airasia Super App เปิดตัว airasia ride บริการรถรับ-ส่ง มอบประสบการณ์เดินทางแบบครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695056

airasia Super App เปิดตัว airasia ride บริการรถรับ-ส่ง มอบประสบการณ์เดินทางแบบครบวงจร

airasia Super App เปิดตัว airasia ride บริการรถรับ-ส่ง มอบประสบการณ์เดินทางแบบครบวงจร

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.08 น.

airasia Super App แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่มีบริการหลากหลายและเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน เปิดตัวบริการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านแอปถูกกฎหมายในไทย  ชูกลยุทธ์ ราคาโดนใจที่มาพร้อมเปิดตัวบริการรถยนต์ใน 3 รูปแบบรถ Economy ขนาดเล็ก 4 ที่นั่ง (ไซส์ S) รถคอมแพ็ค ขนาด 4 ที่นั่ง (ไซส์ M) รถพรีเมียม และ SUV ขนาด 6 ที่นั่ง  (ไซส์ L)  พร้อมประกาศรับสมัครพาร์ทเนอร์คนขับในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และกำลังจะเปิดตัว 3 ฟีเจอร์ระบุคนขับเพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสารเร็วๆนี้

นางสาวณัฏฐิณี ตะวันชุลี ผู้อำนวยการใหญ่ airasia Super App ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “airasia ride ให้บริการเรียกรถแท็กซี่รับส่งคนกรุงเทพและปริมณฑลในไทยตั้งแต่พฤษภาคม 2565 วันนี้เราเพิ่มการให้บริการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างถูกกฎหมาย เป็นทางเลือกที่พร้อมสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางสำหรับคนกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยราคาที่เหมาะสมและบริการที่คำนึงถึงความต้องการของผู้โดยสารเป็นหลัก    ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2562 ชี้ว่าคนกรุงเทพหมดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางมาเป็นอันดับ 3 รองจากค่าอาหารและที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้เราเชื่อว่าการกำหนดราคาแบบสมเหตุสมผลจะช่วยให้ทั้งคนกรุงเทพฯและปริมณฑลสามารถเข้าถึงและวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ราบรื่นและลดภาระค่าครองชีพได้

airasia ride เป็นบริการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านแอปถูกกฎหมายในไทยเพียงแห่งเดียวที่ทำธุรกิจด้านการบินด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายเพราะสามารถจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมและใช้บริการเรียกรถรับส่งได้ในแพลตฟอร์มเดียวบน airasia Super App ปี 2566 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวเต็มที่  คาดการณ์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)  ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยไม่ต่ำกว่า 18 ล้านคน และอาจสูงถึง 30 ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นกับกลยุทธ์ด้านราคาของเราจะมอบประโยชน์และโอกาสให้กับคนขับที่เข้าร่วมเป็นคนขับของ airasia ride ทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ คนขับอิสระ และคนขับประเภท Private Plus 

จากผลการศึกษาพบว่าโดยปกติคนขับจะต้องเผชิญแรงกดดันและความเครียดในหลายด้าน อาทิ กฎ กติกา ข้อปฏิบัติ และค่าธรรมเนียม ซึ่งโปรแกรมคนขับ Private Plus ถูกออกแบบมาให้แก้ปัญหา พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับคนขับผ่านการแนะแนวและสนับสนุนโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้คนขับสามารถทำผลงานได้ดี นำไปสู่การสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงให้กับพวกเขา  คนขับที่เข้าร่วมโปรแกรม Private Plus จะได้รับรายได้จากค่าโดยสารมากกว่า 80%  และยังสามารถเลือกช่วงเวลาในการทำงาน เพื่อให้ครบจำนวนชั่วโมง ซึ่งนำไปสู่อัตราความสำเร็จที่ทางทีมงานได้แนะนำและวางกลยุทธ์ไว้  โดยขณะนี้โปรแกรมคนขับ Private Plus ได้เปิดรับพาร์ทเนอร์คนขับพร้อมการการันตีรายได้ถึง 8,500 บาทต่อสัปดาห์* หรือ 50,000 บาทต่อเดือน* รวมเงินพิเศษ ซึ่งจะช่วยในการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความมั่นคงให้กับทีมคนขับในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน

ในส่วนของแพลตฟอร์มเรากำลังจะเปิดตัว 3 ฟีเจอร์ระบุคนขับที่เกิดจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้โดยสารชาวไทยจนพบว่า คนขับคือหัวใจของบริการแอปเรียกรถ เนื่องจากคนขับจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้โดยสารในฐานะผู้ให้บริการ  โดยพบว่าผู้โดยสารมากกว่า 73% จะมีความพึงพอใจมากขึ้นในการใช้บริการ เมื่อสามารถระบุคนขับที่ตรงกับความต้องการได้   จากการศึกษานำมาสู่การออกฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อาทิ คนขับผู้หญิง คนขับเงียบ และคนขับที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้  

●             คนขับผู้หญิง (Women Driver) 76 % ผู้โดยสารผู้หญิง และต่างชาติพึงพอใจเมื่อสามารถระบุคนขับผู้หญิงได้  โดยเฉพาะ 92 % ต้องการใช้ในช่วงเวลา 20.00 – 01.00  น. มากที่สุด

