ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์โชว์ความพร้อมในการผลิต ‘นักฉุกเฉินการแพทย์ความช่วยเหลือแรกก่อนถึงมือแพทย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701151

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์โชว์ความพร้อมในการผลิต  ‘นักฉุกเฉินการแพทย์ความช่วยเหลือแรกก่อนถึงมือแพทย์’

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์โชว์ความพร้อมในการผลิต ‘นักฉุกเฉินการแพทย์ความช่วยเหลือแรกก่อนถึงมือแพทย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โดย โรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาฉุกเฉินทางการแพทย์ (ต่อเนื่อง)โชว์ศักยภาพและความพร้อมในการผลิต “นักฉุกเฉินการแพทย์ ความช่วยเหลือแรกก่อนถึงมือแพทย์” รองรับอาชีพสาขาขาดแคลนอย่างแน่นอนในอนาคต ณ ห้องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

อาจารย์ นายแพทย์สุขสันต์ กนกศิลป์ อาจารย์ประจำหลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กล่าวว่า “เพราะการเจ็บป่วยไม่ได้เกิดเฉพาะโรงพยาบาลความช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุจึงสำคัญมากเพราะจะทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตได้สูงกว่า”

การผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์จะมีทักษะความรู้ความสามารถในระดับผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาฉุกเฉินการแพทย์ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรมและเจตคติที่ดีมีความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงหลักการทฤษฎีและแนวปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานฉุกเฉินระบบสุขภาพของประเทศไทยระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยและนานาชาติหลักการพื้นฐานด้านระบบคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยรวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินรวมถึงจะมีทักษะความสามารถปฏิบัติงานซึ่งนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ควรทำได้เมื่อได้รับมอบหมายประกอบด้วยทักษะด้านกระบวนการคิด (Cognitive Skills) ทักษะการหยั่งรู้และความคิดสร้างสรรค์ (Logical,Intuitive and Creative Thinking) หรือทักษะการปฏิบัติ/วิธีปฏิบัติที่มีความคล่องแคล่วและความชำนาญในการปฏิบัติตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้งได้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของหน่วยปฏิบัติการและสถานพยาบาลที่เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการเรียนรู้วิธีการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ซึ่งผลิตบัณฑิตได้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ที่สุดด้วยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้บัณฑิตสามารถต่อยอดการผลิตนักฉุกเฉินการแพทย์เฉพาะทางได้และพัฒนาต้นแบบของรูปแบบการศึกษาแนวใหม่ในการผลิตบัณฑิตสายวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ

ทั้งนี้ คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โดย โรงเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาวิชาฉุกเฉินทางการแพทย์ (ต่อเนื่อง) ได้จัดทำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์ เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความชำนาญ และทักษะด้านฉุกเฉินการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการผดุงชีวิต รวมทั้งป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วย อีกทั้งยังได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือกับองค์กรภาคีเครือข่ายอีก 9 สถาบันประกอบด้วย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยพะเยามหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สถาบันพระบรมราชชนก และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ ด้วยการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษาตั้งเป้าผลิตจำนวนบัณฑิต 15,000 คน ใน 10 ปีจากปัจจุบันเพียงปีละ 200 คน เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านบุคลาการทางการแพทย์ให้เพียงพอในอนาคต

ด้าน นางสาวพุธิตา อาริสโตเรนัส นักฉุกเฉินการแพทย์ เผยถึงคุณสมบัติและรายละเอียดการเรียนการสอนว่า “หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์  มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความชำนาญและทักษะด้านฉุกเฉินการแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการผดุงชีวิตรวมทั้งป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วย”

ฉะนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นคือต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่าสามารถเข้าเรียนในหลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ หลักสูตร 4 ปี หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง หรือ เทียบเท่าในสาขาเวชกิจฉุกเฉิน ปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องและได้รับอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาก่อนวันเปิดภาคเรียนรุ่นละ 30 คน สามารถเข้าเรียนต่อในหลักสูตร 2 ปี เมื่อจบการศึกษาจะได้รับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (ฉุกเฉินการแพทย์) นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์รวมถึงการอัปสกิลผ่านประสบการณ์จริงทั้งด้านความรู้โดยเน้นความรู้เชิงทฤษฎีและ/หรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก เช่นความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานฉุกเฉินระบบสุขภาพของประเทศไทยระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยและนานาชาติหลักการพื้นฐานด้านระบบคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยรวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉิน

ภายหลังจากจบการศึกษาแล้วนักศึกษาจะมีความเชี่ยวชาญในการทำงานของนักฉุกเฉินการแพทย์คือการบริบาลและดูแลรักษาผู้ป่วยนอกสถานพยาบาลและในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเป็นการกู้ชีพชั้นสูงการทำหัตถการและการบริหารยาฉุกเฉินการรักษาและส่งต่อไปยังสถานพยาบาลฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากภาวะวิกฤตนอกจากนี้ยังมีบทบาทในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยโดยกลุ่มปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยณจุดเกิดเหตุแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ชีพฉุกเฉินใช้เวลาอบรมทั้งหมด 40 ชั่วโมง พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ใช้เวลาอบรมทั้งหมด 115 ชั่วโมง เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า เข้าเรียนในหลักสูตร 2 ปี นักฉุกเฉินการแพทย์

สำหรับอาชีพที่สามารถประกอบได้หลังจากนี้นอกจากนักฉุกเฉินการแพทย์หรือนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ยังมีผู้สอนในองค์กรการศึกษาหรือฝึกอบรมนักวิชาการนักวิจัยด้วย

ผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตรหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ (ต่อเนื่อง)วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เบอร์โทรศัพท์: 02-5766000 ต่อ 8752 อีเมล : Paramedicine.con@cra.ac.th Facebook Fanpage> https://www.facebook.com/PARACRA.CON

รพ.พระรามเก้า พัฒนาเทคโนโลยีระบบการแพทย์ทางไกล Digital Healthcare ยกโรงพยาบาลมาไว้ที่บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701153

รพ.พระรามเก้า พัฒนาเทคโนโลยีระบบการแพทย์ทางไกล Digital Healthcare ยกโรงพยาบาลมาไว้ที่บ้าน

รพ.พระรามเก้า พัฒนาเทคโนโลยีระบบการแพทย์ทางไกล Digital Healthcare ยกโรงพยาบาลมาไว้ที่บ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมผนึกกำลังกับ บริษัท เนเวอร์ คลาวด์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (Naver Cloud Corp.,) ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service Provider หรือ CSP) ระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ พร้อมลงนามให้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ระหว่างเกาหลี-ไทย นำเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านสุขภาพที่ล้ำหน้าที่สุด หนุนการบริการแบบ Decentralized Healthcare ยกโรงพยาบาลมาไว้ที่บ้าน มั่นใจพลิกวงการแพทย์ไทย สู่ Digital Healthcare พร้อมก้าวสู่ความเป็นเลิศระดับอาเซียนในอนาคต

นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้ากล่าวว่า “ปัจจุบันการขยายตัวของธุรกิจและสังคมคนเมืองมีมากขึ้น การแข่งขันส่งผลให้กลุ่มคนปัจจุบันเกิดภาวะการเจ็บป่วยที่หลากหลายสอดรับกับในยุคดิจิทัลคนไข้ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำการสื่อสารกับทางโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลในช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลพระรามเก้าเอง ได้มีการทรานส์ฟอร์มนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในระยะหนึ่งและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมสู่การเป็น Digital Hospital เต็มรูปแบบแล้วในปีนี้ มีการวางยุทธศาสตร์ด้วยการทำ Digital Transformation ปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ พร้อมจับมือพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ร่วมสร้างบริการทางการแพทย์ในทุกมิติ

สำหรับการผนึกกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศการแลกเปลี่ยนความรู้และกลยุทธ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเป็นทางการของเกาหลี-ไทย ระหว่างโรงพยาบาลพระรามเก้า ในฐานะองค์กรอันเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ชั้นนำในประเทศไทยที่มีประสบการณ์เป็นเลิศด้านการแพทย์ ผสานความเชี่ยวชาญและความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีสุดล้ำโดย บริษัท เนเวอร์ คลาวด์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (Naver Cloud Corp.,) ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service Provider หรือ CSP) ระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ ก่อให้เกิดเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านสุขภาพที่ล้ำหน้าที่สุด เพื่อใช้ในการพัฒนาการแพทย์ทางไกล หรือ Decentralized Healthcare”

ด้าน รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน และที่ปรึกษาศูนย์โรงพยาบาลออนไลน์โรงพยาบาลพระรามเก้า (Praram9) อธิบายว่า “ปัจจุบันโรงพยาบาลพระรามเก้าได้มีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการในรูปแบบ Decentralized Healthcare เพราะเชื่อว่าการบริการเริ่มต้นได้จากที่บ้าน หรือ ทุกที่ ทุกเวลา ตามความสะดวกของผู้รับบริการ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล โดยศูนย์โรงพยาบาลออนไลน์โรงพยาบาลพระรามเก้า (Praram9) จะมีแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้รับบริการ ได้รับการปรึกษาแพทย์ รักษา และดูแลสุขภาพแม้ไม่เจ็บป่วย เช่น บริการ Telemedicine สำหรับปรึกษาแพทย์ ได้แบบ Real-time และคนไข้จะได้รับยาส่งถึงที่บ้าน โดยมีทีมเภสัชกร ที่มากด้วยประสบการณ์ โทรอธิบายให้ความรู้เรื่องการใช้ยา เหมือนกับคนไข้เข้ามารับบริการที่โรงพยาบาล รวมทั้งยังขยายการให้บริการไปคลินิกนอกโรงพยาบาลของโรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการอีกด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์โรงพยาบาลออนไลน์โรงพยาบาลพระรามเก้า ยังมีบริการ Smart healthcare services โดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เชื่อมต่อข้อมูลมายังโรงพยาบาล เป็นตัวช่วยแพทย์ในการดูแลคนไข้ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สามารถดูแลติดตามอาการ เช่น การติดตามระดับน้ำตาล ด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน CGMS ที่สามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลได้แบบต่อเนื่องตลอดเวลาและส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือได้แบบ Real-time ช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ และยังส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เนตมายังแพทย์และทีมงานสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาล เช่น พยาบาล และนักโภชนาการ เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม”

นายแพทย์อนุวัตร สุขสมานพาณิชย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเสริมว่า “โรงพยาบาลพระรามเก้า มีแผนการทำ Decentralized Healthcare และ Digital Transformation เต็มรูปแบบ มุ่งเน้นเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม โดยปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ใน 2 เฟส ได้แก่ เฟสแรก Digitization หรือการแปลงข้อมูลกระดาษไปสู่ข้อมูลดิจิทัล และ เฟส 2 การทำ Digitalization หรือการปรับกระบวนการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการออกแบบระบบ เช่น การออกแบบระบบการให้บริการวัคซีนโควิดแบบครบวงจรตั้งแต่การซื้อขาย นัดหมาย ไปจนถึงการได้รับใบรับรองในระบบหมอพร้อม, การพัฒนาระบบบริหารจัดการคิวที่ผู้รับบริการ สามารถกดจองคิวได้ด้วยตนเอง, ระบบเปิดประวัติผู้ป่วยใหม่ออนไลน์ที่ผู้รับบริการสามารถเปิดประวัติได้เองที่บ้าน

โดยในอนาคตทางโรงพยาบาลจะพัฒนาระบบ Self-care เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันและส่งเสริมสุขภาพก่อนเกิดโรค อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการทางการแพทย์ เพื่อความแม่นยำปลอดภัย และสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การใช้ AI มาช่วยประมวลผลข้อมูลการแพทย์, การใช้เครื่องมือ Marketing Technology มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้รับบริการให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalized)

และ สำหรับ เฟสที่ 3 จะเป็นเฟสของการทำ Digital Transformation มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร ผ่านวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่เราเรียกกันว่า “CAT Culture” คือ Collaborations, Agility และ Trust เพื่อให้ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นพ.อนุวัตร กล่าวทิ้งท้าย

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี

นายแพทย์อนุวัตร สุขสมานพาณิชย์

นายแพทย์อนุวัตร สุขสมานพาณิชย์

เมซอง แบร์เช่ ปารีส ฉลองเทศกาลแห่งความสุข เปิดตัวคอลเลคชั่นที่สุดแห่งผลงานคอลแล็บระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701122

เมซอง แบร์เช่ ปารีส ฉลองเทศกาลแห่งความสุข  เปิดตัวคอลเลคชั่นที่สุดแห่งผลงานคอลแล็บระดับโลก

เมซอง แบร์เช่ ปารีส ฉลองเทศกาลแห่งความสุข เปิดตัวคอลเลคชั่นที่สุดแห่งผลงานคอลแล็บระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมซอง แบร์เช่ ปารีส (Maison Berger Paris) ผู้นำเครื่องหอมสำหรับบ้านระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกมุมในบ้าน ฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ จัดไพรเวทปาร์ตี้สำหรับลูกค้าวีไอพี Maison Berger Paris Christmas Party & Exclusive Preview STARCK Collection พร้อมเปิดตัวคอลเลคชั่นล่าสุด Maison Berger Paris x Starck ผลงานคอลแล็บร่วมกับ ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck) สุดยอดดีไซเนอร์ระดับโลกภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้และลูกค้าวีไอพี ร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ เมซอง แบร์เช่ ปารีส แฟลกชิป สโตร์ แอด เดอะ เบดรูม คอมพานี (Maison Berger Paris Flagship Store @ The Bedroom Company) ชิดลม

นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบอร์เจอร์โพรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“นับเป็นโอกาสที่ดีในวงการออกแบบอีกครั้งเมื่อ ฟิลิปป์ สตาร์ค ได้จับมือกับผู้นำนวัตกรรมเครื่องหอมสำหรับบ้านระดับโลก เมซอง แบร์เช่ ปารีส (Maison Berger Paris) ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงดีเอ็นเอจาก ฟิลิปป์ สตาร์ค แต่ยังจะช่วยสร้างสีสันและตอกย้ำคุณค่าความเป็นแบรนด์แห่งนวัตกรรมเครื่องหอมบ้านที่ไม่เคยหยุดนิ่ง พัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความหอม สร้างความสุข และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนอย่างต่อเนื่อง โอกาสนี้ยังเป็นการขอบคุณลูกค้าแฟนคลับของแบรนด์ บุคคลในวงการออกแบบ และเฉลิมฉลองในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ส่งมอบความสุข เพื่อเริ่มต้นปีที่ดีให้กับทุกคน”

คอลเลคชั่น “Maison Berger Paris x Starck” ประกอบไปด้วย ตะเกียงน้ำหอม (Lamp) มาใน 3 สีที่เข้ากับ 3 กลิ่นน้ำหอม ได้แก่ สีชมพู (Peau de Soie) สีเทา (Peau de Pierre) และสีเขียว (Peau d’ Ailleurs) มีเอกลักษณ์และสง่างาม ฝาปิดโลหะตกแต่งด้วยลวดลายอิสระ เอกลักษณ์ของคอลเลคชั่น ตะเกียงพิมพ์โลโก้ Maison Berger Parisx Starck ในชุดประกอบด้วย ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่น Maison Berger Parisx Starck พร้อมน้ำหอม ขนาด 500 มิลลิลิตร กลิ่น Peau de Soie (พอ เดอ ซัว) Peau d’ Ailleurs (พอ เดอ อัลลัวส์) และ Peau de Pierre (พอ เดอ ปิแอร์)

