มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดตัวของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่น My Melody สุดคิวท์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772282

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดตัวของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่น My Melody สุดคิวท์

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดตัวของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่น My Melody สุดคิวท์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เอาใจแฟนพันธุ์แท้ My Melody มูลนิธิรามาธิบดีฯ จับคาแร็กเตอร์ขวัญใจคนทั่วโลก My Melody กระต่ายสีขาวฮู้ดสีชมพูแห่งป่าเมอร์รี่แลนด์ คาแร็กเตอร์สุดน่ารักระดับ Top 3 ของค่าย Sanrio ที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงรักมาอวดความคิ้วท์บนของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่นล่าสุด “My Melody” พร้อมมอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้แฟนๆ ได้เป็นเจ้าของ โดยรายได้ทั้งหมดสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า My Melody เป็นคาแร็กเตอร์ชื่อดังที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและเป็นที่ชื่นชอบมายาวนานกว่า 40 ปี และมีแฟนๆ มากมายในเมืองไทย มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงนำมาสร้างสรรค์ของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่นใหม่ เพื่อให้ผู้ที่หลงรักคาแร็กเตอร์ My Melody หรือชื่นชอบความน่าเอ็นดูของกระต่าย ได้สะสมไอเท็มสุดพิเศษ พร้อมนำความน่ารักของผองเพื่อนซี้ อย่าง Flat หนูตัวจิ๋วสีฟ้า และ Risu กระรอกน้อยสีน้ำตาล มาเพิ่มความสนุกให้กับคอลเลคชั่นนี้ด้วยเช่นกัน

My Melody เป็นหนึ่งในคาแร็กเตอร์ของค่าย Sanrio ประเทศญี่ปุ่น ที่ปรากฏตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.1975 และได้รับความนิยมจากแฟนๆ ทั่วโลกมาถึงทุกวันนี้ ด้วยคาแร็กเตอร์กระต่ายขาวสาวสวย สวมใส่ฮู้ดสีชมพู เติมเต็มความน่ารักด้วยโบเล็กๆ ที่ประดับอยู่ที่หูข้างขวา มีนิสัยใจดี และพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนๆ ของเธอเสมอ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสาอันบริสุทธิ์ และเป็นที่รักของแฟนๆ ทุกวัย

สำหรับของที่ระลึกการกุศลคอลเลคชั่น My Melody มีสินค้าหลากหลายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัย ในราคาที่จับต้องได้จะซื้อใช้เองก็น่าเก็บสะสม หรือมอบเป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุข ก็ถูกใจผู้รับ ครบครันด้วยสินค้าหมวดต่างๆ ตั้งแต่หมวดเครื่องแต่งกายได้แก่ เสื้อยืดทีเชิ้ต ใส่ง่าย นุ่มสบายจากผ้าฝ้ายธรรมชาติ 100% (สีชมพู ม่วง และเหลือง) เสื้อสเว็ตเตอร์ เนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% ใส่เที่ยวหรือทำงาน กันหนาวก็ได้ กันแดดกันลมก็ดี(สีชมพู และม่วง) ชุดนอนแบบเดรสกระโปรงและแบบเสื้อกางเกง ผ้าโพลีเอสเตอร์ซาติน นุ่มสบายไม่ระคายผิว (สีขาว เหลือง และม่วง) ผ้าพันคอ ทำจากผ้าไหมซาตินผืนใหญ่ขนาด 1 เมตร และ หมวกกลับด้าน สัมผัสนุ่ม เบาสบาย ไม่ร้อน ใช้ได้ทั้ง 2 ด้าน (สีชมพู และม่วง)

หมวดกระเป๋ารูปแบบต่างๆ ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี ได้แก่ กระเป๋าผ้าร่มพับเก็บ (สีชมพู และเหลือง) กระเป๋าผ้าไมโคร พกพาสะดวกใช้งานง่าย (สีม่วง และชมพู) กระเป๋ากลับด้าน (สีม่วง และชมพู) ราคา 399 บาท กระเป๋าถือผ้าแคนวาส ใบใหญ่ ใบเล็ก กระเป๋าโน้ตบุ๊ก แข็งแรงทนทานด้วยผ้าแคนวาสบุโฟม กระเป๋าหูรูด ผ้าซาตินใช้งานได้อเนกประสงค์ กระเป๋าใส่เหรียญ (สีชมพู และเหลือง)

หมวดของใช้ในบ้าน ได้แก่ หมอนผ้าห่ม (สีชมพู และเหลือง) ผ้าห่ม ร่มพับ 3 ตอน กันแดดกันฝน ป้องกันรังสี UV (สีชมพู และม่วง) ราคา 399 บาท และ กระบอกน้ำและแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ ทำจากวัสดุสเตนเลส 2 ชั้น เก็บความเย็นและร้อนได้ดี 4-6 ชั่วโมง (สีชมพู และเหลือง) ปิดท้ายด้วย หมวดเครื่องเขียน ได้แก่ แผ่นรองเม้าส์ ผืนใหญ่ วางได้ทั้งคีย์บอร์ดและเมาส์ในแผ่นเดียว ปากกา เขียนลื่น จับถนัดมือ สมุดโน้ต และ สมุดฉีก

ร่วมสนับสนุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ พร้อมจับจองของที่ระลึกการกุศลสุดน่ารัก คอลเลคชั่นMy Melody เริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) หรือสั่งออนไลน์ที่ www.ramafoundation.or.th, LINE @RAMAFOUNDATION, LINE SHOPPING และ Robinhood สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-2012222 ในวันและเวลาราชการ ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION

ศิริราชมุ่งหน้าโครงการ ‘เพื่อนผู้คลอด’ ลดการผ่าคลอดที่ไม่จำเป็น พร้อมกระชับสายสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772259

