1,973 Thai businesses close shop for good in October

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/thailand/economy/40022559

1,973 Thai businesses close shop for good in October

1,973 Thai businesses close shop for good in October

TUESDAY, NOVEMBER 29, 2022

As many as 1,973 businesses with a total registered capital of 7.3 billion baht ceased operations last month, the Business Development Department said.

Jittakorn Wongkhetkorn, deputy director-general of the department, said on Tuesday that the top three businesses that shut down were:

• General construction: 166 firms (8% of total)

• Real estate: 125 (6%)

• Restaurants: 44 shops (2%)

He said most of the businesses that closed operations in October had a registered capital of 1 million baht or less.

The registered capital of the 1,973 companies was:

• 1 million baht or less: 1,417 (71.82%)

• 1-5 million baht: 472 (23.93%)

• 5-100 million baht: 78 (3.95%)

• Over 100 million baht: 6 (0.30%)

However, Jittakorn said, 5,911 new businesses were set up in October with a total registered capital of 34.61 billion baht.

He said the top three types of newly registered businesses in October were the same as those that closed down in the month.

• General construction: 502 companies (9%)

• Real estate: 479 (8%)

• Restaurants: 273 (5%)

As of October, 849,958 businesses with a combined registered capital of 20.56 trillion baht were still in operation, Jittakorn said.

Despite the closure of so many businesses in the month of October, the Bank of Thailand and commercial banks maintain their projection of a 3.2-3.3% economic growth in Thailand.

Related stories:

Big jump in capital of foreign businesses registering in first 10 months of 2022

Thailand’s economy maintains growth momentum, GDP expands 4.5% in Q3

Baht plunges as China Covid protests rock investor sentiment

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/thailand/economy/40022555

Baht plunges as China Covid protests rock investor sentiment

Baht plunges as China Covid protests rock investor sentiment

TUESDAY, NOVEMBER 29, 2022

The baht opened at 35.75 to the US dollar on Tuesday, plunging from Monday’s close of 35.54.

The currency will likely move between 35.65 and 35.90 against the greenback during the day, Krungthai market strategist Poon Panichpibool said.

Poon said the baht is fluctuating under pressure from China’s Covid-19 situation and protests. The protests added to concern over economic slowdown in China, Southeast Asia’s top trading partner.

Poon said short-term downward pressure on the Thai currency will persist while the currency market remains in a risk-off state.

Purchases of gold after the price dropped were also causing the baht to weaken, he said.

However, the currency is unlikely to test its resistance level at 36 to 36.10 per dollar since concern over foreign sell-offs of Thai assets had not materialised. Instead, foreign investors began buying more short-term bonds on Monday, Poon said.

He added that investors might not adjust their positions until the US Federal Reserve’s announcement on Wednesday, which is expected to signal a slower pace of policy rate hikes.

Poon advised investors to use hedging tools such as options to manage risks in a highly volatile currency market.

Related stories

กรมปศุสัตว์จับมือปคบ. ลุยตรวจห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694935

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะ ร่วมกับ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.เชษฐพันธ์ กิติเจริญศักดิ์ ผกก.1 บก.ปคบ.นำกำลังเข้าตรวจสอบห้องเย็นบริษัท อนุสรณ์ มหาชัย ห้องเย็น จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับฝากและผลิตจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ โดยจากการตรวจสอบ พบซากชิ้นส่วนหมูนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อาทิ ขาหมูคากิ ลำไส้ ลิ้น จมูก และหางรวมทั้งสิ้น 439,599 กิโลกรัม จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ การนำเข้าชิ้นส่วนหมู ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีการตรวจโรคจากประเทศต้นทางและประเทศต้นทางต้องไม่มีโรคระบาด หากมีการลักลอบนำเข้าจะไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยหรือตรวจสอบโรคระบาด ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคสัตว์ รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูระบบการเลี้ยง หากมีการลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ได้เปิดตลาดเป็นการทำร้ายเกษตรกรทางอ้อม เนื่องจากการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนหมูราคาถูกมาแย่งตลาดในประเทศไทย จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย ท้อแท้ล้มเลิกอาชีพหายไปและการกลับมาเลี้ยงใหม่จะทำได้ยาก รวมถึงความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคระบาด ASF เข้ามาในประเทศไทย ทำให้ยากต่อการควบคุมโรค อีกทั้งอาจมีสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดงที่ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ศูนย์ข้าวสกลฯมุ่งยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694932

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรังสิทธิ์ โสมเกียรติตระกูลนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร กล่าวว่าภาพรวมการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวกับกลุ่มเป้าหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.สกลนคร และนครพนม มีแนวทาง/ขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน หรือเกษตรกรทั่วไป โดยเน้นหลักการลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การรับรองมาตรฐานระบบการผลิตข้าว และการตลาดข้าวอีกทั้งรูปแบบการส่งเสริมจะมีทั้งในรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล มีการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และวัสดุการผลิตที่ใช้ในระบบการผลิตข้าว

