ของขวัญปีใหม่สุดสะเทือนใจ ถูกไล่ออกผ่านซูม 900 คนในคราวเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670144

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.ของขวัญปีใหม่สุดสะเทือนใจ ถูกไล่ออกผ่านซูม 900 คนในคราวเดียวพนักงานเศร้าก่อนฉลองคริสต์มาสซีอีโอไล่ออกผ่านการประชุมซูมรวดเดียวเกือบพันคน

ใกล้สิ้นปีและเทศกาลฉลองวันหยุดยาวแบบนี้สิ่งที่พนักงานคาดหวังคงหนีไม่พ้นข่าวจาบริษัทอย่างการขึ้นเงินเดือน หรือโบนัสก้อนใหญ่ แต่พนักงานเกือบ 1,000 ชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐกลับได้รับข่าวร้ายจากบอสใหญ่ก่อนการฉลองเทศกาลคริสต์มาสเพียงไม่กี่สัปดาห์

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา วิศาล การ์ก ซีอีโอ better.com บริษัทปล่อยเงินกู้จำนองบ้านในสหรัฐ สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงวิจารณ์ด้วยการสั่งปลดฟ้าผ่าพนักงานรวดเดียวกว่า 900 คนผ่านวิดีโอคอลล์ Zoom ความยาว 3 นาที

การ์กแจ้งข่าวร้ายผ่านแอพพลิเคชัน Zoom ว่า “นี่ไม่ใช่ข่าวที่พวกคุณอยากได้ยินเท่าไรหรอก…ถ้าคุณอยู่ในที่ประชุมนี้ คุณคือส่วนหนึ่งของกลุ่มที่โชคร้ายที่ถูกปลดออก การจ้างงานของพวกคุณที่นี่จะถูกยกเลิกโดยมีผลทันที”

ในคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การ์กระบุว่าพนักงานที่ถูกปลดออกมีสัดส่วน 15% แต่จากการบอกเล่าของแหล่งข่าวในบริษัท พนักงานที่จะต้องตกงานคิดเป็น 9% ของพนักงานทั้งหมด

ในคลิปปลดฟ้าผ่า ซีอีโอ better.com อ้างการดำเนินการของบริษัท ประสิทธิผลของการทำงาน และการเปลี่ยนแปลงของตลาดซึ่งทำให้บริษัทต้องปรับตัวให้เล็กลงเพื่อความคล่องตัวและความอยู่รอด เป็นเหตุผลในการปลดพนักงาน

ที่น่าสังเกตคือ การ์กไม่เอ่ยถึงเรื่องที่บริษัทเพิ่งจะได้เงินทุนจากนักลงทุนเพิ่มอีก 750 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เว็บไซต์ Business Insider รายงานว่า หลังสั่งปลดพนักงานแล้วการ์กเรียกประชุมพนักงานที่เหลืออยู่และบอกกับพนักงานเหล่านั้นว่า “วันนี้ เรายอมรับว่าเราจ้างพนักงานมากเกินไปและจ้างคนผิด และการทำอย่างนั้นทำให้เราล้มเหลว ผมล้มเหลว ผมไม่มีวินัยตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ”

Business Insider ยังรายงานอีกว่า การ์กบอกกับพนักงานที่เหลือว่า บริษัทควรจะปลดพนักงานเหล่านี้ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้วด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ The Information รายงานว่า better.com จ้างพนักงานเพิ่มถึง 2,000 คนนับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด

ในเวลาต่อมาการ์กส่งอีเมล์ขอโทษไปให้พนักงานที่ยังอยู่โดยยอมรับว่าเขาล้มเหลวในการแสดงความเคารพและความชื่นชมอย่างเหมาะสมต่อพนักงานที่ถูกปลดและต่อความทุ่มเทที่พนักงานเหล่านี้มีให้กับบริษัท

“ผมเป็นคนตัดสินใจในการปลดครั้งนี้ แต่ผมผิดพลาดอย่างร้ายแรงจากความสะเพร่าในการปฏิบัติ ผมทำให้พวกคุณอับอายจากการทำเช่นนั้น ผมทราบดีว่าวิธีการที่ผมบอกข่าวนี้ทำให้สถานการณ์ยากลำบากนี้แย่ลง ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้จากสถานการณ์และทุ่มเทมากขึ้นเพื่อเป็นผู้นำอย่างที่พวกคุณคาดหวัง”

