แนวหน้าไกด์ : มอบกระเช้าของขวัญกำนัลจากใจ ส่งท้ายปีเก่า อวยพรปีใหม่ 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698592

แนวหน้า ไกด์ : มอบกระเช้าของขวัญกำนัลจากใจ ส่งท้ายปีเก่า อวยพรปีใหม่ 2566

แนวหน้า ไกด์ : มอบกระเช้าของขวัญกำนัลจากใจ ส่งท้ายปีเก่า อวยพรปีใหม่ 2566

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“แนวหน้า ไกด์” คอลัมน์รวบรวมที่กินที่เที่ยวพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาอัปเดตให้คุณก่อนใครสำหรับฉบับประจำวันเสาร์นี้ อยู่ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขอแนะนำของขวัญของฝากสำหรับผู้ใหญ่ ญาติมิตร ลูกค้าในธุกิจต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไปเริ่มต้นกันที่

โรงแรมแชงกรี-ลา นำเสนอ ของขวัญสไตล์หรูสุดพิเศษ ขนมหวานแสนอร่อยนานาชนิดที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยเลือกใช้แต่วัตถุดิบชั้นเลิศอาทิ กระเช้าของขวัญคริสต์มาส ชุดดีลักซ์ และชุดพรีเมียม บ้านขนมปังขิง ช็อกโกแลตรูปต้นคริสต์มาสช็อกโกแลตรูปตุ๊กตาหิมะ ช็อกโกแลตรูปซานตาคลอส ฯลฯ ถึง 5 ม.ค. 2566 ที่ ช็อกโกแลต บูติกโทร.02-2369952

โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ นำเสนอ “ฮอลิเดย์ แฮมเปอร์ส” 3 ชุด 3 รูปแบบ ขนมอบและขนมหวาน อาทิ เค้กผลไม้คลาสสิก ขนมปัง พาเน็ตโตเน่ คริสต์มาสช็อกโกแลต คุกกี้ รวมทั้งของว่างและวัตถุดิบกูร์เมต์คุณภาพระดับพรีเมียม อาทิชีสบรีทรัฟเฟิล แฮมอบน้ำผึ้งชวนลิ้มลอง ฟัวกราส์เทอร์รีน พายปาเตอ็องกรูตแบบฝรั่งเศส ฯลฯ ราคาเริ่มต้น 2,890 บาทถ้วน ถึง 8 ม.ค. 2566ที่ เอราวัณ เบเกอรี่ โทร.02-2541234

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอของขวัญชิ้นพิเศษ “กระเช้ารักษ์โลก” มีให้เลือก3 แบบ ขนาดเล็ก Snow Hamper ราคา 3,300 บาท++, ขนาดกลาง Poinsettia Hamper ราคา 3,700 บาท++ และขนาดใหญ่ Mistletoe Hamper ราคา 7,500 บาท++ ถึง 25 ธ.ค. ที่ ซิงก์ เบเกอรี่โทร.02-1001234

โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ นำเสนอกล่องของขวัญ “Tedzukuri” กล่องไม้สน ห่อกล่องอย่างพิถีพิถันด้วยผ้าแบบญี่ปุ่น (Furoshiki) บรรจุขนมประจำเทศกาล ประกอบด้วย คุกกี้ซากุระอัลมอนด์ ช็อกโกแลตพราลีน เค้กอัลมอนด์ เค้กผลไม้โฮมเมด เค้กสโตเลน ช็อกโกแลตแครนเบอร์รี่และถั่วญี่ปุ่น ราคากล่องละ 4,500 บาทถ้วน ถึง 15 ม.ค. 2566 ที่ ร้านขนม ลา พาทิสเซอร์รี โทร.02-6879000

ร้านอาหารไทยทองหล่อ นำเสนอ“ชุดกล่องของฝาก” (Hamper) ที่ผสมผสานความเป็นไทยดั้งเดิมและร่วมสมัยอย่างลงตัว มีให้เลือก4 ชุด ได้แก่ ชุดขนมหวานมงคล ชุดน้ำพริกแบบไทย ชุดอาหารว่างตำรับชาววัง และชุดขนมเปี๊ยะมงคล บรรจุในกล่องไม้สวยงาม ราคา 480-3,500 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) สั่งจองล่วงหน้าได้ถึง 7 ม.ค. 2566 ที่ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท (ทองหล่อซอย 5) โทร.095-4264646

บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก นำเสนอชุดของขวัญปีใหม่จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BDMS Wellness Clinic Supplements ที่ได้รับการจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมกระเป๋าผ้าลายพิเศษ จาก NaRaYa ถึง 15 ม.ค. 2566 โทร.02-8269999

เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นำเสนอ “กระเช้าของขวัญเฮอริเทจ” ประกอบด้วย มะม่วงหิมพานต์, แมคคาเดเมีย,พิสทาชิโอ, มิกซ์นัท, ถั่วรวมผสมผลไม้แห้ง,แครนเบอร์รี่, ชาสมุนไพรกระเจี๊ยบแดงผสมใบเตยหอมและหญ้าหวานออร์แกนิค ฯลฯ ล้วนมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ราคา 2,437 บาท ถึง 15 ม.ค. 2566 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ททุกสาขา โทร.02-8130954-5

ร้านดอยคำ นำเสนอ “ชุดของขวัญปีใหม่ดอยคำ 2566” เปี่ยมด้วยคุณค่าจากสินค้าเพื่อสุขภาพ สวยงามโดดเด่น สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ ผลิตภัณฑ์จากดอยคำและโครงการในพระราชดำริ ที่มาจากผลผลิตเกษตรกรไทย เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย มีให้เลือกซื้อ 8 รูปแบบ โดยเฉพาะ “กิฟต์เซตผลิตภัณฑ์สมุนไพร” นำรายได้สมทบมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อผู้ป่วยสูงวัยและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโทร.02-6566992

ชุดของขวัญในรูปแบบที่หลากหลายให้เลือกตามความชอบ ถูกใจทั้งผู้ให้และผู้รับ กับความอิ่มเอมและสุขใจในสินค้าคุณภาพปลอดภัย ไปกับ “แนวหน้าไกด์”