●             คนขับเงียบ (Quiet Driver) 100 % ของผู้โดยสารชาวไทยพึงพอใจเมื่อสามารถเลือกคนขับเงียบ ในขณะที่กว่า 50 % ของคนที่เลือกคนขับเงียบคือกลุ่มคนทำงาน และ 76 % ต้องการความเป็นส่วนตัวในขณะที่โดยสาร  เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการคุยประเด็นสุ่มเสี่ยงถึง 61 % และต้องการผ่อนคลายระหว่างเดินทาง 47 %

●             คนขับที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ (English Speaking Driver)  นักท่องเที่ยว 100 % พึงพอใจเมื่อสามารถระบุคนขับที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ โดย 81 % ของนักท่องเที่ยวมีความกังวลใจเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษกับคนขับในขณะเดินทางสูงเป็นอันดับ 1

โปรโมชั่นส่วนลดการเดินทางจาก airasia ride

●             Airport Ride มอบส่วนลดทันที 50 บาท สำหรับลูกค้าที่เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ให้เริ่มต้นทริปการเดินทางอย่างสะดวก ง่ายดาย และคุ้มกว่า แบบไม่ต้องใช้รถส่วนตัว ไม่ต้องลุ้นหาที่จอดรถ เพียงใส่โค้ด  “AIRPORT50” (เมื่อมียอดใช้บริการขั้นต่ำ 180 บาท)** มีจำนวนจำกัด  ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือน กุมภาพันธ์ 2566

●             Airasia Super App ยังเอาใจสายตะลอนเที่ยวในกรุงด้วยโปรโมชั่น “City Ride” เพียงใส่โค้ด “RIDE30” มอบส่วนลดทันที 30 บาท สำหรับการเดินทางในกรุงเทพฯ (เมื่อมียอดใช้บริการขั้นต่ำ  150 บาท)** มีจำนวนจำกัด ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ใช้บริการจะได้รับคะแนนสะสม airasia points สำหรับทุกๆการซื้อผ่าน airasia Super App คะแนนสะสมสามารถใช้แทนเงินสดเพื่อแลกซื้อ การสั่งอาหารผ่าน airasia food การจองเที่ยวบินผ่าน Flight การจองโรงแรมที่พักผ่าน Hotel SNAP แพ็คเก็จโรงแรมที่พักและเที่ยวบิน

ผู้ที่สนใจสมัครเป็นพาร์ทเนอร์คนขับของ airasia ride สามารถกรอกใบสมัครได้ที่ลิงก์นี้ https://bit.ly/3pxXIKx

ติดตามข่าวสารกิจกรรมและโปรโมชั่นล่าสุดของ airasia Super App บน Instagram และ Facebook ได้ที่ @airasiasuperapp

-(016)

KSL-Thaemdee จับมือ MOU รุกโปรเจค ‘Thamdee EV Motor’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695052

KSL-Thaemdee จับมือ MOU รุกโปรเจค ‘Thamdee EV Motor’

KSL-Thaemdee จับมือ MOU รุกโปรเจค ‘Thamdee EV Motor’

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.00 น.

นายธีรวัฒน์ สุธรรม ประธานบริษัท ธรรมดี โฮลดิ้ง กรุ๊ฟ จำกัด  เซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลงกับคุณกาสะลอง-รษิกา จิรัชฉณาณัณ กรรมการบริหารของ KSL Corporation ในการร่วมทุนเปิดตัวโปรเจคใหญ่ “Thamdee EV Motor” รุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็น Mega Trend แห่งโลกอนาคต โดยมีพลเอกไชยเดช บุญรอด ที่ปรึกษาหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เป็นประธานในพีธี ท่ามกลางเหล่าผู้บริหารของบริษัท อาทิ คุณกฤติยาณี พรมแพง ประธานผู้ก่อตั้ง KSL Corporations, คุณไสว ณ นคร, คุณจันทิมา โบแซง เข้าร่วมงาน

คุณธีรวัฒน์ สุธรรม ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจธรรมดี กลาวว่า การเซ็นสัญญา MOU ระหว่าง Thamdee กับ KSL Corporation ในโปรเจค “Thamdee EV Motor” ในครั้งนี้ เราวางเป้านำเข้ารถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า เพิ่มศักยภาพโครงสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ อย่างไรก็ตามการรุกในธุรกิจพลังงานไฟฟ้านอกจากจะขานรับพฤติกรรมและเทรนด์ของโลกที่หันมาให้ความสนใจในยานยนต์พลังงานสะอาดนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังสามารถลดมลภาวะทางอากาศ และสร้างงานสร้างอาชีพในอนาคตได้อย่างหลากหลาย           

ด้านคุณกาสะลอง-รษิกา จิรัชฉณาณัณ และคุณกุลไอริณ หิรัญญ์นนทวาณิช  กรรมการบริหารของ KSL Corporation ในฐานะผู้ดูแลด้านการตลาด กล่าวว่า ด้วยการที่เราเล็งเห็นว่า “พลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาแทนพลังงานน้ำมัน” รถไฟฟ้าเป็นเทรนด์ใหม่ที่จะเข้ามาในตลาด  เราก็เลยคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด ประหยัดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน และลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน แต่ด้วยจุดบริการรถไฟฟ้ามีน้อยบริการไม่ทั่วถึง เราก็เลยไปหามาว่ามันขาดอะไรตรงไหน เราก็ไปหามาเติมให้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุดศูนย์บริการ การสวอพแบตเตอรี่ เรามีศูนย์บริการที่เยอะที่สุดในประเทศ มีสาขาเยอะที่สุดในประเทศ มีตู้สำหรับสวอพแบตเตอรี่และเป็นโซล่าร์เซลล์ด้วย มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจเช็คข้อมูลรถต่างๆ รวมถึงเรื่องการรับประกัน สิ่งที่ผู้บริโภคกลัวทั้งหมด เรานำมาตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งหมด