ศิริราชมุ่งหน้าโครงการ ‘เพื่อนผู้คลอด’  ลดการผ่าคลอดที่ไม่จำเป็น พร้อมกระชับสายสัมพันธ์

ศิริราชมุ่งหน้าโครงการ ‘เพื่อนผู้คลอด’ ลดการผ่าคลอดที่ไม่จำเป็น พร้อมกระชับสายสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลา 9 เดือน หรือประมาณ 40 สัปดาห์ที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านมักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อย อาทิ การเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ การฟังเพลง เป็นต้น แต่เมื่อถึงเวลาที่ลูกน้อยใกล้ลืมตาดูโลก คุณแม่อาจมองข้ามสิ่งหนึ่งไป นั่นคือ การเลือกวิธีคลอดให้เหมาะสม โดยในปัจจุบันการทำคลอดมีหลายวิธี การผ่าคลอดถือเป็นหนึ่งวิธีที่ได้ความนิยมและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการผ่าคลอดส่วนหนึ่งนั้นทำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้

ในทางกลับกัน เพื่อประสบการณ์ที่ดีของคุณแม่ต่อการตั้งครรภ์และการคลอด องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้คลอดตามธรรมชาติเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่จะช่วยส่งผลดีหลากหลายต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ น้อยกว่า เสียเลือดน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า ลูกน้อยมีภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจน้อยกว่า มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า สามารถเริ่มให้นมแม่ได้เร็วกว่า เป็นต้น นอกจากนั้นยังส่งผลดีในระยะยาว เช่น ลดความเสี่ยงของภาวะรกเกาะลึกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปลดความเสี่ยงของลูกน้อยต่อโรคภูมิแพ้ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน รวมทั้งกลุ่มอาการเมตอบอลิกได้อีกด้วย

ถึงแม้การคลอดตามธรรมชาติจะมีข้อดีมากมาย แต่คุณแม่หลายท่านมักเกิดความกังวลหรือกลัวในระหว่างกระบวนการเจ็บครรภ์คลอด ถึงแม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่ด้วยก็ตาม องค์การอนามัยโลกจึงให้ความเห็นว่าการมี “เพื่อนผู้คลอด” (Companion of choice during labor) ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมี โดยคุณแม่สามารถเลือกบุคคลที่ไว้วางใจเข้าไปในห้องคลอดได้อาทิ สามี ญาติ เพื่อนสนิท เป็นต้น โดยจากงานวิจัยและข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าหากมีเพื่อนผู้คลอดจะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ในด้านร่างกายและจิตใจให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการคลอด ลดความตึงเครียด ความกังวลและความกลัวที่อาจจะเกิดขึ้น ฯลฯ

ศ.คลินิก นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร กล่าวว่า ความร่วมมือถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการสร้างปรากฏการณ์ “เพื่อนผู้คลอด” แก่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลระดับตติยภูมิขนาดใหญ่ของประเทศที่มีความเป็นมายาวนานถึง 135 ปี เพื่อยกระดับคุณภาพในการให้บริการ ทั้งนี้ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารคณะฯ ทีมแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน พยาบาลหน่วยฝากครรภ์ และพยาบาลประจำห้องคลอด ในการวางแผนสำหรับดำเนินงาน โดยมีการรับฟังข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นสู่การปรับปรุงแผนให้พร้อมสำหรับการลงมือปฏิบัติจริง ตลอดจนการพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความประสงค์เข้าร่วมโครงการของคุณแม่และญาติ โดยตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันโครงการ “เพื่อนผู้คลอด” ได้รับเสียงตอบรับเกินความคาดหมายที่ตั้งเป้าไว้

ในการเข้าร่วมโครงการเป็น “เพื่อนผู้คลอด” นั้น สตรีตั้งครรภ์ที่วางแผนจะคลอดเองตามธรรมชาติที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ป่วยพิเศษหรือสามัญจะคลอดในช่วงในหรือนอกเวลาราชการ เพียงแต่สตรีตั้งครรภ์และเพื่อนผู้คลอดจำเป็นต้องผ่านการอบรมจากพยาบาลในเรื่องกฎ กติกา ความรู้
ที่จำเป็น และการปฏิบัติตน ระหว่างการเป็นเพื่อนผู้คลอด รวมทั้งจะมีการเยี่ยมชมห้องคลอดเพื่อสร้างความคุ้นเคย ดังนั้น คำว่า “เกะกะ” หรือ “รบกวน” จึงไม่มีอยู่ในโครงการ “เพื่อนผู้คลอด” ที่สำคัญหลายเสียงของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในห้องคลอดยังยืนยันว่า การมีญาติที่คุณแม่ไว้ใจอยู่ข้างกายระหว่างคลอดนั้น สามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุนทางร่างกาย “เพื่อนผู้คลอด” จำเป็นในการช่วยคุณแม่ขยับร่างกายให้อยู่ในท่าทางที่สบาย หรือบีบนวดเบาๆ เพื่อให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้น การสนับสนุนทางด้านจิตใจ คอยให้กำลังใจและสร้างพลังบวกตลอดการทำคลอด อีกทั้งยังช่วยสื่อสารกับแพทย์และพยาบาลแทนคุณแม่ที่กำลังเจ็บครรภ์ รวมถึงอธิบายให้คุณแม่ทราบในเรื่องที่แพทย์และพยาบาลต้องการสื่อสาร คุณแม่จึงเกิดความผ่อนคลาย ส่งผลให้กระบวนการคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องของลูกน้อยดังขึ้นให้ชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีการเก็บภาพวินาทีแสนประทับใจของครอบครัวเป็นที่ระลึก ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของคุณแม่ แต่สะท้อนถึงความปลาบปลื้มใจ รอยยิ้มที่สุดแสนวิเศษของ “เพื่อนผู้คลอด” และลูกน้อยตัวจิ๋วในอ้อมกอดอันอบอุ่น เป็นภาพที่มีคุณค่าต่อจิตใจกับทุกคนในครอบครัว