ขณะที่วิชาการ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ได้แก่ หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าว ความรู้เกี่ยวกับระบบควบคุมภายใน (ICS) ด้านการรับรองมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP มาตรฐานระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ และมาตรฐานระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้านการตลาด ส่งเสริมการตลาดข้าวด้วยโครงการเชื่อมโยงการตลาดข้าว

ด้านการสนับสนุนวัสดุการผลิตข้าว ได้แก่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น จักรเย็บกระสอบ และกระสอบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น มีการติดตามให้คำแนะนำทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ใช้หลักการส่งเสริมการเกษตรแบบมีส่วนร่วมการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ทุกกลุ่มทุกเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการประชุมหรือเวทีชุมชน มีการต่อยอดกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตและกระจายเมล็ดข้าวได้อย่างเพียงพอ ทั้งปริมาณ คุณภาพ และทันตามระยะเวลา พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้น

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694842

'ถาวร'ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

“ถาวร”ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกรข้างก.คลัง ฟังปัญหา จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

นายถาวร  เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี  เดินทางไปรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ปักหลักค้างคืนอยู่บริเวณข้างกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565  ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 22 มีนาคม 2565 ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร

นายถาวร ระบุว่า เกษตรกรไม่ว่าจะทำไร่ ทำสวน ทำนา สิ่งสำคัญคือต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้น ราคาน้ำมัน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรง สูงขึ้น แต่ผลผลิตยังตกต่ำ และ/หรือคงเดิมไม่เคยขยับ ขณะที่สินค้าอื่น ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมทางการเกษตรอื่นๆปรับราคาสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกษตรกรไม่สามารถดำรงชีพได้ และที่สำคัญดอกเบี้ยธกส.ซึ่งเป็นธนาคารเฉพาะกิจ แม้เริ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4-5 แต่เมื่อผิดนัด ไม่ได้ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้จากเหตุที่กล่าวมา อัตราดอกเบี้ยขึ้นมาสูงร้อยละ 17-18 บางครั้งขึ้นมาร้อยละ 20 เลยทีเดียว

“บัดนี้ล่วงเลยเวลามา 8 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ประกอบกับพืชผลของเกษตรกรราคาตกต่ำ ปัจจัยการผลิตแพง ธนาคารเจ้าหนี้กำลังฟ้อง และกำลังยึดทรัพย์ของเกษตรกร ตนจึงเดินทางมารับฟังปัญหาเพื่อนำเสนอ รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ให้เกษตรกรต่อไป” นายถาวรกล่าว

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694776

'กรมประมง'ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก'กฎหมาย-วิชาการ-สังคม'

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 08.29 น.

กรมประมง…ชี้แจง! การบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก กฎหมาย วิชาการ และสังคม 30 พ.ย.นี้ พร้อมหารือประมงพื้นบ้าน-พาณิชย์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวระบุว่า มาตรการประมงไทย หลังปลดใบเหลือง IUU ได้เมื่อปี 2562 ไม่มีการควบคุมสัตว์น้ำวัยอ่อน ตามมาตรา 57 แห่ง พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เอื้อประมงพาณิชย์ หวั่นปีหน้า ประมงไทยจะโดนใบเหลืองซ้ำ กรมประมงจึงขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวดังนี้

กรมประมงมีการบริหารจัดการทรัพยากรประมงโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชาวประมง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนตามหลักสากล โดยได้แบ่งทรัพยากรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) สัตว์น้ำหน้าดิน จับได้จากอวนลากเป็นหลัก 2) ปลาผิวน้ำ จับได้จากอวนล้อมจับเป็นหลัก และ 3) ปลากะตัก จับได้จากอวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก เป็นหลัก ปัจจุบันมีเรือประมงพาณิชย์ 9,608 ลำ และเรือประมงพื้นบ้าน 50,012 ลำ โดยในปี 2564 มีผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด 1,297,000 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรง หรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เท่ากับ 978,000 ตัน หรือร้อยละ 75.4 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่เรียกว่าปลาเป็ด เท่ากับ 319,000 ตัน หรือร้อยละ 24.6 (ประกอบด้วยปลาเป็ดแท้ ปลากะตัก และสัตว์น้ำวัยอ่อน)