ก้านกระจายความหอม (Bouquet) มีฐานโดมแบบออริจินัล ให้ความรู้สึกเหมือน “แก้วภายในแก้ว” และความรู้สึกเบารูปทรงเพรียวบางชวนให้นึกถึงขวดแก้วในห้องแล็บ วงแหวนโลหะลายออร์แกนิคสัญลักษณ์ของคอลเลคชั่น โดมแก้วด้านในพิมพ์โลโก้ Maison Berger Parisx Starck ในชุดประกอบด้วย ก้านกระจายความหอมคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck พร้อมน้ำหอม ขนาด 400 มิลลิลิตร กลิ่น Peau de Soie(พอ เดอ ซัว) Peau d’ Ailleurs (พอเดอ อัลลัวส์) และ Peau de Pierre (พอ เดอ ปิแอร์)

เครื่องกระจายความหอมอัตโนมัติ (Electric Diffuser) รูปทรงเหนือกาลเวลา โดดเด่นด้วยชั้นขวดแก้วซ้อนกันสองชั้น ด้านนอกเคลือบเงาและด้านในเคลือบฝ้า ตกแต่งด้วยฝาปิดโลหะที่มีลวดลายสวยงาม แก้วด้านในพิมพ์โลโก้ Maison Berger ParisxStarck ในชุดประกอบด้วย เครื่องกระจายความหอมอัตโนมัติคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck พร้อมน้ำหอม 3 กลิ่น รังสรรค์โดย ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck) คือ น้ำหอมกลิ่น Peau de Soie (พอ เดอ ซัว) ปลุกเร้าความลึกลับของผู้หญิง ยั่วยวนใจจากกลิ่นเชอร์รี่และไวโอเลต ผสานกลิ่นอะโรมาติกที่ทันสมัยกลมกลืนไปกับเบสโน้ตกลิ่นไม้และชีเพรอ (Chypre) หอมสดชื่น, น้ำหอมกลิ่น Peau de Pierre (พอ เดอ ปิแอร์) เผยความอ่อนโยนของผู้ชาย ผสานกลิ่นฟลอรัลสไปซี่ที่หรูหรา กลิ่นไม้ที่เกือบจะเป็นกลิ่นควัน ผสานกับกลิ่นของแร่จากหิน ค่อยๆ อ่อนลงเข้าสู่กลิ่นวานิลลา อำพัน ไม้จันทน์ และมัสค์ และน้ำหอมกลิ่น Peau d’ Ailleurs (พอ เดอ อัลลัวส์) กลิ่นหอมที่ยากจะนิยาม พาคุณสำรวจตนเองผ่านความไม่คุ้นเคยและสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน มีกลิ่นหอมหลักของดอกไม้สีรุ้ง รายล้อมด้วยกลิ่นดินและแร่ธาตุ ตามด้วยกลิ่นมัสค์ และกลิ่นไม้

พบกับคอลเลคชั่น Maison Berger ParisxStarck ได้ในทุกช่องทางจำหน่ายออนไลน์ทั้ง www.maisonbergerthailand.com Facebook : MaisonBergerThailand LINE : @maisonbergerthai IG : maisonbergerthailand และวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน เมซอง แบร์เช่ปารีส  เมกาบางนา ไอคอนสยาม เซ็นทรัลชิดลม และชิค รีพับบลิก สาขารามอินทรา เท่านั้น สอบถามรายละเอียดโปรโมชัน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความหอมที่พร้อมให้บริการถึง10 สาย โทร.02-6722088

เบอร์ทอลลี่ เปิดตัวตำราอาหารรูปแบบดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701155

เบอร์ทอลลี่ เปิดตัวตำราอาหารรูปแบบดิจิทัล

เบอร์ทอลลี่ เปิดตัวตำราอาหารรูปแบบดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เบอร์ทอลลี่® แบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของโลก ร่วมส่งท้ายปีให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองปีใหม่ร่วมกับเพื่อน ๆ และครอบครัวด้วยการเปิดตัวตำราอาหารฉบับใหม่แกะกล่อง ในรูปแบบดิจิทัลที่อินสตาแกรมของ Bertolli Thailand

ตำราอาหารล่าสุดจากเบอร์ทอลลี่ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญา Caring for You ของบริษัท ที่มุ่งมั่นในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ยกระดับอาหารในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ด้วย 10 เมนูสุดพิเศษแสนอร่อยและสร้างสรรค์ โดยตำราอาหารนี้ตอกย้ำสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแบรนด์เบอร์ทอลลี่กับประเทศไทย พร้อมเดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะกอกเพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีสุขภาพดี เนื่องจากคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น จากปัจจัยด้านสุขภาพต่างๆ เช่นโควิด-19 และฝุ่น PM2.5

ตำราอาหารฉบับนี้รวบรวมเมนูเด็ด พลิกแพลงสู่เมนูใหม่ รวมถึงมีเมนูแห่งแรงบันดาลใจ รังสรรค์โดยเชฟอุ้ม เจ้าของเพจ AumFoodDiary ซึ่งตำราอาหารล่าสุดจากเบอร์ทอลลี่ ประเทศไทย มีเมนูให้เลือกสรรหลากหลาย ทั้งปลากะพงทอดซอสต้มยำ เสิร์ฟคู่กับลาบแตงกวา มัฟฟินมัทฉะบลูเบอร์รี่ รวมถึงเมนูสุดคลาสสิกอย่างกุ้งทอดซอสมะขาม และเค้กช็อกโกแลตสูตรสุขภาพจากน้ำมันมะกอก รับรองว่าทุกเมนูเข้ากับทุกการรวมตัวในโอกาสพิเศษอย่างแน่นอน

คุณแหน : 29 ธันวาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701140

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ll ดร.ประวิช รัตนเพียร เป็นประธานจัดงาน “เชิดชูเกียรติชาวเซนต์คาเบรียล น้ำเงินและขาวคือดาวสวรรค์”ในโอกาสครบรอบ 72 ปี สมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล มีศิษย์เก่าดีเด่นเพื่อจารึกชื่อใน Hall of Fame ปี 2565 รวม 7 ท่านพลเรือเอก นายแพทย์ หม่อมเจ้าปุสาณสวัสดิวัตน์, นายอำพล เสนาณรงค์,พลเรือเอก ธีระ ห้าวเจริญ, ดุละดิลก ดุละลัมพะ, พล.อ.อาชวินทร์ เศวตเศรนี, กร ทัพพะรังสี, อำพน กิตติอำพน ในวันเสาร์ที่ 18 ก.พ. 2566 เวลา 17.00 น. ณ สนามมาร์ติน เดอ ตูรส์ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซื้อบัตรหรือสั่งจองโต๊ะได้ที่ สมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล : เกศริน โทร.090-9104645, หรือ Line ID:@sgalumni…

ll สร้างปรากฏการณ์ “ยิ้มสยาม” แบบนันสต๊อป ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารสยามพารากอน เตรียมมอบความสนุกสุดมหัศจรรย์ในคืนข้ามปี วันที่ 31 ธ.ค.กับงาน “Siam Paragon Countdown 2023” ร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยมหกรรมคอนเสิร์ตสุดมัน กับเหล่าศิลปินชั้นนำของประเทศ อาทิ บอดี้สแลม, โจอี้ บอย, มิลลิ, ทรีแมนดาวน์, ทิลลี่ เบิร์ดส, และ วงพราว ในวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. ตั้งแต่ 17.30 น. ณ พาร์คพารากอน ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย!!…