ด้วยประสบการณ์ในตลาดยานยนต์ผนวกกับการที่มีทีมงานคุณภาพที่เข้าใจดีถึงกลุ่มผู้บริโภค   ขณะนี้เราเริ่มขายรถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าให้กับดีเลอร์แล้ว และในเดือนธันวาคม 2565 นี้ เราจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งแต่งโชว์รูมไปด้วย และจะเอารถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าลงเดือนมกราคม 2566 โดย 2 รุ่นแรกที่จำหน่ายจะเป็นรุ่น Bubble B กับ Vespa แล้วตามด้วย  PCX  เราตั้งใจว่าจะขยายให้ถึง 100 สาขา ก่อนวันที่ 11 ธันวาคม 2565 นี้ เพื่อที่จะตกแต่งให้ครบ 100 สาขาก่อน แล้วค่อยขยายดีลเล่อร์ย่อย โดยในปี 2566 นี้เราจะปูพรมเรื่องรถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าเต็มพื้นที่ทั่วประเทศมากกว่า 300 สาขาอย่างแน่นอน ตั้งเป้าจำหน่ายไว้ 100.000 คันต่อปี รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท แต่เราคิดว่ามันน่าจะมากกว่านั้น

“จะมีการจัดคาราวานแรลลี่ เพื่อ Test รถ เปรียบเทียบระหว่างรถพลังงานไฟฟ้ากับรถน้ำมัน จะได้เปรียบเทียบจริง เห็นจริง ว่ามันจะแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และตอนนี้เราก็มีแผนที่จะวางจุดสวอพแบตเตอรี่โซล่าร์เซลล์ไปยังปั้มทั่วประเทศไทย และจะกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ ในแผนธุรกิจของเราที่เราคิดและออกแบบตรงนี้ เรามีแผนที่จะขยายผลไปถึงรถใหญ่ในอนาคตด้วย อีกข้อก็คือเราสามารถจัดไฟแนนซ์ต่างด้าวได้ด้วย”

 “นึกถึงมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า ต้องนึกถึงเรา “Thamdee EV Motor”

-(016)

เมืองไทยประกันภัย เตรียม ปิดโขนรอบพิเศษ ขอบคุณลูกค้า-พันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695049

เมืองไทยประกันภัย เตรียม ปิดโขนรอบพิเศษ ขอบคุณลูกค้า-พันธมิตร

เมืองไทยประกันภัย เตรียม ปิดโขนรอบพิเศษ ขอบคุณลูกค้า-พันธมิตร

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.49 น.

นวลพรรณ ล่ำซำ CEO บมจ. เมืองไทยประกันภัย – เตรียมส่งความสุข มอบของขวัญส่งท้ายปีให้กับลูกค้า และพันธมิตร ด้วยการปิดโขนรอบพิเศษ เรื่องรามเกียรติ์ “ตอนสะกดทัพ” ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่าของไทย แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้เมืองไทยประกันภัยดูแลเสมอมา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565  ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

AIS ควง ACC คว้ารางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695047

AIS ควง ACC คว้ารางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย

AIS ควง ACC คว้ารางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.47 น.

AIS พร้อมด้วย ACC หรือ บริษัท แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ จำกัด หนึ่งเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับรางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Kincentric Best Employers Thailand Hall)  โดย AIS คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด รางวัลโล่ทองเกียรติยศ (Hall of Fame Gold Class)  ในขณะที่ ACC คว้ารางวัลโล่เงินเกียรติยศ (Hall of Fame Silver Class) of Fame ) ซึ่งเวทีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 โดย KINCENTRIC บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลก นับเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อประเมินขีดความสามารถของขององค์กรในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล 14 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพขององค์กรและผลักดันให้พนักงานใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าและคนไทย

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล AIS และกลุ่มอินทัช กล่าวว่า “รางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Kincentric Best Employers Thailand Hall of Fame) เป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ สำหรับ AIS และ ACC ต้องขอขอบคุณ KINCENTRIC ที่มองเห็นในความมุ่งมั่นการพัฒนาบุคลากรของ AIS และ ACC ด้วยความเชื่อที่ว่า คน คือทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนขององค์กรในทุกมิติ ทำให้ที่ผ่านมาเราได้นำกระบวนการทางดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานด้าน HR รวมถึงการพัฒนาศักยภาพในการทำงานของบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”

โดยรางวัล KINCENTRIC Best Employers มีการพิจารณาจากสำรวจและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์องค์กรและประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรบุคคล ผ่านการสำรวจที่เป็นมาตรฐานของ KINCENTRIC โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกประกอบด้วย

• ความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร (High Employee Engagement) และมุมมองของพนักงานที่มีต่อประสบการณ์ในการทำงาน (Compelling Employee experience)

• ภาวะผู้นำที่โดดเด่น แนวคิดของผู้บริหารในการให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาคน (Engaging Leadership) ผู้นำองค์กร

• กลไกและแนวทางในการพัฒนาคน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ขององค์กร (Mature People Practices)

สำหรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Kincentric Best Employers Thailand Hall of Fame) นับเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้กับองค์กรที่ได้รับรางวัล Best Employers ต่อเนื่องติดต่อกัน