ซึ่งผลจับสัตว์น้ำจากอวนลากแบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และปลาเป็ด โดยปลาเป็ดประกอบไปด้วยสัตว์น้ำ 3 ส่วน คือ 1) ปลาเป็ดแท้ หมายถึง สัตว์น้ำที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วยังมีขนาดเล็กอยู่ ซึ่งไม่นิยมนำมาบริโภค 2) ปลากะตัก เป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก ความยาวลำตัวสูงสุด 8 – 9 เซนติเมตร นิยมนำมาทำน้ำปลา และ 3) สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน ซึ่งสามารถเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่นำมาบริโภคได้ ในปี 2564 ปริมาณการจับสัตว์น้ำจากอวนลากในน่านน้ำไทยเท่ากับ 554,600 ตัน แบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ 262,300 ตัน และปลาเป็ด 292,300 ตัน โดยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนประมาณ 190,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมดจากอวนลาก ส่วนอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก มีผลจับปลาเป็ดรวมกัน 22,635 ตัน ทั้งนี้ สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ปลาทู พบว่า ปริมาณการจับปลาทูในน่านน้ำไทยเฉลี่ยรอบ 10 ปี (ปี 2551-2560) เท่ากับ 94,458 ตัน โดยในปี 2563 และ 2564 มีปริมาณการจับปลาทู 26,562 และ 31,810 ตัน ตามลำดับ ส่วนในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการจับปลาทูไม่ต่ำกว่า 42,000 ตัน แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการจับปลาทูมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ในส่วนของการอนุรักษ์สัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 นั้น กรมประมง และทุกภาคส่วนมีความพยายามที่จะหาแนวทางดำเนินการหาทางออกร่วมกันมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการกำหนดมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อกำหนดชนิดและขนาดที่เหมาะสมของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และหลักเกณฑ์ในการกำหนดร้อยละของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ตามมาตรา 57 และ 71 (2) สำหรับเป็นแนวทางในการประกาศกำหนดการจับ หรือการนำสัตว์น้ำขนาดเล็กขึ้นเรือประมง และในช่วงปี 2564 – 2565 กรมประมงนำข้อมูลจากการศึกษาของคณะทำงานไปประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ข้าราชการและสมาคมประมงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ได้นำมาเสนอคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์และการประมงนอกน่านน้ำไทย และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติที่เหมาะสมที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง

กระทั่ง ล่าสุดกรมประมงได้เสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 โดยมีการนำเสนอข้อมูล ทั้งเรื่องของความเป็นมาในการดำเนินตามมาตรา 57 การรับฟังความคิดเห็นมาตรการในการจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำขนาดเล็กที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เช่น การประกาศมาตรการปิดอ่าว ในช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน การกำหนดห้ามมิให้อวนล้อมจับที่มีขนาดตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน การกำหนดขนาดตาอวนก้นถุงของเรืออวนลากไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบหมึกไม่น้อยกว่า 3.2 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบปลากะตักไม่น้อยกว่า 0.6 เซนติเมตร และการกำหนดตาอวนของลอบปูไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว และบทกำหนดโทษฯ ซึ่งมีโทษปรับต่ำสุด 10,000 บาท กรณีเรือพื้นบ้านขนาดเล็ก และสูงสุดถึง 30 ล้านบาท กรณีเรือตั้งแต่ 150 ตันขึ้นไป และถือว่าเป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ที่อาจถูกคำสั่งทางปกครองให้เพิกถอนใบอนุญาตและมีผลถึงการขอใบอนุญาตในรอบปีการประมงถัดไป อีกทั้ง ผลการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในปัจจุบันพบว่า การลงแรงประมงลดลงและอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับการลงแรงประมงที่ให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (msy) นั่นคือไม่อยู่ในสภาวะการทำประมงเกินกำลังการผลิต (Overfishing)

โดยในการแก้ปัญหาการคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน กรมประมงจะเร่งดำเนินมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้ 1) โครงการนำเรือออกนอกระบบ กลุ่มเรือ 1,434 ลำ เพื่อลดการลงแรงประมง 2) การปรับปรุงประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทู และ 3) การปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับการกำหนดขนาดตาอวน เช่น การกำหนดขนาดตาอวนทั้งผืนให้มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร เพื่อเป็นการลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นต้น มาตรการดังกล่าวเหล่านี้จะทำให้สามารถลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กได้ในภาพรวมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่จะถึงนี้ กรมประมงได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาหาแนวทางการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงอยากขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

รองอธิบดีฯ กล่าวสรุปสุดท้าย ว่าในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลได้มีความร่วมมือกับสหภาพยุโรป มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลไกคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรปในการต่อต้านการประมง IUU ภายหลังจากการปลดใบเหลืองของไทยเมื่อปี 2562 โดยคณะทำงานได้มีการพูดคุยหารือกันในมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง IUU ได้แก่ กรอบกฎหมาย การบริหารจัดการกองเรือและทรัพยากรประมง การติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมาย และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและการทำการประมงของชาวประมงไทยต่อไป โดยยึดหลักทางกฎหมาย วิชาการ และสังคม ตามมาตรฐานสากล ดังคำที่ว่า “ทรัพยากรอยู่ได้ ชาวประมงอยู่ได้” ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วัน แบงค็อก คว้า 2 รางวัลคุณภาพแห่งปีจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695082

วัน แบงค็อก คว้า 2 รางวัลคุณภาพแห่งปีจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17

วัน แบงค็อก คว้า 2 รางวัลคุณภาพแห่งปีจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.54 น.

