แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773883

แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” บทบัญญัติ “มาตรา 112” แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งที่ผ่านมามีบางฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาและเรียกร้องให้มีการแก้ไข (หรือแม้แต่บางส่วนที่ต้องการให้ยกเลิก) แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามย้อนกลับไปเช่นกันว่าจริงๆ แล้วมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือสาเหตุอื่นใดของบรรดาผู้เรียกร้องเหล่านั้นหรือไม่

รายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.อานนท์ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชวนมอง “เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรา 112” ที่พบเห็นในปัจจุบัน อาทิ 1.มาตรา 112 เป็น Lese Majeste Law (เลสเซ มาเจสเตลอว์) ซึ่งคำว่า Lese Majeste (เลสเซ มาเจสเต) ในภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า To do wrong to the king (ทู ดู รอง ทู เดอะ คิง) หรือในภาษาไทยคือความผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ซึ่งกฎหมาย Lese Majeste Law นั้น หมายถึง ทำผิดอะไรต่อพระเจ้าแผ่นดินแม้เพียงเล็กน้อยก็โดนลงโทษใหญ่โตโดยสำหรับประเทศไทย ที่มาของ ป.อาญา มาตรา 112 ต้องย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยหรือสยามในขณะนั้นมีปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ชาวต่างชาติทำผิดให้ขึ้นศาลต่างชาติไม่ใช่ศาลไทยเนื่องจากไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยมองว่า “กฎหมายตราสามดวง” ที่ไทยใช้อยู่นั้นโหดร้ายไม่เป็นไปตามหลักสากล

“กฎหมายตราสามดวงเป็น Lese Majeste Law จริง คือเอามะพร้าวห้าวยัดปาก เอาใส่ตะพุ่นหญ้าช้างก็คือให้ช้างเตะ ริบเรือน ริบราชบาตรแล้วก็ประหารกุดหัว สมัยก่อนถ้ามีปัญหากับพระเจ้าแผ่นดินก็ให้ทำโทษอย่างนี้ ซึ่งกฎหมายตราสามดวงเขียนไว้แล้วต่างชาติไม่ยอมรับ รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้นายโรลัง ยัคมินส์(Rolin-Jacquemyns) เป็นชาวเบลเยียม เขียนประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของไทย แล้วก็เขียนมาตรา 112ไว้ในประมวลกฎหมายอาญาตั้งแต่นั้น แก้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5เป็นร้อยกว่าปี เพื่อแก้ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ความเข้าใจผิดประการต่อมา 2.มาตรา 112 ทำให้ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดย หลักของ ป.อาญา มาตรา 112 มีเพียง 3 ข้อ คือ “ทำให้เสียชื่อเสียง” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Defamation (ดีเฟมเมชัน),“ดูหมิ่น” ภาษาอังกฤษคือ Insultation (อินเซาล์เทชัน)และ “ข่มขู่อาฆาตมาดร้าย” ซึ่งในกรณีคนธรรมดาใครมาทำแบบนี้ก็สามารถฟ้องได้

ดังนั้นมาตรา 112 จึงไม่ใช่ Lese Majeste Law แต่ยังเป็นกฎหมายความมั่นคงเพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นองค์รัฐถาธิปัตย์ เป็นความมั่นคงของชาติ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินทรงฟ้องเองไม่ได้จึงให้คนอื่นฟ้องแทนได้ ส่วนกรณีมาตรา 112 ที่กำหนดโทษจำคุกไว้ตั้งแต่ 3-15 ปี นั่นเป็นการเขียนรวมมาตรา แต่ในความเป็นจริงมีสิ่งที่เรียกว่า “ยี่ต๊อก” หมายถึงแนวทางของศาลที่จำกำหนดโทษ

เช่น 3 ปี สำหรับการทำให้เสียชื่อเสียง 5 ปี สำหรับดูหมิ่น 7 ปี สำหรับข่มขู่อาฆาตมาดร้าย เป็นต้น ส่วนอัตราโทษสูงสุด 15 ปี ไม่มีการกำหนดไว้ เว้นแต่เป็นกรณีทำผิดซ้ำซากจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นข้อเสนอแนะที่บอกว่า อยากให้สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเสรี “จริงๆ แล้วการวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การทำให้เสียชื่อเสียง ดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย” รวมถึงต้องไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย

ทั้งนี้ คนที่อ้างว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบ้าง เสรีภาพทางวิชาการบ้าง แต่หากไปดูรัฐธรรมนูญจะเขียนว่าเสรีภาพเหล่านี้ 1.ต้องไม่ผิดกฎหมาย 2.ต้องไม่เป็นภัยความมั่นคง 3.ต้องไม่ขัดศีลธรรมอันดี 4.ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น แต่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระเจ้าแผ่นดิน ผิดทั้งกฎหมาย เป็นภัยความมั่นคง ขัดประเพณีไทยและยังละเมิดต่อผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องเสรีภาพ หรือเป็นเสรีภาพที่เลยเถิดไปทับสิทธิคนอื่น

“ปลุกกระแสกันขึ้นมาให้ต่อต้าน 112 จะให้ยกเลิกกันให้ได้ จริงๆ ผมมองว่าเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์หมดความศักดิ์สิทธิ์แล้วคนไม่เคารพนับถือ ซึ่งจริงๆ แม่บทของมาตรา 112 คือมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ บอกว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่เคารพสักการะสูงสุดผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็คือต้องการจะละเมิด แต่ถ้าคนที่ไม่ต้องการจะละเมิด ไม่ต้องการไปดูหมิ่น ไปอาฆาตมาดร้ายไปทำให้เสียชื่อเสียง หมิ่นประมาท ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร” ผศ.ดร.อานนท์ ระบุ

ยังมีความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ 3.มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ใช้กลั่นแกล้งกันได้ง่าย ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า แม้จะเป็นความจริงที่มีการนำมาตรา 112 ไปใช้กลั่นแกล้ง แต่สุดท้ายก็ต้องดูที่เจตนา อย่างตนไปขึ้นศาลก็ต้องกล่าวทวนถ้อยคำที่หมิ่นอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ผิดเพราะเจตนาที่กล่าวก็เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอาเข้าจริง “การจะฟ้องมาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีคณะกรรมการคดีความมั่นคง

โดยหากมีผู้ฟ้องมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีก็ต้องสรุปสำนวนส่งมาให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาว่าจะรับไว้เป็นคดีหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะกำกับดูแลโดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ดูแลงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจทั่วไปจะไม่สามารถทำคดีได้จนกว่าคณะกรรมการนี้จะอนุมัติ นอกจากนั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวนในชั้นตำรวจแล้วเสร็จ ก่อนนำสำนวนไปส่งอัยการยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนี้อีกครั้งว่าจะส่งต่อในชั้นอัยการหรือไม่ การกลั่นแกล้งจึงไม่ได้ทำกันง่ายๆ

