พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669856

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 14:15 น.พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้นนักวิจัยพบโอไมครอนอาจกลายพันธุ์โดยมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมอยู่ทำให้หลบภูมิคุ้มกันจากร่างกายได้ดีขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักวิจัยพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อาจได้การกลายพันธุ์อย่างน้อย 1 อย่างโดยนำชิ้นส่วนของยีนจากเชื้อไวรัสอื่นซึ่งอาจเป็นยีนของเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดที่อยู่ในเซลล์ของมนุษย์ที่ติดเชื้อเซลล์เดียวกันมาผสมกับเซลล์ของตัวเอง

นักวิจัยเผยว่า ลำดับพันธุกรรมที่พบในโอไมครอนนี้ยังไม่เคยปรากฏในเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 (SARS-CoV-2) สายพันธุ์อื่น แต่มีอยู่ทั่วไปในเชื้อไวรัสอื่นๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดาและยังอยู่ในจีโนมของมนุษย์ด้วย

เวงกี ซาวดาราราจัน จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล nference ในอังกฤษซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้เผยว่า การนำชิ้นส่วนของไวรัสโรคหวัดธรรมดาใส่เข้าไปในตัวเองทำให้โอไมครอน “ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น” ซึ่งช่วยให้มันหลบหลีกการโจมตีจากภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้น

นี่อาจหมายความว่าเชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรืออาจไม่แสดงอาการเลย โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโอไมครอนแพร่เชื้อหรือก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นหรือไม่ หรือมันจะแซงหน้าเดลตาเป็นสายพันธุ์หลักหรือไม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้

งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า เซลล์ในปอดและระบบทางเดินอาหารอาจเป็นที่อาศัยของเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) และเชื้อไข้หวัดธรรมดาได้ในเวลาเดียวกัน

การอยู่ร่วมกันดังกล่าวทำให้เกิดการรวมตัวกันของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื้อไวรัสต่างชนิดกัน 2 ชนิดในเซลล์ที่เชื้อไวรัสเข้าไปฝังตัวมีปฏิกิริยาต่อกันในขณะที่มันกำลังแบ่งตัว ก่อให้เกิดไวรัสตัวใหม่ที่มียีนของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดผสมกัน

ซาวดาราราจันเผยว่า การกลายพันธุ์ใหม่นี้อาจเกิดขึ้นครั้งแรกในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด แล้วเชื้อ SARS-CoV-2 นำลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสอื่นมาผสมกับยีนของตัวเอง

ซาวดาราราจันเผยอีกว่า ลำดับพันธุกรรมเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นหลายครั้งกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดในมนุษย์ อาทิ HCoV-229E และ HIV ซึ่งก่อให้เกิดโรคเอดส์ และในแอฟริกาใต้ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อ HIV สูงที่สุดในโลก อาจเกิดการรวมตัวกันใหม่นี้ขึ้นจนเกิดเป็นโอไมครอนงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ OSF Preprints ซึ่งเป็นที่เผยแพร่บทความหรือเอกสารทางวิชาการก่อนการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการและยังไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed)

NIH/Handout via REUTERS

จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669843

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้ทางการจีนเรียกผู้ก่อตั้ง Evergrande เข้าหารือหลังบริษัทประกาศว่าอาจมีเงินไม่พอจ่ายหนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Evergrande เรียก สวี่เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเข้าพบ หลังจาก Evergrande ประกาศว่าไม่รับรองว่าจะมีเงินพอจ่ายคืนเจ้าหนี้

เมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) Evergrande ส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บรรดาเจ้าหนี้ทวงหนี้จากบริษัทมูลค่ารวมราว 260 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทยังไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรมูลค่า 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งระยะเวลาผ่อนผันจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์นี้ (6 ธ.ค.)

“จากสถานะสภาพคล่องในขณะนี้…ไม่มีหลักประกันว่าทางบริษัทจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง” หนังสือของ Evergrande ระบุ และยังบอกอีกว่า เจ้าหนี้อาจเรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้คืนเร็วขึ้น

จากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกวางตุ้งเรียกให้สวี่เจียอิ้นเข้าพบทันที และทางการยังระบุในแถลงการณ์ว่า จะส่งทีมงานเข้าไปที่ Evergrande เพื่อควบคุมการบริหารความเสี่ยง เสริมสร้างการควบคุมภายใน และทำให้การดำเนินการเป็นไปตามปกติ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนยังออกมาเคลื่อนไหวหลังการประกาศของ Evergrande โดยระบุว่า ปัญหาของ Evergrande ส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดและการขยับขยายอย่างรวดเร็วเกินไป และความเสี่ยงระยะสั้นที่เกิดจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงแห่งเดียวจะไม่กระทบกับการระดมเงินทุนของตลาดในระยะกลางและระยะยาว