โซไซตี้ : ‘ธนชาตประกันภัย’ ลุยแก้จุดเสี่ยงอันตราย เพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชนพื้นที่ อบต.นาขอม จ.นครสวรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698621

โซไซตี้ : ‘ธนชาตประกันภัย’ ลุยแก้จุดเสี่ยงอันตราย  เพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชนพื้นที่ อบต.นาขอม จ.นครสวรรค์

โซไซตี้ : ‘ธนชาตประกันภัย’ ลุยแก้จุดเสี่ยงอันตราย เพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชนพื้นที่ อบต.นาขอม จ.นครสวรรค์

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รอง ผวจ.นครสวรรค์ และ สุวัฒน์ ระดมสุทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานสินไหมบมจ.ธนชาตประกันภัย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย” ระหว่าง บมจ.ธนชาตประกันภัยและองค์การบริหารส่วนตำบลนาขอม อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ และรับมอบอุปกรณ์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนถนนบริเวณสี่แยกโคกเศรษฐีและสามแยกครูแผนพร้อมร่วมกิจกรรมปรับ ปรุงถนนทั้ง 2 แห่ง ให้มีความปลอดภัย

จังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับ ธนชาตประกันภัยแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบริเวณสี่แยกโคกเศรษฐีและสามแยกครูแผน อบต.นาขอม อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ติดตั้งป้ายเตือนและไฟกะพริบ เพิ่มระยะการมองเห็นและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ พร้อมตีเส้นจราจรทำแนวชะลอความเร็ว และทำราวกันตกบริเวณสุดทางแยกช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ หลังได้รับเสียงสะท้อนจากชุมชนผ่านโครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ชี้ปัญหาของถนนสายรองเริ่มมีปริมาณรถมากและวิ่งลงจากภูเขาด้วยความเร็วสูง ก่อนถึงทางแยกไม่มีอุปกรณ์เตือนภัย จนเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง มั่นใจแผนปรับปรุงถนนครั้งนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง

จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย” ระหว่าง บมจ.ธนชาตประกันภัย และองค์การบริหารส่วนตำบลนาขอม อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ และรับมอบอุปกรณ์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนถนนบริเวณสี่แยกโคกเศรษฐีและสามแยกครูแผน พร้อมร่วมกิจกรรมปรับปรุงถนนทั้ง 2 แห่งให้มีความปลอดภัย

สุวัฒน์ ระดมสุทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานสินไหม บมจ.ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า ชุมชนนาขอมได้สะท้อนปัญหาจุดเสี่ยงของถนนบริเวณสี่แยกโคกเศรษฐี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของชุมชนและเป็นถนนสายรองที่เชื่อมผ่านไปยังถนนสายเอเชีย ทำให้มีรถจากนอกพื้นที่สัญจรผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นเส้นทางที่รถต้องลงจากภูเขาทำให้รถวิ่งลงมาด้วยความเร็วสูง แต่สี่แยกดังกล่าวยังขาดอุปกรณ์เตือนภัยทางถนน รวมถึงพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนยังขาดความระมัดระวัง ทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนบริเวณสามแยกครูแผน เป็นเส้นทางถนนคอนกรีตซึ่งมีต้นไม้ขึ้นเต็มทำให้บังสายตาผู้ใช้รถใช้ถนน มีความเสี่ยงเนื่องจากไม่มีไหล่ทาง และมีคลองอยู่บริเวณสุดทางแยกแต่ขาดอุปกรณ์เตือนภัย จนเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งทั้งรถที่ขับตกข้างทางและตกคลอง

“ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขโดยโครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย สนับสนุนงบประมาณดำเนินการ 200,000 บาท เพื่อปรับปรุงถนนให้มีความปลอดภัย บริเวณสี่แยกโคกเศรษฐี ก่อนถึงทางแยกทั้ง4 ฝั่งได้ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ทางแยกและป้ายหยุดรถติดตั้งไฟกะพริบ พร้อมตีเส้นจราจรเป็นแนวชะลอความเร็ว เช่นเดียวกับสามแยกครูแผน ก่อนถึงทางแยกทั้ง 3 ฝั่งได้ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ทางแยกและป้ายหยุดรถติดตั้งไฟกะพริบ และติดตั้งราวกันตกถนน ความยาว 8 เมตร บริเวณสุดทางแยก เพื่อป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุรถตกคลองส่งน้ำ โดยการดำเนินการทั้งหมดได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าถนนทั้ง2 สายของชุมชนนาขอมจะมีความปลอดภัยมากขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ยังคงเดินหน้าลดจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบนถนนสายรองอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้พื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก 10 ชุมชน สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารของโครงการ ได้ที่ เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย”

‘สวนดุสิตโพล’ เผยคนไทยส่วนใหญ่มองขี่ช้าง-โชว์ช้างเป็นการทารุณสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698736

‘สวนดุสิตโพล’ เผยคนไทยส่วนใหญ่มองขี่ช้าง-โชว์ช้างเป็นการทารุณสัตว์

‘สวนดุสิตโพล’ เผยคนไทยส่วนใหญ่มองขี่ช้าง-โชว์ช้างเป็นการทารุณสัตว์

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 22.26 น.

สวนดุสิตโพลร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย จัดแถลงผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการนำช้างมาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กรณีศึกษา
การแสดงโชว์ช้างและขี่ช้าง ในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรมศิวาเทล ชี้นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทารุณกรรมช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงกิจกรรมขี่ช้างและโชว์ช้างเร่งการท่องเที่ยวแนวทางอื่นที่ไม่ทำร้ายสัตว์ แนะภาครัฐและเอกชนเร่งปฏิรูปสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง

ดร.ณัฐพล แย้มฉิม ประธานสวนดุสิตโพล ชี้แจงและเผยผลสรุปสำคัญจากการสำรวจว่า“การสำรวจ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นชาวไทยอายุระหว่าง 16-55 ปี จำนวน 1,116 คน โดยส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 85.22 เคยไปแหล่งท่องเที่ยวที่มีการแสดงโชว์ช้าง ผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่มองว่ากิจกรรมที่มีการนำช้างมาสร้างความบันเทิง เช่น การขี่ช้าง หรือแสดงโชว์ช้าง เป็นการทารุณกรรมสัตว์ โดยผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 76.60 มองว่า การแสดงโชว์ช้างเป็นการบังคับให้ช้างแสดงพฤติกรรมที่ผิดไปจากธรรมชาติของสัตว์ป่าและเป็นการทรมานช้าง นอกจากนี้ ร้อยละ 72.20 มองว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการนำช้างมาใช้ ไม่จำเป็นต้องมีการโชว์ของช้างหรือขี่ช้าง และร้อยละ 68.60 มองว่าการโชว์ช้างเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ยิ่งกว่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 48.12 เห็นด้วยว่าการนำช้างมาฝึกเพื่อแสดงโชว์ให้คนดูเป็นการทำลายสวัสดิภาพสัตว์  ในขณะที่ ร้อยละ 17.20 ไม่เห็นด้วยและอีกร้อยละ 34.68 ไม่แน่ใจ

เมื่อพิจารณาถึงกิจกรรมที่ทำเกี่ยวกับช้าง พบว่า การป้อนนมหรืออาหาร คิดเป็นร้อยละ 21.12เล่นฟุตบอล/บาส/แชร์บอล ร้อยละ 12.41 โชว์วาดภาพ ร้อยละ 11.36 และ ขึ้นขี่ (รวมถ่ายภาพ) ร้อยละ 9.34 โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไปท่องเที่ยวเกี่ยวกับช้างคือ การใช้เวลากับครอบครัวเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน และการพาลูกหลานไปเที่ยว ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 24.40, 19.94 และ 15.07 ตามลำดับ”

นางแสงเดือน ชัยเลิศ ประธานมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในฐานะผู้อนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมของโลก ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลในฐานะที่ทำงานช่วยเหลือช้างอย่างต่อเนื่อง ให้รายละเอียดถึงเบื้องหลังการขี่ช้างและโชว์ช้าง ซึ่งสร้างความทารุณโหดร้ายแก่ช้างมากมาย เช่น การเอาแหย่งไว้บนหลังช้างตลอดทั้งวัน ทำให้ช้างได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ช้างบางตัวกระดูกทับเส้นประสาท กลายเป็นช้างพิการไปหลายตัว และการใช้งานช้างอย่างหนักยังทำให้ลูกช้างที่เกิดมาบางตัวพิการ ไม่แข็งแรง กระทั่งมีลูกช้างตายในท้องช้างอีกด้วย

นางแสงเดือนกล่าวเพิ่มเติมว่า “หน่วยงานของรัฐไม่เข้าใจเรื่องสวัสดิภาพช้างอย่างแท้จริงกลับส่งเสริมการแสดงโชว์ช้าง โดยเฉพาะการแสดงรูปแบบใหม่ที่ทำผ่านช่องทางออนไลน์ การตีแผ่ความโหดร้ายทารุณในอุตสาหกรรมเหล่านี้ควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่จะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและหยุดส่งเสริมการแสดงโชว์ช้างในอนาคต และถึงแม้ว่ามาตราฐานปางช้างจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่มาตรฐานดังกล่าวยังต่ำอยู่ และยังปล่อยให้มีการใช้งานช้างอย่างหนัก รัฐควรจะต้องออกกฏหมายส่งเสริมสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจังมากกว่านี้”

นายฉัตรณรงค์ เมืองวงษ์ ผู้จัดการแคมเปญสัตว์ป่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนภาพเดียวกันกับเทรนด์การท่องเที่ยวในระดับโลก
จากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติขององค์กรฯ พบว่ากระแส
การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปกป้องสวัสดิภาพสัตว์
กำลังได้รับความนิยมเพิ่่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ในประเทศไทยได้มีรูปแบบการท่องเที่ยวช้าง
แบบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อช้างเกิดขึ้นเป็นตัวอย่างแล้วหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสนับสนุนการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าวได้ แทนการท่องเที่ยวช้างในรูปแบบเดิมที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณต่อช้าง1 นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวที่มีการแสดงโชว์ช้าง ขี่ช้าง ควรจะเดินหน้าเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวให้เป็นมิตรต่อช้างอย่างเร่งด่วนและยกเลิกการแสดงโชว์ช้าง ขี่ช้าง เพื่อตอบรับ
กับกระแสของนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการเห็นช้างถูกทารุณ และเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อให้ช้างในอุตสาหกรรมฯหลุดพ้นจากวงจรแห่งความโหดร้ายทารุณนี้อย่างเร็วที่สุด”

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ได้จัดทำ ‘ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย’ ฉบับภาคประชาสังคม
เพื่อปฏิรูปสวัสดิภาพช้างไทยทั้งระบบ โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนมากกว่า 16,000 คน และได้ยื่นร่างดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาแล้วเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา “ขณะนี้ ร่างดังกล่าวยังรอการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี เราขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งพิจารณาอนุมัติร่างดังกล่าวโดยเร็วที่สุด” นายฉัตรณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

สามารถดาวโหลดผลการสำรวจได้ที่ https://bit.ly/Dusit-Poll

สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อช้างในประเทศไทยhttps://www.worldanimalprotection.or.th/elephant-friendly-guide

‘บรีส’สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงวัยเยาว์ สนับสนุนเยาวชน ให้กล้าเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า ใน Dirt is Good National Youth Summit

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698734

'บรีส'สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงวัยเยาว์ สนับสนุนเยาวชน ให้กล้าเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า ใน Dirt is  Good National Youth Summit

‘บรีส’สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงวัยเยาว์ สนับสนุนเยาวชน ให้กล้าเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า ใน Dirt is Good National Youth Summit

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 22.19 น.