“ผมมีประสบการณ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนชอบเรียกผมไปเป็นพยาน คือบางคดีจำนวนเยอะเลยทีเดียวที่พนักงานสอบสวนเอามาให้ผมดูแล้วผมคิดว่ายังไม่เข้าข่าย 112 ผมก็ให้ความเห็นไปว่าไม่ควรฟ้อง แล้วพนักงานสอบสวนก็บอกว่าเข้าผมก็ยืนยันว่าไม่เข้า สุดท้ายเขาก็เอาความเห็นผมไปยืนยันกับคณะกรรมการกลั่นกรองความมั่นคงว่ามันไม่เข้า ก็ไม่เป็นคดี มีคดีจำนวนมากที่ไม่เป็นคดีแล้วก็หายไป ซึ่งก็มีคนแจ้งเยอะแต่ไม่เป็นคดีเยอะ ถ้าหมิ่นจริงผมก็พูดตามข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมไม่ได้เลือกว่าข้างไหน ดูที่เนื้อหา” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ผศ.ดร.อานนท์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการให้แก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า “มีต่างชาติบางประเทศเข้ามาสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่?” อย่างตนเองก็เคยเจอกับตัวคือมีเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป เชิญตนไปพบที่บ้านพักเพื่อพูดคุยประเด็นยกเลิกมาตรา 112 โดยขอให้ตนเข้าร่วมกับแนวทางนี้ ซึ่งตนก็ถกเถียงกับเอกอัครราชทูตท่านนี้อยู่ราว 3 ชั่วโมง และได้แย้งไปว่าสิ่งที่กำลังทำนี่คือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ซึ่งเป็นการทำผิดตามสนธิสัญญาเวียนนา

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งทุนต่างชาติ เช่น “National Endowment for Democracy (NED)” ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดย NED จะให้เงินสนับสนุนสื่อมวลชนบางสำนัก และองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) หลายองค์กร ที่เคลื่อนไหวบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากอาจมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการครอบงำอำนาจของมหาอำนาจตะวันตกต่อประเทศไทย

โดยหากย้อนไปในยุคสงครามเย็น ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกมีการพูดถึง “ทฤษฎีโดมิโน” ว่าด้วยหากประเทศหนึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์แบบเดียวกันก็จะลามไปยังประเทศข้างเคียงด้วย เช่น ในทวีปเอเชีย เมื่อจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สักพักก็ลามไปเวียดนาม ลาว กัมพูชา ในขณะที่ประเทศไทย เวลานั้นมหาอำนาจตะวันตกสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเห็นว่านำความเจริญไปสู่พื้นที่ชนบทซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ ก่อนที่ต่อมาประเทศไทยจะเริ่มมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับจีน

“สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็ง เราก็ไม่เป็นแบบซีเรีย ไม่เป็นแบบอิรัก ไม่เป็นแบบประเทศที่เขาเข้าไปบุกรุกได้ พรรคการเมืองบางพรรคก็ถือหางตะวันตกแบบชัดเจน เข้าไปพบทูตเป็นประจำ ทูตก็ลงพื้นที่ไปแทรกแซงทางการเมืองซึ่งตามหลักสากลแล้วทำไม่ได้ หรืออย่างที่เรียกอานนท์ไปคุยก็ทำไม่ได้ ไม่ถูกต้อง เขาไม่ได้เรียกแค่อานนท์นะ เขาเรียกอีกหลายคน ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน ผมรู้อยู่

มันทุเรศถึงขนาดที่ NED ซึ่งเป็นหน่วยงานของส่วนราชการของสหรัฐอเมริกา ให้เงิน NGO ของไทยมาร่างรัฐธรรมนูญของไทย เท่ากับสหรัฐฯ จะมาร่างรัฐธรรมนูญของไทย ขอโทษนะครับ! ประเทศเดียวในโลกที่สหรัฐฯ เขียนรัฐธรรมนูญให้คือ ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วแพ้ ฉะนั้นสหรัฐฯ เขียนรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่นใช้ เขาก็คงอยากทำอย่างนั้น แต่เราไม่ใช่ประเทศแพ้สงคราม” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ผศ.ดร.อานนท์ ย้ำว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช จะให้ต่างชาติมาแทรกแซงได้อย่างไร” อีกทั้ง “สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีคุณค่ากับสังคมไทย” เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยและทำให้บ้านเมืองอยู่อย่างเป็นปกติสุข ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดวิกฤตทางการเมืองหลายครั้ง แต่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นความแน่นอนในความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 คลี่คลายลงได้ก็ด้วยพระบารมี ซึ่งเมื่อคนทะเลาะกันถึงที่สุดก็ต้องมีใครสักคนที่เข้ามาห้าม และคนคนนั้นต้องมีบารมีมากพอ

ดังนั้นความพยายามบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือการทำลายบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ คนไทยจึงต้องเข้าใจร่วมกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อความมั่นคงและทำให้ประเทศไทยอยู่รอดได้อย่างสงบร่มเย็น “ถ้าปราศจากสถาบันพระมหากษัตริย์สงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ยกตัวอย่าง เช่น ฝรั่งเศส จีน ที่เมื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ยังฆ่ากันตายไปอีกนานหลายสิบปี ดังนั้นหากประเทศไทยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ นักการเมืองก็จะตีกันเลือดนองแผ่นดิน

ในตอนท้าย ผศ.ดร.อานนท์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงภูมิทัศน์การสื่อสารด้วยว่า “ทุกวันนี้สื่อทุกสื่อเลือกข้าง และคนรับสารก็ไม่เปิดรับสื่อที่อยู่ตรงข้ามกับข้างที่ตนเองเลือก” จริงอยู่ที่มีคนแนะนำตนว่า ควรเข้าไปนำเสนอข้อมูลอีกด้านในสื่อของอีกฝั่ง แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสจะได้ทำแบบนั้น
จึงอยากให้ผู้ที่รับสื่อฝั่งที่เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์เปิดรับสื่ออีกฝั่งบ้าง จะได้เป็นการฟังแบบรอบด้านไม่ใช่ฟังความข้างเดียว

อย่างตนก็เข้าไปฟังสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์จนเป็นแฟนคลับ หรือหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่เคลื่อนไหวในแนวทางนั้นตนก็อ่านแทบทุกเล่ม แต่ตนก็ไม่ได้คล้อยตาม เพราะสามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงได้ อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันคนรับสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่กลไกการทำงานคือเมื่อคนคนนั้นชอบเนื้อหาแบบใดระบบก็จะเลือกมาแต่เนื้อหาทำนองเดียวกัน ในขณะที่เนื้อหาที่ต่างออกไปจะไม่ถูกมองเห็น