ด้านคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (CBIRC) ระบุว่า กรณีของ Evergrande ไม่กระทบกับการดำเนินการตามปกติของภาคอสังหาริมทรัพย์

ส่วนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) ระบุว่า ผลกระทบใดๆ ต่อตลาดทุนยังควบคุมได้ และ CSRC ยังเดินหน้าสนับสนุนการหาเงินทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สวี่เจียอิ้นขายหุ้น Evergrande จำนวน 1,200 ล้านหุ้น มูลค่า 344 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่สวี่มีลดลงจาก 77% เหลือ 68%

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ซีอีโอ BioNTech เผยอาจต้องฉีดวัคซีนโควิดทุกปีหลังโอไมครอนระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669828

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 10:57 น.ซีอีโอ BioNTech เผยอาจต้องฉีดวัคซีนโควิดทุกปีหลังโอไมครอนระบาดซีอีโอ BioNTech เผยการระบาดของโอไมครอนทำให้โอกาสที่จะต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทุกปีมีเพิ่มขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อูช์ ชาฮิน (Ugur Sahin) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเผยในที่ประชุม Reuters Next ว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทุกปีเหมือนกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ชาฮินกล่าวอีกว่า BioNTech สามารถปรับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อสายพันธุ์โอไมครอน และสถานการณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้จะแสดงให้เห็นว่าต้องอัพเกรดวัคซีนเร่งด่วนเท่าใด

ชาฮินกล่าวว่า ประชาชนควรฉีดวัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer ร่วมกับ BioNTech ต่อไป เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ายังสามารถป้องกันอาการรุนแรงได้ต่อเนื่อง

“ผมเชื่อในหลักการว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งเราต้องมีวัคซีนใหม่เพื่อต้านสายพันธุ์ใหม่นี้ คำถามก็คือวัคซีนใหม่นี้ต้องเร่งด่วนแค่ไหน” ชาฮินกล่าว

ซีอีโอ BioNTech เน้นย้ำว่า การพัฒนาวัคซีนใหม่ควรสำเร็จภายใน 100 วันและกล่าวว่าขณะนี้การออกแบบวัคซีนใหม่กำลังดำเนินการอยู่ และหากวัคซีนเข็มกระตุ้นยังมีประสิทธิภาพ 85-90% “เราจะมีเวลาเพิ่มขึ้นในการปรับวัคซีน”

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าวัคซีนอาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์โอไมครอน

แต่ชาฮินยืนยันแนวคิดของเขาโดยเผยกับ Reuters เมื่อวันอังคาร (30 พ.ย.) ว่า สายพันธุ์ใหม่อาจทำให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อแต่ช่วยป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล

“เราคาดว่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะพัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ซึ่งหมายความว่าสายพันธุ์นี้ทำให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อได้” ชาฮินกล่าว

ชาฮินเผยอีกว่า “เราคาดว่าผู้ติดเชื้อที่ฉีดวัคซีนแล้วยังได้รับการปกป้องจากอาการรุนแรง” และ “ไวรัสกลายพันธุ์สูงนี้มาเร็วกว่าที่ผมคาดไว้ ผมคาดว่ามันอาจจะมาปีหน้าแต่ตอนนี้มันอยู่กับพวกเราแล้ว”

REUTERS/Michele Tantussi/File Photo

แอฟริกาใต้พบโอไมครอนระบาดเร็วกว่าเดลตากว่า 2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669824

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 09:42 น.แอฟริกาใต้พบโอไมครอนระบาดเร็วกว่าเดลตากว่า 2 เท่านักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบเชื้อโอไมครอนระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตามากกว่า 2 เท่า

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบว่า เชื้อสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) แพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา (Delta) มากกว่า 2 เท่า นับเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดของ Covid-19 ในขณะนี้

การวิจัยระบุว่า โอไมครอนแพร่ระบาดได้เร็วเนื่องจากการผสมผสนานระหว่างความสามารถในการแพร่กระจายและความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าแต่ละปัจจัยมีส่วนเท่าใด

“เรายังไม่แน่ใจว่าส่วนผสมนั้นคืออะไร” คาร์ล เพียร์สัน นักออกแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ซึ่งเป็นหัวหน้าในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเผย “เป็นไปได้ว่ามันอาจแพร่เชื้อได้น้อยกว่าเดลตา”

ในการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ค่า Rt ของสายพันธุ์โอไมครอนซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเร็วในการแพร่กระจายของเชื้อ แล้วเปรียบเทียบกับค่าของสายพันธุ์เดลตาโดยพบว่า ค่า Rt ของโอไมครอนสูงกว่าเดลตาเกือบ 2.5 เท่า

ตัวเลขนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโอไมครอนสามารถแพร่ระบาดได้เพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) หรือตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ สายพันธุ์โอไมครอนถูกพบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา และมีสัดส่วนเป็น 3 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ของประเทศในเวลารวดเร็ว โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.) แอฟริกาใต้พบผู้ติดเชื้อ 11,535 ราย หรือเพิ่มขึ้น 35% จากวันก่อน และสัดส่วนของผลการตรวจที่พบเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 16.5% เป็น 22.4%

Photo by William WEST / AFP

อนามัยโลกเตือนโอไมครอนอาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669823

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 08:18 น.อนามัยโลกเตือนโอไมครอนอาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตาเจ้าหน้าที่อนามัยโลกเตือนเชื้อสายพันธุ์ Omicron อาจจะมาแทนที่ Delta ที่เป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โซเมีย สวามินาตัน (Soumya Swaminathan) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในการประชุม Reuters Next ว่า Covid-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่สายพันธุ์เดลตา (Delta) เนื่องจากสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทว่าอาจไม่จำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่ขึ้นมารับมือ

สวามินาตันกล่าวอีกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโอไมครอนมีอาการเบากว่าสายพันธุ์อื่น และยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของโอไมครอนโดยบอกว่ายังไม่แน่ว่ามันมาจากแอฟริกา

“เป็นไปได้ว่ามันจะกลายเป็นสายพันธุ์หลัก” สวามินาตันกล่าว และเสริมว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ โดยขณะนี้เดลตามีสัดส่วนการแพร่ระบาดทั่วโลก 99%

ขณะที่บรรดานักวิทยาศาสตร์จากสหภาพยุโรปและออสเตรเลียคาดการณ์ว่าโอไมครอนอาจมีสัดส่วนการแพร่ระบาดมากกว่าเดลตาภายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

สวามินาตันเผยอีกว่า โอไมครอนแพร่ระบาดได้รวดเร็วมากและอ้างข้อมูลจากแอฟริกาใต้ที่แสดงให้เห็นว่าตัวเลขผู้ติดชื้อเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกวัน

“เราควรกังวลมากแค่ไหน เราต้องเตรียมพร้อมและระมัดระวัง แต่ไม่ใช่ตื่นตระหนก เพราะเราอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากเมื่อ 1 ปีที่แล้ว” สวามินาตันเผย

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ WHO กล่าวอีกว่า ในขั้นนี้ WHO ยังไม่อาจบอกได้ว่าโอไมครอนมีอาการไม่รุนแรง แม้ว่าจนถึงขณะนี้ผู้ป่วยหลายรายมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลยก็ตาม

และยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดเกี่ยวกับผลกระทบของโอไมครอนต่อประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน

“ดูเหมือนว่ามันสามารถเอาชนะภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อครั้งก่อนหน้าได้” สวามินาตันเผย และกล่าวอีกว่า ดูเหมือนว่าวัคซีนยังมีประสิทธิภาพ

Mario Tama/Getty Images/AFP

WHO ยันยังไม่มีใครตายเพราะโอไมครอน แต่ยังตอบไม่ได้ว่ารุนแรงแค่ไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669802

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.WHO ยันยังไม่มีใครตายเพราะโอไมครอน แต่ยังตอบไม่ได้ว่ารุนแรงแค่ไหนองค์การอนามัยโลกเร่งศึกษาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แพทย์ประสานเสียงยังไม่พบผู้ป่วยขั้นวิกฤต

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (3 ธ.ค.) องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่ายังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน หลังจากที่พบแล้วกว่า 30 ประเทศ

โดยขณะนี้องค์การอนามัยโรคกำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพในการแพร่เชื้อ การต้านภูมิคุ้มกัน หรือความรุนแรงของโรค

คริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า “ผมยังไม่เห็นรายงานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอน ซึ่งเรากำลังเดินหน้ารวบรวมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสตัวนี้ แต่มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน”

แม้ว่าจะยังคงมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเชื้อโอไมครอน ซึ่งทำให้หลายคนกังวลว่าจะส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ติดเชื้อง่าย หรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง แต่ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