โดย AIS ได้รับรางวัล Best Employer รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง ได้รับในปี 2011, 2013, 2015, 2016 (ได้รับรางวัล Best of the Best), 2017 และล่าสุดในปี 2022 ในขณะที่ ACC ที่ได้รับสุดยอดนายจ้างดีเด่นรวม 4 ครั้ง ในปี 2013, 2015, 2016, 2017

ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ในปีนี้  AIS  สามารถคว้ารางวัลสูงสุด รางวัลโล่ทองเกียรติยศ (Hall of Fame Gold Class) เป็นการจัดอันดับองค์กรที่ได้รับรางวัลสุดยอดองค์กรนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป มาครองได้สำเร็จ นับเป็นองค์กรหนึ่งเดียวในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับสุดยอดรางวัลด้านนายจ้างดีเด่น นับเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยมตามมาตรฐานระดับโลก  ยิ่งไปกว่านั้น ACC  ยังได้รับรางวัลโล่เงินเกียรติยศ (Hall of Fame Silver Class) เป็นการจัดอันดับองค์กรที่ได้รับรางวัลสุดยอดองค์กรนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย อย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป

นางสาวกานติมา กล่าวในช่วงท้ายว่า “ภายใต้นโยบายด้านการบริหารงานทรัพยากรบุคคลที่เราให้ความสำคัญกับการมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน พร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี สนุก มีความสุข คิดบวกกับทุกโอกาส เปิดรับทักษะความรู้ใหม่ๆ ตั้งรับกับทุกความท้าทาย บนวัฒนธรรมองค์กร FIT FUN FAIR ซึ่งทั้งหมดเป็นการสร้างองค์กรให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อพนักงานทุกคน ทุกระดับ สามารถมองเห็นเป้าหมายเดียวในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าตามวิสัยทัศน์การเป็น Cognitive Tech-Co”

-(016)

กสศ.เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695040

กสศ.เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล

กสศ.เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.40 น.

ใช้กลไกแลกเปลี่ยนเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านทีมหนุนเสริมจากผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ฯลฯ ยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีความเข้มแข็ง หลังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาในชนบทกับในเมือง มีคุณภาพห่างกันมากกว่า 2 ปีการศึกษา สาเหตุมาจากการจัดการเรียนการสอน จำนวนครูไม่เพียงพอ

เมื่อเร็วๆนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีที่ 3 “โรงเรียนพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการพัฒนาครู” โดยมีคณะทำงานหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเข้าร่วมเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนปลายทางในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น

รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กล่าวว่า โครงการหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค ถือเป็นกลไกที่สำคัญต่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในการประสาน ส่งเสริม สนับสนุน ติดตาม บูรณาการเชื่อมโยงงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนในเขตพื้นที่และ สพฐ.

ในการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole school approach) นำไปสู่การเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคนโยบายระดับต่าง ๆ โดยข้อมูลสำคัญจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจะถูกนำมาวิเคราะห์ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบาย

สำหรับทีมหนุนเสริมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั้ง 4 ภูมิภาค ที่มาร่วมกันในวันนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ให้สามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนด้วยมาตรการคุณภาพจากต้นแบบของ โรงเรียนพัฒนาตนเอง ซึ่งโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลถือเป็นพื้นที่เป้าหมายการปฏิบัติงานของครูรุ่นใหม่จากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมีจำนวน 699 แห่ง และพร้อมเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาทุน (รุ่นที่ 1) จำนวน 281 แห่ง

รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี กล่าวว่า ทีมหนุนเสริมเป็นทีมที่เกิดจากการรวมตัวของผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายของโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และมีจิตอาสาที่ทำงานในแนวระนาบเพื่อส่งเสริมสนับสนุน กระตุ้น เสริมแรง ติดตามช่วยเหลือให้คำปรึกษา รวมทั้งประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อให้ดำเนินงานโครงการฯ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยใช้กลไกสำคัญที่ประกอบด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Q-PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มครูทั้งในระดับโรงเรียนและเครือข่ายอย่างได้ผลและเกิดชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Q-Learning) โดยอาศัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (Q–Leadership) มาขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียน ที่มีเป้าหมายชัดเจน

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของคณะทำงานทีมหนุนเสริมทั้ง 4 ภูมิภาค จะยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเป็นหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และรองรับการบรรจุแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทั้งนี้การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ครูเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำได้  ต้องใช้พลังของครูทั้งโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหาร ครู และอาจารย์ หรือโค้ชจึงเป็นคนสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่  จึงมีหน้าที่ในการเชื่อม รวมพลัง และหากมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของประเทศก็จะเกิดขึ้นได้” รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี กล่าว

ดร.อนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โจทย์หนึ่งที่ท้าทายการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเสมอมา คือ การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่ามีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เยาวชนแม้เพียงหลักร้อยหรือหลักสิบคนก็คือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวแปรชี้ว่าภาพของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขณะที่กลไกการทำงานพัฒนาของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าตามแนวตะเข็บชายแดน พื้นที่เกาะ ป่าเขา บนดอยสูง รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยต่าง ๆ ยังพบปัญหา อาทิ เรื่องอัตรากำลังครูที่ไม่มีครูเลือกบรรจุบางพื้นที่ หรือการขอย้ายออก ผู้บริหารไม่สามารถวางแผนระยะยาวเพื่อความยั่งยืนได้ จนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การทำงานไม่มีความต่อเนื่อง

“สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะทำงานโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกหนุนเสริมเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาครูรุ่นใหม่ ในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเป็นหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพและรองรับการบรรจุแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รวมถึงส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง และเต็มตามศักยภาพในโรงเรียนถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง” ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น สพฐ. มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ข้อมูลหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยพิจารณาข้อมูลขนาดโรงเรียน สถานะการยุบหรือควบรวม หรือสถานะอื่น ๆ อาทิ สถานศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ ฯ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สอบทานข้อมูลโรงเรียนปลายทาง รวมถึงร่วมสร้างเครือข่ายและเชื่อมประสานกับโรงเรียน และหน่วยงานในพื้นที่ แลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับหน่วยงาน MOU และระดับพื้นที่

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำของพัฒนาการด้านการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษาในชนบทกับในเมือง มีคุณภาพห่างกันมากกว่า 2 ปีการศึกษา โดยมีสาเหตุมาจากการจัดการเรียนการสอนของครูยังไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจึงแปรผันไปตามคุณภาพการสอนของครู ดังนั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนรู้และสนับสนุนนักเรียนในการพัฒนาทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพอย่างเต็มตามศักยภาพ จึงเป็นที่มาของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น โดย กสศ. มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษซึ่งมีศักยภาพและมีใจรักอยากเป็นครู ให้เข้ารับการศึกษาและได้รับการบรรจุเป็นครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและเป็นชุมชนบ้านเกิด เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้สอดคล้องกับโจทย์การศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

 “การขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่เกิดจากจากความไม่สมดุลของระบบการผลิตและพัฒนาครูในระยะ 15-20 ปีที่ผ่านมา เป็นความท้าทายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย ปัญหาเรื่องอัตรากำลังครูที่ไม่มีครูเลือกไปบรรจุทำงานหรือขอย้ายออกปีละจำนวนมาก การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่ยังไม่สามารถส่งเสริมให้เด็กในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อีกทั้งโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังพัฒนาคุณภาพได้ยาก ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ” ดร.ไกรยส กล่าว

ดร.ไกรยส ระบุว่า ในแผนพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กสศ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พัฒนาแนวคิดการผลิตและพัฒนาครูด้วยวิธีและนวัตกรรมที่เหมาะกับโจทย์ระดับพื้นที่ ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายตั้งแต่ต้นทางของระบบการศึกษา ด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1) สร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนโอกาสในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 2) พัฒนาและปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูของสถาบันผลิตและพัฒนาครู และ 3) พัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของบัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นไปปฏิบัติงานหลังจบการศึกษา

“โรงเรียนตามแนวชายแดน โรงเรียนบนพื้นที่เกาะ หุบเขา หรือพื้นที่เสี่ยงภัยราว 1,000-1,500 แห่ง เป็นโรงเรียนพื้นที่เป้าหมายปฏิบัติงานของครูรุ่นใหม่จากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่จะรับการบรรจุหลังสำเร็จการศึกษา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลดังกล่าวจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก โดยต้องพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบตามบริบทอย่างต่อเนื่อง”

 -(016)

‘PIERRE CARDIN’ เปิดตัว Flagship Store สาขาใหม่ Terminal 21 พระราม 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695034

'PIERRE CARDIN' เปิดตัว  Flagship Store  สาขาใหม่ Terminal 21 พระราม 3

‘PIERRE CARDIN’ เปิดตัว Flagship Store สาขาใหม่ Terminal 21 พระราม 3

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.14 น.

Pierre Cardin” ถือเป็นร้านเสื้อผ้าสุภาพบุรุษชั้นนำที่เปิดกิจการมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี กับ 63 สาขาทั่วประเทศ ล่าสุดกับการเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุด   “Pierre Cardin” Flagship Store @ Terminal 21 พระราม 3   ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากร้านตัดเสื้อในภาพยนตร์ The King’s Man กับสไตล์การออกแบบตกแต่งร้านที่ผสานความเรียบโก้แบบ Modern Classic ภายใต้การดูแลของ ป๊อปปี้  ณัฐวิภา ลีสวัสดิ์ตระกูล  EXECUTIVE DIRECTOR ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว ต่อจากคุณแม่ “พัชรวรรณ บุญนำทรัพย์”

โดยมีนักร้องหนุ่ม “นนท์ ธนนท์ จำเริญ” เข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์กับคอนเซ็ปท์ Less is More ที่สื่อถึงความเรียบง่ายของแบรนด์ สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลายลุค  พร้อมนำนวัตกรรมการช่วยยับยั้งไวรัสและแบคทีเรียเข้ามาใช้ในเนื้อผ้า ไม่เพียงเท่านั้นเพราะความพิเศษของ Pierre Cardin สาขา Terminal 21 พระราม 3  ลูกค้าสามารถสั่งตัดเสื้อเชิ้ตรวมไปถึงชุดสูท เลือกแบบเลือกผ้าเองได้ตามความต้องการของลูกค้า

ซึ่งการเข้ามาบริหารงานของ ป๊อปปี้  ณัฐวิภา ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เจ้าตัวพยายามเปลี่ยนPierre Cardin”ให้มีความทันสมัย โดยฐานกลุ่มลูกค้าเดิมจะเป็นรุ่นใหญ่ แต่ตอนนี้มีการปรับให้วัยรุ่นสามารถเข้าถึงแบรนด์ และคนรุ่นใหญ่ซึ่งฐานกลุ่มลูกค้าเดิมเองก็สามารถมาสวมใส่เสื้อผ้าทำให้ดูเด็กลง แต่ยังคงความเรียบโก้มีรสนิยม โดยPierre Cardin” มีสินค้ามากมายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของสุภาพบุรุษ ทุกตัวทำจากผ้าเนื้อดีที่คัดสรรมาจากทั่วโลก ถือเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยทุกดีไซน์ถูกออกแบบให้ใส่สบาย เรียบแต่โก้ตามแบบฉบับ Less is More

เตือนมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ สปส. หลอกให้โอนเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695028

เตือนมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ สปส. หลอกให้โอนเงิน

เตือนมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ สปส. หลอกให้โอนเงิน

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.01 น.