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร Fortune ว่า ภายหลังการ์กยังเขียนโพสต์ใน Blind โดยใช้นามแฝงว่า uneducated ระบุถึงพนักงานที่ถูกเขาปลดออกว่า “พวกคุณรู้ว่ามีคนอย่างน้อย 250 คนที่ถูกเลิกจ้างทำงานเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง แต่ตอกบัตรว่าทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง พวกเขาขโมยจากคุณและขโมยจากลูกค้าของเราที่จ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้พวกเรา รู้ไว้ซะ”

ต่อมาการ์กยืนยันกับ Fortune ว่าเขาคือคนเขียนโพสต์ดังกล่าว และยังเผยอีกว่า เมื่อ 4 สัปดาห์ที่แล้วบริษัทเริ่มตรวจสอบข้อมูลประสิทธิผลการทำงานของพนักงาน รวมทั้งสายโทรศัพท์ที่ไม่ได้รับ จำนวนการโทรเข้าโทรออก การเข้าประชุมกับลูกค้าสายด้วย

หลังจากคลิปประชุม Zoom ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การกระทำของการ์กได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทำนองเดียวกันอาทิ “เย็นชา” “ใจดำ” “เป็นการกระทำที่น่าเกลียด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเหล่านี้กำลังจะเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขอย่างคริสต์มาส แต่กลับต้องได้รับข่าวร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว

ไม่เฉพาะชาวโซเชียลเท่านั้นที่รับไม่ได้กับความใจร้ายของซีอีโอเชื้อสายอินเดียรายนี้ แม้แต่พนักงานระดับผู้บริหารยังทนไม่ไหวพากันลาออกแล้วอย่างน้อย 3 คนคือ เมลานี ฮาห์น หัวหน้าฝ่ายการตลาด ธันยา เฮร์ กิลล็อกลีย์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ และแพทริก เลนิแฮน รองประธานฝ่ายติดต่อสื่อสาร และยังมีคนที่จะยื่นใบลาออกตามมาอีก

ก่อนหน้านี้ สไตล์การบริหารของการ์กเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วครั้งหนึ่งหลังจากอีเมลที่เขาส่งให้พนักงานหลุดออกไปถึงนิตยสาร Forbes เมื่อปีที่แล้ว

อีเมลฉบับนั้นระบุว่า “คุณมันโคตรช้า คุณมันแค่ฝูงโลมาโง่…ฉะนั้นหยุดซะ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ คุณทำให้ผมอับอาย” โดยส่วนใหญ่ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ซึ่งเป็นการเน้นย้ำคำนั้นๆ

ได้ฤกษ์เที่ยวลาวปีหน้า เตรียมจัดกระเป๋าทัวร์รถไฟลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670151

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 17:03 น.ได้ฤกษ์เที่ยวลาวปีหน้า เตรียมจัดกระเป๋าทัวร์รถไฟลาว-จีนลาวจ่อเปิดรับ ‘นทท. ต่างชาติ’ ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสปีหน้า หลังจากปิดประตูไม่ต้อนรับคนนอกเข้ามานานนับปี

เวียงจันทน์, 8 ธ.ค. (ซินหัว) — ภาครัฐและเอกชนของลาวกำลังกำหนดแผนเพื่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ครบสองโดส ในปี 2022 โดยะกำลังหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกักตัวเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ประเทศ

กระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของลาว เผยแพร่ร่างแผนข้างต้นระหว่างการประชุมเมื่อวันอังคาร (7 ธ.ค.) เพื่อปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยกระทรวงฯ จะเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุข

เพงจัน เพงเมือง อธิบดีกรมการวางแผนและความร่วมมือระหว่างประเทศของลาว กล่าวระหว่างการประชุม ว่ากระทรวงฯ กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ และจะขอให้รัฐบาลอนุมัติแผนดังกล่าวในลำดับถัดไป

กระทรวงฯ กำลังเตรียมพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้โครงการ “ลาว ทราเวล กรีน โซน” (Lao Travel Green Zone) ซึ่งกำหนดให้นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองวังเวียง และเมืองหลวงพระบางเป็น “พื้นที่สีเขียว” เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการ โดยพื้นที่ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเขียวต้องมีประชากรผู้อยู่อาศัยฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 70-80 ขณะผู้ให้บริการต้องฉีดวัคซีนแล้วถึงร้อยละ 90-95

โครงการดังกล่าวกำหนดให้นักท่องเที่ยวสามารถจองแพ็คเกจทัวร์ได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีใบรับรองการเข้าประเทศ มีใบรับรองการฉีดวัคซีนลงวันที่อย่างน้อย 14 วันก่อนเข้าประเทศ ผลการตรวจโรคโควิด-19 แบบพีซีอาร์ที่เป็นลบในช่วงไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่องบินและเมื่อมาถึงลาว