ll ไปไหนมายามนี้ ท่านผู้หญิงกุณฑล ไกรฤกษ์ อายุ 94 ปีมีลูกสะใภ้ดีเด่น ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ติดตามไปดูแลไม่ห่าง พร้อมพยาบาลประจำตัว…

ll ครบรอบทำบุญคุณแม่ เมื่อ 26 ธ.ค.ปีนี้เป็นปีแรกที่ สุมนา อภินรเศรษฐ์ ไม่ได้อยู่ในพิธีเพราะเช็คอินโรงพยาบาลอีกครั้ง..เรียกได้ว่าเป็นปีที่เข้าๆ ออกๆ รพ.เป็นระยะๆ..ขอให้ส่งท้ายปีไปกับความเจ็บป่วย รับปีใหม่เป็นปีเถาะร่าเริงสดใสสุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน…

ll ช่วงนี้ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล งดเจอเพื่อนๆ เพราะต้องไปเฝ้าคุณพ่อม.ร.ว.จัตุมงคล ซึ่งแอดมิทเข้ารพ.เนื่องจากอาหารเป็นพิษ…

ll ประคอง กุญชรยาคงวัย 92 ปี มารดาของ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ยังแข็งแรงมากและเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “ร้านทองสมิทธ์” เพราะสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูทานประจำเกือบทุกวัน…

ll สีดา ชุมสาย ณ อยุธยา ทำไร่ปลูกข้าวปลูกมะนาวเต็มเนื้อที่ที่บ้านเขาใหญ่แต่ไม่ขายผลผลิต มีแต่ขนมาแจกเพื่อนๆ เป็นประจำเช่นเดียวกับ เต็มดวง จาตุรจินดา วาดภาพสีน้ำมันใส่กรอบสวยงามไว้แจกเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบโดยเจ้าตัวบอกถ้าคิดถึงต้นทุนแล้วขายไม่ได้เอาไว้แจกดีกว่าสบายใจดีกว่า.. ผู้ให้ชื่นใจผู้รับชื่นชม…

ll วรรณา ตันฑเกษม ไปสร้างโรงแรมแห่งที่ 5 ไว้ที่บึงกาฬ โดยมีลูกชายไปดูแลตลอด คุณแม่เก่ง ลูกไม้เลยหล่นไม่ไกลต้น…ll

น้อง

‘มารีน่า อบราโมวิช’ ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตระดับโลก บินลัดฟ้า บรรยายในงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701137

‘มารีน่า อบราโมวิช’ ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตระดับโลก บินลัดฟ้า บรรยายในงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022’

‘มารีน่า อบราโมวิช’ ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตระดับโลก บินลัดฟ้า บรรยายในงาน ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022” เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่กำหนดจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี โดย มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผสานความร่วมมือครั้งสำคัญกับ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิดใหม่ CHAOS : CALM  โกลาหล : สงบสุข ล่าสุด “มารีน่าอบราโมวิช” ศิลปินคอนเซ็ปชวลและเพอร์ฟอร์มแมนซ์ระดับโลก เตรียมบินลัดฟ้ามาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “History of Long Durational Work and MAI” ในวันพุธที่ 25 มกราคม 2566 เวลา18.00-20.15 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา “มารีน่า อบราโมวิช”ได้รับการยอมรับในฐานะผู้บุกเบิกศิลปะการแสดงจากทั่วโลกโดยผลงานมักเป็นการทดลองต่อสู้กับร่างกายและจิตของเธอ มารีน่า อบราโมวิช ยังเคยร่วมแสดงผลงานกับบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่สองครั้งก่อนในปี พ.ศ.2561 และ 2563 สำหรับในครั้งนี้เธอแสดงผลงานวีดีโอ 9 ชิ้น ที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ สำหรับธีม CHAOS : CALM (โกลาหล :  สงบสุข)รวมถึง 2 ผลงานที่ได้มาสร้างสรรค์ในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนอีกด้วย 

มารีน่า อบราโมวิช ให้สัมภาษณ์ว่า “ในช่วง พ.ศ.2564-2565 ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความวุ่นวายและสิ้นหวังจากสงครามโรคระบาดและภัยธรรมชาติ คุณสมบัติที่สำคัญมากของศิลปินทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เป็นออกซิเจนของสังคม แต่ยังต้องสร้างความหวังและดึงจิตวิญญาณของคนขึ้นมาได้ด้วย ศิลปินจะต้องสามารถช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัย ความสงบสุข และความเชื่อมั่นต่อโลกใบนี้ การบรรยายในครั้งนี้จะรวบรวมทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการแสดงสด ผ่านสื่อภาพและวีดีโอที่แสดงถึงศิลปะของการแสดงพร้อมอธิบายความสัมพันธ์ของการแสดงและสื่ออื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ฉันจะอธิบายถึงประวัติการแสดงสดแบบต่อเนื่องที่ไม่ใช่แค่ในเชิงทัศนศิลป์ แต่ยังพูดถึงด้านดนตรี โอเปร่า และในโรงละคร อยากจะพูดถึงผลงานแสดงแบบต่อเนื่องร่วมสมัย และแนะนำผู้ชมให้รู้จักกับ Abramovic Method (วิถีอบราโมวิช)

บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022 กับแนวคิด CHAOS : CALM (โกลาหล :สงบสุข) ผลงานของฉันจะดีลกับความขัดแย้งอยู่เสมออยู่แล้วซึ่งเมื่อจะแสดงถึงความขัดแย้ง ฉันจะมองหาไปที่จุดกึ่งกลางของมัน มันมีคำพูดเก่าแก่ของซูฟี (Sufi) ที่บอกว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด” เมื่อเราท้าทายกับขีดสุดของร่างกายและจิตใจแล้ว เราจะสามารถพาตัวเองไปสู่จุดที่อยู่อีกขั้วนึง แล้วเราจะพบกับความสงบและสันติสุข ผลงานที่แสดงอยู่นั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ โกลาหล (Chaos) ซึ่งประกอบไปด้วยงานของฉันคือ AAA-AAA, Sea Punishing, 8 Lessons on Emptiness, The Scream, and DragonHead ส่วน สงบสุข (Calm) จะมีผลงาน City of Angels, Boat Emptying, Stream Entering 2, The Kitchen และ The Current

ความประทับใจที่สุดในกรุงเทพมหานครเมืองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่เพอร์เฟกท์ ของคำว่าโกลาหล และสงบสุข คุณจะต้องเผชิญหน้ากับตัวคุณเองกับทั้งเสียงรบกวน มลภาวะทางอากาศ รถติดและเหล่าฝูงชนบนถนน และในเวลาเดียวกันนั้นเอง คุณก็จะพบกับวัดที่มีคนนั่งทำสมาธิ คนสวดมนต์ภาวนา และความรู้สึกสงบอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันชอบความขัดแย้งนี้ และสำหรับศิลปินที่นี่ช่างเป็นเมืองที่ให้แรงบันดาลใจให้คุณได้เตร็ดเตร่ไปทั่ว แล้วคุณก็จะได้ค้นพบกับอะไรใหม่ๆ ที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน สุดท้ายนี้ขอฝากการแสดงเดี่ยวที่จะเกิดขึ้นที่ Royal Academy of Arts ที่ลอนดอนในปี พ.ศ. 2566 หลังจากที่รอโชว์นี้มากว่าสามปี เพราะเลื่อนมาจากสถานการณ์โควิด ฉันได้เปลี่ยนชื่อโชว์นี้ให้เหลือง่ายๆ เป็นแค่ชื่อของฉันเอง “มารีน่า อบราโมวิช” โดย 30% ของโชว์นี้จะเป็นผลงานใหม่โดยสิ้นเชิง โชว์นี้ไม่ได้ถูกจัดวางเป็นตามลำดับเวลา แล้วก็ไม่ใช่นิทรรศการรวมรวบผลงานที่เห็นกันโดยทั่วไป ชื่อของพื้นที่จัดแสดงงานจะถูกเรียกว่า Public Participation (การมีส่วนร่วมของสาธารณะ), Communist Body (ร่างกายแบบคอมมิวนิสต์), The Artist’s Body : PhysicalLimits (ร่างกายของศิลปิน : ขีดจำกัดของร่างกาย), Absence of the Body (การไม่มีอยู่ของร่างกาย), Mining Energy from Nature (การขุดหาพลังงานจากธรรมชาติ), Coming and Going (การมาและการไป), Mortal Body (ร่างกายที่ต้องตาย), Spirit Body (วิญญาณของร่างกาย), The Artist’s Body : Mental Limits (ร่างกายของศิลปิน: ขีดจำกัดของจิต)

