดี วิน มยินต์ ก็ถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปีภายใต้ข้อกล่าวหาเดียวกัน โดยซอ มิน ตุนกล่าวเสริมว่าทั้งสองจะไม่ถูกนำตัวเข้าคุก

“พวกเขาจะเผชิญข้อกล่าวหาอื่นๆ จากสถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ตอนนี้” ในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศ เขากล่าวเสริมโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีการประกาศลดโทษของอองซานซูจีเหลือ 2 ปี 

ซูจี วัย 76 ปี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่นายพลโค่นอำนาจรัฐบาลของเธอในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการยุติระบอบประชาธิปไตยสั้นๆ ของเมียนมา

นับแต่นั้นมา รัฐบาลทหารได้เพิ่มคำฟ้องอื่นๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงการละเมิดกฎหมายว่าด้วยความลับของทางราชการ การทุจริตและการฉ้อโกงการเลือกตั้ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบลต้องเผชิญกับโทษจำคุกหลายสิบปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิด

นักข่าวถูกห้ามไม่ให้ร่วมการดำเนินคดีในศาลพิเศษในเมืองหลวง และทนายความของซูจีเพิ่งถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดกับสื่อ

มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน และถูกจับมากกว่า 10,000 คนในการปราบปรามผู้เห็นต่างตั้งแต่รัฐประหาร ตามรายงานของกลุ่มสังเกตการณ์ท้องถิ่น

ผู้ร่วมพัฒนาวัคซีน AstraZeneca เตือนโอไมครอนระบาดง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669935

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.ผู้ร่วมพัฒนาวัคซีน AstraZeneca เตือนโอไมครอนระบาดง่ายนักวิจัยที่ร่วมผลักดันวัคซีน Oxford/AstraZeneca เตือนต้องตั้งการ์ดเอาไว้จนกว่าจะรู้ข้อมูลที่ครอบถ้วนเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่นี้

ซาราห์ กิลเบิร์ท (Sarah Gilbert) ศาสตราจารย์ด้านวัคซีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดและนักวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของ Oxford/AstraZeneca ของสหราชอาณาจักร กล่าวเตือนในการบรรยายผ่านรายการของBBC TV ในวันจันทร์ว่า สหราชอาณาจักรควรระมัดระวังจนกว่าเจ้าหน้าที่จะทราบถึงผลกระทบของตัวแปรโอไมครอนชนิดใหม่ เนื่องจากง่ายต่อการแพร่ระบาด

“โปรตีนสไปก์ของสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสามารถเพิ่มการแพร่กระจายของไวรัสได้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่อาจหมายความว่าแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนหรือโดยการติดเชื้อกับสายพันธุ์อื่นๆ อาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่าในการป้องกันการติดเชื้อโอไมครอน”

นั่นหมายความว่ามันมีความเป็นไปได้ที่วัคซีนจะมีประสิทธิภาพด้อยลงเมื่อเจอเข้ากับโอไมครอนหรือแม้แต่ผู้ที่ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อื่นๆ มาแล้วและมีแอนติบอดีป้องกันก็อาจรับมือกับมันไม่ไหว

“จนกว่าเราจะทราบข้อมูลเพิ่มเติม เราควรระมัดระวัง และดำเนินการเพื่อชะลอการแพร่กระจายของตัวแปรใหม่นี้” ศาสตราจารย์กิลเบิร์ท กล่าวกับ BBC

แม้ว่าจะยังไม่ทราบข้อมูลมากนัก ศาสตราจารย์กิลเบิร์ทยังชี้ว่า แม้ว่าการติดเชื้อจะง่ายขึ้นโดยมีอาการเบาลง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การป้องกันการติดเชื้ออาการหนักและการเสียชีวิตอาจจะไม่ลดลง ซึ่งหมายความวาการฉีควัคซีนเป็นสิ่งที่จำเป็น

“แต่อย่างที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ การป้องกันที่ลดลงต่อการติดเชื้อและอาการที่ไม่รุนแรง ไม่ได้หมายความว่าการป้องกันโรคร้ายแรงและการเสียชีวิตจะลดลงเสมอไป” ศาสตราจารย์กิลเบิร์ท กล่าว

Photo by GABRIEL BOUYS / AFP