ผลิตภัณฑ์ซักผ้า “บรีส” เดินหน้าสานต่อ โครงการ Dirt is Good 2022 กิจกรรมที่จะร่วมสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชน กล้าเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลายตลอดทั้งปีเพื่อ พัฒนาผู้นำวัยเยาว์ เริ่มต้นด้วยกิจกรรม Dirt is Good Academy การสร้างสื่อเรียนรู้ให้กับเยาวชน กิจกรรมDirt is Good Bootcamp ค่ายพัฒนาทักษะและการเรียนรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 400 คน รวมทั้งหมด 5 จังหวัดด้วยกัน และปิดท้ายด้วยกิจกรรม National Youth Summit ค่ายต่อยอดความรู้และความเป็นผู้นำให้กับตัวแทนกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงวัยเยาว์ (อายุ 13-15 ปี) จาก 5 จังหวัดที่เข้าร่วมบูทแคมป์ ปีที่ 1ในกิจกรรมประชุมสุดยอดผู้นำวัยเยาว์ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเสนอโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่นำไปต่อยอดลงมือทำจริงในโรงเรียนและพื้นที่ชุมชน เมื่อวันที่ 6 – 8 ธันวาคม 2565 ณ บางกะเจ้าฟาร์ม สมุทรปราการ และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ กรุงเทพมหานคร

ด้านคุณ วรพักตร์ บรรเลงจิต รองประธานกรรมการบริหารการตลาด ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ได้ร่วมกล่าวต้อนรับทีมเยาวชนที่ได้มาเข้าร่วมค่ายสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ว่า “โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระดับนานาชาติที่อยากมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนให้ กล้าคิดกล้าแสดงออก ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ทาง Dirt is Good ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิ JUMP!  และ Global Action Plan เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่น้องๆและสามารถช่วยสร้างให้เกิดความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการร่วมกันคิด แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด เป็นไปตามเป้าหมายระดับโลกของยูนิลีเวอร์คือการส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ”

โดยกิจกรรม Dirt is Good National Youth Summit 2022ในครั้งนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 4 โรงเรียนซึ่งเป็นตัวแทนที่ผ่านการคัดเลือกมาจากกิจกรรมบูทแคมป์ที่ผ่านมา เพื่อมาเข้าค่ายแลกเปลี่ยนความคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมลงมือทำได้จริงในพื้นที่ของโรงเรียนและชุมชนที่อยู่อาศัย กิจกรรมแรกเมื่อทีมเยาวชนได้เดินทางมาถึงคือเข้าไปเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมนอกสถานที่ เพื่อเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรแบบ Zero Wasteณ บางกะเจ้าฟาร์ม  จ.สมุทรปราการ ได้สัมผัสการเพาะปลูกพืชพันธุ์ประเภทต่างๆ โดยผ่านการทำปุ๋ยหมักจากธรรมชาติ และต่อกันที่กิจกรรม ณ ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ ที่ทีมนักเปลี่ยนแปลงวัยเยาว์จะได้เข้ามาเยี่ยมชม พร้อมแลกเปลี่ยนโครงการที่ได้ริเริ่ม พร้อมรับฟังความคิดเห็นและไอเดียจากทีมยูนิลีเวอร์เพื่อนำไปต่อยอด

ตัวแทนจากทั้ง 4 โรงเรียนได้เริ่มนำเสนอโครงการด้านความยั่งยืนโดยเริ่มจาก โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย (เชียงใหม่)โครงการนวัตกรรมที่ทิ้งแก้วน้ำและน้ำแข็ง เพื่อลดปริมาณแก้วและน้ำขังในถังขยะ, โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์  (เชียงราย)โครงการเพาะเลี้ยงแหนแดง เป็นแหล่งอาหารให้กับปลาในบ่อน้ำ และต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, โรงเรียนศรีกระนวน-วิทยาคม (ขอนแก่น) โครงการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ, อากาศ และการทิ้งขยะในอำเภอ สุดท้ายที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร (กรุงเทพ) โครงการทำฟองสบู่ กำจัดแมลง ยุงตามบ้าน ตามโรงเรียนจากสมุนไพร นอกเหนือจากโครงการที่ได้นำเสนอมาแล้ว เหล่าผู้นำวัยเยาว์ยังได้มีโอกาสคิดริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของทางยูนิลีเวอร์เป็นไอเดีย จนได้ออกมาเป็นโครงการที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างเช่น การตั้งตู้เพื่อนำขยะมารีไซเคิล แลกเป็นแต้มเพื่อรับของสมนาคุณ การใช้วัสดุทดแทนจากธรรมชาติเพื่อทำเป็นบรรจุภัณฑ์ ตัวแทนเยาวชนได้กล่าวว่า “รู้สึกสนุกที่ได้มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ เพราะได้รับความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน อีกทั้งยังอยากนำความรู้ในวันนี้เข้าไปพัฒนาในชุมชนที่อยู่อาศัยให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และอยากชักชวนให้คนในวัยเดียวกันกล้าคิด กล้าลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนโลกที่เราอยู่ให้ดีกว่าเดิม”

ในกิจกรรมประชุมสุดยอดผู้นำ วัยเยาว์ในครั้งนี้ นอกจากจะได้แลกเปลี่ยนความคิดแล้ว เยาวชนยังได้รับความรู้ผ่านโครงการความยั่งยืนที่ยูนิลีเวอร์ได้มีการผลักดันและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการและการลดการใช้พลาสติก การปรับปรุงและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของเราให้รักโลกมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสูตรผลิตภัณฑ์ของเราให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่อนาคตสะอาด หรือ Clean Future จาก คุณ จิตริณีแก้วจินดา ผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และโครงการเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้นำความรู้นี้ไปศึกษาต่อและเป็น Changemaker ในอนาคตต่อไป พร้อมตัวแทนจากบรีส ร่วมมอบรางวัลแลเกียรติบัตร ให้กับเยาวชนที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับแต่ละโรงเรียน พร้อมด้วยรางวัลพิเศษจากทีมงานบรีส โดยมีคุณ สวภัทร โรจนพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ คุณ อนัญญา เอี่ยมชีรางกูร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด ร่วมมอบรางวัลพิเศษให้แก่โรงเรียนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด ด้านตัวแทนจากยูนิลีเวอร์กล่าวว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้ในทฤษฎีต่างๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมที่เยาวชนเข้าร่วมในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพัฒนาโลก ของเราให้ดีกว่าเดิม

กล้าเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่าไปกับบรีส

สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ที่https://www.breeze.co.th/dirtisgoodproject.html

ยกสวิตช์! สาดแสง เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ‘Night at the museum’ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698719

ยกสวิตช์! สาดแสง เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ‘Night at the museum’ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

ยกสวิตช์! สาดแสง เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ‘Night at the museum’ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.40 น.