ดังนั้นการ “รู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)” ไม่ใช่รับสารแล้วเชื่อไปเสียทีเดียวจึงสำคัญ แต่นอกจากบทบาทของรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมหลักสูตรดังกล่าวในโรงเรียนแล้ว พ่อแม่หรือครอบครัวก็มีหน้าที่ด้วยและเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หากพ่อแม่รู้ทันสื่อ สามารถสอนลูกให้มีภูมิคุ้มกันได้ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากพ่อแม่ไม่สามารถสอนลูกได้ ลูกก็จะตกเป็นเครื่องมือของสื่อ แต่พ่อแม่ก็ต้องทำให้ดู

“ผมว่าลัทธิชังชาติเป็นปัญหา ชังชาติคือการโทษชาติตัวเอง สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดคือคนที่สมาทานลัทธิชังชาติจะไม่พัฒนาตัวเอง ประเทศไม่ดีฉันเลยไม่มีโอกาสก้าวหน้า สังคมไทยเป็นสังคมเปิดนะ ผมก็เติบโตมาจากเด็กต่างจังหวัด ฐานะปานกลางค่อนข้างจะยากจนด้วยซ้ำ ผมก็เรียนหนังสือ มุมานะหาทุนไปเรียนเมืองนอกได้โดยพ่อแม่ไม่เสียเงินสักบาท ดังนั้นสังคมไทยจริงๆ เป็นสังคมที่เปิดมากถ้าเทียบกับชาติอื่น

จริงๆ ถ้าเราใฝ่ฝันและเราพัฒนาตนเองให้มันดีขึ้นเราจะลุกขึ้นมายืนในที่ดีๆ ของสังคมได้ ไม่ใช่ไปโทษประเทศว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ การโทษว่าประเทศชาติไม่ดีไม่ทำให้ตัวคุณดีขึ้นแต่ทำให้ตัวคุณแย่ลง เพราะคุณมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง ทำให้คุณไม่พัฒนาตัวเอง มันเป็นการเสียโอกาสและเสียอนาคตของตัวคุณเอง” ผศ.ดร.อานนท์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

“ปลุกกระแสกันขึ้นมาให้ต่อต้าน 112 จะให้ยกเลิกกันให้ได้ จริงๆ ผมมองว่าเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์หมดความศักดิ์สิทธิ์แล้วคนไม่เคารพนับถือ ซึ่งจริงๆ แม่บทของมาตรา 112 คือมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ บอกว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่เคารพสักการะสูงสุดผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็คือต้องการจะละเมิด แต่ถ้าคนที่ไม่ต้องการจะละเมิด ไม่ต้องการไปดูหมิ่น ไปอาฆาตมาดร้าย ไปทำให้เสียชื่อเสียง หมิ่นประมาท ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”

เชิญเที่ยวงาน ‘เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้-10 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773874

เชิญเที่ยวงาน ‘เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566’  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้-10 ธ.ค.

เชิญเที่ยวงาน ‘เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้-10 ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานพิธีเปิดงาน ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดงาน“เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566”ภายใต้แนวคิด “น้ำพระทัยสองพระมิ่งขวัญเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เปี่ยมล้นพระเมตตาผู้ประสบอุทกภัย”เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย ในการทรงงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี

โดยถ่ายทอดเรื่องราวการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน ตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย การบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย และการฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง (Immersive Exhibition) การออกร้านจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ร้านโครงการส่วนพระองค์ ร้านพระบรมวงศานุวงศ์ ร้านพึ่งพา และ PAfé ร้านค้ากิตติมศักดิ์ ร้านภริยาเหล่าทัพ ร้านภาคีเครือข่าย และร้านดังจากโลกออนไลน์ กว่า 200 ร้าน และความเพลิดเพลินจากกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย โดยพิธีเปิดงานมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ณ ฮอลล์ 5ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และประธานกรรมการอำนวยการจัดงานฯ เป็นประธานในพิธี

ประธานพิธีเปิดงานถวายความเคารพหน้าพระรูป สองพระมิ่งขวัญเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

อนึ่ง ในวันที่ 7 ธันวาคม คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยากสภากาชาดไทย จัดพิธีถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี กล่าวถวายพระพร และร่วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 28 รูป จากวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ทั้งนี้มีภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมในพิธี

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ในพิธีถวายพระพรเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

งาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 12 ภายใต้แนวคิด “น้ำพระทัยสองพระมิ่งขวัญเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เปี่ยมล้นพระเมตตาผู้ประสบอุทกภัย” เพื่อเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาองค์ประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการทรงงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี และเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และพันธกิจของมูลนิธิฯ ในการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้รากฐานสำคัญของมูลนิธิฯ คือ แบ่งปัน พอเพียง และยั่งยืน อีกทั้งเพื่อแสดงพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐ และเอกชน รวมถึงประชาชน ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นำกล่าวถวายพระพรองค์ประธานกรรมการมูลนิธิ

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการที่สื่อถึงน้ำพระทัยที่ทั้งสองพระองค์ทรงห่วงใยและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยมีพันธกิจหลัก 3 ด้าน คือ เฝ้าระวัง บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟู จัดแสดงในห้องแกลเลอรี่ทรงหยดน้ำที่บอกเล่าเรื่องราวการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในรูปแบบ Immersive Exhibition ด้วยเทคนิคการใช้ภาพและเสียง ผู้ที่เข้าไปชมจะรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง โซน “เฝ้าระวัง…เตือนภัยก่อนเกิดอุทกภัย” สาธิตการทำงานของสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเวลาเมื่อเกิดเหตุจริง โซน “บรรเทาทุกข์…ระหว่างเกิดอุทกภัย” นำเสนอกิจกรรม “จัดถุงยังชีพฯ สัญลักษณ์แห่งขวัญและกำลังใจในรูปแบบ Interactive” เชิญชวนร่วมแบ่งปัน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และรับของที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากมูลนิธิฯ เรียกได้ว่า “สุขที่ได้แบ่งปัน” กิจกรรม“รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” การจำลองรถประกอบอาหาร เห็นถึงพระเมตตาที่ทรงมีต่อผู้ประสบอุทกภัย ด้วยอาหารสูตรประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โซน “ฟื้นฟู…หลังเกิดอุทกภัย”พบกับมุมถ่ายภาพฉากจำลองอุทกภัย ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานการณ์จริง

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ตัดริบบิ้นเปิดงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566”