สตรีตั้งครรภ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “เพื่อนผู้คลอด” นั้น สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยฝากครรภ์ โรงพยาบาลศิริราช โทร.02-4198815 หรือ 02-4197367 ในเวลาราชการ และสำหรับโรงพยาบาลที่มีความประสงค์จัดทำโครงการ “เพื่อนผู้คลอด” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล โทร.02-4197000 ต่อ 4666, 4777, 4888 หรือ 4999

ททท.เดินหน้าสู่ความยั่งยืน สร้างสุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยวไทยไร้คาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772267

ททท.เดินหน้าสู่ความยั่งยืน สร้างสุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยวไทยไร้คาร์บอน

ททท.เดินหน้าสู่ความยั่งยืน สร้างสุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยวไทยไร้คาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสู่ความยั่งยืน ผ่านมิติการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนสุทธิ เป็นศูนย์ย้ำแนวคิด “ปรับ-ลด-ชดเชย” สร้าง “สุดยอดชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน” ภายใต้โครงการ No Carbon Village Challeng มอบรางวัล “สุดยอดชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน” ให้แก่ 10 ชุมชนต้นแบบภายใต้โครงการNo Carbon Village Challenge พร้อมเปิดตัว 10 เส้นทางท่องเที่ยวNo Carbon Village และโปรโมชั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ดีที่สุดแห่งปี เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตามแนวนโยบาย BCG นำไปสู่การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างยั่งยืน โดยมีนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เป็นประธานในพิธี

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ททท. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการตลาด จึงได้กำหนดกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งในด้านการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน (Safe and Sustainable Tourism) รวมทั้งการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Responsible Tourism) จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism Goals : STGs มุ่งสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างยั่งยืนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพ พัฒนา และต่อยอดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ที่เหมาะสมกับบริบท ของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย ทั้งในส่วนผู้ประกอบการ และชุมชนท่องเที่ยวมุ่งเน้นกระบวนการตามแนวคิด “ปรับ-ลด-ชดเชย” เพื่อเปลี่ยนให้กิจกรรมท่องเที่ยวของธุรกิจ/ชุมชน กลายเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ

ททท. จึงได้จับมือร่วมกับภาคีเครือข่ายในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การ มหาชน) สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) บริษัท ไทยแอร์เอเชียจำกัด บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด บริษัท มาสเตอร์แพลน จำกัด และแพลตฟอร์ม GoGreenBooking.com สนับสนุนโครงการ No Carbon Village Challenge “สุดยอดชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน” จัดประกวดสุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนแบบไร้คาร์บอน เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนจากการท่องเที่ยว การใช้พลังงานทดแทน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพิ่มความตระหนักและความเข้าใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม ผสานกับความสนุกสนานจากการออกเดินทางเรียนรู้กิจกรรมควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ให้พร้อมไปสู่การเป็นต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริงเพื่อส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกและเฟ้นหา 10 ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ ครอบคลุม 5 ภูมิภาคของประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับ 10 บริษัทนำเที่ยวรักษ์โลก เพื่อร่วมสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ยั่งยืนเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยพร้อมส่งต่อและสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืนด้วยการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์และโปรโมชั่นลดราคาในทุกการจองแพ็กเกจท่องเที่ยว1,000 สิทธิ์แรกทันที 50% เพื่อร่วมสร้างOne Click, Big Impact ไปด้วยกัน

ในงานดังกล่าว รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. ได้มอบโล่รางวัลเพื่อเป็นตราสัญลักษณ์แสดงศักยภาพ และความพร้อมในการเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ให้แก่ 10 ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ (No Carbon Village Challenge) พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ทั้ง 10 ชุมชนและ 10 บริษัทนำเที่ยว ที่เข้าร่วมโครงการฯ อีกทั้งยังมีการมอบรางวัล The Best Partner and Collaboration Award สุดยอดพันธมิตรและความร่วมมือกับชุมชนต้นแบบ ให้แก่ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด และรางวัล The Best DMC Content Creator จากการจัดทำคอนเทนต์สร้างสรรค์เรื่องราวให้ชุมชน/สถานประกอบการใช้ส่งเสริมการขายและสร้างการรับรู้ในมุมมองที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ในแบบที่Amazing ยิ่งกว่าเดิม สำหรับทีมของบริษัทนำเที่ยวพันธมิตรผู้ชนะเลิศ ได้แก่ บริษัท เทรคกิ้งไทย จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ บริษัท สยามร้าย ทราเวล รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ ได้แก่ บริษัท ทัวร์อินไทย แอนด์ อะเมซิ่ง แทรเวิล จำกัด

นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงาน 10 เส้นทางท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน สะท้อนภาพลักษณ์ความร่วมมือ (Collaboration) ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงเพิ่มมูลค่า สร้างจุดเด่น และเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมนำเสนอสู่นักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่สนุกสนานและเพลิดเพลิน เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถจองและร่วมเดินทางกับเส้นทางต้นแบบการท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอนได้ที่เว็บไซต์ GoGreen Booking.com และ Facebook : No Carbon Village Challenge

มูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท ไทยเบฟฯ เปิดตัวหนังสือ‘บันทึก นึกอร่อย’ ตำราอาหารของ‘ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล’ต้นเครื่องในหลวงรัชกาลที่ 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772275

มูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท ไทยเบฟฯ เปิดตัวหนังสือ‘บันทึก นึกอร่อย’  ตำราอาหารของ‘ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล’ต้นเครื่องในหลวงรัชกาลที่ 9

มูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท ไทยเบฟฯ เปิดตัวหนังสือ‘บันทึก นึกอร่อย’ ตำราอาหารของ‘ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล’ต้นเครื่องในหลวงรัชกาลที่ 9

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดทำตำราอาหารของ ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล มารดาของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อรักษาคุณค่าทางภูมิปัญญาของอาหารไทย ซึ่งนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง สูตรอาหารแบบดั้งเดิมนับวันได้ถูกปรับเปลี่ยนไปมากตามยุคสมัยและทรงเกรงว่าจะสูญหาย การจัดทำหนังสือชุดนี้ จะได้นำเสนอเรื่องราวรวมถึงสูตรการทำอาหารและเกร็ดความรู้อันทรงคุณค่า โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานคำนิยมและพระราชทานชื่อหนังสือว่า “บันทึก นึกอร่อย”

มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “บันทึก นึกอร่อย” ตำราอาหารจากประสบการณ์และการจดบันทึกของท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล“ต้นเครื่องในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ได้รับการรวบรวมจัดพิมพ์และนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรก โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา เป็นประธานในงานแถลงข่าว พร้อมด้วย คุณหญิงจินตนา ตันติเวชกุล, ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ภากมล รัตตเสรี กรรมการ และรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา, นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ศุภณัฐ คุณารักษ์ (เชฟแอน) โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือสมทบเข้ามูลนิธิชัยพัฒนา บ้านสุริยาศัย ถนนสุรวงศ์ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ท่านผู้หญิงประสานสุขตันติเวชกุล ได้เคยถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในฐานะต้นเครื่องไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยทำหน้าที่จัดเตรียมพระกระยาหารไทย ประจำพระตำหนักจิตรลดารโหฐานยาวนานกว่า 40 ปี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยรับสั่งถึง ท่านผู้หญิงประสานสุข ความตอนหนึ่งว่า…“…คุณแม่ของคุณสุเมธ คือท่านผู้หญิงประสานสุข รู้จักกับคนในวังดี เช่นท่านผู้หญิงเจือทอง หรือท่านผู้หญิงมณีรัตน์ และทุกคนก็ทราบว่าคุณหญิงประสานสุขเป็นคนที่มีความสามารถในการปรุงอาหารตอนนั้นหัวหน้าห้องเครื่อง ซึ่งสมัยนั้นคุณหญิงติ๋วก็ถึงแก่กรรมไป ทุกคนก็เชิญคุณหญิงประสานสุข ซึ่งท่านก็ไม่แน่ใจว่าจะทำอาหารแบบในวังได้ดี แต่ท่านก็มา … ท่านผู้หญิงก็ตั้งใจศึกษา ซึ่งรวบรวมตำราอาหารเขียนไว้มากมาย ทั้งของตัวเองและไปศึกษาทางวังต่างๆ …”

ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ไปเรียนทำอาหารจากวังราชสกุลต่างๆ เช่น วังสระปทุม วังวรดิศ ฯลฯ รวมทั้งศึกษาจากตำราของผู้ที่เป็นปูชนียบุคคลด้านการทำอาหาร เช่น หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และสูตรอาหารที่คิดค้นด้วยตนเอง อีกทั้ง ช่วงระยะเวลาแห่งการถวายงานในฐานะต้นเครื่องไทยนั้น ท่านผู้หญิงประสานสุขได้รวบรวมตำราทำอาหารต่างๆ ทั้งคาวและหวาน โดยเขียนด้วยลายมือตนเองเก็บรวบรวมไว้ รวมถึงหนังสือและตำราอาหารที่สำคัญอีกหลายเล่มซึ่งล้วนเป็นตำราอาหารที่หาไม่ได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ได้เขียนบันทึกตารางตั้งพระกระยาหารและเครื่องเสวยต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ นั้น โปรดเสวยพระกระยาหารไทยที่เรียบง่ายเหมือนบุคคลทั่วไป แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

รูปแบบหนังสือที่จัดทำนี้ ได้จัดวางรูปเล่มเสมือนสมุดบันทึกของท่านผู้หญิงประสานสุข ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวและสูตรพระกระยาหาร รวมถึงสูตรอาหารอื่นๆ โดยจัดทำเป็นชุดหนังสือบรรจุในกล่องกระดาษแข็งจัดทำพิเศษ ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 4 เล่ม แบ่งตามประเภทของอาหาร ดังนี้ เล่ม 1 “กับข้าว กับปลา” นำเสนอวัฒนธรรมอาหารชาววังเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับอาหารชาววัง ความเชื่อมโยงและการประยุกต์กับวัตถุดิบท้องถิ่น สอดแทรกเกร็ดความรู้และเคล็ดลับตามที่ท่านผู้หญิงประสานสุขบันทึกไว้ เล่ม 2 “ต้มยำ ทำแกง” เรื่องราวของแกง ต้มยำ และยำต่างๆ ที่เป็นดั่งงานศิลป์ ในการผสมผสานสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดได้เป็นเมนูอาหารที่มีรสชาติอันวิจิตร เล่ม 3 “จานข้าว จานเส้น” สูตรอาหารจานเดียว ทั้งของไทย จีน ฝรั่ง เรื่องราวข้าวผัดไกลกังวล และเรื่องเล่าของเมนูขนมจีนกับน้ำยาต่างๆเล่ม 4 “ของว่าง ของหวาน” เทคนิคการปรุงของหวานทั้งตำรับไทยและต่างชาติ สอดแทรกประวัติความเป็นมาที่น่าประทับใจ