16 ธันวาคม 2565 กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน Night At The Museum Festival 2022 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดพิพิธภัณฑ์อวดโฉมอาบแสงจันทร์ พร้อมกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย ภายใต้แนวคิด มาดูแสง LIGHT IN MUSEUM แสงแห่งวิถีเกษตรยามค่ำคืน NIGHT AT THE MUSEUM ระหว่างวันที่ 16 – 18 ธันวาคม 2565 เวลา 16.00 – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี

พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงกิจกรรมภายในงานว่า “กิจกรรมนี้เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี ทางพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เตรียมจัดงาน มาดูแสง LIGHT IN MUSEUM แสงแห่งวิถีเกษตรยามค่ำคืน NIGHT AT THE MUSEUM เตรียมพบกับนิทรรศการมาดูแสง ฟังดนตรีสด ชมการแสดงรอบกองไฟ ย้อนวัยสนุกไปกับเกมงานวัด ชมวิวริมคลองไปกับชิงช้าสวรรค์ พร้อมด้วยคาราวานอาหารฟู้ดทรัคเต็มขบวน”

ไฮล์ไลท์ในงานนี้ต้องมาส่อง นิทรรศการ “มาดูแสง แสงแห่งวิถีเกษตรยามค่ำคืน” นิทรรศการที่จะพาทุกท่านตื่นตา ตื่นใจ เปิดประสบการณ์ใหม่กับบรรยากาศ แสง สี แห่งวิถีเกษตร ที่สะท้อนเรื่องราวของวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร และเครื่องไม้ เครื่องมือในการทำการเกษตรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน    พร้อมจุดถ่ายภาพแห่งใหม่ที่รอต้อนรับทุกท่านมาเข้าชมพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร เปิดให้เข้าชมพิเศษ 7 รอบ/วัน เรียนรู้ตามรอยพ่อผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

ถือเป็นการเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืนอีกครั้งในรอบหลายปี หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่จะพาทุกคนมาชื่นชมความสวยงามของพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ชมพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร พร้อมตลาดยามเย็นทั้งของกิน ของใช้กว่า 100 ร้าน ที่พลาดไม่ได้เลยคือกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อาทิ ล้วงไห โยนห่วง ปากระป๋อง สาวน้อยตกน้ำ ป้อนอาหารสัตว์เลี้ยงในวิถีเกษตร พร้อมร่วมสนุก รับของรางวัลชิ้นใหญ่ตลอดคืน

การจัดงาน มาดูแสง LIGHT IN MUSEUM แสงแห่งวิถีเกษตรยามค่ำคืน NIGHT AT THE MUSEUM จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ธันวาคม 2565 เวลา 16.00 – 21.00 น. ณ MADO Pavilion พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ สู่ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698713

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ สู่ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ สู่ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.38 น.

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจชีวภาพ เป็นกระแสที่มีการกล่าวถึงมาก เนื่องจากการเกิดภาวะโลกรวนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดการเรียกร้องให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดการก่อมลพิษ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากไทยมีกลุ่มเกษตรกรที่มีความสามารถในการสร้างผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพ โดยมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจชีวภาพจะเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในอนาคต (New S-Curve) ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ในส่วนของประเทศไทยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพจะเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ระบบขนส่ง การพัฒนาพื้นที่ในเชิงบูรณาการ  ซึ่งรัฐบาลให้ความสนับสนุนทั้งในส่วนการร่วมวิจัยพัฒนาและการให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าขยายผลมาตรการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Bio Hub of ASEAN ภายในปี 2570 เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการผลิตและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญยังเป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้ฟอสซิล โดยรัฐบาลได้ประกาศโมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ต่อยอดจากโมเดลเดิม ซึ่งมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ และคาดหวังว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด กระจายโอกาส กระจายรายได้ นำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

“กลุ่มมิตรผล” ผู้นำในอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจ ไปพร้อมกับการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ได้พัฒนาโครงการ ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ (KKIC) ศูนย์กลางแห่งการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่จะนำไปสู่การต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง ช่วยสร้างความเข้มแข็งและโดดเด่นให้กับกลุ่มธุรกิจภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นสู่ Smart City รวมทั้งโอกาสในการพัฒนาอีสานให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมของลุ่มน้ำโขงได้ในอนาคต

คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “กลุ่มมิตรผล ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยมากว่า 65 ปี และมีโรงงานน้ำตาลตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่นมานานกว่า 27 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน เรามองเห็นว่าจังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีศักยภาพและความพร้อมในด้านของพื้นที่เกษตรกรรม อีกทั้งยังเป็นจังหวัดในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor: NeEC – Bioeconomy) ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจกลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง ASEAN Highway รวมถึงเป็นเมืองแห่งศูนย์รวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีอันทันสมัย และมีเป้าหมายในการยกระดับสู่เมืองแห่งนวัตกรรมและ Smart City เราจึงได้ตั้งใจที่จะปรับปรุงและพัฒนาอาคาร ‘ขอนแก่น อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์’ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านนวัตกรรมใจกลางเมืองขอนแก่น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย นับเป็นการสร้าง Innovation Ecosystem และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่สมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดขอนแก่น ที่จะนำไปสู่การต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

ด้าน คุณกวิน ว่องกุศลกิจ กรรมการ ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ (KKIC) เปิดเผยว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศไทย โดยจะนำเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ รวมทั้งทรัพยากรต่าง ๆ ของเครือฯ มาสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมขอนแก่น เรามุ่งมั่นพัฒนาโครงการ ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเชื่อมโยงความรู้และกิจกรรมในย่านด้วยรูปแบบนวัตกรรมเปิด หรือ Open Innovation เป็นศูนย์รวมของการบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ เกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างผู้ประกอบการ อาจารย์ นักวิจัย และนวัตกร โดยมีศูนย์นวัตกรรมและวิจัยของกลุ่มมิตรผล ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ชั้น 9 ของอาคารแห่งนี้ พร้อมด้วยพื้นที่แสดงผลงาน สินค้า การจัดประชุม และโรงแรม แอดลิบ ขอนแก่น (Ad Lib Khon Kaen) ซึ่งนับเป็นการสร้าง Innovation Ecosystem และการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่สมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดขอนแก่น เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูงของประเทศไทยต่อไป