วัน แบงค็อก ชูศักยภาพความเป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ ตอกย้ำด้วย 2 รางวัลคุณภาพแห่งปี จากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17

มร. ลิม ฮัว เทียง (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ วรวรรต ศรีสอ้าน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการวัน แบงค็อก รับมอบรางวัล Best Mega Mixed-Use Development Award และ Best Office Development Award สองรางวัลคุณภาพแห่งปี จากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17 ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยมี มร. จูลส์ เคย์ ผู้จัดการทั่วไป พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ อีเว้นท์ แอนด์ เอเจนท์ ประเทศไทย นิภา อัศวกิตติพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบัญชีและการเงิน และ ดวงเดือน อัศวเลิศพลากร (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จาก บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารจาก

โครงการวัน แบงค็อก อุรเสฏฐ นาวานุเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการลงทุน และ ทัตยากรณ์ เบญจภัทรเศรษฐ์ (ขวาสุด) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายอาคารสำนักงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เมื่อเร็วๆ นี้

NFT สู่ Collaboration ทางรอดของศิลปินไทยสู่โอกาสที่ไร้ขอบเขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695080

NFT สู่ Collaboration ทางรอดของศิลปินไทยสู่โอกาสที่ไร้ขอบเขต

NFT สู่ Collaboration ทางรอดของศิลปินไทยสู่โอกาสที่ไร้ขอบเขต

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.41 น.

ศิลปินไฟน์อาร์ตมารวมกันทางนี้………ถ้าคุณเป็นนักวาด ปาด ปั้นบนผืนผ้าใบ กระดาษ ไม้ ดิน หรือวัสดุจับต้องได้ใดๆ และไม่ว่าจะรุ่นใหญ่หรือรุ่นใหม่ วันนี้ยูโอบี ชวนคุณก้าวออกจาก Comfort Zone ไปสู่โลกศิลปะที่เปิดกว้างไร้ขอบเขต กวาดตัวจริงตัวท็อปในวงการมาแชร์ประสบการณ์จริงผ่านคลิปวิดีโอ Tutorial แบบเข้าใจง่ายใน 2 หัวข้อเกี่ยวกับการเข้าสู่ NFT และการ Collaboration ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ เรารวบรวมไว้ให้ครบจบที่นี่…. 

Fine Art in NFT World | ส่งอัตลักษณ์งานศิลป์สู่โลก NFT

โควิดพลิกโลกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน ทุกวงการล้วนต้องปรับตัว ประทีป คชบัว ศิลปินเซอร์เรียลลิสม์รุ่นใหญ่เป็นตัวแทนของศิลปินที่พร้อมจะเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลก NFT โดยมี วัจนสินธุ์ จารวัฒนกิตติ คิวเรเตอร์ NFT Art ให้คำแนะนำพาผลงานไฟน์อาร์ตเข้าสู่ตลาดดิจิทัล ผ่าน 3 ขั้นตอนที่สามารถทำตามได้จริง

1) สมัคร  แทบไม่มีศิลปินคนใดที่ไม่รู้จัก NFT เพราะสร้างปรากฏการณ์ซื้อขายผลงานศิลปะด้วยสกุลเงินดิจิทัลในมูลค่าสูงลิบ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างแรกที่ต้องมีคือ กระเป๋าเงินคริปโท การชอปปิง NFT ต้องเลือกใช้กระเป๋าเงินที่เข้ากับเงินสกุล Ethereum เช่น MetaMask  พร้อมแล้วจึงไปเลือกตลาด NFT (Market Place) ซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ Opensea เราเพียงเชื่อมต่อ MetaMask บน market place ที่เลือกเราก็มีตัวตนในโลก NFT เรียบร้อย และเพื่อให้สามารถ Mint งานหรือการทำผลงานให้เป็น NFT จะมีค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าธรรมเนียมทุกธุรกรรมบน Ethereum Blockchain เรียกว่า Gas Fee  ศิลปินควรแลกเงินราว 3,000-4,000 บาทเป็นคริปโทเพื่อใช้เป็นค่า Gas

การสร้าง Bio ที่สะท้อนตัวตนจะช่วยดึงดูดความสนใจนักชอปนักสะสม ศิลปินสามารถเลือกงานไฟน์อาร์ตมาแปลงเป็นผลงาน NFT ได้ง่ายๆ ด้วยการถ่ายภาพหรือสแกนให้มีความคมชัดสูงแล้วอัปโหลด ในขั้นตอนสุดท้ายศิลปินสามารถตั้งราคาและอนุมัติผลงานได้เอง  

 2) สร้างตัวตน  โลกเปลี่ยนแต่ศิลปะไม่เปลี่ยน ในโลกดิจิทัลเอกลักษณ์ของผลงานยังคงมีความสำคัญ มาถอดบทเรียนจากประทีป คชบัว ว่าทำไมถึงยืนหนึ่งด้านศิลปะเซอร์เรียลลิสม์ การรู้จัก จุดขาย หรือ Selling Point จากประสบการณ์การทำงานในวงการโฆษณา แล้วใช้ Selling Point ในการทำงานศิลปะ ปรับใช้ทำให้งานโดดเด่น  การรู้จักตนเองว่าหลงใหลงานเหนือจริง สร้างงานอย่างพิถีพิถัน ชอบความยากที่ต้องใช้จินตนาการสูง เช่น จะไม่ชอบวาดมะม่วงสีเขียวเหลืองสุกสวย ถ้าวาดมะม่วงต้องมีก้าน มียาง มีมอนสเตอร์หรือมดซึ่งทั้งหมดจินตนาการขึ้นเอง ยิ่งยากยิ่งชอบไม่ทำงานลวกๆ ผลงานจึงทรงคุณค่าน่าสะสม   