นอกจากนั้น ขณะอยู่ในลาว นักท่องเที่ยวยังต้องใช้แอปพลิเคชันเพื่อติดตามการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อเดือนที่แล้ว สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรีลาว ระบุว่ารัฐบาลเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวลาวและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและเกาหลีใต้ ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบสองโดสแล้ว เดินทางท่องเที่ยวในลาว โดยรัฐบาลหวังว่าโครงการ “ลาวเที่ยวลาว” (Lao Visit Laos) จะดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศอย่างน้อย 1.9 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกมากกว่า 1 ล้านคนตลอดปี 2022

ทั้งนี้ ลาวมียอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 83,291 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 219 ราย ในวันพุธ (8 ธ.ค.) โดยลาวรายงานพบผู้ป่วยสองรายแรกของประเทศเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ปีก่อน

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo REUTERS/Phoonsab Thevongsa 

สุดยอดท่านประธาน แจกเงิน 3 ล้านให้พนักงานออกไปตั้งบริษัทเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670134

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 16:35 น.สุดยอดท่านประธาน แจกเงิน 3 ล้านให้พนักงานออกไปตั้งบริษัทเองแจ็ก อัลท์แมน ซีอีโอบริษัท Lattice เสนอเงินให้พนักงานคนละ 1 แสนดอลลาร์เป็นทุนตั้งต้นธุรกิจใหม่ของตัวเอง

บริษัท Lattice แพลตฟอร์มการจัดการบุคลากรในองค์กร ซึ่งดึงดูดลูกค้าชั้นนำอย่าง Slack และ Reddit ปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดูเหมือนว่าบริษัทกำลังไปได้สวย แต่แจ็ก อัลท์แมน (Jack Altman) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกำลังเสนอเงินทุนให้แก่พนักงานคนละ 100,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.35 ล้านบาท เพื่อลาออกไปเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

แจ็กเล่าว่าก่อนจะมาเป็นซีอีโอของ Lattice เขาเคยดำรงตำแหน่งรองประธานของบริษัทอีคอมเมิร์ซ Teespring แม้ว่าจะเป็นงานสบายรายได้ดี แต่เมื่อเขาได้พูดคุยกับเจ้านายและกลับมาทบทวนกับตัวเองก็พบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ จึงตัดสินใจลาออกในที่สุด แจ็กต้องการก่อตั้งบริษัทของตัวเองโดยรู้ดีว่าไม่มีทางที่บริษัทเก่าของเขาจะมอบเงินทุนให้เขาไปตั้งต้นใหม่

ตอนนี้เขาต้องการสนับสนุนพนักงานทั้ง 470 คนของเขา เพราะอาจมีบางคนที่กำลังรู้สึกเหมือนที่เขาเคยรู้สึกเมื่อ 6 ปีก่อน โดยการเสนอเงินให้คนละ 100,000 เหรียญสหรัฐเพื่อทำในแบบที่เขาเคยทำ

“เราได้จ้างพนักงานจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการบางคนอาจยังไม่มีความพร้อมที่จะเริ่มต้นบริษัทของตัวเอง ตอนนี้ผมคิดว่านี่เป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด โดยการเสนอเงินจำนวนนี้เพื่อให้พวกเขาไปเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง” แจ็กกล่าวโดยเสริมว่าพนักงานจะต้องเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทภายใน 1 ปีหลังลาออกจาก Lattice

ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังพยายามรักษาพนักงานของพวกเขาไว้ แต่แจ็กไม่คิดว่าการสร้าง “แรงจูงใจในการลาออก” แก่พนักงานจะส่งผลเสียต่อการดำเนินงานของบริษัท

“ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นความเสี่ยง เพราะพนักงานที่ต้องการสร้างบริษัทของตัวเองก็มีแนวโน้มที่เขาจะต้องลาออกในที่สุด เราเพียงต้องการให้การสนับสนุนพวกเขา โดยแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจพวกเขาในฐานะบุคคลมากกว่าในฐานะพนักงานของบริษัท” แจ็กกล่าว

แม้ว่านี่จะเป็นความคิดที่แปลกใหม่ แต่มีพนักงาน 2 คนได้ตอบรับเสนอของแจ็กแล้ว โดยคนแรกคืออดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งลาออกไปเมื่อเดือนม.ค. 2020 และก่อตั้งบริษัท Sensible ส่วนอีกคนคือหัวหน้าฝ่ายการตลาดลาออกไปเมื่อเดือนส.ค. เพื่อเริ่มต้นบริษัท Dock และแจ็กหวังว่าในอนาคตจะยังมีพนักงานคนอื่นๆ ที่รับข้อเสนอนี้ของเขา

ที่มา: Business InsiderNews Nation USA

“กล่องปริศนา” บนดวงจันทร์ มันคืออะไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670120

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 13:24 น."กล่องปริศนา" บนดวงจันทร์ มันคืออะไร?ยานอวกาศของจีนที่ปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์สามารถจับภาพสิ่งแปลกประหลาดเอาไว้ได้ แต่ว่ามันคืออะไร?