ทั้งนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ โดยมีบริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบการจัดวางเนื้อหา และสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ถ่ายภาพประกอบหนังสือ รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา หนังสือ “บันทึก นึกอร่อย” จะเริ่มจำหน่ายในวันที่1 ธันวาคม 2566 ในราคาชุดละ1,500 บาท โดยจำหน่ายผ่าน สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา โทร.02-4478585-8 ต่อ 103 ร้านภัทรพัฒน์ทุกสาขาและช่องทางออนไลน์ ร้านนายอินทร์ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ (SE-ED Book Center) บีทูเอส (B2S) คิโนะคูนิยะ (Kinokuniya) เอเซียบุ๊คส (Asia Books) ทั้งนี้ หากสั่งซื้อจำนวน 200 ชุดขึ้นไป สามารถจัดพิมพ์โลโก้หรือชื่อของหน่วยงาน องค์กร หรือกลุ่มธุรกิจบนกล่องหนังสือได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาโทร.02-4478585-8 ต่อ 103

เปิดศูนย์ Hair Center ‘ปลูกผม เปลี่ยนชีวิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772257

เปิดศูนย์ Hair Center ‘ปลูกผม เปลี่ยนชีวิต’

เปิดศูนย์ Hair Center ‘ปลูกผม เปลี่ยนชีวิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันสุขภาพและความงาม ตรัยญา โดย แพทย์หญิงพิมพ์ชนก บุษกรเรืองรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์สถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา  ร่วมกับ มิลเลี่ยน แฮร์ ทรานส์เพลนท์ เซ็นเตอร์ โดย นายแพทย์ ธิติวัฒน์ วีรโรจน์รัชกุล ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านการปลูกผมถาวร Million Hair Transplant Center (MHC) จัดงาน Grand Opening “Growing Together” Hair Center ณ บริเวณล็อบบี้ ชั้น 1 ลานนกน้อย สถาบันสุขภาพและความงามตรัยญาโรงพยาบาลปิยะเวท เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

แพทย์หญิงพิมพ์ชนก บุษกรเรืองรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์สถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา กล่าวว่าทำไมถึงมีศูนย์ Plastic Surgery and Hair Center ที่ TRIA ด้วยนั้น “เพราะการที่เรามีรูปลักษณ์สมดั่งใจที่เราวาดไว้ ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีพลังใจ มีความมั่นใจ ในการทำภารกิจต่างๆ ตรัยญาเรายึดมั่นในส่วนประกอบที่สำคัญของการดูแลทั้งสุขภาพกาย และใจ เพราะฉะนั้นคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการปลูกผมหรือการทำศัลยกรรมความงามก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เราแข็งแรงทางจิตใจ”

“ส่วนเหตุผลที่เลือก Million Hair Transplant Center  (MHC)มาเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจร่วมกัน เพราะ Mission ของตรัยญาคือ To be the best medical wellness center with professional expertise and luxury services to enhance better and longer living เพราะฉะนั้น เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาร่วมทำงานด้วยกัน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ ทีมงานเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ สถานที่ จนถึงบริการ ที่ต้องดีที่สุด ได้มาตรฐานที่สุด และตรัยญาก็ได้มาเจอกับนายแพทย์ธิติวัฒน์ วีรโรจน์รัชกุล หรือคุณหมอป๋อง ของ MHC ซึ่งท่านก็เป็นศัลยแพทย์ที่ชำนาญการมีประสบการณ์การทำงานด้านการปลูกผมมากกว่า  18 ปี และเป็น 1 ใน 25 อันดับศัลยแพทย์ปลูกผมถาวรที่ผู้รับบริการโหวตให้ในปี 2023 ด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่หมอสัมผัสได้จากการร่วมงานกับคุณหมอป๋อง ก็คือ Passion ในการทำหัตถการปลูกผมจริงๆ คุณหมอใส่ใจรายละเอียดต่างๆด้วยความจริงใจ อยากให้ทุกเคสออกมาประสบความสำเร็จมากที่สุด เราเลยคิดว่าเรามีแนวทางการทำงานที่คล้ายกันคือ ผลลัพธ์ที่ผู้รับบริการจะได้ต้องมาเป็นอันดับ 1”

ด้าน นายแพทย์ธิติวัฒน์ วีรโรจน์รัชกุล ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผมถาวร Million Hair Transplant Center  (MHC) กล่าวถึงหลักการทำงาน ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้เข้ารับบริการว่า “ผู้รับบริการที่ตัดสินใจปลูกผม นอกจากตัวผู้ลงมือทำหัตถการแล้ว ความมั่นใจต้องมาอันดับต้นๆ ไม่แพ้กัน อย่างที่คุณหมอพิมพ์ชนกกล่าวไปคือเพื่อเป็นthe best จริงๆ มาตรฐานความปลอดภัย ไม่ต้องห่วงเลย สถานที่ตั้งติดกับโรงพยาบาลปิยะเวท มีห้องผ่าตัดเป็นของตัวเอง บรรยากาศที่สวยงาม ไม่ได้รู้สึกว่ามาโรงพยาบาล แต่มาพักผ่อน มาแล้วมีความสุข บริการที่เป็นเลิศผมมาที่นี่ครั้งแรก ผมนึกว่ามาโรงแรมหกดาว และผมเชื่อมั่นในความเป็นHolistic ของที่นี่จริงๆ มันเลยเหมือนผมมีความภูมิใจที่ผมเป็นส่วนหนึ่ง ถึงจะไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลสุขภาพกายโดยตรง แต่ผมได้ทำให้ผู้รับบริการของผมกลับไปด้วยใจที่เบิกบาน พองโตมั่นใจพร้อมพิชิตใดๆ ในโลก ซึ่งผมคิดเหมือนคุณหมอพิมพ์ชนก ว่าเรามุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของผู้รับบริการจริงๆ”