สำนักงานประกันสังคม เตือน ลูกจ้าง ผู้ประกันตน อย่าหลงเชื่อ มิจฉาชีพ แอบอ้างชื่อสำนักงานประกันสังคม หลอก ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ให้โอนเงินเกินสิทธิคืนสำนักงานประกันสังคม โดยจัดส่งเลขที่บัญชีธนาคารของกลุ่มมิจฉาชีพส่งให้กับผู้ประกันตน ซึ่งเรื่องดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมขอย้ำว่าไม่มีนโยบายให้ผู้ประกันตนส่งเงินคืนด้วยการแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารทางโทรศัพท์ หรือระบบออนไลน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่รับเงินเกินสิทธิไปแล้วนั้น สำนักงานประกันสังคมจะจัดทำส่งหนังสือแจ้งเตือนและจัดส่งถึงผู้ประกันตนโดยตรง เท่านั้น และผู้ประกันตนจะต้องนำเงินเกินสิทธิส่งคืนสำนักงานประกันสังคมตามที่อยู่ที่ระบุในหนังสือแจ้งเตือนเท่านั้น หรือติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-12 สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.sso.go.th หรือ Line : @ssothai หรือโทร 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

‘มูลนิธิสัมมาชีพ’ มอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2565 ‘เจริญ ส.ขอนแก่นฟู้ดส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695025

'มูลนิธิสัมมาชีพ' มอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2565 'เจริญ ส.ขอนแก่นฟู้ดส์'

‘มูลนิธิสัมมาชีพ’ มอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2565 ‘เจริญ ส.ขอนแก่นฟู้ดส์’

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.55 น.

“มูลนิธิสัมมาชีพ” จัดงานมอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพ ประกาศเกียรติคุณบุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2565 โดย “เจริญ รุจิราโสภณ” ประธานกรรมการบริหาร ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ ได้รับรางวัลบุคคลสัมมาชีพ พร้อม 5 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพและ 5 ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวว่า มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดงานมอบรางวัล “ต้นแบบสัมมาชีพ” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2565 เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและยกย่องเชิดชูบุคคล- วิสาหกิจชุมชนและปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพที่ได้รับการยอมรับจากสังคมในการประกอบอาชีพโดยสุจริต และดำเนินธุรกิจตามหลักสัมมาชีพ ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นหลังจากว่างเว้นมา 2 ปี

สำหรับรางวัล “ต้นแบบสัมมาชีพ” นี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ รางวัลบุคคลต้นแบบสัมมาชีพ รางวัลวิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพ และรางวัลปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ ซึ่งในส่วนของรางวัลบุคคลต้นแบบสัมมาชีพ คณะกรรมการมูลนิธิมีมติคัดเลือกให้นายเจริญ รุจิราโสภณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่ม เป็นบุคคลต้นแบบสัมมาชีพประจำปีนี้ และนับเป็นคนที่ 8 ตั้งแต่มีการมอบรางวัลนี้ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โดยนายเจริญเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นแบบอย่างของการก่อร่าง สร้างตัว ด้วยการยึดหลักสัมมาชีพจนประสบความสำเร็จ ถือเป็นบทบาทของบุคคลต้นแบบสัมมาชีพที่เติบโตไปพร้อมกับท้องถิ่น ชุมชน และประเทศ

สำหรับรางวัลวิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพมีจำนวน 5 รางวัล เป็นรางวัลที่มอบให้กับวิสาหกิจชุมชนซึ่งประกอบกิจการตามหลักสัมมาชีวะ เป็นตัวอย่างของการสร้างและขยายงานทั้งในด้านการพัฒนาความเติบโตของวิสาหกิจและการเป็นแบบอย่างความสำเร็จขยายไปสู่วิสาหกิจชุมชนอื่น โดยวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับรางวัลประกอบด้วย รางวัลวิสาหกิจชุมชนประเภท “การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร” ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มที่ต้องการพัฒนาและยกระดับคุณภาพกาแฟ รางวัลวิสาหกิจชุมชนประเภท “การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร” ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ จ. แพร่ ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์จากห้อมมัดย้อม และในปัจจุบันนี้ยังพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน รางวัลวิสาหกิจชุมชนประเภท “การบริการและการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลบ้านแหลม จ.สุพรรณบุรี ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำสุพรรณ/เพลงพื้นบ้าน ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รางวัลวิสาหกิจชุมชนประเภท “การเกษตร” ได้แก่ วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน (PGS) จ.สมุทรสาคร ที่ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ขยายเครือข่าย และสร้างช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ  รางวัลวิสาหกิจชุมชนประเภท “การเงินและสวัสดิการชุมชน” ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านชากไทย จ.จันทบุรี ที่ดำเนินงานโดยมีอุดมการณ์ “ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” โดยให้บริการออมเงิน ฝากเงิน การกู้เงิน และร่วมกับศูนย์จัดการหนี้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้สมาชิกในรูปแบบศูนย์จัดการหนี้บ้านชากไทย