พลาดไม่ได้เลือกซื้อสินค้าที่บูธโครงการธุรกรรมออนไลน์แนะแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน และให้ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน “ร้านพึ่งพา”

สาโรจน์ พรประภา, พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล, สายสมวงศาสุลักษณ์, ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย และ รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช ร่วมตักบาตรถวายเป็นพระกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นำสินค้าที่ระลึกคอลเลคชั่นพิเศษ อาทิ จานกล้วยไม้โสมสวลีเสื้อและแก้วมัค “ม้านั่ง” และผลิตภัณฑ์ยั่งยืนจากชุมชนผู้ประสบอุทกภัย และร้าน PAfé จำลองอาคารมหินทรเดชานุวัฒน์ ที่ตั้งของร้านในปัจจุบันออกแบบให้เป็นมุมถ่ายภาพ พร้อมนำเมนูพิเศษ เครื่องดื่มและขนม มาร่วมจำหน่าย รวมถึงสินค้าจากร้านค้าโครงการส่วนพระองค์ ร้านพระบรมวงศานุวงศ์ ร้านค้ากิตติมศักดิ์ และร้านค้าเครือข่ายอีกกว่า 200 ร้าน ที่นำสินค้าอุปโภค-บริโภค อาหารและขนมมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ในส่วนของกิจกรรมบันเทิงจัดให้มีการแสดงดนตรีจากสถาบันต่างๆ และกิจกรรมสาธารณกุศลร่วมกับศิลปิน ดารา ทุกวัน อาทิ โตโน่-ภาคิน, อู๋-ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, รัดเกล้า อามระดิษ, ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, นนทิยา จิวบางป่า, ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว และ เท่ห์-อุเทน พรหมมินทร์ พร้อมร่วมประมูลของรักจากศิลปิน รายได้จากการจัดงานนำสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์, อาภาพร จินรัตน์ และ กรณ์ ณรงค์เดช ที่มาอุดหนุนสินค้าภายในร้านโครงการหลวง

งาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566” ภายใต้แนวคิด “น้ำพระทัยสองพระมิ่งขวัญเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เปี่ยมล้นพระเมตตาผู้ประสบอุทกภัย” จะมีไปจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 5 ทั้งนี้รายละเอียดกิจกรรมในแต่ละวัน ทุกท่านสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ Facebook มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชมนิทรรศการ
ภายในงาน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชมนิทรรศการ ภายในงาน

คุณใบพลู-สิรพัชรา โสพัชรมณี และ
คุณวงเวียน-ม.ล.ภัทรสุดา กิติยากร มาร่วม
ชม ช้อป ในงานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566

คุณใบพลู-สิรพัชรา โสพัชรมณี และ คุณวงเวียน-ม.ล.ภัทรสุดา กิติยากร มาร่วม ชม ช้อป ในงานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566

โตโน่-ภาคิน
คำวิลัยศักดิ์ ร่วมถ่ายการกุศล
กับถุงยังชีพพระราชทาน

โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ร่วมถ่ายการกุศล กับถุงยังชีพพระราชทาน

นิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ กรณ์-ศรีริต้า ณรงค์เดช

นิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ กรณ์-ศรีริต้า ณรงค์เดช

ปริศนา กล่ำพินิจ
นำทีมนักแสดงดาวรุ่งจากช่อง 3 ร่วมงาน

ปริศนา กล่ำพินิจ นำทีมนักแสดงดาวรุ่งจากช่อง 3 ร่วมงาน

คุณหญิงมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล, จินตนา จิราธิวัฒน์
บุญรัตน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ชวนช้อปที่ร้าน good goods ในเครือเซ็นทรัล

คุณหญิงมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล, จินตนา จิราธิวัฒน์ บุญรัตน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ชวนช้อปที่ร้าน good goods ในเครือเซ็นทรัล

ปลัด มท. สุทธิพงษ์-ดร.วันดี จุลเจริญ นำทีมร้านค้ากระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยมาร่วมออกร้านในงาน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566

ปลัด มท. สุทธิพงษ์-ดร.วันดี จุลเจริญ นำทีมร้านค้ากระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยมาร่วมออกร้านในงาน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2566

จรูญ ชีวิตโสภณ นายกชมรมคู่สมรสตุลาการศาลยุติธรรม ร่วมออกร้าน

จรูญ ชีวิตโสภณ นายกชมรมคู่สมรสตุลาการศาลยุติธรรม ร่วมออกร้าน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นำคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ร่วมพิธี ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 28 รูป ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นำคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ร่วมพิธี ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 28 รูป ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิในพิธีเปิด อาทิ ฉัตรชัย พรหมเลิศ, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล ร่วมด้วย สันติ สาทิพย์พงษ์, พิริยะ เข็มพล และ พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิในพิธีเปิด อาทิ ฉัตรชัย พรหมเลิศ, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล ร่วมด้วย สันติ สาทิพย์พงษ์, พิริยะ เข็มพล และ พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ นำทีม นฤมล ล้อมทอง, จันทเพ็ญ ปุณศรี, พนมมาศ
ศรีวิหค และ นาริน อุทัยวรรณ เชิญชวนมาช้อปที่ร้าน ๑-๐-๙

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ นำทีม นฤมล ล้อมทอง, จันทเพ็ญ ปุณศรี, พนมมาศ ศรีวิหค และ นาริน อุทัยวรรณ เชิญชวนมาช้อปที่ร้าน ๑-๐-๙

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773875

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.09 น.

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม เปิดให้เข้าชม ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2566 -29 กุมภาพันธ์ 2567 (วันจันทร์ ถึง วันเสาร์ เวลา 10.00-15.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)  ชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง เฉลิมศตพรรษ์กัลยาณิวัฒนา ชมพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เริ่มจองบัตรวันแรก  8 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป โทร 02-251-2999 ต่อ 503 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง https://www.facebook.com/queensavangmuseumwww.queensavang.org

‘จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ’ไม่ได้มองการกลัวผีคือเรื่องงมงาย ถึงจะไม่เคยเจออาถรรพ์ แต่ไม่ขอลบหลู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773812

‘จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ’ไม่ได้มองการกลัวผีคือเรื่องงมงาย ถึงจะไม่เคยเจออาถรรพ์ แต่ไม่ขอลบหลู่

‘จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ’ไม่ได้มองการกลัวผีคือเรื่องงมงาย ถึงจะไม่เคยเจออาถรรพ์ แต่ไม่ขอลบหลู่