ในงานนอกจากจะพิธีเปิดงาน เพื่อร่วมประกาศความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา (TRIA ) และ Million Hair Transplant Center (MHC) แล้ว ในงานยังมีการเสวนาเรื่อง“ปลูกผม เปลี่ยนชีวิต” โดย นายแพทย์ธิติวัฒน์ วีรโรจน์รัชกุลพร้อมด้วยวิทยากรคนดังจากแวดวงต่างๆ ซึ่งล้วนเข้ารับบริการจากนายแพทย์ธิติวัฒน์ มาแล้วทั้งสิ้น อาทิ สุธาทร สุทธิสนธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด Property Influencer นักวางแผนทางการเงิน FA AIA, นฤพนธุ์ พันธุ์ไพโรจน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท สตูลดิโอนุ้ยจำกัด และผู้กำกับ เขียนบทแอนิเมชั่นซีรี่ส์เรื่อง หนอนน้อยผจญภัย, อิม-เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้ ดารานักแสดงสาวและ ฟ้าวเฟี้ยว สุดสวิงริงโก้ 

งาน Grand Opening “Growing Together” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-30 พฤศจิกายน 2566 พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานให้กับผู้มีปัญหาทางด้านศีรษะ และเส้นผมอาทิ ปลูกผมแบบ FUE ไม่จำกัดกราฟราคา 99,000 บาท, PRP Hair 8,000 บาทต่อครั้ง จากราคาเดิม45,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น

สนใจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโปรโมชั่นพิเศษด้านศีรษะและเส้นผม ได้ที่ โทร.02-1295500, Line ID : TRIABKK, Facebook : TRIABKK หรือที่ www.tria.co.th

‘เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์’คว้ามงกุฎ‘Miss Tourism International 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772273

‘เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์’คว้ามงกุฎ‘Miss Tourism International 2023’

‘เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์’คว้ามงกุฎ‘Miss Tourism International 2023’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สายสะพาน “ไทยแลนด์” กระหึ่มโลกอีกครั้ง หลัง เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์ ดีกรีรองอันดับ 1 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2023 สามารถคว้ามงกุฎบนเวทีนานาชาติ Miss Tourism International 2023 (มิสทัวริซึ่ม อินเตอร์เนชั่นแนล 2023) มาครองได้สำเร็จสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทยคว้ามงกุฏเวทีนี้ 2 ปีซ้อน

เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์ สาวงามตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด Miss Tourism International 2023 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโกตากีนาบาลู รัฐซาบะฮ์ ประเทศมาเลเซีย หลังเตรียมความพร้อมมาอย่างดี เทีย เดินเครื่องทำคะแนนเต็มที่ในทุกรอบกิจกรรม รวมถึงรอบตัดสิน ไม่ว่าจะด้านความสวย หรือสมองที่พร้อมเสมอ ตอบคำถามได้ถูกใจคณะกรรมการที่สุด สามารถคว้ามงกุฎ Miss Tourism International 2023 เป็นผลสำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทย ที่สามารถคว้ามงกุฎ Miss Tourism International มาครองได้แบบ 2 ปีซ้อน โดยปีที่ผ่านมามารีม่า สุภัทรา เกลี้ยงพร้อม ตัวแทนประเทศไทยครองตำแหน่ง Miss Tourism International 2022 ปิดตำนานการรอคอยในรอบ 20 ปีของไทยสำเร็จ และปีนี้ มารีม่า ออกมาอำลาตำแหน่ง และทำหน้าที่มอบมงกุฎอันทรงเกียรติMiss Tourism International 2023 ให้กับ เทียด้วยความภาคภูมิใจ

เทีย ทวีพาณิชย์พันธุ์ เผยว่า “ตอนแรกยอมรับว่า กดดันมาก เพราะบริบทของเวทีมันสวนทางกับตัวตนเทีย หวังเข้าแค่ TOP 3 ก็ดีใจแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะคว้ามงกุฎ เพราะมารีม่าเพิ่งคว้ามงกุฎไป แต่ก็พยายามทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งวัน Final คนอื่นได้รางวัลพิเศษกันหมด เริ่มใจไม่ดีแล้ว แต่พอกล้องแพลนมาที่เรา และเจ้าของเวทีก็มาประกาศผู้ได้รับตำแหน่ง Miss Tourism International 2023 มันเป็นชื่อ เทีย นี่กรี๊ดเลย และยิ่งมารู้ว่า B2B เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการนางงาม ภูมิใจมาก หวังว่าแฟนนางงามจะภูมิใจกับเทีย ซึ่งหนึ่งปีหลังจากนี้ก็จะทำหน้าที่ทูตการท่องเที่ยวให้ดีที่สุดค่ะ สุดท้ายขอขอบคุณด้อมทุกด้อมขอบคุณพี่ๆ ที่เชียร์เทีย ดีใจที่ได้ทำให้ทุกคนได้ภาคภูมิใจในความสามารถของเทียนะคะ”

ผอ.ฟ้า เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีวันลอยกระทงวัดลำกะดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772260

ผอ.ฟ้า เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีวันลอยกระทงวัดลำกะดาน

ผอ.ฟ้า เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีวันลอยกระทงวัดลำกะดาน

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.46 น.