พร้อมกันนี้ KKIC และกลุ่มมิตรผล ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 50 ราย จัดงาน Isan BCG EXPO 2022 งานมหกรรมนวัตกรรมยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานและครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ’ เพื่อขยายพลังความร่วมมือการขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพในภาคอีสาน ซึ่งภาคอีสานมีศักยภาพและความพร้อมที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยี และสังคมสีเขียว”

งาน Isan BCG Expo 2022 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ณ Khon Kaen Innovation Centre จังหวัดขอนแก่น และบริเวณโดยรอบ อาทิ ย่านศรีจันทร์, เทศบาลเมืองนครขอนแก่น และถนนไก่ย่าง โดยภายในงานยังจัดให้มีเวที ‘Isan BCG Forum 2022’ International Forum รวมถึงเวที Talk ที่เจาะลึกถึง BCG ในรูปแบบที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ และเวที Green Stage  โดยสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย (Thai Organic Consumer Association) หรือ TOCA โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ รวมกว่า 80 ท่าน กว่า 40 Sessions เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ BCG และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาและเริ่มต้นธุรกิจ ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการสร้างโอกาสและส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไป

วธ.จัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698696

วธ.จัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วธ.จัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.40 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯพระราชทานผ้าไตรและสังฆทานถวายในการที่คณะสงฆ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยพระเดชพระคุณพระพรหมวัชราจารย์ ประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ร่วมกันจัดพิธีนวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสที่ทรงพระประชวร วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565 เวลา 11.30 น. ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

นายอิทธิพล คุณปลื้ม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้จัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์ในครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่เป็นพสกนิกรภายใต้พระบรมโพธิสมภารได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการสวดมนต์หรือการเจริญพระพุทธมนต์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยเชื่อว่าสามารถช่วยป้องกันภัยอันตรายจากโรคภัยต่างๆ และทำให้เกิดความสุขสวัสดี เมื่อผู้สวดมนต์ สวดด้วยความเคารพศรัทธาพร้อมกับแผ่เมตตาและทำใจให้สงบเป็นสมาธิก็จะทำให้พระปริตรนั้นมีพลังและอานุภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนายังได้ประสานไปยังองค์การทางศาสนา ร่วมกันจัดพิธีทางศาสนาถวายพระพรแด่พระองค์ ณ ศาสนสถานตามธรรมบัญญัติของแต่ละศาสนาอีกด้วย

สำหรับการสวดพระปริตรหรือพระพุทธมนต์นี้อันเกี่ยวเนื่องกับหลักโหราศาสตร์ที่เรียกว่า ดาวนพเคราะห์ประจำวันทั้ง 9 คือ วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันราหู (วันพุธกลางคืน) และวันที่สมมติอีก 1 วัน ที่มีนามว่าพระเกตุ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองบุคคลที่ไม่ทราบวันเกิด ซึ่งหลักคัมภีร์ทางโหราศาสตร์กล่าวไว้ว่า ในวันทั้งเจ็ดนี้มีเทวดาคุ้มครองเกี่ยวข้องด้วยกำเนิดมนุษย์ อันอาจส่งผลให้เกิดคุณเกิดโทษ ทำให้เกิดทุกข์โศก โรคภัย หรือทำให้เกิดความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และอายุยืนยาวหรือสั้นได้ ซึ่งตามโบราณประเพณี เมื่อบุคคลอันเป็นที่เคารพนับถือมีอายุครบปีนักษัตรหรือรอบปีที่เป็นวาระสำคัญๆ ควรที่จะมีการบำเพ็ญกุศลครั้งใหญ่เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ปราศจากโรคาพยาธิ มีความเจริญรุ่งเรือง อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นเครื่องหมายคนดีตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

-(016)

แม็คโคร หนุนเกษตรกรลดใช้สารเคมี พร้อมสานต่อโครงการ ‘ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ สู่ปีที่ 9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698690

แม็คโคร หนุนเกษตรกรลดใช้สารเคมี พร้อมสานต่อโครงการ ‘ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ สู่ปีที่ 9’

แม็คโคร หนุนเกษตรกรลดใช้สารเคมี พร้อมสานต่อโครงการ ‘ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ สู่ปีที่ 9’

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.07 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สานต่อโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ ปีที่ 9” ขยายจำนวนกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมโครงการลดใช้สารเคมี  ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 20,000 ไร่ พร้อมตรวจเข้มตลอดห่วงโซ่  ตั้งแต่แปลงปลูกถึงมือผู้บริโภค สร้างผลตอบรับดีต่อเนื่อง คาดทั้งปี 2565  รับซื้อกว่า 4,500 ตัน สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ส้มเป็นผลไม้ยอดนิยมในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะส้มที่ปลูกในประเทศไทยผ่านโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้” ที่แม็คโคร ได้ร่วมทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้  พัฒนาเกษตรกรให้ยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูกเพื่อผลผลิตที่ปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี โดยเฉพาะในแหล่งเพาะปลูกสำคัญ อาทิ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และ จ.แพร่ มาตลอด 9 ปี ส่งผลให้ผลผลิตส้มที่ได้ มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

“ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา แม็คโคร และภาคีเครือข่ายในโครงการส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้ ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยเราเน้นกระบวนการตรวจเข้มสารเคมีตกค้างตลอดห่วงโซ่ ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น  เกษตรกรขายผลผลิตได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีรายได้ที่มั่นคง จนกระทั่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ปลูกส้มปลอดภัยครอบคลุมมากกว่า 20,000 ไร่”