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งคนที่บอกว่ากลัวผีขั้นสุดแต่ล่าสุดต้องมารับเล่นละครผีสุดลี้ลับ สำหรับ “จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข” หรือ ชฎาพร ในละคร เรือนชฎานาง ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 8 ที่ในเรื่องต้องลงทุนแปลงโฉมเป็นผีสุดน่ากลัว และยังเป็นครั้งแรกที่สาวจั๊กจั่นแต่งเอฟเฟกท์ผีเยอะที่สุดตั้งแต่เธอรับเล่นละครมา สังเกตว่าการออกมาหลอกหลอนของเธอในแต่ละครั้งก็มีหลากหลายเลเวล ซึ่งเธอเองเผยว่าเป็นคนไม่ชอบดูหนังผี แต่สิ่งที่แสดงออกมามาจากจินตนาการล้วนๆ อีกทั้งยังบอกอีกว่า หลายคนถามถึงเรื่องอาถรรพ์ในเรื่องนี้ ซึ่งเธอยังไม่เคยเจอแต่ก็ไม่ขอลบหลู่ แน่นอน จั๊กจั่น เผยว่า

“ตอนนี้กระแสละครก็ค่อนข้างดีเลย จั่นก็ขอขอบคุณทุกคนนะคะที่ติดตามละครเรื่องเรือนชฎานาง เพราะตอนนี้ทุกคนก็เหมือนเป็นนักสืบที่ตามหาว่า ใครกันที่เป็นผู้ร้ายตัวจริงที่ฆ่า ชฎาพร หลายคนบอกว่าเวลาเราเป็นผี ออกมาแต่ละทีน่ากลัวมาก และก็ไม่ได้ออกมายืนหลอกแค่ธรรมดา ยืนบนโลงศพ นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่โผล่มาข้างในรถคือถ้าเป็นชีวิตจริงที่เราเจอขอบอกเลยว่า จั่นคงสติแตกไปแล้ว ตอนถ่ายทำเรื่องนี้ก็แอบกลัวเรื่องอาถรรพ์นะแต่โชคดีที่เราไม่เคยเจอ อาจเป็นเพราะว่าเราซีเรียสเรื่องการไหว้การเคารพสถานที่มากๆขอขมาสิ่งที่เรามองไม่เห็น ว่านี่คือการแสดง เผื่อบางคำพูดในละคร ไปเผลอลบหลู่ และเราก็ค่อนข้างเชื่อว่ามีอยู่จริง เพราะส่วนตัวกลัวผี แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยสติ และการไม่ลบหลู่ ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่งมงายแต่อยากให้มองว่าเพื่อความสบายใจมากกว่าเรื่องนี้ขอบคุณพี่ต่ายที่ให้โอกาสเรา ได้แสดงฝีมือ กลับมาเล่นละครอีกครั้งในรอบหลายปี เป็นการกลับมาที่ท้าทายตอนที่อ่านบทครั้งแรก และรู้ตัวว่าต้องเล่นเป็นผีทำการบ้านอย่างแรกเลยคือเป็นเรื่องของการรำ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย การรำเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยเราจะทำผิดพลาดไม่ได้เลย ซึ่งก่อนที่จะถ่ายทำ เราก็มีโอกาสได้ไปเรียนมาก่อนทำให้รู้สึกเบาใจมากยิ่งขึ้น ด้านผู้กำกับหนึ่ง-ชัชวาลก็ช่วยเรื่องของการถ่ายทำได้เยอะ ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี และนอกจากการรำ อีกอย่างหนึ่งที่กังวลก็คือเรื่องของการแต่งเอฟเฟกท์ผี เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างจะแพ้ง่ายมาก เราใช้เวลาการแต่งนานพอสมควรน่ากลัวมาก เรารู้สึกเองเวลาดูผ่านกล้องมาพอแต่งออกมาและดูสมจริง ยังกลัวตัวเองเลย เป็นครั้งแรกที่เล่นละครที่แต่งผีหนักขนาดนีอยากฝากได้ดูและลุ้นไปพร้อมๆ กับการตามหาความจริงว่าใครกันที่เป็นคนฆ่าชฎาพรตัวจริง ห้ามพลาดในละคร เรือนชฎานาง ออกอากาศทุกวันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. และ เวลา 22.15 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 สามารถรับชมย้อนหลังที่แรกที่เดียวที่ TrueID ค่ะ”

อุ่นหัวใจไปกับสาวเซ็กซี่‘เนย-กรกนก’ ในรายการ‘RUSH In Campus’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773852

อุ่นหัวใจไปกับสาวเซ็กซี่‘เนย-กรกนก’  ในรายการ‘RUSH In Campus’

อุ่นหัวใจไปกับสาวเซ็กซี่‘เนย-กรกนก’ ในรายการ‘RUSH In Campus’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนาวนี้ไม่เดียวดาย เพราะมีสาวๆ ขี้อ้อน “เนย-กรกนก โนนทิง” มาทำให้หนุ่มๆ ได้อบอุ่นหัวใจไปกับความเซ็กซี่ร้อนแรงของเธอ ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์แฟชั่นสุดพิเศษ Warm & Cozy โดย “สาวเนย” จะชวนทุกคนวูบวาบชวนฝันไปกับฤดูหนาวนี้ 

ในรายการ “RUSH InCampus” (รัชอินแคมปัส) วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2566 เวลา 20.00 น. ทางช่อง RUSH Stories กด 203 บนกล่อง 3BB GIGATV พร้อมช่องทางการติดตามอื่นๆ ทาง เพจเฟซบุ๊ก และช่องยูทูบ RUSH Stories

อิจฉาวาสนา‘มิ้นท์-รัญชน์รวี’ผู้ชายเปิดศึกชิงหัวใจใน‘กลเกมรัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773808

อิจฉาวาสนา‘มิ้นท์-รัญชน์รวี’ผู้ชายเปิดศึกชิงหัวใจใน‘กลเกมรัก’

อิจฉาวาสนา‘มิ้นท์-รัญชน์รวี’ผู้ชายเปิดศึกชิงหัวใจใน‘กลเกมรัก’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“กลเกมรัก” ทางช่อง 3 ตอนนี้เรียกว่ากำลังเข้มข้นเดือดจัดจ้านถึงใจแบบไม่มีแตะเบรกกันแล้ว ในส่วนของความฟินระหว่างพระ-นางก็มาแรงทำคนดูลุ้นจนไม่ได้พักยิ่งสองอีพีล่าสุดทำคนดูว้าวุ่นหนักมากระหว่างความสัมพันธ์ อนล (อู๋-กิตติภณ), อันดา (มิ้นท์-รัญชน์รวี) และ ภีม (ไอซ์-ภาณุวัฒน์)ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์ อนล-อันดา หรือ ภีม-อันดา ก็ฟินไปหมด จนล่าสุด “กลเกมรัก EP10” ทุบสถิติเรตติ้งทั่วประเทศนิวไฮได้ถึง 3.75 ส่วนเรตติ้งในกลุ่มผู้ชมกรุงเทพฯ คว้าได้สูงถึง 4.70 และเรตติ้งในพื้นที่ต่างจังหวัด (RURAL)ทำได้ 3.74