นอกจากนี้ยังมีรางวัล “ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ” จำนวน 5 รางวัล โดยทางมูลนิธิริเริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่ริเริ่ม สร้างสรรค์งาน ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเผยแพร่ความรู้และก่อให้เกิดการนำไปปฏิบัติต่อ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ ประกอบด้วย นายชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนา จ.สุพรรณบุรี มีผลงานโดดเด่นด้านการทำนาแบบลดต้นทุนและปลูกข้าวปลอดภัย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ ถ่ายทอดวิธีการทำนาแบบลดต้นทุนให้ชุมชนอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่าง นายบรรจง พรมวิเศษ ผู้นำชุมชน จ.ปราจีนบุรี สามารถบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบของชุมชนจนประสบความสำเร็จ นางประภาพรรณ ศรีตรัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ จ.แพร่ มีผลงานหัตถกรรมการย้อมผ้าด้วยห้อมอันเป็นมรดกภูมิปัญญาของชุมชนให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง นายเปลี่ยน สีเสียดค้า นักพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ จ.พะเยา มีผลงานด้านการทำปุ๋ยหมักระบบกองแบบเติมอากาศ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรเป็นแบบปลอดสารเคมี นายสุริยา ศิริวงษ์ ผู้นำแปรรูปมังคุด จ.ระนอง มีผลงานสำคัญในฐานะผู้นำวิสาหกิจชุมชนมังคุดหวานเพื่อการส่งออกลำเลียง นอกจากนี้ยังจัดการด้านผลิตผลมังคุด ด้วยการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งสร้างแบรนด์ของชุมชนชื่อ“Queeny”

“มูลนิธิขอแสดงความยินดีต่อผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ถือว่าทุกท่านเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศ สามารถนำพาธุรกิจ วิสาหกิจ ฝ่าวิกฤติมาได้แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ด้วยการบริหารจัดการต้นทุน มีนวัตกรรมใหม่ ๆ และยังเป็นผู้ยึดหลักสัมมาชีพ                ทำธุรกิจโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาเปรียบสังคม ร่วมมือกับท้องถิ่น ชุมชน จนประสบความสำเร็จ

นี่คือบทบาทของบุคคลต้นแบบ-วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ-ปราชญ์ชุมชนต้นแบบสัมมาชีพที่พร้อมจะเติบโตไปกับท้องถิ่น ชุมชน ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริง และสอดคล้องกับแนวทางของมูลนิธิในการมุ่งสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว

ใครควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694875

ใครควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม?

ใครควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม?

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คงไม่มีใครไม่อยากมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ในปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์วิตามินและแร่ธาตุเสริมต่างๆ ออกมามากมาย เรามาดูกันว่าการเลือกรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมต่างๆ เหล่านี้มีหลักการอย่างไรตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน และใครน่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเงินโดยไม่จำเป็น

สำหรับคนทั่วไป มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก รวมถึงหลักฐานที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Journal of the American Medical Association (JAMA) ในปี พ.ศ. 2565 พบว่า การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมมักไม่มีประโยชน์อย่างชัดเจนในการป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจและโรคมะเร็ง นอกจากนี้การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมยังอาจส่งผลเสียต่างๆ เช่น การรับประทานเบต้าแคโรทีน (beta-carotene) ซึ่งเป็นกลุ่มของวิตามินเอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด การรับประทานวิตามินเอ อาจเพิ่ม
ความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักและการรับประทานวิตามินซี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต เป็นต้น

คนที่อาจได้ประโยชน์จากการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม ได้แก่ คนที่มีปัญหาขาดหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดวิตามินและแร่ธาตุ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการหรือผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของการขาดวิตามินชัดเจน ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมไขมันผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อยมาก มีภาวะขาดสารอาหารหรือทุพโภชนาการอย่างรุนแรง เป็นต้น หรือคนที่มีความต้องการวิตามินและแร่ธาตุ
เพิ่มขึ้น เช่น หญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรโดยการวินิจฉัยหรือประเมินความเสี่ยงของการขาดวิตามินและแร่ธาตุ มักทำได้ยากและมีความซับซ้อน การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยการขาดวิตามินและแร่ธาตุมักทำไม่ได้ทั่วไปและอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่รบกวนการแปรผล เช่น การอักเสบซึ่งอาจส่งผลทำให้ระดับวิตามินและแร่ธาตุมีค่าลดลงทั้งที่ไม่ได้ขาดจริงได้ นอกจากนี้การเสริมวิตามินและแร่ธาตุในผู้ป่วยบางกลุ่มอาจเกิดความเป็นพิษของวิตามินและแร่ธาตุได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังอาจเสี่ยงต่อการเกิดวิตามินเอเป็นพิษ ผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจเสี่ยงต่อการเกิดทองแดงและแมงกานีสเป็นพิษ ดังนั้นการเสริมวิตามินและแร่ธาตุจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและดูแลของบุคลาการทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเสมอ เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป รวมถึงได้รับการตรวจติดตามประเมินความจำเป็นของการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมอีกด้วย

โดยสรุปการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมในคนทั่วไปมักไม่มีความจำเป็น เนื่องจากประโยชน์ไม่ชัดเจนและอาจส่งผลเสียแก่สุขภาพได้โดยรูปแบบของการได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่ดีที่สุดคือการได้รับจากการรับประทานอาหารที่ดี สะอาดและหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมอาจมีความจำเป็นในคนบางกลุ่ม ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์นริศร ลักขณานุรักษ์

สาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

คิง เพาเวอร์ จับมือ ไชน่า เหมาไถ จัดแชริตี้ กาลา ดินเนอร์ มอบรายได้ให้มูลนิธิรามาธิบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694865

คิง เพาเวอร์ จับมือ ไชน่า เหมาไถ  จัดแชริตี้ กาลา ดินเนอร์ มอบรายได้ให้มูลนิธิรามาธิบดี

คิง เพาเวอร์ จับมือ ไชน่า เหมาไถ จัดแชริตี้ กาลา ดินเนอร์ มอบรายได้ให้มูลนิธิรามาธิบดี

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจรีเทลเพื่อการท่องเที่ยวระดับโลก ร่วมกับ ไชน่า เหมาไถ บริษัทผู้ผลิตแบรนด์สุราพรีเมียมอันดับ 1 ของจีน ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี จัดงาน China Moutai x King Power Charity Gala Dinner
เปิดประมูลผลิตภัณฑ์เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิรามาธิบดี โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก กร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน เป็นประธานในงาน ร่วมด้วย พลตำรวจเอกดร.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามดรากอน (เอเซีย-แปซิฟิก) จำกัด, อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, ดร.ติง ฉง จวิน ประธาน บริษัท กุ้ยโจว เหมาไถ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและ ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมทำการกุศลในครั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงมิตรภาพที่ไม่เคยห่างหายและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนานระหว่างไทย-จีน เฉกเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ คิง เพาเวอร์ มีร่วมกับ ไชน่า เหมาไถ มาอย่างยาวนาน

สำหรับงานนี้ ดร.ติง ฉง จวิน ประธานบริษัท กุ้ยโจว เหมาไถ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ที่มีมายาวนาน และครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการเดินทางมาประเทศไทย ในโอกาสที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนเข้าร่วมประชุม APEC 2022 ซึ่งในการมาร่วมจัดกิจกรรมกับ คิง เพาเวอร์ ในครั้งนี้ ตั้งใจนำรายได้สนับสนุนงานสาธารณสุขไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ได้ทำงานรับมือกับสถานการณ์โควิดมาอย่างหนัก คิง เพาเวอร์ และไชน่า เหมาไถ จึงอยากส่งต่อกำลังใจแรงใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ให้รู้ว่าพวกเขามีคนสนับสนุนอยู่ด้านหลัง รวมถึงอยากส่งต่อความตั้งใจและความมุ่งหวังในการที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยส่งเสริมสุขภาพและการสาธารณสุขที่เข้มแข็งขึ้นให้กับคนไทยผ่านกิจกรรมครั้งนี้ และเชื่อว่ามิตรภาพไทย-จีน ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้พวกเราทุกคนกลับมาฟื้นตัวสู้กับวิกฤตนี้ได้อย่างรวดเร็ว และผ่านไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน

ในขณะที่ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า ประเทศไทยและจีน มีสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นทางการทูต เศรษฐกิจ การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวมายาวนาน โดย กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนมากว่าทศวรรษ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์ “เหมาไถ”เป็นหนึ่งในแบรนด์พรีเมียมอันดับ 1 ของจีน เป็นหนึ่งในสื่อกลางช่วยเชื่อมสัมพันธภาพอันดีที่ทำให้คนจีนรู้จัก คิง เพาเวอร์ สำหรับกิจกรรมการกุศลที่จัดขึ้นร่วมกันในวันนี้ จะช่วยตอกย้ำมิตรภาพที่ไม่เคยห่างหาย เชื่อมโยงสายสัมพันธ์อันดี และกลับมาร่วมกันพลิกฟื้น ขับเคลื่อนความร่วมมือทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับ แชริตี้ กาลา ดินเนอร์ ครั้งนี้ ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ เหมาไถ รุ่นพิเศษที่ควรค่าแก่การสะสม 6 รุ่น ออกประมูล โดยสามารถนำรายได้จากการประมูลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิรามาธิบดีได้ถึง 12 ล้านบาท ซึ่งผู้ร่วมประมูลประกอบด้วยนักธุรกิจชาวจีน รวมถึง 2 พี่น้อง ผู้บริหาร คิง เพาเวอร์ อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ร่วมประมูลผลิตภัณฑ์เหมาไถที่มีอายุ 50 ปี และ 80 ปี รวมมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท ซึ่งภายในงาน ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ รองคณบดีและรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิรามาธิบดี ร่วมเป็นสักขีพยานการประมูลและรับมอบรายได้จากการประมูลเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯต่อไป

ศ.คลินิก น.พ.อาทิตย์ อังกานนท์ รับมอบเงินจากการประมูล จาก ดร.ติง ฉง จวิน และอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

ศ.คลินิก น.พ.อาทิตย์ อังกานนท์ รับมอบเงินจากการประมูล จาก ดร.ติง ฉง จวิน และอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ, ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์, นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ, ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์, นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น

ผลิตภัณฑ์เหมาไถ อายุ 80 ปี ราคาประมูล 6 ล้านบาท

ผลิตภัณฑ์เหมาไถ อายุ 80 ปี ราคาประมูล 6 ล้านบาท