ชาวสวนส้มปลอดภัยที่ส่งผลผลิตจำหน่ายกับแม็คโคร จะเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่ปลอดภัย ภายหลังการใช้สารกำจัดแมลง รวมถึงกระตุ้นให้เกษตรกรใช้ย่าฆ่าแมลงลดน้อยลง เน้นใช้สารชีวภัณฑ์จากสะเดาทดแทน  ซึ่งผลผลิตต้องผ่านการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง ตั้งแต่ต้นฤดูกาล จนถึงปลายฤดู ด้วยห้องปฎิบัติการรับรองมาตรฐานระดับสากล ISO/IEC 17025  โดยแม็คโคร จะเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจสินค้าทุกล็อตก่อนออกจากสวน และที่ศูนย์กระจายสินค้า ที่สำคัญข้อมูลความปลอดภัยต่างๆ เหล่านี้ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด makro i-Trace ที่ติดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ หรือป้ายแสดงคิวอาร์โค้ด ณ จุดจำหน่าย สำหรับ สายพันธุ์ส้มในโครงการดังกล่าว เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย ประกอบด้วย ส้มสายน้ำผึ้ง นัมเบอร์วัน  เช้ง เขียวหวาน โอเชี่ยน และคัมควอท ซึ่งในปี 2022 นี้ แม็คโคร รับซื้อส้มปลอดภัยจากชาวสวนมากกว่า  4,500 ตัน 

 “เรายังพบอีกด้วยว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ สามารถสานต่ออาชีพการทำไร่ส้มจากรุ่นสู่รุ่นได้  นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็ง โดยมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน” นางศิริพร กล่าว

-(016)

ประเทศไทยกวาด 7 สุดยอดรางวัลอสังหาฯ ระดับเอเชีย จากเวที PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ครั้งที่ 17

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698678

ประเทศไทยกวาด 7 สุดยอดรางวัลอสังหาฯ ระดับเอเชีย จากเวที PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ครั้งที่ 17

ประเทศไทยกวาด 7 สุดยอดรางวัลอสังหาฯ ระดับเอเชีย จากเวที PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ครั้งที่ 17

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.44 น.

พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป (NYSE: PGRU) บริษัทเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงาน PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ครั้งที่ 17 พรีเซนต์เต็ด บาย Kohler และสนับสนุนโดย Leading Real Estate Companies of the World® งานประกาศสุดยอดรางวัลอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปีนี้มอบรางวัลอันทรงเกียรติถึง 48 รางวัล ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เมื่อเร็วๆ นี้

ผู้พัฒนาและโครงการอสังหาริมทรัพย์จากประเทศไทยกวาดมากถึง 7 รางวัลในระดับภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรางวัล Best Landmark Mixed Use Development จากโครงการ One Bangkok, บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คว้า 2 รางวัล สาขา Best Condo Development และสาขา Best Health and Wellness Development จากโครงการ ดิ แอสเพน ทรี แอท เดอะ ฟอเรสเทียส์, บริษัท พีเอ็มที พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด คว้า 2 รางวัล ในสาขา Best Condo Interior Design (Asia) และสาขา Best Condo Landscape Architectural Design (Asia) จากโครงการ 125 สาทร, ส่วนโครงการ เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ โดยความร่วมมือของฮ่องกง แลนด์ และบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ก็คว้ารางวัล Best Waterfront Housing/Landed Development และโครงการเจติยา 2 ไพรเวท พูลวิลล่า เรสซิเดนซ์ จากบริษัท เจติยา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้รับรางวัล Best Housing/Landed Landscape Architectural Design (Asia)

ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศในระดับภูมิภาคเอเชีย อาทิ ฟิลิปปินส์ 7 รางวัล, สิงคโปร์ 6 รางวัล, อินโดนีเซีย 6 รางวัล และออสเตรเลีย 5 รางวัล, เวียดนาม 4 รางวัล, มหานครนิเซโกะ (ญี่ปุ่น) 3 รางวัล, กัมพูชา และมาเลเซีย ประเทศละ 2 รางวัล เขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า 1 รางวัล เช่นเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้รับ 1 รางวัล สำหรับรางวัล PropertyGuru Icon Award ในปีนี้ คือ แคนดรา ซิปูตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซิปูตรา กรุ๊ป และกรรมการผู้อำนวยการ พีที ซิปูตรา ดีเวล็อปเม้นต์ ทีบีเค จากประเทศอินเดีย

ปีนี้ประเทศที่คว้ารางวัลระดับภูมิภาคในรอบชิงชนะเลิศได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ชนะยอดเยี่ยมระดับประเทศจากซีรีส์ PropertyGuru Asia Property Awards จากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาชนจีน, ฮ่องกง, มาเก๊า, มหานครนิเซโกะ (ญี่ปุ่น), อินเดีย และออสเตรเลีย

นายฮารี วี. กริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า การมอบรางวัลนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเอ็นเทอร์ไพรซ์โซลูชั่นของเราที่ให้บริการครอบคลุม และได้มีการขยายออกไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่การพัฒนาและการแข่งขันมากที่สุดของโลก นักพัฒนาอสังหาฯ และนักออกแบบที่คว้ารางวัลจากงานนี้จะเป็นการสร้างระดับมาตรฐานให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นแนวทางให้กับผู้ที่กำลังมองหาโครงการต่างๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง สำหรับงาน PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ครั้งที่ 17 ไม่ได้เป็นแค่การยกระดับบ้านในฝันที่อยู่ในภูมิภาคนี้เท่านั้นแต่ยังเป็นการยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เป็นทั้งที่ทำงานและที่พักผ่อนที่ดีที่สุดและที่มีความยั่งยืนมากที่สุด พื้นที่ทำงาน ศูนย์กลางการค้าปลีก โรงแรม รีสอร์ท สวนอุตสาหกรรม และอื่น ๆ เพื่อก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติอีกด้วย

นายจูลส์ เคย์ ผู้จัดการทั่วไป พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ แอนด์ อีเวนต์ กล่าวว่า ผู้ชนะรางวัลจาก PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final นับว่าเป็นตัวแทนของความหลากหลาย ความก้าวหน้า และความยืดหยุ่นในแวดวงตลาดอสังหาริมทรัพย์ โครงการต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาที่อยู่อาศัยสไตล์บูทีคไปจนถึงเขตพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับรางวัลเหล่านี้จะเป็นภาพรวมที่ช่วยสร้างความประทับใจว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดในเอเชียมีรูปลักษณ์อย่างไร โครงการและบริษัทที่ได้รับรางวัลจะกลายเป็นตัวอย่างของมาตรฐานทองคำให้กับบรรดาอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียทั้งบริษัทที่ได้มาร่วมฉลองความสำเร็จด้วยกันบนเวทีในงานกาล่าและบริษัทที่ได้รับการนำเสนอชื่อบนโลกออนไลน์ โดยเราจะยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของการสร้างแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับความสำเร็จของผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งหมดในปีนี้”