ผู้ที่สนใจติดต่อซื้อบัตรเข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ https://www.ticketmelon.com/bangkokartbiennale/worksofartandmai ราคาบัตร 3,000/ 2,000/800/300 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง  Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

เมคอัพอาร์ติสท์แถวหน้า‘ป้อม-วินิจ’สะบัดแปรงเผยเทรนด์แต่งหน้ามาแรง 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701146

เมคอัพอาร์ติสท์แถวหน้า‘ป้อม-วินิจ’สะบัดแปรงเผยเทรนด์แต่งหน้ามาแรง 2566

เมคอัพอาร์ติสท์แถวหน้า‘ป้อม-วินิจ’สะบัดแปรงเผยเทรนด์แต่งหน้ามาแรง 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนึ่งในเมคอัพอาร์ติสท์แถวหน้าที่ยังคงอยู่ในกระแส ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี ซึ่งพ่วงตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์และ Creative Directorที่ร่วมพัฒนาเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่โด่งดังไปทั่วอย่าง RAN Cosmetic อีกทั้งยังเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ไทยคนแรกๆ ที่ไปบุกเบิกงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง คานส์ มาแล้วแทบทุกปี และไม่ว่า ป้อม-วินิจ จะสร้างสรรค์การแต่งหน้าสไตล์ไหนออกมาบนใบหน้าของศิลปินดารา ผู้คนก็จะแต่งตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง

เทรนด์แต่งหน้ามาแรงในปี 2566 ป้อม-วินิจ เผยว่า น่าจะเป็นผลต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาด้วยกระแสเทรนด์เกาหลีค่อนข้างมาแรงมาก เพราะมีศิลปินนักร้องดังหลายคนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น ลิซ่า หรือ แจ๊คสัน หวังที่เข้ามาทำให้เทรนด์การแต่งหน้าของผู้ชายนั้นมาแรงไม่แพ้การแต่งหน้าของผู้หญิงเลย”

ส่วนสาวๆ เทรนด์แต่งหน้าสไตล์เกาหลีก็ยังมาแรง “เพราะสไตล์สายเกาฯ จะทำให้ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์ ดูสวยแบบธรรมชาติมากที่สุด เหมาะกับสาวไทยมากกว่า ช่วยให้ดูนุ่มละมุนอ่อนหวานมากยิ่งขึ้นกว่าแต่โดยส่วนตัวแล้ว พี่ป้อมจะชอบแต่งหน้าสไตล์สายเกาฯ ผสมกับสายฝอมากกว่าสายเกาฯ นั้น จะได้ความเด็ก สายฝอจะช่วยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชฟตาได้อย่างที่เราตั้งใจหรือดีไซน์เอาไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเรานำมาผสมผสานกันนี่ พี่ป้อมว่าเราจะได้ความสวยงามที่ค่อนข้างลงตัวมากเลยนะครับ”

เริ่มจากผิวก่อน “พี่ป้อมจะให้ความสำคัญค่อนข้างมากในการแต่งหน้า โดยเฉพาะการเตรียมผิวก่อนแต่งหน้า จะเป็นการบำรุงโดยการเน้นเติมน้ำให้กับผิวหน้า เน้นความชุ่มชื้นให้กับผิวและเลือกลงรองพื้นที่ช่วยปรับโทนสีผิวให้ดูสว่างมากยิ่งขึ้น ถ้าผิวขาวอยู่แล้ว ก็อาจจะใช้ตัวรองพื้นสีสว่างค่อนข้างมากไปเลย หรือถ้าหากมีผิวสองสี พี่ป้อมจะแนะนำให้ปรับอันเดอร์โทนให้สว่างขึ้นกว่าผิวจริงไปอีกหนึ่งสเต็ป และไม่ควรแต่งออกมาให้ดูดิวอี้ (Dewy มีประกายแบบฉ่ำๆ) มากเกินไป ให้แต่งในลักษณะกึ่ง Matt หลังจากนั้นค่อยใช้ Finisher ที่ทำให้ดูออกมาเป็นงานผิว เช่น Shimmer หรือ บาล์ม ที่มาช่วยให้ผิวดูดิวอี้เป็นงานผิวมากยิ่งขึ้นแบบพอเหมาะ

ในส่วนของ รองพื้น ป้อม-วินิจ แนะนำให้เลือกตัวรองพื้นที่สามารถควบคุมปริมาณความมันบนใบหน้าได้ค่อนข้างดีสักนิด เนื่องจากตัวสกินแคร์ที่ลงไปก่อนหน้านี้นั้นเราเน้นไปที่งานผิวอาจจะมีตัวใดที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ฉะนั้นรองพื้นและแป้งฝุ่นที่ช่วยควบคุมความมันได้ก็จะช่วยควบคุมน้ำมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี และยังคงเป็นงานผิวที่สวย ดูชุ่มชื้นอยู่ สรุปคือจะเป็นการปรับผิวให้ดูสว่างกว่าผิวจริงไป 1-2สเต็ป เทคนิคที่แนะนำสาวๆ เลยคือ “เมื่อลงรองพื้นเสร็จแล้ว ให้ลองถอยออกมาสัก 2 ก้าวจากหน้ากระจก แล้วให้ดูองค์รวมว่าหน้ามันลอยจนเกินไปไหม?”

มาถึงเทรนด์ การแต่งตา ปี 2566“การแต่งตาจะค่อนข้างเบามากๆ ขนตาจะเป็นนำขนตาที่ใช้แล้วดูเป็นธรรมชาติเข้ามา หรือการติดขนตาแบบเฉพาะจุด เช่น การตัดเสียบขนตา หมดสมัยขนตางอนแบบสะพรึงไปแล้ว จะเน้นการแต่งเบาแบบที่ช่วยให้สาวๆ ดูดวงตากลมโตมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ใช้ขนตาที่ดูหนาทึบการตัดเสียบขนตาเป็นก้านๆ เพื่อให้มีช่องว่างทะลุผ่านไปถึงเปลือกตา และที่มาแรงชัดเจนแน่นอนก็คือ เส้นอายไลเนอร์ที่มาช่วยเน้นให้ดวงตาดูยาวรีขึ้น ส่วนใหญ่จะแตะไปที่บริเวณเกือบๆ จะหางตาแล้วลากออก องศาของเส้นอายไลเนอร์เกือบจะยาวตรง อาจจะงอนเชิดขึ้นสักนิดในกรณีที่สาว ๆ บางคนแตะแล้วลากออกยาวตรง แล้วทำให้ดวงตาดูซึมเศร้า เราก็จะยกหางตาขึ้นมาช่วย ในการยกระดับจะเป็นการยกแบบขนานกับเส้นตาเรา ไม่ใช่การยกตั้งกระดกเหมือนตาแมวแบบที่ผ่านๆ มา แต่ถ้าจะเขียนอายไลเนอร์ทั้งรูปตา ควรจะเขียนให้เป็นเส้นที่บางและเล็กมากๆ นะครับ”