ยาน Yutu-2 จับภาพสิ่งที่ดูเหมือนวัตถุลูกบาศก์ขนาดใหญ่บนขอบฟ้าห่างจากตำแหน่งของมันประมาณ 80 เมตร (87 หลา) เว็บไซต์วิทยาศาสตร์ของรัฐบาลจีนกล่าวโดยอ้างถึงบันทึกล่าสุดของยานเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม

หุ่นยนต์โรเวอร์ทำงานอยู่ในปล่อง Von Karman Crater ในแอ่ง South Pole-Aitken นับตั้งแต่มีการติดตั้งในเดือนมกราคม 2019

ภารกิจครั้งนี้เป็นภารกิจแรกในประวัติศาสตร์ โดยที่ไม่มีประเทศอื่นใดที่ไปถึงด้านไกลของดวงจันทร์จนถึงตอนนั้น

Yutu หรือ “กระต่ายหยก” ในภาษาจีน ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อน จะเดินทางเป็นระยะทาง 80 เมตรใน 2 – 3 วันตามเวลาดวงจันทร์หรือ 2 – 3 เดือนของเวลาบนโลก เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทราบในที่สุดว่าวัตถุลูกบาศก์ขนาดใหญ่คืออะไร

แต่นอกจากจะทำให้เกิดความสงสัยแล้ว มันยังกลายเป็นมีมในโลกโซเชียลของจีนด้วย ภายใต้แฮชแท็ก “การค้นพบล่าสุดของ Yutu” ชาวเน็ตจีนตัดต่อภาพยาน Yutu-2 ที่กำลังวิ่งไปบนที่ราบดวงจันทร์แล้วเจอเข้ากับเสาโอเบลิสก์ เสาหินสูง และแม้แต่ค้อนและเคียวขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์

“มันเป็นขยะอวกาศที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้” ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนรายหนึ่งเขียนในโพสต์โซเชียลมีเดีย

“เข้าไปใกล้ๆ อีกนิด แล้วคุณจะเห็นว่าเป็นศูนย์ทดสอบกรดนิวคลีอิกสำหรับโควิด-19” อีกคนเหน็บ

“มันเป็นบ้านของมนุษย์ต่างดาว!” หนึ่งในสามพูดด้วยความสยดสยอง

คนอื่นๆ เสนอความเป็นไปได้ที่ธรรมดากว่านั้น มันก็แค่ก้อนหิน

ภาพจาก China National Space Administration (CNSA)

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้น้อยที่วัคซีนที่มีอยู่จะสู้ Omicron ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670105

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 12:35 น.อนามัยโลกชี้เป็นไปได้น้อยที่วัคซีนที่มีอยู่จะสู้ Omicron ไม่ได้เจ้าหน้าที่ระดับสูงองค์การอนามัยโลกยืนยันวัคซีนที่มีอยู่ยังสู้ Omicron ได้แม้ประสิทธิภาพจะลด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ดูเหมือนว่า Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) จะไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าเชื้อสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ และ “ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างมาก” ที่จะหลบเลี่ยงการปกป้องจากวัคซีน

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของ WHO เผยกับ AFP ว่า แม้เราจะยังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับโอมิครอนซึ่งกลายพันธุ์อย่างรุนแรง แต่ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่ามันไม่ได้ทำให้ผู้คนป่วยหนักกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์อื่นๆ

“ข้อมูลเบื้องต้นไม่ได้บ่งชี้ว่ามันรุนแรงกว่า อันที่จริงถ้าจะมีอะไรอย่างนั้น ทิศทางมันพุ่งไปที่ความรุนแรงที่น้อยกว่า” ไรอันเผย และย้ำว่ายังต้องมีการศึกษาวิจัยมากกว่านี้ “มันยังเป็นช่วงเริ่มแรก เราต้องระมัดระวังมากๆ ในการตีความสัญญาณนั้น”

ไรอันกล่าวอีกว่า ไม่มีสัญญาณว่าโอมิครอนสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนที่มีอยู่ได้อย่างเต็มร้อย