ผู้ที่ได้รับรางวัล PropertyGuru Asia Property Awards Grand Final ได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้ดูแลการตัดสินที่ได้รับความเชื่อถือในแวดวงธุรกิจ ซึ่งนำโดย บริษัท เอช แอล บี สำนักงานบัญชีและที่ปรึกษาชั้นนำระดับนานาชาติ ทำให้งานมอบรางวัลนี้ได้รับการยอมรับในด้านมาตรฐานการจัดงานที่เชื่อถือได้ เที่ยงธรรม และโปร่งใส

งานประกาศผลรางวัล PropertyGuru Asia Property Awards ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ในประเทศไทย ถือเป็นงานมอบรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาค และได้ขยายสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กว่า 18 ประเทศ โดยมีการจัดงานพิธีมอบรางวัลและกาล่าดินเนอร์รวมถึงการถ่ายทอดสดผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ทั้งนี้การจัดงานต้องการยกย่องมืออาชีพของวงการอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก หรืออินทีเรีย ดีไซเนอร์ รวมถึงเป็นการแสดงถึงศักยภาพต่อนักลงทุน กลุ่มผู้ซื้ออสังหาฯ เอเย่นต่าง ๆ ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป เพื่อสร้างความตะหนักรู้ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย เปิดเวทีสะท้อนเสียงในระดับนโยบาย จัดเสวนา ‘Buiding Impact Ecosystem in Thailand’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698670

สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย เปิดเวทีสะท้อนเสียงในระดับนโยบาย จัดเสวนา ‘Buiding Impact Ecosystem in Thailand’

สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย เปิดเวทีสะท้อนเสียงในระดับนโยบาย จัดเสวนา ‘Buiding Impact Ecosystem in Thailand’

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.29 น.

สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย จัดงานเปิดตัวสมาคมฯและจัดงาน Social Value Thailand Forum 2022 โดยเปิดเวทีสะท้อนเสียงในระดับนโยบาย จัดเสวนา “Buiding Impact Ecosystem in Thailand” ซึ่งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ,  รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , รศ.ดร. ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) , นายอธิภัทร วรางคนันท์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ UNFPA Thailand และ นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด  ร่วมเสวนา

นับเป็นการขยายการรับรู้และภาคีความร่วมมือสมาคมฯ สู่กลไกการปฏิบัติในภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้ธีมงาน Maximize Impact Through Partnerships: Collaborate Advantage ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2565  ที่โรงแรม Wintree City Resort  จังหวัดเชียงใหม่ และยังเปิดกว้างให้ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมติดตามผ่าน Facebook Live ได้ที่ช่องทาง Facebook: Social Value Thailand ผู้เข้าร่วมงานยังได้สิทธิพิเศษในการร่วมเป็นสมาชิกสมาคมฯ และได้รับการสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือร่วมกัน

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์  กล่าวหลังการเสวนาว่า “เรื่องของการขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับทำให้คนเห็นคุณค่าของาน 1 ชิ้่นที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะนักวิจัยหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งได้สร้างผลงานขึ้นมาแล้วนำไปแก้ปัญหาให้กับสังคมแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะวัดคุณค่าผลกระทบต่อเนื่องได้ ก็ต้องพยายามหาเครื่องมือมาตอบสนองและสุดท้ายเราก็เจอเครื่องมือสากลที่ใช้กันก็คือ Social return on investment หรือ SROI การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมเป็นเครื่องมือที่ทางสังคมยอมรับเนื่องจากเป็นตัวที่วัดผลกระทบเชิงลบและเชิงบวก งาน1ชิ้นที่ผลิตออกมาอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคน 1 กลุ่มแต่ในขณะเดียวกันอาจจะไปทำให้คนอีกกลุ่มอาชีพนั้นหายไป จึงเชื่อถือได้ว่า SROI เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้ ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มองว่ามีองค์กรไหนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล จึงมาเป็นที่มาของความร่วมมือกับ สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย  และได้นำเครื่องมือชิ้นนี้มาวัดผลงานของทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เองเพื่อที่จะบอกตัวตนได้ว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เราทำมากว่า 60 ปีสร้างผลกระทบอะไรให้กับสังคมได้มากน้อยแค่ไหน”

ดร.อำพล อาภาธนากร นายกสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย (Social Value Thailand หรือ SVThailand) ตอกย้ำบทบาทของสมาคมฯ ในการส่งเสริมมาตรฐานสากลและความร่วมมือของเครือข่ายทั่วโลกมาสู่การยกระดับการวางแผนนโยบาย การบริหารจัดการในองค์กรทุกภาคส่วน บทบาทของสมาคมในช่วงแรกมุ่งเน้นการส่งเสริมวิชาชีพผู้ประเมินมูลค่าทางสังคม (Professional Pathway) สืบเนื่องจากการบุกเบิกการจัดอบรมของ SVThailand ร่วมกับ Social Value International ตั้งแต่ปี 2017 มาอย่างต่อเนื่อง เราร่วมกับภาคีพันธมิตร SV Accelerator Partner อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นต้น เพื่อร่วมจัดอบรมสร้างผู้ประเมินในระดับภูมิภาค นอกจากนั้น สมาคมฯ มุ่งพัฒนากลไกการประเมินที่น่าเชื่อถือ การรับรองรายงานการประเมินและจัดการทดสอบเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ (Assurance Standard) เราเชื่อว่ากลไกของสมาคมฯ และสมาชิกจากหลากหลายภาคส่วนจะผลักดันให้ “ผู้ประเมินมูลค่าทางสังคม” เสริมพลังการขับเคลื่อนงานขององค์กรภาครัฐ ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคสังคมให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ดีมากขึ้น