ในส่วนของ สีแก้ม สีที่มาแรงคือ สีออกชมพูอมพีช หรืออาจจะมีสีอมม่วงมาผสมได้ในบางจุด จะลงบรัชออนในสีที่ค่อนข้างเบา หรือสีพาสเทล จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนหวาน ละมุนขึ้น เพื่อให้ไปล้อกับเส้นตาที่ดูเปรี้ยวคม

ปิดท้ายที่ ริมฝีปาก “ตอนนี้เทรนด์การฉีดฟิลเลอร์ที่ปากมากแรงมาก เราจะใช้เส้นเอาท์ไลน์(Out Line) รอบริมฝีปาก เพื่อจะขยายรูปปากให้ดูเอิบอิ่มมากยิ่งขึ้น ในปี 2566 ลิปไลน์เนอร์นี่มาแรงอย่างแน่นอน แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้เป็นสีเอิร์ธโทน จะเป็นเหมือนลักษณะเงาของริมฝีปากที่ตกกระทบลงบนผิวเหนือริมฝีปาก เพื่อที่จะขยายเส้นแล้วจึงใช้ลิปกลอสแตะตรงกลางเป็นลิปแมทที่ให้ความชุ่มชื้น”

ริมฝีปากจะแบ่งเป็น 2 เทคเจอร์คือลิปเนื้อกลอสก็จะเป็นเนื้อลิปคอนดิชั่นเนอร์ที่ทาไปแล้ว จะทำให้ปากดูสวยเป็นธรรมชาติ ชุ่มชื้นแวววาว ส่วนแบบที่ 2 จะเป็นลิปกึ่งแมทให้ใช้สีเอิร์ธโทน หรือจะอยากให้แดง ก็ให้ใช้แดงผสมเอิร์ธโทน จะออกมาเป็นแดงไม่สดมาก เทคเจอร์ที่เป็นกึ่งแมทอย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องมีความชุ่มชื้นอยู่บนริมฝีปากอยู่สักหน่อย เพื่อทำให้ริมฝีปากดูเอิบอิ่ม ถ้าแห้งแมทเหมือนซีซั่นที่ผ่านๆมาริมฝีปากก็จะดูฟีบฝ่อ และไฮไลท์ที่จะมาช่วยเน้นเรื่องความเอิบอิ่มของริมฝีปากก็จะหายไป”

ป้อม-วินิจ ทิ้งท้ายว่า โดยรวมแล้วเทรนด์การแต่งหน้าในปี 2566 นี้ ดวงตาจะดูเบาขึ้น รองพื้นการทำผิวจะเป็นการแต่งแล้วดูสบายตามากขึ้น ริมฝีปากแม้จะเน้นสีแต่เทคเจอร์จริงของริมฝีปากก็ยังต้องเห็นอยู่ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบกลอส หรือแบบแมท การเฉดสีก็จะน้อยลง เป็นผิวที่ดูสว่าง ดูนวลเนียน สาวๆ ควรจะต้องเตรียมทำโครงหน้าให้สวย โดยที่แทบจะไม่ต้องแต่งอะไรเลย การเน้นการแต่งผิวจะช่วยลดในเรื่องของการเฉดดิ้ง ทำให้เรามีรูปหน้าที่สวย แต่ถ้าเรารูปหน้ากลมก็อย่าไปซีเรียส หน้ากลมเราก็สวยได้ หน้ายาวเราก็สวยได้ ถ้าเรารู้จักการเลือกใช้รองพื้นให้สวยเนียน สว่างอย่างดูเป็นธรรมชาติ สามารถแก้ไขปกปิดจุดบกพร่อง หรือปัญหาต่างๆ ของสาวๆ ได้ สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาแต่งงานผิวควรจะมีส่วนผสมของตัวบำรุงผิวค่อนข้างมากและไม่ทำร้ายผิว

“พี่ป้อมก็ขอให้สาวๆ สนุกกับการแต่งหน้าให้อย่างเต็มที่เลยนะครับ อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์การแต่งหน้าออกมาในแนวสดใสสนุก แต่จับต้องได้มากขึ้น ทันสมัยเข้ากับนวัตกรรมของการแต่งหน้าที่มาไกลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” เมคอัพอาร์ติสท์มือหนึ่ง กล่าว

MOO FESTIVE MOOD ต้อนรับเทศกาลฮอลิเดย์ กับ MOO Reusable Tote Bag ถุงผ้าสุดเก๋ในแบบรีไซเคิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701123

MOO FESTIVE MOOD ต้อนรับเทศกาลฮอลิเดย์  กับ MOO Reusable Tote Bag ถุงผ้าสุดเก๋ในแบบรีไซเคิล

MOO FESTIVE MOOD ต้อนรับเทศกาลฮอลิเดย์ กับ MOO Reusable Tote Bag ถุงผ้าสุดเก๋ในแบบรีไซเคิล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

MOO (หมู) แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายและไลฟ์สไตล์ นำโดย หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ ต้อนรับฮอลิเดย์ซีซั่นด้วยกระเป๋าผ้า MOO Reusable Tote Bag มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งในครั้งนี้ทางแบรนด์ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดขยะในกระบวนการผลิตผ่านการใช้กระบวนการ recycling นำผ้าที่เหลือใช้จากการตัดเย็บเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นที่ผ่านๆ มาไม่ว่าจะเป็นผ้าลาย Paisley ผ้าลาย Stripe และผ้าลวดลายอื่นๆผสมผสานเข้าด้วยกันในรูปแบบและเทคนิคในแบบฉบับของ MOO รวมถึงการเลือกใช้เนื้อผ้าในโทนสีที่แตกต่างกันในรูปแบบ multicolor ที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์เทคนิคในทุกๆ คอลเลคชั่น เกิดเป็นกระเป๋า Tote Bag ดีไซน์ใหม่ที่มีลวดลายแตกต่างกันในแต่ละใบ ตั้งแต่ลาย Paisley ในรูปแบบ Patchwork ไปจนถึงผ้าลาย Stripe ในหลากหลายสีสัน ตั้งแต่สีเหลือง สีฟ้า สีแดง ไปจนถึงหลากสีที่ประกอบขึ้นใหม่จากผ้าในโทนสีที่ต่างกัน

นอกเหนือไปจากความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว คอลเลคชั่นพิเศษจาก MOO ในครั้งนี้ยังตั้งใจที่จะส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าทุกคนในเทศกาลส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนต่างมองหาของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อมอบให้กับคนที่ตัวเองรัก สำหรับคนที่กำลังมองหาไอเดียของขวัญชิ้นพิเศษ ที่นอกจากจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ MOO ฮอลิเดย์คอลเลคชั่นเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบสิ่งดีๆ ในโมเมนต์แห่งความสุข กับคอลเลคชั่นกระเป๋า MOO Reusable Tote Bag ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะถือไปทำงานหรือช็อปปิ้ง เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก หรือแทนการห่อของขวัญสำหรับเทศกาลส่งความสุขที่กำลังจะมาถึง

สามารถเลือกซื้อ MOO ReusableTote Bag เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับฮอลิเดย์ซีซั่นได้ที่ MOO Official Store ชั้น 2 โซนดีพาร์ตเมนต์สโตร์ (แผนกเสื้อผ้าบุรุษ) ศูนย์การค้าสยามพารากอนหรือช่องทางออนไลน์ที่ Website : moomoothings.com และ Line Shopping : @moomoothings

ไอคอนสยาม ส่งมอบความสุขมหัศจรรย์ส่งท้ายปี ปักหมุดชมพลุรักษ์โลก อิ่มเอมสารพันเมนูจากร้านอาหารริมเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701121