“เรามีวัคซีนประสิทธิภาพสูงที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกับทุกสายพันธุ์จนถึงตอนนี้ในแง่ของอาการรุนแรงและการเข้ารักษาในโรงพยาบาล” นักระบาดวิทยาและอดีตศัลยแพทย์อุบัติเหตุเผย

“ไม่มีเหตุผลที่จะคาดหวังว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับโอมิครอน” ไรอันเผยโดยอ้างข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกที่ชี้ว่าอย่างน้อยวัคซีนก็ยังป้องกันได้

ไรอันยอมรับว่าเป็นไปได้ที่วัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้อาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) มากกว่า 30 จุด แต่ “ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่จะสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนได้ทั้งหมด

“เราต้องพิสูจน์ว่าการป้องกันนั้นหายไปหรือไม่ แต่ผมหวังว่าจะยังเห็นการป้องกันได้บ้าง” ไรอันกล่าว “ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ไม่ได้บ่งบอกว่าเราจะสูญเสียประสิทธิภาพอย่างร้ายแรง อันที่จริงตอนนี้มันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ”

ในส่วนของการรับมือกับสายพันธุ์ต่างๆ ของ Covid-19 ไรอันเผยว่า อาวุธที่ดีที่สุดที่เรามีตอนนี้คือการฉีดวัคซีน

ไรอันเผยอีกว่า แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ใหม่ก็ยังเป็น Covid-19 และยังสามารถสู้ด้วยมาตรการเดิม รวมทั้งการฉีดวัคซีน สวมหน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่าง

“ไวรัสไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของมัน มันอาจเปลี่ยนไปในแง่ของประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเกมทั้งหมด กติกาของเกมยังเหมือนเดิม”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ลูกหาบอเมริกันรวมหัวบอยคอตโอลิมปิกจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670104

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 12:08 น.ลูกหาบอเมริกันรวมหัวบอยคอตโอลิมปิกจีนหลายประเทศพิจารณามาตรการคว่ำบาตรทางการทูตโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022”

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการทูต โดยการไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ล่าสุดออสเตรเลียยืนยันที่จะเข้าร่วมการคว่ำบาตรกับสหรัฐแล้ว เนื่องจากความไม่ลงรอยกับจีนในหลายประเด็นด้วยกัน

โดยในวันนี้ (8 ธ.ค.) นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่าออสเตรเลียพร้อมเข้าร่วมการคว่ำบาตรทางการทูตกับสหรัฐ โดยจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตเข้าร่วมงานโอลิมปิกที่ปักกิ่ง

พร้อมเผยว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นที่ไม่ตรงกันกับจีนในหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการแทรกแซงกิจการภายใน และข้อตกลงในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลียเมื่อเร็วๆ นี้

“ออสเตรเลียยืนหยัดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าไม่น่าแปลกในเลยที่เราจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมงานแข่งขันกีฬานั้น” มอร์ริสันกล่าวโดยเสริมว่านักกีฬายังคงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาตามปกติ

มอร์ริสันยังอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง และความไม่เต็มใจของรัฐบาลจีนที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและจีนตึงเครียดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยสินค้าจากออสเตรเลียหลายอย่างถูกคว่ำบาตรจากจีน อาทิ ข้าวบาร์เลย์, ถ่านหิน, แร่ทองแดง, ฝ้าย, กุ้งมังกร, น้ำตาล, ไวน์, เนื้อวัว และธัญพืช ประกอบกับการที่รัฐบาลออสเตรเลียเรียกร้องให้สอบสวนต้นกำเนิดของโควิด-19

ขณะที่สื่อท้องถิ่นอังกฤษรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาอนุมัติการคว่ำบาตรทางการทูตต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเช่นกัน โดยอาจห้ามไม่ให้รัฐมนตรีและผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงาน

อย่างไรก็ตามโฆษกรัฐบาลอังกฤษกล่าวเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลยังไม่ไม่ได้ตัดสินใจว่าผู้แทนรัฐบาลจะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนิวซีแลนด์ซึ่งกล่าวในเดือนต.ค. ว่าจะไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึงปัจจัยหลายประการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลายครั้งรัฐบาลนิวซีแลนด์ก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน

Photo by REUTERS/Thomas Peter/File Photo

ผลศึกษาชี้แอนติบอดีจาก Pfizer ลดลงมากเมื่อเจอ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670095

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 11:10 น.ผลศึกษาชี้แอนติบอดีจาก Pfizer ลดลงมากเมื่อเจอ Omicronผลการศึกษาจากแอฟริกาใต้ชี้ว่า Omicron ลดแอนติบอดีจากวัคซีน Pfizer 41 เท่า