ฟีดแบ๊กล่าสุดทุกคนต่างอิจฉาวาสนา อันดา มาก เพราะมีผู้ชายงานดีมาปะทะอารมณ์กระชากคอเสื้อกันไม่หยุดเพื่อชิงหัวใจของอันดา คนหนึ่งถึงปากไม่ตรงกับใจแต่ก็ดูออกว่ารักอันดามาก อีกคนก็พ่อไมโครเวฟชัดเจนว่ารักพร้อมปกป้องดูแลอันดาเสมอ และสิ่งที่ทำให้การเลือกข้างเชียร์ 2 หนุ่มยากขึ้นไปอีกต้องยกให้ซีนสุดฮือฮา เมื่อหนุ่ม “อู๋-กิตติภณ” โชว์ซิกแพ็กกล้ามแน่นอาบน้ำดับร้อนทำสาวๆ ใจละลายพากันกรี๊ดกร๊าดยกใหญ่ ทำให้ตอนนี้ “อู๋”กลายเป็นหนุ่มฮอตคว้าใจแฟนๆ ไปเพียบ

งานนี้เจ้าตัว “อู๋-กิตติภณ” เลยขอมาขอบคุณแฟนๆ ว่า “เรื่องนี้ผมเต็มที่กับมันมากๆ ตอนแรกๆ ก็อาจจะมีติดขัดบ้างแต่ว่าระหว่างการถ่ายทำอู๋ก็พยายามทำการบ้านอย่างเต็มที่ และพอละครออกอากาศอู๋ก็อ่านฟีดแบ๊กละครตลอดในคอมเมนต์ต่างๆ รู้สึกดีใจครับที่คนให้ความสนใจกับละครกลเกมรัก และดีใจที่มีคนชื่นชมในตัวอนลไม่ได้คาดหวังขนาดนี้เลย คิดว่าคนจะว่าอนลด้วยซ้ำเพราะหลายๆ สิ่งที่อนลทำอู๋รู้สึกว่ามันดูใจร้าย ดูเลวร้าย แต่ว่าที่เซอร์ไพรส์มากที่มีคนเข้าใจและเห็นอกเห็นใจก็ฝากติดตาม กลเกมรัก ด้วยครับ หลังจากนี้บอกเลยว่าอนลเดินหน้าสู้เต็มที่ก่อนหน้านี้อนลแข่งกับภีมเพราะพ่อสั่งแต่เรื่องอันดาพ่อไม่ต้องสั่งอนลก็พร้อมจะแข่งเองครับ” และท้ายที่สุด อันดา จะเลือกใครและตอนนี้ยัยตัวดี ลลิษา (เดนิสเจลีลชา) ก็เริ่มมาพัวพันกับ อนล มากขึ้นไปอีก งานนี้ อนล จะมีหวั่นไหวหรือไม่ต้องรอลุ้นเกาะขอบจอปาดเหงื่อลุ้นความสัมพันธ์ของ “ไอซ์-มิ้นท์-อู๋-เดนิส” ให้ดีๆในละครสุดเข้มข้น “กลเกมรัก” ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 ดูทีวีกด 33 ดูมือถือกด 3 Plus

เสิร์ฟความฟิน‘ชิปปี้,ฮัท’ผลัดกันหอมให้อิจฉาโชว์ซีนหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773816

เสิร์ฟความฟิน‘ชิปปี้,ฮัท’ผลัดกันหอมให้อิจฉาโชว์ซีนหวาน

เสิร์ฟความฟิน‘ชิปปี้,ฮัท’ผลัดกันหอมให้อิจฉาโชว์ซีนหวาน

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เบรกเรื่องเครียดมาเสิร์ฟหวานเพิ่มระดับความฟินกันต่อในซีรี่ส์ “เปลือกรักปมลวง HANGOUT” ภายใต้การผลิตของ “บริษัทแอค อาร์ตเจเนเรชั่น จำกัด” ออกอากาศทาง MONOMAX (โมโนแมกซ์) “นภา”รับบทโดย “ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์”และ “วราวุฒิ” รับบทโดย “ฮัท-ปรัชวินทร์ ภิรมย์ธาดารัตน์” โชว์ความหวานน้ำตาลเรียกพี่มาให้กระชุ่มกระชวยหัวใจเบื้องหลังฉากนี้ทั้งชิปปี้และฮัทต่างก็มืออาชีพมีการหยอกล้อกันก่อนถ่ายจริงไม่ได้เขินอะไรกันเพราะพี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ผู้กำกับ อยากให้เป็นธรรมชาติเล่นเป็นตัวเอง โดยหนุ่มฮัทสุภาพบุรุษมากขอโทษสาวชิปปี้ก่อนถ่ายจริง เริ่มเดินกล้องปุ๊บ…สาวชิปปี้เอาน้ำส้มมาเอาอกเอาใจสามีก่อนไปทำงาน จากนั้นหนุ่มฮัทและชิปปี้ก็โชว์ความฟินต่อเนื่องหยิกแก้มกันผลัดกันหอมคนละฟอด ภาพออกมาดูน่ารักกุ๊กกิ๊กไม่ได้หวือหวามาก แต่ทำให้อมยิ้มอินไปกับทั้งคู่ด้วย

“ฮัท” เผยว่า “ก็ไม่ได้เลิฟซีนอะไรหนักๆ จะเป็นแบบกุ๊กกิ๊กน่ารักใสๆ วัยรุ่นมากกว่าครับ พี่อ๊อฟเขาต้องการแบบหยอกล้อกัน เล่นกัน คนดูดูก็จะน่ารักมันก็จะไม่ได้ไปเชิงในเลิฟซีนดุเดือด ซึ่งกับชิปปี้ก็เริ่มคุ้นเคยกันแล้วเลยทำให้การทำงานราบรื่นดีครับ”

ด้าน “ชิปปี้” เผยว่า “หนูไม่ค่อยเกร็งอะไรอยู่แล้วแต่พี่ฮัทเขาก็จะมีแบบขอโทษนะอะไรอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะถ้าหนูไม่เกร็งเขาก็จะรู้สึกว่าเขาสามารถเล่นได้ฟรีมากขึ้นก็เลยเข้าขากันได้ดีค่ะ”ชมความน่ารักของทั้งคู่ได้ในซีรี่ส์ “เปลือกรักปมลวง HANGOUT” ทาง MONOMAX (โมโนแมกซ์)ที่เดียวเท่านั้น

เจาะลึกเบื้องหลัง Congrats My Ex! ภาพยนตร์ไทยคอเมดี้กระแสแรงแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773857