ไอคอนสยาม ส่งมอบความสุขมหัศจรรย์ส่งท้ายปี  ปักหมุดชมพลุรักษ์โลก อิ่มเอมสารพันเมนูจากร้านอาหารริมเจ้าพระยา

ไอคอนสยาม ส่งมอบความสุขมหัศจรรย์ส่งท้ายปี ปักหมุดชมพลุรักษ์โลก อิ่มเอมสารพันเมนูจากร้านอาหารริมเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เดือนแห่งการเฉลิมฉลองที่ทุกคนต่างรอคอยได้มาถึงแล้ว ไอคอนสยามแลนด์มาร์คระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเสิร์ฟความสุขกับเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ชวนปักหมุดดูพลุรักษ์โลกปลายปีตอกย้ำการเป็น Global Countdown Destination ดื่มด่ำบรรยากาศในค่ำคืนสุดวิเศษ เพลิดเพลินไปกับเมนูน่าทานจากร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาชื่อดัง ท่ามกลางทัศนียภาพอันสวยงามตระการตา พร้อมแพ็กเกจรับประทานอาหารสุดหรูและจุดชมพลุที่ดีที่สุดมาไว้ ณ ที่นี่ที่เดียว ในคืนส่งท้ายปีเก่าวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ข้อมูลเพิ่มเติมของทุกร้านอาหาร สอบถามเพิ่มเติมโทร.1338 หรือ Facebook : ICONSIAM

เริ่มที่ร้าน Baan Khanitha The Heritage (บ้านขนิษฐา เดอะ เฮอริเทจ) ตั้งอยู่ชั้น 4 เป็นร้านอาหารไทยโบราณรสชาติต้นตำรับชาววัง ตกแต่งร้านสวยงามแบบไทยโคโลเนี่ยลร่วมสมัย เสิร์ฟความอร่อยจากเมนูอาหารไทยโบราณ-ชาววัง อย่างประณีต พร้อมวิวดีติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พิเศษสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้มีโปรโมชั่นดีๆ กับเซตอาหารไทยพรีเมียม สำหรับค่ำคืนการนับถอยหลังข้ามปี พร้อมชมการแสดงพลุรักษ์โลก ได้แก่ Zone A-Indoor Family Zone 4,500++ บาท/ท่าน, Zone B-Indoor by The Window 5,500++บาท/ท่าน และ Zone C-Outdoor Riverview 6,500++ บาท/ท่าน เปิดให้จองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (first-come-first-serve basis only) สอบถามรายละเอียด โทร.02-2880414, 081-1416080 และ 063-4746857

ร้าน CAFÉ CHILLI (คาเฟ่ ชิลี) ตั้งอยู่ชั้น G โซน The Veranda ร้านอาหารอีสานรสแซ่บ ใครได้ลองก็ต้องซี้ดด้วยรสชาติความอร่อยสุดนัวแบบถึงใจ จัดเต็มอาหารและเครื่องดื่มสุดพิเศษแบบพร้อมเสิร์ฟเป็น Special Festival Menu ของ CAFÉ CHILLI อาทิ Indoor Zone เวลา 20.00-00.00 น. ราคา 8,000 บาท, เวลา 17.00-20.00 น. ราคา 5,000 บาท ได้แก่ เมนู Chilli Thai Appetizer, ปลาหมึกย่างน้ำตก, ส้มตำไทยข้าวเหนียวทอด, ขลุกขลิกซี่โครงอ่อนทอด, สปาเกตตี, ใบเหลียงผัดไข่, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ, สปาเกตตีผัดปลาส้ม และไอศกรีมกะทิสด เป็นต้น ทั้งนี้ ยังสามารถเลือกเครื่องดื่มสุดพิเศษได้อีก 1 อย่าง อาทิ Red Wine, White Wine และ Sparking Wine (ในแต่ละโซนราคาเซตอาหารต่างๆ เมนูอาจจะไม่เหมือนกันสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-0301848)

สายปาร์ตี้ ต้องที่ ร้าน HOBS (ฮอบส์) ตั้งอยู่ชั้น 6 โซน ทัศนานคร เทอเรซ ร้านอาหารกึ่งบาร์ชื่อดัง นับเป็นอีกหนึ่งร้านซึ่งเป็นสุดยอดจุดชมพลุที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะโดดเด่นด้วยระเบียงกับวิวมุมสูง ทางร้านได้จัดแพ็กเกจสุดพิเศษสำหรับ Countdown Party ได้แก่ ชั้น 6 โซนที่นั่งริมแม่น้ำ ราคา 12,999 บาท/ท่าน, โซนที่นั่งปกติ ราคา 9,999 บาท/ท่าน และทางร้านยังจัดเตรียมที่นั่งสุดพิเศษที่ชั้น 7 โซนโต๊ะนั่ง ราคา 6,500 บาท/ท่าน, โซนยืน ราคา 3,000 บาท/ท่าน โดยสามารถจองโต๊ะผ่านทางร้าน HOBS เบอร์โทร.095-1971905 หรือ LINE @HOBSThailand

สายอาหารฟิวชั่นต้องมาเช็คอิน ร้านครัวซองต์ชื่อดัง James Boulangerie (เจมส์ บูลองเจอรี) ตั้งอยู่ชั้น 6 เป็นร้านครัวซองต์ที่มีทั้งอาหารชั้นเลิศและครัวซองต์สุดล้ำวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจากพิพิธภัณฑ์ Palais de Tokyo ก่อนจะหยิบมาปรับให้ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้การนั่งชิลที่นี่ลงตัวยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปริมกระจกและมีวิวแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นฉากหลังที่ให้อารมณ์สุนทรีย์ทั้งในตอนกลางวันจนถึงกลางคืน ดังนั้น จึงควรมาปักหมุดฉลองปีใหม่ไปด้วยกันที่นี่ ทางร้านจัดแพ็กเกจ New Year Celebration อาทิ Set A (ราคา 13,000++ บาท สำหรับ 1-2 ท่าน), Set B (ราคา 26,000++ บาท สำหรับ 3-4 ท่าน) และ Set C (ราคา 39,000++บาท สำหรับ 5-6 ท่าน) สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง โทร.092-7012220 หรือ LINE@ jamesboulangerie

ต่อด้วย ร้าน D’ARK (ดาร์ก) ตั้งอยู่ชั้น G โซน The Veranda เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารที่วิวดี ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 425 ตารางเมตร กว้างขวางถึง 2 ชั้น ครอบคลุมทั้งชั้น G และ ชั้น UG โดดเด่นด้วย Mixology Bar และ Coffee and Whisky Bar ที่หันหน้าออกเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองกรุงโดยรอบ และแสง สี เสียง บรรยากาศช่วยเติมเต็มความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี นอกจากกาแฟที่คอกาแฟทุกคนรู้จักกันดีแล้ว ยังมีของหวานที่แสนอร่อยและอาหารรสชาติเลิศรส สไตล์ All Day Dining ไม่ว่าจะสั่งอาหารกินเล่นหรืออิ่มท้อง ก็สามารถสั่งได้ทั้งวัน ทางร้านจัดโปรโมชั่นเซตอาหารสุดคุ้มต้อนรับเทศกาลอันแสนสุข ได้แก่ เมนูอาหารตะวันตก 5 คอร์ส พร้อมแชมเปญ 1 แก้ว รวมทั้งกาแฟ, ชา, น้ำแร่ และ น้ำอัดลม เป็นต้น Indoor Zone ราคา 4,700 บาท, Outdoor Zone ราคา 6,200 บาท สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-0101879 หรือ LINE : @darkiconsiam