วันนี้ (8 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยด้านสุขภาพแอฟริกาในประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งได้ทำการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech ในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน พบว่าวัคซีนยังคงสามารถต้านไวรัสได้บ้าง แต่มีแอนติบอดีลดลงมากเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ

ศาสตราจารย์ อเล็กซ์ ซิกัล จากสถาบันวิจัยสาธารณสุขแอฟริกาและทีมวิจัยได้ทดสอบแอนติบอดีจากผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech ซึ่งไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 6 คน และผู้ที่ติดเชื้อก่อนรับวัคซีนอีกจำนวน 6 คน พบว่า แอนติบอดีจากทั้ง 12 คนสามารถต้านโอมิครอนได้น้อยกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนหลังติดเชื้อมีแอนติบอดีที่สูงกว่าผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ

โดยรวมแล้วศักยภาพของแอนติบอดีต่อโอไมครอนลดลงอย่างมากประมาณ 41 เท่า อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ซิกัลมองว่าแม้เชื้อโอมิครอนจะทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก แต่มันสามารถควบคุมได้

ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยอธิบายเหตุการณ์ซูเปอร์สเปรดเดอร์ซึ่งเกิดจากโอมิครอนได้ อย่างเช่นงานปาร์ตี้คริสต์มาสในนอร์เวย์ซึ่งมีผู้ติดเชื้ออย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับวัคซีนแล้ว 120 คน

ศาสตราจารย์ซิกัลเสริมว่าการศึกษาดังกล่าวยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับไวรัสได้ดีเพียงใด ซึ่งต้องทำการทดสอบแอนติบอดีของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเสียก่อน แต่เชื่อว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะมีแอนติบอดีที่มากกว่า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และอาการป่วยรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น

ด้านผู้ผลิตวัคซีน Pfizer และ Moderna กล่าวก่อนหน้านี้ว่ากำลังเดินหน้าทดสอบวัคซีนในการรับมือกับเชื้อโอมิครอน และจะสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสดังกล่าวโดยเฉพาะได้ภายในเวลาประมาณ 3 เดือน

Photo by JEFF PACHOUD / AFP

Bitcoin-หุ้น-น้ำมัน ขยับขึ้น นักลงทุนคลายกังวล Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670065

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 18:43 น.Bitcoin-หุ้น-น้ำมัน ขยับขึ้น นักลงทุนคลายกังวล Omicronราคาหุ้น น้ำมัน และคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มขยับขึ้น นักลงทุนวางใจ Omicron อาจไม่เลวร้ายเท่าที่คิด

วันนี้ (7 ธ.ค.) สำนักข่าว CNBC รายงานว่าหุ้นทั่วเอเชียแปซิฟิกปรับตัวขึ้นหลังจากที่ดิ่งลงในวันจันทร์ (6 ธ.ค.) ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ Wall Street ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ขณะที่นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่าอาจไม่เลวร้ายอย่างที่กังวลในตอนแรก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบมีอาการไม่รุนแรงและยังไม่พบผู้เสียชีวิต

โดย Hang Seng ของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 2.72%, Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.25%, SSE Composite ของเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้น 0.16% ขณะที่ Topix เพิ่มขึ้น 0.34% และ S&P/ASX 200 ขยับขึ้น 0.44% ขณะที่ธนาคารกลางจีนเตรียมอัดฉีดสภาพคล่องอีกครั้ง

ด้านหุ้นเทคโนโลยีก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย Tencent เพิ่มขึ้น 3.57% และ Alibaba พุ่งขึ้น 12.24% หลังร่วงลงกือบ 6% ในวันจันทร์

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% โดยนักวิเคราะห์มองว่ามีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอนเช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกันคริปโตเคอร์เรนซีหลายรายก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันหลังจากที่ร่วงลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย Bitcoin พุ่งขึ้นมาอยู่ที่กว่า 53,000 เหรียญสหรัฐ หลังร่วงแตะหลัก 46,000 เหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วน Ethereum ขยับขึ้นทะลุหลัก 149,000 เหรียญสหรัฐ

AP Photo/Shizuo Kambayashi

‘ค่ายรถยนต์จีน’ เล็งขึ้นแท่นผู้นำตลาด ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670063

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.‘ค่ายรถยนต์จีน’ เล็งขึ้นแท่นผู้นำตลาด ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ของไทยกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนตีตลาดรถยนต์ไทย ชูรถยนต์ไฟฟ้าลดการปล่อยมลพิษ