เจาะลึกเบื้องหลัง Congrats My Ex! ภาพยนตร์ไทยคอเมดี้กระแสแรงแห่งปี

เจาะลึกเบื้องหลัง Congrats My Ex! ภาพยนตร์ไทยคอเมดี้กระแสแรงแห่งปี

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งโปรเจกท์กระแสแรงประจำปี สำหรับภาพยนตร์ไทยคอเมดี้-บอลลีวู้ด มาตรฐานระดับสากล อย่าง “Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” สุดยอดผลงานมาสเตอร์พีชจาก บริษัท Benetone Films ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายเป็นปรากฏการณ์รอมคอมครองเมือง ขึ้นอันดับ 1 ทันทีที่เข้าฉาย ติดชาร์ตกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เพราะนอกจากจะกวาดคำชมแบบถล่มโซเชียลแล้ว ฝีมือการแสดงของนักแสดงระดับเอลิสต์ก็การันตีคุณภาพผลงานได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เบลล่า-ราณี แคมเปน, ไบร์ท-วชิรวิชญ์ชีวอารี, ใบเฟิร์น-พัสกร พลบูรณ์ และ ปิงปอง-ธงชัย ทองกันทมร่วมด้วย สองนักแสดงดาวรุ่งมากฝีมือจากบอลลีวู้ด มาแฮร์ แพนดิและ แอนนาฮีต้า บูชาญ 

นอกจากทีมนักแสดงคุณภาพคับจอแล้ว ภาพยนตร์ Congrats My Ex! ยังได้ผู้กำกับมือหนึ่ง ปรมาจารย์สายคอเมดี้ อย่าง พฤกษ์
เอมะรุจิ เจ้าของผลงานภาพยนตร์ไทยร้อยล้านอย่าง อีเรียมซิ่ง และ ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก ทั้งสองภาค การันตีความสนุกสุดฮา มาร่วมถ่ายทอดความป่วนของเหล่าบรรดาแฟนเก่าได้อย่างสนุก และสร้างเสียงหัวเราะผ่านผลงานโกอินเตอร์เรื่องแรก การันตีความบันเทิงได้จากผลงานก่อนหน้านี้อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือผู้ชมจะได้เห็นพิธีงานแต่งงานของชาวอินเดียแบบดั้งเดิม ที่ถ่ายทอดไปพร้อมความสนุกสนาน รวมถึงฉากการเต้น Sangeet ที่ทีมงานและนักแสดงตั้งใจถ่ายทอดออกมาได้สวยงามและสมจริงอย่างที่สุด

“ความน่าสนใจของโปรเจกท์์นี้คือ ทาง Benetone Films เขาได้เสนอไอเดียเรื่องงานแต่งงานของชาวอินเดีย โดยที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าชาวอินเดียเขามาจัดงานแต่งงานที่ไทยเยอะมาก และด้วยความที่ผู้บริหารทาง Benetone Films เขามีเชื้อสายอินเดีย แถมยังมีนักแสดงอินเดียมาร่วมแสดง ทางทีมงานต้องทำการบ้านค่อนข้างมาก เพราะต้องทำให้ฉากงานแต่งงาน พิธีต่างๆ ในเรื่องออกมาสมจริงที่สุด นำเสนอแก่นแท้ของวัฒนธรรมอินเดียออกมาอย่างถูกต้อง อย่างฉากเต้นของเบลล่า-ไบร์ท ทีมงานได้อิมพอร์ต ทีม Choreographer มาจากมุมไบ คุณ Feroz Khan หนึ่งในกรรมการจากรายการ Dance India Dance มาทั้งสอนนักแสดงเต้น และดูแลฉากนี้ด้วยตัวเอง เพราะต้องลงดีเทลค่อนข้างมาก ซึ่งใช้เวลากับฉากนี้หลายวัน จนทำให้รายละเอียดเล็กๆ ของหนัง หล่อหลอมออกมากลายเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้” พฤกษ์ ผู้กำกับกล่าว

วัยรุ่น 90 ความคลาสสิกในยุคแอนะล็อกกับซีรี่ส์ ‘Analog Squad ทีมรักนักหลอก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773806

วัยรุ่น 90 ความคลาสสิกในยุคแอนะล็อกกับซีรี่ส์  ‘Analog Squad ทีมรักนักหลอก’

วัยรุ่น 90 ความคลาสสิกในยุคแอนะล็อกกับซีรี่ส์ ‘Analog Squad ทีมรักนักหลอก’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพจเจอร์ ตู้โทรศัพท์ อัลบั้มภาพ ล้วนชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตสุดคลาสสิกที่หลายคนเคยสร้างวีรกรรมมันส์ๆ ไว้ให้เล่าอย่างออกรสในทุกปาร์ตี้ Netflixจึงจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “Analog Squad ทีมรักนักหลอก” ซีรี่ส์ที่จะพาผู้ชมไปรู้จักกับครอบครัวหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนใคร ด้วยการเนรมิตร้าน Mischa Cheap ถนนข้าวสาร ให้กลายเป็นยุคในความทรงจำที่ผู้ร่วมงานจะได้เห็นหน้าค่าตาของเหล่าอดีตครอบครัวตัวปลอมจากรูปมากมายที่ใส่กรอบติดอยู่บริเวณโถงทางเดิน ก่อนพบกับเพจเจอร์ยักษ์ ทีวีจอใหญ่เบิ้ม สัญลักษณ์ของยุคแอนะล็อกที่อยู่ภายในงาน

บนเวทีที่ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบาร์แบบยุค 90 เพื่อต้อนรับลูกค้าคนสำคัญอย่าง ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม และ น้ำฝน-กุลณัฐ ที่มาเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของตัวละครในซีรี่ส์ และร่วมแชร์ความเห็นเกี่ยวกับการโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ รวมถึงเหตุการณ์สนุกๆ ในช่วง Y2K ที่ทั้งสองคนไม่เคยลืม ก่อนจะเปิดตัวเจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ในบทบาทของพนักงานบริษัทเพจเจอร์ เพื่อมาร่วมพูดคุยถึงเคล็ดลับในการทำความเข้าใจวิถีชีวิตในช่วงเวลาที่เพจเจอร์กลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เหมือนเป็นสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน ตามมาด้วย ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ ในบทบาทพนักงานร้านเช่าวีดีโอร้านนานา รามา ที่ได้แชร์ความประทับใจในการทำงานสุดอบอุ่นไม่แพ้เรื่องราวในซีรี่ส์ ปิดท้ายด้วย ต้น-นิธิวัฒน์ธราธร ผู้กำกับและผู้ร่วมเขียนบท ที่เผยว่าเรื่องราวในซีรี่ส์นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง! พร้อมเหตุผลว่าทำไมปี 1999 ถึงเหมาะจะเป็นฉากหลังในการเล่าเรื่องราวของครอบครัวเฉพาะกิจนี้มากที่สุด