โน้ต วัจนสินธุ์ แนะนำให้ศิลปินที่เข้าสู่ NFT ใหม่ๆ แม้ในโลกความจริงผลงานจะมีเอกลักษณ์และมีราคาสูง แรกเริ่มควรตั้งราคาไม่สูงมากอยู่ในหลักพันบาท ให้คนได้มีโอกาสเข้ามาเก็บสะสมได้ง่าย แล้วค่อยๆ ปรับราคาไต่ขึ้น จนในที่สุดแล้วราคาก็จะเท่ากับโลกความจริงหรือเท่าที่ต้องการ แล้วใช้หลักการตลาดเข้าช่วย มีโอกาสที่ผลงานจะเป็นที่ต้องการของตลาด และได้ราคาที่สูงกว่าโลกความจริง

3) โปรโมต  การตลาดแบบดั้งเดิมศิลปินต้องใช้เวลานับ 10 ปี จัดแสดงผลงานไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง ศิลปินจึงจะเป็นที่รู้จัก แม้เป็นที่รู้จักแล้วก็ใช่ว่าจะขายผลงานได้ ปัจจุบันโอกาสเปิดกว้างมากศิลปินสามารถนำเสนอผลงานของตนเองในโลกดิจิทัลผ่านสื่อโซเซียล ทั้งนี้ โน้ต วัจนสินธุ์ก็ยังคงแนะนำให้ศิลปินแสดงผลงานในโลกความเป็นจริงควบคู่ไปด้วย เพื่อยืนยันตัวตนในโลกออนไลน์

ศิลปินในยุค NFT หยุดนิ่งไม่ได้ มีความยอดเยี่ยมด้านการวาดรูปอาจไม่เพียงพอ ต้องมีทักษะด้านการตลาด และทักษะภาษาเพิ่มเข้ามาให้สามารถสื่อสารกับนักสะสมชาวต่างชาติได้  

The Art of Collaboration | รวมพลังสร้างสรรค์สู่อีกขั้นของงานศิลป์

ในยุคนี้เราเห็นสัญลักษณ์ X หรือการ Collab เต็มฟีดโซเซียล ก็ได้แต่สงสัยว่าศิลปินไฟน์อาร์ตจะ Collab กับแบรนด์หรือกับศิลปินท่านอื่นได้หรือไม่ ตอบเลยว่าทำได้แน่นอน ไปพบคำตอบกับศิลปินต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมกันแชร์เคล็ดลับในการ Collaboration ให้ประสบความสำเร็จ

1) Collaboration สร้างมูลค่าเพิ่มให้ศิลปะ

โบว์-ปัณฑิตา มีบุญสบาย ศิลปินอิสระแนวจิตรกรรมร่วมสมัยเจ้าของฉายา ฝีแปรงเงินล้าน ผู้มีผลงานร่วมงานกับแบรนด์ดังมากมาย อาทิ โว้ค ในฐานะศิลปินสายแอนะล็อกเมื่อทำงานร่วมกับ      แบรนด์ เล่าว่า “ในการ Collaboration เราต้องเป็นน้ำในบางโอกาส แต่ความเป็นตัวตนต้องยังคงอยู่” การ Collab ทำให้รู้จักทำงานเป็นทีม จากปกติที่ดูเองแก้เองจบเอง โบว์จะวาดงานบนแคนวาสเมื่อต้องแก้ไขจะยากกว่าการทำบนไฟล์ดิจิทัล แต่ Texture ในงานของโบว์ก็เป็นเอกลักษณ์ที่คงอยู่ไม่ว่าจะ Collab กับแบรนด์ใด

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานศิลปะและวัฒนธรรม และคร่ำหวอดในแวดวงศิลปะมายาวนาน “ความจริงการ Collab ของศิลปินมีมานาน เห็นได้จากการวาดโปสเตอร์หนัง จากงานศิลปะเป็นโปรดักซ์ มาเป็นแนวศิลปะ” การ Collaboration ถือเป็น movement ที่ดีของโลกศิลปะเพราะช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับศิลปะ

2) Collaboration สะท้อนตัวตนของศิลปินและแบรนด์

โตส-ปัญญวัฒน์ พิทักษวรรณ ศิลปินนักออกแบบศิลปะร่วมสมัยประสบความสำเร็จในการร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่างอาดิดาส การ Collaboration เป็นเรื่องของการบอกเล่าตัวแบรนด์ผ่านชิ้นงานของศิลปิน เป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม ร่วมกันคิด วิจารณ์ แก้ไขงาน ซึ่งก็เป็นปัญหาหลักของศิลปินในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เมื่อถูกคอมเมนต์ให้แก้ไขจากแบรนด์ “การทำงานหรือแก้งานแต่ละครั้งจะต้องรู้สึกดีกับงาน มีความสุขในการทำงานในมุมที่เป็นตัวเอง” โตสแนะนำให้หาจุดร่วมคำนึงถึงแบรนด์และตัวตนของเราไปพร้อมกัน เพราะการทำงานกับแบรนด์ต้องคำนึงถึงหลายอย่างควบคู่กันไป อาทิ การตลาด จิตวิทยา และการใช้งาน

ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง เทรนเนอร์และที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์  การ Collaboration ให้ประโยชน์ทั้งแบรนด์และตัวศิลปิน ได้แสดงออกถึงตัวตนร่วมกัน แชร์ฐานผู้ติดตามของกันและกัน เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนใหม่ๆ และยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานที่ใหญ่ขึ้นสำหรับศิลปินด้วย  

3) Collaboration สร้างสรรค์เพื่อสังคม

ศิลปินคู่พี่น้อง ยายเพิ้งกับนายพราน เพิ้ง-จิตตกานต์ สุวรรณภัฏ ศิลปินอิสระ ทำงานศิลปะร่วมกับศิลปินนายพราน น้องชายออทิสติก “ศิลปะมันคือชีวิต เพิ้งรู้จักนายพรานเป็นอย่างดีเพราะเขาเป็นน้องเรา เมื่อเพิ้งกับนายพรานได้ร่วมทำงานกัน มันกลายเป็นหนึ่งที่ลงตัว”  ศิลปินที่เข้าใจกัน ผ่านการทดลอง และพัฒนางานที่ทำร่วมกัน ในที่สุดจะได้ผลงานที่มีเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย

ธวัชชัย สมคง ผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าในวงการศิลปะไทย “การ Collaboration ของศิลปินเริ่มต้นตั้งแต่แนวความคิด วิธีการ และการนำเสนอ ที่ต้องการทลายข้อจำกัดแบบเดิมๆ”  วงการศิลปะจะพัฒนาไปสู่อีกขั้นจากการ Collaboration เมื่อศิลปะไร้ขอบเขต ศิลปินก็ต้องไร้ขีดจำกัด NFT และ Collaboration ไม่ใช่แค่ทางรอดแต่เป็นโอกาสไปได้ไกลอย่างไร้ขีดจำกัด   

สำหรับศิลปินและผู้ที่สนใจ สามารถรับชมคลิปวิดีโอละเอียดได้ที่ https://www.uob.co.th/uobandart/art-around/art-in-action.page

-(016)

ไอโรบอท เปิดตัว ‘iRobot Roomba Combo j7+’ หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695079

ไอโรบอท เปิดตัว ‘iRobot Roomba Combo j7+’ หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ

ไอโรบอท เปิดตัว ‘iRobot Roomba Combo j7+’ หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

บริษัท ทีเอช โรโบติก จำกัด ผู้นำเข้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ “iRobot (ไอโรบอท)”  แบรนด์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย ม.ล. พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ Founder & Chief Happiness Officer  ซึ่งวันนี้ iRobot Thailand ได้พิสูจน์และตอกย้ำความเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ท ลิฟวิ่ง อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว “iRobot Roomba Combo j7+” (ไอโรบอท รุมบ้า คอมโบ เจเซเว่น พลัส) ที่สุดของหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านแบบ 2-in-1 ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดและฟีเจอร์ที่สร้างมาเพื่อจัดการกับปัญหาของหุ่นยนต์ 2-in1 รุ่นอื่น ที่เมื่อใช้งานแล้วทำให้พื้นพรมเปียกชื้นและสกปรก เนื่องจากแผ่นถูพื้นถูกยกให้สูงขึ้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น  iRobot Roomba Combo j7+ จึงพัฒนามาเพื่อจัดการความสะอาดบ้านได้ละเอียดแบบไร้ที่ติ ด้วยการยกเก็บแผ่นถูพื้นที่มีเพียงหนึ่งเดียวในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้น ช่วยให้หมดความกังวลกับเรื่องของพื้นพรมในบ้านไปได้เลย พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ iRobot OS 5.0 อันชาญฉลาด ที่ทำงานควบคู่กับ Ai อัจฉริยะ ถูกออกแบบมาเพื่อที่อยู่อาศัยทุกประเภท ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดและพื้นที่ที่แตกต่างกัน