วันนี้ (7 ธ.ค.) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ด้วยแรงกระตุ้นจากเป้าหมายการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ทั่วโลก และความมุ่งมั่นของไทยในการทยอยเลิกใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนจึงกำลังเขย่าตลาดรถยนต์ของไทย อันเป็นตลาดที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งส่วนใหญ่มายาวนาน ผ่านการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์

ณ งานมหกรรมยานยนต์ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 (Thailand International Motor Expo 2021) ซึ่งจะจัดไปจนถึงวันที่ 12 ธ.ค. เอสเอไอซี (SAIC) หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน ได้เปิดตัว เอ็มจี ไซเบอร์สเตอร์ (MG Cyberster) รถคอนเซปต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดเพื่อเสริมทัพรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท โดยรถยนต์รุ่นนี้มีกำหนดส่งมอบในปี 2023

เอสเอไอซี ประเทศไทย ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้านำเข้า 2 รุ่น ได้แก่ เอ็มจี แซดเอส อีวี (MG ZS EV) และ เอ็มจี อีพี (MG EP) ซึ่งเปิดตัวในปี 2019 ครองสัดส่วนราวร้อยละ 90 ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ของไทย

จางไห่โป ประธานบริษัทเอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (SAIC Motor-CP Co. Ltd.) และเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (MG Sales (Thailand) Co. Ltd) แสดงความหวังว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนจะสามารถก่อให้เกิดพลวัตใหม่ในตลาดรถยนต์ของไทยที่ครองโดยบริษัทญี่ปุ่นมายาวนาน

ไทยตั้งเป้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยหวังว่าจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด เป้าหมายข้างต้นกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน อย่างเอสเอไอซี และ เกรต วอลล์ มอเตอร์ส (GWM) ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยอยู่แล้ว ให้เริ่มนำร่องนพเข้ารถยนต์เพื่อดูกระแสตอบรับ และคาดว่าจะเริ่มการผลิตเมื่อมีอุปสงค์เพียงพอ

จางเจียหมิง ประธานจีดับเบิลยูเอ็ม อาเซียน และประเทศไทย กล่าวว่าจีดับเบิลยูเอ็มวางแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์และแบบไฮบริด จำนวน 9 รุ่น ภายในระยะ 3 ปี และสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมในท้องถิ่นสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

จีดับเบิลยูเอ็มเปิดตัวรถยนต์รุ่น กู๊ด แคต (Good Cat) ภายใต้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าย่อย โอรา (ORA) เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หรือก่อนงานมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้เพียงไม่นาน และมียอดสั่งจองล่วงหน้าเกือบ 2,000 รายการเมื่อนับจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่าผู้บริโภคชาวไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามกระแสโลก โดยคาดว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในตลาดกลุ่มใหญ่ (Mass Market) ภายในปี 2030 อย่างไรก็ดี ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันของไทยยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่มเนื่องจากราคาที่สูงกว่าและข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของสถานีชาร์จพลังงาน

ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและจีน ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนสามารถส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลอดภาษีมายังไทยได้ ซึ่งช่วยสนับสนุนการแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน และเมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีขนาดใหญ่พอสมควร ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนและต่างประเทศย่อมจะพิจารณาจัดตั้งสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

เกวลินกล่าวว่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอาจต้องเพิ่มการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า หากต้องการรักษากลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ของตนไว้ โดยปัจจุบันแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นในไทยยังคงให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลและรถยนต์ไฮบริดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า เอสเอไอซี และจีดับเบิลยูเอ็ม กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรต่างๆ ของไทย เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จที่ใช้ร่วมกันเพิ่มในทั่วประเทศ นอกเหนือจากจุดชาร์จพิเศษของบริษัท ซึ่งยังช่วยให้ทั้งสองบริษัทสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยอีกด้วย

ธวัชชัย หนึ่งในผู้เข้าชมงานมหกรรมยานยนต์ กล่าวว่าหลายคนจะนึกถึงแบรนด์จีนเมื่อพูดคุยกันเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า โดยหากจุดชาร์จพลังงานมีให้บริการอย่างแพร่หลายและรัฐบาลเสนอสิ่งจูงใจที่เพียงพอ คนไทยจะให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นโดยเฉพาะแบรนด์จีนซึ่งมีความคุ้มค่าสูง

ภาพ: mgcars

Evergrande ใกล้ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่สุดของจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670062

วันที่ 07 ธ.ค. 2564 เวลา 17:32 น.Evergrande ใกล้ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่สุดของจีนEvergrande ตั้งคณะกรรมการความเสี่ยง เตรียมปรับโครงสร้างใหม่ครั้งใหญ่ทีสุดในประวัติศาสตร์จีน

เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande ) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กำลังวางแผนปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ที่สุดของจีน โดยครอบคลุมภาระผูกพันด้านหนี้สินในต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่บริษัทเผชิญกับแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระเงินในส่วนหลักๆ ในวันอังคาร

นักวิเคราะห์กล่าวกับเอเอฟพีว่า รัฐบาลจีนซึ่งจุดชนวนให้เกิดวิกฤติเมื่อประกาศมาตรการควบคุมหนี้ส่วนเกินในบริษัท Evergrande และบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในปีที่แล้ว พร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้

Evergrande ซึ่งมีกองหนี้มากกว่า 3 แสนล้านเหรียญ เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเผชิญกับการปราบปรามมาตรการควบคุมหนี้ของรัฐบาลจีน แต่บริษัทอื่นๆ ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตอันดับต้นๆ ของประเทศจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และวิกฤตหนี้ได้ทำให้เกิดความกลัวว่าจะล้นทะลักเข้าสู่ภาคส่วนสำคัญอื่นๆ ของจีน

ระยะเวลาผ่อนผันสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับธนบัตร Evergrande ทั้งสองประเภทมูลค่า 82,500 ล้านดอลลาร์มีกำหนดสิ้นสุดในวันจันทร์ และหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขจะนำไปสู่การผิดนัดชำระครั้งแรกของบริษัท

หลังจากที่ Evergrande กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินได้ รัฐบาลได้เรียกผู้ก่อตั้งบริษัทและประกาศการเคลื่อนไหวหลายอย่างเกี่ยวกับแผนการของรัฐบาลในการยุติวิกฤติ

“การเปิดเผยของ Evergrande และคำแถลงของรัฐบาลที่ตามมาสอดประสานกันเป็นอย่างดี ชี้ให้เห็นถึงการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการปรับโครงสร้างหนี้ของ Evergrande” Lu Ting หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนของ Nomura กล่าวในหมายเหตุ

เขาเสริมความเห็นของผู้กำกับดูแลแนะนำว่า “นักลงทุนทั่วโลกควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองในการลงทุนในพันธบัตรดอลลาร์ของ Evergrande และรัฐบาลจีนจะไม่ให้การรับประกันอย่างหนักแก่ บริษัท ที่เป็นหนี้เช่น Evergrande”

เอเวอร์แกรนด์ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าจะมี “คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง” ใหม่จำนวน 7 คน ซึ่งจะมีผู้บริหารเพียงสองคนจากบริษัทเท่านั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐด้วย

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งก็กำลังส่งคณะทำงานไปยังบริษัทเช่นกัน ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Jefferies กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าซื้อกิจการ Evergrande

คณะทำงานเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการควบคุม Evergrande โดยรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในอนาคตตามความเห็นของ Chen Long หุ้นส่วนของ บริษัท วิจัย Plenum

“(ผู้ก่อตั้ง) Hui Ka Yan จะไม่ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้าย” เขากล่าวกับ AFP

“จากมุมมองด้านปฏิบัติการ…คณะทำงานนั้นจะรับผิดชอบและจะทำการตัดสินใจที่สำคัญที่สุด”

Bloomberg News รายงานว่า Evergrande กำลังวางแผนที่จะรวมพันธบัตรออฟชอร์และภาระหนี้ภาคเอกชนทั้งหมดไว้ในการปรับโครงสร้างโดยอ้างถึงคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

Bloomberg รายงานว่าการปรับโครงสร้าง – ซึ่งยังไม่เริ่มต้น – สามารถครอบคลุมพันธบัตรที่ขายโดย Evergrande และบริษัทลูกคือ Scenery Journey รวมถึงธนบัตรมูลค่า 260 ล้านดอลลาร์ที่ออกโดยกิจการร่วมค้า Jumbo Fortune Enterprises

มีสัญญาณว่ารัฐบาลเริ่มผ่อนคลายการควบคุมทรัพย์สิน

ธนาคารกลางของจีนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า จะลดอัตราส่วนเงินสำรองลง 0.5% สำหรับธนาคารส่วนใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม เพื่อลดปริมาณเงินสดที่ธนาคารต้องสำรองไว้ และอัดฉีดเงิน 1.2 ล้านล้านหยวน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

สำนักข่าวของรัฐ Xinhua ยังรายงานว่าผู้นำระดับสูงของจีนยังตกลงที่จะ “ส่งเสริมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง สนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ และตอบสนองความต้องการที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของผู้ซื้อได้ดีขึ้น”

Photo by Hector RETAMAL / AFP