ดร.จิม เวอร์ซาโลวิช จากโรงพยาบาลในรัฐเท็กซัสกล่าวว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับโอไมครอน แต่จนถึงตอนนี้ผู้ป่วยจำนวนมากที่เราพบมีอาการไม่รุนแรง

เช่นเดียวกับดร.ชูอิบ มานจรา จากอินเดียซึ่งกล่าวว่าหลักฐานที่มีอยู่จนถึงตอนนี้คือกรณีทั่วไปผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง

ก่อนหน้านี้ดร.แองเจลีค คูตซี ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ติดเชื้อเท่าที่เธอพบแสดงอาการไม่รุนแรง อาทิ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา

เช่นเดียวกับอุนเบ็น พิลเลย์ ผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ซึ่งกล่าวในการบรรยายสรุปโดยกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ว่า ผู้ติดเชื้อเท่าที่พบขณะนี้มีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นอาการไอแห้ง มีไข้ ปวดตามร่างกาย ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนจะแสดงอาการน้อยกว่ามาก

ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและหัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐมองว่าแม้ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ระบุว่ายังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสามารถตอบได้ว่าโอไมครอนจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงหรือไม่

Photo by EMMANUEL CROSET / AFP

แบบนี้ก็ได้หรอ? ชายอิตาลีใส่ ‘แขนปลอม’ เลี่ยงฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669797

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 18:20 น.แบบนี้ก็ได้หรอ? ชายอิตาลีใส่ 'แขนปลอม' เลี่ยงฉีดวัคซีนชายอิตาลีใช้ ‘แขนปลอม’ หลอกเจ้าหน้าที่ เลี่ยงฉีดวัคซีนเข้าร่างกาย

วันนี้ (3 ธ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโอยอ้างคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อิตาลีซึ่งเผยว่าชายชาวอิตาลี วัย 50 ปี ในเมืองบิเอลลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี คิดกลอุบายด้วยการใช้แขนปลอมซิลิโคนเมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากต้องการใบรับรองการฉีดวัคซีน แต่ไม่อยากฉีดวัคซีนจริงๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแขนปลอมของเขาจะมีสีที่เหมือนกับสีผิวจริง แต่ก็ถูกจับได้อย่างง่ายดายเพราะมันเป็นซิลิโคน ส่วนชายคนดังกล่าวถูกแจ้งความกับตำรวจท้องที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่อิตาลีจะบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งนับตั้งแต่เดือนส.ค. ชาวอิตาลีต้องแสดงกรีนพาส ซึ่งเป็นหลักฐานการฉีดวัคซีน หรือหลักฐานการรักษาตัวจากโรคโควิด-19 หรือผลตรวจเชื้อที่เป็นลบ เพื่อเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะ อาทิ การรับประทานอาหารในร่ม การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ โรงภาพยนตร์ โรงละคร และเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา

นับตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. นี้มาตรการดังกล่าวจะเข้มงวดขึ้นโดยกิจกรรมเหล่านี้จะจำกัดเฉพาะผู้ถือ “ซูเปอร์กรีนพาส” หรือผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือหายป่วยแล้วเท่านั้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมาอิตาลีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 16,800 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่ม 72 ราย ขณะที่เกือบร้อยละ 85 ของประชากรที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน (อายุ 12 ปีขึ้นไป) ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP

สื่อนอกเผยเจ้าของห้างหรูอังกฤษจ่อขายกิจการให้เซ็นทรัล 1.8 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669787

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 17:40 น.สื่อนอกเผยเจ้าของห้างหรูอังกฤษจ่อขายกิจการให้เซ็นทรัล 1.8 แสนล้านสื่อนอกรายงานเจ้าของห้าง Selfridges จ่อปิดดีล 1.8 แสนล้านบาท Central Retail แจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

Bloomberg และ The Times รายงานว่าตระกูลเวสตัน (Weston) อภิมหาเศรษฐีจากแคนาดาตกลงที่จะขาย Selfridges & Co. เครือห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในอังกฤษให้แก่ Central Group ของไทยในราคา 4,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการซื้อขายที่เสร็จสมบูรณ์อาจลากยาวถึงเดือนหน้า

Selfridges ก่อตั้งในปี 1908 โดยแฮร์รี กอร์ดอน เซลฟริดจ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้นในฐานะร้านค้าขนาดยักษ์บนถนนอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นเมืองสำคัญของผู้ชื่นชอบแฟชั่นมาช้านาน

ในปี 2003 ธุรกิจนี้ถูกเข้าซื้อโดยกาเลน เวสตัน นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวแคนาดาด้วยมูลค่า 600 ล้านปอนด์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้ขยายไปสู่เครือข่ายห้างสรรพสินค้าอื่นๆ โดยปัจจุบัน Selfridges ได้ขยายไปถึง 25 สาขาในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในกรุงลอนดอน

รายงานระบุว่าก่อนหน้านี้ Central Group ได้ซื้อกิจการห้างดังในหลายประเทศ อาทิ Rinascente ในอิตาลี, Illum ในเดนมาร์ก, Alsterhaus, KaDeWe และ Oberpollinger ในเยอรมนี

โดยตามการจัดอันดับของ Bloomberg News เมื่อปี 2020 ระบุว่าตระกูลจิราธิวัฒน์เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชียด้วยมูลค่า 12,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 437,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัท Central Retail Corporation ได้ส่งหนังสือแจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลังมีรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า บริษัทไม่มีส่วนในการดำเนินการตามรายละเอียดของข่าวดังกล่าว

Photo by REUTERS/May James

แอฟริกาใต้พบ ‘โอไมครอน’ เสี่ยงติดซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669768

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 15:38 น.แอฟริกาใต้พบ 'โอไมครอน' เสี่ยงติดซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่าการศึกษาจากแอฟริกาใต้พบว่าโอไมครอนต้านภูมิจากการติดเชื้อครั้งก่อน เสี่ยงติดเชื้อซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่า

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานการศึษาจากทีมวิจัยในแอฟริกาใต้พบหลักฐานบ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำสำหรับผู้ที่เคยติดโควิด-19 แล้วถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและเบตา

จูเลียต พูลเลียม จากศูนย์แบบจำลองและการวิเคราะห์โรคระบาดของแอฟริกาใต้ (CEMA) และแฮรี มอลทรี จากศูนย์โรคระบาดแห่งชาติแอฟริกาใต้ (NICD) ผู้นำการศึกษากล่าวว่าการติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นในบุคคลที่เคยติดเชื้อครั้งแรกจากการแพร่ระบาดทั้ง 3 ระลอก แต่ส่วนใหญ่ติดเชื้อครั้งแรกจากการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดคือสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในแอฟริกาใต้ราว 2.8 ล้านคน ซึ่งติดเชื้อระหว่างเดือนมี.ค. 2020 ถึงเดือนพ.ย. 2021 โดยในจำนวนนี้มี 35,670 คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อซ้ำ

“ความสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องศึกษาขอบเขตของความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของโอไมครอน ทั้งภูมิคุ้มกันจากวัคซีน และภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน ควบคู่ไปกับการศึกษาถึงความสามารถในการแพร่เชื้อและความรุนแรงของอาการป่วย” ทีมวิจัยกล่าว

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแอฟริกาใต้พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 11,535 คนในวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงกลางเดือนพ.ย. ก่อนที่จะพบการแพร่ระบาดของโอไมครอนมีผู้ป่วยรายใหม่เพียงวันละประมาณ 300 คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากเชื้อโอไมครอน ท่ามกลางความกังวลว่าจะกลายมาเป็นสายพันธุ์หลักแทนเดลตา

Photo by REUTERS/ Sumaya Hisham

Didi ยอมถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังรัฐบาลจีนบีบหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669757

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.Didi ยอมถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังรัฐบาลจีนบีบหนักDidi บ.ยักษ์ใหญ่จีนประกาศถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังถูกกดดันจากรัฐบาล

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Didi Global ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถยักษ์ใหญ่ของจีนประกาศแผนการที่จะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังเข้าซื้อขายได้เพียง 6 เดือน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแทน

หลังถูกกดดันอย่างหนักจาก China Cyberspace Administration (CAC) หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของรัฐบาลจีน ซึ่งให้เหตุผลว่ามีความความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูล

Didi แถลงผ่าน Weibo ว่า “หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว บริษัทตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นนิวยอร์กทันที และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง”

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ทำการสอบสวนบริษัท Didi หลายครั้ง ภายใต้การบริหารของสี จิ้นผิง มีท่าทีที่เข้มงวดต่อบรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

โดยทางการได้สอบสวน Didi เกี่ยวกับการรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และสั่งให้ระงับการให้บริการหลังพบว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนออกคำสั่งให้ผู้ให้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลบแอปพลิเคชันที่ดำเนินการโดย Didi ออกจากร้านค้า หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า Didi กำลังเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันในจีนอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ Didi ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนหน่วยงานกำกับดูแลของจีนจะเรียกร้องให้บริษัทถอนตัว ซึ่งเป็นคำขอที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Photo by Jade GAO / AFP