28 พฤศจิกายน 2566  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ ผอ.ฟ้า ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี เป็นประธานพิธีเปิดงานสืบสานประเพณีวันลอยกระทง ประจำปี 2566 ที่วัดลำกะดาน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ โดยมี พระครูวิธานวรานุกูล และ พ.อ.อ.บุรีรักษ์ คุ้มกลาง ผอ.โรงเรียนวัดลำกะดาน แขกผู้มีเกียรติ ประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมลอยกระทง การแสดงศิลปวัฒนธรรม ร้องเต้น และการประกวดหนูน้อยนพมาศ  และพิธีสวดพระนพเคราะห์ ลอยพระเคราะห์ ขณะเดียวกัน ผอ.ฟ้า ได้บริจาคเงินสมทบทุนการศึกษาให้กับทางวัดและโรงเรียนรวม 60,000 บาท

ผอ.ฟ้า  กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงของไทย จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทยที่มีมาแต่โบราณ นับเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต และความเชื่อของชาวไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ถือปฏิบัติตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น บ้างเพื่อเป็นการให้ความเคารพบูชาและขอบคุณน้ำที่อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เป็นการสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ รวมทั้งเป็นการขอขมาลาโทษต่อพระแม่คงคาที่มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์หรือทำความเสียหายที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไปในแม่น้ำ รวมทั้งยังถือว่าเป็นการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนเดือนเพ็ญอีกด้วย รวมถึง ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้เรียนรู้ถึงมรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืนสืบไป งานวันนี้ทำให้คิดถึงบรรยากาศตอนเด็กๆ และวันนี้ได้อธิฐานตอนลอยกระทงคือ สิ่งที่สำคัญที่สุด1ก่อนจะพูดถึงตัวเอง ก็อยากให้ประเทศชาติของเราหรือประชาชนให้อยู่ดีกินดี และขอให้ประทศเราอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ให้เกิดแต่สิ่งดีๆปฎิบัติดีอย่างต่อเนื่อง ถือว่าวันนี้คือเป็นวันนี้คือเป็นวันพิเศษวันหนึ่ง

ด้าน พ.อ.อ.บุรีรักษ์ ผอ.โรงเรียนวัดลำกะดาน กล่าวว่า เป็นเพราะพระอาจารย์ช่วยและเป็นสิ่งที่ทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระอาจารย์ทอง อดีตเจ้าอาวาสองค์เดิม ที่จัดให้มีกิจกรรมสำหรับวัดและโรงเรียน ร่วมกับบุคคล จัดกิจกรรมทุกปีอย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณท่านเจ้าอาวาสที่สนับสนุนเสมอมา และผู้มีอุปการคุณโดยเฉพาะ ผอ.ฟ้า ทางโรงเรียนวัดลำกะดานถือว่าโชคดีที่มี ผอ.ฟ้า เข้ามาวัดเด็ก๐ก็จะดีใจ ที่เหมือนมีแม่ฟ้า มาประทานในสิ่งที่ขาดไป ซึ่งทางโรงเรียนจะเป็นคนประสานติดต่อให้การสนับสนุนทั้งของวัดและของโรงเรียนอย่างดีเสมอมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งให้ ผอ.ฟ้า จะเคียงคู่กับวัดลำกะกะดานไปอีกนานๆเพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ก็จะอยู่จนครบวาระและออกไป เราเชื่อมั่นว่า ผอ.ฟ้า จะดูแลทั้งวัดและโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและตลอดไป

-(016)

แฟมิลี่ฟันรัน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ส่งเสริมการออกกำลังกาย ความสุขของสถาบันครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772238

แฟมิลี่ฟันรัน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ส่งเสริมการออกกำลังกาย ความสุขของสถาบันครอบครัว

แฟมิลี่ฟันรัน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ส่งเสริมการออกกำลังกาย ความสุขของสถาบันครอบครัว

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.50 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร  ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดกิจกรรม วิ่งเพื่อพ่อ ( RUN FOR DAD ) เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ  และวันคล้ายวันพระราชสมภพ  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2566  ส่งเสริมการออกกำลังกาย  ส่งเสริมความรัก ความสุขของสถาบันครอบครัว ณ อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท

เพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัว เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ภาครัฐ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคเอกชน นำโดย เอ็ม ดิสทริค (EM DISTRICT) จึงได้จัดกิจกรรมวิ่ง 2 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมแฟมิลี่ ฟัน รัน (FAMILY FUN RUN 2023) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 5.30 น. – 8.30 น.  และ กิจกรรมคัลเลอร์ฟูล แบงค็อก ไนท์ ฟัน รัน  (COLOURFUL BANGKOK NIGHT FUN RUN) ในวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 19.30 น.  – 21.30 น. โดยเป็นกิจกรรมวิ่งภายในอุทยานเบญจสิริ เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ในรูปแบบ ฟัน รัน (Fun Run) รายได้ในกิจกรรมดังกล่าว หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา

ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ http://www.runlah.com โดยผู้สมัครจะได้รับเสื้อยืดพร้อมหมายเลขประจำตัว รวมทั้งเหรียญที่ระลึกเมื่อเข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนด

-(016)

ไฮเออร์ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี 4 ปีซ้อน จาก Superbrands Thailand

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772229

ไฮเออร์ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี 4 ปีซ้อน จาก Superbrands Thailand

ไฮเออร์ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี 4 ปีซ้อน จาก Superbrands Thailand

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.06 น.