ซึ่ง ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ได้กล่าวถึงความประทับใจในการทำซีรี่ส์ครั้งแรกว่า“เหมือนเป็นการทำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง ที่ทำให้เราได้รู้จักตัวละครมากขึ้นอีกเยอะเลย แต่ละคนมีเรื่องราวชีวิตและความต้องการของตัวเองที่น่าสนใจซึ่งพอเป็นการทำงานร่วมกับ Netflix ที่ช่วยสนับสนุนไอเดียเราอย่างมากและเห็นภาพตรงกัน ก็ทำให้การทำซีรี่ส์ครั้งแรกง่ายมากขึ้น” ด้าน ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ได้เล่าถึงมุมมองของการโกหกสีขาวและเสน่ห์ของยุค 90 ในซีรี่ส์ ว่า“ก่อนที่ผมจะเลือกโกหกหรือพูดความจริง ผมจะพิจารณาก่อนว่าคนคนนั้นควรจะถูกเราโกหกเพื่อให้เขาสบายใจ หรือว่าเขาควรจะได้ฟังความจริงจากเราเพื่อให้เป็นบทเรียน ซึ่งในยุค 90 ไม่มีใครสามารถตามเราได้ตลอดเวลา เป็นความสงบที่มีเสน่ห์มากๆ ถึงเราจะทำอะไรได้ช้ากว่าทุกวันนี้แต่เราก็มีความสุขครับ”

นอกจากงานแถลงข่าว Netflix ยังได้เซอร์ไพรส์ทีมแอนะล็อกด้วยแขกรับเชิญพิเศษอย่าง สุรสีห์ อิทธิกุล และ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ที่มาร้องเพลงรักสุดอบอุ่น “รักไม่รู้ดับ” ให้ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองและเสียงอันไพเราะ เร่งให้หลายคนอยากรู้เรื่องราวในซีรี่ส์ เพราะแค่บรรยากาศในงานแถลงข่าวก็ยังทำให้อุ่นหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นร้านถ่ายรูปของปู่เขียว ที่ผู้ร่วมงานสามารถใช้กล้องฟิลม์ถ่ายภาพตามใจชอบและนำม้วนฟิล์มไปส่งที่ร้าน เพื่อรอรับอัลบั้มภาพส่งตรงถึงบ้าน หรือตู้โทรศัพท์ที่สามารถโทรฝากข้อความให้ไปปรากฏบนเพจเจอร์ยักษ์ภายในงาน จนสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตสุดคลาสสิกที่แสนคิดถึง

เตรียมค้นหาความหมายใหม่ของคำว่า “ครอบครัว” และความประทับใจที่เริ่มจาก “การโกหก” ในซีรี่ส์ “Analog Squad ทีมรักนักหลอก” 7 ธันวาคม ที่ผ่านมาพร้อมกันบน Netflix กว่า 190 ประเทศทั่วโลก!

‘โอ๊ต,แก้ม’กรี๊ดสนั่น ฝ่าด่านมิชชั่นสุดหินใน‘นิว พาซ่า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/773815

‘โอ๊ต,แก้ม’กรี๊ดสนั่น ฝ่าด่านมิชชั่นสุดหินใน‘นิว พาซ่า’

‘โอ๊ต,แก้ม’กรี๊ดสนั่น ฝ่าด่านมิชชั่นสุดหินใน‘นิว พาซ่า’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์นี้รายการ นิว พาซ่า พิธีกรอารมณ์ดี นิวหนวด-ธนิศ แก้วนาค ขอชวน 2 พระ-นาง โอ๊ต-รัฐธีร์วรโรจน์โยธิน และ แก้ม-ญาณิศา ธีราธร จากละครแฟนตาซีกระแสแรงเรตติ้งสุดปัง “มนตราฟ้าฟื้น” มาสนุกซ่ากันแบบจัดเต็มโดยนัดหมายกันที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค ซึ่งงานนี้นิวหนวด

ได้เตรียมรับน้องไว้แบบจุกๆ ด้วยมิชชั่นต่างๆ ส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้น ตามมาเลยเริ่มต้นกันด้วยมิชชั่นแรก เกมวัดใจ โดยให้ “โอ๊ต-แก้ม” อ่านคำใบ้กลางอากาศขณะอยู่บนไวกิ้ง จากนั้นไปสนุกสุดเหวี่ยงกันให้สุดกันต่อที่เครื่องเล่นอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าจัดหนัก จัดเต็ม ต่อเนื่องกันไม่มีหยุด เกือบจะเล่นครบทุกเครื่องเล่นเลยทีเดียวและปิดท้ายวันกับการทำมิชชั่นสุดโหดในบ้านผีสิง ซึ่งทั้งคู่ใจสู้ฝ่าด่านอรหันต์ต่างๆ ที่นิวหนวดเตรียมไว้
แต่กว่าจะผ่านไปได้ก็ทำเอาพระ-นางของเรากรี๊ดกันสุดเสียง และอีกหนึ่งมิชชั่นสำคัญคือการตามหาดาบฟ้าฟื้น ซึ่งสถานที่กว้างใหญ่ขนาดนี้จะหาเจอหรือไม่ มาเอาใจช่วยทั้งคู่ไปพร้อมๆ กันโดย โอ๊ต-แก้ม อ้อนแฟนๆ ช่วยส่งกำลังใจว่า

“วันนี้พวกเราสองคนสนุกมากที่ได้มารายการ นิว พาซ่า ต้องขอบคุณพี่นิวหนวดและรายการมากที่ชวนพวกเรามา แต่เอาจริงแต่ละมิชชั่นคือ ยากเหมือนกันนะครับ แต่มีหรือเราสองคนจะทำไม่ได้ ฝากทุกคนมาเป็นกำลังใจให้กับพวกเราใน นิว พาซ่า เทปนี้และฝากติดตามละคร มนตราฟ้าฟื้น ด้วยนะครับเพราะตอนนี้ เป็นช่วงปล่อยของกันแบบสุดๆ มีหลายฉากที่เตรียมเซอร์ไพรส์แฟนๆ อีกเพียบ ฝากติดตามชมกันเยอะๆ ด้วยนะครับ” มาปักหมุดพบความสนุก ความมัน และเตรียมมากรี๊ดไปกับ “โอ๊ต-แก้ม” ได้ในรายการ “นิว พาซ่า” ซีซั่น 2 วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคมนี้ เวลา 15.30 น. ทาง ช่อง 7HDกด 35 ดูย้อนหลังได้ที่ BUGABOO.TV และ YouTube : Ch7HD และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่างๆ ได้ทางช่อง 7HDดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com