ร้าน Fire Tiger Bar & Restaurant (โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ) ตั้งอยู่ชั้น G โซน The Veranda เปิดตัวอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้คอนเซ็ปต์โรงเตี๊ยม บนชั้น G โซน Veranda ของไอคอนสยาม ได้สร้างปรากฏการณ์ความพิเศษขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือ สาขาแรกและสาขาเดียวของเสือพ่นไฟที่ถูกพัฒนาเป็น Bar & Restaurant มาพร้อมกับวิวริมน้ำกับจุดที่ถือได้ว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นแห่งเดียวที่ขายอาหารและมีเมนูขนมหวานจานพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของที่นี่ และในช่วงเทศกาลสุดพิเศษปลายปี มีแพ็กเกจสุดพิเศษ รอบเวลา 19.30-21.45 น. โซน Indoor มีรายการอาหาร 1 Set ราคา 1,999++บาท/ท่าน, โซน Outdoor มีรายการอาหาร 1 Set ราคา 1,999++ บาท/ท่าน รอบเวลา 22.00-01.30 น. โซน Indoor มีรายการอาหาร 1 Set ราคา 2,999++ บาท/ท่าน, โซน Outdoor มีรายการอาหาร 1 Set ราคา 3,999++ บาท/ท่าน *หมายเหตุ ราคายังไม่รวม Vat7% และ Service charge 10% สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านทาง LINE OA : @firetigerth เท่านั้น

ร้าน Starbucks Reserve Chao Phraya Riverfront (สตาร์บัค รีเสิร์ฟ เจ้าพระยา ริเวอร์ ฟร้อนท์) ตั้งอยู่ชั้น 7 เป็นร้านเครื่องดื่มและอาหาร ที่มีวิวสวยสะดุดตาเป็นที่หนึ่ง ด้วยดีไซน์โปร่ง โล่ง กว้างมาพร้อมกับพื้นที่กว่า 1,260 ตารางเมตร กับ 350 ที่นั่ง แบ่งเป็นภายในทั้ง 2 ชั้น จำนวน 280 ที่นั่ง รวมถึงภายนอกตรงจุดชมวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงามที่สุดได้อีกกว่า 70 ที่นั่ง เหมาะกับการชมพลุรักษ์โลกเป็นอย่างยิ่ง ทางร้านจัดแพ็กเกจสุดพิเศษสำหรับเทศกาลปีใหม่ บริเวณ Indoor และ Stadium ชั้น 2 มูลค่า 2,000 บาท/ท่าน พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย สำรองที่นั่งได้ที่ร้านหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 065-5262819 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป-31 ธันวาคม 2565 หรือจนกว่าที่นั่งจะหมด

สายปิ้งย่างตัวยง ขอแนะนำ ร้านปิ้งย่างชื่อดัง Nice Two Meat U (ไนซ์ ทู มีท ยู) ตั้งอยู่ชั้น 5 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Nice to Meat U on Cruise ให้สมกับอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะ Outdoor Zone ที่ถือเป็นทำเลการปิ้งย่างชั้นเลิศที่ไม่เหมือนใคร ให้ความรู้สึกเหมือนทานข้าวในร้านอาหารบนเรือ นอกจากนี้ ยังมี Soju Bar ที่ตกแต่งเหมือนกาสิโน สร้างบรรยากาศให้ดูคึกคัก มีชีวิตชีวา ช่วยให้มื้อนี้เป็นปิ้งย่างที่สมบูรณ์แบบทั้งรสชาติและบรรยากาศ โดยทางร้านได้จัดแพ็กเกจพิเศษต้อนรับเทศกาลปีใหม่ มีรายการอาหารให้เลือก 2 Set ราคา 3,999++บาท/ท่าน (ราคายังไม่รวม Vat 7% และ Service charge 10%) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านทาง LINE OA : @nicetwomeatu เท่านั้น

ร้านอาหารซีฟู้ดเลิศรส ก็ต้อง ร้าน JUMBO Seafood (จัมโบ้ ซีฟู้ด) ตั้งอยู่ชั้น G โซน The Veranda เป็นร้านอาหารทะเลระดับตำนานกว่า 30 ปี ของสิงคโปร์ การันตีจากรางวัลที่รับมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ภายในร้านกรุกระจกใสบ้านใหญ่ ดูโปร่งโล่งสบายตา มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้านนอก เป็นอีกหนึ่งร้านที่เหมาะกับการมา Countdown พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับพลุรักษ์โลกเป็นอย่างยิ่ง ทางร้านจัดโปรโมชั่นต้อนรับเทศกาลปลายปีสุดพิเศษ อาทิ Outdoor Zone เวลา 18.00-01.00 น.ราคา 23,400++ (6 Pax)/ราคา 15,600++ (4 Pax) และ Indoor Special Zone เวลา 20.00-01.00 น. ราคา 20,000++ (8 Pax)/ราคา 10,000++ (4 Pax), ราคา 5,000++ (Pax)

ร้าน Nice Two Sea U (ไนซ์ ทู ซี ยู) ตั้งอยู่ชั้น 5 ร้านอาหารซีฟู้ดสไตล์เกาหลี ที่ต่อยอดความอร่อยมาจากร้าน Nice two Meat U กับสูตรเฉพาะที่พัฒนามาจากร้านอาหารทะเลในเมืองท่าปูซาน เกาหลีใต้ มาพร้อมกับไฮไลต์สุดพิเศษ คือ วิวริมน้ำเจ้าพระยาสุดอลังการกับพนักงานที่จะมาคอยดูแลและให้ความสะดวกสบายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกจานได้รสชาติอาหารที่เข้มข้น ถูกต้องตามแบบฉบับเกาหลีที่สุด แพ็กเกจพิเศษต้อนรับเทศกาลปีใหม่มีรายการอาหารให้เลือก 2 Set ราคา 3,699++ บาท/ท่าน (ราคายังไม่รวม Vat7% และ Service charge 10%) โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านทาง LINE OA : @nicetwomeatu เท่านั้น

มินิมาราธอน ‘ก้าวด้วยธรรม เพื่อ 17 โรงพยาบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701154

มินิมาราธอน ‘ก้าวด้วยธรรม เพื่อ 17 โรงพยาบาล’

มินิมาราธอน ‘ก้าวด้วยธรรม เพื่อ 17 โรงพยาบาล’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จันจิรา จันทร์โฉม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือสหพัฒน์ ชีส์ต้า-ปุณิกา สินธุวณิกศิลปิน-นักร้องพร้อมด้วยทีมงาน BSC INTER NATIONAL บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นตัวแทนร่วมกิจกรรมพิเศษ เดิน-วิ่ง การกุศล มินิมาราธอน “ก้าวด้วยธรรม เพื่อ 17 โรงพยาบาล” ครั้งที่ 6มอบรายได้ให้แก่โรงพยาบาล 17 แห่ง นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ในการรักษาเยียวยากรณีเร่งด่วนอันเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและคนไข้ที่ยากไร้ ที่รอคอยการเยียวยารักษา โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาปลุกพลัง ระดมพลสร้างกุศล รวมถึง ศิลปินดารา ตัวแทนนักวิ่ง และผู้สนับสนุน อาทิ BSC INTERNATIONAL บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ต่างมุ่งมั่นตั้งใจเป็นตัวแทนของประชาชนร่วมเดิน-วิ่ง กันอย่างล้นหลาม เพราะทุกคนมีเป้าหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือการนำเงินบริจาคจากหน่วยงานที่สนับสนุนและจากการทำบุญของประชาชน นำไปสร้างอาคาร โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ และมอบเงินบริจาคที่คงเหลือให้กับอีก 16 รพ. ในจำนวนที่เท่าเทียมกัน โดยงานนี้จัดขึ้นบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