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 14 ปีซ้อน ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี ประจำปี 2566 (Superbrands Thailand’s Choice 2023) จาก Superbrands Thailand โดยมี คุณโปรดปราณ ชูจิตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนรับโล่รางวัลจาก คุณไมค์ อิงลิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร องค์กรซุปเปอร์แบรนด์ และ ประกาศนียบัตรจาก คุณแชมเปญ เทียนแขวะ ผู้อำนวยการซุปเปอร์แบรนด์ประเทศไทย ณ อาคารเกษร ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

โปรดปราณ ชูจิตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า “ขอขอบคุณทาง Superbrands สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติ ที่ไฮเออร์ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไฮเออร์ ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวางแผนกลยุทธ์การตลาด และจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อนำเสนอสินค้า และบริการที่ดีขึ้นอยู่เสมอ อีกทั้งในปีนี้ไฮเออร์ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในคอนเซปต์ Inspired Future Dream ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอน การเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันแบดมินตันระหว่างโรงเรียนที่รวมนักกีฬาเยาวชนจากทั่วประเทศ นอกจากการที่ไฮเออร์ได้สร้างสรรค์สินค้าที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังต้องการส่งเสริมในทุก ๆ ด้านเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง และมีชีวิตที่สะดวกสบายที่มาพร้อมความยั่งยืน ซึ่งทำให้ไฮเออร์เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน”

ทั้งนี้ รางวัล Superbrands ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ที่มอบให้กับองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพของแบรนด์ (Brand Quality) ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ (Reliability) และ เอกลักษณ์ ความโดดเด่นของแบรนด์ (Distinction) โดยรางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี เป็นรางวัลที่พิจารณาจากการโหวตของผู้บริโภคในประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาด สื่อมวลชน และคณะกรรมการอิสระจากทั่วประเทศ

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมต่าง ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, TikTok: @haier_thailand และ Line OA: @haierthailand หรือ ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม ได้ที่

บี.กริม ปลื้ม ‘Mission Tiger’ คว้ารางวัล Best Infotainment Programme จากเวทีระดับสากล Asian Academy Creative Awards 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772224

บี.กริม ปลื้ม 'Mission Tiger' คว้ารางวัล Best Infotainment Programme จากเวทีระดับสากล Asian Academy Creative Awards 2023

บี.กริม ปลื้ม ‘Mission Tiger’ คว้ารางวัล Best Infotainment Programme จากเวทีระดับสากล Asian Academy Creative Awards 2023

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

บี.กริม ปลื้ม “Mission Tiger” คว้ารางวัล Best Infotainment Programme จากเวทีระดับสากล Asian Academy Creative Awards 2023 ผนึก CNN เดินหน้ารณรงค์ สร้างความตระหนักรู้ เพื่อฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

“มิชชั่น ไทเกอร์” (Mission Tiger) รายงานข่าว (Editorial Report) ซึ่งผลิตขึ้นโดยกองบรรณาธิการ CNN โดย บี.กริม เป็นผู้สนับสนุนหลัก ล่าสุดชนะรางวัล สาขา Best Infotainment Programme จากงาน Asian Academy Creative Awards 2023 โดยรายงานข่าวชิ้นนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชียล (CNNIC) และ บี.กริม นำเสนอเรื่องราวของการสร้างระบบนิเวศอันเข้มแข็งสู่การฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรักษา สภาพแวดล้อม และการอนุรักษ์เสือโคร่ง

โครงการนี้ริเริ่มขึ้นโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ บี.กริม เป็นผู้สนับสนุนหลักระดับโลก ภายใต้โครงการชื่อ ‘Mission Tiger’ (ภารกิจเสือโคร่ง) เล่าเรื่องราวของเสือโคร่งผ่านระบบนิเวศ ออกอากาศทางช่องซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ความยาว 30 นาที ซึ่งเผยให้เห็นการสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งที่ทำให้ประชากรเสือโคร่งสามารถอยู่รอดได้อย่างไร พร้อมเล่าถึงภารกิจเสือโคร่ง เพื่อให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่มองไม่เห็นมากมายที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์เสือโคร่ง โดยถ่ายทอดให้เห็นถึงทุกมุมมองของถิ่นที่อยู่ของพวกมันว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

“CNN ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เรายินดีที่ได้ร่วมงานกับ บี.กริม องค์กรที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคุณค่าและความเชื่อในด้านความยั่งยืนและการอนุรักษ์เหมือนกัน โดยเชื่อมั่นว่า Mission Tiger และการได้รับรางวัลครั้งนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทั่วโลก ผ่านเรื่องราวที่จะสร้างผลกระทบต่อจิตใจในการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์เสือโคร่ง ตลอดจนการรักษาสภาพแวดล้อมของถิ่นที่ อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ชมซีเอ็นเอ็นทั่วโลก มีส่วนร่วมและเกิด แรงบันดาลใจ พร้อมทำให้เกิดการพูดถึงและลงมือทำเกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือโคร่งและสภาพแวดล้อม เพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต” ร็อบ แบรดลีย์ รองประธานอาวุโส ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชียล กล่าว

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า ด้วยความโอบอ้อมอารี (Compassion) ธุรกิจจึงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติและชุมชน โดยตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา บี.กริม ให้การสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือโคร่ง ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน โดยเชื่อว่าจากความร่วมมือกับ CNN ช่องข่าวระดับโลก ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวที่ผลิตขึ้นด้วยทีมข่าวคุณภาพสูงของ CNN รวมถึงช่องทางการเข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวาง จะช่วยเผยแพร่เนื้อหาที่ตอกย้ำถึงบทบาทอันสำคัญของเสือโคร่งในระบบนิเวศ ทั้งยังเป็นการปูทางให้กับความทุ่มเทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันเข้มแข็งของ บี.กริม ต่อไปในอนาคต

 “ตลอดเวลากว่า 145 ปีที่ บี.กริม ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี เพื่อสร้างความศิวิไลซ์ ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ บริษัทฯ มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคม พร้อมให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า จากความร่วมมือกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความตระหนักให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่ง และการรักษาสภาพแวดล้อม นั่นคือผืนป่าซึ่งเป็นอยู่อาศัยของพวกมันมากยิ่งขึ้น” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าว

-(016)