“Roomba Combo j7+” ที่สุดของหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านแบบ 2-in-1 ตัวจริงตัวแรกของโลก คิดและออกแบบมาให้แตกต่างจากหุ่นยนต์อื่นๆ ด้วยความสามารถในการดูดฝุ่นและถูพื้นไปพร้อมกันในครั้งเดียว ช่วยประหยัดเวลาในการทำความสะอาด และวางใจได้ว่าพื้นบ้านจะสะอาดหมดจดในทุกขั้นตอน ความสะอาดที่เหนือชั้นนี้เกิดขึ้นจากแผ่นถูพื้นที่ยกเก็บได้ โดยเมื่อหุ่นยนต์ตรวจพบพรมเช็ดเท้า หรือพื้นพรม แผ่นถูพื้นจะถูกยกเก็บขึ้นไปยังด้านบนสุดของหุ่นยนต์อัตโนมัติ  ป้องกันไม่ให้พรมเปียกเลอะเทอะได้อย่างแท้จริง ซึ่งมาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยที่ช่วยให้คุณวางมือจากการทำความสะอาดไปได้เลย ด้วยฟีเจอร์สุดสมาร์ทที่ครอบคลุมทุกการทำงาน ได้แก่ ระบบทําความสะอาด 4 ขั้นตอนที่เหนือชั้น “ปัด-ตัก-ดูด-ถู” แปรงยางคู่ที่ช่วยตักฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและปรับการทำงานอัตโนมัติตามพื้นผิวที่แตกต่างกัน มีแรงดูดอันทรงพลังที่เพิ่มขึ้น 10 เท่า พร้อมระบบนำทาง PrecisionVision ทำหน้าที่ ตรวจสอบวัตถุที่อยู่ตรงหน้าด้วย Ai และวิเคราะห์ว่าต้องทำความสะอาดหรือหลีกเลี่ยง โดยหุ่นยนต์จะหลบหลีกอุปสรรค เช่น สายไฟ ถุงเท้า หรือแม้แต่มูลสัตว์เลี้ยงและวัตถุอื่น ๆ บนพื้นบ้านได้หลากหลาย ซึ่งทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ iRobot OS ที่อยู่เบื้องหลังแอปพลิเคชัน iRobot HOME สามารถแนะนำตารางเวลาการทำความสะอาดเฉพาะบุคคล โดยรู้แบบเจาะจง ว่าคุณชอบให้ทำความสะอาดห้องไหนเวลาไหน รวมไปถึงแนะนำให้ทำความสะอาดเพิ่มเติมในช่วงที่มีฝุ่นมากได้อีกด้วย นอกจากนี้แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ Clean Base ยังสามารถเก็บฝุ่นจากถังขยะในหุ่นยนต์ไว้ได้นานถึง 60 วัน ช่วยให้คุณลืมเรื่องดูดฝุ่นไปได้เลยอีกเป็นเดือน ๆ

ทั้งนี้ ม.ล. พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ Founder & Chief Happiness Officer บริษัท ทีเอชโรโบติก จำกัด และ รองประธาน เครือ ชาริช โฮลดิ้ง ได้กล่าวว่า “จากที่ไอโรบอทอยู่ในตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านมานานกว่า 11 ปี และเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านเข้ามานั้น ไอโรบอทถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาหุ่นยนต์ที่เป็นหุ่นยนต์จริง ๆ เพื่อให้ทำความสะอาดบ้านให้กับมนุษย์ และเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านที่เรามั่นใจว่าสามารถตอบโจทย์แม่บ้านยุคใหม่ และคนยุคใหม่ได้จริง ๆ โดยเรายังให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็นว่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านไอโรบอทใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว รวมถึงทางบริษัทฯ ยังมีทีมวิศวะกรที่ดูแลด้านการบริการหลังการขาย และ ทีมฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่พร้อมดูแล และแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและจริงใจ ซึ่งที่ผ่านมาเราดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยใจเหมือนคนในครอบครัวที่เรารัก ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเสมอมา จนเกิดการซื้อซ้ำอีกหลายรุ่น ซึ่งมาจากกลุ่มลูกค้าเก่า และสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีความสนใจใน เทคโนโลยี สมาร์ท ลิฟวิ่ง ที่มั่นใจในแบรนด์ iRobot เข้ามาเพิ่มอีกด้วย โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านแบบ 2 in 1 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทุกท่านได้มากขึ้น และเราอยากให้ทุกคนเอาเวลาที่มีค่าไปอยู่กับคนที่เราพร้อมส่งต่อความสุขให้คนในครอบครัวได้มากยิ่งขึ้นค่ะ”

สำหรับผู้ที่สนใจหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านแบบดูดฝุ่นและถูพื้นตัวใหม่ล่าสุดจากไอโรบอท หนึ่งเดียวที่ยกแผ่นถูพื้นเก็บได้อย่างหมดจด เตรียมพบกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ บนช่องทางออนไลน์และหน้าร้านทุกสาขา หรือรับโปรโมชั่นพิเศษบนแอปพลิเคชันลาซาด้า ไทยแลนด์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 วันเดียวเท่านั้น! รวมถึงที่เซ็นทรัล 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลบางนา ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 ธันวาคม 2565 ในราคาพิเศษเพียง 51,900 บาท จากปกติ 67,900 บาท 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านรุ่นใหม่ล่าสุด Roomba Combo j7+ ได้ที่ https://www.irobotthailand.com/roomba-combo-j7/

-(016)

‘Guardian Glass’ฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมเปิดตัว Brand Ambassador คนล่าสุด’อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695065

'Guardian Glass'ฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมเปิดตัว Brand Ambassador คนล่าสุด'อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม'

‘Guardian Glass’ฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมเปิดตัว Brand Ambassador คนล่าสุด’อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม’

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.46 น.

การ์เดียนกลาส ผู้นำด้านกระจกคุณภาพ จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี อย่างยิ่งใหญ่พร้อมเปิดตัว Brand Ambassador “อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2563 และภาพยนต์โฆษณา การ์เดียนกลาส เอเชียแปซิฟิก

คุณซาช่า เคลงเจล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่างานฉลอง 30 ปีในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของการเริ่มต้นก้าวใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อน ซึ่งได้รับการตอบรับจากทั้งลูกค้า,  Influencer, สถาปนิก พร้อมทั้งบุคคลสำคัญในวงการกระจกให้ความสนใจและเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยวาระครบรอบ 30 ปีในครั้งนี้ เรามีการจัดงานฉลองและแถลงนโยบาย การ์เดียนกลาส เอเชียแปซิฟิก เพื่อตั้งเป้าการเติบโตในปีหน้า พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา และ Brand Ambassador คนล่าสุด “อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม” เพื่อขายฐานการรับรู้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า ตั้งเป้ารุกตลาดในปี 2566 อย่างเต็มกำลังพร้อมจัดมอบรางวัล Greatest Appreciation ให้กับดีลเลอร์คนสำคัญของ Guardian Asia Pacific ที่อยู่เคียงข้างร่วมเดินทางสู่ความสำเร็จมาด้วยกัน

ในตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ การ์เดียนกลาส ทำธุรกิจในเมืองไทยและเอเชียแปซิฟิก ทิศทางในตลาดกระจกเราเติบโตเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด มีการขยายโรงงานการผลิตเพิ่มขึ้นในจังหวัดระยอง และมีการย้ายออฟฟิศมาที่ตึกเอ็มโพเรียมเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทฯ นอกจากนี้ ในด้านการผลิตสินค้ามีการพัฒนารูปแบบของกระจกคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลายอาทิ กระจกเงา, กระจกใส, กระจกเขียว ควบคู่กับการพัฒนาเพิ่มมูลค่ากระจก เพื่อใช้เป็นวัสดุต่อยอดในชิ้นงานอื่นๆ มากยิ่งขึ้น อาทิ กระจกที่ใช้ในชิ้นส่วนรถยนต์ หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นต้น

นอกจากนี้ การ์เดียนกลาส ยังใส่ใจที่จะพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการผลิตและการพัฒนาตัวสินค้า มีการพัฒนาตัวกระจกที่สามารถลดการใช้พลังงานในอาคาร ลดการสร้างของเสียจากการใช้พลังงานในตัวอาคาร ถือเป็นการช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ดีมากช่องทางหนึ่ง

ซึ่งการเติบโตที่ผ่านมาสัดส่วนการขายภายในประเทศและการส่งออกจะอยู่ที่ 50:50 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยกลุ่มลูกค้าหลักๆ จะเป็นกลุ่ม Modern Trade, โรงงานแปรรูปกระจก, ผู้ผลิตประตูหน้าต่าง, ชิ้นส่วนกระจกรถยนต์ เครื่องทำความเย็น และอื่นๆ ด้วยฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและให้การยอมรับในคุณภาพของการ์เดียนกลาส มาอย่างยาวนาน โดยในปี 2566 เรามีการวางกลยุทธ์ที่จะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดให้มากยิ่งขึ้น มีแผนมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ สร้างความสะดวกให้กับลูกค้าที่จะนำไปต่อยอด พร้อมกับการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ของ การ์เดียนกลาส ให้เป็นที่จดจำในวงกว้างมากขึ้น

ภายงานฉลองครบรอบ 30 ปี ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทาง การ์เดียนกลาส เอเชียแปซิฟิก ได้มีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาการ์เดียนกลาส เอเชียแปซิฟิก และ Brand Ambassador “อแมนด้า ชาร์ลีน ออบดัม” เพื่อต่อยอดให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง นำเสนอภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัย สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลิกที่ตรงกับกลุ่มผู้บริโภค

คุณซาช่า เคลงเจล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เราต้องขอขอบคุณในทุกๆ การสนับสนุนที่ทำให้เราได้เติบโต ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ, คู่ค้าภาคธุรกิจ และลูกค้าทุกท่านเราหวังว่าเราจะได้รับการสนับสนุนเช่นนี้ต่อๆ ไป ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่เราจะตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมกระจกในประเทศไทย และเอเชียแปซิฟิกแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น

กระจกการ์เดียน ผู้ผลิตและผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมกระจกคุณภาพ ที่มาพร้อมศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของวัสดุที่น่าทึ่ง ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมายาวนานกว่า 30 ปี โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.guardianglass.com